Hoarding Disorder เก็บจนเกรอะ ภาวะป่วยทางจิตที่ควรไปพบแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/632609

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 08:49 น.Hoarding Disorder เก็บจนเกรอะ ภาวะป่วยทางจิตที่ควรไปพบแพทย์โรคเก็บสะสมของ หรือ Hoarding Disorder พฤติกรรมสะสมขยะจนละเลยเรื่องความสะอาด สุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นภาวะเจ็บป่วยทางจิตที่ควรพบแพทย์ ใครชอบเก็บของลองเช็กตัวเองดูว่ามี 5 สัญญาณชี้ว่าเข้าข่ายโรคสะสมของแล้วหรือยัง

โรคเก็บสะสมของ คืออะไร?

โรคเก็บสะสมของ หรือ Hoarding Disorder  คืออาการทางจิตเวชชนิดหนึ่งของคนที่ชอบเก็บสะสมของไว้มาก เสียดาบ ไม่กล้าทิ้งอะไรเลย ยึดติดว่าทุกชิ้นเป็นของสำคัญ จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือถึงขั้นอาจทำให้เกิดอันตราย เช่น หกล้มเพราะสะดุดข้าวของ ข้าวของล้มทับ หรือป่วยเป็นภูมิแพ้จากห้องรก สกปรก ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่ถูกเพิ่มเข้ามาในเกณฑ์วินิจฉัยโรคทางจิตเวช (DSM 5) เมื่อ พ.ศ. 2556 

เริ่มเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่

หลายคนอาจเข้าใจว่าคนที่เป็นโรคสะสมของจะมีแต่คนที่เข้าสู่วัยชรา แต่แท้จริงแล้วโรคสะสมของคืออาการที่เริ่มสั่งสมมาตั้งแต่การมีพฤติกรรมเก็บสะสมของตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น แต่อาการจะแสดงชัดเจนเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป เพราะในช่วงวัย 30 ปี ข้าวของเครื่องใช้จะเยอะขึ้น และเริ่มแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยไม่ยอมทิ้งอะไรเลย โดยจะเก็บเอาไว้จนรกบ้าน ตรงข้ามกับคนทั่วไปที่ส่วนใหญ่ในวัยนี้จะเริ่มแยกแยะของเพื่อทิ้งและเพื่อเก็บ แต่ผู้ที่ป่วยจะตัดใจทิ้งสิ่งของได้ยาก  และเมื่ออายุมากขึ้นสิ่งของที่เก็บสะสมไว้ก็ยิ่งมีมากขึ้น และอาการของโรคก็จะรุนแรงขึ้นถึงขั้นเริ่มเก็บของที่ไม่สำคัญแล้ว โดยกลับคิดว่ามันยังสำคัญหรือยังมีประโยชน์ต่อตนเองอยู่

โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่ามีอยู่หลายสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคเก็บสะสมของ กล่าวคือ พันธุกรรม สำหรับคนที่มีสมาชิกครอบครัว โดยเฉพาะญาติสายตรง เช่น พ่อหรือแม่ ที่เป็นโรคชอบสะสมของก็มีสิทธิ์ป่วยเป็นโรคชอบสะสมของ โดยพบว่ากว่า 80% ของผู้ป่วยจะมีญาติที่มีพฤติกรรมชอบสะสมของเช่นเดียวกัน อีกกลุ่มที่พบคือคนที่สมองได้รับการบาดเจ็บ จากการศึกษากลุ่มบุคคลที่ได้รับบาดเจ็บที่สมองส่วนหน้าจนถึงสมองส่วนกลาง พบว่า ก่อนหน้านั้นพวกเขาไม่เคยมีพฤติกรรมสะสมสิ่งของที่ไร้ประโยชน์เลย จนกระทั่งได้รับบาดเจ็บที่สมอง และผู้ที่สมองบางส่วนทำงานลดลง

สิ่งของที่พบได้บ่อย

นักสะสมส่วนใหญ่ที่เป็นโรคนี้มักจะสะสมสิ่งของดังต่อไปนี้ สื่อสิ่งพิมพ์ ถุงพลาสติก เสื้อผ้า ขวดน้ำ ในบางรายอาจสะสมถึงขั้นขยะ เศษอาหาร ซึ่งของเหล่านี้เป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อโรคต่างๆ อีกด้วย 

อาการของโรคเก็บสะสมของ (Hoarding Disorder) เป็นยังไง

  • ไม่กล้าตัดสินใจทิ้งข้าวของเลยและมีความกังวลใจมากเมื่อต้องทิ้งข้าวของ
  • รู้สึกยากลำบากในการจัดเรียงข้าวของให้เป็นหมวดหมู่
  • รู้สึกทนทุกข์กับการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างมาก หรือรู้สึกละอายใจเพราะข้าวของที่ตัวเองเก็บ
  • ไม่ไว้ใจ กลัวคนอื่นจะมาแตะต้องข้าวของตัวเอง และไม่ยอมให้ใครมาหยิบยืมไปด้วย
  • มีความคิดและการกระทำที่หมกมุ่น เช่น กลัวว่าถ้าทิ้งสิ่งใดไปแล้ว ในอนาคตจะไม่มีใช้ เมื่อเผลอทิ้งสิ่งใดไปก็จะรีบไปเช็กดูที่ถังขยะแล้วเอากลับคืนมาทันที
  • ไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยปกติได้ เช่น ไม่มีพื้นที่อยู่อาศัย แยกตัวออกจากสังคม ทะเลาะกับสมาชิกในครอบครัวหรือคู่สมรส มีปัญหาทางการเงิน มีปัญหาด้านสุขภาพ
ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

สำรวจตัวเองด่วน! 5 สัญญาณบ่งบอกว่าเข้าค่ายโรคสะสมของ

  1. เก็บสิ่งของที่ไม่จำเป็นเอามาไว้ในบ้าน และยังเอามาเพิ่มเรื่อยๆทั้งที่ไม่มีที่เก็บ
  2. ไม่สามารถตัดสินใจที่จะทิ้งของได้ หรือรู้สึกลำบากใจที่จะทิ้ง แม้ว่าสิ่งของนั้นจะไม่จำเป็นและไม่มีค่าก็ตาม
  3. รู้สึกหงุดหงิดใจ ไม่สบายใจเมื่อต้องทำการทิ้งของ มีความคิดและการกระทำที่หมกมุ่น เช่น กลัวว่าถ้าทิ้งสิ่งใดไปแล้ว ในอนาคตจะไม่มีใช้ เมื่อเผลอทิ้งสิ่งใดไปก็จะรีบไปเช็กดูที่ถังขยะแล้วเอากลับคืนมาทันที
  4. ไม่ไว้ใจ หวาดระแวงคนอื่นจะมายุ่งกับสมบัติของตน
  5. ไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างปกติได้ เช่น แยกตัวออกจากสังคม, มีปัญหากับคนภายในครอบครัว เรื่องการจัดเก็บสิ่งของ

ข้อมูลโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ว่า คนที่ชอบเก็บสะสมสิ่งของถือเป็นโรคทางจิตที่ควรรักษาหลายคนอาจไม่อยากเชื่อว่าโรคแบบนี้ก็มีด้วยกับโรคของคนที่ชอบเก็บสะสมสิ่งของไม่ยอมทิ้งจนเต็มและรกบ้านไปหมดฟังดูแล้วอาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ควรจัดเป็นโรคแต่หารู้ไม่ว่าโรคดังกล่าวคืออาการทางจิตที่ควรได้รับการรักษา 

