คว่ำบาตรทำพิษ คนเยอรมันหันพึ่งฟืนกับถ่านหินสู้วิกฤตก๊าซแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679741

วันที่ 03 เม.ย. 2565 เวลา 12:05 น.คว่ำบาตรทำพิษ คนเยอรมันหันพึ่งฟืนกับถ่านหินสู้วิกฤตก๊าซแพง

ชาวเยอรมันต้องพากันซื้อไม้เพื่อมาทำฟืนให้ความอบอุ่นและเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน หลังจากราคาก๊าซสูงขึ้นแบบพรวดพราดเพราะการคว่ำบาตรรัสเซีย

สำนักข่าวรอยเตอร์ชาวเยอรมันกำลังซื้อไม้และถ่านหินแม้จะถึงฤดูใบไม้ผลิที่อากาศอบอุ่นขึ้นแลวก็ตาม เนื่องจากราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามที่ยืดเยื้อในยูเครน

เยอรมนีประกาศ “คำเตือนล่วงหน้า” ในวันพุธ เกี่ยวกับเหตุฉุกเฉินด้านการจัดหาก๊าซที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณของความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักหรือการหยุดการไหลของก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย

“โทรศัพท์ของเราดังไม่หยุดเลย” เอริก พาสซาว ผู้สร้างเตาเผาและเตาผิงกล่าว (ซึ่งตาเผาและเตาผิงต้องใช้ไม้ฟืนหรือถ่านหิน) พร้อมเสริมว่าการขาดแคลนอุปทานทำให้ยากต่อการสั่งซื้อ “ผู้คนต้องการความปลอดภัย เพราะการถูกแช่แข็งมันไม่สนุก”

แม้จะมีอุปทานก๊าซที่มีเสถียรภาพ แต่ผู้บริโภคและบริษัทต่างๆ ได้รับคำแนะนำให้ลดการใช้พลังงานลง โดยโรเบิร์ต ฮาเบ็ค รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจกล่าวว่า “ทุกกิโลวัตต์-ทุกชั่วโมงมีค่า”

ซูซาน กาสเดน เป็นหนึ่งในคนที่สั่งซื้อไม้สำหรับฤดูหนาวหน้า แม้ว่าเธอจะมีเครื่องทำความร้อนไฟฟ้าในบ้านของเธอก็ตาม

“ฉันมีเตาในทุกห้อง และหากจู่ๆ แก๊สดับลงอย่างกะทันหันหรือเราขาดแคลนพลังงาน อย่างน้อยฉันก็สามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง” เธอกล่าว “ช่วยเอาชีวิตรอดไปได้ในวันมรสุม”

ริชาร์ด เคิกเลอร์ ผู้ค้าเชื้อเพลิงกล่าวว่าผู้คนยังคงตุนถ่านหินและไม้ไว้แม้ว่าอากาศจะหนาวจะค่อยๆ หมดไปก็ตาม และเสริมว่าแม้แต่ก่อนสงครามในยูเครนปริมาณถ่านหินและฟืนก็ยังเริ่มไม่พอ

“พวกเขาไม่สั่งเพราะก๊าซมีราคาแพงมาก พวกเขาสั่งเพราะกังวลว่าจะไม่ได้อะไรเลย”

มาร์คุส ชทุมบอม กรรมการผู้จัดการของบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเคหะ กล่าวว่า ในขณะที่ความต้องการเครื่องทำความร้อนที่ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เขารู้สึกประหลาดใจที่ก๊าซถูกวิพากษ์วิจารณ์

“เมื่อพูดถึงก๊าซ ผมคิดเสมอว่าเทคโนโลยีนี้มีอนาคตแน่นอน เพราะผู้คนต่างก็มองดูไปที่ก๊าซชีวภาพหรือก๊าซสังเคราะห์ แต่ตอนนี้ แน่นอน ทุกคนต้องการเปลี่ยนเป็นเครื่องทำความร้อน” ชทุมบอมกล่าว 

ภาพประกอบ (ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา) – ชาวเลบานอนถือถังใส่ไม้ฟืน ภาพถ่าย 19 มกราคม 2022 REUTERS/Aziz Taher

‘ทางรถไฟจีน-ลาว’ ขนส่ง ‘ผลไม้ไทย’ ชุดแรกสู่จีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679758

วันที่ 03 เม.ย. 2565 เวลา 14:37 น.‘ทางรถไฟจีน-ลาว’ ขนส่ง ‘ผลไม้ไทย’ ชุดแรกสู่จีน

ผลไม้จากไทยถูกขนส่งจากนครหลวงเวียงจันทน์ของลาว มายังมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ผ่านทางรถไฟจีน-ลาวเป็นครั้งแรก

ผลไม้จากไทยชุดนี้มีทุเรียน 40 ตัน และมะพร้าวอีก 20 ตัน โดยถูกขนส่งจากไทยมาถึงเวียงจันทน์เมื่อไม่กี่วันก่อน และถูกขนส่งจากสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใต้ของทางรถไฟจีน-ลาว ไปยังสถานีนาเตยในแขวงหลวงน้ำทา ซึ่งมีพรมแดนติดกับอวิ๋นหนานของจีน เมื่อวันศุกร์ (1 เม.ย.)

จากนั้นผลไม้ชุดนี้ถูกเคลื่อนย้ายจากรถไฟมายังรถบรรทุกในสถานีนาเตย ซึ่งอยู่ห่างจากเวียงจันทน์ไปทางเหนือราว 360 กิโลเมตร และข้ามพรมแดนไปยังจีนผ่านทางถนน นับเป็นครั้งแรกที่สินค้าเกษตรของไทยถูกขนส่งไปยังจีนโดยทางรถไฟจีน-ลาว

บริษัท การรถไฟลาว-จีน จำกัด ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าในเวียงจันทน์ที่รับผิดชอบการดำเนินงานทางรถไฟจีน-ลาว ส่วนของลาว คาดว่าจะขนส่งผลผลิตคุณภาพสูงจากไทยไปยังจีนรวมถึงยุโรปผ่านทางรถไฟข้ามพรมแดนในอนาคต ซึ่งเน้นย้ำความสำคัญของทางรถไฟจีน-ลาว ในการขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จะไม่เกิดสงครามโลก ถ้านาโตส่งทหารช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679738

วันที่ 03 เม.ย. 2565 เวลา 10:54 น.จะไม่เกิดสงครามโลก ถ้านาโตส่งทหารช่วยยูเครน

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการต่างประเทศดูเหมือนจะสวนทางกับท่าทีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสมาชิกประเทศนาโต

ดร. ลิมอร์ ซิมฮอนี (Dr. Limor Simhony) ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้าย นักวิจัยของ Institute for National Security Studies  เขียนบทความในเว็บไซต์ Foreign Policy นิตยสารด้านกิจการต่างประเทศที่ทรงอิทธิพลของสหรัฐโดยบอกว่า “การแทรกแซงของนาโต ในยูเครนจะไม่จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่สาม

ดร. ซิมฮอนี กล่าว่า มีเหตุผลสองประการที่ไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม “อย่างแรกคือความสามารถทางทหารของรัสเซียนั้นแย่เมื่อเทียบกับความสามารถของกองทัพตะวันตก กองกำลังของพวกเขาไม่ได้รับการฝึกฝนเพียงพอ อุปกรณ์และอาวุธของพวกเขาล้าสมัยและด้อยกว่า พวกเขาประสบปัญหาด้านลอจิสติกส์ การปฏิบัติงาน และยุทธวิธีที่สำคัญ และทหารของพวกเขามีขวัญกำลังใจต่ำ”

เหตุผลข้อที่สอง ดร. ซิมฮอนี ชี้ว่าเพราะปรัสเซียกกำลังถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น แม้แต่พันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของรัสเซียก็คือจีน “ก็ยังคงอยู่ข้างสนามตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น” โดยจีนงดออกเสียงคัดค้านมติของสหประชาชาติที่เรียกร้องให้รัสเซียยุติการรุกราน ส่วน ประเทศที่โหวตให้ปฏิเสธการประณามรัสเซียคือเบลารุส เกาหลีเหนือ เอริเทรีย และซีเรีย “ซึ่งแทบจะไม่เป็นพันธมิตรที่จะเอาชนะได้เลย”

ดร. ซิมฮอนี จึงสรุปว่า “ปัจจัยเหล่านี้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงสูงที่จะเพิ่มความรุนแรงในสงครามโลกทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จ” และควรทำให้ชาติตะวันตกเปลี่ยนใจไปช่วยยูเครนด้วยการแทรกแซงทางการทหาร

ส่วนภัยคุกคามจากสงครามนิวเคลียร์นั้น ดร. ซิมฮอนีกล่าวว่า “ความเสี่ยงนี้มีจำกัด เมื่อพิจารณาว่าการตอบโต้ใดๆ อาจส่งผลกระทบต่อรัสเซียเช่นกัน” ด้วยเหตุผลนี้ ซิมฮอนีจึงย้ำวา่การแทรกแซง “ความขัดแย้งในท้องถิ่น” จะไม่ขยายวงเป็นสงครามโลก และชาติตะวันตกควรเข้าไปแทรกแซงทางการทหารได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์กับ Die Welt เมื่อวันที่ 2 เมษายน นายพลเอเบอร์ฮารืด ซอร์น (Eberhard Zorn) ของเยอรมนี ได้ให้คำตอบเมื่อถูกถามว่า นาโตสามารถเข้าไปพัวพันกับยูเครนได้หรือไม่ หากรัสเซียใช้อาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง ซึ่งนายพลเยอรมันเน้นย้ำว่า “สิ่งที่นายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐเยอรมนีและประธานาธิบดีสหรัฐ โจ ไบเดน ได้กล่าวไว้” คือ “เราจะไม่ส่งกำลังของเราไปยังดินแดนของยูเครนไม่ว่าในกรณีใด”

ซอร์นกล่าวว่า “ในขณะนี้ เราไม่เห็นสัญญาณบ่งชี้ว่ารัสเซียกำลังจู่โจมประเทศสมาชิกนาโต” ทำให้นาโตมีเวลาเสริมแสนยานุภาพทางตะวันออกได้ และ “จะเคลื่อนไหวกองกำลังรบที่จำเป็นในทุกประเทศตั้งแต่ทะเลบอลติกไปจนถึงทะเลดำภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม” (รายงานส่วนนี้รายงานซ้ำโดย RT ของรัสเซีย) 

Photo – ทหารของกองพลน้อย Panzergrenadier ที่ 37 ของกองทัพบกเยอรมันซึ่งมีไว้สำหรับ ‘กองกำลังปฏิบัติการร่วมที่มีความพร้อมสูงมาก (VJTF)’ ของ ‘NATO Response Force (NRF)’ ขับรถถังข้ามแม่น้ำเอลเบโดยใช้สะพานลอยน้ำสะเทินน้ำสะเทินบก M3 ระหว่างการฝึก ‘Wettiner Schwert’ ใกล้เมืองสตอร์เคา ประเทศเยอรมนี 2 เมษายน 2022 REUTERS/Annegret Hilse

ยุโรปซัดกันเอง โปแลนด์โวยฝรั่งเศสกับเยอรมนีใกล้ชิดรัสเซียเกินไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679733

วันที่ 03 เม.ย. 2565 เวลา 09:45 น.ยุโรปซัดกันเอง โปแลนด์โวยฝรั่งเศสกับเยอรมนีใกล้ชิดรัสเซียเกินไป

สำนักข่าว AFP รายงานรัฐบาลวอร์ซอกล่าวหารัฐบาลปารีส-เรัฐบาลบอร์ลิน ว่าใกล้ชิดกับรัฐบาลมอสโกมากเกินไป

รองนายกรัฐมนตรีของโปแลนด์กล่าวหาฝรั่งเศสและเยอรมนีว่าใกล้ชิดรัสเซียมากเกินไปในการให้สัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่เขาประณามพฤติกรรมของรัฐบาลเบอร์ลินที่มีต่อรัฐบาลมอสโกก่อนการรุกรานยูเครน

“เยอรมนีก็เหมือนกับฝรั่งเศส ที่มีอคติอย่างแรงกล้าที่จะสนับสนุนมอสโก” ยาโรสลอว์ คาซินสกี้ ซึ่งเป็นผู้นำพรรคกฎหมายและความยุติธรรม (PiS) บอกกับหนังสือพิมพ์รายวันของเยอรมัน Die Welt ในการให้สัมภาษณ์

แต่คาซินสกี้ต่อว่ารัฐบาลเบอร์ลินหนักกว่ารัฐบาลปารีสเสียอีก

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเยอรมันไม่ต้องการเห็นสิ่งที่รัสเซียกำลังเกิดขึ้นการภายใต้การนำของ (ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์) ปูติน และเราเห็นผลในวันนี้” คาซินสกี้ กล่าว

“โปแลนด์ไม่พอใจกับบทบาทของเยอรมนีในยุโรป” เขากล่าวเสริม

เขาตำหนิคาซินสกี้ เบอร์ลินที่พยายามสร้างสิ่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีออตโต ฟอน บิสมาร์ก เคยทำมาในศตวรรษที่ 19 นั่นคือ “ก่อให้เกิด… การกุมอำนาจของเยอรมันโดยเคียงข้างกับรัสเซีย”

(ทั้งนี้ ในยุคของบิสมาร์กเยอรมนีได้กลายเป็นมหาอำนาจของยุโรปและของโลกและสามารถถ่วงดุลอำนาจในยุโรปด้วยการไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับรัสเซีย เพื่อให้เยอรมนีสามารถต่อกรกับภัยคุกคามจาอฝรังเศสและสหราชอาณาจักรได้- อธิบายเพิ่มเติมโดยโพสต์ทูเดย์) 

รองนายกรัฐมนตรีโปแลนด์ประณามรัฐบาลเบอร์ลินโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับความล้มเหลวในการส่งมอบอาวุธให้ยูเครนอย่างเพียงพอและปฏิเสธการคว่ำบาตรอย่างน้อยก็ต่อการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย

“สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่ารัสเซียมีรายได้จากการขายน้ำมันมากกว่าการขายก๊าซ 4-5 เท่า” คาซินสกี้ กล่าว

“เราไม่สามารถสนับสนุนมหาอำนาจอย่างรัสเซียอย่างถาวรด้วยการจ่ายเงินหลายพันล้านได้อย่างต่อเนื่อง” เขากล่าวเสริม

ก่อนการรุกรานของรัสเซียในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เยอรมนีนำเข้าก๊าซธรรมชาติร้อยละ 55 จากรัสเซีย ถ่านหินครึ่งหนึ่งและน้ำมันประมาณร้อยละ 35

Source – AFP

Photo – Sputnik/Mikhail Klimentyev/Kremlin via REUTERS

จีนพบฟอสซิลปลาหน้าคล้ายอีโมจิอายุ 438 ล้านปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679706

วันที่ 02 เม.ย. 2565 เวลา 17:31 น.จีนพบฟอสซิลปลาหน้าคล้ายอีโมจิอายุ 438 ล้านปี

คณะนักวิจัยจีนค้นพบฟอสซิลปลาโบราณ 2 สายพันธุ์ที่มีหน้าตาคล้าย “อีโมจิ” ในมณฑลเจียงซีทางตะวันออกของประเทศ

บทความวิจัยที่เผยแพร่ผ่านวารสารเจอร์นัล ออฟ เอเชียน เอิร์ธ ไซแอนซ์ (Journal of Asian Earth Sciences) เมื่อไม่นานนี้ คาดการณ์ช่วงอายุของปลาข้างต้นว่าน่าจะอยู่ในยุคเทลีเคียน (Telychian) หรือช่วงเดียวกับหินตะกอนทะเลสีแดงยุคไซลูเรียน (Silurian) ตอนล่าง ซึ่งมีอายุย้อนหลังไปราว 438 ล้านปี นับเป็นการค้นพบฟอสซิลปลาสายพันธุ์ยูจาเลียสปิฟอร์ม (eugaleaspiform) ที่โบราณและเก่าแก่ที่สุดในปัจจุบัน

รายงานระบุว่าปลาสองสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า “ชิงสุ่ยอัสปิ จวิ้นชิงกิ” (Qingshuiaspis junqingi) และ “อันจี๋อัสปิ เอริเชียส” (Anjiaspis ericius)

หินตะกอนทะเลสีแดงยุคไซลูเรียนตอนล่างกระจัดกระจายและพบได้ทั่วไปในภูมิภาคแยงซี โดยมีการดำเนินการศึกษาเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการลำดับชั้นหินตามชีวภาพ วิทยาหิน และตะกอนวิทยาของยุคไซลูเรียนตอนต้นในจีน ขณะที่อายุทางธรณีวิทยาและความเกี่ยวโยงเชิงภูมิภาคของหินชนิดดังกล่าวในภูมิภาคยังคงเป็นที่ถกเถียง เนื่องจากการขาดหลักฐานฟอสซิลที่น่าเชื่อถือ

อนึ่ง ผลการศึกษาข้างต้น ซึ่งดำเนินการโดยคณะนักวิจัยจากสถาบันบรรพชีวินวิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลังและมานุษยวิทยาบรรพกาล (IVPP) สังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (CAS) ถือเป็นหลักฐานฟอสซิลชิ้นสำคัญที่เกี่ยวโยงกับหินตะกอนทะเลสีแดงยุคไซลูเรียนตอนล่าง

ที่มา: xinhuathai

รัสเซียกับตะวันตกกำลังโน้มน้าวให้จีนกับอินเดียเลือกข้างในสงครามยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679705

วันที่ 02 เม.ย. 2565 เวลา 16:21 น.รัสเซียกับตะวันตกกำลังโน้มน้าวให้จีนกับอินเดียเลือกข้างในสงครามยูเครน

จีนกับอินเดียกลายเป็นสมรภูมิแย่งชิงระหว่างตะวันตกกับรัสเซียที่ต้องการให้ทั้งสองประเทศนี้เลือกข้างในสงครามยูเครน

CNBC ระบุว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซียนำมาสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายศตวรรษระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก โดยทั้งสองประเทศกำลังโน้มน้าวให้จีนและอินเดียเลือกข้างในความขัดแย้งนี้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 มี.ค.) ทั้งรัสเซียและอังกฤษส่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของตัวเองไปเยือนอินเดีย โดยมีเป้าหมายคล้ายกันคือดึงรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี มาเป็นพวกเรื่องการค้าและสงครามในยูเครน

ก่อนเดินทางไปอินเดีย ลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษเผยว่า จุดประสงค์ของอังกฤษคือการเน้นย้ำให้รัฐบาลอินเดียเห็นว่า “ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างอังกฤษและอินเดียจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในอินโดแปซิฟิกและทั่วโลก และสร้างงานและโอกาสในทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการรุกรานยูเครนโดยปราศจากการยั่วยุของรัสเซีย”

ส่วน เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ต้องการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและขายน้ำมันให้อินเดียเพิ่มขึ้น ในขณะที่รัสเซียถูกยุโรปและสหรัฐบอยคอตการนำเข้าน้ำมัน

ก่อนหน้านี้ ดาลีป ซิงห์ หนึ่งในที่ปรึกษาระดับอาวุโสของสหรัฐก็เดินทางไปอินเดีย เพื่อหารืออย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของอินเดียในประเด็นผลพวงของสงครามยูเครน และการบรรเทาผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจโลก

CNBC ระบุว่า ประเทศตะวันตกซึ่งออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียพยายามปิดเส้นทางการหาเงิน อาทิ การเสนอขายน้ำมันและก๊าซในอินเดียและจีน ส่วนรัสเซียก็พยายามหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรผ่านความสัมพันธ์ที่สร้างไว้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย

ทั้งอินเดียและจีนต่างก็ระมัดระวังเกี่ยวกับสงคราม จีนกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนต่างๆ ที่สงครามจะมีต่อความสัมพันธ์ระดับโลกและการค้า ส่วนอินเดียเองก็มีความสัมพันธ์ทางการทหารกับรัสเซียและยังต้องซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

นักวิเคราะห์มองว่าทั้งจีนและอินเดียต้องการให้มีการหยุดยิงโดยเร็วที่สุด แม้ว่าประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน จะยังไม่มีทีท่าว่าว่าจะยุติความขัดแย้ง

อันคิต แพนดา Carnegie Endowment for International Peace เผยกับ CNBC ว่า “จุดยินของอินเดียสร้างความประหลาดใจไปทั่วโลก จากการงดออกเสียงในสหประชาชาติ การไม่ประณามรัสเซีย และหลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะความสัมพันธ์ทางการทหารกับรัสเซียและการพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซีย แต่มันไม่ใช่ประเด็นที่ตรงไปตรงมา ผมคิดว่าอินเดียต้องการให้หยุดยิงและยุติสงครามโดยเร็ว”

แพนดากล่าวว่า อินเดียวางแผนนโยบายโดยคำนวณว่าราคาน้ำมันอยู่ที่ 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่สงครามดันราคาขึ้นไปสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ และนั่นคืออีกหนึ่งเหตุผลที่อินเดียไม่สามารถตัดสัมพันธ์กับผู้ส่งออกน้ำมันอย่างรัสเซีย โดยเร็วๆ นี้อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซียที่ขายในราคาถูกหลังจากตะวันตกเตรียมลดการน้ำเข้าพลังงานจากรัสเซีย

ส่วนตัวปูตินก็ได้เพาะสร้างความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันกับผู้นำอินเดียและจีน เมื่อปี 2019 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงถึงกับออกปากเรียกปูตินว่า “เพื่อนรัก” และก่อนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ผู้นำของสองประเทศได้ลงนามในแถลงการณ์ที่ตอนหนึ่งระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศไม่มีขีดจำกัด

CNBC ระบุว่า จีนอยู่ข้างรัสเซียในการเรียกร้องให้นาโตหยุดรับสมาชิกใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัสเซียกังวลเกี่ยวกับยูเครน

มาร์โค แพปิก นักยุทธศาสตร์จาก Clocktower Group เผยกับ CNBC ว่า “นี่ดูเหมือนระเบียบโลกแบบ 2 ขั้ว ขณะนี้ดูเหมือนตะวันตกได้สร้างความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกครั้งใหม่ และจีนอยู่ข้างรัสเซีย นั่นคือสิ่งที่ตะวันตกรับรู้ จีนต้องระมัดระวังในการดำเนินการในระดับการทูต”

แพปิกเผยอีกว่า “จีนกำลังรับมือเรื่องราวที่ซับซ้อนนี้ด้วยการส่งสัญญาณไปยังทุกคนว่าตัวเองไม่ได้อยู่ข้างรัสเซีย และไม่ได้อยู่ข้างสหรัฐ และดูเหมือนว่ามันยังไม่เพียงพอ ในโลกของโซเชียลมีเดีย ในทวิตเตอร์ คุณจะไปอยู่ข้างหนึ่งหรืออีกข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว และผมไม่คิดว่าจีนอยากถูกแบน”

CNBC ระบุว่า ปูตินยังเพาะสร้างความสัมพันธ์ (ซึ่งตะวันตกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อระเบียบโลก) กับโมดี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำประเทศกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้)

เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต เตือนว่า “เราได้เข้าสู่ยุคใหม่ของความมั่นคงระดับโลก ซึ่งอำนาจเผด็จการ เช่น รัสเซียและจีน กำลังท้าทายต่อหลักการสำคัญสำหรับความมั่นคงของเราอย่างเปิดเผย และพยายามที่จะเขียนระเบียบระหว่างประเทศซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของเราต้องพึ่งพิงขึ้นใหม่ทั้งหมด”

ที่น่ากังวลไปกว่านั้นสำหรับตะวันตกคือ รัสเซียอาจมองหาการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศที่เป็นกลางอื่นๆ นอกจากจีนและอินเดีย

รายงานของ Economist Intelligence Unit ระบุว่า “2 ใน 3 ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่เป็นกลางหรือประเทศที่เอนเอียงไปทางรัสเซียในสงครามยูเครน” ส่วนประชากรโลกอีก 36% อาศัยอยู่ในประเทศที่ประณามรัสเซียและออกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย อาทิ สหรัฐ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และอังกฤษ

“จนถึงขณะนี้เกือบ 1 ใน 3 ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่ยังคงเป็นกลาง”

รายงานระบุอีกว่า กลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด อาทิ อินเดีย บราซิล ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ “จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง และแสวงหาประโยชน์จากความเป็นกลางที่ชัดเจนของพวกเขา” ขณะที่อีก 32% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่รัฐบาลสนับสนุนรัสเซีย

อาแกธ เดอมาเฮส์ จาก Economist Intelligence Unit เผยว่า “ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รัสเซีย (และจีน) จะทุ่มเทความพยายามในการดึงดูดประเทศที่เป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา การสร้างความสัมพันธ์จากเครื่องมืออื่นๆ เช่น การทูตวัคซีน รัฐบาลจีนและรัสซียจะสร้างแนวร่วมที่เป็นปฏิปักษ์กับตะวันตก ผลสุดท้ายอิทธิพลของตะวันตกจะลดลงและต้องล่าถอยไปจากประเทศกำลังพัฒนา”

มาอีกแล้ว! โอมิครอนพันธุ์ผสม XE แพร่เชื้อได้มากกว่า BA.2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679683

วันที่ 02 เม.ย. 2565 เวลา 09:58 น.มาอีกแล้ว! โอมิครอนพันธุ์ผสม XE แพร่เชื้อได้มากกว่า BA.2

อนามัยโลกเตือนว่าโควิดสายพันธุ์ผสม XE อาจเป็นสายพันธุ์ที่แพร่เชื้อได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า Covid-19 สายพันธุ์ใหม่ XE แพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์ BA.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่แพร่เชื้อได้มากที่สุดในขณะนี้ถึง 10%

รายงานระบาดวิทยาประจำสัปดาห์ขององค์การอนามัยโลกฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า Covid-19 สายพันธุ์ XE เป็นลูกผสมระหว่างโอมิครอนสายพันธุ์ BA.1 และสายพันธุ์ BA.2 หรือโอมิครอนล่องหนที่เป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้

องค์การอนามัยโลกระบุอีกว่า XE ยังคงเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนต่อไปจนกว่าองค์การอนามัยโลกจะตรวจพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของการแพร่เชื้อ ลักษณะอาการป่วย รวมทั้งความรุนแรงของโรคของสายพันธุ์ลูกผสมดังกล่าว

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า จะติดตามอย่างใกล้ชิดและประเมินความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ลูกผสม เช่น XE อย่างใกล้ชิด และจะอัพเดตข้อมูลเมื่อมีหลักฐานเพิ่มเติม

สายพันธุ์ XE ถูกพบครั้งแรกในสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา และหลังจากนั้นมีการยืนยันพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้แล้วกว่า 600 ราย

ซูซาน ฮอปกินส์ หัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของหน่วยงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร์ (UK HSA) เผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปเกี่ยวกับคามสามารถในการแพร่เชื้อ ความรุนแรงของอาการ หรือประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์ XE

ศาสตราจารย์ฮอปกินส์เผยอีกว่า สายพันธุ์ลูกผสมไม่ใช่เรื่องแปลกและมักจะสูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ นอกจากสายพันธุ์ XE แล้ว องค์การอนามัยโลกยังเฝ้าจับตาสายพันธุ์ลูกผสมที่ชื่อว่า XD ซึ่งเกิดจากการผสมกันของสายพันธุ์เดลตาและโอมิครอน ซึ่งพบส่วนใหญ่ในฝรั่งเศส เดนมาร์ก เบลเยียม ทว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานใหม่ที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ XD แพร่เชื้อได้รวดเร็วหรือมีความรุนแรง

REUTERS/Kim Kyung-Hoon

Central Midnight Sale #GuiltyFreeFestival ช้อปเลยเพราะไม่เคยมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679610

วันที่ 01 เม.ย. 2565 เวลา 11:01 น.Central Midnight Sale #GuiltyFreeFestival ช้อปเลยเพราะไม่เคยมี

3 เซเลบสายช้อป ชวนเปิดประสบการณ์ช้อปสุดคุ้ม กับซิกเนเจอร์แคมเปญเพื่อนักช้อปตัวจริง ที่งาน Central Midnight Sale ในคอนเซ็ปต์ “GuiltyFreeFestival ช้อปเลยเพราะไม่เคยมี”

เปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดยิ่งใหญ่รับซัมเมอร์ ห้างเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ปล่อยซิกเนเจอร์แคมเปญ “Central Midnight Sale” งานเซลที่ดีที่สุดของเมืองไทยที่ครองใจนักช้อปไทยมายาวนานกว่า 33 ปี โดยครั้งนี้กลับมาทวีความสนุกให้วงการรีเทลและแฟชั่นประเทศไทย ด้วยการต่อยอดคอนเซ็ปต์สุดเก๋จากครั้งก่อน ในคอนเซ็ปต์ใหม่ “Central Midnight Sale #GuiltyFreeFestival ช้อปเลยเพราะไม่เคยมี” #NewArrival ต้อนรับลูกค้าช่วงซัมเมอร์ ด้วยสินค้าแบรนด์ สุดฮอตทั้งไทยและต่างประเทศ ครบครันทุกหมวดหมู่ พร้อมโปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลดทั้งห้าง! สินค้าใหม่ลดสูงสุด 30% เฉพาะรุ่นลดสูงสุด 50% พร้อมบริการและสิทธิพิเศษที่ดีและคุ้มที่สุด เริ่มแล้ววันนี้ – 5 เมษายน 2565 ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา และทุกช่องทางการช้อปปิ้งของทางห้างฯ

รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า “งาน Central Midnight Sale เป็นซิกเนเจอร์แคมเปญสำคัญของห้างเซ็นทรัล ที่นักช้อปรอคอยในทุกไตรมาส เพราะมีกิมมิคและกิจกรรมสนุกๆ ให้ลูกค้าได้ตื่นตาตื่นใจทุกครั้ง และครั้งล่าสุด! ได้ยกระดับความสนุก ด้วยการต่อยอดคอนเซ็ปต์สุดเก๋จากครั้งก่อน ในคอนเซ็ปต์ “GuiltyFreeFestival ช้อปเลยเพราะไม่เคยมี” รวมสินค้า New Arrival กับกิมมิคสนุกๆ ที่แก้ปมการช้อปปิ้งให้ไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป ด้วยการเปลี่ยนชื่อสินค้าให้รู้สึกว่ายังไม่เคยมี เช่น Sky Heels – รองเท้าส้นสูง, Goodnight Bag – หมอน และแม้คุณจะมี Sky Heels แล้ว แต่มีได้อีกเพราะชิ้นนี้เป็น New Arrival ซึ่งมาพร้อมโปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สินค้าใหม่ลดสูงสุด 30% เฉพาะรุ่นลดสูงสุด 50% และสิทธิพิเศษและความคุ้มค่าอีกมากมาย เราพร้อมสร้างสีสันปลุกมู้ดการช้อปปิ้งในช่วงไฮซีซั่นให้กลับมาคึกคักมากยิ่งขึ้น และหวังว่าแคมเปญนี้จะสร้างความสุขและความประทับใจให้นักช้อปได้อย่างดีเยี่ยมเช่นเคย”

และเพื่อต้อนรับบรรยากาศการช้อปปิ้งในช่วงซัมเมอร์ ห้างเซ็นทรัลได้ชวนเซเลบสายช้อปอย่าง เมลนีย์ อยู่วิทยา, ศิลป์ศุภา อภิรักษ์ทานนท์ และ พลอยวารินทร์ ทรงปกรณ์ มาร่วมช้อปเพลินๆ กับสินค้าคอลเลกชั่นใหม่สุดฮอตจากแบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ครบครันทุกหมวดหมู่ ลดทั้งห้าง ทุกชั้น ทุกแผนก 

เริ่มที่ คุณเมย์ – เมลนีย์ อยู่วิทยา เผยว่า “พอโตขึ้นไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเมย์ เริ่มสนุกกับการอยู่บ้านเข้าครัวทำอาหารด้วยตัวเอง เซ็นทรัลมิดไนท์เซลรอบนี้เลยตั้งใจมาช้อปอุปกรณ์ของใช้ภายในบ้านโดยเฉพาะเครื่องครัวค่ะ โดยจะเน้นที่ดีไซน์สวยคลาสสิกเข้ากับการตกแต่งบ้าน และมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะสมกับตัวเรา ซึ่งก่อนมาช้อปเมย์แอบทำการบ้าน เลือกดูสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มาก่อน ซึ่งก็มีหลาย      แบรนด์ดังที่ร่วมโปรโมชั่นลดสูงสุดถึง 50% แถมยังมีส่วนลดเพิ่มเมื่อใช้คะแนนจากเดอะวันอีกด้วย เรียกว่า      มิดไนท์เซลเป็นแคมเปญที่ทำให้เราสนุกกับการช้อป ซื้อของได้คุ้มขึ้น จนเมย์อดใจไม่ไหวจริงๆ ค่ะ (ยิ้ม)”

ด้านคุณพีซ – ศิลป์ศุภา อภิรักษ์ทานนท์ ดีไซเนอร์สาวตัวแทนเวิร์กกิ้งวูแมนสายแฟฯ กล่าวว่า “ส่วนตัวพีซเป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้ว และด้วยความที่เราเป็นดีไซน์เนอร์จึงต้องอัพเดตเทรนด์แฟชั่นอยู่ตลอด แต่จะมีทริคการช้อปโดยเน้นเสื้อผ้าสไตล์มินิมอลที่ใส่ง่ายในชีวิตประจำวัน จริงๆ แล้วตั้งแต่เด็กจะมาช้อปที่ห้างเซ็นทรัลชิดลมทุกอาทิตย์ เพราะว่าอยู่ใกล้บ้าน แต่ที่สำคัญมีสินค้าแบรนด์ดังให้เลือกมากมาย ยิ่งเป็นช่วงจัดงานเซ็นทรัลมิดไนท์เซลบอกเลยว่าไม่เคยพลาด เพราะคอลเลกชั่นใหม่ ร่วมโปรโมชั่นลดคุ้มสุดๆ อย่างวันนี้ พีซมาช้อปชุดว่ายน้ำค่ะ เพราะเป็นคนชอบไปทะเลมากๆ จะต้องมีชุดว่ายน้ำสำรองไว้สำหรับทุกทริป เรียกว่าเป็นแฟชั่นไอเท็มรับซัมเมอร์ที่ต้องมี! ซึ่งใครที่กำลังมองหาไอเท็มใหม่ๆ อัพลุคเก๋ไว้ถ่ายรูปลงโซเชียลแซบๆ แคมเปญนี้ห้ามพลาดเลยค่ะ”

ปิดท้ายด้วย คุณแป้ง – พลอยวารินทร์ ทรงปกรณ์ เซเลบริตี้สาวสวยที่ชื่นชอบการดูแลตัวเองเป็นชีวิตจิตใจ ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ห้างเซ็นทรัลว่า “แป้งช้อปประจำที่ห้างเซ็นทรัลอยู่แล้ว เพราะมีหลายแบรนด์ที่เราชอบ มีคอลเลคชั่นใหม่ๆ ที่อินเทรนด์ทันสมัย ซึ่งซัมเมอร์นี้ไอเท็มที่อยากแนะนำให้ทุกคนมี คือเดรสสั้นเข้ารูปค่ะ แป้งเดินห้างบ่อยค่ะเพราะชอบออกมาเดินช้อปด้วยตัวเอง จะได้เลือกได้ลองสินค้าอย่างเต็มที่ ทั้งสินค้าแฟชั่น สกินแคร์ เครื่องสำอาง ส่วนตัวจะชอบแต่งหน้าแนวเอิร์ธโทนรู้สึกว่าเข้ากับทุกสถานการณ์ค่ะ แต่จะแอบแพ้ทางกับรองเท้า หากออกคอลเลกชั่นใหม่จะรีบซื้อเลย แต่ดีที่ช้อปที่งานนี้ทำให้ไม่รู้สึกผิด เพราะเขาจัดในธีม ‘#GuiltyFreeFestival ช้อปเลยเพราะไม่เคยมี’ ทำให้มีแล้วมีได้อีก เพราะเรียกชื่อไม่เหมือนกัน ”

พบไฮไลต์เด็ดกับกิจกรรม และโปรโมชั่นสุดพิเศษได้ทุกช่องทางการช้อปปิ้งของทางห้างฯ ไม่ว่าจะมา ช้อปหน้าร้าน ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขาใกล้บ้านคุณ หรือช้อปผ่านทางแพลตฟอร์มออมนิชาแนล ดังนี้ Central App, เว็บไซต์ http://www.central.co.th, Central Chat & Shop, Central Call & Shop, Personal Shopper On Demand โทร. 1425 หรือช้อปผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ และอินบ็อกซ์เพจหลักของห้างที่ คลิก https://www.facebook.com/CentralDepartmentStore/ อาทิ

–              สินค้าแบรนด์ชั้นนำสุดฮอต ลดทั้งห้าง! ทุกชั้น ทุกแผนก! สินค้าคอลเลกชั่นใหม่ (New Arrival) ลดสูงสุด 30% เฉพาะรุ่นลดสูงสุด 50%

–              ใช้คะแนนลดเพิ่มและรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 34%

–              รับคูปองแทนเงินสด หรือ E-Coupon และเครดิตเงินคืนสูงสุด 21% เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข

–              รับคูปองส่วนลด 150 บาท  เมื่อแลกคะแนน The1 1,000 คะแนน ผ่านแอปพลิเคชั่นเดอะวัน        

–              ลูกค้าเอไอเอส ใช้ 100 พอยต์ แลกรับบัตรของขวัญเซ็นทรัล 100 บาท (จำนวนจำกัด 5,000 สิทธิ์ตลอดรายการ)

–              ลูกค้า Mastercard รับบัตรของขวัญเซ็นทรัล 1,000 บาท เมื่อช้อป 20,000 บาทขึ้นไปต่อเซล สลิป (จำกัด 1 สิทธิ์ต่อท่าน / จำนวน 500 สิทธิ์ตลอดรายการ)

–              ลูกค้า Dolfin รับคูปองส่วนลด 100 บาท เมื่อช้อปครบ 1,500 บาทขึ้นไปต่อเซลล์สลิป (จำกัด 1 สิทธิ์ต่อท่าน) และเมื่อช้อปครบทุก 25 บาท รับคะแนน The 1 point X2

–              รับสิทธิพิเศษเพิ่มจากบัตรเครดิตชั้นนำ

พลาดไม่ได้! กับ “Midnight Market” รวบรวมไอเท็มสุดฮอตภายในห้างมาให้ลูกค้าได้เลือกช้อปในที่เดียว เป็น One Stop Shopping Point ด้วยบรรยากาศสุดชิคตอบโจทย์ลูกค้าให้ช้อปสะดวก พบกันที่ห้างเซ็นทรัล 7 สาขา ได้แก่ ชิดลม, ลาดพร้าว, เซ็นทรัล @ เซ็นทรัลเวิลด์, ปิ่นเกล้า, บางนา, อีสต์วิลล์ และเวสต์เกต

มาช้อปมันส์ ที่งาน Central Midnight Sale #GuiltyFreeFestival ช้อปเลยเพราะไม่เคยมี” #New Arrival ตั้งแต่วันนี้ – 5 เมษายน 2565 ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา และทุกช่องทางการช้อปปิ้งของทางห้างฯ พร้อมแฮชแท็กร่วมสนุกกันได้ที่  #CentralMidnightSale #GuiltyFreeFestival   #CentralDepartmentStore

ชวนไทยเที่ยวโลก ชวนโลกเที่ยวไทย กับโฉมใหม่ คิง เพาเวอร์ สนามบินสุวรรณภูมิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679597

วันที่ 01 เม.ย. 2565 เวลา 09:44 น.ชวนไทยเที่ยวโลก ชวนโลกเที่ยวไทย กับโฉมใหม่ คิง เพาเวอร์ สนามบินสุวรรณภูมิ

เผยโฉมใหม่ ‘คิง เพาเวอร์ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ’ ชวนไทยเที่ยวโลก ชวนโลกเที่ยวไทย สร้างปรากฏการณ์ Duty Free World Class Shopping Destination

ขานรับนโยบายฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คิง เพาเวอร์ ประกาศความพร้อม ‘คิง เพาเวอร์ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ’ โฉมใหม่ โชว์ศักยภาพการบริหารธุรกิจดิวตี้ ฟรี และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยาน ผนึกกำลังลักชัวรี่แบรนด์ สร้างปรากฏการณ์ ‘ดิวตี้ ฟรี เวิล์ดคลาส ช้อปปิ้ง เดสติเนชั่น’ เสริมภาพลักษณ์ความเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคของสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมเผยโฉมใหม่ ชวนไทยเที่ยวโลก ชวนโลกเที่ยวไทย วันที่ 1 เมษายน นี้

นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวถึง ความพร้อมในการ ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่นเดียวกับธุรกิจท่องเที่ยวภาคเอกชนอื่นๆ ในเดือนเมษายน นี้ ว่า “ในฐานะที่ คิง เพาเวอร์ เป็นผู้บริหารร้านค้าดิวตี้ ฟรี และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและร่วมส่งเสริมภาพลักษณ์ของสนามบินสุวรรณภูมิในการเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค ในวันที่ 1 เมษายน นี้ ‘คิง เพาเวอร์ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ’ มีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้า-ออก ด้วยโฉมใหม่ของพื้นที่ภายในสนามบิน รองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มเป้าหมาย ตามพันธกิจการปรับปรุงตกแต่งร้านค้า โดยหัวใจสำคัญคือการเป็น World Junction ที่ประกอบด้วย World Fashion, World Beauty และ World Duty Free เพื่อสร้างปรากฏการณ์ ‘ดิวตี้ ฟรี เวิล์ดคลาส ช้อปปิ้ง เดสติเนชั่น’ (Duty Free World Class Shopping Destination) เพื่อให้สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค ตอกย้ำภาพลักษณ์สนามบินที่มีความครบครันของแฟล็กชิพ สโตร์ของแบรนด์เนมระดับโลก มีความสมบูรณ์ในระดับสากล

ช้อปแบรนด์แฟชั่นระดับตำนาน

โดยล่าสุด คิง เพาเวอร์ ได้รับความร่วมมือจากแบรนด์แฟชั่นปารีสระดับตำนาน ‘หลุยส์ วิตตอง’ (Louis Vuitton) ในการร่วมพลิกโฉมหน้าใหม่แห่งประวัติศาสตร์ ด้วยการเปิดแฟล็กชิพสโตร์ภายในสนามบินที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์การเดินทางครั้งใหม่ กับ ‘กุชชี่’ (Gucci) แบรนด์แฟชั่นระดับตำนานสัญชาติอิตาลี ด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ของเทคโนโลยี LED video wall display มาสร้างสีสันให้ ‘กุชชี่’ ด้วยการเป็น LED Boutique ในสนามบินครั้งแรกของเอเชีย รวมถึงแฟลกซ์ชิพสโตร์ระดับลักชัวรี่แบรนด์ชั้นนำอีกมากกว่า 20 แบรนด์ระดับโลก ได้แก่ คาร์เทียร์ (Cartier), ชาแนล (Chanel), แอร์เมส (Hermes), เฟอร์รากาโม (Ferragamo), โบเตก้า เวเนต้า (Bottega Veneta), แซงต์ โลรองต์ (Saint Laurent), Balenciaga (บาเลนเซียกา), เซลีน (CELINE), โลเอเว่ (LOEWE) และริโมวา (Rimowa) เป็นต้น ซึ่งร่วมกันผนึกกำลังเพื่อให้สนามบินสุวรรณภูมิเป็น World Junction ของ World Fashion ที่มีแบรนด์ระดับโลกครบทุกแบรนด์

สำหรับพื้นที่ในโซน World Beauty ในการปรับปรุงตกแต่งร้านค้าครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก 5 แบรนด์ ชั้นนำ ได้แก่ ชาแนล (Chanel), เอสเคทู (SKII), ลังโคม (Lancôme), เอสเต้ ลอเดอร์ (ESTÉE LAUDER) และ ดิออร์ (DIOR) เปิดแฟล็กชิพสโตร์เครื่องสำอางและน้ำหอม หนุนความเป็น Beauty Gate Way ระดับลักชัวรี่ นอกจากนี้ ยังปรับปรุงในส่วนของพื้นที่ World Duty Free ซึ่งรวบรวมสินค้ายอดนิยมของนักเดินทาง ได้แก่ สุรา, ขนมและของฝากที่ระลึกทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงสินค้าอัตลักษณ์ไทยพื้นบ้านที่ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนเศรษฐกิจชุมชน

ในส่วนของการอำนวยความสะดวกระหว่างเดินทาง ได้ทำการปรับปรุง The Atlas Club และ King Power Space สำหรับให้บริการสมาชิก คิง เพาเวอร์ ภายใต้มาตรการสุขอนามัยระดับสากล แต่ยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายแก่นักเดินทาง ซึ่งสมาชิกฯ สามารถตรวจสอบสิทธิการเข้าใช้บริการล่วงหน้าที่ http://member.kingpower.com

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงในส่วนพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้มีความพร้อม สามารถรองรับการให้บริการนักท่องเที่ยวในระหว่างเดินทาง ด้วยร้านอาหารชั้นนำและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ยังมีการพัฒนาด้านการให้ ‘บริการ’ ใหม่ในสนามบิน เรียกว่าบริการ KING POWER CLICK & COLLECT ผ่านระบบออนไลน์มาช่วยตอบโจทย์การท่องเที่ยวและการช้อปปิ้งยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว จากที่ไหนก็ได้ตลอด 24 ชั่วโมงสามารถให้บริการได้เหนือชั้นไม่แพ้ ดิวตี้ ฟรี อื่นๆ ในแถบภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ช่วยอำนวยความสะดวกในการช้อปปิ้งสินค้า ดิวตี้ ฟรี กับ คิง เพาเวอร์ ในระบบออนไลน์ และรับของง่ายขึ้นที่สนามบินทั้งขาเข้า-ขาออก สามารถช้อปปิ้งได้จนถึง 2 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนออกเดินทาง และมีการเพิ่มแบรนด์ดังที่มากกว่าเดิม รวมถึงสินค้า Travel-Exclusive โดยจากการเปิดให้บริการมาแล้ว 3 เดือน บริการดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยกลุ่มสินค้ายอดนิยม ได้แก่ เครื่องสำอางและน้ำหอม

ทั้งนี้ การปรับปรุงร้านค้าภายใน คิง เพาเวอร์ ณ สุวรรณภูมิ จะเป็นการต้อนรับการเดินทางเข้า-ออกครั้งใหม่ระหว่างประเทศของนักเดินทางทั่วโลก โดยจะเห็นภาพการเปิดรับนักท่องเที่ยวของแต่ละประเทศชัดเจนขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน นี้ เป็นต้นไป ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะนำเสนอ Magnet ใหม่ของ ดิวตี้ ฟรี ระดับเวิล์ดคลาส และพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ครอบคลุมการให้บริการสำหรับการเดินทาง เป็น World Junction ใหม่ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ของสนามบินสุวรรณภูมิ ในการเป็นศูนย์กลาง การบินระดับภูมิภาคได้อย่างสมบูรณ์

The Body Shop เพิ่มนิยามความงามบทใหม่ พร้อมแชร์ทิปส์การใช้สกินแคร์จากนักจิตวิทยาผิวหนัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/679599

วันที่ 01 เม.ย. 2565 เวลา 10:45 น.The Body Shop เพิ่มนิยามความงามบทใหม่ พร้อมแชร์ทิปส์การใช้สกินแคร์จากนักจิตวิทยาผิวหนัง

ความยืดหยุ่นจากภายในสู่สุขภาพผิวที่ดีที่สุด นักจิตวิทยาผิวหนัง ดร.เอเลีย อาห์เมด เผยทิปส์การใช้สกินแคร์เพื่อการปกป้องผิวและส่งเสริมสุขภาพผิวจากภายในสู่ภายนอก

The Body Shop เพิ่มนิยามความงามบทใหม่กับ “Edelweiss” ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าทุกขั้นตอน ที่ให้คุณรู้สึกถึงการฟื้นบำรุงผิวหน้าอย่างล้ำลึก เพื่อผิวสุขภาพดี แข็งแรง และเรียบเนียน ด้วยสารสกัดธรรมชาติของดอก Edelweiss ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าเรตินอล ถึง 46% จาก Drops of Youth สู่ Edelweiss ปรากฏการณ์ใหม่ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ยอดนิยมที่มอบประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม

สำหรับข้อเท็จจริงที่ผิวและจิตใจนั้นเชื่อมโยงต่อกัน การศึกษาทางจิตวิทยาผิวหนังพบการเชื่อมโยงกันระหว่างผิวและสุขภาพจิต ซึ่งส่วนสำคัญนั้นก็คือ ความเครียดทางจิตใจส่งผลต่อสุขภาพผิว (และในทางกลับกันผิวก็ส่งผลต่อสุขภาพจิตเช่นกัน) นี่คือเหตุผลที่ The Body Shop ได้ร่วมงานกับนักจิตวิทยาผิวหนัง ดร.เอเลีย อาห์เมด เพื่อทำความเข้าใจถึงหลักการส่งเสริมสุขภาพผิวจากภายใน เช่นเดียวกับดอกอะเดลไวส์นั่นเอง

ดร.เอเลีย เล่าว่า บอกไม่ถูกเลยว่าดีใจแค่ไหนที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับ The Body Shop  หนึ่งในแบรนด์ความงามเพียงไม่กี่แบรนด์ที่เคารพในความเชื่อมโยงของผิวพรรณและจิตใจ โดยการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงวัยนั้นสามารถถูกกระตุ้นได้ด้วยความกลัวและความกังวลใจซึ่งพบมากในผู้หญิง เราจึงต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับผู้คนต่างๆ เพราะสกินแคร์ไม่อาจลดทอนความกลัวของเราได้ แต่ควรจะช่วยส่งเสริมให้รู้สึกมั่นใจขึ้น

ทิปส์เด็ดจาก ดร.เอเลีย อาห์เมด คือการปกป้องผิวและส่งเสริมสุขภาพผิวจากภายในสู่ภายนอก :

1.   ส่งเสริมความแข็งแกร่งจากภายในในทุกๆ วัน

เมื่อรู้สึกเครียด ร่างกายจะหลั่งสารคอร์ติซอล ซึ่งความเครียดคือตัวการสำคัญที่ทำให้กระบวนการผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินลดลงอันส่งผลต่อปราการปกป้องผิว หากปราศจากปราการโดยธรรมชาตินี้ได้ ผิวจะสูญเสียอิลาสตินและความกระชับได้อย่างรวดเร็ว และยังทำให้แผลหายช้าลง และใช้เวลาการซ่อมแซมผิวมากขึ้น  แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย แต่ดอกอะเดลไวส์กลับยังคงเติบโตงอกงาม การบริหารความเครียดอย่างสร้างสรรค์และพัฒนาความแข็งแกร่งจากภายในจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการปกป้องผิวในทุกๆ วัน

2.   นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ

เมื่อพักผ่อนไม่พอ ร่างกายของคุณจะตีความเดียวกันกับความเครียด ส่งผลให้เกิดการอักเสบระคายเคือง และทำให้ผิวอ่อนแอ ช่วงเวลากลางคืนคือช่วงที่คอร์ติซอล ฮอร์โมนความเครียดลดต่ำลงโดยธรรมชาติ จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะต่อการฟื้นฟูซ่อมแซมร่างกายหลังจากที่ถูกทำร้ายมาตลอดทั้งวัน ให้ความสำคัญกับการนอนหลับและหลับอย่างมีคุณภาพเป็นประจำ รวมถึงปิดอุปกรณ์ใดๆ ที่อาจรบกวนระหว่างการนอนหลับ เพื่อปลอบโยนจิตใจให้สงบและฝึกเข้านอนเป็นเวลาจนติดเป็นนิสัย เชื่อเถอะว่าผิวจะเปลี่ยนไปมากจริงๆ

3.   รักตัวเองหรือไม่ ดูได้จากผิ

ผู้คนมักจะชอบใจร้ายกับตัวเองเสมอเวลาพูดถึงภาพลักษณ์ รวมถึงการไม่พูดกับตัวเองด้วยคำพูดในแง่ลบซึ่งเป็นตัวการสำคัญของความเครียด ส่งผลให้การผลิตคอลลาเจนลดลง การดึงโปรตีนมาใช้ที่ข้อต่อ และปริมาณอิลาสตินก็ลดลงด้วยเช่นกัน ทำให้ผิวอ่อนแอได้ง่าย