ศธ. ย้ำชัด ทุกโรงเรียน ต้องลดภาระผู้ปกครองทันที ไม่มีข้อยกเว้น

ศธ. ย้ำชัด ทุกโรงเรียน ต้องลดภาระผู้ปกครองทันที ไม่มีข้อยกเว้น

ศธ. ย้ำชัด ทุกโรงเรียน ต้องลดภาระผู้ปกครองทันที ไม่มีข้อยกเว้น

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

ศธ. “ย้ำชัดทุกโรงเรียนต้องลดภาระผู้ปกครองทันที” ออกมาตรการเข้ม ไม่มีข้อยกเว้น เดินหน้าจากความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริงทั่วประเทศ 

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569  กระทรวงศึกษาธิการประกาศยกระดับนโยบาย “ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง” อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมเร่งขับเคลื่อนจาก “ความร่วมมือ” สู่ “การปฏิบัติจริง” หลังพบว่ายังมีบางสถานศึกษาที่ยังไม่ดำเนินการตามแนวทางที่ได้ขอความร่วมมือไปก่อนหน้านี้ 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดอมรินทราราม ว่า จากสถานการณ์ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงและส่งผลกระทบต่อครัวเรือนทั่วประเทศ กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการ “ลดภาระผู้ปกครอง” มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือขอความร่วมมือไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศให้พิจารณาปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามพบว่า แม้หลายโรงเรียนได้ตอบรับและดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีบางแห่งที่ยังไม่ได้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง ทำให้ผู้ปกครองยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย หรือจำเป็นต้องติดตามสอบถามด้วยตนเอง 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

“กระทรวงศึกษาธิการเข้าใจดีว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาคือหนึ่งในความกังวลหลักของผู้ปกครองในเวลานี้ เราไม่ต้องการให้ความร่วมมือเป็นเพียงแนวทางเชิงขอร้องอีกต่อไป แต่ต้องเกิดผลจริงในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ” รมว.ศธ. กล่าว และว่า  

เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงออกประกาศเพิ่มเติม กำหนดมาตรการสำคัญ 2 ด้านหลัก พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้ 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

มาตรการที่ 1 ลดค่าใช้จ่ายทันที ปรับระเบียบให้สอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ ยกระดับจากการ “ขอความร่วมมือ” เป็น “แนวทางปฏิบัติ” ที่ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการ โดยเน้นลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ได้แก่ 

ชุดนักเรียน  อนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดเดิมได้ แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายสถานศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน ส่งเสริมให้สถานศึกษาพิจารณาเพิ่มวันสวมใส่ชุดพละหรือชุดสุภาพ เพื่อลดความจำเป็นในการจัดซื้อชุดใหม่ 

ชุดลูกเสือ–เนตรนารี ไม่บังคับจัดซื้อชุดเต็มรูปแบบ โดยสามารถใช้เฉพาะผ้าผูกคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้ 

กระเป๋าและรองเท้า เปิดกว้างไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความสุภาพ ความเหมาะสม และการใช้งานจริง การปักชื่อเครื่องแบบนักเรียน ปรับจากการปักชื่อ–นามสกุลเต็ม เป็นการใช้อักษรย่อของสถานศึกษา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มอายุการใช้งาน และสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การบริหารจัดการระดับสถานศึกษา มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาออกแบบมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามบริบทของพื้นที่ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและผู้ปกครอง 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

มาตรการที่ 2 จัดหาอุปกรณ์การเรียน “ราคาควบคุม” เพิ่มทางเลือก ลดค่าใช้จ่ายจริงกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดหาและกระจาย หนังสือเรียน แบบเรียน เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นในราคาควบคุม เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และมีทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม เข้มมาตรการติดตามผล เน้น “ทุกโรงเรียนต้องเกิดผลจริง” เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายดังกล่าวจะถูกนำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วน กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาโดยรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูง การรายงานผลจากหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ การเปิดช่องทางรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองโดยตรง หากพบว่าสถานศึกษาใดยังไม่ดำเนินการตามนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งเข้าไปหารือ แก้ไข และกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดในทันที 

รมว.ศธ. กล่าวย้ำว่า  “มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นความตั้งใจของกระทรวงศึกษาธิการที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ในช่วงเวลาที่ทุกครอบครัวกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ เราจะทำให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า ระบบการศึกษาจะไม่สร้างภาระเพิ่มเติม แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระของพวกเขา”

ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง

ณัฏฐ์ชนน สวน เท้ง หงาย คนในพรรคมีแต่สีดำมะเมี่ยม ทั้งคดีทางเพศ ยาเสพติด พนันออนไลน์

ณัฏฐ์ชนน สวน เท้ง หงาย  คนในพรรคมีแต่สีดำมะเมี่ยม ทั้งคดีทางเพศ ยาเสพติด พนันออนไลน์

ณัฏฐ์ชนน สวน เท้ง หงาย คนในพรรคมีแต่สีดำมะเมี่ยม ทั้งคดีทางเพศ ยาเสพติด พนันออนไลน์

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

“ณัฏฐ์ชนน” สวนกลับ “หัวหน้าเท้ง” ระราน “พิพัฒน์” ถาม รับผิดชอบอะไร เอาคนดำมะเมี่ยม มาลงสมัคร สส.