ผลกระทบของโรคนี้คือ ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง เพราะการเก็บหมักหมมสิ่งของเอาไว้ อาจก่อให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคได้ ต่อมาก็ยังส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุภายในบ้านได้ง่ายอีกด้วย อาจเกิดร่วมกับอาการทางจิตอื่นๆ ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรควิตกกังวล หรือโรคกลัวการเข้าสังคม เป็นต้น 

สามารถรักษาได้ด้วยยา ที่จะช่วยปรับสารเคมีในสมองเกี่ยวกับวิธีคิด และสามารถรักษาได้ด้วยการบำบัด พฤติกรรมและความคิด เนื่องจากผู้ป่วยจะมีปัญหาในเรื่องของการแยกประเภท ก็ต้องปรับความคิดใหม่เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ป่วย อาจเป็นการให้เหตุผลและอื่นๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยยอมตัดใจทิ้งข้าวของที่ไม่จำเป็น เริ่มจากให้ผู้ป่วยลำดับความสำคัญของสิ่งของ เพื่อแยกประเภทออกจากกัน อันไหนทิ้งอันไหนควรเก็บต่อไป

ที่สำคัญคนรอบข้างต้องใช้ความเข้าใจอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยมีความผิดปกติทางความคิด การทิ้งข้าวของที่ไม่จำเป็นแล้วเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับคนทั่วไป แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผู้ป่วยที่คนรอบข้าง ควรทำความเข้าใจและคอยให้กำลังใจหรืออธิบายด้วยเหตุผลอีกด้วย

ข้อมูลโดย สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ระบุโรคเก็บสะสมของจะมีลักษณะเรื้อรัง ไม่หายขาด แต่สามารถรักษาให้อาการดีขึ้นได้ โดยในปัจจุบันวิธีรักษาโรคเก็บสะสมของนั้นนิยมรักษาอยู่ 2 แนวทางคือ

  1. ใช้ยาต้านเศร้า (antidepressant) คุณหมอจะให้ยาต้านเศร้าเพื่อให้เราลดความเครียดและความหมกมุ่นในการสะสมของ อย่างไรก็ตามวิธีนี้ได้ผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  2. พฤติกรรมบำบัด เป็นหนึ่งในวิธีรักษาอาการทางจิตที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมและค่อนข้างได้ผลพอสมควร ซึ่งวิธีนี้ก็สามารถใช้เยียวยาอาการของโรคเก็บสะสมของได้ด้วย โดยเป็นวิธีที่มุ่งเน้นฝึกทักษะการตัดสินใจให้ผู้ป่วยสามารถจัดการเก็บหรือทิ้งสิ่งของในครอบครองได้อย่างมีเหตุผลยิ่งขึ้น การจัดกลุ่มข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งฝึกให้ทนได้กับการทิ้งของเหลือใช้ร่วมด้วย

‘เบาหวาน’ คุมได้ก็ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/632603

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 07:30 น.'เบาหวาน' คุมได้ก็ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แพทย์แนะควบคุมเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

กรมการแพทย์โดยสถาบันโรคทรวงอกแนะคนที่เป็นเบาหวานในระยะเวลานานๆควรควบคุมระดับน้ำตาลด้วยการลดการรับประทานอาหารที่มีแป้งในปริมาณมากหลีกเลี่ยงของหวานชากาแฟน้ำอัดลมออกกำลังกายควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติพักผ่อนให้เพียงพอหลีกเลี่ยงความเครียดเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้ได้ลดลง หรือร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพียงพอ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หรือมีระดับน้ำตาลมากกว่า 126 มก./ดล.

อาการที่พบบ่อยในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่

  • ปัสสาวะบ่อย
  • กระหายน้ำบ่อย
  • รับประทานอาหารมากขึ้นแต่น้ำหนักลด
  • อ่อนเพลีย
  • เห็นภาพไม่ชัดตาพร่ามัว

และในกรณีที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้

  • หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
  • มีอาการชา
  • เจ็บตามแขนขา
  • เส้นประสาทเสื่อม
  • เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย
  • จอประสาทตาเสื่อม

สำหรับผู้มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน คือผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วนลงพุงและขาดการออกกำลังกาย พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่นอาหารที่มีแป้งในปริมาณสูง เบเกอรี่ ขนมหวาน น้ำหวานหรือน้ำอัดลม หรือเกิดจากกรรมพันธุ์ สตรีที่มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ประวัติการตั้งครรภ์ผิดปกติ มีโรคถุงน้ำในรังไข่ 

ทางด้านนายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า ถ้าหากมีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานโดยไม่มีการควบคุม อาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ คือ

  • อาการชาปลายมือ ปลายเท้า
  • จอประสาทตาเสื่อม
  • ไตวาย

ที่สำคัญคือมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ เนื่องจากโรคเบาหวานส่งเสริมให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หลอดเลือดแดงมีการตีบหรืออุดตัน ส่งผลแทรกซ้อนให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายเรื้อรัง ตาบอด หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงปลายเท้าตีบหรือ อุดตันอีกด้วย

โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ด้วยการงดรับประทานอาหารที่มีแป้งสูงในปริมาณมาก หลีกเลี่ยงของหวาน ชา กาแฟที่มีการเติมน้ำตาล น้ำอัดลม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ตรวจและบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งผู้ป่วยเบาหวานควรหมั่นตรวจสุขภาพตา ไต หัวใจ เท้า สมอง และควรรับประทานยาหรือฉีดยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานที่จะเกิดในอนาคต

ภาพ : freepik.com

ค้นหาสาเหตุองค์กรพัง เพราะผู้นำไม่แข็งแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/632495

วันที่ 09 ก.ย. 2563 เวลา 07:02 น.ค้นหาสาเหตุองค์กรพัง เพราะผู้นำไม่แข็งแรง“เพราะองค์กรคือชีวิต” อันเป็นฐานรากของยุทธศาสตร์การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เมื่อพูดถึงความท้าทายของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้ผู้นำองค์กรเจอปัญหาอะไรบ้าง 

ปัญหาพื้นฐานที่สุดของผู้นำองค์กรก็คือ ผู้นำไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อความอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ไม่สามารถสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมีส่วนร่วม การทำงานก็ไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว องค์กรจึงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นเอกภาพ

…นั่นเป็นเพราะอะไร

ประการแรก ผู้นำไม่สามารถเหนี่ยวนำให้บุคลากรคิดออกนอกกรอบเดิมๆ แต่ยังติดอยู่กับภาพความสำเร็จเก่าๆ วิธีการทำงานแบบเดิมๆ ไม่กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่กล้าออกจาก Comfort Zone บุคคลจึงขาดการพัฒนาตนเองขาดความกระตือรือร้นขาดแรงบันดาลใจขาดแรงขับเคลื่อนภายในบ่อยครั้งมีทัศนคติติดลบขาดการปรับตัวอย่างยืดหยุ่นไม่เปลี่ยนไม่ปรับตัวไม่เล่นเชิงรุกจึงไม่สามารถนำตนเองได้

