SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

ยอมรับ ปรับตัวเร็ว โอกาสรอดเยอะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625573

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 11:55 น.

ยอมรับ ปรับตัวเร็ว โอกาสรอดเยอะ

เปิดใจ ‘อรวัสสา ศยามเศรณี’ ผู้หญิงเก่งที่ยอมรับ ปรับตัวเร็ว และหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤตการณ์ COVID-19

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิกฤตการณ์ COVID-19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจทั้งโลก ผู้คนต่างต้องปรับตัวให้เข้ากับ New Normal สำหรับใช้ชีวิตในแต่ละวัน ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน วิถีเดิมๆ อาจจะใช้ไม่ได้ในยุคที่ต้องใช้ความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจ Wakingbee (เวคกิ้งบี) แบรนด์ Sportswear ไทยที่เป้าหมายอยู่ไกลระดับโลก เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ แต่การยอมรับ ปรับตัวเร็ว และหาโอกาสใหม่ๆ ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อีกครั้ง เป็นวิถีทางรอดที่แบรนด์เลือกใช้สำหรับการก้าวผ่านอุปสรรคนี้

เทรนด์สุขภาพ…ธุรกิจเนื้อหอม

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ว่า ยอดจำหน่ายชุดกีฬาในประเทศมีมูลค่า 12,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาทในปี 2563 แนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจนี้ ทำให้ อรวัสสา ศยามเศรณี กรรมการผู้จัดการแบรนด์ ‘เวคกิ้งบี’ (Wakingbee) กระโดดเข้าสู่สนามแข่งขันของชุดกีฬา หรือ Sportswear ซึ่งเป้าหมายไม่ได้มองเพียงแค่ตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ไกลไปถึงว่าแบรนด์จะต้องอยู่ในระดับ Global Brand ด้วย

“5 ปีที่แล้วเทรนด์สุขภาพกำลังมาแรงมาก ตลาดเสื้อผ้ากีฬาในระดับโลกนั้นแบ่งออกได้หลายเซกเม้นท์และแต่ละภูมิภาคก็มีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไป ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่ค่อยมีเสื้อผ้าออกกำลังกายที่ออกแบบขึ้นมาสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ จึงเริ่มสร้างแบรนด์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้หญิง เพราะเชื่อมั่นในกำลังซื้อของผู้หญิง (She-economy) ที่รักสุขภาพ โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้หญิงช่วงวัย 20-50 ปี เน้นการออกแบบจาก insight ของผู้หญิง ให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นการใช้งาน และเพิ่มกิมมิคในดีไซน์ เช่น กางเกงขาสั้นสองชั้นกันโป๊ และสปอร์ต บราที่มีฟองน้ำแบบ push-up และมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพผ้าและการตัดเย็บด้วย จึงได้รับเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีในตลาด และมีฐานลูกค้ากว้างขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ แบรนด์ยังตั้งเป้าที่จะพัฒนาดีไซน์และรูปแบบของสินค้าให้เป็น Athleisure หรือเสื้อผ้าที่ออกแบบมาให้สามารถสวมใส่ได้ทั้งออกกำลังกายและในชรวิตประจำวันหรือเดินทางท่องเที่ยว เพื่อขยายตลาดไปยังกลุ่มที่อาจจะไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำแต่ก็สนุกกับการเลือกเสื้อผ้าของแบรนด์ไปใส่ได้”

ปลุกพลังในแบบคุณ

สำหรับความหมายของแบรนด์ นั้นมีที่มาจากคำว่า Waking คือ ปลุกให้ตื่น Bee คือ ผึ้งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความขยัน จึงรวมกันเป็น Wakingbee เพราะอยากให้เสื้อผ้าของเราเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ทุกคนลุกขึ้นมาใช้ชีวิตแอคทีฟ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘พลังในแบบคุณ’ (Sensible Sweat) หรือการใช้ชีวิตแอคทีฟแบบสมดุล เพราะเป้าหมายในการออกกำลังกายของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บางคนอาจต้องการดูแลสุขภาพของให้แข็งแรง บางคนออกกำลังกายเพื่อผ่อนคลายจากความเครียด ในขณะที่บางคนต้องการสร้างกล้ามเนื้ออย่างจริงจัง แต่ละคนรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้เราเริ่มต้นออกกำลังกายและทำอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีความสุข พยายามในทางที่ถูกและพอดีกับตัวเอง

เป้าหมายที่มองไกลว่าในประเทศ

ตลาด Sportswear โลกนั้นเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% เคยมีผู้คาดการณ์ไว้ว่าปีนี้จะมีมูลค่า 1.846 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แบรนด์เวคกิ้งบีตั้งเป้าไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องพาแบรนด์ไปถึงระดับโลก จึงหาโอกาสขยายธุรกิจไปต่างประเทศมาตลอด จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ SME Pro-active ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้งบสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปออกงานแสดงสินค้า หรือ Trade Fair ในต่างประเทศ เพราะการไปออกเทรดแฟร์ใหญ่ๆ ค่าใช้จ่ายจะสูงมากเป็นโอกาสยากสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กที่จะไปร่วมงานได้เอง

ปัจจุบันนี้ สัดส่วนยอดขายของเวคกิ้งบีระหว่างในประเทศและต่างประเทศคือประมาณ 85:15 โดยมีเอเชียเป็นตลาดหลักอย่างฮ่องกงและไต้หวัน ซึ่งได้ดิสทริบิวเตอร์ในประเทศนั้นๆ ช่วยกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค สำหรับอนาคตก็วางแผนที่จะขยายไปประเทศจีนและฝั่งตะวันตกเพิ่มเติมด้วย

เทรดแฟร์…เครื่องมือการตลาดที่ดี

อรวัสสา เล่าถึงการไปออกงานเทรดแฟร์ในต่างประเทศว่า จุดมุ่งหมายไม่ได้ว่าเราไปหาลูกค้าเพื่อจะขยายธุรกิจไปต่างประเทศอย่างเดียว แต่เป็นการเอาความรู้หรือประสบการณ์ที่เราได้มาต่อยอดธุรกิจได้ด้วย เวคกิ้งบีเริ่มไปออกเทรดแฟร์ตั้งแต่ปี 2559 ที่งาน Hong Kong Fashion Week ซึ่งถือเป็นงานที่ใหญ่มาก และต่อมาก็สมัครไปทุกปี เฉพาะฮ่องกงเองได้เข้าร่วมถึง 4 งาน ทำให้ขยายตลาดไปฮ่องกงได้จนถึงทุกวันนี้

นอกจากนั้นยังได้งบสำหรับเข้าร่วมงาน Japan Fashion Week ที่ประเทศญี่ปุ่น และล่าสุดไปงาน ISPO ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีต้นแบบมาจาก ISPO ที่มิวนิค ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในงานหลักที่ตั้งใจจะไปร่วมทุกปีเพราะประเทศจีนเป็นเป้าหมายหลักของการขยายตลาดต่างประเทศของแบรนด์ ซึ่งตามกำหนดการเดิมในเดือนกรกฎาคมนี้ก็วางแผนจะไปร่วมงาน ISPO 2020 แต่เมื่อมาเจอสถานการณ์โควิด-19 ก็คงต้องรอให้ทุกอย่างคลี่คลายเสียก่อน

วิกฤตการณ์ COVID-19 ที่ในร้ายมีดี

เมื่อรัฐบาลใช้นโยบายล็อคดาวน์ แรกๆ ก็ช็อค เพราะ 11 สาขาต้องหยุดให้บริการ แต่สิ่งสำคัญคือการปรับตัวรับกับสถานการณ์ให้ได้อย่างรวดเร็ว ทีมงานทุกคนเช็คสภาพคล่องของกระแสเงินสดของบริษัท ปริมาณ

สินค้าที่สต็อคไว้ และที่กำลังให้ซัพพลายเออร์ผลิตอยู่ การส่งสินค้าไปต่างประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างไร ฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่จะได้รับผลกระทบอย่างไร และจะสร้างฐานลูกค้าใหม่ในช่วงเวลาแบบนี้อย่างไร