วันที่ 2 พ.ค.2569 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ โฆษกพรรคภูมิใจไทย สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่มาระรานให้ปลด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เพราะรู้จักกับเสี่ยตือ ว่า เป็นเรื่องพิลึก ที่ฝ่ายค้านที่อวดอ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่ มาพูดเรื่องแบบนี้  เพราะพรรคประชาชน มีคนในพรรคที่เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือมี สส.ที่มีปัญหาอย่าว่าแต่สีเทาเลย เป็นสีดำ จำนวนมาก

ณัฏฐ์ชนน

“พฤติกรรมคนของพรรคประชาชน คนรู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง  มีทั้งเรื่องการคุกคามทางเพศ ลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกายสตรี ข่มขืนกระทำชำเรา พฤติกรรมค้ายาเสพติด  ฟอกเงินขบวนการยาเสพติด พฤติกรรมเกี่ยวข้องกับธุรกิจพนันออนไลน์ ไม่ได้เรียกว่าแค่ทุนเทา แต่คือสีดำมะเมี่ยม ไม่เห็นมีคนพรรคประชาชน จะออกมารับผิดชอบด้วยการลาออก” นายณัฏฐ์ชนน กล่าว

นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า กรณีที่คนรู้จักกัน ไม่ใช่ว่าไปร่วมสนับสนุนในการกระทำผิด ไม่ได้มีพฤติกรรมไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทำไมต้องออกมาเรียกร้องให้ปลดออก กลับกันที่นำคนสีดำมะเมี่ยม วัยรุ่นตั้งตัว มาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งที่กฎหมายให้ผู้บริหารพรรคพิจารณา มีการอนุมติ ลงลายมือชื่อชัดเจน ไม่เห็นหัวหน้าเท้ง และพรรคพวก จะออกมาแสดงความรับผิดชอบอะไรกับสังคม

ณัฏฐ์ชนน

เรืองไกร ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี ศักดิ์สยาม ฟังขึ้นตามกฎหมาย

เรืองไกร ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี ศักดิ์สยาม ฟังขึ้นตามกฎหมาย

เรืองไกร ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี ศักดิ์สยาม ฟังขึ้นตามกฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

“เรืองไกร” ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี “ศักดิ์สยาม” ฟังขึ้นตามกฎหมาย ย้ำคดีอาญาต้องไร้ข้อสงสัย-เทียบกรณี ศาล รธน.ฟัน “ยิ่งลักษณ์”  หลุดนายกฯ แต่รอดคดีอาญา

วันนี้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ให้ความเห็นกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องเอาผิด ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีถูกกล่าวหาปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ไว้ในรายการ “คม ชัด ลึก” ระบุ ออกอากาศวันที่ 23 เมษายน 2569 ว่า 

เรืองไกร

จากคำชี้แจงและเอกสารของ ป.ป.ช. ที่เปิดเผยออกมา ถือว่าอธิบายได้ฟังขึ้น และมีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังอย่างละเอียด โดยเฉพาะบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อเนื่องหลายครั้ง ซึ่งมีความสอดคล้องกัน รวมถึงกรณีการขายที่ดินหลายแปลงที่มีการแสดงข้อมูลตรงกัน

นายเรืองไกร ระบุว่า แม้ ป.ป.ช. จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย แต่การพิจารณาขององค์กรต้องอยู่บนฐานอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และเมื่อมีการแถลงอย่างเป็นทางการ ก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นหลัก พร้อมยกตัวอย่างคำพิพากษาของศาลในคดีของ นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนสี ที่สะท้อนว่า คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้ผูกพันให้ศาลอาญาต้องวินิจฉัยตามทั้งหมด เนื่องจากเป็น “คนละประเด็น” กัน

“คำวินิจฉัยเรื่องสถานะความเป็นรัฐมนตรี กับความผิดทางอาญา เป็นคนละเรื่องกัน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีความผิดทางอาญาโดยอัตโนมัติ” นายเรืองไกร กล่าว

ทั้งนี้ ได้อธิบายว่า คดีอาญามีมาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มข้นกว่า โดยต้อง ปราศจากข้อสงสัยโดยสิ้นเชิง หากยังมีข้อสงสัย ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ผู้ถูกกล่าวหา แตกต่างจากคดีด้านคุณสมบัติหรือจริยธรรม ซึ่งใช้เกณฑ์พิจารณาอีกแบบหนึ่ง

นายเรืองไกร ยังชี้ว่า กรณีของ นาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ป.ป.ช. พิจารณาในประเด็น “การจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน” ซึ่งต้องพิสูจน์เจตนาให้ได้ชัดเจน หากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถส่งฟ้องคดีอาญาได้ เพราะอาจถูกอัยการตีกลับ หรือศาลยกฟ้องในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม นายเรืองไกร ระบุว่า ประเด็นด้าน “จริยธรรม” ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง และอาจมีผลแตกต่างจากคดีอาญาได้

ท้ายที่สุด ได้เน้นย้ำว่า หากสังคมไม่เห็นด้วยกับมติของ ป.ป.ช. สามารถใช้ช่องทางตามกฎหมายในการตรวจสอบหรือร้องเรียนได้ แต่ไม่ควรตัดสินโดยใช้อารมณ์ พร้อมเตือนว่า หากจะรื้อคดีลักษณะนี้ ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน กับคดีอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรม 

วรชัย เผย คนเสื้อแดงนัดรวมตัว ปักหลักหน้าเรือนจำรอรับ ทักษิณ พักโทษ

วรชัย เผย คนเสื้อแดงนัดรวมตัว ปักหลักหน้าเรือนจำรอรับ ทักษิณ พักโทษ

วรชัย เผย คนเสื้อแดงนัดรวมตัว ปักหลักหน้าเรือนจำรอรับ ทักษิณ พักโทษ

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

’วรชัย‘ เผย เสื้อแดงนัดรวมตัวเย็น 10 พ.ค. รอรับ ‘ทักษิณ’ หน้าเรือนจำ 

เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2569 นายวรชัย เหมะ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวกรณีนายทักษิณ ชินวัน อดีตนายกฯ จะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พ.ค. คนเสื้อแดงจะให้การต้อนรับอย่างไรว่า คนเสื้อแดงจะมีการรวมตัวให้กำลังใจนายทักษิณตลอดทุกวันอาทิตย์อยู่แล้ว โดยวันที่ 11 พ.ค.จะมีการจัดกิจกรรมพิเศษเริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 10 พ.ค. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือเรือนจำคลองเปรม จะมีการนัดรวมตัวคนเสื้อแดง เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับนายทักษิณออกจากเรือนจำในช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค. โดยเย็นวันนั้นจะมีการทานอาหารเย็นร่วมกัน และจัดเวทีเสวนาของคนเสื้อแดงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในบ้านเมือง ว่าเราได้ทำอะไรกันเพื่อบ้านเมืองเพื่อประชาธิปไตยกันบ้าง คาดว่าจะมีคนเสื้อแดงรวมตัวหลักพันคนขึ้นไป จึงขอเชิญชวนพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม มาให้กำลังใจรอรับนายทักษิณ ที่เป็นอดีตนายกฯ ซึ่งทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากที่สุด และถูกกระทำมากที่สุด และไม่ได้รับความยุติอธรรมมากที่สุด 

วรชัย เหมะ

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่าหลังได้รับการพักโทษ นายทักษิณควรวางมือทางการเมือง นายวรชัย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ คนที่เหมาะสมจะนำความคิดและประสบการณ์จากการอยู่ต่างประเทศมานานเข้ามาช่วยแก้ไขวิกฤตประเทศ ไม่ว่าจะน้ำมัน สงครามเย็น และสงครามเศรษฐกิจคือนายทักษิณ เพราะมีประสบการณ์ ความสามารถและคอนเน็กชั่นมากที่สุด แต่วันนี้ฝ่ายอนุรักษ์อาจมองว่านายทักษิณควรหยุด ควรพอได้แล้ว แต่บ้านเมืองไม่ใช่พอแล้วหรือไม่พอ วันนี้บ้านเมืองกำลังเจอวิกฤตที่ต้องเอาคนอย่างนายทักษิณมาช่วย วิกฤตปี 40 นายทักษิณทำให้เห็นสำเร็จมาแล้ว แต่หากนายทักษิณจะคิดจะทำอย่างไรก็เป็นสิทธิของท่าน ความเป็นจริงการเมืองไม่ใช่เรื่องจำกัดสิทธิ แต่อยู่ที่ว่าคนๆ นั้นยังมีความรู้ที่จะช่วยประเทศชาติและประชาชนอย่างไร สถานการณ์ขณะนี้ตนเห็นว่านายทักษิณควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤตประเทศ อาจจะเป็นเพียงการเสนอความเห็นในที่สาธารณะแล้วคนมีหน้าที่หยิบไปใช้ก็เพียงพอ แต่ส่วนตัวมองประเทศไทยควรนำประสบการณ์วิธีคิดของนายทักษิณมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 

เมื่อถามว่าการได้รับพักโทษของนายทักษิณ จะมีผลต่อพรรคเพื่อไทยอย่างไร นายวรชัย กล่าวว่า เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ ที่เป็นคนใหม่ คนมีความรู้ความสามารถและเป็นคนเก่ง ถ้าได้คนอย่างนายทักษิณที่มีประสบการณ์มาช่วยเสริม ก็จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมกลับมาได้อย่างแน่นอน

วรชัย เหมะ

วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ ป.ป.ช. ฟัน สุภา ปิยะจิตติ ละเลยอุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น

วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ ป.ป.ช. ฟัน สุภา ปิยะจิตติ ละเลยอุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น

วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ ป.ป.ช. ฟัน สุภา ปิยะจิตติ ละเลยอุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความวิเคราะห์เจาะลึกกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดอดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง อย่างละเอียด โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์! ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด “สุภา ปิยะจิตติ” กรณีภาษีหุ้นชินคอร์ป รัฐเสียหายหมื่นล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างมาก เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากชี้มูลความผิดอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ (เคยเป็นกรรมการ ป.ป.ช. แต่ปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งนี้แล้ว) ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐมหาศาล วันนี้เราจะมาสรุปข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ปมขัดแย้งทางกฎหมายในคดีนี้กันครับ 

วัส ติงสมิตร

1. ย้อนรอยข้อเท็จจริง: มหากาพย์ภาษีหุ้นชินคอร์ป (พ.ศ. 2552 – 2568) ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การชี้มูลความผิด มีดังนี้

จุดเริ่มต้นการประเมิน (2552): กรมสรรพากรประเมินภาษี นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร จากการซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ 

ศาลภาษีสั่งเพิกถอน (2553): ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน โดยมองว่าทั้งสองเป็นเพียง “ตัวแทน” (Nominee) ของนายทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น

เสียงทัดทานจากระดับปฏิบัติการ: นิติกรและอัยการในขณะนั้นเห็นว่า “ควรต้องอุทธรณ์” เพราะตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 61 เจ้าพนักงานมีอำนาจเก็บภาษีจากผู้ที่มีชื่อในเอกสารสำคัญได้ทันที และคดีนี้เป็นคนละส่วนกับคดีอาญาของศาลฎีกาฯ 

การสั่งการที่ผิดปกติ (2 พ.ค. 2554): แม้จะมีระเบียบกระทรวงการคลัง (ว 44) กำหนดว่าคดีที่มีทุนทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท ต้องยื่นอุทธรณ์ไว้ก่อนเพื่อรักษาประโยชน์รัฐ แต่ น.ส.สุภา กลับลงนามรับทราบการไม่อุทธรณ์ และสั่งให้ไปไล่เบี้ยภาษีกับนายทักษิณแทน ทำให้คดีของลูกๆ นายทักษิณถึงที่สุดทันที

การไล่เบี้ยที่ยากลำบาก (2560 – 2568): กรมสรรพากรเปลี่ยนไปประเมินภาษีนายทักษิณเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 จนกระทั่งปี 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 6890/2568 ให้ยกฟ้องนายทักษิณ (หมายความว่าการประเมินของรัฐชอบด้วยกฎหมาย นายทักษิณต้องจ่าย)

บทสรุปที่น่าเจ็บปวด: แม้รัฐจะชนะคดีในท้ายที่สุด แต่ปัจจุบันกลับบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษ เท่านั้น! และคดีกำลังจะขาดอายุความบังคับคดีในเร็วๆ นี้ ทำให้รัฐแทบไม่ได้เงินภาษีที่ควรจะได้เลย

วัส ติงสมิตร

2. วิเคราะห์ความผิด: ทำไม ป.ป.ช. ถึงชี้มูล “สุภา ปิยะจิตติ”? คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 4:3 วิเคราะห์พฤติการณ์ความผิดออกเป็น 3 ประเด็นหลัก

การฝ่าฝืนระเบียบ ว 44 (วินัยเงินคลัง) ในฐานะรองปลัดกระทรวงการคลัง น.ส.สุภา มีหน้าที่รักษาวินัยการเงินการคลัง แต่กลับละเลยไม่ปฏิบัติตามหนังสือเวียน ว 44 ซึ่งเป็น “กฎ” บังคับให้ต้องอุทธรณ์คดีมูลค่าสูงไว้ก่อน การไม่อุทธรณ์ถือเป็นการตัดโอกาสของรัฐในการสู้คดีตั้งแต่ต้น

การละเลยมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร น.ส.สุภา ทราบดีว่ามีข้อกฎหมายมาตรา 61 ที่ให้อำนาจเก็บภาษีจากผู้มีชื่อในหุ้น (Nominee) ได้ และศาลฎีกาฯ ก็เคยมีบรรทัดฐานรองรับไว้ แต่กลับไม่หยิบยกประเด็นนี้มาสู้อุทธรณ์ในคดีเดิม (คดีลูก) แต่กลับเลือกไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับนายทักษิณ (คดีพ่อ) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก

การสร้างความเสียหาย “เชิงประจักษ์” ต่อรัฐ ป.ป.ช. มองว่าความเสียหายเกิดขึ้น “ทันที” เมื่อไม่มีการอุทธรณ์ เพราะ 1.รัฐสูญเสียสิทธิในการได้รับเงินภาษีจากนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา (ซึ่งมีตัวตนและทรัพย์สินในขณะนั้น) 2. การไปเก็บจากนายทักษิณภายหลังพิสูจน์แล้วว่า “ล้มเหลว” เพราะเก็บได้เพียงเศษเสี้ยว (50 ล้าน จาก 1.7 หมื่นล้าน) การกระทำนี้จึงเป็นการสร้างภาระและคดีความที่ยืดเยื้อให้รัฐโดยไม่จำเป็น

ฐานความผิดที่ถูกชี้มูล ความผิดนี้ถือว่าร้ายแรงทั้งทางอาญาและวินัย มา ตรา 154 (อาญา) เจ้าพนักงานหน้าที่เก็บภาษี กระทำการเพื่อให้ผู้เสียภาษีมิต้องเสียภาษีหรือเสียน้อยลง มาตรา 157 (อาญา): ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ/ทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ วินัยร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน

บทสรุปและข้อสังเกต มติครั้งนี้ถือว่าสูสีมากที่ 4 ต่อ 3 เสียง โดยหนึ่งในกรรมการ (นายประภาศ คงเอียด) ได้ขอถอนตัวเนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนต่อไป สำนวนจะถูกส่งไปยัง พนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถือเป็นอีกหนึ่งคดีตัวอย่างของการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการระดับสูง ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อการรักษาผลประโยชน์มหาศาลของแผ่นดิน

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

2/5/69

#ภาษีหุ้นชินคอร์ป #ปปช #สุภาปิยะจิตติ #ทุจริตคอร์รัปชัน #กฎหมายภาษี #ประมวลรัษฎากร #วินัยการเงินการคลัง #ข่าวการเมือง #ประเทศไทย #วัสติงสมิตร”

วัส ติงสมิตร

ไม่นานหลังจากที่ นายวัส ติงสมิตร โพสต์บทวิเคราะห์เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ดังกล่าวลงมา ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม เช่น

“ในกรณีที่นายทักษิณยังชำระไม่ครบ เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องทำอย่างไร และหากไม่มีการเรียกเก็บให้ครบ ปัจจุบันใครต้องรับผิดชอบ และใครต้องบังคับใช้กฏหมาย”

“มีการยึดทรัพย์กันจริงบ้างไหมครับอาจารย์คดีแบบนี้”

“ท่านสุภาเล่นตามเนื้อผ้าในขณะนั้น มาถึงวันนี้สีในองค์กรเปลี่ยนสี”

“ขออนุญาตแชร์/เพื่อความนู้ครับอาจารย์”

“ประชาชนเขาคงไม่สนใจเกมส์อำนาจแล้ว. ใครอยากทำไรกันก็ทำไปเถอะครับ. หากินเงียบปากเงียบเสียง อยู่ใต้การปกครองอย่างอดทนดีกว่าหาเรื่องใส่ตัวให้เดือดร้อน. อุดมการณ์ที่สอนๆกันมาทั้งใน ร.ร. ใน มหาวิทยาลัย ในวิชาชีพงาน น่าจะแค่ตัวอักษรณ์หลอกลวงเด็กๆบ้านนอกให้ดูมีความหวังมากกว่า”

วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

ศุภจี ร่ายยาว ไทยช่วยไทย กางแผนช่วยประชาชนลดค่าครองชีพยามวิกฤต

ศุภจี ร่ายยาว ไทยช่วยไทย กางแผนช่วยประชาชนลดค่าครองชีพยามวิกฤต

ศุภจี ร่ายยาว ไทยช่วยไทย กางแผนช่วยประชาชนลดค่าครองชีพยามวิกฤต

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวเกี่ยวกับ ปฏิบัติภารกิจร่วมงาน คิก ออฟ การจำหน่ายสินค้า ไทยช่วยไทย ที่ตลาดบางใหญ้ จังหวัดนนทบุรี โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เมื่อวานนี้ (1 พฤษภาคม 2569) ปฏิบัติภารกิจร่วมงาน “คิก ออฟ” การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ ซิตี้ จังหวัดนนทบุรี นับเป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกยิ่งขึ้น หลังจากที่เราเดินหน้าโครงการสินค้า ‘ไทยช่วยไทย’ มาอย่างต่อเนื่องค่ะ

เริ่มจากเฟสแรก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ปูพรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดไปแล้วกว่า 300 จุดทั่วประเทศ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

จากนั้นในเฟสที่สอง เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เริ่มคัดเลือก จัดหาสินค้าเอสเอ็มอี มาวางจำหน่ายบน 6 แพลตฟอร์มออนไลน์ โดยได้รับความร่วมมือฟรีค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งการขาย (GP) และในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้จัดค่าขนส่งฟรีและมอบคูปองส่วนลด 100 บาทให้ผู้บริโภคจำนวน 5 แสนใบ เพื่อช่วยโปรโมทสินค้าเอสเอ็มอี

วันที่ 30 เมษายน 2569 เริ่มโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ แบ็ค ทู สคูล ช่วยดูแลเรื่องชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

และล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดำเนินการขยายการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในระดับอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยใช้ที่ว่าการอำเภอเป็นจุดจำหน่ายสินค้า ในทุกๆ วันศุกร์ พร้อมกับเพิ่มจุดจำหน่ายและกระจายสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศจำนวน 122 จุด ก่อนที่จะขยายให้ครอบคลุมไปรษณีย์อำเภออีก 824 จุด รวมเป็น 946 จุดทั่วประเทศ

ถึงตรงนี้ อยากชวนมองโครงการ “ไทยช่วยไทย” แบบต่อจิ๊กซอว์ทีละจุด แล้วมองเป็นภาพใหญ่ค่ะว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” ไม่ใช่แค่แคมเปญระยะสั้น ที่แค่จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดแล้ว “จบ” เท่านั้น เพราะ “ไทยช่วยไทย” ที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ “หัวใจ” สำคัญ คือ เราต้องการดูแลเรื่องการลดค่าครองชีพให้คนไทยในยามที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วยการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ราคาประหยัด เพื่อเป็น “ทางเลือก” ให้ทุกคน และในขณะเดียวกันเรายังมองไปข้างหน้า เพื่อที่จะสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้สินค้าเอสเอ็มอี สินค้าชุมชน สินค้าเกษตร รวมถึงสร้างทักษะการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เราเน้นให้มีการกระจายอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ แบบบูรณาการ ด้วยการประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยในการจำหน่ายสินค้าผ่านที่ว่าการอำเภอ ทำงานร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการจำหน่ายสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทย และผนึกความร่วมมือกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนนำสินค้าท้องถิ่นมาจำหน่าย สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

หลังจากนี้เรามีแผนที่จะเตรียมผลักดันสินค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ ขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพิ่มขึ้นอีก โดยการร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (มาตรฐาน อย.) และกระทรวงอุตสาหกรรม (มาตรฐาน มอก.) เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ ที่สำคัญเราไม่ละเลยในการดูแลสมดุลกลไกการตลาดทั้งระบบ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ชุมชน ทุกกลุ่มต่างมีส่วนร่วมและสนับสนุนพึ่งพากันทั้งระบบ รายเล็กอยู่รอด รายใหญ่อยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง และพี่น้องประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง นั่นคือ หัวใจของ “ไทยช่วยไทย” ที่แท้จริงค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

2 พฤษภาคม 2569″

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภายหลังจากโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดกันอย่างล้นหลาม เช่น

“เดินหน้าค่ะ สายสนับสนุนยังอยู่ตรงนี้ค่ะ”

“เก่งอยู่แล้ว สู้ๆ ค่าาาา”

“เป็นกำลังใจให้นะคะ”

“ส่งหนึ่งกำลังใจเล็กๆ ให้คุณศุภจี สู้ๆ นะคะ”

“เป็นกำลังใจและพร้อมจะช่วยในทุกทางเพื่อประเทศไทยนะคะ #ทีมประเทศไทย”

“สินค้าป้ายไทยช่วยไทยลดเยอะจริง เดินดูในบิ๊กซีแล้วสินค้าไม่ใช่กะโหลกกะลานะ เช่นข้าวหอมมะลิ100% 5กิโลเหลือประมาณ 160 ยังมีสินค้าอื่นๆอีกถือว่าดีเลยครับ เอาใจช่วยครับ”

“ทำเพื่อประชาชนในยามวิกฤตพลังงานทั่วโลก ดีแล้วครับพี่แต๋ม”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpun

อดีตรองอธิการฯมธ. ตั้งคำถามเจ็บ ปมชุดเดรสแขนกุดเข้าสภา ย้ำเกียรติสถานที่ต้องมาก่อน

อดีตรองอธิการฯมธ. ตั้งคำถามเจ็บ ปมชุดเดรสแขนกุดเข้าสภา ย้ำเกียรติสถานที่ต้องมาก่อน

อดีตรองอธิการฯมธ. ตั้งคำถามเจ็บ ปมชุดเดรสแขนกุดเข้าสภา ย้ำเกียรติสถานที่ต้องมาก่อน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีดรามาการแต่งกายเข้าประชุมสภา โดยระบุข้อความทั้งหมดว่า “รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร 2 พค 69 “ปี 2026 ยังมีคนจ้องจับผิดว่า ชุดเดรสแขนกุดเป็นชุดไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับการใส่เข้าสภา ไม่ให้เกียรติสถานที่ ไม่นับว่าก่อนหน้านี้สภาเพิ่งประกาศนโยบายถอดสูทประหยัดพลังงาน ให้ผู้แทนราษฎรถอดเสื้อนอกเข้ามาประชุมได้ สภาเป็นสถานที่อันทรงเกียรติ เพราะเป็นที่ที่ตัวแทนของประชาชน เข้ามาผลักดันวาระนโยบาย กฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน บุคคลจะมีเกียรติได้ในสถานที่แห่งนี้ ก็ด้วยการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ให้สมกับภาษีและความไว้วางใจที่ประชาชนทั้งประเทศมอบให้ การตัดสินกันด้วยเครื่องแต่งกาย อาจหมายความว่า เนื้อในของคนเหล่านี้ ไม่สามารถนำมากล่าวอ้างได้ว่าเป็นผู้มีเกียรติในฐานะเป็นผู้รับใช้ประชาชน”

ข้อความด้านบนคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนเขียน นี่เป็นไสตล์ของกลุ่มคนที่อยู่ในพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ในการตอบโต้เพื่อปกป้องคนที่เป็นพวกเดียวกัน เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ วิธีการคือโจมตีกลับให้คนที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นคนหัวโบราณไม่ทันสมัย มองแต่เปลือกนอกมากกว่าแก่นแท้ของคน แล้วดูถูกต่อไปเลยว่า แสดงว่าคนวิจารณ์ที่มีความคิดแบบนี้นั่นแหละไม่สามารถเรียกได้ว่า มีเกียรติ ความจริง ไม่อยากโทษ ส.ส.คนที่แต่งชุดแบบนั้นเข้าประชุมสภาเท่าใดนัก เพราะเขาก็เป็นนี้ของเขามานานแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เป็นมากกว่าทุกครั้ง แต่คนที่ออกมาปกป้องนั่นสิ ชัดเจนว่า มี DNA ของพรรคการเมืองพรรคนี้อย่างเต็มเปี่ยม นั่นคือ ขอให้เป็นพวกเดียวกัน จะทำอะไรก็ไม่ผิด ไม่มีคำว่าไม่เหมาะสม ขอถามประโยคเดียวว่า หากคนที่เขียนข้อความข้างต้นเพื่อตอบโต้คนที่วิพากษ์วิจารณ์พวกเดียวกัน ได้รับเชิญไปร่วมประชุม World Economic Forum ที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คุณจะกล้าแต่งตัวแบบนี้เข้าประชุมหรือไม่”

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร

ภายหลังโพสต์ของ รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ไม่แน่นะอาจารย์ เขาอาจจะกล้าก็ได้ แต่คนที่อายคือคนไทย”

“ขออนุญาตแชร์ต่อครับ อจ.”

“ขอบคุณ ครับ”

“แต่ก็แอบขอบคุณน้องน้ำแข็งนะ ที่ไม่ใส่ชุดกางเกงขาสั้นที่ปิดโคนขา กับเสื้อยืดเอวลอยมา”

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร
รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Harirak Sutabutr

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย เพื่อไทย ปลุกขวัญกำลังใจ

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย เพื่อไทย ปลุกขวัญกำลังใจ

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย เพื่อไทย ปลุกขวัญกำลังใจ

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย ‘เพื่อไทย’—ปลุกขวัญกำลังใจ 

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เปิดเผยมุมมองต่อกรณีการได้รับการพักโทษของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกำหนดออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนเชิงจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงหัวใจ สมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างลึกซึ้ง ทักษิณ ชินวัตร เปรียบดั่งศูนย์กลางแห่งศรัทธา เป็นเสาหลักแห่งความมั่นคงทางความคิด และเป็นพลังขับเคลื่อนที่สั่งสมมายาวนานในหมู่สมาชิกพรรค การได้รับการพักโทษในครั้งนี้ จึงเสมือนสายลมแห่งความหวังที่พัดพาความเชื่อมั่นและพลังใจกลับคืนสู่ทุกภาคส่วนของพรรคเพื่อไทยอย่างสง่างาม ที่ผ่านมาแม้จะมีมรสุมทางการเมืองโหมกระหน่ำ พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดด้วยความแน่วแน่และจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง สถานการณ์ที่คลี่คลายลงครั้งนี้ แม้จะอยู่ในรูปแบบของการพักโทษ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูขวัญกำลังใจ และยกระดับเสถียรภาพการทำงานภายในพรรคให้มั่นคงยิ่งขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันและความท้าทายที่รายล้อม ต่อคำถามที่ว่าการออกมาครั้งนี้ของนายทักษิณจะมีผลต่อการฟื้นฟูพรรคหรือไม่ นายอนุสรณ์ ตอบย้ำอย่างหนักแน่นว่า ผลกระทบในเชิงบวกนั้น ยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง โดยเฉพาะในมิติของขวัญกำลังใจของบุคลากรทางการเมือง ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายทุ่มเททำงานอย่างไม่ย่อท้อ โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลางแห่งการขับเคลื่อน ทักษิณ ชินวัตร แม่ว่าจะดำรงอยู่ในสถานะใด ในแห่งหนใดก็ตาม ก็ยังคงเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” และเป็นดั่งศูนย์รวมแห่งเจตจำนงร่วม ที่หล่อหลอมให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

อนุสรณ์

“ด้วยพลังศรัทธาที่หวนคืน และ การทุ่มเททำงานหนัก พรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรค และกลับมาได้อย่างแน่นอน” นายอนุสรณ์ กล่าว

อนุสรณ์

โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมต่างประเทศรอบสัปดาห์ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน

โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมต่างประเทศรอบสัปดาห์ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน

โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมต่างประเทศรอบสัปดาห์ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.24 น.

กต. ทส. เดินหน้าเชิงรุกเสริมบทบาทไทย ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม หนุน FTA อาเซียน/EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการดำเนินงานด้านการต่างประเทศที่สำคัญของรัฐบาลในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้มีการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการลงทุน การค้า การจ้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม

รัชดา ธนาดิเรก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อวันที่ 27-28 เมษายน ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – สหภาพยุโรป ครั้งที่ 25 ที่บรูไนดารุสซาลาม โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งร่วมกันในด้านการค้าการลงทุน พลังงาน และความมั่นคงรูปแบบใหม่ ผ่านความร่วมมือ อาทิ การเร่งรัดการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-สหภาพยุโรป การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน และการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันให้อาเซียนและสหภาพยุโรปเป็นกลไกระดับภูมิภาคที่สำคัญในการรับมือกับความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังใช้โอกาสดังกล่าวหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศและผู้แทนระดับสูงขององค์กร/ประเทศต่าง ๆ อาทิ สหภาพยุโรป ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม เช็ก ลัตเวีย โปแลนด์ และไซปรัส เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ความมั่นคง และความร่วมมือด้านดิจิทัล ตลอดจนผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-EU และอาเซียน-EU

รัชดา ธนาดิเรก

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 29-30 เมษายน ที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางเยือน สปป.ลาว เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือการจัดการมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมของภูมิภาค พร้อมทั้งเข้าพบหารือกับนายสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว โดยไทยและ สปป.ลาว เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือภายใต้ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส“ (Clear Sky Strategy) มุ่งลดจุดความร้อนและป้องกันไฟป่าอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการทำงานร่วมกันในระยะยาว 

นางสาวรัชดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการเยือน สปป.ลาว ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเดินหน้าร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างอากาศสะอาด ลดผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมจากปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น

“รัฐบาลยืนยันการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศเชิงรุก มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนไทย ทั้งการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถและความยั่งยืนของประเทศในทุกมิติ“ นางสาวรัชดา กล่าวย้ำ

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

วันแรงงานแห่งชาติ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานรวมพลังบุกทำเนียบฯ ยื่น 9 ข้อเรียกร้องนายกฯจี้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แก้ปัญหาพลังงาน ปฏิรูประบบประกันสังคม ยกเลิกบำนาญสูตร CARE เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้แรงงาน ด้าน”อนุทิน”อวยพรวันแรงงาน แต่แบ่งรับแบ่งสู้ ปมขึ้นค่าแรง ย้ำทุกอย่างต้องมีเหตุผล

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) จัดกิจกรรม “วันกรรมกรสากล” เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องเชิงนโยบายต่อนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันกรรมกรสากลประจำปี 2569

โดยผู้ชุมนุมได้นำป้ายผ้าที่มีข้อความเรียกร้องสิทธิต่างๆ อาทิ หยุดตัดสิทธิ ลดค่าจ้าง โบนัส จากการตั้งครรภ์, นำ ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ, น้ำมันแพงเพราะนายทุน, บำนาญสูตรสัปดน ทำผู้ประกันตนแตกแยก, รัฐอุ้มนายทุน = ไม่เห็นหัวประชาชน,

แรงงานบุกทำเนียบฯยื่น9ข้อเรียกร้อง

นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังนำโมเดลปั๊มน้ำมันที่มีหุ่นจำลองขนาดใหญ่กำลังถือหัวจ่ายน้ำมัน และตู้หัวจ่ายน้ำมันสีเขียวพร้อมป้ายว่า “รวยไม่ไหวแล้วโว้ยย” จากนั้น นายมาณพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. ได้อ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 9 ข้อ ดังนี้

1.แก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า และสินค้าราคาแพง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน ขอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างพลังงานโดยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พร้อมเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ การขุดเจาะ และการผลิตในประเทศว่ามีจำนวนเท่าใด และควบคุมไม่ให้ราคาแพง ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง รวมถึงกำหนดมาตรการที่เข้มข้นในการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและการประกอบอาชีพของประชาชน

2.ขอให้รัฐบาลเร่งให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญในการเจรจาและเข้าเป็นสมาชิก เพื่อให้การค้า การลงทุน เป็นไปตามหลักการว่าด้วยการดำเนินธุรกิจที่ต้องเคารพสิทธิแรงงาน

3.ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ขอให้สนับสนุนส่งเสริมระบบไตรภาคี โดยให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรมต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้เท่ากันทั้งประเทศ

4.ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม โดยขอให้รัฐบาลใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และหยุดนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ

5.หลักประกันทางสังคม โดยต้องปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ มีคณะกรรมการที่มีความรู้ความสามารถ ผ่านการเลือกตั้งของผู้ประกันตนทุกตำแหน่ง ยกเลิกนโยบายลดเงินสมทบประกันสังคม ให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานการจ่ายเงินสมทบเดียวกัน รวมถึงยกเลิกการจ่ายบำนาญสูตร CARE

6.ความมั่นคงในการทำงาน ยกเลิกการจ้างงานระยะสั้นหรือชั่วคราว และส่งเสริมให้มีการจ้างงานระยะยาว

7.สุขภาพความปลอดภัยของประชาชน รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจต่อการแก้ปัญหาฝุ่นควันพิษ ด้วยการให้ ครม. ยืนยันให้รัฐสภาหยิบยกร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ขึ้นมาพิจารณาใหม่ภายใน 60 วัน

8.แรงงานนอกระบบ รัฐบาลต้องกำหนดให้มีระบบสวัสดิการรองรับผลกระทบที่แรงงานนอกระบบต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น ต้องสามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด หรืออุปกรณ์ป้องกันความร้อน

9.แรงงานข้ามชาติ ต้องกำหนดมาตรการให้ชัดเจน ทั้งกระบวนการนำเข้า การต่อวีซ่า และใบอนุญาตทำงาน ต้องมีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก

จากนั้น นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลมารับมอบหนังสือ โดยนายนพพรกล่าวว่า ตนจะนำข้อเรียกร้องไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำข้อสั่งการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะช่วยติดตาม หากมีอะไรก็จะได้พูดคุยกัน

หวังรัฐบาลขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขบวนแรงงานได้จัดกิจกรรมใน “วันแรงงานแห่งชาติ” โดยมีกลุ่มสภาองค์การลูกจ้าง 26 แห่ง และ 1 รัฐวิสาหกิจผู้ใช้แรงงาน รวมพลังเดินขบวนเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยได้เคลื่อนขบวนจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไปยังลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อยื่น 8 ข้อเรียกร้องต่อผู้นำรัฐบาล

โดยมีรถขยายเสียงและการชูป้ายเรียกร้องเรื่องต่างๆ อาทิ ขอให้รัฐเร่งดูเรื่องค่าแรงและสวัสดิการ ขอค่าแรงเท่าค่าอาหาร ส.ส. และปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% หลังเงินเดือนข้าราชการแซงหน้า

ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับข้อเรียกร้องจากผู้นำแรงงาน พร้อมกล่าวปราศรัยกับผู้ใช้แรงงาน โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เข้าร่วมงานด้วย

นายทศพร คูณศรี ประธานจัดงานวันแรงงานแห่งชาติปี 2569 กล่าวว่า ได้ตกผลึกร่วมกันจัดทำข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติไว้ 8 ข้อโดยยึดข้อเรียกร้องเดิมของหลายปีที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม มุ่งเน้นด้านความมั่นคงและสวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน อาทิ ขอให้จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างกรณีที่นายจ้างปิดกิจการโดยไม่จ่ายค่าชดเชย การให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่รับบำนาญแล้วยังคงได้รับความคุ้มครองต่อในกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต การเพิ่มค่าคลอดบุตรจาก 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท การขยายอายุผู้ที่เริ่มสมัครเป็นผู้ประกันตนจากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็นไม่เกิน 70 ปี การยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินก้อนสุดท้ายที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างไม่เกิน 1 ล้านบาท และผลักดันให้ไทยรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งเรียกร้องมานาน 20-30 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า

ขณะที่นางสาวอัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (สพร.ท.) เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องสิทธิประโยชน์ สวัสดิการที่เป็นธรรม และความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความมั่นคงในการทำงาน การปฏิรูประบบประกันสังคมให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานเดียวกันทั้งการจ่ายเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ และการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ

นายกฯอนุทินชี้ขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงผู้ใช้แรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติปี 2569 ว่า ขอฝากความระลึกถึงและชื่นชม ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ทำงานให้สำเร็จ มีความมั่นคงในชีวิต เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการขอเพิ่มค่าแรงรัฐบาลจะตอบสนองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีเหตุผล

ย้ำลูกจ้างมีสิทธิหยุดงาน-ได้ค่าจ้าง

ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม ว่า วันแรงงานถือเป็นวันหยุดตามกฎหมายที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างเทียบเท่าวันทำงานปกติ เพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างหลักประกันด้านแรงงานอย่างเป็นธรรม หากลูกจ้างต้องทำงานในวันแรงงานแห่งชาติ นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ หากทำงานล่วงเวลา ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามที่กฎหมายกำหนด และหากตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องจัดวันหยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิครบถ้วนตามกฎหมาย

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ส่วนกิจการที่ไม่สามารถหยุดดำเนินงานได้ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สถานพยาบาล หรือกิจการขนส่ง นายจ้างสามารถตกลงกับลูกจ้างเพื่อกำหนดวันหยุดชดเชยในวันอื่น หรือจ่ายค่าทำงานในวันหยุดแทนได้ตามความเหมาะสม โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานอย่างต่อเนื่อง ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานได้รับความเป็นธรรมและหลักประกันที่เหมาะสม พร้อมย้ำให้นายจ้างทุกแห่งปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยยึดประโยชน์ของลูกจ้างเป็นสำคัญ