ประการที่สอง ผู้นำไม่สามารถวางรากฐานการแก้ปัญหาด้วยแนวคิดเชิงระบบ ในการรับมือกับปัญหา บุคลากรจึงจับประเด็นสำคัญไม่ได้และก็เชื่อมโยงประเด็นเหล่านั้นไม่ถูก ทางออกจึงคับแคบ ทีมงานจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ติดกับดักของตัวปัญหา ขาดกระบวนการเรียนรู้ อีกทั้งยังติดอยู่กับการแก้ปัญหาด้วยมุมมองเชิงเดี่ยว จึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้ นอกจากนี้ ผู้นำยังขาดความเข้าใจในมุมมองเชิงองค์รวมหรือความเป็นทั้งหมด บุคลากรจึงขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดความคิดที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ทีมงานจึงไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจได้ ทั้งหมดนี้จึงไม่สามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

ประการที่สาม ผู้นำไม่สามารถเหนี่ยวนำให้บุคคลเห็นคุณค่าตนเอง ให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ภายในจึงเปราะบาง ขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นคง ขาดภูมิต้านทาน หวั่นไหว ไม่กล้าตัดสินใจ กลัวพลาด เวลาเจอปัญหาหนักๆ ที่ทับซ้อนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บุคลากรจึงไม่สามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นตนเองกลับมาและสามารถขับศักยภาพภายในตนเองให้ออกมาได้อย่างเต็มที่

ประการที่สี่ ผู้นำไม่สามารถสร้างบรรยากาศของความศรัทธาให้เกิดขึ้นในองค์กร บุคลากรจึงไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ใจจึงไม่เปิดกว้างรับฟัง ขาดความเข้าใจกัน พูดกี่ครั้งก็ไม่เข้าใจ พูดไปก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ทีมงานจึงขาดความไว้วางใจกัน ขาดอารมณ์ร่วม จึงไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ทีมงานจึงขาดพลังร่วม ไม่สามารถระเบิดศักยภาพทีมงานให้เป็นหนึ่งเดียว องค์กรขาดความเข้มแข็ง ขาดศักยภาพด้านการแข่งขัน ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นเอกภาพ

…จะเห็นได้ว่า ผู้นำมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืน

แล้วเราจะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำองค์กรให้ยั่งยืนได้อย่างไร 

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า กรอบความคิด (Mindset หรือ Paradigm) คือฐานรากของชีวิต กรอบความคิดมีธรรมชาติเป็นมายาคติ มันเป็นความรู้สึกนึกคิดที่หลอมรวมกันและสะท้อนถึงความมีชีวิต ดังที่ เรอเน เดการ์ต (René Descartes, 1596-1650) นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในต้นยุคอารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่ เขาได้กล่าวประโยคที่สำคัญเอาไว้ว่า “I think, therefore I am” แปลว่า “ในขณะที่ฉันคิด ตัวตนฉันจึงมีอยู่” นั่นคือ กรอบความคิดของฉันนี้เองที่กำหนด “ตัวตน” ตัวตนคือชีวิต กรอบความคิดจึงสะท้อนความมีชีวิตนั่นเอง ทุกชีวิตมีกรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิต บุคลากรจึงมีความเป็นมนุษย์ องค์กรจึงมีชีวิต 

แล้วตัวตนต้องการอะไร 

มีนักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อว่า ฟรีดริช วิลเฮล์ม นิตเช่ (Friedrich Wilhelm Nietzsche : 1844–1990) ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อแนวคิดอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ท่านกล่าวว่า ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย 

ถึงตรงนี้ พอสรุปได้ว่าทุกชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย บุคลากรจึงต้องการได้รับการมอบอำนาจ ด้วยการยอมรับ ด้วยความเข้าใจ ต้องการกำลังใจ ความไว้วางใจ ความเชื่อใจ การให้เกียรติ และศรัทธา และเมื่อผู้นำมอบความรู้สึกที่ดีนี้ให้ เขาก็จะได้รับการยอมรับ ได้รับความเชื่อใจ ความไว้วางใจ และศรัทธาเป็นการตอบแทน “เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” ในเมื่อฉันได้รับการยอมรับ เธอก็ได้รับการยอมรับจากฉันเช่นกัน การยอมรับที่ว่านี้เอง ภาวะผู้นำได้เกิดขึ้น เมื่อบุคคลที่ได้รับการยอมรับนั้นอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า เมื่อเขาพูดอะไร ฉันจะฟัง และนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงและส่งผลเป็นความสำเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืน

ดังนั้น อาการปัญหาต่างๆ ในรูปของภาวะผู้นำที่ไม่สามารถนำองค์กรไปสู่ความยั่งยืนได้นั้นล้วนมีเบื้องลึกของเหตุแห่งปัญหาอยู่ที่คุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในตัวตนระหว่างบุคคลหากคุณค่านี้ได้รับการตอบสนองแล้วมันคือต้นทางของความยั่งยืนขององค์กรนั่นเอง

ผู้นำจึงต้องเข้าใจว่าในทุกขณะที่เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์กันในรูปของพฤติกรรมนั้น โลกภายในคือตัวตนก็กำลังตีความกันอยู่ที่สะท้อนถึงความมีคุณค่าและความหมายระหว่างกัน ดังนั้น ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราให้คุณค่าและความหมายแก่ผู้ที่เราสัมพันธ์ด้วย ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะเป็นผู้นำโดยตำแหน่งแล้ว ยังต้องแสดงออกถึงคุณค่าและความหมายของผู้ตามด้วย เพราะองค์กรคือชีวิต

ภาวะดังกล่าวจึงจะสามารถสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงบนฐานของความมีชีวิตนำไปสู่

  1. ความสามารถในการเหนี่ยวนำให้บุคลากรเห็นคุณค่าตนเองมีความภาคภูมิใจในตนเองเกิดความเชื่อมั่นมีภูมิต้านทานบุคลากรจึงสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นเกิดแรงบันดาลใจสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้อย่างเข้มแข็งสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองและขับออกมาได้อย่างเต็มที่เล่นเชิงรุกจึงสามารถนำตนเองได้เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ผ่านเข้ามาได้อย่างมั่นคง
  2. ความสามารถในการสร้างบรรยากาศของการเห็นคุณค่าในความแตกต่าง บุคลากรจึงเปิดใจกว้างรับฟัง เข้าใจกัน เกิดศรัทธาระหว่างกัน นำไปสู่การระเบิดศักยภาพร่วมกัน เสริมกันอย่างมีพลังร่วม มีอารมณ์ร่วม สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว สามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้อย่างมีความสุข 
  3. นอกจากนี้ ยังสามารถกระตุ้นให้ทีมงานให้เกิดแนวคิดเชิงระบบ เพื่อรับมือกับปัญหาเชิงซับซ้อนได้ อีกทั้งมีมุมมองเชิงองค์รวม สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ นำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน สร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ 

มีคำกล่าวว่า ในฐานะผู้นำ “เราต้องให้ความรัก ก่อนให้ความรู้” ท่านเข้าใจว่าอย่างไร

ถึงตรงนี้ ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำองค์กรอย่างมีเอกภาพ มีความเข้มแข้ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร และที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นจริงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เพราะต่างก็มีชีวิต 

ผมมั่นใจว่าหัวข้อที่นำมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์นะครับ

คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ เกาะทะลุ ประจวบคีรีขันธ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/632424

วันที่ 08 ก.ย. 2563 เวลา 09:58 น.คิดถึง...อ้อมกอดธรรมชาติ เกาะทะลุ ประจวบคีรีขันธ์เพราะคิดถึงจึงไปกอด Living with Nature Touch สัมผัสศิลปะผ่านธรรมชาติ ผ่านความรู้สึกที่…คิดถึง @เกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ / ททท.

ทริปวันหยุดยาว โพสต์ทูเดย์ พาเที่ยว ประจวบคีรีขันธ์…เมืองทองเนื้อเก้า มะพร้าว สับปะรด สวยสด หาด เขา ถ้ำ งามล้ำน้ำใจ…  จังหวัดสุดท้ายของภาคกลาง ปราการสู่แดนทักษิณ กับความยาวที่มากถึง 212 กิโลเมตร พร้อมอันซีนอินไทยแลนด์ที่ต้องไปเห็นสักครั้งก่อนตาย และ “เกาะทะลุ” คือจุดหมายปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้

กว่าจะได้รู้ก็เกือบสายและแทบเสียดายไปตลอดชีวิต ที่คิดเคยเอาเองว่า ประจวบคีรีขันธ์เป็นเพียงแค่ทางผ่าน เพื่อมุ่งสู่ชุมพรและลงไปยังภาคใต้ของประเทศไทย วันนี้ต้องเปลี่ยนความคิดไปโดยสิ้นเชิง เพราะทริป “Living with Nature Touch สัมผัสศิลปะผ่านธรรมชาติ ผ่านความรู้สึกที่…คิดถึง“ ซึ่งเป็น 1ใน 5 เส้นทางท่องเที่ยวสวยงามภาคกลางที่พัฒนาและสร้างสรรค์เป็นกิจกรรม โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อให้คนไทยได้หายคิดถึงธรรมชาติ พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศตามโครงการ คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ (Back to Nature) ควบคู่การท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ได้รู้จักและสัมผัสกับความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยในการท่องเที่ยว หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในการออกไปท่องเที่ยว

ก่อนฟ้าสางราว 05.30 น. เวลานัดหมาย ณ ททท.สำนักงานใหญ่ ถนนเพชรบุรี แม้จะมีสายฝนโปรยแต่ก็ไม่สามารถทำให้ความโหยหาแลความคิดถึงธรรมชาติของนักเดินทางกลุ่มนี้ลดลงไปเลย 06.00 น. เมื่อทุกคนรวมตัวกันพร้อมหน้าก็ได้เวลาที่รถตู้ปรับอากาศ VIP ทั้ง 4 คัน จะล้อหมุนมุ่งหน้าสู่ปลายทาง

ด้วยช่วงเวลาของวันหยุดยาวที่หลายคนเดินทางกลับบ้านสู่อ้อมกอดครอบครัว หรือบางคนก็ออกไปหาแรงบันดาลใจผ่านอ้อมกอดธรรมชาติ ตลอดระยะทางกว่า 400 กิโลเมตรที่รถวิ่งผ่าน เราจึงมองเห็นเพื่อนร่วมเดินทางที่แน่นขนัดในบางครั้ง และประปรายในบางช่วง ราว 5-6 ชั่วโมง เราก็ถึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมแวะรับประทานอาหารกลางวันกันที่ “ร้านหนูโภชนา” ร้านอาหารซีฟู้ดรสจัดจ้านที่คนบ้านกรูดนิยมมากที่สุด หนึ่งในร้านยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวมักแวะเวียนมาฝากท้อง เดิมทีร้านนี้อยู่ติดทะเลริมหาดบ้านกรูด แต่ปัจจุบันย้ายมาอยู่ติดคลองใกล้กับสถานีรถไฟบ้านกรูด เมนูที่มาแล้วห้ามพลาด ต้องแกงส้มปูหน่อไม้ดอง พริกแกงส้มใต้เข้มข้นมาพร้อมกับปูเนื้อหวานๆ ผสานความอร่อยของหน่อไม้ดองเข้าไป ใครไม่ลองถือว่าพลาดมาก ต่อด้วยเมนูแก้เผ็ดสารพัด ไม่ว่าจะกุ้งอบเกลือ หมึกทอดกระเทียม ใบเหลียงผัดไข่ หลนปูเสิร์ฟพร้อมผักสด กุ้งอบวุ้นเส้น และปลากะพงทอดน้ำปลาที่มาคู่กับยำมะม่วงรสชาติเด็ดดวงจริงๆ

จากนั้นเราออกเดินทางกันต่ออีกราวครึ่งชั่วโมงก็ถึงยังท่าเรือเกาะทะลุ ที่นี่มีที่จอดรถรองรับนักท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่ง ทันทีที่เท้าก้าวลงจากรถ สายตาพลันมองหาทะเลที่คิดถึง อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านก่อนร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินที่บ่งบอกถึงความสุขในหัวใจที่เอ่อล้นออกมา นั่งพักสักครู่ก็ขนสัมภาระขึ้นสปีดโบ๊ต เดินทางท่ามกลางสายน้ำ แสงแดด และสายลม อีกเพียง 15 นาทีก็ถึงที่หมายกันแล้ว

นั่นไง “เกาะทะลุ” อันซีนอินไทยแลนด์ตรงปลายแหลมของเกาะที่มีหน้าผาชันสีอิฐ ปกคลุมด้วยสีเขียวของต้นไม้ ปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่จนมองเห็นวิวทะลุไปอีกด้านหนึ่งอันเป็นที่มาของชื่อเกาะ มีชายหาดที่สวยงาม เม็ดทรายสีขาวเนื้อละเอียด และน้ำทะเลใสสีสวยเหมือนในสารคดี ทุกคนต่างก็หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเก็บภาพไว้เพื่อเป็นหนึ่งในความทรงจำ และหากโชคเข้าข้าง บางครั้งเราอาจได้เก็บภาพฉลามวาฬที่แวะเวียนมาทักทายนักท่องเที่ยวก็เป็นได้

เมื่อได้ภาพสวยๆ จนเป็นที่พอใจ เรือก็เข้าเทียบท่า ทริปนี้เราไปพักกันที่ “เกาะทะลุ ไอส์แลนด์ รีสอร์ท”  รีสอร์ทแห่งเดียวบนเกาะทะลุ และวิวบนเกาะนี้นี่แหละที่ทำให้เราต้องไฮไลท์ว่า “ดินแดนสวรรค์สุดอันซีนฝั่งอ่าวไทย” เพราะความสวยที่สะกดทุกสายตา ทำให้ได้รู้ว่าเราพลาดอะไรไปแล้วก่อนหน้านี้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าลบล้างความคิดที่ว่าประจวบฯ เป็นแค่ทางผ่านไปหมดสิ้น ต่อไปแม้จะมี “ชะอำ” “หัวหิน” “ปราณบุรี” เป็นด่านดักความคิดถึงทะเล ก็รับรองว่าเราจะอดทนเดินทางต่ออีกนิดเพื่อมาพิชิตเกาะทะลุอีกครั้ง

ได้เวลาสำหรับกิจกรรมการรังสรรค์ผลงานร่วมกันผ่าน Mandala Art จากผู้ร่วมทริป Living with Nature Touch สัมผัสศิลปะผ่านธรรมชาติ ผ่านความรู้สึกที่…คิดถึง โดยคุณปัท-ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัดจาก Studio Persona ที่อธิบายว่าเราทุกคนมีความเครียดสะสมทั้งจากการทำงานและการใช้ชีวิต การได้ออกมาข้างนอก การได้เปลี่ยนสถานที่ การได้สัมผัสกับสิ่งรอบตัว คือการสร้างโอกาสให้เราให้เวลากับตัวเอง โฟกัสกับตัวเอง ได้ใช้เซนส์ตัวเองมากขึ้น Mandala Art คือศิลปะที่สร้างสมาธิ ผ่านการสัมผัสเล็กๆ ที่ไม่จำกัดรูปแบบ โดยเริ่มต้นจากการหาวัสดุรอบตัวหาจากธรรมชาติแล้วนำมาจัดวางร่วมกันตามแต่จินตนาการ ภายใต้วงกลมเดียวกันทำให้เราได้เห็นความไม่เหมือนกันที่อยู่ใกล้กัน อยู่รวมกัน และการได้ใช้เวลาตลอดจนการได้ใช้พื้นที่ร่วมกัน

หลังจากได้ดึงสติจากกิจกรรมศิลปะบำบัดแล้ว กิจกรรมถัดไปคือการล่องแพตกหมึกเคล้าเสียงเพราะๆ ของสองลุงป้าอารมณ์ดีที่พร้อมขับกล่อมบทเพลง ถ่ายทอดความสุขผ่านเสียงดนตรีอะคูสติก มอบความครื้นเครง เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะด้วยมุขน่ารักๆ พร้อมการชมแสงสุดท้ายยามพระอาทิตย์ตกที่สวยจับใจ

ปิดท้ายด้วยมื้ออาหารซีฟู้ดในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ที่ทำให้นักเดินทางต่างอิ่มหนำสำราญไปตามกัน และก่อนนอนหากได้แหงนหน้ามองท้องฟ้า เราจะพบว่าใต้ฟ้าสีครามยามค่ำคืน เหล่าดวงดาวต่างพร่างพราวบนนภาและทำหน้าที่ของมัน เพียงรอคนที่คิดถึงสิ่งนั้นได้ไปเยือน

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังรับประทานอาหารเช้ามีกิจกรรมหลากหลายให้ได้เพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปกับวิว 360 องศา พายเรือคายัค แล่นเรือใบ ดำน้ำตื้น ปลูกปะการัง ดูเต่าที่ศูนย์อนุบาลเต่าทะเลเกาะทะลุซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ด้วยความอุดมสมบูรณ์และเป็นที่อยู่ของสัตว์สำคัญหลายชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเต่ากระ ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของเต่ากระ ทั้งการวางไข่ การเจริญเติบโต รวมไปถึงการอนุบาลเพื่อการอนุรักษ์และปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ

การได้ท่องเที่ยวครั้งนี้นอกจากจะได้ชื่นชมความงดงามของธรรมชาติ ยังปลูกฝังจิตสำนึกรักธรรมชาติขึ้นในใจ เพราะเมื่อเราใช้ประโยชน์จากมัน เราก็ควรต่อเติมและเสริมสร้างสิ่งใหม่ ให้สิ่งดีๆ เหล่านี้คงอยู่ไว้ เพื่อรักษาความงดงามของท้องทะเลไทยเอาไว้ตราบนานเท่านาน…

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอบคุณแคมเปญดีๆ คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ (Back to Nature) ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปทุกคน พร้อมด้วยภาพสวยๆ เอาไปดูให้…หายคิดถึง

4 ท่าปั้นซิกแพค เพราะสุขภาพดีมีแต่ได้!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/632241

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 08:09 น.4 ท่าปั้นซิกแพค เพราะสุขภาพดีมีแต่ได้!!ปั้นซิกแพคไม่ไกลเกินฝัน เมื่อเทรนด์โชว์กล้ามท้องยุค New Normal มาแรง! STAGE Find The Real U ฟิตเนสหรูชื่อดังแห่งยุค New Normal เอาใจสาวๆ ด้วยการแนะนำ 4 ท่าง่ายๆ ปั้นกล้ามท้องสวยๆ

ช่วงกักตัวโควิด หลายคนเลือกที่จะใช้เวลาอย่างมีประโยชน์ ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย มากไปกว่านั้น การดูแลสุขภาพที่ดียังส่งผลพลอยได้สู่การมีรูปร่างที่ดีขึ้น จะเห็นได้ว่าช่วงนี้กลายเป็นเทรนด์ฮอตฮิตในกลุ่มสาวๆ กันไปแล้ว สำหรับการสร้างกล้ามท้อง ร่อง 11 สวยเซ็กซี่ หรือ ซิกแพคเด่นชัดแบบ 6 ลูก

เอว S กับกล้ามหน้าท้องไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อความสวยงามอย่างเดียวเท่านั้น แต่รอบเอวที่เกินขนาดมาตรฐานยังบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของหลายๆ โรค ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ หรือไขมันในเลือดสูง ดังนั้นการลดไขมันหน้าท้องจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ วันนี้ STAGE Find The Real U ฟิตเนสหรูชื่อดัง แห่งยุค New Normal ขอเอาใจสาวๆ ด้วยการแนะนำ 4 ท่าง่ายๆ แต่โดน และเห็นผล เพื่อปั้นกล้ามท้องสวยๆ ที่ปังปุริเย่! อย่างไม่ไกลเกินฝัน..

ก่อนอื่น ต้องเริ่มจากหลักการที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ของการลดน้ำหนัก ลดไขมัน คือ การคุมอาหาร 70% ออกกำลังกาย 30% ขอเพิ่มอีกข้อคือ กำลังใจ เพราะคือแรงผลักดันสำคัญที่จะพาคุณพิชิตเป้าหมาย การลดไขมันรอบพุงต้องควบคุมด้วยโภชนาการและการออกกำลังกายควบคู่กัน โดยเน้นทานโปรตีน เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ให้มากขึ้นเหมาะกับร่างกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เลือกทานไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ไขมันปลา ธัญพืช ถั่วและน้ำมันมะกอก ทานผักที่มีไฟเบอร์สูง ผลไม้ต่างๆ ลดของหวาน และขนมขบเคี้ยว เป็นต้น

4 ท่าปั้นซิกแพค

1. Side plank hip dip (บริหารหน้าท้องด้านข้างและเอว) ท่านี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับสะโพก สร้างเอวเอส เริ่มด้วยนอนตะแคง วางข้อศอกกับไหล่ให้ตรงกัน สำหรับใครที่เพิ่งเริ่ม ให้งอศอกทรงตัว แต่ถ้าใครที่โปรแล้วใช้ฝ่ามือทรงตัว จากนั้นค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นจากพื้นให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ ขาอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย และค่อยๆ ลดสะโพกลงจนแตะพื้น กลับสู่ท่าปกติ ทำซ้ำ 12-15 ครั้ง และเปลี่ยนสลับข้าง 3 เซต

2. TRX Pike (แกนกลางลำตัว และกล้ามเนื้อหน้าท้อง) เป็นท่าออกกำลังกายที่ใช้อุปกรณ์แบบแขวน มีการต่อยอด มาจากท่า plank เริ่มจากปรับสาย TRX ต่ำกว่าระดับหัวเข่าเล็กน้อย และสอดเท้าเข้าไปในห่วงเชือกทั้ง 2 ข้าง แขนตั้งตรงมือยันพื้นไว้ โดยวางมือให้อยู่ประมาณช่วงหัวไหล่ จากนั้นใช้หน้าท้องยกก้นและหลังขึ้น ยืดลำตัวเหยียดตรงเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ แล้วยืดตัวเหยียดตรงกลับสู่ท่าเริ่มต้น ท่านี้เน้นทำช้าๆ 12-15 ครั้ง 3 เซต

3. Side Bend (บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง) ท่านี้ช่วยยืดกล้ามเนื้อและสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสองข้างให้สมดุลกัน เริ่มจากยืนกางขาออกโดยเว้นความกว้างระหว่างเท้าให้เท่ากันกับช่วงไหล่ วางมือไว้หลังศีรษะหรือเท้าเอว ส่วนมืออีกข้างปล่อยปกติหรือจะถือดัมเบลไว้ก็ได้ จากนั้นเอียงตัวไปข้างที่ถือดัมเบลให้มากที่สุด ค้างไว้สักครู่ แล้วกลับสู่ท่าเริ่ม ทำสลับกันไปมาข้างละ 12-15 ครั้ง 3 เซต

4. Jack Knief Sit-Up (บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องบน กลางและล่าง) คล้ายกับการซิทอัพ ต่างตรงที่เป็นแนวตั้ง เริ่มด้วย นอนหงายราบกับพื้น ยืดแขนขึ้นเหนือศีรษะ ยืดขา แล้วค่อยๆ ยกขาขึ้นทำมุม 45 องศา ดันลำตัว ให้มือแตะที่ข้อเท้าหรือปลายเท้า เกร็งหน้าท้องให้สุดค้างไว้ 2 -3 วินาที และกลับท่าเริ่มต้น และทำช้าๆ 12-15 ครั้ง 3 เซต

โดยแต่ละท่า ให้ทำ 3 เซต และระหว่างเซต ให้พัก 1นาที ทำอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ควบคู่ไปกับการทำคาร์ดิโอ สำหรับคนทั่วไปที่อยากสุขภาพดี ให้คาร์ดิโอ 150นาที/สัปดาห์ แต่สำหรับคนที่มีเป้าหมายลดน้ำหนัก ให้คาร์ดิโอ รวม200-300 นาที/ สัปดาห์ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีรูปร่างดี กล้ามท้องสวย สวมใส่อะไรก็เริ่ด แน่นอนว่า ยุคโควิด การ์ดต้องไม่ตก จึงจำเป็นต้องใส่หน้ากากปิดบังความสวย แต่สำหรับกล้ามหน้าท้องปังๆแล้ว คุณสามารถเปิดโชว์ได้เต็มที่อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร

คุณสุทัศน์ วงศ์สุขศิริ (กรรมการผู้จัดการ STAGE Find The Real U) ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ดีกรีนักไตรกีฬา นักวิ่ง Ultra Trail และIronman สนามทั้งในและต่างประเทศ กล่าวว่า “ผมว่าจุดที่ยากที่สุดของการลุกมาออกกำลังกาย คือ การเริ่มต้น ดังนั้นจึงควรหาแรงบันดาลใจที่ชัดเจนเพื่อกระตุ้นจิตใจเราได้ และต้องพยามจัดสรรแบ่งเวลาเพื่อออกกำลังกายสม่ำเสมอจนติดเป็นนิสัย สำหรับผม สิ่งแวดล้อมก็เป็นปัจจัยสำคัญ เช่น การมาฟิตเนสที่เต็มไปด้วยความพร้อมของบรรยากาศเพื่อการออกกำลังกาย ก็จะช่วยกระตุ้นให้เราสนุกและอยากออกกำลังกายมากขึ้นได้ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเวลาที่คนเราอยู่ใกล้คนคิดบวก อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เราก็จะไปในทิศทางที่ดีเสมอ

โดย STAGE Find The Real U เป็นฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครัน ตอบโจทย์กีฬาทุกประเภทและมีสระว่ายน้ำ มีเทรนเนอร์มืออาชีพให้คำแนะนำทั้งโถชนาการและการออกกำลังกาย ทำให้ไม่บาดเจ็บ เป็นการออกกำลังกายที่ถูกต้องและมีคุณภาพ จึงอยากเชิญชวนให้ออกกำลังกาย เปิดใจข้ามผ่านในจุดที่ยาก พยามสร้าง “ใจที่ฮึด และมีวินัย” และมองว่าการออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แล้วคุณก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง เปรียบเสมือนวัคซีนชีวิตในระยะยาว ที่สร้างได้ด้วยตัวคุณเอง”

เลนส์ตัดแสงสีฟ้า จำเป็นหรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/632240

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 07:20 น.เลนส์ตัดแสงสีฟ้า จำเป็นหรือไม่?แสงสีฟ้าคืออะไร แล้วจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องเพิ่มออปชั่น “เลนส์ตัดแสงสีฟ้า” เวลาไปตัดแว่น

เวลาไปตัดแว่น นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยวัดค่าสายตา เลือกแว่นให้เข้ากับใบหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่เรามักจะพบกับคำถามที่ว่า “จะใส่เลนส์ตัดแสงด้วยไหมค่ะ หรือจะเพิ่มเลนส์ตัดแสงสีฟ้าด้วยไหมค่ะ” …แล้วแสงสีฟ้าคืออะไร มีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องเพิ่มออฟชั่นนี้ด้วย

คุณชนิตา ตันเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแว่นตาจาก Chic Optical ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ให้ข้อมูลว่า แสงสว่างหรือแสง UV นั้น ช่วยทำให้เรามองเห็นได้ดีขึ้น ซึ่งถ้าปริมาณความสว่างไม่พอ จะส่งผลทำให้เรามองเห็นชัดได้น้อยลง

ที่มาของแสงนอกจากดวงอาทิตย์ที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงตามธรรมชาติแล้ว พวกแหล่งกำเนิดแสงต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นก็สามารถให้แสงสว่างได้เหมือนกัน เช่นหลอดไฟ LED หน้าจอมือถือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ จอ TV จอโน๊ตบุค จอแทบเล็ต แม้สิ่งเหล่านี้มีผลดีให้ความสว่างกับเราได้ แต่รู้ไหมคะว่าในความสว่างนั้นยังมีความอันตรายจาก แสง UV ซ่อนอยู่โดยเฉพาะ ที่เราเรียกว่า “แสงสีฟ้า”

แสงสีฟ้า คือแสงที่เรามองเห็นอยู่ทุกๆ วัน ถือเป็นหนึ่งในสามของแสงขาวจากแสง UV สามารถมองเห็นได้และมีพลังงานสูง หรืออธิบายได้ดังนี้ว่า แสงทั้งหมดมี 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง และแสงสีฟ้าหรือน้ำเงิน ซึ่งแต่ละสีมีความยาวคลื่นและพลังงานแตกต่างกันแสงที่เรามองเห็นได้จะอยู่ที่ช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400-700 nm โดยแสงสีฟ้าอยู่ที่ช่วงประมาณ 380-480 nm นั่นเอง

ซึ่งแสงสีฟ้าที่เราพบนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือแสงสีฟ้าที่ดี และ แสงสีฟ้าที่เป็นโทษ

· แสงสีฟ้าที่ดี จะช่วยทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกมาช่วยทำให้เรากระฉับกระเฉง รู้ว่าเวลาไหนควรนอน เวลาไหนควรตื่น หรือแม้แต่บอกว่าเราควรกินตอนไหน ถ่ายตอนไหน เรียกง่ายๆ ว่า “นาฬิกาชีวิต” ที่ทำให้ร่างกายทำงานเป็นปกตินั่นเอง

· แสงสีฟ้าที่เป็นโทษ จะอยู่ในช่วงคลื่นที่ 415-455 nm จะเป็นแสงที่ส่งผลเสียทำให้จอประสาทตาเราค่อยๆ เสื่อมลงได้ หากรับในปริมาณที่มากเกินไป แสงสีฟ้าส่งผลเสียโดยตรงกับดวงตา เพราะเป็นแสงที่เรามองเห็นได้ จึงสามารถทะลุผ่านเลนส์ตาและกระจกตาเข้าไปถึงจอประสาทตาได้ หากได้รับเป็นเวลานานจะส่งผลทำให้มี อาการตาล้า เพราะแสงสีฟ้าที่เราจ้องมองอยู่มีความสว่างมากทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนักอาการตาแห้ง เพราะอุปกรณ์ที่เราจ้องมองส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กทำให้เราต้องจ้องมองมากกว่าปกติจอประสาทตาอาจเสื่อมได้ เนื่องจากแสงสีฟ้าสามารถทะลุเข้าไป และทำลายเซลล์รับแสงในจอประสาทตาได้ และอาจเป็นปัจจัยสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นได้นั่นเองดังนั้นจึงควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ หากปล่อยไว้นานอาจจะสายเกินไป

แสงสีฟ้านั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นกลางแจ้งหรือในร่ม เราก็ยังเจอแสงสีฟ้าได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงสักแค่ไหน แต่ก็ยังหนีไม่พ้นอยู่ดี เพราะมนุษย์เรานำ LED มาผลิตเป็นแหล่งกำเนิดแสงนั่นเอง ทางที่ดีควรป้องกันให้ถูกวิธีจึงน่าจะดีที่สุด โดยเฉพาะคนที่ต้องจ้องอยู่หน้าจอเป็นเวลานานๆ ซึ่งในปัจจุบันมีเลนส์ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันแสงสีฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกหลากหลายเลนส์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละคน ทางร้านแว่นตา Chic optical มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกกรอบแว่นตา แนะนำชนิดเลนส์แว่นตาให้เหมาะสมกับปัญหา ตรวจวัดสายตาถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดรวมถึงให้คำแนะนำเรื่องการใช้งานแว่นสายตา และยังมีบริการหลังการขายที่ครบวงจรอีกด้วย

ก.ฟ.ผ. มอบอุปกรณ์ป้องกันยุงลาย ให้ รพ.สต.ผาบ่อง ใช้ดูแลประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก.ฟ.ผ. มอบอุปกรณ์ป้องกันยุงลาย ให้ รพ.สต.ผาบ่อง ใช้ดูแลประชาชน

ก.ฟ.ผ. มอบอุปกรณ์ป้องกันยุงลาย ให้ รพ.สต.ผาบ่อง ใช้ดูแลประชาชน17 กันยายน 2563 – 09:06 น.

ก.ฟ.ผ. มอบอุปกรณ์ป้องกันยุงลาย ให้ รพ.สต.ผาบ่อง เพื่อสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไข้เลือดออก ที่ระบาดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะ ต.ผาบ่องพบราษฎรป่วยเป็นไข้เลือดออกถึง 27 รายและทั้งจังหวัดมีผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 1,277 ราย และเสียชีวิต 1 ราย

เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 15 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ที่ รพ. สต. ผาบ่อง นางมนทิพย์ ชุติดำรง รักษาการหัวหน้าหน่วยบริหารและชุมชนสัมพันธ์ โครงการพัฒนาโครงการนำร่องการพัฒนาสมาร์ทกริดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้แทน ก.ฟ.ผ. ในการส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันการแพร่เชื้อไข้เลือดออก โดยมีนายอภิสิทธิ์ จันทร์โอภาส นายก องค์การบริหารส่วนตำบลผาบ่อง เป็นผู้รับมอบ

และมีนางสังวาลย์ มัลลานู พลังงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนนายอำเภอเมือง ผู้แทนสาธารณสุขอำเภอเมืองผู้แทนหัวหน้าโรงไฟฟ้าดีเซลผาบ่อง ก.ฟ.ผ. นายพงศกร วงศ์สำราญ รักษาการ ผู้อำนวยการ รพ.สต.ผาบ่อง และสมาชิก อ.ส.ม. ตำบลผาบ่อง 12 หมู่บ้าน เข้าร่วมกิจกรรมนายพงศกรฯเผยว่า ก.ฟ.ผ. โครงการพัฒนาสมาร์ทกริดฯได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 35,000 บาท

ให้กับศูนย์อยู่ดีมีสุข อ.บ.ต.ผาบ่องและ รพ.สต. ผาบ่องเพื่อสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไข้เลือดออก ที่ระบาดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะ ต.ผาบ่องพบราษฎรป่วยเป็นไข้เลือดออกถึง 27 ราย และพบผู้ป่วยมากที่สุดที่หมู่บ้านแม่สะกึ๊ด ใกล้กับ รพ.สต.ผาบ่องถึง 13 ราย และทั้งจังหวัดมีผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 1,277 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยอุปกรณ์ป้องกันและหยุดยั้งไข้เลือดออกดังกล่าว สมาชิก อ.ส.ม. ทั้ง12 หมู่บ้านรับไปดำเนินการแจกจ่ายและดำเนินการตามแผนเชิงรุกเพื่อหยุดไข้เลือดออกในพื้นที่ต่อไป

Cr.ภาพคุณสุวสันต์

เกียรติศักดิ์  รักสัตย์  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดแม่ฮ่องสอน 

ชาวเพชรบูรณ์ร่วมรำถวายพระพุทธมหาธรรมราชา เนื่องในประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวเพชรบูรณ์ร่วมรำถวายพระพุทธมหาธรรมราชา เนื่องในประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ปี 2563

ชาวเพชรบูรณ์ร่วมรำถวายพระพุทธมหาธรรมราชา เนื่องในประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ปี 256316 กันยายน 2563 – 11:03 น.

นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีรำถวายพระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ในงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2563 ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก

วันที่ 15 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณพุทธอุทยานเพชบุระ อ.เมืองเพชรบูรณ์ นายสืบศักดิ์  เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีรำถวายพระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ในงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2563 ประเพณีหนึ่งเดียวในโลกของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ กล่าวรายงาน 

โดยการรำในครั้งนี้ ได้เปิดรับสมัครผู้ที่จะร่วมรำถวาย จำนวน 2563 คน  ด้วยศรัทธาที่มีต่อพระพุทธมหาธรรมราชา ของชาวเพชรบูรณ์ ทำให้มีผู้สมัครเข้ามา ทุกเพศ ทุกวัย ทั่วทั้งจังหวัด  และได้รับเกียรติจาก นางจรัสนภา เอี่ยมวิจารณ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ มาร่วมรำถวาย  มีการออกแบบชุดรำที่อยู่ในช่วงยุคสมัยอยุธยา ในช่วงที่ค้นพบองค์พระพุทธมหาธรรมราชา เสื้อสีขาวหมายถึงศรัทธาอันบริสุทธิ์ต่อพระพุทธมหาธรรมราชาและพระพุทธศาสนา ผ้าสไบสีเขียวหมายถึงใบไม้ เป็นสีประจำจังหวัดเพชรบูรณ์หมายถึงเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ โจงกระเบนสีน้ำตาล หมายถึงเปลือกของมะขามหวานอันเป็นผลไม้สัญลักษณ์ประจำของจังหวัดเพชรบูรณ์  โดยผู้ร่วมรำทุกคนล้วนมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และอิ่มเอิบไปด้วยความสุขที่ได้รำถวายพระพุทธมหาธรรมราชา

การจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำจังหวัดเพชรบูรณ์ประจำปี 2563  กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 -20 กันยายน  2563 ณ พุทธอุทยานเพชบุระ วัดไตรภูมิ และวัดโบสถ์ชนะมาร เพื่อให้ประชาชนชาวเพชรบูรณ์ องค์กรเอกชน และหน่วยงานทุกภาคส่วน มีส่วนร่วม ในการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอุ้มพระดำน้ำอันดีงามให้คงอยู่ตลอดไป และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วย พิธีบวงสรวงเทพยดา การประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ การแสดงแสงสีเสียง การแข่งขันพายเรือทวนน้ำ การจัดตลาดนัดชุมชนคุณธรรม เทศกาลอาหารสะอาด รสชาติอร่อย

ขอบคุณภาพ จาก ประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์ / ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

เรือนจำแม่สะเรียง มอบประกาศนียบัตร ผู้อบรมโครงการพระราชทาน โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เรือนจำแม่สะเรียง มอบประกาศนียบัตร ผู้อบรมโครงการพระราชทาน โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง

เรือนจำแม่สะเรียง มอบประกาศนียบัตร ผู้อบรมโครงการพระราชทาน โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง16 กันยายน 2563 – 10:50 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมในโครงการพระราชทาน “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง

วันนี้ 15 กันยายน 2563 เวลา 09.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นางสาวศันสนีย์ ทาสม รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมโครงการพระราชทาน “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” ณ เรือนจำอำเภอแม่สะเรียง ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยความเป็นอยู่ และการดำเนินชีวิตของประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมทั้งผู้ต้องขัง ซึ่งเมื่อพ้นโทษไปแล้ว ให้สามารถดำเนินชีวิต และประกอบอาชีพพึ่งพาตนเองได้  ณ เรือนจำอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการฝึกอบรมโครงการพระราชทาน “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้ทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง ทำนา เพื่อสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก โดยสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ และมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานความคิด การฝึกวินัย การลงมือปฏิบัติ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถ พึ่งพาตนเอง และช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อนได้ เมื่อพ้นโทษออกไปภายนอก โดยการดำเนินการโครงการดังกล่าว ได้ใช้พื้นที่โรงเลี้ยงภายในแดนสูทกรรม เป็นสถานที่ฝึกอบรมและเรียนรู้ภาคทฤษฎี ใช้พื้นที่หน้าแดนหญิงเป็นสถานที่ฝึกอบรมภาคปฏิบัติ จำนวน 22 ตารางเมตร มีผู้ต้องขังเข้ารับการอบรม รุ่นที่ 1 จำนวน 100 คน และได้แบ่งกลุ่มให้เข้ารับการอบรม ลงมือปฏิบัติในพื้นที่จริง

ซึ่งการฝึกอบรมการดำเนินงานที่ผ่านมา ผู้ต้องขังเรือนจำอำเภอแม่สะเรียง สามารถพึ่งพาตนเอง ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ทั้งสามารถช่วยเหลือประชาชน ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมได้ หลังจากนี้แล้ว ผู้ต้องขังที่จะรับการพ้นโทษในโอกาสต่อไป จะต้องไปดำเนินการในพื้นที่ ตามภูมิลำเนาของตนเอง อันเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษาต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  และช่วยกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ชนานันท์ เง่าสุวรรณ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดแม่ฮ่องสอน

สุดยอดติ่มซำ และ อาหารจีนกวางตุ้งในตำนาน ใจกลางเมืองโคราช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สุดยอดติ่มซำ และ อาหารจีนกวางตุ้งในตำนาน ใจกลางเมืองโคราช

สุดยอดติ่มซำ และ อาหารจีนกวางตุ้งในตำนาน ใจกลางเมืองโคราช15 กันยายน 2563 – 20:57 น.

สุดยอดติ่มซำ และ อาหารจีนกวางตุ้งในตำนาน ใจกลางเมืองโคราช ณ ห้องอาหารจีน แทพเพสทรี โรงแรมแคนทารี โคราช

    
ห้องอาหารแทพเพสทรี โรงแรมแคนทารี โคราช ขอเชิญทุกท่านร่วมเปิดตำนานแห่งความอร่อยของอาหารจีนกวางตุ้ง  พร้อมเต็มอิ่มจุใจกับเมนูซิกเนเจอร์ต้นตำรับเลิศรส ที่ได้คัดสรรวัตถุดิบชั้นดี รังสรรค์ความอร่อยจากแดนมังกรจากเชฟยอดฝีมือ อาทิ เป็ดปักกิ่ง (1,150++ บาท),  ขาห่านอบหม้อดิน (650++ บาท), หอยเชลล์ผัดซอส X.O. (850++ บาท),  เนื้อสันในฮ่องกงกระทะร้อน (280++ บาท),  ปลาหิมะเจี๋ยนซีอิ๊ว (850++ บาท) และเมนูอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมเต็มอิ่มกับติ่มซำเลื่องชื่อแสนอร่อยนานาชนิด ตบท้ายด้วยขนมหวานจานเด็ดหาทานยาก กะลอจี๊ฮ่องเต้ (150++ บาท) ที่ใช้เนื้อแป้งสูตรพิเศษหอมหวาน กรอบนอกนุ่มในโรยด้วยน้ำตาลและงา อร่อยจนอยากทานแล้วทานอีก เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.00 น.

สุดยอดติ่มซำ และ อาหารจีนกวางตุ้งในตำนาน ใจกลางเมืองโคราช


โรงแรมแคนทารี โคราช ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความสะอาดอย่างเข้มงวด รวมถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อความปลอดภัยของลูกค้าทุกท่าน และการันตีมาตรฐานความปลอดภัยจากการที่โรงแรมผ่านมาตรฐานสัญลักษณ์  SHA จาก ททท. และใบประกาศผ่านมาตรฐานโรงแรม/ที่พักสะอาดปลอดภัยป้องกันโรค Covid-19 จาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 

สุดยอดติ่มซำ และ อาหารจีนกวางตุ้งในตำนาน ใจกลางเมืองโคราช


สำรองที่นั่งล่วงหน้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงแรมแคนทารี โคราช โทร.044-353-011-2 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.kantarycollection.com
*กลุ่มโรงแรมในเครือ เคป&แคนทารี โฮเทลส์ สนับสนุนการป้องกันการทารุณสัตว์ 
ซึ่งโรงแรมฯ มีนโยบายชัดเจนในการห้ามไม่ให้มีการขาย หูฉลาม รังนก และตับห่าน ในทุกห้องอาหารของโรงแรม
 

สุดยอดติ่มซำ และ อาหารจีนกวางตุ้งในตำนาน ใจกลางเมืองโคราช