ซึ่งพบว่าพฤติกรรมลูกค้าไม่ได้เปลี่ยนไปแค่การใช้ชีวิตประจำวัน แต่หลายคนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ ทุกคนรู้ว่าร่างกายต้องแข็งแรง ต้องทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ต้องออกกำลังกาย ทำให้เสื้อผ้ากีฬามีโอกาสเข้ามาในใจผู้บริโภคมากขึ้น คนที่ไม่เคยออกกำลังกายจริงจัง ก็เริ่มหันมาศึกษา เลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพราะเสื้อผ้าที่คุณภาพดี จะสร้างประสบการณ์ที่ดีในการออกกำลังกายด้วย

ออนไลน์ไม่ใช่ปัญหา

เมื่อหน้าร้านต้องหยุดให้บริการ แต่ Customer Journey ของลูกค้าก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ผู้คนพาตัวเองเข้าสู่ดิจิทัลมากขึ้นเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในแต่ละวันได้ การซื้อสินค้าออนไลน์จากเรื่องไกลตัวจึงเป็นเรื่องไกลตัว นอกจากอาหาร เครื่องสำอาง Sportwear ก็ทำได้เช่นกัน

“เราพบว่ายอดการสั่งซื้อทางออนไลน์ของเวคกิ้งบีเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ด้วยความที่เมื่อต้นปีเป็นช่วงที่แบรนด์ปรับเวบไซต์ใหม่พอดี ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน เหมาะต่อรูปแบบของอีคอมเมิร์ซ ลูกค้าเลือกสินค้าง่าย สะดวก และกระตุ้นการตัดสินใจได้เร็วขึ้น แบรนด์สร้างแพลทฟอร์มที่รองรับการขายสินค้าออนไลน์มาอยู่แล้ว มีภาพแคตตาล็อคสินค้าที่เลือกดูได้หลายมุม ลูกค้าสะดวกต่อการช้อปปิ้งออนไลน์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าร้านยังจำเป็นเพราะสินค้าเสื้อผ้า การได้ลอง หรือได้จับ สัมผัสเนื้อผ้ายังเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องการ”

มองตลาดต่างประเทศหลังโควิด-19

ช่วงที่ผ่านมายอดออเดอร์จากต่างประเทศก็ลดลงไปบ้าง แต่เป็นช่วงสั้นๆ เมื่อการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศสามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ ก็ไม่มีปัญหา หลังจากนี้แนวโน้มคาดว่าจะเติบโตขึ้นเพราะเทรนด์สุขภาพเป็นเทรนด์สำคัญของตลาดโลก ต่างประเทศเองก็เหมือนบ้านเราที่เมื่อทุกคนหันมาออกกำลังกายมากขึ้นทั้งวิ่ง โยคะ เข้าฟิตเนส ว่ายน้ำ ก็ทำให้ตลาดของเสื้อผ้ากีฬาเติบโต และแบรนด์เองมีสินค้ารองรับทุกกิจกรรม ขณะเดียวกันทางดิสทริบิวเตอร์ที่ฮ่องกงและไต้หวันก็เปิดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลักอยู่แล้ว ทำให้ยังมียอดสั่งซื้อเข้ามาเรื่อยๆ

“การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นวิกฤตแต่ก็เป็นสถานการณ์ที่ทำให้ทุกธุรกิจได้คิดและพิจารณาถึงวิธีการทำธุรกิจของตัวเอง ทำให้เราต้องปรับแผนการดำเนินธุรกิจให้ยืดหยุ่นตลอดเวลา สามารถปรับตัวเพื่ออยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ได้ การยอมรับ ปรับตัว และลงมือทำทันที จะเป็นทางรอดสำคัญ เราไม่เสียเวลานั่งจมอยู่กับปัญหาแต่ต้องพยายามหาทางแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด และจากการปรับตัวของแบรนด์นั่นทำให้เรามั่นใจว่า Wakingbee ต้องได้ไปต่อ

นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่าเทรดแฟร์จะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายตลาดของแบรนด์ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ประเทศต่างๆ เปิดให้เดินทาง มีระบบการจัดการที่ปลอดภัย มั่นใจได้แล้ว ก็จะเข้าร่วมงานผ่านการสนับสนุนจากโครงการ SME Pro-active เหมือนเดิม เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้สร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง”

Back to work กลับมาทำงานด้วยรูปร่างสวยเป๊ะ! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625555

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 09:45 น.

Back to work กลับมาทำงานด้วยรูปร่างสวยเป๊ะ!

Work from home กับสถานการณ์โควิด-19 กันมาสักพัก ถึงเวลาที่สาวออฟฟิศอย่างเราต้อง Back to work กันแล้ว แต่จะทำอย่างไรกับไขมันที่สะสมและปมน้ำหนักขึ้น หมอฐา-ฐานิสร ธรรมลิขิตกุล มีวิธีการปฏิบัติในการดูแลรูปร่างมาฝาก

รักษาระยะห่างทางสังคมมาหลายเดือนจนเพื่อนทักว่า “น้ำหนักขึ้น” ใช่มั้ย เพราะ Work from home กับสถานการณ์โควิด-19 เป็นเหตุ  ตอนนี้ถึงเวลาที่สาวออฟฟิศอย่างเราต้อง Back to work กันแล้ว แต่จะทำอย่างไรกับไขมันสะสมให้รูปร่างกลับมาสวยเป๊ะ วันนี้ หมอฐา-ฐานิสร ธรรมลิขิตกุล ผู้อำนวยการรมย์รวินท์ คลินิก มีวิธีการปฏิบัติในการดูแลรูปร่างมาฝากกัน

1) ปรับพฤติกรรมการทาน ควบคุมอาหารและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ และจำกัดจำนวนแคลอรี่  หลีกเลี่ยงแป้ง  ของมัน ของหวาน และงดการทานจุกจิกที่สำคัญ ห้ามอดอาหารเด็ดขาด

2) ดื่มน้ำ 1-2 แก้วในแต่ละมื้อก่อนรับประทานอาหาร จะช่วยให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และอีกวิธีที่คุณหมออยากแนะนำ คือ การดื่มน้ำมะนาวทุกเช้า ในมะนาวจะมีกรดซิตริค (Citric Asid) กรดมาลิค (Malic Acid) และกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งกรดซิตริคนั้นจะช่วยในการขจัดแคลเซียมที่สะสมอยู่ในหลอดเลือดแดง ตับอ่อน และช่วยในการสลายนิ่วในไตได้ และยังช่วยในการขจัดล้างสารพิษโดยการกระตุ้นด้วยเอนไซม์ธรรมชาติ ซึ่งช่วยบำรุงให้ผิวพรรณดีขึ้นและช่วยสลายไขมันด้วย รวมไปถึงเครื่องดื่มและอาหารบางประเภท สามารถช่วยในการสลายไขมันได้เช่นกัน

3) การออกกำลังกาย ถือเป็นหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยให้หนุ่มสาวออฟฟิศมีสุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยในเรื่องของรูปร่างให้กระชับสัดส่วน ซึ่งในปัจจุบันการออกกำลังกายนั้นก็มีอยู่หลายประเภท ดังนั้นคุณหมออยากจะฝากสิ่งสำคัญของเคล็ดลับนี้ คือ  เลือกวิธีออกกำลังกายให้เหมาะสมกับร่างกายของตนเอง อายุ  ความต้องการ และเลือกวิธีออกกำลังกายที่ชอบและสนุก เพราะจะทำให้ไม่เบื่อ นอกจากนี้พยายามทำกิจกรรมให้มากขึ้น เช่น การทำงานบ้าน กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างรถ ฯลฯ  รวมไปถึงยังสามารถออกกำลังกายในออฟฟิศได้  เช่น การใช้บันไดแทนลิฟท์,การสควอตกับเก้าอี้ , การยกแขน ยกขา บิดเอวไปมา   เป็นต้น  อีกหนึ่งวิธีที่คุณหมอแนะนำคือ การออกกำลังกายในสไตล์ของพีระมิด ทุกเช้าก็เป็นตัวช่วยที่ดี รับรองหุ่นเป๊ะปังไม่ไกลเกินเอื้อม

4) การพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าเราพักผ่อนไม่เพียงพอ หรืออดนอน นอกจากจะส่งผลเสียแก่ร่างกายมากมายแล้ว  ยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน โดยปกติควรนอนหลับวันละ 6-8 ชม. แต่ถ้านอนไม่หลับ คุณหมอขอแนะนำลองดื่มนมอุ่นๆ ก่อนนอนช่วยได้เช่นกัน

ทางด้าน หมอริว–อัครวินท์  ดำรงวัฒนโภคิน แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านการดูแลรูปร่าง รมย์รวินท์ คลินิก ได้กล่าวเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่กำลังลดความอ้วนว่า การลดน้ำหนักไม่ใช่วันเดียวลดได้เลย เปรียบเทียบกับการวิ่งมาราธอน ต้องใช้ระยะเวลา สิ่งสำคัญเลยคือ ใจ และ การปรับไลฟ์สไตล์ ในการใช้ชีวิตประจำวัน ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วิธีคิด แล้วค่อยๆ ไปทีละอย่าง โดยเริ่มจากการควบคุมอาหาร และหันมาออกกำลังกาย สิ่งสำคัญอยากฝากถึงคนอ้วนที่ถูกการบูลลี่ อยากให้กำลังใจ อย่าท้อแท้  อย่าเครียด และไม่ต้องเร่งรีบในการลดน้ำหนัก นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการดูแลรูปร่างแบบเร่งรัด คือการหาตัวช่วยอย่างโปรแกรม  Super Slim และโปรแกรม Fat Freezing ที่จะมอบรูปร่างดีๆ ให้กลับคืนมาได้ไม่ยากอีกด้วย

ยาสามัญประจำบ้าน : แอสไพริน..กินให้ปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625551

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 09:11 น.

ยาสามัญประจำบ้าน : แอสไพริน..กินให้ปลอดภัย

หนึ่งในยาที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก “แอสไพริน (aspirin)” กินอย่างไรให้ปลอดภัย พร้อมรู้ประโยชน์ ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง

เชื่อเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก แอสไพริน (aspirin) ยาที่ต้องมีติดบ้าน ซึ่งมีการค้นพบและถูกใช้มาเป็นเวลานาน ด้วยประสิทธิภาพการรักษาที่ดีและฤทธิ์ในการรักษาที่ใช้กับหลายโรค ยานี้จึงมีวิธีการใช้และขนาดการใช้ของแต่ละข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน รวมถึงผลข้างเคียงของยาที่มีตั้งแต่ไม่รุนแรง เช่น ระคายเคืองทางเดินอาหาร ไปจนถึงผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น เลือดออกผิดปกติโดยเฉพาะที่พบบ่อยคือ เลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ ดังนั้น หากมีความเข้าใจในวิธีการใช้ยาที่ถูกต้องจะช่วยให้เกิดการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดและเกิดผลข้างเคียงหรือปัญหาจากการใช้ยาน้อยที่สุดได้

กำเนิดของแอสไพริน

ข้อมูลโดย อาจารย์เภสัชกรหญิง วิภารักษ์ บุญมาก ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า จากบันทึกทางประวัติศาสตร์การแพทย์เผยว่าเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน ฮิปโปเครติส (Hippocrates) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการแพทย์” เคยให้คนไข้ที่มีอาการปวดตามตัวดื่มชาจากใบหลิว (willow) และเคี้ยวเปลือกต้นหลิว (willow bark) ในเวลาต่อมามีผู้ค้นพบว่าสารสกัดของต้นหลิว (salicin) มีสรรพคุณในการลดไข้และบรรเทาอาการอักเสบ จากนั้นประมาณ 500 ปี นักเคมีชาวเยอรมันที่มีชื่อว่า Felix Hoffmann ได้นำสาร salicin ที่สกัดจากต้นหลิวมาสังเคราะห์เป็นอะซีติลซาลิไซลิค (acetylsalicylic acid) ซึ่งนิยมเรียกว่าแอสไพริน (aspirin)1 โดยในยุคแรกๆ แอสไพรินถูกนำมาใช้ในการลดไข้และบรรเทาอาการอักเสบ

ฤทธิ์ของแอสไพริน

แอสไพรินเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี มีฤทธิ์ในการรักษาอาการอักเสบ เช่น อาการปวด บวม แดง ร้อนต่างๆ และมีฤทธิ์ลดไข้ นอกจากนี้ ฤทธิ์ที่สำคัญของยานี้ที่ทำให้เกิดการใช้อย่างแพร่หลายมากจนกลายเป็นหนึ่งในยาที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดตัวหนึ่งของโลกคือ ฤทธิ์ในการต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด ทำให้ยานี้ถูกใช้ในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน เส้นเลือดสมองอุดตัน และเส้นเลือดที่ขาอุดตัน เป็นต้น

กลไกการออกฤทธิ์ของยาแอสไพริน คือการยับยั้งเอนไซม์ในร่างกายที่ทำให้เกิดสารอักเสบ ซึ่งมีชื่อว่า ไซโคลออกซิจีเนส หรือเรียกชื่อเอนไซม์นี้อย่างย่อๆ ว่า ค็อกซ์ (cyclooxygenase: COX) นอกจากนี้ เอนไซม์ค็อกซ์ (COX enzyme) ยังกระตุ้นการสร้างสารที่ทำให้เกิดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ที่มีชื่อว่า ทร็อมบ็อกเซนเอทู thromboxane-A2 ดังนั้น ผลที่ได้จากการใช้ยาแอสไพริน นอกจากจะบรรเทาอาการอักเสบแล้ว ยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันได้ยากมากขึ้น ซึ่งขนาดยาที่สูงของแอสไพริน (325-650 มิลลิกรัม ต่อครั้ง) จะได้ผลดีในการบรรเทาอาการปวดและอักเสบ ส่วนขนาดยาที่ต่ำของแอสไพริน (75-150 มิลลิกรัมต่อวัน) มีผลการรักษาที่ดีในแง่ฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด

ข้อบ่งใช้และขนาดยา

การใช้ยาแอสไพรินมี 2 ข้อบ่งใช้คือ ใช้ตามอาการเพื่อบรรเทาอาการอักเสบและลดไข้ และใช้เพื่อต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด โดยใช้ในช่วงแรกของการเกิดการอุดตันหลอดเลือด และการใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด

การใช้ยาแอสไพรินเพื่อบรรเทาอาการปวด อักเสบ และลดไข้

  • ขนาดยาแอสไพรินในข้อบ่งใช้นี้ควรเป็นขนาดยาที่สูง คือ 325-650 มิลลิกรัม (บางการศึกษาพบว่า ควรเริ่มด้วยขนาดยา 600-650 มิลลิกรัมขึ้นไปในการบรรเทาอาการปวดปานกลางถึงรุนแรง 2-3 และขนาด 500-1000 มิลลิกรัมเพื่อลดไข้)
  • รับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง ลักษณะของเม็ดยาจะมีขนาดใหญ่และเป็นเม็ดยาที่ถูกเคลือบเพื่อควบคุมให้มีการปลดปล่อยยาที่ลำไส้เล็ก (enteric-coated tablet) ผู้ป่วยควรรับประทานยาทั้งเม็ดหลังอาหารทันทีเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหารโดยใช้ตามอาการที่เป็น และหยุดใช้ยาเมื่ออาการหมดไป

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาแอสไพรินในเด็กหรือวัยรุ่นที่มีการติดเชื้อไวรัส เนื่องจากพบว่าสัมพันธ์กับความผิดปกติ ที่เรียกว่า Reye’s syndrome ที่ถึงแม้จะเป็นกลุ่มอาการที่พบได้ไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงสูงจนอาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ โดยจะทำให้เกิดอาการของตับอักเสบ และสมองอักเสบ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในเด็กอายุน้อยกว่า 16-19 ปี  และสามารถเลือกใช้ยาลดไข้ที่เป็นตัวยาพาราเซตามอล (paracetamol) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดไข้ที่ใกล้เคียงกับแอสไพริน หรือยาชนิดอื่นในกลุ่มเดียวกัน (เป็นยาต้านการอักเสบที่ออกฤทธิ์เหมือนกัน ชื่อกลุ่มว่า เอ็นเสด: NSAIDs) เช่น ไอบูโปรเฟน (ibuprofen), นาพรอกเซน (naproxen) เป็นต้น

สิ่งที่ควรระวังอีกประการในการใช้ยาลดไข้กลุ่ม NSAIDs คือ หากผู้ป่วยกำลังเป็นไข้เลือดออก ยาจะทำให้อาการเลือดออกผิดปกติเกิดได้ง่ายมากขึ้นเนื่องจากฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดของยากลุ่มนี้ จึงควรสังเกตอาการ (จุดจ้ำเลือดขึ้นตามผิวหนัง) หลังการใช้ยาอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติดังกล่าว ควรรีบหยุดยาและพบแพทย์ทันทีการใช้ยาแอสไพรินเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดอุดตัน ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดสมอง  หรือหลอดเลือดหัวใจ หากผู้ป่วยไม่เคยได้รับยาแอสไพรินมาก่อน ในวันแรกที่มีอาการแพทย์ผู้ให้การรักษาจะแนะนำให้ผู้ป่วยเคี้ยวยาแอสไพรินขนาด 300-325 มิลลิกรัมเพื่อให้ระดับยาในเลือดมากพอและเกิดการยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดการอุดตันหลอดเลือดซ้ำอีก จากนั้นจะลดขนาดยาลงเป็นแอสไพรินขนาดต่ำ คือ 81 มิลลิกรัม และรับประทานตามปกติ (หลังอาหารทันทีและกลืนยาทั้งเม็ด) โดยผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำต่อเนื่องไปตลอดเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของภาวะหลอดเลือดอุดตัน

ผลข้างเคียงและการป้องกัน/บรรเทา

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยจากการใช้ยาแอสไพรินในข้อบ่งใช้เพื่อการต้านเกล็ดเลือดคือ ระคายเคืองทางเดินอาหาร ซึ่งสามารถป้องกันหรือบรรเทาได้โดยการรับประทานหลังอาหารทันที หรือรับประทายาเม็ดที่มีการเคลือบด้วยสารที่ควบคุมให้เม็ดยาเกิดการปลดปล่อยตัวยาที่ลำไส้เล็ก (enteric-coated tablet) เพื่อลดการสัมผัสของยาและกระเพาะอาหารที่มีความเป็นกรดสูงมากอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังพบการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ค่อนข้างบ่อยและรุนแรงกว่า

จากการศึกษาพบว่า ผลข้างเคียงนี้พบบ่อยในผู้ใช้ยาที่มีอายุมาก ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงได้โดยการใช้ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารร่วมด้วย โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาสั่งจ่ายยาลดการหลั่งกรดนี้ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งใช้อยู่แล้ว โอกาสของการเกิดเลือดออกจะมีมากขึ้นในผู้ที่ใช้ยาอื่นๆ ที่เสริมฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดหรือต้านการแข็งตัวของเลือดหรือใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (steroids) ร่วมด้วย

ดังนั้น ผู้ที่ใช้ยาแอสไพรินควรเพิ่มความระมัดระวังการใช้ยาชนิดอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบในกลุ่ม NSAIDs เนื่องจากจะเสริมฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดและเพิ่มความระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาบรรเทาอาการปวด อาจพิจารณาเลี่ยงไปใช้ยากลุ่มอื่นๆ เช่น ยาพาราเซตามอล หรือยาทรามาดอล (tramadol) เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียงดังกล่าว

หากกล่าวโดยสรุป ยาแอสไพรินเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี แต่ก็มีรายละเอียดในวิธีการใช้ยาทั้งขนาดยาที่ใช้และวิธีการรับประทานยาที่แตกต่างกัน รวมถึงข้อควรระวังในการใช้ยา หากผู้ใช้ยามีความเข้าใจในการใช้ยาแอสไพริน จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีในขณะเดียวกันก็จะช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาลงด้วย

.

ที่มา : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

วัคซีนสำหรับผู้หญิง เรื่องจริงที่ไม่ควรละเลย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625472

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 10:10 น.

วัคซีนสำหรับผู้หญิง เรื่องจริงที่ไม่ควรละเลย

นอกจากการรับวัคซีนตามช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิด จนถึงวัคซีนทั่วไปที่แนะนำในวัยผู้ใหญ่ เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานโรค ผู้หญิงถือเป็นอีกกลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนตามความเหมาะสม เนื่องจากเพศหญิงมีการทำงานของอวัยวะในร่างกายที่ซับซ้อน โดยเฉพาะช่วงการตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ที่อาจส่งผลถึงทารกในครรภ์อีกด้วย

ข้อมูลโดย นต.พญ.ณัฐยา รัชตะวรรณ สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา อนุสาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ระบุว่า แม้ผู้หญิงมากกว่า 50% จะตั้งครรภ์โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า แต่ตามหลักการแล้วผู้หญิงทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนที่จำเป็นก่อนที่จะตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนควรมีการฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบ โดยมีวัคซีน ดังนี้

  • วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงและความรุนแรงของโรค โดยควรฉีดปีละ 1 ครั้งทุกปี
  • วัคซีนป้องกันโรคไอกรน คอตีบ และบาดทะยัก ผู้หญิงที่ไม่เคยได้รับวัคซีนทั้ง 3 ชนิดนี้มาก่อน ควรได้รับวัคซีนเหล่านี้ทุกสิบปี
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (HAV)  โดยฉีดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือน
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป แนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อเช็คภูมิคุ้มกันก่อน หากไม่มีภูมิ ให้ฉีดวัคซีน 1 เข็ม หลังจากนั้น 2 เดือนให้ทำการตรวจภูมิคุ้มกันอีกครั้ง ถ้าพบภูมิคุ้มกัน ไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 2 แต่ให้ทำการฉีดกระตุ้นภูมิทุกๆ 10 ปี ในกรณีที่ตรวจแล้วไม่พบภูมิคุ้มกัน ให้ทำการฉีดจนครบ 3 เข็ม แล้วทำการเจาะเลือดเพื่อดูภูมิคุ้มกัน กรณีที่ภูมิคุ้มกันขึ้นหลังได้รับวัคซีนเพียง 1 เข็ม แสดงว่าในตอนเด็กเคยได้รับวัคซีนชนิดนี้มาก่อน  แต่หากตรวจแล้วภูมิคุ้มกันไม่ขึ้นแม้ว่าจะฉีดจนครบ 3 เข็มแล้วก็ตาม แสดงว่าเป็นกลุ่ม Poor Responder คือไม่ตอบสนองต่อการฉีดวัคซีน แนะนำให้ระวังตัวเองเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
  • วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ในผู้หญิงที่มีอายุ 9-14 ปี แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม (แต่ถ้าหากเคยมีเพศสัมพันธ์ ควรตรวจภายในก่อน หากไม่พบความผิดปกติ หรือไม่พบมะเร็งจึงรับวัคซีนได้) ส่วนในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 14 ปี แนะนำให้ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ฉีดขณะตั้งครรภ์  เพราะยังขาดข้อมูลยืนยันถึงความปลอดภัยสำหรับทารกในครรภ์
  • วัคซีนป้องกันโรคคางทูมและหัดเยอรมัน ผู้หญิงที่ไม่มีประวัติการฉีดวัคซีนมาก่อน หรือไม่มีภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมันควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 ครั้ง นอกจากจะช่วยป้องกันโรคในคุณแม่แล้ว ยังสามารถป้องกันการเกิดโรคหัดเยอรมันแต่กำเนิดในทารกหลังคลอด ซึ่งหากมีการติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์จะทำให้ทารกมีความผิดปกติ เช่น ตาบอด หูหนวกได้  ที่สำคัญควรคุมกำเนิดอย่างน้อย 1 เดือน หลังได้รับวัคซีน (หรือแพทย์บางท่านอาจแนะนำที่ 3 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับยี่ห้อของวัคซีน สามารถสอบถามรายละเอียดได้จากแพทย์)  เนื่องจากเป็นวัคซีนไวรัสที่มีชีวิต อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์การความพิการจากวัคซีนได้
  • วัคซีนป้องกันโรคสุกใส เนื่องจากยังไม่มีรายงานยืนยันความปลอดภัย และมีความเสี่ยงทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด ติดเชื้ออย่างรุนแรง และน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดังนั้น หากกำลังวางแผนจะมีบุตรควรทิ้งระยะเวลาการตั้งครรภ์หลังการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1-3 เดือน  อย่างไรก็ตามคุณแม่หลังคลอดสามารถฉีดวัคซีนป้องกันสุกใสเข็มแรกก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาล  และเข็มที่ 2 หลังคลอดแล้ว 6-8 สัปดาห์
  • วัคซีนป้องกันงูสวัด ควรฉีดสำหรับผู้ที่มีอายุ มากกว่า 50 ปี
  • วัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น สำหรับผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือกำลังจะเดินทางไปในทวีปแอฟริกา รวมถึงผู้ที่จะไปเรียนต่อในต่างประเทศที่ยังมีไข้กาฬหลังแอ่นอยู่ และผู้แสวงบุญยังประเทศซาอุดิอาระเบีย  จะมีโอกาสติดเชื้อได้ ดังนั้นจึงควรได้รับวัคซีนก่อนเดินทาง
  • วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ ผู้หญิงที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคปอดบวม รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่ เป็นโรคปอดเรื้อรัง (รวมถึงโรคหอบหืด) โรคหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรัง เบาหวาน หรือผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่ในผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงแนะนำให้ฉีดเมื่ออายุ มากกว่า 50 ปี
  • วัคซีนสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ วัคซีนหลายชนิดไม่ได้ห้ามฉีดในระหว่างตั้งครรภ์ ตรงกันข้ามยังแนะนำอย่างยิ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในช่วงก่อนคลอด เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ถ้าภายใน 1 ปี คุณแม่ตั้งครรภ์ยังไม่ได้รับวัคซีนชนิดนี้ แพทย์จะแนะนำให้ทำการฉีดเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ เมื่อพ้นการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 ไปแล้ว
  • วัคซีนป้องกันโรคไอกรน คอตีบ และบาดทะยัก แนะนำให้ฉีด 1 เข็ม ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน  เพื่อป้องกันการเกิดโรคในทารกแรกเกิด

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนที่ห้ามฉีดระหว่างตั้งครรภ์  เนื่องจากวัคซีนอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์ติดเชื้อ ทำให้เกิดอวัยวะต่างๆ พิการ ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคสุกใส   วัคซีนป้องกันงูสวัด รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคคางทูมและหัดเยอรมัน

ดังนั้น หากต้องการวางแผนตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและฉีดวัคซีนตามความเหมาะสมในระยะการตั้งครรภ์ที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวคุณแม่เองและทารกในครรภ์

ข้อสังเกตชวนสงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยารุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625464

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 08:15 น.

ข้อสังเกตชวนสงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยารุนแรง

แพทย์เตือนอันตรายจากการแพ้ยารุนแรง เสี่ยงพิการ อาจถึงขั้นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ รู้ทันปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้มีโอกาสแพ้ยาได้มากขึ้น และวิธีการสังเกตอาการแพ้ยาด้วยตัวเอง

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง เตือนอันตรายจากการแพ้ยา มีได้หลายแบบทั้งชนิดที่ไม่รุนแรงที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต และชนิดที่รุนแรงก่อให้เกิดความพิการ หรือถ้ารุนแรงมากอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ พร้อมแนะนำข้อสังเกตที่ทำให้สงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยาที่รุนแรง

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  เผยกรณีการเสนอข่าวจากเฟซบุ๊กสาวเตือนอุทาหรณ์ปวดฟันคุด ซื้อยาไอบูโพรเฟนมากินเองจนเกิดอาการแพ้หนัก ผิวหนังไหม้ลอก นอนไอซียู พร้อมโพสต์ภาพผิวหนังลอกทั่วตัวนั้น ข้อมูลดังกล่าวพบว่าเป็นอาการของการแพ้ยา  โดยการแพ้ยาส่วนมากมักเกิดภายหลังการรับประทานยาในช่วง 7-21 วันหลังเริ่มทานยาครั้งแรก แต่ถ้าเคยได้รับยาชนิดนั้นๆ ที่แพ้มาก่อนแล้วอาจมีอาการได้รวดเร็วในเวลา 24-48 ชั่วโมงหลังทานยาได้ สำหรับกลุ่มลมพิษหรือมีปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงอย่างเฉียบพลัน (Anaphylaxis) อาการจะแสดงได้อย่างรวดเร็วหลังทานยาในเวลาเป็นนาทีถึงชั่วโมง

ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสแพ้ยาได้มากขึ้น ได้แก่ ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ เพศ ซึ่งมักพบการแพ้ยาในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย คนไข้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และคนที่มีประวัติเคยแพ้ยามาก่อน

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสทำให้เกิดการแพ้ยาได้สูง ได้แก่ ยากันชัก ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs : Nonsteroidal anti-inflammatory drugs) ยา allopurinol ยา dapsone ยาต้านรีโทรไวรัส (antiretroviral drugs) ยากลุ่มแก้อักเสบฆ่าเชื้อ เช่น กลุ่ม penicillin, cephalosporin, sulfonamides, β-lactam antibiotic, trimethoprim-sulfamethoxazole, minocycline เป็นต้น

ข้อสังเกตที่ทำให้สงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยาที่รุนแรงที่ต้องรีบมาพบแพทย์ ได้แก่

อาการแสดงทางผิวหนัง กรณีหลังรับประทานยาแล้วมีอาการดังต่อไปนี้ คือ

  • มีผื่นแดงทั้งตัว (Erythroderma)
  • มีหน้าบวมปากบวม
  • มีผื่นหรือแผลที่ปาก หรือเยื่อบุที่อื่นๆ
  • มีอาการแสบ กดเจ็บที่ผิวหนัง
  • มีตุ่มน้ำมีผิวหนังลอกหลุด
  • มีจุดจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง
  • มีตุ่มหนองตามตัวอย่างรวดเร็ว

สำหรับอาการทางร่างกายอื่นๆ ที่มักพบร่วมด้วยในคนที่แพ้ยารุนแรง ได้แก่

  • มีไข้
  • ไอ
  • เจ็บคอ
  • ปวดเมื่อยตามตัวปวด ข้อ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต

ดังนั้น ในกรณีที่คนไข้ได้รับประทานยาแล้วมีอาการดังกล่าวข้างต้นที่ทำให้สงสัยว่าอาจจะเป็นการแพ้ยาที่รุนแรงควรหยุดยาในทันทีรีบมาพบแพทย์เพื่อดำเนินการรักษาอย่างรวดเร็วและควรนำยาที่สงสัยว่าจะแพ้มาให้แพทย์ดูร่วมด้วยซึ่งโดยส่วนมากถ้าอาการเข้าได้กับการแพ้ยาที่รุนแรงมักจะได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องจนกว่าอาการจะดีขึ้นต่อไป

สำหรับคำแนะนำเพิ่มเติมที่สำคัญคือ ในกรณีคนไข้เคยแพ้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วนั้นจะแพ้ยาชนิดดังกล่าวไปตลอดชีวิต รวมถึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะแพ้ยาตัวอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันหรือกลุ่มที่ใกล้เคียงกับยาตัวเดิมที่แพ้ได้ และการได้รับยาที่เคยแพ้อยู่แล้วในครั้งถัดไป อาการที่เกิดจากการแพ้ยาในครั้งใหม่จะเกิดได้อย่างรวดเร็วขึ้นและอาจรุนแรงมากขึ้นด้วย ดังนั้น คนไข้ควรจดจำข้อมูลการแพ้ยาของตนเอง หรือเก็บบัตรแพ้ยาไว้กับตัวเสมอ และควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งก่อนการรักษาในครั้งถัดๆ ไป และระมัดระวังเรื่องการซื้อยาเพื่อรับประทานเอง เพื่อลดโอกาสเสี่ยงของการแพ้ยาที่อาจเกิดขึ้นใหม่ได้

ปัญหาภาวะซึมเศร้า เมื่อเครียด กดดัน และทางออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625463

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 07:40 น.

ปัญหาภาวะซึมเศร้า เมื่อเครียด กดดัน และทางออก

การรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : การตีทะลุผ่านภาวะกดดัน เครียด ซึมเศร้า

อาการของปัญหาภาวะซึมเศร้าและผลกระทบในยุคปัจจุบัน ปัญหาสังคม ไม่ว่าจะ Gen ไหน ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร Baby Boom, Gen X Y Z หรือ C หรือ Millennial ล้วนมีปัญหาเรื่อง ความซึมเศร้า ภายในหวั่นไหว ขาดความมั่นคง ภูมิต้านทานต่ำ พฤติกรรมที่แสดงออกมาจึงขาดความยับยั้งชั่งใจ การตัดสินใจที่ขาดการไตร่ตรองมีโลกส่วนตัวสูง แปลกแยก ไม่แคร์อะไร ขาดการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเชิงสร้างสรรค์

ปัญหาเหล่านี้มีผลทำให้บุคคลไม่สามารถพัฒนาและดึงศักยภาพภายในออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้สังคมอ่อนแอลง ขาดความเข้มแข็ง  ขาดความสามารถในการแข่งขัน อนาคตของชาติจึงน่าเป็นห่วง

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยว่า รากของปัญหาภาวะซึมเศร้าภาวะนี้เกิดที่ตนเอง โดยตนเอง โดยมีแรงกดดันจากสังคมภายนอก เปรียบเทียบแข่งขัน รวมทั้งบริบทของการดำเนินชีวิตทุกวันนี้ที่สังคมได้เปลี่ยนเป็นโลกโซเชียลที่ไม่อาจหวนกลับคืนได้แล้ว มันเป็นโลกของวัตถุที่ขาดความสมดุล เน้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มากเกินพอดี และเพราะการสื่อสารที่ทันสมัยทำให้มนุษย์ห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริง แต่กลับอยู่ในโลกเสมือนจริงที่หลอกตนเองให้ติดกับโลกของวัตถุ เปรียบเสมือนกับดักให้หลงทางและลุ่มหลงอยู่ในวังวนของมายาอย่างต่อเนื่อง

โลกที่ยึดเอาสิ่งภายนอกเป็นที่ยึดเหนี่ยว มันต้องเนี๊ยบทั้งเสื้อผ้าหน้าผม แฟชั่น เน็ตไอดอล การเลียนแบบดาราที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง โลกที่ฉาบฉวย จอมปลอม มนุษย์จึงพยายามทุกทางแม้ต้องเสียศักดิ์ศรีเพื่อแลกกับเงินทอง และการยอมรับทำให้เกิดการยึดติด หลงทาง สังคมเดินไปในทางเสื่อมลงยากที่จะสลัดออก เพราะมันเหมือนสิ่งเสพติดที่ร้ายยิ่งกว่ายาเสพติดใดๆ ที่เรารู้จักหลงไปว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่าและความหมาย แต่ทั้งหมดนี้ที่แท้แล้วทำไปเพื่อมาเสริมคุณค่าตนเองให้ดูดี เพื่อต้องการให้คนยอมรับ ให้เท่าเทียมคนอื่น

แล้วทำไมถึงต้องการการยอมรับจากโลกภายนอก?

ก็เพราะโลกภายในตนเองมันขาด ข้างในมันพร่องไป แล้วอะไรพร่องไป ก็คุณค่าตนเองไงเมื่อภายในมันขาด ก็ต้องหามาเติม แต่เป็นการเติมจากโลกภายนอกเพื่อมาให้ค่าตนเองแต่ยิ่งเติม ยิ่งแสวงหาวัตถุภายนอกมาเพิ่ม ภายในตนเองก็ยิ่งขาดเมื่อยังขาด ก็ต้องหามาเพิ่มอีก ยิ่งหาก็ยิ่งขาด โลกภายในก็ยิ่งพร่องหนัก

มันเป็นภาวะหลงทางที่หาตัวเองไม่เจอ มันว่างเปล่า ข้างในมันกลวงมัน เป็นภาวะที่ไม่เห็นค่าตนเอง ไม่เคารพตนเอง แต่กลับเห็นตนเองมีความบกพร่อง ไม่เข้าใจตนเอง ยอมรับไม่ได้ แต่เพราะแรงกดดันทางสังคมและบริบทครอบครัว ทำให้อาการของปัญหายิ่งหนักมันก็เลยเป็นทุกข์ ซึมเศร้า โลกภายในหวั่นไหว ขาดความมั่นคง ก็เลยยิ่งแสวงหาคุณค่าจากโลกภายนอกมาเติมแล้วก็กลับมาวังวนเดิม หาทางออกไม่ได้ หาตัวตนไม่เจอ เลยยิ่งเศร้าหมอง

“ซึมเศร้า” ว่าไปแล้วมันคือการแพ้ตัวเอง ไม่สามารถนำตนเองได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเองเป็น แต่หาทางออกไม่เจอไม่รู้ว่าภาวะนี้คืออะไร จัดการชีวิตตนเองไม่ได้ แก้ไม่เป็น มันแพ้ คิดว่าอยู่ไปก็ไร้ค่า

ทางออกของปัญหาภาวะซึมเศร้าเราคงต้องมองย้อนกลับไปว่า อะไรคือเหตุมันไม่ใช่โลกโซเชียล?

มันไม่ใช่ตัวเครื่องมือสื่อสาร มันมิใช่ตัวดารา หรือโลกของความบันเทิงแต่มันคือ ภาวะของการไม่เห็นคุณค่าตนเองที่สะท้อนออกมาด้วยการเสพสื่อเหล่านั้นอย่างขาดความเข้าใจต่างหาก

เมื่อการไม่เห็นคุณค่าตนเองเป็นประเด็นหลักการจัดการกับประเด็นนี้จึงต้องมุ่งไปที่ตัวตนของตนเอง แล้วตัวตนมาจากไหน ก็มาจากกรอบความคิดไง กรอบความคิดมีธรรมชาติคือภาพ แต่มันเป็นภาพตนเองเชิงลบ ณ จุดนี้เองคือรากของปัญหา มันคือกรอบความคิดที่ไม่เห็นคุณค่าตนเองเรียกอีกอย่างว่า “ปมด้อย”

ปมด้อยมาจากไหน ก็มาจากเรื่องราวในอดีตของตนเองที่ตนยังรู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่ผ่านมา บางครั้งก็ทำเองกับมือ บางเรื่องก็ถูกกระทำจากใครบางคนมันเป็นภาพลบที่ฝังใจ มันจึงเกาะกัดกินใจถึงความรู้สึกผิด รบกวนจิตใจมาตลอด นึกถึงทีไรก็เจ็บปวด อยากลบ อยากลืม อยากย้อนเวลากลับไปแก้ตัวแต่มันทำไม่ได้ เคยพยายามแต่ก็ไม่สำเร็จ ยิ่งอยากลืม กลับจำ นำไปสู่ความซึมเศร้า

ทางออกจึงมิใช่ไปลบหรือไปลืมมัน เพราะนั่นขัดกับความเป็นจริง ที่ถูกแล้วต้องเรียกตัวเองในอดีตขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจกับมัน

ลองจินตนาการว่าถ้าตัวเองในอดีตพูดได้ คุณคิดว่าเขาจะพูดว่าอะไร คุณคิดว่าเขาอยากเล่าอะไรให้ฟัง และหากคุณฟังเขาอยากเข้าอกเข้าใจ คุณคิดว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร มันคือการชำระล้างภายใน การยอมรับตนเอง การให้อภัยตนเอง เข้าใจตนเองอย่างถึงที่สุด

ในทางกลับกัน ตัวคุณในปัจจุบันอยากให้อดีตคุณพูดถึงคุณว่ายังไงคุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากทั้งสองเข้าใจกัน ยอมรับซึ่งกันและกัน และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

การทำความเข้าใจกับตนเองในอดีตเป็นการปรับมุมมองที่มีต่อตนเองเชิงบวก มันคือการปรับทัศนคติต่อตนเองอย่างเห็นคุณค่า ศรัทธาในตนเอง ภายในก็จะเข้มแข็ง เกิดความเชื่อมั่น มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เราเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง เกิดภูมิต้านทานภายใน ภายในมั่นค งเมื่อภายในมั่นคง อะไรเข้ามากระทบก็ไม่สะเทือน การชำระล้างภายในตนเองด้วยตนเองนี้เท่านั้นที่จะทลายภาวะซึมเศร้าลงได้

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433032?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง

6 มิถุนายน 2563 – 15:10 น.

สืบสานงานประเพณีปีละครั้ง “ขึ้นเขาพนมรุ้ง” ช่วงเดือนเมษาของทุกปี

          งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี (วันเพ็ญเดือนห้า) จะมีประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2481 โดยความคิดริเริ่มของท่านเจ้าคุณโอภาสธรรมญาณ จากวัดท่าประสิทธิ์ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเดินทางมาเพื่อปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานที่เขาพนมรุ้ง ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีทางขึ้นสู่ตัวปราสาท ผู้ที่สนใจอยากขึ้นชมปราสาทต่างคนต่างขึ้นมาเองโดยไม่กำหนดเวลาประกอบกับจังหวัดสุรินทร์มีประเพณีขึ้นเขาสวายในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกๆ ปี ท่านเจ้าคุณโอภาสธรรมญาณเห็นว่าประเพณีขึ้นเขาเป็นสิ่งดี เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันทำบุญพบปะสังสรรค์ สร้างความสามัคคีและมีโอกาสได้พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย จึงริเริ่มให้จัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งเป็นครั้งแรกในวันเพ็ญเดือน 5 ปี พ.ศ. 2485 และประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งก็ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกระทั่ง

          ปัจจุบันเป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ทุกปีจะมีปรากฏการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี คือในช่วงเวลานั้นเราจะมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นตรงตามความยาวของปราสาทเราสามารถมองลอดประตูทางด้านทิศตะวันตกฝ่ากรอบประตูต่างๆ กว่า 10 กรอบ ทะลุผ่านประตูปรางค์ประธาน และทะลุออกซุ้มประตูหน้า ความยาว 88 เมตร มองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นตรงกรอบประตูพอดี

เขาพนมรุ้ง ประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญคือ ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตร ซึ่งคำว่า “พนมรุ้ง” หรือ “วนํรุง” เป็นภาษาเขมรแปลว่า “ภูเขาใหญ่” นั่นเองโดยตัวปราสาทพนมรุ้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยอาคารและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ตั้งเรียงรายขึ้นไปจากลาดเขาทางขึ้นจนถึงปรางค์ประธานบนยอด อันเปรียบเสมือนวิมานที่ประทับของพระศิวะ บันไดทางขึ้นช่วงแรกทำเป็นตระพัง (สระน้ำ) สามชั้นผ่านขึ้นมาสู่พลับพลาชั้นแรก จากนั้นเป็นทางเดินซึ่งมีเสานางเรียงปักอยู่ที่ขอบทางทั้งสองข้างเป็นระยะ ๆ ถนนทางเดินนี้ทอดไปสู่สะพานนาคราช ซึ่งเปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างดินแดนแห่งมนุษย์และสรวงสวรรค์ ด้านข้างของทางเดินทางทิศเหนือมีพลับพลาสร้างด้วยศิลาแลง 1 หลัง เรียกกันว่าโรงช้างเผือก สุดสะพานนาคราชเป็นบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งทำเป็นชานพักเป็นระยะ ๆ รวม 5 ชั้น สุดบันไดเป็นชานโล่งกว้าง ซึ่งมีทางนำไปสู่สะพานนาคราชหน้าประตูกลางของระเบียงคด อันเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านเข้าสู่ลานชั้นในของปราสาท

          ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นศาสนสถาน ในลัทธิพราหมณ์และ ได้รับการแปลงเป็นพุทธสถานในสมัยหลัง ช่วงที่ถูกทิ้งร้างอยู่มีผู้นำพระพุทธบาทจำลองไปประดิษฐานไว้ที่ปรางค์น้อยบนเขา กลายเป็นประเพณีของชาวบ้านรอบ ๆ บริเวณนั้นพากันขึ้นไปนมัสการปิดทองรอย พระพุทธบาทนี้รวมทั้งไหว้พระทำบุญในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี เนื่องจากปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นโบราณสถานที่ยี่งใหญ่สวยงามและเป็นประเพณีแต่ดั้งเดิม จังหวัดจึงได้ส่งเสริมให้มีงานประเพณีในวันเสาร์-อาทิตย์แรกของเดือนเมษายน โดยจัดกิจกรรมต่างๆ อันเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมโบราณ ได้แก่ ขบวนแห่ราชประเพณีขอมโบราณ การแสดงแสง-เสียง ย้อนรอยอดีตพนมรุ้ง และการแสดงระเบิดภูเขาไฟจำลอง

          เป็นวันที่ประชาชนทั่วไปร่วมทำบุญปิดทองนมัสการรอยพระพุทธบาทจำลอง ที่ประดิษฐานอยู่ในปรางค์องค์น้อยและทำให้ชาวบ้านได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ โดยเฉพาะการทอผ้าไหมทั้งนี้เพราะในช่วงงานประเพณีขึ้นเขา ชาวบ้านหญิงชายจะแต่งกายด้วยผ้าไหมทอลวดลายสวยงามประณีตที่สุดของตนเองเป็นการอวดฝีมือและความสามารถสร้างชื่อเสียงของหมู่บ้านและของตนเองอีกด้วยและยังเป็นโอกาสให้ชาวบ้านได้เที่ยวชมความงามของปราสาทพนมรุ้ง และชักชวนให้คนเดินทางมาเที่ยวชมในงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งมากขึ้นทุกปี

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง

สืบสานงานประเพณีปีละครั้งขึ้นเขาพนมรุ้ง

ผวจ.สุโขทัยเปิด โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การฟื้นฟูจิตใจในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เขตสุขภาพที่2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432991?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

ผวจ.สุโขทัยเปิด โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การฟื้นฟูจิตใจในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เขตสุขภาพที่2

6 มิถุนายน 2563 – 08:34 น.

ผวจ.สุโขทัยเปิด โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การฟื้นฟูจิตใจในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เขตสุขภาพที่2

นายไมตรี  ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิด “โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การฟื้นฟูจิตใจในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  Combat 4th Wave of COVID-19 (C4) เขตสุขภาพที่ ๒ จังหวัดสุโขทัย” ณ ห้องประชุม มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติวิทยาเขตสุโขทัย ผู้เข้าร่วมโครงการประกอบด้วยบุคลากรทางสาธารณสุข และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 140 คน

ากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้แพร่อย่างรวดเร็วและกว้างขวางไปหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา  2019 โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต ของประชาชนอีกทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพทางจิตใจในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ให้มีภูมคุ้มกันทางใจตลอดจนภาวะเหนื่อยล้า หมดไฟ ในบุคลากรสาธารณสุข ผู้ให้บริการคัดกรองป้องกันและรักษาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา 2019 เกิดการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนในการฟื้นฟูจิตใจในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรมสุขภาพจิต พร้อมด้วย หน่วยงานสาธารณสุข โรงพยาบาลจิตเวชพิษณุโลก และศูนย์สุขภาพจิตที่เขตสุขภาพที่  2 จังหวัดสุโขทัย จึงได้เร่งดาเนินการให้ความช่วยเหลือดูแลจิตใจประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบ โดยกระบวนการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตและให้การเยียวยาจิตใจให้สามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ในที่สุด และจัดให้มีการบรรยายองค์ความรู้การเสริมสร้างพลังใจสู้ภัยโควิด-19 โดยดร.วุฒิพงศ์  ถายะพิงค์ ประธานสถาบันพัฒนาศักยภาพมนุษย์และกลยุทธ์สู่ความสำเร็จ Wuttipong Academy การจัดกิจกรรมบูทนิทรรศการดูแลช่วยเหลือทางจิตใจผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ซึ่งได้กำหนดให้มีการเว้นระยะห่างทางกายภาพ  การแจกหน้ากากผ้าอนามัย การล้างมือด้วยเจลแอลกฮอล์ การคัดกรองอุณหภูมิ ก่อนเข้าร่วมการประชุมเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยกล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของสุโขทัยดีขึ้น ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม เป็นระยะเวลากว่า 73 วันแล้ว แต่ยังคงมีการ เฝ้าระวังกันต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขอให้กำลังใจบุคลากรทุกท่านที่เข้ามามีส่วนร่วม ในการดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่สำคัญที่สุด ทีมบุคลากรก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ตรวจสอบสภาพจิตใจของตนเองด้วยเช่นกัน  และหวังว่าการจัดกิจกรรมเช่นนี้จะสามารถช่วยเหลือดูแลจิตใจผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ได้อย่างเหมาะสม

ศรีสุดา ชัยวงศ์ศรีอรุณ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดสุโขทัย

พระภิกษุใจดี ร่วมกับเทศบาลห้วยทราย ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ อสม.นำข้าวสารอาหารแห้งเพื่อไปจ่ายแจกชาวบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432990?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

พระภิกษุใจดี ร่วมกับเทศบาลห้วยทราย ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ อสม.นำข้าวสารอาหารแห้งเพื่อไปจ่ายแจกชาวบ้าน

พระภิกษุใจดี  ร่วมกับเทศบาลห้วยทราย ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ อสม.นำข้าวสารอาหารแห้งเพื่อไปจ่ายแจกชาวบ้าน

6 มิถุนายน 2563 – 08:34 น.

พระภิกษุใจดี ร่วมกับเทศบาลห้วยทราย ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ อสม.นำข้าวสารอาหารแห้ง ไข่ไก่ จำนวน 230 ชุดเพื่อไปจ่ายแจกชาวบ้าน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

พระภิกษุใจดี  ร่วมกับเทศบาลห้วยทราย ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ อสม.นำข้าวสารอาหารแห้ง ไข่ไก่ จำนวน 230 ชุดเพื่อไปจ่ายแจกชาวบ้าน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และ แม่บ้านในพื้นที่ 2 หมู่บ้าน บ้านดอยซิว, บ้านป่าตึง อำเภอสันกำแพง จ.เชียงใหม่ “ร่วมด้วยช่วยกัน แบ่งปันความสุข”ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสถานการณ์โควิดท-19
ที่หมู่บ้านดอยซิว หมู่ 6 ต.ห้วยทราย อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ พระครูปลัดศุภชัย ภัทเทกเมธี เจ้าอาวาสวัดแม่ป่าข่า หมู่ 12 ต.ทาปลาดุก อ.แม่ทา จ.ลำพูน พร้อมด้วยนายไวศักดิ์ ใจเทพ นายกเทศมนตรีตำบลห้วยทราย นายชาคริต ธิสา รองนายกฯ นายสายเพชร ทาโปปิน สมาชิกสภาฯนายประเวท จินาจันทร์ สมาชิกฯ,นายเอนก อินมูตโต สมาชิกฯ คุณแม่สุข อินต๊ะปวง,นายพิรุณ ขัตธิ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.ห้วยทราย ,นายสมาน หมื่นแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.ห้วยทราย,นางจันทร์ทิพย์ บุญเพ็ง ประธานกลุ่มแม่บ้านดอยซิว หมู่ 6, และนางจันทร์ศรี ภักดี ประธานกลุ่มแม่บ้าน หมู่ 7 ต.ห้วยทราย  พร้อมด้วยฝ่ายปกครอง และ เจ้าหน้าที่ อสม.ตำบลห้วยทราย พร้อมทีมงานจำนวนกว่า 20 คน ได้ช่วยกันลำเลียงไข่ไก่ จำนวนกว่า 250 แผง พร้อม ข้าวสาร อาหารแห้ง จำนวน 230 ชุด ไปวางบนโต๊ะเพื่อทำการแจกจ่ายบรรดา ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง แม่บ้าน บุคคลที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไวรัส 2019 หรือ โรคโควิท -19 ในพื้นที่ตำบลห้วยทราย จำนวน 2 หมู่บ้าน ทั้งนี้ได้มีการดำเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิท-19 โดยได้มีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของชาวบ้าน มีการรักษาระยะห่าง จัดเตรียมแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด

พระครูปลัดศุภชัย ภัทเทกเมธี เจริญพรว่า จากการแพร่ระบาดของโรคโควิท-19 ขณะนี้ ทำให้เราทุกคนต่างได้รับผลกระทบ และเกิดความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ เงินทอง เครื่องใช้ อาหารการกิน ทำให้คนตกงาน ไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ ผู้คนเกิดความหิว อดอยาก โดยทางอาตมา ซึ่งมีบ้านเกิดบ้านเดิมอยู่หมู่บ้านดอยซิว หมู่ 6 ต.ห้วยทราย มีความสำนึกสงสารชาวบ้านอยากให้การช่วยเหลือสังคม จึงได้ควักทุนทรัพย์ส่วนตัว และบางส่วนที่ได้รับการบริจาคจากคณะลูกศิษย์ทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และต่างปรเะทศ ได้นำมาจัดชื้อข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภค-บริโภค นำมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน  ชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 6 บ้านดอยซิว และ หมู่ 7 บ้านป่าตึง ต.ห้วยทราย เพื่อให้การช่วยเหลือชาวบ้าน บรรเทาความเดือดร้อน ช่วยแบ่งเบาภาระลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว มีอาหารการกินที่เพียงพอ ซึ่งเป็นการ บรรเทาความเดือดร้อนในระดับหนึ่ง

ซึ่งการนำข้าวสาร อาหารแห้ง ไข่ไก่ เครื่องอุปโภค-บริโภค มาแจกจ่ายในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ของหมู่บ้านดอยซิว โดยที่ผ่านมาทางคณะสงฆ์ และอาตมา ได้นำข้าวสาร อาหารแห้ง ไปแจกจ่ายชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่หลายแห่งมาแล้วจำนวนทั้งสิ้นจำนวน 11 ครั้ง จำนวน 1,715 ครัวเรือน สำหรับโครงการครั้งต่อไปจะนำไปแจกที่ อ.พร้าว จำนวน 250 ครัวเรือน  อ.แม่อาย จำนวน 200 ครัวเรือน, ตำบลห้วยทรายอีก 400 ครัวเรือน และที่ ต.แม่ทา อ.แม่ทา จำนวน 300 ครัวเรือนในวันที่ 18 มิถุนายน 2563 นี้

นิวัตร ธาตุอินจันร์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเชียงใหม่

สทบ.เปิดการซื้อขายสินค้าสมาชิกกองทุน 12จว. ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/432989?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

สทบ.เปิดการซื้อขายสินค้าสมาชิกกองทุน 12จว. ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน

6 มิถุนายน 2563 – 08:32 น.

สทบ.เปิดการซื้อขายสินค้าสมาชิกกองทุน 12 จังหวัด

นายรักษ์พงษ์ เซ่งเจริญ ผอ.สทบ. ลงพื้นที่ภาคเหนือที่จังหวัดสุโขทัยเพื่อเปิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ทำให้เกิดการเสริมรายได้ ลดรายจ่ายให้กับพี่น้องกองทุนหมู่บ้าน โดยการซื้อขายสินค้าระหว่างกองทุนหมู่บ้านทำให้เกิดรายๆได้เข้าสู่ชุมชน

ขยายผลไปในระดับภูมิภาคของภาคเหนือ จังหวัดกำแพงเพชร ตาก น่าน แพร่ สุโขทัย และอุตรดิตถ์ ที่ตกลงซื้อขายสินค้าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี สกลนคร เลย หนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬ เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยสมาชิกกองทุนนำสินค้าที่เป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ของชุมชน ทำให้สร้างรายได้และยังเกิดความประทับใจสู่สมาชิกกองทุนหมู่บ้าน อีกทั้งยังมีการเปิดพื้นที่ให้สมาชิกนำสินค้ามาขายเป็นการเพิ่มรายได้เข้าสู่ชุมชนอีกด้วย

นายรักษ์พงษ์ เซ่งเจริญ ผอ.สทบ.กล่าวด้วยว่า ตนได้เร่งดำเนินโครงการต่างๆที่เป็นนโยบายในการเสริมสร้างรายได้ ลดรายจ่ายห้กับพี่น้องกองทุนหมู่บ้าน สร่างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งและต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่มีอยู่กว่า 13 ล้านคนทั่วประเทศ

ศรีสุดา ชัยวงศ์ศรีอรุณ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดสุโขทัย