มหาเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ของ พระเจ้าราชาธิราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

มหาเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ของ พระเจ้าราชาธิราช

เมืองพะโค (Bago) หรือ หงสาวดี ชาวมอญเรียกว่า หานตาวดี (Hanthawaddy) อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้ง ประมาณ 80 กิโลเมตร เคยเป็นอาณาจักรของคนมอญ เล่ากันสืบต่อเป็นตำนานมาว่า สร้างโดยสองพี่น้องชาวมอญ ชื่อ สมละ และ วิมละ ในราวปี พ.ศ. 825 หลังจากนั้นอีกประมาณ 260 ปี พม่าก็เข้ายึดครอง จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 1912 พระเจ้าพินยะอุ ผู้ครองเมืองเมาะตะมะ ได้ย้ายราชธานีมาที่พะโค

กษัตริย์มอญที่สำคัญองค์หนึ่งคือ พระเจ้าราชาธิราช ซึ่งเป็นต้นเรื่องของวรรณคดี ราชาธิราช ที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เรียบเรียงไว้เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องราวการรบระหว่างชนชาติมอญกับพม่า ที่เรารู้จักนามกันดี ฝ่ายมอญ มีพระเจ้าราชาธิราช ส่วนฝ่ายพม่า มีพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง บรรดาแม่ทัพนายกองฝ่ายมอญที่มีนาม อุโฆษ เช่น สมิงพ่อเพชร สมิงนครอินทร์ สมิงพระราม เป็นต้น ส่วนฝ่ายพม่ามีมังต่างๆ ทั้ง มังมหานรธา มังนันทสู มังนันทมิตร เป็นต้น ต่างทำสงครามรบพุ่งกันอย่างยาวนาน ยืดเยื้อ ด้วยฝีมือและไหวพริบอันชาญฉลาดของขุนนางและทหารเอกแต่ละฝ่าย

หัวเมืองมอญในอดีต เช่น เมาะตะมะ ทวาย ตะนาวศรี มะริด เป็นต้น ล้วนเป็นดินแดนกันชนระหว่างสยามกับพม่า เพราะเป็นเมืองท่าที่มีทางออกสู่ทะเล พม่าจึงต้องพยายามตีมอญเพื่อใช้เบิกทาง บุกมาตีกรุงศรีอยุธยาหลายครั้งหลายคราว

ในปี พ.ศ. 2084 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์พม่า แห่งเมืองตองอู ตีเมืองหงสาวดีได้

ครั้งนั้น บรรดาชาวมอญถูกฆ่าฟันล้มตายจำนวนมาก จนบางส่วนต้องหลบหนีมาพึ่งสยาม ที่เหลือก็อยู่อย่างทุกข์ทรมาน นักประวัติศาสตร์ชาวพม่าบันทึกไว้ กล่าวถึงความบกพร่องอันยิ่งใหญ่ของคนมอญ ที่ไม่มีความทะเยอทะยานในด้านการเมือง จึงไม่เคยแสวงหาอาณาจักรของตนเอง แต่ในความเป็นจริงมิใช่เช่นนั้น ชาวมอญเป็นผู้เคร่งครัดในปรัชญาพุทธศาสนา เน้นหลักไม่เบียดเบียน ข่มเหง รังแกผู้อื่น อีกทั้งนิยมชมชอบในศิลปวิทยาสถาปัตยกรรม ตลอดจนหัตถกรรมมากกว่าการสู้รบกัน

กระทั่งปี พ.ศ. 2109 พระเจ้าบุเรงนอง ได้ตั้งเมืองหงสาวดีขึ้นเป็นราชธานี แห่งราชวงศ์ตองอู และได้ย้ายราชธานีไปยังกรุงอังวะ (Inwa) ในเวลาต่อมา คราวนี้มอญก็ประกาศอิสรภาพจากพม่า แต่ไม่นานนักพระเจ้าอลองพญาแห่งพม่าก็ยกทัพมาปราบอีก สุดท้ายพม่าต้องตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ คราวนี้อังกฤษก็พยายามจัดตั้งรามัญประเทศขึ้นใหม่ เพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตน โดยเที่ยวสืบหาเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์หงสาวดี เพื่อให้มาครองราชย์สืบสันติวงศ์มอญต่อไป

ยังมีคำบอกเล่าอีกว่า เชื้อพระวงศ์ของมอญได้สูญสิ้นไปแล้วทั้งหมด หรือเป็นเลศนัยอย่างหนึ่งของอังกฤษ นักล่าอาณานิคมที่แสร้งกล่าวเช่นนั้น เพื่อผลประโยชน์บางอย่างทำนองนัยซ่อนเร้น

อย่างไรก็ตาม รามัญ ประเทศของผู้คนชาวมอญได้หายไปจากแผนที่โลกแล้วจริงๆ

ในอาณาจักรหงสาวดียังมี พระธาตุมุเตา หรือเจดีย์ชเวมอว์ดอว์ (Shwemawdaw) เป็นสถาปัตยกรรมที่สูงค่าของคนมอญที่ยืนเด่นอยู่อย่างท้าทาย นับเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในเมียนมา เป็นอีกหนึ่งองค์มหาเจดีย์ในจำนวน 5 องค์ คำว่า “มุเตา” เป็นภาษามอญ แปลว่า จมูกร้อน เนื่องจากต้องแหงนหน้ามองยอดเจดีย์ที่สูงถึง 114 เมตร จนคอตั้งบ่า แสงแดดจึงแผดเผาจมูกจนร้อนถึงกับไหม้เกรียมเลยทีเดียว

พระธาตุมุเตา มีลักษณะรูปทรงแบบเจดีย์มอญอื่นๆ แต่มีอายุเก่าแก่กว่า กล่าวกันว่ามีอายุถึง 2,000 ปี สร้างโดยสองพี่น้องชาวมอญ เพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุ 2 เส้น ที่ได้รับจากพระพุทธเจ้า พระเจ้าบุเรงนองให้แกะอัญมณีเม็ดใหญ่จากยอดพระมหามงกุฎมาถวายเป็นฉัตรยอดเพื่อเป็นพุทธบูชา

พระธาตุมุเตาต้องประสบกับแผ่นดินไหวหลายครั้งหลายหน ครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2473 จนแผ่นดินสะท้านสะเทือนไปทั่วอาณาบริเวณในเมียนมา จนมาถึงเมืองสยาม เป็นเหตุให้พระธาตุมุเตาถึงกับพังทลายลง ชาวมอญและชาวพม่าร่ำไห้ไปทั้งเมือง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรำพึงรำพันว่า เสียดายยิ่งนัก ได้พบเห็นแต่เพียงกองดินสูงใหญ่ท่วมถมออกไปจนพ้นลาน น่าอนาถใจยิ่งนักพุทธศาสนิกชนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า

รวมถึงชาวไทย ได้รวมใจผสานศรัทธาเรี่ยไรเงิน กระทั่งก่อสร้างเจดีย์ชเวมอร์ดอว์ขึ้นมาใหม่ ในปี พ.ศ. 2479 ชิ้นส่วนของเจดีย์ที่หักพัง ได้จัดแสดงไว้บริเวณลานทางทิศเหนือ กลายเป็นจุดอธิษฐานศักดิ์สิทธิ์ของชาวมอญ และอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า เพื่อให้ชีวิตมั่นคงถาวร

ส่วนยอดเจดีย์ที่หักลงมานั้น ได้มีการสร้างมงกุฎครอบไว้ บนลานเจดีย์ยังมีพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ โดยจัดแสดงสิ่งของที่พุทธบริษัทนำมาสักการะ ทั้งพระพุทธรูป สร้อยคอ ดาบ เงิน ทอง จำนวนมาก

ไขปริศนาประเด็นอำพราง ในประวัติศาสตร์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ไขปริศนาประเด็นอำพราง ในประวัติศาสตร์ไทย

ช่วงหน้าฝนของทุกปี พยายามบอกเล่ากับผู้ขับขี่รถทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบนถนน หรือในตรอกซอกซอย

ขอให้ผู้ขับขี่เห็นใจผู้เดินถนนหนทาง ด้วยการขับขี่ช้าหน่อย น้ำจะได้ไม่กระเด็นใส่ผู้เดินถนนหนทาง

ถ้าเป็นน้ำสะอาดก็พอทำเนา แต่ถ้าเป็นน้ำคลำ ก็จะเหม็นติดเสื้อผ้า ซักออกก็ยาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตรอกซอกซอยส่วนใหญ่น้ำที่ขังจะไม่สะอาด

ยิ่งหากซอยไหนเป็นของเอกชนด้วยแล้ว การลอกท่อเพื่อให้น้ำฝนที่ตกลงมาไหลสะดวก แทบจะไม่ได้ทำ ทำให้น้ำท่วมขัง และสกปรกอีกต่างหาก

และที่ผ่านมาไม่กี่วัน ก็เกิดมีการทะเลาะวิวาทระหว่างผู้ขับขี่กับพ่อค้าแม่ขาย และผู้เดินถนนจนขึ้นโรงพักกันแล้ว

ความมีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจกันในแต่ละฤดูกาล จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ อย่าคิดเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง

เวลานี้ เมืองใหญ่ใหญ่ล้วนแต่มีรถราหนาแน่น

ยิ่งมีรถ ยิ่งต้องมีวินัย มีน้ำใจ

เรียนรู้จากหนังสือปักษ์นี้ มีความรู้ที่อยากให้ช่วยกันศึกษาอย่างเปิดใจกว้าง อย่าได้มีอคติ

เป็นอดีตการเมืองเบื้องหลัง 3 เมกะโปรเจ็กต์ สมัยรัชกาลที่ 5

“ไขปริศนาประเด็นอำพราง ในประวัติศาสตร์ไทย” ศึกษาค้นคว้ามาให้รู้ โดย ไกรฤกษ์ นานา

“ผู้เขียนได้พยายามค้นคว้าหาคำตอบของประเด็นอำพราง ที่มักจะเป็นข้อถกเถียงของนักประวัติศาสตร์ไทย

“บางเรื่องก็เคยถูกมองว่าไม่ควรเปิดเผยจากหลักฐานใหม่ที่ค้นพบในต่างประเทศ ทำให้ตระหนักว่า พระมหากษัตริย์ไทยในอดีต ได้ดำเนินกุศโลบายอันแยบยล เพื่อความอยู่รอดของชาติบ้านเมือง แม้ว่าจะต้องเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา

“เรื่องเด่นในเล่มนี้คือ การที่รัชกาลที่ 5 ให้ชาวอังกฤษสำรวจทำแผนที่เมืองไทยฉบับแรก และให้วางโครงการสร้างทางรถไฟ จากไทยไปเมืองจีนครั้งแรก…”

เมืองไทยที่ดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้ ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องศึกษาเรียนรู้ และทำความเข้าใจ

ความรู้เรื่องนี้ วางตลาดแล้ว โดย สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์ในรูปเล่ม ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ ราคา 290 บาท

เป็นความรู้ที่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลหามาให้รู้ ก็อยากให้หามาอ่าน

ความรู้บางเรื่องอย่าเพิ่งด่วนสรุป แต่ต้องพิเคราะห์ และสืบค้นที่มาที่ไปจากเอกสารหลายหลายทาง

อ่านจากงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า เวลานี้ผู้คนใช้เครื่องมือสื่อกระจก จนไม่รู้จักการศึกษาค้นคว้า

ยุคนี้ จึงเป็นยุคของการก้มหน้าเขี่ย

เหมือนไก่เขี่ยหาเศษอาหาร

เรื่อง – แล้ง

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – สายธารสิโป

จนเม็ดดินแห้งผากรากหยั่งได้ แววแห่งความรากไร้เริ่มหยั่งถึง

ในมวลลมอบอ้าวร้าวรำพึง ถมก้นบึ้งหัวใจหลอมไหม้ราน

ลำที่ส่องคือแดดจ้องแผดเผา ใบหญ้าเฉาแห้งกรอบอยู่รอบด้าน

ตามตุ่มตายอดช่อทรมาน ปลิดขั้วใบตามลานใต้ต้นตัว

เปลือยกิ่งโกร๋นแทงก้านประจานทุ่ง สุดเวิ้งวุ้งวิ่นแหว่งเห็นแล้งทั่ว

ตราบเท่าความทุกข์ยากถึงรากบัว บึงก็ขอดคลองกลั้วแต่โคลนตม

บอกชีวิตบ้านป่ากลางนาไร่ สิ้นแต่เด็ก-ผู้ใหญ่ล้วนหกล้ม

แนวระนาบผืนโลกล้วนโศกตรม กับหนามคมแห่งฟ้าคอยฆ่าฟัน

สู้กับความยากไร้-ใช่ยุติ ชีวิตยังแตกปริแหลกสะบั้น

ด้วยวิธีโกงคดเขากดกัน จากเผ่าพันธุ์บางกลุ่มดักหลุมพราง

เฉือนละนิดบิดละน้อยแต่บ่อยครั้ง หั่นจนกว่าพับพังลงไปข้าง

หวังที่เห็นก็เหมือนจะเลือนราง อำนาจนั้นงัดง้างทุกวิธี

สู้กับภัยแล้งร้ายอาจง่ายกว่า ยังผ่านมาผ่านไปตามวิถี

สู้กับความอยากได้เกินพอดี ผู้กดขี่แน่ชัด-ซึ่งกัดเรา

รอเม็ดดินแห้งผากรากหยั่งได้ จึงยอดใบเริ่มแตกชำแรกเฉา

อาจจะมีรอยยิ้มนั้นพริ้มเพรา หากลึกในใครเล่าพอเข้าใจ

มุทิตาสักการะ ที่กริฟฟิตพาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

มุทิตาสักการะ ที่กริฟฟิตพาร์ค

ก่อนจะเข้าพรรษา อาตมาพำนักที่วัดพุทธปัญญา รัฐแคลิฟอร์เนีย ระยะหนึ่ง ได้แสดงธรรม สนทนาธรรม พบปะญาติโยมที่วัดพุทธปัญญาและที่กริฟฟิตพาร์คตลอดเวลา ก่อนจะอำลาเดินทางมาจำพรรษาที่วัดพุทธธรรม คุณสมควร กตาธิการ หรือที่พี่ๆ น้องๆ ญาติธรรมชาววัดพุทธปัญญาและชาวกริฟฟิตพาร์ค เรียกขานกันอย่างสนิทสนมว่า พี่นิกิ กตาธิการ ได้มาปรารภว่า ปีนี้ท่านอาจารย์ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรมด้วย ต้องทำหน้าที่ปฏิบัติศาสนกิจมากขึ้น โยมปรารถนาที่จะชวนเพื่อนๆ ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมเคยฟังธรรมกับท่านอาจารย์มานาน จัดพิธีถวายมุทิตาสักการะ เป็นการแสดงความยินดีและถวายกำลังใจในการปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งที่รัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐอิลลินอยส์ จึงขออนุญาตท่านอาจารย์ด้วย โดยจัดที่กริฟฟิตพาร์ค เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2558 ระหว่าง เวลา 10.00-11.30 น.

สาเหตุที่ญาติโยมต้องขออนุญาตกันก่อนที่จะแสดงมุทิตาสักการะครั้งนี้ เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีในหมู่ญาติธรรมว่า อาตมาไม่ค่อยได้ชักชวนจัดงานเฉลิมฉลองอะไรแบบนี้เลย ไม่ว่าจะได้รับหน้าที่ใดในชีวิต เมื่อรับแล้วก็ทำงานไปตามหน้าที่ โดยยึดหลักที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก จงประกาศพรหมจรรย์งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด

เมื่อทำงานด้วยความสุจริตใจตรงไปตรงมาตามพระพุทธประสงค์กับพุทธศาสนิกชนโดยตรง ได้เห็นรอยยิ้มและความสุขที่พุทธศาสนิกชนแสดงออกมา นับได้ว่าเครื่องสักการะที่สำคัญที่มอบให้ทุกครั้งที่ทำงานจบลง อาหารบิณฑบาตที่พุทธศาสนิกชนใส่บาตรถวายมาได้ฉันตั้งแต่เล็กแต่น้อยจนโต คือ รางวัลชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้มาจากการทำหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์

เมื่อ คุณนิกิ กตาธิการ ซึ่งเป็นอุบาสิกาที่รู้จักตั้งแต่แรกเดินทาง มาทำหน้าที่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ร่วมกิจกรรมการศึกษา ปฏิบัติและเผยแผ่พระพุทธศาสนากันมาอย่างยาวนาน ด้วยความเสียสละ ทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ มาปรารภที่จะแสดงมุทิตาสักการะอันเป็นการแสดงออก ซึ่งพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นธรรมะของผู้ใหญ่ ของผู้มีความใจกว้าง จึงอนุญาตด้วยความเต็มใจ

พร้อมกันนี้ ก็ให้ความคิดในการจัดว่า ควรจัดงานแบบเรียบง่ายจริงๆ เพราะสาระอยู่ที่การแสดงความยินดีต่อกัน มุทิตา คือความยินดีต่อกันที่รู้สึกภายในแล้วแสดงออกมาได้นั้น เป็นคุณธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความอิจฉา ริษยา ขณะจิตที่แสดงความยินดี เป็นขณะจิตที่มีแต่ความอิ่มเอิบเบิกบาน ไม่มีความอิจฉา ริษยาเจือปน เป็นความรู้สึกที่เป็นสุขและผ่อนคลายยิ่ง สังคมใดเป็นสังคมที่รู้จักแสดงมุทิตาต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ล้วนเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยมิตรภาพอย่างยั่งยืน เป็นสังคมที่เป็นดุจครอบครัวเดียวกัน

ชุมชนของวัดพุทธปัญญาก็ดี ชุมชนคนรักธรรมที่กริฟฟิตพาร์ก็ดี ล้วนเป็นสังคมที่สมาชิกทุกคนมารวมตัวกันทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์อย่างเหนียวแน่น เพื่อทำกิจกรรมการศึกษาปฏิบัติและเผยแผ่พุทธศาสนาด้วยความรู้สึกของคนในครอบครัวเดียวกัน มีความรัก มีความห่วงหาอาทรต่อกันเสมอมา

อาตมาต้องเดินทางไปทำงานเสริมทางพระพุทธศาสนาในที่ต่างๆ มิได้อยู่ร่วมเป็นเวลานานๆ แต่ด้วยการที่ชาววัดพุทธปัญญาและชาวชุมชนคนรักธรรม มีจิตใจที่ดีงาม มั่นคง สามารถดำรงกิจกรรมเหล่านี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน น่าชื่นชม

การทำกิจกรรมทางธรรมล้วนๆ เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เพราะการทำกิจกรรมแบบนี้เป็นเรื่องของความปกติสงบเยือกเย็น ไม่เอร็ดอร่อย ไม่สนุกสนาน ไม่มีเกียรติยศใดๆ มีแต่บุญกุศลที่เกิดขึ้นทุกวัน เป็นกำไรที่ฝังไว้ในจิตใจอย่างยั่งยืน ไม่มีใครมาลักขโมยไปได้ เป็นเหตุปัจจัยให้มีความสุขทั้งภพนี้ภพหน้าต่อไป

ในฐานะคนทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่คลุกคลีมุ่งมั่นงานเพื่อพุทธธรรมล้วนๆ ทั้งที่วัดพุทธธรรมและพุทธปัญญา ก็พบว่า ถ้าเป็นการทำบุญให้ทาน ถวายภัตตาหาร รับประทานอาหารร่วมกัน จะมีคนร่วมเป็นจำนวนร้อย แต่พอชวนฟังธรรมที่จัดไว้ประจำวันอาทิตย์ จะเหลือผู้ฟัง ประมาณ 20 คน หลังจากนั้น เป็นรายการภาวนา จะเหลือเพียง 5-6 คน

ติดตามข่าวจากเฟซบุ๊กวัดพุทธปัญญา น่าปลื้มใจมากที่ ดร. พระมหานรินทร์ นรินฺโท และพระจักกฤษ ธีรธมฺโม ได้นำพุทธศาสนิกชนเดินจงกรม ทำสมาธิ ทุกวันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์ จึงขอฝากคำชื่นชมมายังพุทธศาสนิกชนชาววัดพุทธปัญญา พร้อมด้วยพระภิกษุวัยหนุ่มทั้งสองท่าน ที่มีวิริยะอุตสาหะ ทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนปฏิบัติพุทธธรรมกันตรงๆ ล้วนๆ ซึ่งทำได้ยาก ให้เกิดขึ้นที่วัดพุทธปัญญาอันเป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนร่วมกันสร้างและใส่ความฝันไว้ว่าจะเป็นวัดที่มุ่งมั่นสู่การเผยแผ่พุทธธรรม โดยไม่มีไสยศาสตร์หรือโหราศาสตร์มาเจือปนแต่อย่างใด ผู้ที่จะรักษาความฝันและอุดมการณ์ของวัดได้ดี คือพระภิกษุที่อาศัยอยู่ภายในวัดและพุทธศาสนิกชนที่ร่วมมือกันเท่านั้น นอกจากนี้ ไม่มีใครและหน่วยงานไหนจะช่วยกันรักษาสิ่งดีงามนี้เอาไว้ได้เลย

ขอชื่นชมจากใจที่เปี่ยมด้วยความยินดี

ขอขอบคุณ และอนุโมทนา คุณนิกิ กตาธิการ และญาติธรรมทั้งหลาย ที่จัดพิธีมุทิตาสักการะครั้งนี้ ขอความสุขสวัสดีเพียบพร้อมไปด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทั้งหลายตลอดไป

“ตำบลละล้าน” ทะลุเป้า บรรเทาภัยแล้งชุมชนเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

“ตำบลละล้าน” ทะลุเป้า บรรเทาภัยแล้งชุมชนเกษตร

จากการที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร บูรณาการร่วมกับกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ตามนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-กันยายน 2558 เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนเกษตรในช่วงฤดูแล้ง โดยให้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล (ศบกต.) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโครงการ

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดย นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยมีชุมชนเกษตรร่วมดำเนินโครงการ 6,596 โครงการ ในพื้นที่ 3,043 ตำบล ใช้งบประมาณรวม 2,992.75 ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างแรงงาน จำนวน 871,849 ราย คิดเป็นแรงงาน 5.26 ล้านแรง

กิจกรรมที่ชุมชนเกษตรดำเนินการภายใต้โครงการนี้ มี 4 กิจกรรม คือ

1. การจัดการแหล่งน้ำ มีจำนวน 3,328 โครงการ สามารถบริหารจัดการน้ำรองรับพื้นที่การเกษตรได้ กว่า 7.08 ล้านไร่

2. การแปรรูปผลผลิตทางเกษตร 636 โครงการ ทำให้เกิดศูนย์เรียนรู้ 493 ศูนย์ และช่วยสร้างมูลค่าจากการจำหน่ายผลผลิต คิดเป็นมูลค่ารวม 92.32 ล้านบาท

3. การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2,371 โครงการ สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยชีวภาพได้ไม่น้อยกว่า 567,770 ตัน ทั้งยังมีการสร้างและปรับปรุงลานตากผลผลิตเกษตร เช่น ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งรองรับผลผลิตได้ ประมาณ 1.90 ล้านตัน/ฤดูกาลผลิต

4. การจัดการเพื่อลดความสูญเสียผลผลิตเกษตร จำนวน 261 โครงการ สามารถรองรับการจัดการศัตรูพืชในพื้นที่เกษตร จำนวน 811,010 ไร่ คาดว่า จะมีการขยายผลต่อยอดเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง ทั้งในระยะกลางและระยะยาวต่อไป

ด้าน นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ประเมินผลการดำเนินโครงการสร้างรายได้ฯ ในภาพรวม พบว่า ชุมชนเกษตรที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจมาก ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งยังช่วยสร้างความเข้มแข็ง ความปรองดอง ความสามัคคี และมีเงินหมุนเวียน ช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของชุมชนได้ถึง 2,048 ล้านบาท คิดเป็น 84% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2,442 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังเกิดการบูรณาการทำงานของหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อน ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบของการบริหารโครงการสำคัญในระดับชุมชนได้

“กรมส่งเสริมการเกษตร ได้คัดเลือกโครงการของชุมชนเกษตร จำนวน 32 โครงการ ที่อยู่ภายใต้โครงการสร้างรายได้ฯ มาเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อเป็นต้นแบบแก่ชุมชนอื่นๆ และเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการทำงานของ ศบกต. รวมทั้งกลุ่ม/องค์กรเกษตรกรในการพัฒนาชุมชนเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้มีการขยายผลการดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม สามารถช่วยสร้างงานและสร้างรายได้ในช่วงหน้าแล้ง และลดปัญหาเคลื่อนย้ายแรงงานสู่เมืองใหญ่ได้”

“อนาคต กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีแนวคิดนำหลักการของโครงการสร้างรายได้ฯ ไปขยายผลต่อยอดสู่การสร้างฟาร์มชุมชน เป้าหมายนำร่อง อำเภอละ 1 ฟาร์ม ใน 882 อำเภอ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีการจัดการฟาร์ม เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมสร้างอาชีพและสร้างรายได้ ในช่วงที่ไม่สามารถทำการผลิตในภาวะปกติของครัวเรือน เป็นการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภาวะภัยแล้งด้วย” นายโอฬาร กล่าว

ทั้งนี้ ฟาร์มชุมชนมีรูปแบบการดำเนินกิจกรรม 4 กิจกรรม ขึ้นอยู่กับความต้องการของชุมชนเป็นหลัก คือ

1. การสร้างและพัฒนาแหล่งน้ำการเกษตรของชุมชน

2. การผลิตพืช ปศุสัตว์ และประมง

3. การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และ

4. การฝึกอาชีพการเกษตรและการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร

ซึ่งคาดว่า จะทำให้เกิดแหล่งสำรองอาหารของชุมชน ทั้งยังเกิดแหล่งฝึกอาชีพและสร้างรายได้ของเกษตรกร และเกิดทุนหมุนเวียนเพื่อการดำเนินกิจกรรมฟาร์มชุมชน เป็นต้น

เจาะเทรนด์ความงามปี 59 ‘ศัลยกรรม’ เชยแล้วรู้ยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/555049

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2558 13:05

 

ปฏิทินเก่ากำลังจะหมดอายุไป ปฏิทินใหม่กำลังจะเข้ามา คำถามก็คือในเรื่องความสวยงามของหนุ่มๆ สาวๆ ในปี 2559 มีอะไรที่น่าจับตา ฟังแล้วก็น่าทึ่งก็เพราะว่าปีหน้าจะเป็นเทรนด์ที่ศัลยกรรมเชยไปทันตา…

ไทยรัฐออนไลน์รวมมาให้ชมกัน…

หมอโทนี่ ชื่อดัง

Naked Face 

เทรนด์แรก เทรนด์เผยความงามแบบผิวธรรมชาติ แน่นอนว่า เทรนด์ไทย และเทรนด์โลกก็หมดยุคโบ๊ะเครื่องสำอางหนาๆ มาสู่ยุคที่สาวผิวสวยจะได้โชว์ผิวได้เต็มที่ สาวๆ ที่ยังมีปัญหาเรื่องผิวหน้า ไม่เนียนเรียบ หรือมีจุดด่างดำต้องรีบหาตัวช่วยกันแล้ว ตอนนี้มีวิวัฒนาการมากมายที่ทำแล้วไม่เจ็บตัวราคาก็ไม่แพงมาก ที่สำคัญไม่ต้องเจ็บตัวทำศัลยกรรม ที่ไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร

หน้ารูปหัวใจ

ฟังไม่ผิดหรอก เรียกได้ว่าหมดยุคหน้า V-Shape แล้ว เทรนด์หน้าปี 2016 ของโลก จะเน้นการปรับรูปหน้าให้เห็นโหนกแก้มที่สูงขึ้น แล้วปรับให้หน้าเรียวตั้งแต่บริเวณ Middle Face ถึง Lower Face ซึ่งถ้ามองด้านข้างจะเห็นเป็น S-Curve ยิ่งมีมากยิ่งสวย ควบคู่กับการทำผิวหน้าให้กระชับ ไม่มีเหนียงใต้คางเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ไทย และเทรนด์โลกที่สวยได้โดยไม่ต้องพึ่งศัลยกรรม

Angel eyes

ความอ่อนเยาว์ไร้ริ้วรอย ถึงเวลาที่สาวๆ จะต้องดูแลผิวรอบดวงตาอย่างจริงจัง เพราะเทรนด์ความงามปี 2016 นี้ ให้ความสำคัญกับผิวรอบดวงตามาก เพราะริ้วรอยรอบดวงตาคือสัญลักษณ์ของวัยที่เพิ่มขึ้นและความเหนื่อยล้าเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ไม่ต้องศัลยกรรมก็ทำสวยได้

‘หมอโจ้’ ขวัญใจคนดัง

L-Shape

ใช่เมื่อผู้หญิงมี V-Shape ผู้ชายจะมีแนวนี้ก็ดูหวานไป เทรนด์ L-Shape ของหนุ่มๆ ก็บังเกิดขึ้น โดยเน้นความชัดของแนวกราม เนื่องจากผู้ชายส่วนใหญ่จมูกจะสวยได้รูป การทำ L-Shape ให้ชัด เก็บแก้มไม่ให้ย้อยเลยกรามมา เก็บถุงใต้ตา แก้มเหนียง ชัดๆ แมนๆ เหมือนนายแบบเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ไทย และเทรนด์โลกที่คนนิยมกัน แถมไม่ต้องศัลยกรรมด้วย

killing fat

ลด Fat ลดไขมัน เป็นอีกหนึ่งปีที่ต้องบอกว่าเห็นภาพชัดแจ่มแจ๋วว่าคนหันมาออกกำลังกายกันอย่างมหาศาลแล้ว ยังเน้นการปรับวิธีการกินคำว่า ‘อาหารคลีน’ จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะคนหันมารักษาสุขภาพ แต่เทรนด์ที่เรียกว่า killing fat ออกมาเพื่อส่งเสริมเทรนด์ เพื่อให้การออกกำลังกายขึ้นเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ไทย และเทรนด์โลกที่คนนิยมกัน

ตาสองชั้นแบบที่ไม่ต้องผ่าตัด

นวัตกรรมนี้ เป็นของโลกที่ยังไม่เข้ามาในไทย โดยล้ำหน้าด้วยการใช้เลเซอร์เจาะๆ ยังไม่มา ทำให้มันดีขึ้นกระชับขึ้นเลเซอร์ กรีดข้างนอกเล็กๆ ไม่มีแผล เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ไทย และเทรนด์โลกที่คนนิยมกัน

กระชับช่องคลอด

เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ยังไม่มีในเมืองไทย แต่เป็นเทรนด์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนทั่วโลก โดยยังสามารถกระชับช่องคลอดได้แล้ว ยังป้องกันปัสสาวะเล็ด เป็นเทรนด์โลกที่คนนิยมกัน แถมไม่ต้องศัลยกรรมเช่นเคย

และนี่คือเทรนด์หน้าที่ไม่ต้องพึ่งศัลยกรรม ไม่ต้องผ่าตัด เป็นเทรนด์ความงามใหม่ที่รับประกันความเจ๋งในปี 2559 ที่กำลังจะมาถึงนี้.

ขอบคุณ : นายแพทย์ ดิสพงศ์ ปณิฐาภรณ์ หรือ ‘หมอโจ้’ และ นายแพทย์วรพล สุขีวัฒนา หรือ ‘หมอโทนี่’ 

5 เคล็ดลับง่ายๆ เลือกซื้อของขวัญจับสลาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554702

โดย GQ Thailand 27 ธ.ค. 2558 15:05

 

“ซื้ออะไรจับสลากดี?” คือคำถามที่ถามกันทุกสิ้นปี

“ยังไม่รู้เลยอะ…” คือคำตอบที่ตอบกันทุกสิ้นปีเหมือนกัน
ไม่ว่าจะจับได้คุกกี้หรือไม่ และแม้ตอนนี้การเอาคุกกี้มาจับสลากจะกลายเป็นมุก เป็น cult เป็นเรื่องสั้นหักมุมของทุกการจับสลากปีใหม่ไปแล้ว แต่พอหลังเทศกาลปีใหม่ทีไรที่บ้านได้กล่องใส่เข็มกับด้าย อันใหม่ทุกที ดังนั้น ถ้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะซื้ออะไรให้ผู้จับของเราได้ ประทับใจไปตลอดทั้งปี ลองใช้ 5 แนวทางนี้ช่วยในการเลือกซื้อของดู

1. ใครจับ จะถูกใจผู้รับก็ต้องรู้ก่อนว่าผู้รับเป็นใคร คิดง่ายๆ ว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเฉลี่ยเท่าไร ลักษณะงานในออฟฟิศเป็นงานประเภทใด เช่น ที่ออฟฟิศมีแต่สตรีวัยคุณแม่ ของที่นำไปจับสลากก็น่าจะเป็นของใช้ในครัวเรือนอย่างของในแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่น เครื่องทำแซนด์วิช ซึ่งเดี๋ยวนี้ดีไซน์สวยๆ ราคาย่อมเยามีให้เลือกมากมาย

2. งบ ต้องเคารพกติกา ไม่ควรซื้อของราคาต่ำกว่าที่ตั้งไว้ ถ้าคิดว่าจ่ายไม่ไหวให้บอกแต่แรกว่าตั้งสูงเกินไป เชื่อว่าทุกคนเข้าใจเพราะช่วงปีใหม่ใครๆ ก็รายจ่ายเยอะทั้งนั้น ของที่นำมาจับควรเป็นของใหญ่ชิ้นเดียวไปเลย ดีกว่าเอาของหลายชิ้นมารวมกันจนได้ราคาขั้นต่ำ (ยกเว้นของเป็นเซต) หากคุณเป็นหัวหน้า ควรแสดงสปิริตด้วยการเลือกของที่มีมูลค่าสักหน่อย

3. จินตนาการตอนแกะกล่อง นึกภาพคนที่จับได้ของคุณ เมื่อแกะกล่องแล้วเขามีอารมณ์เช่นไร กรี๊ด กระโดด หัวเราะ กราบขอบคุณ ฉีกยิ้ม (เฉพาะปาก แต่นัยน์ตาไม่ยิ้ม) อยากได้อารมณ์ไหน ให้เลือกของแบบนั้น

4. ของเฉพาะตัว ลืมได้เลย มีของใช้หลายอย่างมากในโลกนี้ที่เป็นของเฉพาะตัว เช่น ของที่มีกลิ่นหอมอย่างน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย ของแต่งตัวพวกเสื้อผ้า เครื่องสำอาง เนกไท ตลอดจนของที่เกี่ยวกับความเชื่อหรือศาสนา เช่น เครื่องรางของขลัง รูปเคารพบูชา หรือแม้แต่หนังสือธรรมะ ให้ลืมของพวกนี้ไปได้เลยเพราะเราไม่มีวันรู้ว่าใครจะจับได้ ของนั้นจะมีสีเหมาะหรือกลิ่นถูกใจเขาหรือไม่ เขานับถือศาสนาอะไร หากอยากให้เขาได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองรับปีใหม่ ให้มอบให้คนที่คุณปรารถนาดีเป็นของขวัญไปเลย อย่าเอามาจับสลาก

5. คิดไม่ออก บอกท่าไม้ตาย…“บัตรของขวัญ” ถ้าคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกหรือไม่มีเวลาจะไปเดินหาซื้อของ เอาบัตรของขวัญมาจับก็เป็นทางเลือกสุดท้ายที่ไม่แย่เกินไปนัก ถ้ารู้สึกว่าบัตรของขวัญของห้างน่าเบื่อเกินไป คุณอาจจะแสดงความใส่ใจเสียหน่อยด้วยการเลือกบัตรของขวัญจากร้านกาแฟ กิฟต์การ์ดที่ใช้โหลดเพลง หรือซื้อแอพฯ คูปองทำสปา ฯลฯ แล้วแต่วัฒนธรรมการบริโภคในหมู่ผู้จับสลากของคุณ หรือกรณีแย่สุด หากไม่มีเวลาแม้แต่ซื้อบัตรของขวัญ เอาเงินใส่ซองไปจับก็ไม่เลว แต่ควรใส่มากกว่าขั้นต่ำที่ตั้งไว้เพื่อสยบคำครหาแนวๆ “โห…ไม่ใจเลย”

สุดท้าย ไม่ว่าคุณจะเลือกอะไรมาจับหรือจับได้อะไร อย่าลืมว่าเนื้อหาของการจับสลากไม่ได้อยู่ที่ “มูลค่า” แต่อยู่ที่ “คุณค่า” มากกว่า มันคือการร่วมสนุกต้อนรับปีใหม่ เทศกาลแห่งการทิ้งสิ่งไม่ดีให้เป็นอดีตไปกับปีเก่า และต้อนรับสิ่งดีๆ ในปีที่กำลังมาถึง ซึ่งของขวัญนั้นเป็นตัวแทนความตั้งใจ ความใส่ใจ และความปรารถนาจะให้ทุกคนรอบตัวเรามีความสุข

สวัสดีปีใหม่ 2559

เรื่อง: ชัชรพล เพ็ญโฉม

ที่มา : GQ Thailand
www.gqthailand.com

ง่ายนิดเดียว! ไม่ต้องซื้อให้เปลืองเงิน 6 วิธีจัดกระเช้าคริสต์มาส ปีใหม่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553820

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ธ.ค. 2558 13:05

 

ในโอกาสพิเศษ และช่วงเทศกาลต่างๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวแทนของการแสดงความยินดี และส่งมอบความสุขเสมอมา และได้รับความนิยมทุกสมัย คือ กระเช้าของขวัญ นั่นเอง ทั้งกระเช้าเพื่อมอบให้ในวันเกิด กระเช้าแสดงความยินดี กระเช้าเยี่ยมไข้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเช้าคริสต์มาส และปีใหม่ และเนื่องในเทศกาลที่กำลังจะถึงนี้ Trend Can do ไทยรัฐออนไลน์ จึงขอรวบรวมเรื่องราวความเป็นมาของกระเช้าคริสต์มาส และวิธีทำกระเช้าด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ด้วยอุปกรณ์ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป…

ว่ากันว่า กระเช้าคริสต์มาส เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อศตวรรษที่ 11 แต่มาได้รับความนิยมจริงๆ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นยุคที่เริ่มมีรถไฟใช้ ทำให้การส่งกระเช้าคริสต์มาสที่มีอาหารอร่อยๆ ทั้งคาวหวาน ขนมนมเนยที่อบสดใหม่ และไวน์ ง่าย และสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ในสมัยก่อน นอกจากจะมอบกระเช้าคริสต์มาสให้ครอบครัว และเพื่อนแล้ว ยังมีธรรมเนียมที่ครอบครัวชั้นสูงจะมอบกระเช้าคริสต์มาสให้กับผู้รับใช้ในบ้านในวัน Boxing Day (1 วันหลังวันคริสต์มาส คือ วันที่ 26 ธันวาคมของทุกปี) โดยในกระเช้าจะประกอบด้วยสิ่งจำเป็นต่างๆ ในชีวิตประจำวัน คือ อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ และเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม

กระเช้าของขวัญคริสต์มาส ปีใหม่

ปัจจุบัน กระเช้าได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น มีหลากหลายรูปแบบ ใส่ของได้หลากชนิด และสามารถมอบได้ในหลายๆ โอกาส และหลายๆ เทศกาลตลอดปี ส่วนกระเช้าคริสต์มาสแบบดั้งเดิม มักจะนิยมประกอบด้วยคริสต์มาสพุดดิ้ง พายเนื้อผสมผลไม้และเครื่องเทศ ฟรุ้ตเค้ก ถั่ว บิสกิต แยมผลไม้ ชีส ช็อกโกแลต และไวน์ เป็นต้น

สิ่งที่ต้องเตรียม 

สิ่งที่ต้องเตรียม

กล่องสวยๆ

โฟม

1. กระเช้า จะเป็นกระเช้าหวาย กระเช้าพลาสติก ทรงกลม ทรงรี หรือทรงเหลี่ยมก็ได้ หรือสำหรับคนที่ชอบไอเดียเก๋ๆ อาจลองใช้กล่องสวยๆ หรือถุง มาจัดเป็นกระเช้าก็ดูเก๋ไปอีกแบบ แถมยังสามารถเอาไปใช้ต่อได้ด้วย

2. โฟม หรือกระดาษฝอย

3. สกอตช์เทป กาวสองหน้า

4. กรรไกร คัตเตอร์

5. ริบบิ้น โบ

6. กระดาษสา หรือกระดาษห่อของขวัญ และปากกา

7. สุดท้ายคือของที่จะใส่ในตะกร้า ควรเลือกจัดให้มีคอนเซปต์ เช่น เลือกตามโทนสี เลือกตามเพศหรือวัย หรือเลือกตามโอกาส และเทศกาลพิเศษ ในวันนี้ จะมีตัวอย่างการจัดทั้งหมด 4 แบบ คือ กระเช้าสำหรับมอบให้ผู้หญิง กระเช้าสำหรับมอบให้ผู้ใหญ่ กระเช้าสำหรับเยี่ยมคุณแม่มือใหม่ และกระเช้าคริสต์มาส

ขั้นตอนการทำ

1. เตรียมโต๊ะ หรือพื้นโล่งๆ เอาไว้จัดกระเช้า พร้อมวางอุปกรณ์ไว้ใกล้ๆ จะได้หยิบถนัดมือ หยิบกระดาษฝอย หรือโฟม หรือเศษหนังสือพิมพ์ที่ตัดเป็นฝอยเส้นยาวๆ ใส่ในตะกร้าจนฟูเต็มให้เลยขอบตะกร้า หรือกล่องสัก 3-5 นิ้ว เพราะเวลาวางของที่มีน้ำหนักมาก ของจะได้ไม่จมไปในตะกร้า

2. นำกระดาษสา หรือแร็ปใส คลุมทับอีกครั้ง เพื่อเก็บความเรียบร้อย และทำให้ฐานแน่นขึ้น

นำกระดาษสาคลุมทับอีกครั้ง

3. เลือกของที่มีขนาดใหญ่ที่สุดไว้ด้านหลังก่อนแล้วค่อยๆ เรียงของที่มีขนาดเล็กลงมาตามลำดับไว้ด้านหน้า พยายามเลือกของในตะกร้าให้มีหลายๆ รูปทรง จะทำให้ตะกร้ามีมิติมากยิ่งขึ้น

เรียงของในกล่องหรือตะกร้า

4. ของบางชิ้นที่เราอยากให้เด่น หรือเล่นระดับในตะกร้า ให้นำกระดาษสา หรือกระดาษห่อของขวัญมาห่อกระดาษฝอยให้เป็นก้อนอีกทีแล้วนำไปรองของในตะกร้าอีกที

5. ของหลายชิ้นที่มีน้ำหนักเบาไม่สามารถทรงตัวอยู่ เช่น กล่องชา ให้ม้วนสกอตช์เทปเป็นวงกลม ติดข้างกล่อง นำไปประกบกับของอีกชิ้น จะทำให้กล่องไม่เคลื่อนด้วย

ม้วนสกอตช์เทปเป็นวงกลม ติดข้างกล่อง

6. หลังจากที่จัดเรียงของในตะกร้า หรือกล่องเสร็จแล้ว บางทีอาจมีรูโหว่ต่างๆ เราจะอุดรูด้วยกระดาษสาสีสันสวยงาม หรือกระดาษห่อของขวัญที่บางหน่อย ตัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาว 5×5 นิ้ว โดยวางกระดาษเหนือรู แล้วเอาหัวปากกาจิ้มไปตรงกลาง จะทำให้กระดาษนั้น มีจีบขึ้นมาอุดรูได้อย่างสวยงาม

อุดรูโหว่ด้วยกระดาษ

7. เลือกโบที่ชอบ แล้วติดกาวสองหน้าด้านหลัง เพื่อนำไปติดขอบกล่องหรือตะกร้าอีกที เลือกโบที่มีขนาดเหมาะสมกับกระเช้า ติดริมด้านขวาหรือซ้ายล่าง เป็นอันเสร็จ

ติดโบให้สวยงาม

 

ซูมชัดๆ! 10 หนุ่มฮอร์โมน แฟชั่นวัยว้าวุ่นเท่กระฉูด คุณชอบใคร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552077

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2558 06:05

 

จบกันไปแล้วกับซีรีส์ยอดฮิตติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ดูได้ทุกเพศทุกวัยกับฮอร์โมนวัยว้าวุ่น Hormones 3 The Final Season หลังจากที่ ไทยรัฐออนไลน์ เคยทำแฟชั่นชุดนักเรียนของเหล่าสาวๆ ฮอร์โมนไปแล้ว ( แฟชั่นก็พลุ่งพล่าน! ส่อง 10 ชุดนักเรียนหญิง สาวฮอตฮอร์โมน) วันนี้ ขอนำแฟชั่นเท่ๆ ในชีวิตประจำวัน เมื่อไม่ได้อยู่ในซีรีส์ฮอร์โมน หนุ่มๆ วัยว้าวุ่นจะแต่งตัวกันอย่างไร มาให้คุณได้ส่องกัน ทั้งยังพาไปทำความรู้จัก 10 นักแสดงชายว่าเมื่อเขาไม่ได้เรียนอยู่โรงเรียนนาดาวบางกอก ปัจจุบันเขาเรียนที่ไหน สถาบันอะไรกันบ้าง

อย่าช้า! ไปอ่านพร้อมๆ กันได้เลย…

กันต์ – ท็อป
คนแรก : นน รับบทโดย แบงค์ ธิติ มหาโยธารักษ์ (IG: @bank_thiti)

“แบงค์ ธิติ” หนุ่มสุดฮอตผู้รับบทนน ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พูดถึงการแต่งตัวของแบงค์เขาจะใส่อะไรก็ดูดีไปซะหมดแม้จะเป็นแค่เสื้อยืดธรรมดาก็ตาม

แบงค์ ธิติ

คนที่ 2 : ซัน รับบทโดย เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธ์ภิญโญ (IG:@jamyjamess)

“เจมส์ ธีรดนย์” ผู้รับบทหนุ่มสุดฮอตแห่งนาวดาวบางกอก ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเข้าไปสอดส่องในอินสตาแกรมของหนุ่มเจมส์ บอกเลยว่าแฟชั่นของหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา ทั้งเสื้อ ผ้า หน้า ผม หนุ่มเจมส์จัดหนักจัดเต็มไปซะทุกงานตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แต่สิ่งที่หนุ่มเจมส์ดูจะโปรดปรานเป็นพิเศษคงจะเป็นบรรดารองเท้ารุ่นต่างๆ ที่มีให้เห็นมากมาย

เจมส์ ธีรดนย์

คนที่ 3 : บอส รับบทโดย พี สาริษฐ์ ตรัยเลิศวิเชียร (IG : @peatrs)

“พี สาริษฐ์” หนุ่มคนนี้ทำให้คนเกลียดกันทั่วบ้านทั่วเมืองในบทของบอส แห่งนาดาวบางกอก ในซีรีส์ฮอร์โมนเป็นคนเรียนเก่ง แต่ตัวจริงของหนุ่มพีก็ไม่ธรรมดาอีกเช่นกัน เพราะตอนกำลังเรียนอยู่ ม.4 พีสามารถสอบเทียบได้วุฒิ ม.6 จึงได้ออกจากโรงเรียน มาเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย และในปัจจุบันได้เรียนในคณะสถาปัตย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากจะเรียนเก่ง การแสดงดีแล้ว หนุ่มพียังมีเซ้นส์ในด้านแฟชั่นอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มอีกคนที่แต่งตัวออกมาแล้วดูดีจนหลายๆ คนปลาบปลื้มในสไตล์ของเขา

พี สาริษฐ์

คนที่ 4 : พละ รับบทโดย สกาย วงศ์รวี นทีธร  (IG:@skywongravee)

หนุ่มหน้าใสขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ “สกาย วงศ์รวี” หรือ พละ ฮอร์โมน ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แฟชั่นของหนุ่มสกายยังไม่โดดเด่นเท่าไร แต่ด้วยหน้าตาของเขาแล้วเชื่อเลยว่าไม่ว่าสกายจะแต่งตัวแบบไหน ใครๆ ก็พร้อมที่จะเป็นแม่ยกให้กับหนุ่มน้อยคนนี้อย่างแน่นอน

สกาย วงศ์รวี

คนที่ 5 : เฟิสต์ รับบทโดย ปีโป้ ณัชพัณณ์ ปรมะเจริญโรจน์  (IG:@nutchapanp)

หนุ่มที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นนอกจอในจอ “ปีโป้ ณัชพัณณ์”ปัจจุบันกำลังศึกษาโรงเรียนมัธยม เซนต์ฟรานซิส เมโธดิสท์ – สิงคโปร์ (St.Francis Methodist School) แฟชั่นของหนุ่มน้อยคนนี้ก็ดูน่าสนใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการใส่กางเกงวอร์ม หรือกางเกงลายทหารก็เท่ไม่ใช่เล่น

ปีโป้ ณัชพัณณ์

คนที่ 6 : วิน รับบทโดย พีช พชร จิราธิวัฒน์  (IG: @peach_pachara)

มาถึงรุ่นพี่ฮอร์โมนกันบ้าง กับหนุ่ม “พีช พชร” ปัจจุบันพีชจบการศึกษาในหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (นานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวตนของเขาที่ไม่ใช่วินก็ดูเหมือนจะเป็นตัวของตัวเองเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งนิสัยหรือการแต่งตัว พีชเป็นตัวพ่อด้านแฟชั่นอีกหนึ่งคนเลยทีเดียว ที่ไม่ว่าจะมิกซ์แอนด์แมตช์อะไรก็ดูจะเข้ากันได้อย่างลงตัว

พีช พชร

คนที่ 7 : ภู รับบทโดย มาร์ช จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล (IG: @marchutavuth)

หนุ่มหน้าใสพูดเก่งพระเอกสุดฮอต “มาร์ช จุฑาวุฒิ” ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ้าพูดสไตล์การแต่งตัวของมาร์ชก็ดูดีทีเดียว เรียกได้ว่าแค่มาร์ชเดินมาสาวก็ต้องเหลียวมอง

มาร์ช จุฑาวุฒิ

คนที่ 8 : ธีร์ รับบทโดย ตั้ว เสฏฐวุฒิ อนุสิทธิ์ (IG: @tousedthawut)

หนุ่มที่เกิดเพราะฮอร์โมนอีกหนึ่งคน “ตั้ว เสฏฐวุฒิ” ปัจจุบันกำลังศึกษาที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แฟชั่นของหนุ่มตั้วดูเข้ากับเขาเป็นอย่างดีกับลุคฮิปๆ สบายๆ กับรองเท้าคู่เท่ของเขา

ตั้ว เสฏฐวุฒิ


คนที่ 9 : ต้า รับบทโดย กันต์ ชุณหวัตร (IG: @gunnjunhavat)

มาถึงหนุ่มสุดฮอตที่รับบทบาท พี่ต้าคนดีคนเดิมของสาวๆ “กันต์ ชุณหวัตร”ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เอกดนตรีตะวันตก (กีตาร์) หนุ่มกันต์เป็นผู้ชายร่างเล็ก ขาเล็กซะจนสาวๆ บางคนอิจฉา แต่สไตล์การแต่งตัวของกันต์ดูแมนๆ ผู้ชายๆ ใส่เสื้อผ้าโทนสีดำซะส่วนใหญ่ ซึ่งบอกเลยว่าเหมาะกับหนุ่มนักดนตรีแบบกันต์เป็นที่สุด

กันต์ ชุณหวัตร

ชอบใส่สีดำ
คนที่ 10 : ป็อบ รับบทโดย ท็อป ณภัทร โชคจินดาชัย (IG:@toptapp_nc)

มาถึงหนุ่มคนสุดท้าย หนุ่มแว่นพูดเก่ง “ท็อป ณภัทร” ปัจจุบันกำลังศึกษา สาขาวิชานิเทศศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แฟชั่นของหนุ่มท็อปมีสไตล์อีกเช่นกัน ที่โดดเด่นคือหนุ่มคนนี้ชอบใส่กางเกงยีนส์ขาดๆ ท็อปเป็นอีกคนที่เรายกให้เป็นคนที่แต่งตัวแล้วดูดี

ท็อป ณภัทร

เข้าถึงเงินทุนไม่ยาก ถ้าธุรกิจเข้าที มีวินัยทางการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

คลินิกค้ำประกัน

โดย…มิสเตอร์ บสย.

เข้าถึงเงินทุนไม่ยาก ถ้าธุรกิจเข้าที มีวินัยทางการเงิน

ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SMEs ครับ ข่าวดีนี้มาพร้อมกับการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นแม่ทัพ

ผมว่าข่าวดีนี้ ไม่เพียงแต่เกิดผลโดยตรงกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผ่านข่าวดีผ่านมาตรการ แบบสายฟ้าฟาด มายังผู้ประกอบการ SMEs ให้เกิดเป็นรูปธรรมจับต้องได้ครับ แถมยังเดินหน้าคิกออฟเรียบร้อยแล้ว ภายใต้โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือ ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการายย่อยเหล่านี้ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริงๆ

การขับเคลื่อนแบบคิดเร็ว ทำเร็ว จากนโยบาย สู่การปฏิบัติจริง เกิดขึ้นตลอดเดือนกันยายน บทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐ ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน ถูกมอบหมายภารกิจ ให้ช่วยค้ำประกัน โดยรอบนี้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ รับภาระค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ขอสินเชื่อถึง 4 ปี คิดเป็นงบประมาณการให้ความช่วยเหลือด้านต้นทุนธุรกิจถึง 4,000 ล้านบาท และอนุมัติวงเงินค้ำประกันให้ถึง 1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมยังอดกังวลไม่ได้ กับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการก็คือ การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน โดยปราศจากความเข้าใจอย่างแท้จริงของผู้ประกอบการครับ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ

ข้อมูลที่ผมได้สัมผัสก็คือ มีผู้ประกอบการจำนวนมากไม่เข้าใจว่าทำไมแบงก์ไม่ปล่อยกู้ให้พวกเขา ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็ได้ผลักดันแพ็กเกจความช่วยเหลือออกมามากมาย บางท่านมีความต้องการเงินทุนมากยื่นกู้ไปหลายแบงก์ แต่แบงก์ก็ไม่ปล่อยกู้สักที สุดท้ายก็คือ พวกเขาเหล่านั้น ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ แบงก์ไม่ปล่อยวงเงิน ทั้งที่รัฐบาลมีเครื่องมืออย่าง บสย. เป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อให้

ผมขออนุญาตอธิบายง่ายๆ แบบนี้ครับว่า การที่แบงก์จะให้เงินกู้ใครสักคน เขาจะพิจารณาจาก 2-3 ประการครับ ถ้าคุณทำธุรกิจ แบงก์ก็จะดูจากธุรกิจที่คุณทำอยู่ เป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตหรือไม่ จากนั้นก็จะดูจากรายได้ และการเดินบัญชี แน่นอนว่าถ้าคุณจะกู้แบงก์ แบงก์ก็จะดูว่าการเดินบัญชีเป็นอย่างไร จากนั้นก็ดูเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ครับ เช่น รายรับต่อเดือน เพียงพอต่อการชำระหนี้หรือไม่ นี่คือหลักการกว้างๆ ที่แบงก์ต้องพิจารณาครับ นี่คือกรณีผู้กู้ที่มีสถานะปกตินะครับ และก็จะดูเอกสารหลักฐานอื่นๆ เช่น ใบประกอบกิจการ

มีผู้ประกอบการอีกประเภทหนึ่งคือ เป็นลูกหนี้ธนาคาร แล้วไม่ยอมชำระหนี้ ทำให้สถานะการเป็นหนี้ของคุณถูกขึ้นบัญชี ที่เรียกว่าติดเครดิตบูโร การติดเครดิตบูโร ก็เหมือนกับคุณหมดสิทธิ์ที่จะไปกู้เงินเพิ่มแล้วครับ ถึงตรงนี้อาจจะยังไม่เข้าใจว่าเมื่อไหร่ถึงจะติดเครดิตบูโร ง่ายๆ ก็คือ หากคุณไม่ชำระหนี้ ตามกฎเกณฑ์ของธนาคาร คุณจะถูกเลื่อนขั้นเป็นลูกหนี้ที่มีปัญหาครับ ถึงแม้คุณจะได้ชำระหนี้นั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่คุณก็ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 6 เดือนครับ ถึงจะกลับมามีประวัติที่ใสสะอาดดังเดิม ประวัติการชำระหนี้หรือการเป็นหนี้ของท่านจะถูกบันทึกไว้เพื่อเป็นประวัติในการพิจารณาการปล่อยกู้ครับ

อีกปัญหาหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยมากจากข้อร้องเรียนที่ถูกส่งมายังเราคือ การไม่รู้ตัวว่าตัวเองหมดสิทธิ์กู้ไปแล้วจากพฤติกรรมของตัวคุณเอง ก็คือ คุณไม่ยอมจ่ายหนี้นั่นเอง

ถึงตรงนี้ ผมอยากให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เตรียมตัวจะเป็นหนี้ เพื่อนำเงินมาขยายธุรกิจ หรือเสริมสภาพคล่อง ต้องทำความเข้าใจและให้ความสำคัญกับคำว่า “วินัยทางการเงิน” ให้มากครับ เรียกว่าต้องเข้มงวดและเคร่งครัดเลยครับ การสร้างวินัยทางการเงิน ต้องฝึกฝนและอดทนครับ

หลักการง่ายๆ ถ้าคุณยังมีหนี้ คุณต้องใช้หนี้ครับ ถ้าคุณยังติดเครดิตบูโร อย่าได้คิดจะกู้เงินก้อนใหม่เด็ดขาดเพราะแบงก์ไม่มีวันปล่อยเงินให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยง ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการใหม่ คุณคงต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองในการดำเนินธุรกิจสัก 2-3 ปี ถ้าธุรกิจดี ธุรกิจคุณเข้าที รับรองเงินทุนวิ่งมาหาคุณแน่นอนครับ

กับดักมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

กับดักมนุษย์เงินเดือน

มนุษย์เงินเดือน น่าจะเป็นกลุ่มมนุษย์ที่มีจำนวนมากที่สุดในกลุ่มของคนที่อยู่ในวัยทำงาน พบเห็นได้ตามท้องถนนทั่วไป ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็แล้วแต่ ล้วนเป็นอาชีพที่ดูเหมือนว่าน่าจะมั่นคงสุดๆ เพราะมีรายได้ประจำ มีเงินให้ใช้ทุกสิ้นเดือน แถมเผลอๆ มีโบนัสให้อีกตอนสิ้นปี หากได้อยู่บริษัทดีๆ สวัสดิการต่างๆ เพียบพร้อม ทั้งประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ฯลฯ

แต่ความมั่นคงเหล่านี้แหละที่ทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนชะล่าใจ และติดกับดักระหว่างชีวิตการทำงาน กับดักที่ว่าคือ

1. ติดกับดักกับสังคมสร้างภาพ ในยุคที่ชีวิตติดโพสต์ มีอะไรก็ต้องแชร์ผ่านออนไลน์ให้โลกรับรู้ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไปเที่ยวไหนก็ต้องโชว์ กินข้าวก็ต้องโพสต์ ซื้อเสื้อผ้า ทำหน้า ทำผม โพสต์หมด และเข้าใจไปเองว่าการนำตัวให้อยู่ในสถานที่ดีๆ Check in ในร้านอาหารที่หรูหราเป็นการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง เรามาถึงจุดที่มีธุรกิจการขายพวงมาลัยรถยนต์ เพื่อไว้ถ่ายรูปสร้างโปรไฟล์ในโซเชียลมีเดีย ให้ตัวเองดูรวยว่าขับรถหรูราคาแพง เราซื้อกระเป๋าตามแบบที่ดาราฮอลลีวูดเขาถือกัน โดยลืมคิดไปว่ารายได้เราเท่ากันกับเขาหรือเปล่า เราสาละวนอยู่กับการสร้างภาพ เพื่อทำให้โปรไฟล์ตัวเองดูดี โดยที่การสร้างภาพเหล่านี้มีต้นทุน มีราคาที่เผลอๆ เกินกว่ารายได้ที่เรามี

2. คิดไปเองว่าความมั่นคงมีจริง คิดไปเองว่าบริษัทที่เราทำงานด้วยจะมั่นคงไปตราบเท่าอายุขัยของเราและลูกหลาน ดังนั้น จึงฝากอนาคตของตนเองไว้ที่บริษัททั้งหมด ฉันจะตายที่นี่!! ไม่ไปไหนแล้ว ติดกับดักความมั่นคง เลยไม่ได้พัฒนาความสามารถด้านอื่นไว้เลย เมื่อศักยภาพไม่ถูกพัฒนา ความสามารถจึงมีจำกัด บวกกับการติดนิสัยรักสบาย ถือคติที่ว่า ลำบากวันนี้สบายวันหน้า แต่ถ้าขี้เกียจวันนี้ สบายวันนี้เลย 555+ ก็เลยทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม วันใดฟ้าผ่าเปรี้ยง ต้องเปลี่ยนงาน ชีวิตก็จะอยู่ยากขึ้น เพราะปัจจุบันงานไม่ได้หาง่าย เมื่องานไม่มี รายได้ก็ไม่มา

3. เงินเดือนหมด ตั้งแต่ยังไม่กดออกมา เพราะได้ใช้จ่ายล่วงหน้าไปหมดแล้ว หักเงินกู้บ้าน กู้รถ กู้สหกรณ์ กู้บริษัท ตัดยอดเงินผ่อนบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อทุกชนิด ดังนั้น เมื่อถึงสิ้นเดือน จึงไม่มีเงินเหลือให้ใช้จ่าย ใช้จ่ายในแต่ละเดือนด้วยการหมุนผ่านบัตรเครดิต ยอมเสียดอกเบี้ยแพงๆ

4. ลืมจัดสรรเงินออม เงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เงินเก็บไม่เคยมีเข้าบัญชี ด้วยข้ออ้างสารพัน จริงๆ แล้วการออมเงินถือเป็นหนทางแห่งความมั่นคงที่สุดของมนุษย์เงินเดือน

หากใครอ่านดูแล้ว คิดว่าตัวเองยังอยู่ในวนเวียนอยู่ในกับดักเหล่านี้ ดิฉันมีคาถามาแนะนำ คาถาที่ว่าคือ ลด ละ เลิก

1. ลด หนี้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นหนี้นอกระบบ หรือในระบบ ค่อยๆ ปลดไปทีละก้อน เลือกก้อนที่เล็กที่สุดก่อน เพราะปลดง่ายสุด ลดหนี้เก่า ไม่สร้างหนี้ใหม่ เลิกซื้อของเงินผ่อน

2. ละ กิเลส แยกแยะให้ได้ว่าอะไรคือการสร้างภาพ อะไรคือเนื้อแท้ ให้ความสำคัญกับเนื้อแท้ มุ่งพัฒนาความสามารถในการทำงาน มากกว่าการทำตัวเองให้ดูดีด้วยวัตถุราคาแพง

3. เลิก สบาย ออกจากพื้นที่ความสบาย (Comfort zone) บ้าง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม การไม่เสี่ยงอะไรเลยคือ เสี่ยงที่สุด ในชีวิตจริงไม่มีอะไรรับประกันหรอกว่าอะไรจะมั่นคงที่สุด โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ถ้ามัวแต่คิดว่าอยู่แบบนี้ก็สบายดีอยู่แล้วนี่ เมื่อคลื่นลูกใหม่หรือเด็กใหม่ๆ ไฟแรงกว่า เข้ามาแทนที่ คุณก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หรือแย่ยิ่งกว่าคือ ถูกทิ้งไปเลย เลิกจ้าง ว่างั้น!

ออกจากกับดักกันเถอะนะ!! พี่น้อง