อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับกาซา หลังฮามาสคืนร่างตัวประกัน 3 ศพ

อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับกาซา หลังฮามาสคืนร่างตัวประกัน 3 ศพ

4 พ.ย. 2568 06:38 น.

อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับกาซา หลังฮามาสคืนร่างตัวประกัน 3 ศพ

อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์กลับสู่ฉนวนกาซาอีก 45 ศพ หลังผลการตรวจสอบยืนยันว่า 3 ศพที่ฮามาสส่งคืนมาก่อนหน้านี้ เป็นร่างของตัวประกันจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาที่ปกครองโดยกลุ่มฮามาสระบุในวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ว่า อิสราเอลได้ส่งคืนร่างของชาวปาเลสไตน์ 45 รายกลับมายังฉนวนกาซาแล้ว ทำให้จำนวนศพที่อิสราเอลส่งคืนจนถึงตอนนี้เพิ่มเป็น 270 ศพ

ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนกลาง อิสราเอลจะส่งมอบศพของชาวปาเลสไตน์ 15 รายต่อร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วที่ฮามาสส่งคืน 1 ราย

ผลการตรวจสอบทางนิติเวช เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อิสราเอลยืนยันว่า ร่างผู้เสียชีวิต 3 ศพที่กลุ่มฮามาสส่งคืนเมื่อวันก่อนหน้านั้น เป็นของตัวประกันที่ถูกกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ลักพาตัวไประหว่างการโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค. 2566 จนกลายเป็นชนวนสงครามในฉนวนกาซาจริง

ตามการเปิดเผยของอิสราเอลศพดังกล่าวเป็นของ ร้อยเอก โอเมอร์ นิวทรา ชาวอเมริกัน-อิสราเอล อายุ 21 ปี ณ เวลาที่ถูกลักพาตัว, สิบตรี ออซ ดาเนียล อายุ 19 ปี และ พันเอก อัสซาฟ ฮามามี อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดที่ถูกกลุ่มฮามาสสังหาร

ฝ่ายติดอาวุธของกลุ่มฮามาสระบุว่า พวกเขาพบร่างเหล่านี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ภายในอุโมงค์แห่งหนึ่งในฉนวนกาซาตอนใต้

ทั้งนี้ ในตอนที่ข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดนี้เริ่มขึ้นเมื่อ 10 ต.ค. กลุ่มฮามาสยังมีตัวประกันในมือ 48 ราย โดยเป็นตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ 20 คน โดยฮามาสส่งคืนตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว แต่ค่อยๆ ทยอยส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิต โดยอ้างว่า หลายศพถูกฝังใต้ซากปรักหักพัง และต้องใช้เวลาค้นหา

ปัจจุบัน ฮามาสคืนศพตัวประกันให้อิสราเอลแล้ว 20 ราย ประกอบด้วย ชาวอิสราเอล 18 ราย, ชาวไทย 1 ราย และชาวเนปาล 1 ราย ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลกล่าวหากลุ่มฮามาสว่าจงใจถ่วงเวลาในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์บอกไม่รู้ ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นใคร หลังให้อภัยโทษคดีฟอกเงิน

ทรัมป์บอกไม่รู้ ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นใคร หลังให้อภัยโทษคดีฟอกเงิน

4 พ.ย. 2568 04:05 น.

ทรัมป์บอกไม่รู้ ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นใคร หลังให้อภัยโทษคดีฟอกเงิน

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย เขาไม่รู้ว่า จ้าว ฉางเผิง ผู้ก่อตั้งบริษัท Binance เป็นใคร หลังจากเพิ่งให้อภัยโทษมหาเศรษฐีคริปโตรายนี้ในคดีฟอกเงินเมื่อเดือนก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในรายการ 60 Minutes ของช่อง CBS News ซึ่งออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 พ.ย.) ทรัมป์ถูกถามเกี่ยวกับการอภัยโทษนาย จ้าว ฉางเผิง ผู้ก่อตั้งบริษัท Binance (ไบแนนซ์) ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีฟอกเงิน และถูกศาลสหรัฐฯ พิพากษาให้จำคุก 4 เดือนเมื่อปีก่อน

คดีดังกล่าวยังทำให้นายจ้าว หรือรู้จักกันในชื่อ “CZ” ตกลงที่จะลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนเงินคริปโต ที่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

นอรา โอ’ดอนเนลล์ ผู้ดำเนินรายการ 60 Minutes ถามนายทรัมป์ว่า เหตุใดเขาจึงอภัยโทษให้นายจ้าว แม้ว่าอัยการของรัฐบาลจะกล่าวว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิด “ความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ”

“โอเค พร้อมไหม? ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร” ประธานาธิบดีตอบ และเสริมว่า เขาจำไม่ได้ว่าเคยพบนายจ้าว และไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร เพียงแต่เขาได้รับแจ้งว่านักธุรกิจผู้นี้เป็นเหยื่อของการ “ล่าแม่มด” โดยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เขาจึงตัดสินใจอภัยโทษให้

ระหว่างการให้สัมภาษณ์ นายทรัมป์ยังพูดถึงการสนับสนุนเงินคริปโตของเขาด้วย โดยย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องทำให้แน่ใจว่าพวกเขาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ มิฉะนั้นอาจเสี่ยงที่จีนและคู่แข่งจะกุมความได้เปรียบ

ทั้งนี้ การอภัยโทษของนายทรัมป์เป็นการ “ยกเลิกข้อจำกัด” ที่เคยห้ามนายจ้าวไม่ให้ดำเนินกิจการทางการเงิน แต่ยังไม่ชัดเจนว่า มันจะเปลี่ยนแปลงสถานะของเขากับหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ หรือบทบาทของเขาที่ Binance หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน เจ็บสาหัส 1 เร่งช่วยคนติดภายใน

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน เจ็บสาหัส 1 เร่งช่วยคนติดภายใน

4 พ.ย. 2568 03:13 น.

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน เจ็บสาหัส 1 เร่งช่วยคนติดภายใน

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 1 ราย โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่า มีหลักฐานว่าชายคนนี้ยังมีชีวิตอยู่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หอคอย “ตอร์เร เดย์ คอนติ” หอคอยยุคกลางซึ่งตั้งอยู่ชายขอบของลานประชาคมโรมัน (Roman Forum) อันมีชื่อเสียงในกรุงโรม และอยู่ใกล้กับโคลอสเซียม พังถล่มลงมาบางส่วน เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. วันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 1 คน

ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ซาน โจวานนี โดยมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต แต่นายฟรานเชสโก ร็อคคา หัวหน้ารัฐบาลแคว้นลาซิโอระบุว่า อาการของชายคนนี้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือคนงาน 3 คนลงจากนั่งร้านได้สำเร็จ ก่อนที่ในเวลาประมาณ 13.00 น. ส่วนที่สองของหอคอยสูง 29 เมตรแห่งนี้ก็เริ่มพังทลายลงมาอีกครั้ง ทำให้คนงานอีกคนติดอยู่ที่ชั้นบน ขณะที่ทีมกู้ภัยไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่พวกเขาต้องหยุดปฏิบัติการกู้ภัยชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะกลับมาค้นหาต่อได้

จนถึงเย็นวันจันทร์ ทีมผู้เชี่ยวชาญยังคงพยายามช่วยเหลือชายที่ติดอยู่ภายใน โดยนายลัมแบร์โต จานนินี ผู้ว่าการกรุงโรมกล่าวว่า ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ซับซ้อนขึ้นเนื่องจากมีคนติดอยู่ภายใน แต่เรามีหลักฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่

“มันจะเป็นปฏิบัติการที่ยาวนานมาก เพราะเราต้องพยายามช่วยชีวิตบุคคลผู้นี้ แต่เราก็ต้องพยายามบรรเทาความเสี่ยงอันใหญ่หลวงที่ผู้ที่พยายามปฏิบัติการกู้ภัยกำลังเผชิญอยู่ด้วย” นายจานนินีกล่าว

ทั้งนี้ หอคอย ตอร์เร เดย์ คอนติ ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 เป็นส่วนหนึ่งของลานประชาคมโรมัน แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงโรม อย่างไรก็ตาม หอคอยนี้ถูกปิดไม่ให้ผู้คนเข้าชมนานหลายปีแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบูรณะในตอนที่มันพังถล่มลงมาบางส่วน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษตั้งข้อหา มือแทงคนบนรถไฟ คาดโยงเหตุโจมตีอื่นอีก 4 คดี

อังกฤษตั้งข้อหา มือแทงคนบนรถไฟ คาดโยงเหตุโจมตีอื่นอีก 4 คดี

4 พ.ย. 2568 01:43 น.

อังกฤษตั้งข้อหา มือแทงคนบนรถไฟ คาดโยงเหตุโจมตีอื่นอีก 4 คดี

ชายผู้ก่อเหตุใช้มีดแทงคนบนรถไฟที่เคมบริดจ์เชียร์ถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าและอื่นๆ อีกมากกว่า 10 กระทง และเขาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีอื่นอีก 4 คดีด้วย

สำนักงานตำรวจคมนาคมอังกฤษ (BTP) เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ว่า นาย แอนโทนี วิลเลียมส์ วัย 32 ปี ผู้ก่อเหตุใช้มีดไล่แทงผู้คนจำนวนมากบนรถไฟสายดอนคาสเตอร์–ลอนดอนคิงส์ครอส เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า 10 กระทง, ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย 1 กระทง และครอบครองวัตถุมีคมอีก 1 กระทง

นายถูกจับกุมบนรถไฟที่สถานีฮันติงดอน ในมณฑลเคมบริดจ์เชียร์ โดยนาย จอห์น เลิฟเลส ผู้กำกับการตำรวจคมนาคมอังกฤษ กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมภายในเวลา 8 นาทีหลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับโทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉิน และตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยรายที่ 2 ในที่เกิดเหตุด้วย ก่อนจะปล่อยตัวไป หลังพิจารณาแล้วว่า เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

นายวิลเลียมส์ยังถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าอีก 1 กระทง และครอบครองวัตถุมีคมอีก 1 กระทง จากเหตุโจมตีที่สถานีรถไฟใต้ดินพอนทูน ด็อก (Pontoon Dock) ในลอนดอนตะวันออก เมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 00.46 น.เสาร์ ซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 รายด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ตำรวจกำลังสืบสวนด้วยว่า นายวิลเลียมส์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตี 3 ครั้งก่อนหน้านี้ด้วยหรือไม่ ได้แก่เหตุแทงเด็กอายุ 14 ปีบาดเจ็บที่เมืองปีเตอร์โบโร เมื่อเวลา 19.10 น. วันศุกร์ที่ 31 ต.ค., เหตุมือมีดโจมตีร้านตัดผมชายที่ย่านเฟลตตัน ในเมืองปีเตอร์โบโร เมื่อเวลา 19.25 น. วันเดียวกัน และเหตุโจมตีร้านตัดผมอีกแห่งในย่านเดียวกันในช่วงเช้าวันเสาร์ (1 พ.ย.)

น.ส.ชาบานา มาห์มูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า นายวิลเลียมส์ “ไม่เป็นที่รู้จักของหน่วยงานด้านความมั่นคง, ตำรวจต่อต้านการก่อการร้าย หรือโครงการป้องกันใดๆ มาก่อน และตอนนี้เจ้าหน้าที่บอกข้อมูลของนายวิลเลียมส์ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เธอยืนยันว่า เขาเป็นพลเมืองอังกฤษ และเกิดในประเทศนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานพุ่ง 20 ศพ บาดเจ็บเกิน 530 ราย

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานพุ่ง 20 ศพ บาดเจ็บเกิน 530 ราย

3 พ.ย. 2568 23:10 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานพุ่ง 20 ศพ บาดเจ็บเกิน 530 ราย

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในภาคเหนือของอัฟกานิสถานทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 ศพ และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 530 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของอัฟกานิสถานเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.3 ในพื้นที่ทางเหนือของประเทศเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 20 ศพแล้ว และคาดว่าจำนวนอาจจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังไม่เสร็จสิ้น

แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับเมืองมาซาร์อีชารีฟ (Mazar-e-Sharif) หนึ่งในเมืองใหญ่ที่สุดของอัฟกานิสถาน ซึ่งมีประชากรประมาณ 500,000 คน เมื่อเวลาประมาณ 01:00 น.ของวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

สำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติของสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวมีขนาด 6.3 จุดศูนย์กลางอยู่ที่ความลึก 28 กม. และมันถูกจัดให้อยู่ในระดับการแจ้งเตือนขั้นสีส้ม ซึ่งหมายความว่า มีแนวโน้มที่จะเกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

กระทรวงสาธารณสุขของรัฐบาลตาลีบัน แห่งอัฟกานิสถานรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแผ่นดินไหวครั้งนี้มากกว่า 530 รายด้วย

นายฮาจี ไซด์ โฆษกของกลุ่มตาลีบันในจังหวัดบัลข์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองมาซาร์อีชารีฟ เปิดเผยผ่าน X ว่า พบผู้บาดเจ็บจำนวนมากในเขตโชลกรา ทางใต้ของเมืองมาซาร์อีชารีฟ และมีรายงานผู้บาดเจ็บกับความเสียหายเล็กน้อยในทุกเขตของเมืองแห่งนี้

แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศ รวมถึงในกรุงคาบูล ซึ่งเป็นเมืองหลวง หลังจากสายส่งไฟฟ้าจากอุซเบกิสถานและทาจิกิสถาน ซึ่งเป็นผู้จัดหาไฟฟ้าหลักให้กับอัฟกานิสถาน ได้รับความเสียหาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อนอกตีข่าว ไทย-กัมพูชา เริ่มถอนอาวุธหนักจากชายแดนแล้ว

สื่อนอกตีข่าว ไทย-กัมพูชา เริ่มถอนอาวุธหนักจากชายแดนแล้ว

3 พ.ย. 2568 22:05 น.

สื่อนอกตีข่าว ไทย-กัมพูชา เริ่มถอนอาวุธหนักจากชายแดนแล้ว

สื่อนอกรายงานข่าวว่า ทหารของไทยและกัมพูชาเริ่มการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณชายแดนแล้ว ตามข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ไทยในวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ว่า ทหารของไทยและกัมพูชาเริ่มการถอนอาวุธหนักและปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนพิพาทแล้ว โดยเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนลดความตึงเครียด หลังจากทั้งสองฝ่ายลงนามขยายการหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ก่อน

ผู้นำของไทยและกัมพูชาลงนามข้อตกลงหยุดยิงที่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากที่ความตึงเครียดบริเวณชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ปะทุกลายเป็นการปะทะนาน 5 วันเมื่อเดือนกรกฎาคม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยจะยังไม่ปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวไว้ตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง และจะยังไม่เปิดจุดผ่านแดน จนกว่าจะประเมินแล้วว่ากัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลง

ขณะที่โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยฝ่ายไทยเสนอให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน 13 พื้นที่ และฝ่ายกัมพูชาเสนอ 1 พื้นที่

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ต.ค.) ทั้ง 2 ประเทศออกแถลงการณ์ร่วมกันระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน โดยแบ่งเป็นสามระยะ เริ่มจากระบบจรวด ตามด้วยปืนใหญ่ จากนั้นจึงเป็นรถถังและยานเกราะอื่น ๆ

ต่อมาในวันเสาร์ (1 พ.ย.) กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาระบุว่า การถอนอาวุธในระยะแรกมีกำหนดใช้เวลา 3 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ขณะที่พลเรือตรี สุรศักดิ์ กล่าวในวันจันทร์ว่า “เราคาดว่าการถอนอาวุธหนักจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้”

พลเรือตรี สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ทั้ง 2 ประเทศยังตกลงเพิ่มความพยายามร่วมกันในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ และกำลังเร่งดำเนินการปักปันเขตแดนร่วมกันอย่างเร่งด่วนในพื้นที่ชายแดนที่มีข้อพิพาท

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ขอพบ "คิม จอง อึน" เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว

3 พ.ย. 2568 16:44 น.

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศว่า เธอได้ยื่นคำร้องขอเข้าพบหารือกับ นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษเกี่ยวกับการลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือ

เกาหลีเหนือยอมรับในปี 2002 หลังจากการปฏิเสธมานานหลายปี ว่าเจ้าหน้าที่ของตนได้ลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นไป 13 คน ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เพื่อนำไปใช้ฝึกสายลับของเกาหลีเหนือในด้านภาษาและขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นเชื่อว่ามีชาวญี่ปุ่นถูกลักพาตัวไปอย่างน้อย 17 คน และบางแหล่งระบุว่าอาจมีจำนวนมากกว่านั้น

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวในงานรณรงค์สร้างความตระหนักเกี่ยวกับปัญหานี้ที่กรุงโตเกียวว่า เธอได้ยื่นคำร้องขอจัดการประชุมสุดยอดกับนายคิม จอง อึน

“เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่เกิดผลระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือ ดิฉันตัดสินใจที่จะพบหน้ากับประธานคิม จอง อึน” เธอกล่าวพร้อมเสริมว่า “การลักพาตัวถือเป็นวาระสำคัญอันดับแรกของคณะรัฐมนตรีของดิฉัน”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำญี่ปุ่นพยายามจัดการเจรจาโดยตรงกับ คิม จอง อึน เพื่อคลี่คลายปัญหานี้ ก่อนหน้านี้ นายจุนอิจิโร โคอิซึมิ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยเดินทางเยือนกรุงเปียงยางในปี 2002 และ 2004 โดยได้พบกับ นายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือในขณะนั้น และเจรจาจนนำผู้ถูกลักพาตัวกลับมาได้ 5 คน แต่เกาหลีเหนืออ้างว่าที่เหลืออีก 8 คนเสียชีวิตแล้ว

ส่วนนายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า เคยเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานประสานงานในญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นนี้ แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเน้นย้ำถึงความสำคัญของประเด็นนี้ โดยกล่าวว่า “ดิฉันจะใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็นสำหรับประเด็นนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ถูกลักพาตัวและอธิปไตยของชาติเรา”

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังคงประสานงานกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อให้ประชาคมโลกยังคงให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เข้าพบกับครอบครัวของผู้ถูกลักพาตัวชาวญี่ปุ่นระหว่างการเยือนโตเกียวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือยังไม่มีการตอบสนองต่อคำร้องขอเข้าพบของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิอย่างเป็นทางการ.

ที่มา AFP 

ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” เตรียมขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สั่งอพยพประชาชนนับหมื่นในพื้นที่เสี่ยงภัย

ไต้ฝุ่น "คัลแมกี" เตรียมขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สั่งอพยพประชาชนนับหมื่นในพื้นที่เสี่ยงภัย

3 พ.ย. 2568 14:55 น.

ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” เตรียมขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สั่งอพยพประชาชนนับหมื่นในพื้นที่เสี่ยงภัย

ประชาชนหลายหมื่นคนในจังหวัดที่ติดชายฝั่งทะเลของฟิลิปปินส์ได้รับคำสั่งให้อพยพ เพื่อเตรียมรับมือกับ พายุไต้ฝุ่นคัลแมกี (Kalmaegi) ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เกาะเลย์เต ซึ่งเป็นพื้นที่เคยประสบภัยจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน เมื่อปี 2013 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,000 ราย

ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติฟิลิปปินส์ ไต้ฝุ่นคัลแมกีกำลังมุ่งหน้ายังเกาะเลย์เต โดยมีความเร็วลม 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นายโรเอล มอนเตซา เจ้าหน้าที่ภัยพิบัติประจำเกาะเลย์เต เปิดเผยว่า การอพยพกำลังดำเนินอยู่ในเมืองปาโล และตานาอวน ซึ่งเป็นสองเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากคลื่นพายุซัดฝั่งในปี 2013 ที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนเคยคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,000 ราย

นอกจากนี้ ยังมีการอพยพผู้อยู่อาศัยนับพันคนตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่เกาะซามาร์ ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจเผชิญกับคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 3 เมตร นายแรนดี นิกการ์ต เจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กล่าวว่า “รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งได้ใช้วิธีอพยพโดยบังคับ รวมถึงในเมืองกุยอวน ซึ่งเป็นบริเวณที่พายุมีแนวโน้มจะขึ้นฝั่ง”

ในจังหวัดหมู่เกาะดีนากัตทางตอนใต้ของเกาะเลย์เต นายนีโล เดเมเรย์ ผู้ว่าการจังหวัด กล่าวว่า มีประชาชนราว 10,000 ถึง 15,000 คน ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว “เราได้ดำเนินการอพยพป้องกันล่วงหน้าในช่วงสองวันที่ผ่านมา ขณะที่เรายังมีเวลา”

ชาร์เมน วาริลลา ผู้เชี่ยวชาญจากกรมอุตุนิยมวิทยาของรัฐเปิดเผยว่า การมาถึงของไต้ฝุ่นคัลแมกี ทำให้ฟิลิปปินส์มีพายุรวม 20 ลูก แล้วในปีนี้ ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยปกติที่ประเทศต้องเผชิญในแต่ละปี และคาดว่าอาจมีพายุ “อีก 3 ถึง 5 ลูก” ตามมาจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพายุกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ อย่างไรก็ตาม วาริลลาเสริมว่า จำนวนพายุหมุนที่สูงขึ้นมักจะมาพร้อมกับปรากฏการณ์ ลานีญา ซึ่งเป็นรูปแบบภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรเย็นลง

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์เพิ่งเผชิญกับพายุใหญ่สองลูก รวมถึงซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักและทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 รายในไต้หวัน.

ที่มา AFP 

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์ เป็นประเทศแรกของโลก ห้ามคนรุ่นใหม่สูบบุหรี่ตลอดชีวิต

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์ เป็นประเทศแรกของโลก ห้ามคนรุ่นใหม่สูบบุหรี่ตลอดชีวิต

3 พ.ย. 2568 14:13 น.

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์ เป็นประเทศแรกของโลก ห้ามคนรุ่นใหม่สูบบุหรี่ตลอดชีวิต

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่บังคับใช้ “กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ตามช่วงอายุ” โดยให้การ สูบ ซื้อ หรือจำหน่ายยาสูบเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2007

คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ที่เกิดหลัง 1 มกราคม 2007 ซึ่งตอนนี้มีอายุ 18 ปีแล้ว รวมทั้งเยาวชนที่อายุน้อยกว่านี้ จะไม่สามารถสูบบุหรี่ ซื้อบุหรี่หรือจำหน่ายบุหรี่ไปตลอดชีวิต และทำให้มัลดีฟส์กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายห้ามบุหรี่แบบถาวรตามรุ่นประชากรอย่างเป็นทางการ โดยกระทรวงสาธารณสุขมัลดีฟส์ระบุว่า นี่คือก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการปกป้องสุขภาพประชาชน และสร้างสังคมปลอดบุหรี่สำหรับคนรุ่นต่อไป

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า บุหรี่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกกว่า 7 ล้านคนต่อปี โดยข้อมูลปี 2021 พบว่ากว่า 25% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ (อายุ 15–69 ปี)ในมัลดีฟส์ ยังคงใช้ยาสูบ และในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 13–15 ปี อัตราการสูบสูงเกือบสองเท่า

เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ตัวเลขนี้ถือว่าน่ากังวล โดยในสหรัฐฯ ผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่มีราว 20% ส่วนในสหราชอาณาจักรเหลือเพียง 12% ในปี 2023

แนวคิดห้ามบุหรี่ตามรุ่นอายุที่เกิด เคยถูกเสนอในหลายประเทศมาแล้ว เช่น นิวซีแลนด์ เคยผ่านร่างกฎหมายในปี 2022 ที่ห้ามขายบุหรี่ให้ผู้เกิดหลังปี 2009 แต่รัฐบาลชุดใหม่กลับยกเลิกกฎหมายในปี 2023 เพื่อช่วยชดเชยรายได้ภาษี 

ส่วนสหราชอาณาจักร ก็มีร่างกฎหมายลักษณะเดียวกัน กำหนดห้ามบุหรี่สำหรับผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2009 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภา โดยผู้นำองค์กรสาธารณสุขกว่า 100 แห่งร่วมลงนามเรียกร้องให้ผ่านกฎหมายนี้โดยเร็ว หลังมีรายงานว่าเพียง 6 เดือน มีเยาวชนอังกฤษกว่า 120,000 คนเริ่มสูบบุหรี่

การประกาศห้ามบุหรี่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยาวนานหลายปีของมัลดีฟส์ในการต่อสู้กับยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า โดยรัฐบาลเพิ่งออกคำสั่งห้ามนำเข้า ครอบครอง ใช้ ผลิต และจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ ตั้งแต่ปลายปี 2024 ไม่ว่าผู้ใช้นั้นจะมีอายุเท่าใดก็ตาม

รัฐบาลยังมีแผนจัดตั้ง “คลินิกเลิกบุหรี่” ทั่วหมู่เกาะ เพื่อให้คำปรึกษาและจ่ายยาช่วยเลิกบุหรี่ฟรี รวมถึงมีโครงการจูงใจใหม่ ๆ เช่น รางวัลเงินสดสำหรับชุมชนที่สามารถทำให้เกาะของตนปลอดการสูบบุหรี่ได้ 100%

มาตรการใหม่นี้สะท้อนความพยายามของมัลดีฟส์ในการพลิกภาพลักษณ์จากประเทศท่องเที่ยวทางทะเล สู่วิถีชุมชนปลอดควัน โดยนักวิเคราะห์มองว่า การห้ามบุหรี่แบบถาวรตามรุ่นประชากรอาจเป็นต้นแบบให้หลายประเทศในเอเชีย รวมถึงอาเซียน นำไปปรับใช้ในอนาคต.

ที่มา :CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ มัลดีฟส์

กัมพูชาสั่งปิด-ระงับธุรกิจกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ ส่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

กัมพูชาสั่งปิด-ระงับธุรกิจกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ ส่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

3 พ.ย. 2568 12:21 น.

กัมพูชาสั่งปิด-ระงับธุรกิจกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ ส่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อเช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน สำนักเลขาธิการคณะกรรมการควบคุมการพนันเชิงพาณิชย์กัมพูชา (CGMC) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา ได้นำกำลังปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเข้าสั่ง ระงับและปิดธุรกิจกาสิโนรวม 4 แห่ง ในจังหวัดพระสีหนุ เนื่องจากเข้าข่ายต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิดฐานปกปิดและฉ้อโกงโดยใช้ระบบเทคโนโลยี

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งเลขที่ 01 ของรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการรณรงค์กวาดล้างการฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยี (การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์/หลอกลวงออนไลน์)

คณะทำงานนำโดย พลโท เซียง เซน รองเลขาธิการ CGMC ได้ประสานงานกับผู้บริหารจังหวัดพระสีหนุ กองบัญชาการตำรวจจังหวัด และกระทรวงแรงงานจังหวัด โดยมี นายชิว อิกคง รองอัยการศาลชั้นต้นจังหวัดพระสีหนุ เป็นผู้ประสานงานด้านกระบวนการทางกฎหมาย

โดยรายชื่อกาสิโนทั้ง 4 แห่งที่ถูกคณะทำงานเข้าสั่งระงับและปิดผนึกใบอนุญาต ได้แก่:

1: มติเลขที่ 028 GCCC ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จินเพ่ย กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จินเพ่ย กรุ๊ป

2: มติเลขที่ 029 GCCC ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท แคมโบเดียน เฮง ซิน เรียล เอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จินเพ่ย

3: มติเลขที่ 030 ของคณะกรรมการบริหารคาสิโน ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จี.ซี. มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จี.ซี. คาสิโน 

4: มติเลขที่ 031 ของคณะกรรมการบริหารคาสิโน ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จี.ซี. บริษัท จินเป่ย คาสิโน จำกัด เจ้าของกาสิโน จินเพ่ย 4 ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานปกปิดข้อมูลและฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยี

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากกาสิโนเหล่านี้ ต้องสงสัยว่ามีการลักลอบกระทำความผิดซ่อนเร้นการฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจังของรัฐบาลกัมพูชา.

ที่มา FRESH NEWS