เช็กที่นี่! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย

เช็กที่นี่! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย

เช็กที่นี่! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.33 น.

คลองหลอดขยับ! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3รมช.หนุ่ม เจ้าตัวกำกับดูแล สำนักงานรมต.-สำนักฯปลัดมท.-ปกครอง-ประสานฯชายแดนใต้ ด้าน พลพีร์ มท.2 ดู ที่ดิน-พัฒนาชุมชน-กฟภ.-กฟน. ขณะที่ เจเศรษฐ์ มท.3 คุม โยธาฯ-ปภ.-กปภ.-กปน. ส่วน วรศิษฎ์ มท.4 ได้ ท้องถิ่น-กทม.-องค์การตลาด-จัดการน้ำเสีย

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่881/2569 ลงวันที่ 8เม.ย.69 เรื่องการมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแบ่งมอบภารกิจหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และรมช.มหาดไทย ทั้ง 3 คน ให้กำกับดูแล โดยนายอนุทิน นายกฯ ในฐานะรมว.มหาดไทย(มท.1) กำกับดูแล 1.สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย 2.สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 3.กรมการปกครอง และ 4.การประสานงานส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามพ.ร.บ.การบริการราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย(มท.2) กำกับดูแล 1.กรมที่ดิน 2.กรมการพัฒนาชุมชน 3.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ4.การไฟฟ้านครหลวง  

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย(มท.3) กำกับดูแล 1.กรมโยธาธิการและผังเมือง 2.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 3.การประปาส่วนภูมิภาค และ4.การประปานครหลวง 

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย(มท.4) กำกับดูแล 1.กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2.กรุงเทพมหานคร 3.องค์การตลาด และ4.องค์การจัดการน้ำเสีย

กกต.รับรองแล้ว ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็น สส.สุพรรณบุรี เขต 2

กกต.รับรองแล้ว ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็น สส.สุพรรณบุรี เขต 2

กกต.รับรองแล้ว ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็น สส.สุพรรณบุรี เขต 2

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.05 น.

8 เมษายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 และมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เพิ่มเติม จำนวน 1 คน ดังนี้

ประกาศ ณ วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2569

(นายณรงค์ กลั่นวารินทร์) ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

– 006

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต. ยกอังกฤษมีมานานป้องการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต. ยกอังกฤษมีมานานป้องการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต. ยกอังกฤษมีมานานป้องการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.39 น.

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต.  ยกอังกฤษมีมานานเพื่อป้องกันการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก มองสังคมไทยยังต้องเผชิญปัญหาเรื่องการปกป้องสถาบัน – สิทธิเสรีภาพปชช.อีกนาน แนะศาล รธน.วางสัดส่วน-ความเหมาะสมให้ดี พร้อมอธิบายทำความเข้าใจมากขึ้น เพื่อรักษาสันติภาพในประเทศ

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเดอะเพนนินซูลา กรุงเทพมหานคร นายไชยันต์  ไชยพร อาจารย์พิเศษภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวตอนหนึ่งในการร่วมเสวนาวิชาการเรื่อง “ศาลรัฐธรรมนูญในฐานะผู้พิทักษ์หลักนิติธรรมเพื่อสันติภาพท่ามกลางระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลง” ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ว่า กกต.เชิญให้ไปเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งก็ให้คำให้การไปแล้วบางส่วน  

และอีกบางส่วนกำลังศึกษาอยู่ในจุดยืนของตนก่อนมีเรื่อง ได้อธิบายไว้ในโซเชียลมีเดียว่าที่มาคืออะไร บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ในบัตรเลือกตั้งที่อังกฤษเป็นอย่างไร มีไว้สำหรับป้องกันการปลอม กกต.ก็ใช้หลักการเดียวกันที่จะไม่ให้มีการปลอม ซึ่งของอังกฤษแน่นอน บางคนก็สืบย้อนได้ แต่จะทำก็ต่อเมื่อมีเรื่องขึ้นมา ซึ่งเคยมี ที่มีคนสงสัยว่าจะมีคนที่ไม่ใช่คนอังกฤษไปลงคะแนนก็มีการสืบย้อนไป ซึ่งสืบยากมากและพบว่ามีคน 3 คน เป็นคนเยอรมันในอังกฤษ 

นายไชยันต์ กล่าวถึงความคาดหวังบท บาทของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสันติภาพในประเทศไทยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายขณะนี้ จะทำอย่างไรให้สังคมเชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมีการอธิบายให้มากขึ้นในภาษาที่คนเข้าใจได้ว่าที่มาที่ไปของคำตัดสิน หรือที่มักจะจะมีการพูดว่ามีข่าวลับ ข่าวลือต่างๆ  ตุลาการท่านนั้นท่านนี้มีที่มาอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าตุลาการจะมาจากวิธีไหนใครเลือกเข้ามาไม่สำคัญ  แต่เมื่อท่านเข้ามาแล้วต้องสวมจิตวิญญาณตรงนี้  ความโปร่งใสการตีความ ต้องมีการอธิบายให้มากขึ้นได้หรือไม่  ขณะเดียวกันควรมีการแปลเป็นภาษาต่างๆเพราะมีคนที่ไปเขียนด่าศาลรัฐธรรมนูญในต่างประเทศอยู่ตลอดเวลาและไม่มีใครไปตอบโต้  

“ศาลรัฐธรรมนูญอย่าทำตัวเหมือนศาลปกติ ต้องทำให้กว้างขวาง ให้เป็นอะไรที่ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้นในเรื่องของการพิจารณาคดีต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและการได้สัดส่วน โดยเฉพาะในเรื่องสถาบันกษัตริย์กับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งจะยังเป็นปัญหาไปจนกว่าระบอบการปกครองของเราจะลงหลักปักฐานเหมือนต่างประเทศ สัดส่วนตรงนี้ยาก ต้องทำความเข้าใจให้กับประชาชน” นายไชยันต์ กล่าวและว่า “จึงอยากฝากตรงนี้สันติภาพภายในประเทศเป็นเรื่องสำคัญและรัฐธรรมนูญใหม่คงต้องมี ซึ่งถ้ามีก็ดีเพราะจะก้าวหน้าขึ้น แต่ก็ต้องดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก”

สุขุม ชี้รัฐบาลเปิดตัวสวย หลังลดราคาหน้าโรงกลั่น-ตรึงค่ารถช่วงสงกรานต์

สุขุม ชี้รัฐบาลเปิดตัวสวย หลังลดราคาหน้าโรงกลั่น-ตรึงค่ารถช่วงสงกรานต์

สุขุม ชี้รัฐบาลเปิดตัวสวย หลังลดราคาหน้าโรงกลั่น-ตรึงค่ารถช่วงสงกรานต์

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.25 น.

“สุขุม”ชี้รัฐบาลเปิดตัวสวย หลังลดราคาหน้าโรงกลั่น-ตรึงค่ารถช่วงสงกรานต์ ประเมินฐานการเมืองยังแข็ง

8 เมษายน 2569 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก โดยประเมินว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันเปิดตัวได้อย่างโดดเด่น ทันทีหลังเข้ากระทรวงทำงาน เนื่องจากสามารถแสดงผลงานที่เป็นรูปธรรมได้

ทั้งนี้ มาตรการสำคัญที่สะท้อนผลงานดังกล่าว คือ การปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนพลังงานในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน มาตรการตรึงราคาค่าโดยสารสาธารณะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยังช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่มีการเดินทางจำนวนมาก

รศ.ดร.สุขุม ระบุว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของการบริหารประเทศในช่วงเริ่มต้น และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของรัฐบาลได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานยังมีความผันผวนสูง

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ยังต้องติดตามผลการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการตรวจสอบหาไอ้โม่งและจัดการปัญหาการกักตุนน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาและความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ ที่เกิดปัญหาน้ำมันขาดหน้าปั๊ม ถึงเรื่องน้ำมันแพง ถือว่าเป็นวิกฤตรัฐบาลหรือไม่ รศ.ดร.สุขุม มองว่า ปัญหาเกิดทั้งโลก และรัฐบาลยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากมีฐานเสียงและเสถียรภาพทางการเมืองที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง จากการมี สส.ในสภากว่า 190 คน แต่ห้ามประมาท เพราะฝ่ายตรวจสอบก็ยังคงทำหน้าที่อย่างเข้มข้น และความรู้สึกของประชาชน คือปัจจัยชี้วัดในระบอบประชาธิปไตย ส่งผลให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจำเป็นต้องเร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน

“หลังจากแถลงนโยบายและเริ่มใช้อำนาจเต็มที่ รัฐมนตรีทุกคนต้องเร่งทำงานแข่งขันกับเวลา เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของตนเอง ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ แต่ต้องเป็นผลงานที่ประชาชนรับรู้ได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มลูกเทพทั้งหลายนี่คือโอกาส ในการพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง ว่าทำงานได้ ทำงานดี ไม่ใช่ว่ามาเป็นรัฐมนตรีเพราะบารมีผู้ใหญ่” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.สุขุม ยังระบุว่า ขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาล เพราะหากรัฐบาลสามารถรักษาทิศทางการทำงานและสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมได้ต่อเนื่อง จะส่งผลดีโดยตรงต่อประชาชน และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศในระยะต่อไป

สีหศักดิ์ แถลงข่าวเศร้า 3 ลูกเรือ มยุรี นารี เสียชีวิตแล้ว

สีหศักดิ์ แถลงข่าวเศร้า 3 ลูกเรือ มยุรี นารี เสียชีวิตแล้ว

สีหศักดิ์ แถลงข่าวเศร้า 3 ลูกเรือ มยุรี นารี เสียชีวิตแล้ว

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.17 น.

8 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ได้แถลงข่าวว่า มีกำหนดการไปเยือนประเทศโอมาน ในวันที่ 15 – 16 เมษายน ตามคำเชิญของ รมต.ต่างประเทศโอมาน โดยตนจะไปขอบคุณที่ทางโอมาน ช่วยประสานงานช่วยเหลือลูกเรือ มยุรี นารี ที่ถูกโจมตี ซึ่งลูกเรือ 20 คน ได้เดินทางกลับประเทศอย่างปลอดภัยแล้ว

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียใจว่า ภายหลังที่มีหน่วยกู้ภัยของทั้ง 2 ประเทศ คือ โอมาน และอิหร่าน รวมทั้งของบริษัทเข้าไป ในที่สุดเราก็ทราบแล้วว่า ลูกเรือ 3 คน ที่ยังอยู่บนเรือ เสียชีวิตแล้ว ซึ่งเป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง และขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวด้วย

นายกฯ พกคำแถลงนโยบายรัฐบาลติดมือกลับบ้านไปอ่านด้วย ก่อนแถลงนโยบายต่อสภาฯ พรุ่งนี้

นายกฯ พกคำแถลงนโยบายรัฐบาลติดมือกลับบ้านไปอ่านด้วย ก่อนแถลงนโยบายต่อสภาฯ พรุ่งนี้

นายกฯ พกคำแถลงนโยบายรัฐบาลติดมือกลับบ้านไปอ่านด้วย ก่อนแถลงนโยบายต่อสภาฯ พรุ่งนี้

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.16 น.

นายกฯ พกคำแถลงนโยบายรัฐบาลติดมือกลับบ้านไปอ่านด้วย ก่อนแถลงนโยบายต่อสภาฯ พรุ่งนี้ 

เมื่อเวลา 15.26 น. วันที่ 8 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า โดยถือเล่มคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีสีน้ำเงินลายธงชาติ ติดมือลงมาด้วย  ซึ่งคาดว่านำไปอ่านเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในเช้าวันที่ 9 เม.ย.นี้ โดยก่อนนายกฯ จะขึ้นรถนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินเข้ามาพูดคุยระยะหนึ่ง

ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนเรียกนายกฯ เพื่อที่จะขอสัมภาษณ์ แต่นายกฯ ไม่ได้หันมา ก่อนจะขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปทันที

เปิดลงทะเบียนแล้ว กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69

เปิดลงทะเบียนแล้ว กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69

เปิดลงทะเบียนแล้ว กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.04 น.

กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2569 นี้ กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 7 พันธุ์ จำนวน 2,800 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2569  และนำไปบรรจุซองพลาสติก จำนวน 400,000 ซอง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ รับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล ประกอบด้วย 

1) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 1,200 กิโลกรัม บรรจุ 153,000 ซอง    

2) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง คุณภาพการหุงต้มดี จำนวน 500 กิโลกรัม บรรจุ 77,000 ซอง  

3) กข79 (ชัยนาท 62) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปริมาณอมิโลสตํ่า (16.82 %) คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เป็นข้าวเจ้า เมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 400 กิโลกรัม บรรจุ 62,000 ซอง     

4) กข85 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งนาปี และนาปรัง ทนต่อสภาพอากาศเย็น คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงถึง 862 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 200 กิโลกรัม บรรจุ 30,000 ซอง

5) กข99 (หอมคลองหลวง 72) เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ศักยภาพการให้ผลผลิต 957 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวสุก มีกลิ่นนหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวและนุ่ม คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

6) กข109 (หอมพัทลุง 72) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง คุณภาพการสีดีมาก ข้าวสวยมีสีขาว นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม ศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุดในแปลงนาเกษตรกร 1,086 กิโลกรัมต่อไร่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคใต้จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

7) กข26 (เชียงราย 72) เป็นข้าวเหนียว ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ความสูงประมาณ 111 เซนติเมตร ศักยภาพการให้ผลผลิต 1,152กิโลกรัมต่อไร่สูงกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 อายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 และกข14 ประมาณ 5-6 วัน  ต้านทานต่อโรคไหม้ระยะกล้าในภาคเหนือตอนบน บรรจุ 48,000 ซอง

สำหรับประชาชนที่สนใจพันธุ์ข้าวพระราชทาน สามารถสอบถามได้ที่ กรมการข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เบอร์โทรศัพท์ 02-561-3794 และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 33 แห่ง ศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 27 แห่ง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งนอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://rice.moac.go.th/ หรือ Scan QR Code ตามที่ปรากฏ ได้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยกรุงเทพฯ สามารถรับพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม – 16 มิถุนายน 2569 ณ อาคารสำนักงานกรมการข้าว ชั้น 1 ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขนและส่วนภูมิภาคสามารถรับได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร ในวันและเวลาราชการ

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ แสดงความยินดี’สุชาติ’นั่ง รมว.ทส.

'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ'โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ แสดงความยินดี'สุชาติ'นั่ง รมว.ทส.

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ แสดงความยินดี’สุชาติ’นั่ง รมว.ทส.

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.35 น.

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทาน เพื่อแสดงความยินดีแก่ นายสุชาติ ชมกลิ่น ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในการนี้ โปรดเกล้าฯ ให้ พลเอก ศิวะ ภระมรทัต กรมวังผู้ใหญ่ ประจำวังศุโขทัย เป็นผู้แทนพระองค์ อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทานมอบแก่ นายสุชาติ ชมกลิ่น ภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

– 006

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนวัยทำงาน นักกีฬา หรือผู้ที่คิดว่าตนเองมีสุขภาพแข็งแรง กลไกสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็วคือ การเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงของหัวใจ ไม่ใช่ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังอย่างที่เข้าใจ ซึ่งจะทำให้หัวใจหยุดทำงานภายในเสี้ยววินาที และหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องทันที โอกาสรอดชีวิตจะต่ำมาก

นพ. ณัฐพล เก้าเอี้ยน อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า กลไกอันตรายเริ่มต้นจากภาวะเต้นผิดจังหวะรุนแรง เช่น Ventricular Tachycardia (VT) หรือ Ventricular Fibrillation (VF) ภาวะเหล่านี้คือการที่หัวใจห้องล่างเกิดการสั่นพริ้ว (Fibrillation) จนสูญเสียประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือด แม้หัวใจจะยังดูเหมือนมีการเคลื่อนไหว แต่เลือดไม่สามารถถูกส่งไปเลี้ยงสมองได้ ผู้ป่วยจึงล้มลง หมดสติทันที หากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องและทันท่วงที โอกาสรอดชีวิตจะลดลงจนแทบเป็นศูนย์

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ผู้ป่วยจำนวนมากดูแข็งแรงดีมากก่อนเกิดเหตุ บางคนยังยิ้ม พูดคุย หรือวิ่งออกกำลังกาย แต่ในวินาทีต่อมา หัวใจอาจสั่นพริ้วจนเหมือนหยุดเต้น และอาการแรกของบางคนคือการล้มลงทันที”

สาเหตุพื้นฐานของการเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงมีหลายประเด็น โดยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Acute Coronary Artery Disease) เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง เกิดจากคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจแตกและอุดตันฉับพลัน ทำให้หัวใจขาดเลือดกะทันหัน และกระตุ้นให้เกิดภาวะเต้นผิดจังหวะอันตรายได้ทันทีแม้บางรายเพิ่งตรวจสุขภาพและผลตรวจยังปกติ เพราะคราบไขมันแตกสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยไม่มีสัญญาณเตือน

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นที่มักถูกมองข้าม เช่น ความผิดปกติของโครงสร้างกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น Dilated Cardiomyopathy (หัวใจโตและบีบตัวอ่อนแรง) หรือ Hypertrophic Cardiomyopathy (ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว) รวมถึง Myocarditis การอักเสบจากติดเชื้อ และรอยแผลเป็นในกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งสามารถทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติจนเกิดภาวะหยุดเต้นได้ ขณะเดียวกัน โรคทางพันธุกรรมของระบบไฟฟ้าหัวใจ เช่น Brugada syndrome และ Long QT syndrome ก็เป็นปัจจัยอันตราย โดยเฉพาะ Brugada syndrome ซึ่งพบมากในคนไทยและเป็นสาเหตุสำคัญของ “การใหลตาย”

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ส่วนใหญ่มักเกิดจากไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น เช่น การสูบบุหรี่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียดสูง การหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea) การใช้ยาบางชนิด และการใช้สารเสพติด  

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น หรือเคยวูบหมดสติแม้เพียงครั้งเดียว ต้องรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจเชิงลึก เพราะอาจเป็นสัญญาณของระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติหรือโรคหลอดเลือดหัวใจซ่อนตัว น่าตกใจที่ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการเตือนมาก่อน ต่างจากความเข้าใจทั่วไปที่คิดว่าหัวใจจะต้องเจ็บหน้าอกเป็นเวลานานก่อนเกิดเหตุจริง  ความจริงคือ อาการแรกของบางคน คือการล้มลงทันที 

ดังนั้น การตรวจหัวใจอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง (เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันสูง, สูบบุหรี่, อ้วน, หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ)  แพทย์อาจใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), เอกซเรย์ทรวงอก, ตรวจเลือด, อัลตราซาวด์หัวใจ (Echo), การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยสายพาน (Stress test) หรือ MRI หัวใจ เพื่อตรวจหาความผิดปกติ และหากสงสัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจพิจารณาทำการสวนหัวใจ และทำบอลลูนหรือผ่าบายพาส ทั้งหมดเพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงรุก ป้องกันเหตุร้ายที่ไม่ควรเกิด

เมื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การทำ CPR ช่วยพยุงการไหลเวียนเลือดไปยังสมองได้ชั่วคราว แต่สิ่งที่มีบทบาทในการช่วยชีวิต คือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ซึ่งสามารถช็อกหัวใจที่สั่นพริ้วให้กลับมาทำงานตามปกติได้ทันที การกดหน้าอกอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากมี AED อยู่ใกล้ โอกาสรอดชีวิตจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า นี่คือเหตุผลที่พื้นที่สาธารณะควรมีเครื่อง AED ให้พร้อมใช้งาน และประชาชนควรได้รับการอบรม CPR ขั้นพื้นฐาน”

อย่างไรก็ตาม การป้องกันคือ เกราะที่ดีที่สุด การนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มและหวานจัด งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงสารเสพติด ลดความเครียด ควบคุมโรคประจำตัว และตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ การไม่ละเลยสัญญาณผิดปกติที่ร่างกายกำลังบอกเรา

ฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกาย กลายเป็นความเสี่ยง

ฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกาย กลายเป็นความเสี่ยง

ฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกาย กลายเป็นความเสี่ยง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายคนตั้งเป้าหมาย “การออกกำลังกาย”  นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีต่อสุขภาพและช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า หากหัวใจของเราไม่แข็งแรงเพียงพอ การออกกำลังกายหนักเกินไปอาจกลายเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยกลางคนหรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

พญ. ณหทัย ฉัตรสิงห์ (ว.36429) อายุรศาสตร์โรคหัวใจ ประจำศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายถึงการเตรียมความพร้อมเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจก่อนออกกำลังกาย เพราะในบางกรณีผู้ที่ดูเหมือนจะมีสุขภาพแข็งแรง กลับเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะหัวใจที่แฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว การตรวจเช็กสภาพหัวใจก่อนเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

หัวใจต้องพร้อมก่อนร่างกาย

ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายที่เข้มข้น เช่น การวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยานระยะไกล หรือฝึกเวทเทรนนิ่งอย่างหนัก ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพโดยเฉพาะการตรวจประเมินสภาพหัวใจ ซึ่งอาจรวมถึงการซักประวัติ การตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือการทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) การตรวจอัลตราซาวน์หัวใจ( Echocardiogram) การตรวจ CT หรือ MRI ในคนที่มีความเสี่ยงบางอย่างหรือตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจเบื้องต้น

การตรวจเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินได้ว่าหัวใจของคุณทำงานได้ดีในภาวะปกติและขณะออกแรงมากน้อยเพียงใด อีกทั้ง การประเมินช่วยให้คุณรู้ว่าควรออกกำลังกายระดับใดจึงเหมาะและปลอดภัยกับคุณ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น แน่นหน้าอก หรือเป็นลมขณะออกกำลังกายหรือใช้แรงเยอะ ควรรีบปรึกษาแพทย์ก่อนจะฝืนออกกำลังกายอย่างหนัก

รู้จักฟังร่างกายตัวเอง

แม้จะตรวจหัวใจและได้รับคำแนะนำแล้ว การรู้จักฟังสัญญาณจากร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ การค่อยๆ เพิ่มระดับความหนักของการออกกำลังกายอย่างเป็นขั้นตอน และมีช่วงเวลาอบอุ่นร่างกาย (warm up) และคลายกล้ามเนื้อ (cool down) อย่างเหมาะสม จะช่วยลดภาระต่อหัวใจและป้องกันภาวะฉุกเฉินได้ดี ผู้ที่ออกกำลังกายควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ แน่นหน้าอก หายใจไม่ทัน หรือรู้สึกหน้ามืด ควรหยุดกิจกรรมนั้นทันทีและไปพบแพทย์

สุขภาพดีเริ่มจากความเข้าใจ

การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง แต่อย่าลืมว่าการดูแลหัวใจก่อนจะเริ่มออกแรงอย่างจริงจัง เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหัวใจคือกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักและสำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย และการดูแลให้พร้อมก่อนเสมอ จะทำให้คุณออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายแบบสายสุขภาพ หรือเป็นนักกีฬาที่ออกกำลังกายมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง การตรวจสุขภาพหัวใจก่อนออกกำลังกายหนัก เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการหัวใจขาดเลือดหรือภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อย่าให้ความตั้งใจในการดูแลสุขภาพต้องสะดุดเพราะละเลยหัวใจของตัวเอง

ทั้งนี้  หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์หัวใจและทรวงอก (Cardiology Center)  โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej