ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หวั่นทำอุปทานน้ำมันโลกหายรวดเดียว 4%

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หวั่นทำอุปทานน้ำมันโลกหายรวดเดียว 4%

14 ก.ย. 2569 04:16 น.

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หวั่นทำอุปทานน้ำมันโลกหายรวดเดียว 4%

บรรดาพ่อค้าและผู้ซื้อน้ำมันเตือนว่า หากซาอุดีอาระเบียยังเปิดท่อส่งน้ำมันสายสำคัญที่ถูกโดรนโจมตีจนต้องปิดไม่ได้ ภายในไม่กี่วันข้างหน้า อุปทานน้ำมันโลกอาจหดหายรวดเดียว 4%

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ก.ย. 2569 ว่า บรรดาพ่อค้าน้ำมันออกมาเตือนว่า หากซาอุดีอาระเบียไม่สามารถเปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ที่มุ่งสู่ทะเลแดงได้ภายในไม่กี่วันข้างหน้า คลังน้ำมันสำรองสำหรับการส่งออกจะหมดลง และจะส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบของโลกหายไปทันทีถึง 4% หรือราว 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ซาอุฯ สั่งปิดท่อส่งน้ำมันดังกล่าวหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (11 ก.ย.) เกิดเหตุโดรนโจมตีซึ่งคาดว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน โดยทางการซาอุฯ ยังไม่ได้ประเมินระยะเวลาซ่อมแซมที่แน่ชัด แต่แหล่งข่าวระบุว่าอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึง 5–6 สัปดาห์

ที่ผ่านมาท่อส่งน้ำมันสายนี้ช่วยให้ซาอุฯ ส่งน้ำมันเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือยันบู (Yanbu) บนชายฝั่งทะเลแดงได้ แต่เมื่อท่อหยุดทำงาน คลังน้ำมันที่ท่าเรือยันบู รวมถึงคลังสำรองในอียิปต์ จะมีน้ำมันเหลือส่งออกได้อีกเพียง 5 ถึง 7 วันเท่านั้น

การสะดุดของอุปทานครั้งใหม่จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลดันราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงฉุดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2551

ท่ามกลางภาวะสงครามและการคุกคามจากกลุ่มกบฏฮูตี การสัญจรในน่านน้ำสำคัญในตะวันออกกลางทั้งช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงล้วนชะลอตัว โดยสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของซาอุฯ ในเดือนสิงหาคมร่วงลงเหลือเพียง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์จวกเซเลนสกี จี้หยุดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย อ้างทำดีเซลขาดแคลน

ทรัมป์จวกเซเลนสกี จี้หยุดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย อ้างทำดีเซลขาดแคลน

14 ก.ย. 2569 02:33 น.

ทรัมป์จวกเซเลนสกี จี้หยุดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย อ้างทำดีเซลขาดแคลน

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ผู้นำยูเครนหยุดการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย โดยอ้างว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน ไม่ใช่เพราะการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นาย โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ที่เคียฟโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ในขณะที่ทรัมป์กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐไอร์แลนด์อย่างไม่เป็นทางการเพื่อร่วมชมการแข่งขันกอล์ฟ และเขายังคงใช้นัดหมายนี้โปรโมตธุรกิจส่วนตัวอีกด้วย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวจากรีสอร์ตสนามกอล์ฟ “ดูนเบก” (Doonbeg) ของเขาบนชายฝั่งตะวันตกของไอร์แลนด์ โดยกล่าวโจมตีกลุ่มคนที่ออกมาวิจารณ์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อเร็วๆ นี้ และเรียกร้องให้มีความระมัดระวังในการพัฒนามากขึ้น โดยทรัมป์ตราหน้าคนกลุ่มนี้ว่าเป็นพวกที่มีความคิด “ด้านลบ”

จากนั้น ผู้นำสหรัฐฯ ก็หันไปโจมตีประธานาธิบดีเซเลนสกีโดยระบุว่า สิ่งหนึ่งที่ผู้นำยูเครนต้องทำคือ “หยุดทำลายโรงกลั่นน้ำมันดีเซล” ในรัสเซีย เนื่องจากส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลน

“ปล่อยให้เขาโจมตีเป้าหมายอื่นไป แต่ต้องไม่ใช่น้ำมันดีเซล เพราะเขากำลังทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันดีเซล” นายทรัมป์กล่าว พร้อมกล่าวอ้างว่า สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนคือต้นเหตุของการขาดแคลนน้ำมันดีเซล ไม่ใช่สงครามอิหร่านที่เขาเป็นผู้ก่อ จนทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ถูกปิดมานานกว่า 6 เดือนแล้ว

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุโจมตีในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น จนเกิดกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเพิ่มขึ้น ก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนไอร์แลนด์ครั้งนี้เพื่อร่วมชมการแข่งขันกอล์ฟรายการไอริช โอเพ่น (Irish Open) ที่สนามกอล์ฟของเขา โดยเขาได้พบกับนายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์และกล่าวคำพูดที่จุดประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองในไอร์แลนด์

โดยในวันเสาร์ที่ผ่านมา นายทรัมป์สร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าภาพชาวไอริชและสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นประเทศข้างเคียง เมื่อเขาประกาศว่าเขา “อยากเห็น” ไอร์แลนด์กับไอร์แลนด์เหนือรวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อนมาก และที่ผ่านมาสหรัฐฯ พยายามสงวนท่าทีเป็นกลางในเรื่องนี้มาตลอด

คำพูดของนายทรัมป์ทำให้บรรดาพรรคการเมืองในไอร์แลนด์เหนือ ที่สนับสนุนให้ประเทศเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรต่อไป ออกมาแสดงความไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ขณะที่มีประชาชนนับหมื่นคนออกมาร่วมตัวประท้วงในกรุงดับลิน เมืองหลวงของไอร์แลนด์ เพื่อแสดงการไม่ต้อนรับการมาเยือนของผู้นำสหรัฐฯ รายนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โดรนรัสเซียโจมตีรถไฟยูเครน หลังคณะของอดีตผู้นำ UK เดินทางกลับ

โดรนรัสเซียโจมตีรถไฟยูเครน หลังคณะของอดีตผู้นำ UK เดินทางกลับ

14 ก.ย. 2569 01:19 น.

โดรนรัสเซียโจมตีรถไฟยูเครน หลังคณะของอดีตผู้นำ UK เดินทางกลับ

โดรนของรัสเซียพุ่งชนรถไฟของยูเครน บริเวณใกล้ชายแดนประเทศโปแลนด์ ไม่นานหลังจากรถไฟที่คณะของนาย บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเดินทางออกไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดรนแบบใช้เครื่องยนต์ไอพ่นของรัสเซียพุ่งชนหัวรถจักรของรถไฟยูเครนที่สถานียาโฮดิน (Yahodyn) ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประเทศโปแลนด์เพียง 2 กิโลเมตร โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากทางการยูเครนอพยพผู้โดยสารออกไปก่อนเกิดเหตุเพียง 15 นาที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากรถไฟของ บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ รวมถึงที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของยุโรป เพิ่งเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวเพื่อกลับจากการประชุมในกรุงเคียฟ

นอกจากนั้น ในช่วงเกิดเหตุ เดวิด เพตราอุส อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ของสหรัฐฯ กับคาร์ล บิลด์ท อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน ก็อยู่บนรถไฟขบวนอื่นในบริเวณใกล้เคียงเช่นกัน

ด้านการรถไฟยูเครนระบุว่า โดรนของรัสเซียอาจตั้งใจโจมตี “รถไฟทางการทูต” แต่รถไฟขบวนดังกล่าวออกจากสถานีก่อนกำหนดเนื่องจากมีการปรับเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม ขณะที่ฝ่ายรัสเซียอ้างว่าเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับรถไฟตามปกติ

บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร
บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร

หลังเกิดเหตุ บอริส จอห์นสัน ประณามการโจมตีว่าเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผลและสร้างความเสียหายต่อระบบรถไฟของพลเรือน พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรรีบส่งมอบระบบป้องกันทางอากาศให้ยูเครน

ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของยูเครนกล่าวว่า การโจมตีใกล้ชายแดนครั้งนี้เปรียบเสมือนภัยการก่อการร้ายของปูตินที่มา “เคาะประตูบ้าน” ของ EU และ NATO

ขณะที่นาย โดนัลด์ ทุสค์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ เรียกประชุมด่วนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เริ่มขยับเข้าใกล้ชายแดนโปแลนด์มากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ รัสเซียเริ่มพุ่งเป้าโจมตีระบบขนส่งทางรถไฟและจุดข้ามแดนของยูเครนอย่างหนักในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเดินทางหลักของประชาชน เนื่องจากน่านฟ้ายูเครนถูกปิดทำการมาตั้งแต่เริ่มสงครามในปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สส.สหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินลงจอดในทะเลสาบ

สส.สหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินลงจอดในทะเลสาบ

13 ก.ย. 2569 23:48 น.

สส.สหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินลงจอดในทะเลสาบ

ทอม ทิฟฟานี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินที่เขาโดยสารเกิดความขัดข้องจนต้องลงจอดกลางทะเลสาบ โดยตัวเขากับนักบินได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ก.ย. 2569 ว่า นายทอม ทิฟฟานี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐวิสคอนซิน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย หลังจากเครื่องบินเล็กที่เขาโดยสารต้องร่อนลงจอดในทะเลสาบ ส่งผลให้เขากับนักบินต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งเพื่อความปลอดภัย

สำนักงานนายอำเภอท้องถิ่นระบุว่า ทิฟฟานี ซึ่งเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐวิสคอนซิน กำลังเดินทางด้วยเครื่องบินขนาดเล็กในคืนวันเสาร์ (12 ก.ย.) ก่อนที่ตัวเครื่องจะประสบปัญหาทางเทคนิค ส่งผลให้นักบินต้องนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินในทะเลสาบวอซอ (Lake Wausau)

นายทิฟฟานีกล่าวว่า เขาและนักบินโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน 911 ทันทีที่เครื่องบินลงจอด

“เมื่อเครื่องบินเริ่มจมลง เราก็ออกจากตัวเครื่องและว่ายน้ำไปยังบริเวณน้ำตื้น เพื่อรอจนกว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะนำเรือมารับ” นายทิฟฟานีโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย โดยนักบินเองก็ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเช่นกัน

นายทิฟฟานีเปิดเผยเพิ่มเติมในวันอาทิตย์ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่เขาเดินทางกลับจากการรับประทานอาหารเย็นที่ ลาครอส เคาน์ตี โดยเครื่องบินเกิดสูญเสียพลังงานกะทันหันขณะกำลังเร่งเครื่องเข้าสู่สนามบินวอซอ ดาวน์ทาวน์

ด้านสำนักงานนายอำเภอของเขต มาราธอน เคาน์ตี ระบุในแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุ 911 เรื่องเครื่องบินตกในทะเลสาบเมื่อเวลา 20.49 น. วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น ทั้งคู่สามารถออกจากตัวเครื่องบินและว่ายไปยังบริเวณน้ำตื้นได้ ก่อนที่เรือแล่นด้วยแรงลม ของสถานีดับเพลิงวอซอจะเข้าช่วยเหลือในเวลาประมาณ 21.05 น. หรือราว 15 นาทีต่อมา

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ทิฟฟานีและนักบินเป็นเพียงสองคนที่อยู่บนเครื่องบินรุ่น Beechcraft K35 ซึ่งเป็นเครื่องบินเครื่องยนต์เดี่ยว ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 5 คน

“พระเจ้าคุ้มครองเราในคืนนี้ และผมรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ได้มานั่งอยู่ในโรงพยาบาลโดยมีคริส ภรรยาของผมอยู่ข้างๆ” ทิฟฟานีกล่าว “ประสบการณ์แบบนี้ช่วยเตือนสติว่าชีวิตของเรานั้นมีค่ามากเพียงใด”

ทีมงานหาเสียงของนายทิฟฟานีระบุว่า เขาได้รับแผลถลอกเล็กน้อยบริเวณเหนือตาขวาจากเหตุการณ์นี้

อนึ่ง ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เกิดความขัดข้อง โดยสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) และคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) จะเข้ามาสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ส่วนซากเครื่องบินยังคงจมอยู่ในทะเลสาบ ซึ่งทีมกู้ภัยกำลังเร่งดำเนินการกู้ขึ้นมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พบแล้ว 6 ศพ เรือเฟอร์รี่อินโดนีเซียล่ม สูญหายอีก 120 คน

พบแล้ว 6 ศพ เรือเฟอร์รี่อินโดนีเซียล่ม สูญหายอีก 120 คน

13 ก.ย. 2569 22:49 น.

พบแล้ว 6 ศพ เรือเฟอร์รี่อินโดนีเซียล่ม สูญหายอีก 120 คน

เหตุเรือเฟอร์รี่ของอินโดนีเซียล่มนอกชายฝั่งเกาะชวา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ช่วยผู้ประสบภัยได้แล้วนับร้อยราย แต่ยังคงมีผู้สูญหายอีกกว่า 120 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยในอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เหตุเรือข้ามฟาก “เวอร์โก ทรานสปอร์ต 8” (Virgo Transport 8) ล่มขณะเดินทางระหว่างเกาะชวากับเกาะบอร์เนียว หลังเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้สูญหายอีก 129 คน

เรือลำนี้มีผู้โดยสาร 213 คน และลูกเรือ 30 คน ขาดการติดต่อกับบริษัทเจ้าของเรือในเวลาประมาณ 02.00 น. วันอาทิตย์ หลังจากเดินทางออกจากเมืองสุราบายา ในจังหวัดชวาตะวันออก

สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (Basarnas) รายงานความคืบหน้าล่าสุดว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย และพบผู้รอดชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ทำให้ยอดผู้ได้รับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 108 คน ขณะที่อีก 129 คนยังคงสูญหาย

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า เรือกู้ภัยลำแรกที่บรรทุกผู้รอดชีวิตเดินทางมาถึงท่าเรือในเมืองบันจาร์มาซิน (Banjarmasin) ซึ่งเป็นเมืองทางชายฝั่งตอนใต้ของเกาะบอร์เนียว ก่อนช่วงค่ำ โดยผู้รอดชีวิตบางส่วนถูกลำเลียงด้วยเปลไปขึ้นรถพยาบาลที่มารอรับ ขณะที่บางส่วนต้องนั่งรถเข็นหรือต้องการคนช่วยพยุงเดิน

นายดูดี พูร์วากันดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอินโดนีเซีย แถลงข่าวที่เมืองบันจาร์มาซินว่า “จากข้อมูลที่เราได้รับอิงจากการสำรวจทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์… เรือได้พลิกคว่ำแต่ยังไม่จม ณ เวลา 15.00 น. ตัวเรือยังไม่จมลงไป แต่ได้พลิกคว่ำแล้ว”

ก่อนหน้านี้ นายไอ ปูตู สุดายานา หัวหน้าทีมค้นหาและกู้ภัยท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า กัปตันเรือได้รายงานไปยังเจ้าของเรือว่า เรือกำลัง “เอียง” ก่อนจะขาดการติดต่อไป

นายสุดายานาบอกผู้สื่อข่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องฝ่าคลื่นสูงถึง 2.5 เมตรเพื่อเข้าถึงเรือเฟอร์รี่ “มันเสี่ยงอันตรายอย่างมากสำหรับเรือต่างๆ แม้กระทั่งเรือของ Basarnas ความยาว 40 เมตรของเราเอง ก็ยังตกอยู่ในความเสี่ยงสูงเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านเผย เรือสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

อิหร่านเผย เรือสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

13 ก.ย. 2569 22:04 น.

อิหร่านเผย เรือสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

อิหร่านเปิดเผยว่า เรือสินค้าของพวกเขาถูกโจมตีขณะอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ ในขณะที่พวกเขากำลังจะประชุมร่วมกับชาติอาหรับเพื่อชี้แจงแนวทางการควบคุมช่องแคบแห่งนี้

สื่อรัฐบาลอิหร่านเปิดเผยว่า เรือสินค้าของอิหร่านถูกโจมตีในช่วงเช้าวันอาทิตย์ (13 ก.ย. 2569) ที่นอกชายฝั่งเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ในช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันก่อนที่รัฐบาลเตหะรานจะชี้แจงต่อประเทศในภูมิภาค เรื่องที่พวกเขาจะบริหารจัดการเส้นทางน้ำสายสำคัญแห่งนี้

เหตุโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 4 ราย ในขณะที่ภัยคุกคามต่อการขนส่งสินค้าทางเรือในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังจากกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน สามารถยึดเกาะแห่งหนึ่งบริเวณช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab el-Mandeb) ในทะเลแดงเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าว IRNA ของรัฐบาลอิหร่าน อ้างคำพูดของผู้ว่าราชการเกาะเกชม์ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของ “ศัตรูซึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย” ซึ่งเป็นคำพูดที่สื่อถึงสหรัฐฯ ขณะที่กองทัพอเมริกันยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เคยโจมตีเรือสินค้าของอิหร่านมาแล้วหลายครั้ง ตามมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน เพื่อกดดันทางเศรษฐกิจ

ด้านสำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า มีเรือลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่ยืนยันแน่ชัดว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่สื่ออิหร่านรายงานหรือไม่ โดย UKMTO ระบุเพิ่มเติมว่า เกิดเพลิงไหม้บนเรือ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังเร่งอพยพผู้คน

เกาะเกชม์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองท่าบันดาร์อับบาส ของอิหร่าน ประมาณ 22 กม. ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่อิหร่านใช้ในการอ้างสิทธิ์และแสดงอำนาจควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซ

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุโจมตี รัฐบาลอิหร่านยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ประชาชนของเราจะไม่ยอมก้มหัวให้กับการข่มขู่ และอิหร่านจะไม่มีวันยอมจำนน”

อีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของชาติในตะวันออกกลาง มีกำหนดประชุมร่วมกันในวันจันทร์ที่ประเทศโอมาน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางของอิหร่านและโอมานในการบริหารจัดการการจราจรทางน้ำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองและเหตุโจมตีเรือสินค้า

อิหร่านเสนอแผนการเก็บค่าธรรมเนียมการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กำหนดให้เรือขาเข้าต้องเดินทางผ่านน่านน้ำของอิหร่าน ส่วนเรือขาออกให้ผ่านทางน่านน้ำของทั้งอิหร่านและโอมาน อย่างไรก็ตาม อิหร่านย้ำเงื่อนไขว่าช่องแคบจะเปิดใช้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมทางทะเลเท่านั้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเพียงอิรักเท่านั้นที่ยืนยันเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะที่บาห์เรนปฏิเสธการเข้าร่วมเนื่องจากไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ส่วนประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอ่าวอาหรับยังไม่มีความชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

บ้านวัยเด็กของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขายได้แล้วในราคา 63 ล้านบาท

บ้านวัยเด็กของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ขายได้แล้วในราคา 63 ล้านบาท

13 ก.ย. 2569 12:56 น.

บ้านวัยเด็กของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขายได้แล้วในราคา 63 ล้านบาท

บ้านสไตล์ทิวดอร์ในเขตควีนส์ นครนิวยอร์ก ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยอาศัยอยู่ในสมัยวัยเด็ก ถูกขายต่อในราคา 1.93 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 63.8 ล้านบาท หลังเจ้าของคนล่าสุดทุ่มเงิน 500,000 ดอลลาร์ ปรับปรุงบ้านที่เคยทรุดโทรม มีความเสียหายจากน้ำ เชื้อรา และถูกฝูงแมวจรจัดเข้ามาอาศัย

บ้านในนครนิวยอร์กที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยอาศัยอยู่ในช่วงวัยเด็ก ถูกขายไปในราคา 1.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 2 ล้านดอลลาร์ หลังผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่จนเปลี่ยนจากบ้านที่ทรุดโทรมและมีปัญหาเชื้อรา กลายเป็นบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์นที่ได้รับการปรับปรุงใหม่

บ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่ในย่าน จาไมกา เอสเตตส์ เขตควีนส์ นครนิวยอร์ก เป็นบ้านสไตล์ทิวดอร์ มี 5 ห้องนอน และ 3 ห้องน้ำ สร้างขึ้นในปี 2483 โดย เฟรด ทรัมป์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบิดาของโดนัลด์ ทรัมป์

ทรัมป์เคยอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้จนถึงอายุประมาณ 4 ขวบ ก่อนครอบครัวจะย้ายออกไป และบ้านไม่ได้อยู่ในความครอบครองของครอบครัวทรัมป์มานานหลายปี

ราคาขายล่าสุดที่ 1.93 ล้านดอลลาร์ปรากฏบนเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์เมื่อวันศุกร์ หลังผู้ซื้อซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อทำสัญญาซื้อขายตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทอมมี หลิน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของเดิมรายล่าสุด ซื้อบ้านหลังนี้เมื่อปีที่แล้วในราคา 835,000 ดอลลาร์ หลังบ้านถูกปล่อยว่างและไม่ได้รับการดูแลเป็นเวลาหลายปี โดยมีรายงานว่าบ้านอยู่ในสภาพทรุดโทรม มีความเสียหายจากน้ำและเชื้อราที่เกิดจากท่อแตก อีกทั้งยังกลายเป็นที่อยู่อาศัยของแมวจรจัดจำนวนมาก

หลินใช้เงินเพิ่มอีกราว 500,000 ดอลลาร์ และใช้เวลาประมาณ 8 เดือนปรับปรุงภายในบ้านใหม่ทั้งหมด โดยเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องครัวสำหรับเชฟ พื้นไม้ลายก้างปลา และห้องน้ำที่ออกแบบให้มีบรรยากาศคล้ายสปา

หลินเคยกล่าวถึงความพยายามปรับปรุงบ้านว่า ต้องการทำให้บ้านกลับมา “ยอดเยี่ยมอีกครั้ง” ซึ่งเป็นการเล่นคำกับสโลแกนทางการเมืองที่โด่งดังของทรัมป์ บ้านหลังนี้เปลี่ยนมือหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2560 หรือไม่กี่เดือนหลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก บ้านเคยขายได้ในราคา 2.14 ล้านดอลลาร์ ให้กับบริษัทชื่อ Trump Birth Home

ระหว่างที่บริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของ บ้านถูกนำไปปล่อยเช่าผ่าน Airbnb พร้อมตกแต่งด้วยของที่ระลึกเกี่ยวกับทรัมป์ ทั้งหุ่นกระดาษแข็งขนาดเท่าตัวจริง หนังสือ The Art of the Deal และปกนิตยสาร People ที่มีภาพทรัมป์ ต่อมาในปี 2562 บ้านถูกนำออกขายอีกครั้งด้วยราคาเสนอขาย 2.9 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่สามารถหาผู้ซื้อได้ และท้ายที่สุดถูกปล่อยว่างและทรุดโทรมลง ก่อนหลินจะเข้าซื้อในปีที่ผ่านมา

การขายครั้งล่าสุดจึงถือเป็นการกลับมาสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง หลังผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่ และราคาขาย 1.93 ล้านดอลลาร์ยังต่ำกว่าราคาที่เคยตั้งไว้ในปี 2562 อย่างมาก

ทรัมป์ ซึ่งปัจจุบันอายุ 80 ปี สร้างความมั่งคั่งจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการพัฒนา ทรัมป์ทาวเวอร์ ในแมนฮัตตัน และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายสิบปี ก่อนนำชื่อเสียงและความมั่งคั่งเข้าสู่แวดวงการเมืองและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ปัจจุบันทรัมป์ยังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลกลาง โดยในทำเนียบขาวมีโครงการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ และการตกแต่งภายในสำนักงานรูปไข่ด้วยวัสดุและอุปกรณ์สีทอง ซึ่งสะท้อนรสนิยมด้านการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ของทรัมป์

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเมืองที่เขาเติบโตขึ้นมา ยังคงมีประเด็นทางการเมืองที่ซับซ้อน โดยในช่วงหาเสียงเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์นายโซห์ราน มัมดานี อย่างรุนแรงและขู่ว่าจะระงับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางแก่นครนิวยอร์ก ก่อนที่ท่าทีของทรัมป์จะเปลี่ยนไปหลังทั้งสองพบกันในปี 2568 โดยทรัมป์กล่าวว่า หากมัมดานีบริหารเมืองได้ดี เขาก็จะมีความสุขเช่นกัน

ล่าสุด ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมพิธีรำลึกเหตุการณ์ 11 กันยายนที่บริเวณ Ground Zero ในนครนิวยอร์กในปีนี้ แต่เดินทางไปร่วมพิธีที่อนุสรณ์สถานเพนตากอนแทน.

ที่มา Associated Press / THE HILL

รัฐบาลเมียนมาเพิกถอนสถานะ “จอ โม ตุน” ทูตประจำยูเอ็น เตรียมดำเนินคดี

รัฐบาลเมียนมาเพิกถอนสถานะ "จอ โม ตุน" ทูตประจำยูเอ็น เตรียมดำเนินคดี

13 ก.ย. 2569 12:02 น.

รัฐบาลเมียนมาเพิกถอนสถานะ “จอ โม ตุน” ทูตประจำยูเอ็น เตรียมดำเนินคดี

รัฐบาลเมียนมาประกาศเพิกถอนสถานะ “จอ โม ตุน” ออกจากการเป็นผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ โดยกล่าวหาว่าดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย ใช้ทรัพย์สินและเงินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำงานร่วมกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือ NUG พร้อมประสานตำรวจสากลและทางการสหรัฐฯ เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย

รัฐบาลเมียนมาประกาศว่า “จอ โม ตุน” ผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาชาติ หรือยูเอ็น กำลังดำเนินกิจกรรมที่รัฐบาลระบุว่าเป็น “การกระทำที่ผิดกฎหมาย” พร้อมประกาศถอดถอนและยกเลิกสถานะของเขาในฐานะผู้แทนของเมียนมา

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาระบุในแถลงการณ์เผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐว่า จอ โม ตุน ถูกให้ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและแนวทางของรัฐบาล รวมทั้งถูกกล่าวหาว่ากระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐและแสดงความจงรักภักดีต่อองค์กรที่รัฐบาลเมียนมาประกาศว่าเป็นองค์กรผิดกฎหมาย

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 หรือเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการรัฐประหาร จอ โม ตุน ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้นานาชาติไม่ยอมรับความชอบธรรมของกองทัพเมียนมาที่เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

จอ โม ตุน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรเมียนมาประจำยูเอ็นโดยรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งนำโดย อองซาน ซูจี ก่อนรัฐบาลดังกล่าวถูกกองทัพยึดอำนาจในปี 2564 และเหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อในเมียนมา

แม้รัฐบาลทหารจะประกาศปลดจอ โม ตุนออกจากราชการ แต่สถานะของเขาในฐานะผู้แทนถาวรเมียนมาประจำยูเอ็นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจาก คณะกรรมการรับรองหนังสือแต่งตั้งผู้แทนของยูเอ็น ยังคงเลื่อนการพิจารณาว่าใครควรเป็นผู้แทนเมียนมาประจำสหประชาชาติ โดยคาดว่าคณะกรรมการจะประชุมหลังการประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นที่นครนิวยอร์กในช่วงปลายเดือนนี้ และอาจมีการหารือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องตัวแทนของเมียนมา

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมายังกล่าวหาว่า แม้ถูกปลดจากราชการแล้ว จอ โม ตุน ยังคงใช้ทรัพย์สินของรัฐบาล รวมถึงสำนักงานผู้แทนถาวรเมียนมาประจำยูเอ็นในนครนิวยอร์ก บ้านพักอย่างเป็นทางการของหัวหน้าคณะผู้แทน และรถยนต์ของทางราชการ

นอกจากนี้ รัฐบาลเมียนมาระบุว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บัญชีธนาคารของคณะผู้แทนเมียนมาประจำยูเอ็นมีเงินของรัฐเหลืออยู่ประมาณ 2.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 38,233.62 ยูโร และกล่าวหาว่าเงินดังกล่าวถูกถอนและนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ พร้อมเรียกร้องให้จอ โม ตุน ชี้แจงการใช้เงินและแสดงหลักฐานประกอบ

รัฐบาลเมียนมายังกล่าวหาว่า จอ โม ตุน ติดต่อโดยตรงกับ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือ NUG และ คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาสหภาพ หรือ CRPH ซึ่งรัฐบาลเมียนมาประกาศให้เป็นองค์กรผิดกฎหมายและองค์กรก่อการร้าย โดยระบุว่าเขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มดังกล่าว ใช้เวทียูเอ็นเพื่อสนับสนุนจุดยืนทางการเมืองของ NUG และช่วยสร้างภาพความชอบธรรมให้กับรัฐบาลคู่ขนานดังกล่าว รวมถึงอำนวยความสะดวกในการระดมเงินบริจาค

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมายังกล่าวหาว่า จอ โม ตุน ให้การสนับสนุนหรือปกป้องการกระทำรุนแรงที่รัฐบาลระบุว่าเป็นการก่อการร้าย โดยนำประเด็นดังกล่าวไปนำเสนอในเวทีระหว่างประเทศ

จากข้อกล่าวหาเหล่านี้ ศาลแขวงเดกขินาได้ดำเนินคดีหมายเลข 32/2564 กับจอ โม ตุน ในข้อหากบฏต่อรัฐตามมาตรา 122(2) ของประมวลกฎหมายอาญา และออกหมายจับ นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยสมาคมผิดกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินสาธารณะ มาตรา 124-A ของประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายและกฎหมายโทรคมนาคม มาตรา 66(d)

รัฐบาลเมียนมาระบุด้วยว่า ปัจจุบันจอ โม ตุน ถูกประกาศเป็นผู้ต้องหาที่หลบหนีตามมาตรา 87 และ 88 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และศาลได้ออกคำสั่งที่เกี่ยวข้องแล้ว

ด้านความพยายามในการดำเนินคดี รัฐบาลเมียนมากล่าวว่าได้ประสานงานผ่านอินเตอร์โพล (INTERPOL) และสำนักงานตำรวจสากลแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ USNCB รวมทั้งช่องทางการทูต โดยร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลเมียนมายังระบุว่า การที่จอ โม ตุน ยังคงทำหน้าที่ผู้แทนเมียนมาประจำยูเอ็น ไม่ได้หมายความว่ายูเอ็นให้การรับรองความชอบธรรมของเขาหรือฝ่ายที่เขาเป็นตัวแทน แต่เป็นเพียงสถานะชั่วคราว เนื่องจากคณะกรรมการ Credentials Committee เลื่อนการตัดสินใจเรื่องตัวแทนเมียนมาออกไปเป็นรายปี

ในตอนท้าย กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาแจ้งต่อสหประชาชาติ ประชาคมระหว่างประเทศ และรัฐบาลต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเมียนมาอย่างเป็นทางการว่า สถานะของจอ โม ตุน ในฐานะผู้แทนของเมียนมาถูกถอนและยกเลิกแล้ว พร้อมยืนยันว่าถ้อยแถลงหรือการกระทำใด ๆ ของเขาที่รัฐบาลมองว่าเป็นการยุยง ไม่ถือเป็นการกระทำในนามของรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือประชาชนเมียนมาโดยรวม.

ที่มา Reuters / New Light of Myanmar

เรือโดยสารอินโดนีเซียพร้อมผู้โดยสาร 243 คนสูญหาย พบเสียชีวิต 1 ราย ช่วยเหลือแล้ว 102 ราย

เรือโดยสารอินโดนีเซียพร้อมผู้โดยสาร 243 คนสูญหาย พบเสียชีวิต 1 ราย ช่วยเหลือแล้ว 102 ราย

13 ก.ย. 2569 11:08 น.

เรือโดยสารอินโดนีเซียพร้อมผู้โดยสาร 243 คนสูญหาย พบเสียชีวิต 1 ราย ช่วยเหลือแล้ว 102 ราย

หน่วยงานค้นหาและกู้ภัยของอินโดนีเซียออกแถลงการณ์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย และได้รับการช่วยเหลือแล้ว 102 ราย และเร่งค้นหาอีก 140 คน หลังเรือโดยสาร “Virgo Transport 8” ซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 243 คน ได้สูญหายไปหลังจากขาดการติดต่อในทะเลชวาเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย หลังออกเดินทางจากเมืองสุราบายา ในจังหวัดชวาตะวันออก มุ่งหน้าไปยังเมืองบันจาร์มาซิน ในจังหวัดกาลิมันตันใต้ 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 1 รายและได้รับการช่วยเหลือแล้ว 102 ราย หลังจากเรือเฟอร์รี่ที่เดินทางระหว่างเกาะชวาและเกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซียประสบภัยจากสภาพอากาศเลวร้าย

หัวหน้าหน่วยค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่กล่าวว่า “เราได้ดำเนินการค้นหาผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลังความสามารถ มีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งที่ได้รับการอพยพอย่างปลอดภัยโดยหน่วยงานในพื้นที่แล้ว เราขอยืนยันว่ายอดรวมของผู้โดยสารที่ได้รับการอพยพคือ 103 คน”  อย่างไรก็ตาม หนึ่งในผู้โดยสารที่ได้รับการช่วยเหลือได้เสียชีวิตลง 

เรือโดยสาร KM Virgo Transport 8 ของอินโดนีเซีย ขาดการติดต่อในทะเลชวา ระหว่างเดินทางจากเมืองสุราบายา จังหวัดชวาตะวันออก ไปยังเมืองบันจาร์มาซิน จังหวัดกาลิมันตันใต้ เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ (13 ก.ย.) โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 243 คน

สำนักงานค้นหาและกู้ภัยบันจาร์มาซิน เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเรือขาดการติดต่อจาก โยเอล รีฮี ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท PT Virgo เมื่อเวลาประมาณ 04.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเรือขาดการติดต่อไปตั้งแต่เวลาประมาณ 02.00 น.

เรือ Virgo Transport 8 ออกจากเมืองสุราบายาเมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายน เวลาประมาณ 10.13 น. ตามเวลาท้องถิ่นอินโดนีเซีย โดยก่อนขาดการติดต่อมีรายงานว่าเรือกำลังเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายระหว่างการเดินทาง

อี ปูตู สุเดอยานา หัวหน้าสำนักงานค้นหาและกู้ภัยบันจาร์มาซิน ระบุว่า จุดสุดท้ายที่ได้รับข้อมูลตำแหน่งของเรืออยู่ในทะเลชวา ห่างจากท่าเรือ SAR บาซิริห์ ในเมืองบันจาร์มาซินประมาณ 80 ไมล์ทะเล หรือราว 148 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อเรือได้ และยังไม่ทราบตำแหน่งที่แน่ชัดของเรือ จึงได้ส่งทีมกู้ภัยและเรือ KN SAR Laksmana 241 ออกเดินทางไปยังบริเวณที่คาดว่าเป็นจุดสุดท้ายที่เรือขาดการติดต่อ โดยมีเจ้าหน้าที่ชุดแรก 6 นายร่วมปฏิบัติการ

สำนักงานค้นหาและกู้ภัยบันจาร์มาซินระบุว่า การเดินทางไปยังจุดดังกล่าวคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง พร้อมเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายการค้นหาและเพิ่มโอกาสในการช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดโดยเร็วที่สุด

ปฏิบัติการค้นหาได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานท่าเรือและการเดินเรือบันจาร์มาซิน ฐานทัพเรือบันจาร์มาซิน ตำรวจน้ำจังหวัดกาลิมันตันใต้ สำนักงานเดินเรือบันจาร์มาซิน การท่าเรือ Pelindo บันจาร์มาซิน และตัวแทนของบริษัท Virgo สาขาบันจาร์มาซิน ขณะที่เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์สภาพอากาศในพื้นที่ค้นหาอย่างใกล้ชิด

ทางการอินโดนีเซียขอให้ครอบครัวของผู้โดยสารและประชาชนอย่าตื่นตระหนก และติดตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ ขณะที่ทีมกู้ภัยยังคงค้นหาและประเมินสถานการณ์ตามข้อมูลที่ได้รับจากภาคสนามอย่างต่อเนื่อง

อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ ทำให้เรือโดยสารและเรือเฟอร์รีเป็นระบบขนส่งสำคัญของประชาชน โดยเฉพาะในเส้นทางที่การเดินทางทางทะเลมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการเดินทางทางอากาศ อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุทางเรือยังเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย เนื่องจากมาตรฐานด้านความปลอดภัยในบางพื้นที่ไม่ได้รับการบังคับใช้อย่างเข้มงวด.

ที่มา Kompas.com / detikNews

สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ใน 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026

สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ใน 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026

13 ก.ย. 2569 10:38 น.

สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ใน 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026

สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด รายงานว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณสะสมแตะระดับเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 66 ล้านล้านบาท ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 ซึ่งใกล้สิ้นสุดในเดือนกันยายน แม้รายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายด้านสวัสดิการ ประกันสุขภาพ และดอกเบี้ยหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลประจำเดือนสิงหาคมของ CBO ระบุว่า ตัวเลขขาดดุลดังกล่าวต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ แต่ความแตกต่างนี้เป็นผลจากการเลื่อนช่วงเวลาการจ่ายเงินบางรายการในช่วงวันแรงงานของปี 2025 หากไม่นับผลจากการเปลี่ยนแปลงด้านช่วงเวลาการจ่ายเงินดังกล่าว การขาดดุลงบประมาณในปีนี้จะสูงกว่าปีก่อนประมาณ 82,000 ล้านดอลลาร์

ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 147,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และหากปรับผลจากการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาการจ่ายเงินแล้ว รายจ่ายจะเพิ่มขึ้นถึง 235,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 4%

รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากโครงการภาคบังคับ เช่น ประกันสังคม เมดิแคร์ และเมดิเคด รวมถึงค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากการชำระหนี้สาธารณะของรัฐบาล

รายจ่ายด้านสวัสดิการประกันสังคมเพิ่มขึ้น 78,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 5% จากปีก่อน เนื่องจากจำนวนเงินสวัสดิการเฉลี่ยที่สูงขึ้นและจำนวนผู้ได้รับสิทธิที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายจ่ายโครงการเมดิแคร์เพิ่มขึ้น 73,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 8% จากจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการที่เพิ่มขึ้น ส่วนเมดิเคดมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 47,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 8% เนื่องจากต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้ได้รับสิทธิสูงขึ้น

อีกปัจจัยสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 111,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่เพิ่มขึ้น แม้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ลดลงจะช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยได้บางส่วน

ด้านกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 41,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 14% จากจำนวนผู้ได้รับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายต่อคนที่สูงขึ้น ขณะที่กระทรวงกลาโหมมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 41,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 5% เนื่องจากการใช้จ่ายด้านบุคลากรทางทหาร รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายจ่ายของกระทรวงศึกษาธิการลดลง 79,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 56% โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการปรับลดประมาณการต้นทุนของเงินกู้นักเรียนที่ยังค้างชำระลง 53,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2026 หลังจากมีการปรับเพิ่มประมาณการ 24,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2025

ขณะที่ รายได้จากภาษีของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้น 154,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 3% ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ โดยรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้น 189,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 8% และรายได้จากภาษีเงินเดือนเพิ่มขึ้น 50,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 3% ส่วนรายได้จากภาษีศุลกากร ซึ่งรวมถึงภาษีนำเข้า เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1%

อย่างไรก็ตาม รายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวถูกหักล้างบางส่วนด้วยรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดลง 96,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 25% ซึ่ง CBO ระบุว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปภาษีในปี 2025 ภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act

มายา แมคกินิส ประธานคณะกรรมการเพื่อการจัดทำงบประมาณรัฐบาลกลางอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นองค์กรไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กล่าวว่า การกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปีงบประมาณนี้แซงหน้าจำนวนเงินที่รัฐบาลกู้ตลอดทั้งปีงบประมาณก่อนแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 2026

แมคกินิสเตือนว่า สถานการณ์การคลังของสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหารุนแรง โดยหนี้สาธารณะรวมของประเทศเพิ่งแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่รัฐบาลใช้จ่ายเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยต่อปีมากกว่างบประมาณด้านการป้องกันประเทศ และหนี้ที่ประชาชนถือครองมีมูลค่าสูงกว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศแล้ว

เธอยังเตือนด้วยว่า กองทุนทรัสต์ของโครงการสวัสดิการที่ชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนพึ่งพา กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะขาดสภาพคล่องภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี

แมคกินิสระบุว่า นักการเมืองสหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินใจเรื่องยาก ๆ มานานเกินไป และควรร่วมกันจัดทำแผนลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของระดับปัจจุบัน พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาความมั่นคงของกองทุนสวัสดิการต่าง ๆ มิฉะนั้นคนรุ่นต่อไปอาจต้องรับภาระจากปัญหาทางการคลังที่แก้ไขได้ยากหรือไม่สามารถย้อนกลับได้.

ที่มา FOX News