แหวกฟ้าหาฝัน : ภาพเด่นใน PalazzoBarberini

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250008

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Judith beheading Holofernes ของ Michelangelo Merisi da Caravaggio

นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่ขามิวเซียมหรือห้องภาพเวลาไปเยี่ยมเยือนห้องภาพใด มักสนใจแต่ภาพเด่นของห้องภาพหรือมิวเซียม ส่วนภาพอื่นๆก็ดูไปงั้นๆ หรือบางคนอาจไม่ดู และเลือกนั่งรอในห้องอาหาร หรือเล่นเนตเลยด้วยซํ้า ภาพเด่นของ National Gallery of Ancient Art แม้จะมีไม่มาก แต่ภาพเหล่านี้ก็สวยงามสมกับเป็นผลงาน masterpiece ของศิลปินเลยทีเดียว เช่น Saint Mary Magdalene ของ Piero di Cosimo ศิลปินอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพที่เป็นของ Monte di Piet และถูกบริจาคมาให้กับรัฐในปี 1907 นี้เห็นได้ชัดว่าได้รับอิทธิพลมาจากงาน ของ Leonardo da Vinci และ Filippo Lippiผู้ชมจะเห็นว่าแม้ภาพนี้จะเป็นผลงานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ศิลปินก็สามารถรังสรรค์งานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนผมและเสื้อผ้าซึ่งเนียนราวกับภาพถ่าย

Judith beheading Holofernes ของ Michelangelo Merisi da Caravaggio

Venus and Adonis ของ Tizia Vecellio หรือ Titian ศิลปินอิตาลีที่สำคัญที่สุดของ Venetian School ภาพที่ถูกเขียนขึ้นตามบัญชาของพระเจ้าชาร์ลที่ห้าเพื่อเก็บไว้ในกรุงปราก และถูกปล้นไปเก็บไว้ในสวีเดนในสมัยของพระเจ้า Gustavus Adolfus ก่อนตกทอดมาถึงพระราชินี  Christina of Sweden ซึ่งถือมากรุงโรมเมื่อพระองค์สละราชย์จนขายไปอีกหลายทอดจากรัชทายาทของพระองค์จนมาถึงรัฐบาลโรมในที่สุดนี้ แม้จะใช้สีน้อย แต่ศิลปินก็สร้างสรรค์ได้อย่างลงตัว ผู้ชมจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ของศิลปินอยู่ในระดับ masterpiece สังเกตได้จาก เสื้อรายละเอียดของเสื้อผ้าของ Adonis และสายตาของทั้ง Venus และ Adonis ที่บ่งบอกถึงความรักของทั้งคู่ได้โดยไม่ต้องใช้จินตนาการใดๆ

Sleeping Putto ของ Guido Reni ศิลปินอิตาลียุคบาโรกภาพที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Collection of Barberiniในเดือนมกราคมปี 1629 นี้เป็นผลงานภาพปูนเปียกที่ตระกูลBarberini ต้องการตกแต่ง Cappella Paolina ใน S.Maria Maggiore นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าภาพเด็กนอนหลับอย่างมีความสุขนี้ดูไม่ต่างจากภาพถ่ายเลยอันแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดสมกับเป็นหนึ่งใน masterpieceของศิลปินเลยทีเดียว

Judith and Holofernes ของ Francesco Furini

Judith beheading Holofernes ของ Michelangelo Merisi da Caravaggio ศิลปินอิตาลีต้นตำรับ Caravaggism ภาพจากเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่ Judith ช่วยชนชาติของตัวด้วยการทำให้ Holofernes เมาและตัดคอเขาเสียนี้ศิลปินต้องการแสดงให้เห็นถึงความดีชนะความเลวอย่างแจ้งชัดโดยตัวภาพเน้นให้เห็นถึงสีหน้าและเสียงกรีดร้องของ Holofernes ที่หวาดกลัวระคนขึ้งเครียด สังเกตจากกล้ามเนื้อที่หดเกร็งของแขนทั้งสองผู้ชมที่ไปดูภาพจริงนี้จะสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้ไม่ยากเย็นเพราะเขาสามารถเขียนให้ภาพแสดงถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากความเป็นสู่ความตายได้อย่างน่าทึ่ง สังเกตจากนัยน์ตาเหลือกโผนของ Holofernes อันแสดงว่าเขาเสียชีวิตแล้ว แต่การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้าง มือที่กำผ้าปูที่นอนแน่น และเสียงกรีดร้องอันเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่าเขามีชีวิตอยู่ซึ่งน่าจะเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติจากระบบประสาทมากกว่า นอกจากนั้นในห้องภาพแห่งนี้ยังมีภาพ Judith and Holofernes จาก Francesco Furini ศิลปินอิตาลียุคบาโรกอื่นให้เปรียบเทียบด้วย นักท่องเที่ยวจะพบว่าภาพชื่อเดียวกันนี้ของ Furini ให้บรรยากาศที่อ่อนนุ่มกว่า และไม่เร้าใจเท่า

Venus and Adonis ของ Tizia Vecellio

นอกจากภาพข้างต้นแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนมิวเซียมนี้ส่วนหนึ่งคงต้องการมาดูผลงานเด่นที่สุดของห้องภาพนั่นคือ The Fornarina ของ Raphael Sanzio ศิลปินและสถาปนิกอิตาลียุคเรอเนสซองส์ ภาพคนรักของ Raphael ที่ถูกครอบครองโดยตระกูล Barberini นี้อาจเป็นภาพของ Margherita Luti บุตรสาวของ Francesco Senese ซึ่งย้ายเข้าไปอยู่ใน convent หลังจากที่ศิลปินเสียชีวิต  ภาพที่ศิลปินเขียนในปีสุดท้ายของชีวิตนี้ดูมีชีวิตชีวาและเหมือนจริงมากโดยเฉพาะแววตา และผืนผ้าที่ Fornarinaใช้ปกปิดส่วนกลางของร่างกาย นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาภาพของจริงนี้คงรู้สึกว่าคุ้มแล้วที่ได้เสียเงินมาเยือนห้องภาพแห่งนี้ (ภาพจาก Guide the National Gallery of Ancient Art at Palazzo Barberini)

Venus and Adonis ของ Tizia Vecellio

Saint Mary Magdalene ของ Piero di Cosimo

Sleeping Putto ของ Guido Reni

หนังสือเด่น : ‘Thai Heart’ บันทึกความทรงจำในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250014

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“Thai Heart” เป็นหนังสือฉบับพิเศษที่แลคตาซอยให้การสนับสนุนการจัดทำโดยร่วมกับนิตยสาร RARE magazine เพื่อร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งความพิเศษของหนังสือเล่มนี้คือความสมบูรณ์ของเนื้อหาซึ่งผู้เขียนได้เรียบเรียงขึ้นมาใหม่ โดยไม่มีโฆษณา พิมพ์ 4 สีสวยงามทั้งเล่ม และหน้าปกได้ออกแบบไม่มีโลโก้ใดๆ เพื่อให้สามารถนำไปเข้ากรอบตั้งโชว์ได้อย่างสวยงาม

เนื้อหาภายในเล่มแบ่งออกเป็น 7 เรื่อง เรื่องที่ 1 King’s Historyมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติตั้งแต่ทรงพระเยาว์ การศึกษา รวมทั้งความสนพระราชหฤทัยของพระองค์ในศาสตร์ต่างๆ เรื่องที่ 2 King’s Project เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจและโครงการสำคัญต่างๆ เรื่องที่ 3 In Remembrance of The King รวบรวมเรื่องราวที่ชวนให้คิดถึงพระองค์ อย่างเรื่องราวความรักที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เรื่องที่ 4 King’s Speech นำเสนอพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในการดำเนินชีวิตที่สามารถนำไปใช้ได้จริงผ่านบุคคลต้นแบบ 39 ท่าน เรื่องที่ 5 King’s Talent เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระปรีชาสามารถในด้านต่างๆ อาทิ งานประดิษฐ์ ดนตรี กีฬา รวมถึงรางวัลที่พระองค์ทรงได้รับในระดับนานาชาติ เรื่องที่ 6 The Greatest Inspiration รวบรวมผลงานพระบรมฉายาลักษณ์จากศิลปินทุกแขนง โดยได้ขออนุญาตจากศิลปินเจ้าของผลงานโดยตรง และ เรื่องที่ 7 End of An Era มีเนื้อหาที่ร้อยเรียงถึงความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวงของปวงชนชาวไทย

หนังสือฉบับพิเศษ “Thai Heart” เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ไม่เพียงมีคุณค่าทางด้านจิตใจสำหรับคนไทยที่ระลึกถึงกษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักของคนไทยทั้งชาติ แต่หนังสือเล่มนี้ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สำหรับเยาวชนรุ่นหลังที่จะได้ศึกษาและเรียนรู้พระราชจริยวัตรอันงดงามเพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ให้คงอยู่สืบไปอีกด้วย

หนังสือเล่มนี้ บริษัท แลคตาซอย ได้ร่วมกับนิตยสาร RARE magazine จัดทำขึ้น เพื่อนำไปแจกให้กับทุกคนที่ไปร่วมงาน ลงนามถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ท้องสนามหลวง โดยในชุดแรกได้แจกไปหมดแล้ว สำหรับชุดที่สอง จัดพิมพ์เพิ่ม ซึ่งจะแจกให้อีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคมนี้

บทละครเวทีเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์

เรื่องราวอันดับที่แปด ในอีก 19 ปีต่อมา

“แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ เด็กต้องคำสาป” เป็นผลงานชิ้นใหม่ของ J.K.ROWLING เนื้อหาเริ่มขึ้นเมื่อ เวลาผ่านเลยมาจากชุดแรก ถึง 19 ปี โดยแฮรี่ได้เข้าทำงานในกระทรวงเวทมนตร์ มีลูกสามคน ชีวิตของเขาต้องเจอกับเรื่องหนักๆ มากมาย ที่สนุกตื่นเต้นไม่แพ้ในวัยเด็ก หนังสือเล่มนี้ เป็นรูปแบบของ “บทละครเวที” ที่เขียนขึ้นมาเพื่อใช้ในการแสดงละครเวทีในอังกฤษ โดยนักแสดงมืออาชีพ ที่เขียนบทโดย “แจ็ค ทอร์น” นิยายเรื่องนี้ นับเป็นเล่มที่แปดในชุดของแฮร์รี่ พอตเตอร์ จำหน่ายเล่มละ 425 บาท แปลเป็นไทยโดย “สุมาลี”

พระพุทธรูป ตามคติชาวล้านนา

ฐานคิดและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

“พระพุทธรูป ตามคติชาวล้านนา” เป็นผลงานค้นคว้าของ “ศาสตราจารย์อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว” ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่รอบรู้การอ่านตัวอักษรธรรมและอักษรฝักขาม ซึ่งเป็นอักษรที่เคยใช้ในล้านนาโบราณเป็นอย่างดี เนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธรูปเกือบทุกวัดในดินแดนล้านนา (8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน) ที่พบว่าคนล้านนาในทุกท้องถิ่น มีคติหรือมุมมองเกี่ยวกับพระพุทธรูปของตนเอง แตกต่างจากมุมมองของชาวตะวันตกที่ละเลยแนวคิดและความเชื่อของคนในท้องถิ่น ซึ่งสามารถนำไปสู่การเป็นจุดเริ่มต้นการศึกษาฐานคิดและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่แฝงอยู่กับองค์พระพุทธรูปของคนล้านนา จำหน่ายเล่มละ 360 บาท

ฆาตกรรมซ่อนเงื่อนจากปมชีวิต

สู่การขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต

“บัลลังก์พฤกษา” เขียนโดย “ศตรัศมิ์” เป็นอาชญนิยายแนวสืบสวน ที่กล่าวถึง การฆาตกรรมที่เกิดติดต่อกันสามครั้งในช่วงเวลาที่ต่อเนื่อง ทำให้นักพิษวิทยาสาวถูกส่งเข้ามาเพื่อค้นหาข้อมูลทางยาพิษเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายปมปัญหา เป็นเหตุทำให้ ชีวิตของสองหนุ่มกับหนึ่งหญิงต้องเข้ามาพัวพัน จนเชื่อมโยงผูกพันไปถึงคดีฆาตกรรมด้วยยาพิษ ซึ่งมีมูลเหตุเชื่อมโยงมาระหว่างคนรักเก่ากับคนรักใหม่ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันที่ทุกคนต่างเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมโหดในครั้งนี้ จำหน่ายเล่มละ 340 บาท

นิทานในสวนชุดที่สองเพื่อเด็ก

แรงบันดาลใจจากพระบรมราโชวาท

“นิทานในสวน” ชุดที่ 2 ผลงานของเครือข่ายสานต่อที่พ่อทำ ที่ต้องการให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างเข้าใจโดยเปิดตัว “นิทานในสวน”เล่มที่ 2 จากชุดนิทาน“ตามคำพ่อ” สำหรับเด็กอายุ 4-6 ปี และอายุ 7-9 ปี โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระราชดำรัสที่พระราชทานเนื่องในพิธีเปิดการประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศ ครั้งที่ 13 เมื่อวันศุกร์ที่ 13 เมษายน 2516 ผู้ปกครองที่สนใจสามารถดาวน์โหลดสมุดนิทานเรื่อง “นิทานในสวน” ได้ทางแฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำwww.facebook.com/fulfillingfatherslegacy

การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT-scan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250021

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้ทำความรู้จักการเอกซเรย์และการทำอัลตราซาวนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายเทคนิคของ “การวินิจฉัยด้วยภาพ” หรือ “Diagnosis imaging” ซึ่งเป็นวิธีทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรคเบื้องต้นในการหาสาเหตุความผิดปกติในสัตว์เลี้ยงกันไปแล้วนะครับ

วันนี้ผมก็ยังมีเรื่องน่าสนใจจาก สพ.ญ.ชุติมน ธนบูรณ์นิพัทธ์ อีกเช่นเคยเกี่ยวกับอีกหนึ่งเทคนิคของการวินิจฉัยด้วยภาพ นั่นคือ การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ CT-scan มาฝากกันครับ

การตรวจ CT-scan เป็นการตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของสัตว์ป่วยโดยอาศัยการฉายรังสีเอกซ์เช่นเดียวกับการถ่ายภาพเอกซเรย์ทั่วไปร่วมกับการประมวลขั้นสูงทางคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ภาพที่ได้นั้นมีความละเอียดสูงกว่าภาพเอกซเรย์มาก ข้อมูลที่ได้จากภาพ CT-scan ทำให้เห็นรายละเอียดของรอยโรค หรือความผิดปกติอย่างชัดเจน ช่วยให้การวินิจฉัยหารอยโรคนั้นถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

การตรวจ CT-scan มีข้อบ่งชี้ของการตรวจดังนี้

● ตรวจหาความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ตับแต่กำเนิด ความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด เป็นต้น

● ตรวจความผิดปกติที่เป็นภายหลัง เช่น การตรวจหาเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ รวมทั้งตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก ตรวจหาการแพร่กระจายของเนื้องอกไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียง ตรวจดูการคั่งของเลือดในสมองช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน ตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดโป่งพอง เส้นเลือดอุดตัน ตรวจหาความผิดปกติของกระดูก และข้อต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ ในสัตว์ป่วยนั้นการตรวจ CT-scan มีความจำเป็นต้อง “วางยาสลบสัตว์” ขณะทำการตรวจด้วยดังนั้นสัตว์ป่วยต้องมีการเตรียมตัวก่อนวางยาสลบ ต้องมีตรวจความพร้อมก่อนวางยาเหมือนการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดทั่วไป เช่น ตรวจการทำงานของตับและไต ต้องมีการงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง มีการให้สารน้ำทางเส้นเลือด เป็นต้น

ถึงแม้การตรวจความผิดปกติในร่างกายด้วย CT-scanจะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็มีข้อควรระมัดระวัง นั่นคือการตรวจ CT-scan นั้น จะใช้รังสีเอกซ์ในการสร้างภาพเป็นปริมาณมาก ซึ่งมากกว่าการถ่ายภาพเอกซเรย์ทั่วไป หากสัตว์ป่วยได้รับรังสีเป็นจำนวนมากและเวลานานย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายเช่นกัน

นอกจากนี้ในการที่จะผลิตภาพ CT-scan ให้เห็นรอยโรคชัดเจน อาจจำเป็นต้องฉีด “สารทึบรังสี” ที่มีส่วนประกอบของไอโอดีนเข้าทางหลอดเลือด ซึ่งสารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ ได้ อาทิ การแพ้สารทึบรังสี รวมถึงการส่งผลเสียต่อการทำงานของไต ซึ่งอาจทำให้ไตวายได้โดยเฉพาะสัตว์ป่วยที่มีความผิดปกติของไตมาก่อนหน้า สัตว์ป่วยที่ขาดน้ำ หรือสัตว์ที่อายุมาก

สัปดาห์หน้าเรามารู้จักอีกหนึ่งเทคนิคของการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ นั่นคือการทำ MRI กันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tech for Life : 25 ธันวาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250010

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ไร้คนขับ

หลายๆ บริษัทกำลังพัฒนา Driverless cars หรือรถยนต์ไร้คนขับ สามารถ ขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยตัวเองผู้โดยสารเพียงแค่กดปุ่มติดเครื่องยนต์ ขณะที่แถบเอเชียอย่างในสิงคโปร์ กำลังนำมาใช้ใน ระบบขนส่งสาธารณะเช่นกัน โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เริ่มต้นจากการทดสอบรถเมล์ไฟฟ้าไฮบริดจำนวน 2 คัน

ขณะที่กูเกิ้ล เจ้าแรกๆ ที่พัฒนานวัตกรรม Google Self-Driving Car ได้เปิดตัวแผนกพัฒนารถชื่อ Waymo พร้อมนำ Chrysler Pacifica มินิแวนไฮบริด ทดสอบในสหรัฐอเมริกา

ผลโพลล์

ไมโครซอฟท์ สำรวจพฤติกรรมออนไลน์ของกลุ่มมิลเลนเนียลชาวเอเชีย พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้

มากกว่า 1 ใน 3 ต้องการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนมากที่สุดเป็นอันดับแรก ตามด้วยแล็บท็อปและแท็บเลต (19.3% และ 13.3% ตามลำดับ) ขณะที่เทคโนโลยีที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้านี้ คือ การผสานอุปกรณ์ต่างๆ เข้ากับเทคโนโลยี “ไบโอเมทริกส์” อาทิ การสแกนม่านตาเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน เป็นต้น

Taxi-Beam

แท็กซี่-บีม เตรียมเปิดตัวแอพพลิเคชั่นสำหรับเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ใหม่ล่าสุด ชื่อ Taxi-Beam มาแข่งกับ grabtaxi

แอพฯ นี้ ช่วยให้ผู้โดยสารเรียกใช้บริการแท็กซี่ได้สะดวก ขณะที่คนขับแท็กซี่สามารถเห็นตำแหน่งของผู้โดยสารที่จะเรียกแท็กซี่ด้วยว่าอยู่บริเวณใด ส่วนในอนาคตเตรียมต่อยอดการให้บริการเพิ่มในส่วนของรถโดยสารประเภทอื่นๆ เช่น รถลีมูซีน รถมินิแวน และรถตู้ ด้วย

แอพฯ ซื้อของ7

แกร็บ (Grab) ต่อยอดบริการด้วยการให้ผู้สนใจสินค้าร้านเซเว่นฯสามารถ รับสั่ง และส่งสินค้าถึงหน้าบ้าน ด้วยมอเตอร์ไซค์(บริการของแกร็บไบค์ เดลิเวอรี่) ผ่านแอพพลิเคชั่น 7Eleven TH โดยรายละเอียดสถานที่จัดส่งสามารถกรอกไว้ล่วงหน้าที่หน้าจอ มี 800 สาขาของเซเว่นฯ ในเขตย่านธุรกิจของกรุงเทพฯที่อยู่ในบริการนี้

ส่วนค่าจัดส่งอยู่ที่ 50 บาท ดูรายละเอียดที่https://www.grab.com/th/en/.

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ร่วมส่งความสุขเพื่อผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250016

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันความสุขให้เพื่อนร่วมโลกในวัน Christmas : Merry Christmas to All of You.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250024

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Do They Know It’s Christmas?
It’s Christmastime, there’s no need to be afraid
At Christmastime, we let in light and we banish shade
And in our world of plenty we can spread a smile of joy
Throw your arms around the world at Christmastime
But say a prayer, Pray for the other ones
At Christmastime it’s hard, but when you’re having fun
There’s a world outside your window
And it’s a world of dread and fear
Where the only water flowing
Is the bitter sting of tears
And the Christmas bells that ring there are the clanging chimes of doom
Well tonight thank God it’s them instead of you
And there won’t be snow in Africa this Christmastime
The greatest gift they’ll get this year is life
Where nothing ever grows
No rain nor rivers flow
Do they know it’s Christmastime at all?
Here’s to you. Raise a glass for everyone
Spare a thought this yuletide for the deprived
If the table was turned would you survive
Here’s to them. Underneath that burning sun
You ain’t gotta feel guilt just selfless
Give a little help to the helpless
Do they know it’s Christmastime at all?
Feed the world. Feed the world
Feed the world. Feed the world. Feed the world
Let them know it’s Christmastime again
Feed the world. Feed the world
Let them know it’s Christmastime again

ปราก สาธารณรัฐเช็ก

วันนี้เป็นวัน Christmas เป็นวันพระคริสตสมภพ เป็นวันที่คนส่วนหนึ่งบนโลกใบนี้มีความสุข ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม Mr.Flower ก็ปรารถนาให้คุณๆ ผู้อ่านและคนทุกคนบนโลกใบนี้ รวมถึงสรรพสัตว์ใหญ่น้อยทุกชีวิตมีความสุขด้วย

เพลง Do They Know It’s Christmas? ที่เลือกมาเปิดเรื่องในวันนี้ เป็นผลงานของ Band Aid 30 ซึ่งทำขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1984 (คุณสามารถเปิดฟังและดูภาพจาก youtube ที่ https://www.youtube.com/watch?v=-w7jyVHocTk)

ในขณะที่คนบางคนกำลังมีความสุขสดชื่น สนุกสนานในวันคริสต์มาส แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนบนโลกใบเดียวกับที่เราอยู่นี้ต้องทนทุกข์แสนสาหัส บางคนต้องเผชิญกับภัยสงคราม และการสู้รบที่ไร้มนุษยธรรม บางคนต้องอดอยากหิวโหย ไม่มีอาหารและน้ำจะกิน บางคนไร้เครื่องนุ่งห่มกันหนาวในยามที่หนาวเหน็บ บางคนไม่มีที่พักอาศัย ไม่มียารักษาโรค ส่วนสัตว์จำนวนไม่น้อยที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเราก็กำลังถูกไล่ล่าเอาชีวิต

แฟรงค์เฟิร์ต เยอรมนี

ภาพที่ขัดแย้งระหว่างภาพความสนุกสนานของคนกลุ่มหนึ่ง กับภาพความทุกข์ทรมานของคนอีกกลุ่มหนึ่ง คือภาพของความเป็นจริงที่เราทุกคนควรตระหนัก และควรหาทางช่วยเหลือพวกเขา

เนื้อเพลง Do They Know It’s Christmas? มีความหมายที่น่าสนใจมาก เพราะต้องการให้เราทุกคนช่วยกันดูแลเพื่อนร่วมโลกของเรา แบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมโลกของเราตามกำลังความสามารถ

เราคงจะมีความสุขได้ไม่เต็มที่ ยิ้มได้ไม่เต็มหน้า หัวเราะได้ไม่สุดเสียง และกินอะไรก็คงไม่อร่อยเท่าที่ควร หากเรารู้ว่าเพื่อนร่วมโลกของเรายังตกทุกข์ได้ยาก

เรามาแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมโลกของเราด้วยนะครับ ช่วยกันแบ่งปันตามกำลังความสามารถของแต่ละท่าน เพื่อให้เพื่อนร่วมโลกของเรามีความสุขในวันคริสต์มาสและทุกๆ วัน

นูเรมเบิร์ก เยอรมนี

Mr. Flower ขอกล่าวคำว่า Merry Christmas and Happy New Year 2017 to All of You and All People and All Everything in This World. May Our World Have a Wonderful Peace Forever.

ขอขอบคุณที่ทุกท่านกรุณาเป็นแฟนคอลัมน์ของ Mr.Flower และร่วมคณะไปเที่ยว และร่วมทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ และช่วยโครงการทำหมันให้กับหมาแมวจรจัดกับ Mr.Flower มาโดยตลอด ขอบคุณครับ แล้วเราจะร่วมโครงการดีๆ ด้วยกัน และจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดไป

วันนี้ Mr.Flower ขอมอบภาพต้นคริสต์มาสสวยๆ จากหลายแห่งทั่วโลกมาเป็นเครื่องกำนัลแด่คุณๆ และหวังว่าปีหน้าเราจะได้ร่วมคณะไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในยุโรปด้วยกัน (หรือถ้าหากคุณต้องการให้จัดทริปพาคุณไปเที่ยวที่ไหน กรุณาโทร.บอก Mr.Flower ที่ 091-7233615)

สุขสันต์วันคริสต์มาส และสุขสันต์วันปีใหม่ พ.ศ. 2560 แด่ทุกท่านครับ

แฟรงค์เฟิร์ต เยอรมนี

วีสบาเดน เยอรมนี

มิลาน อิตาลี

ร้านรวงในสตราสบวร์ก ฝรั่งเศส ตบแต่งร้านรับเทศกาลคริสต์มาส

ลุงซานต้า กับน้องหมาซานตี้ โรเทนบวร์ก เยอรมนี

สีสันเทศกาลคริสต์มาส

สีสันเทศกาลคริสต์มาส

Merry Christmas and Happy New Year 2017 to All of You.

สีสันเทศกาลคริสต์มาส

3 องค์กรใหญ่ ร่วมใจสานต่อเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250020

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

มื้อพิเศษสุดอลังการ จาก 10 ห้องอาหาร ต้อนรับปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249899

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่จะคอยสรรหาเมนูจานเด็ด พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใคร และในสุดสัปดาห์ก่อน เราพาทุกท่านร่วมเทศกาลคริสต์มาสกันไปแล้ว ในสุดสัปดาห์นี้ จึงขอพาทุกท่านเตรียมพร้อมร่วมเคานท์ดาวน์ ต้อนรับปี พ.ศ.2560 ในคืนวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคมนี้ พร้อมอิ่มอร่อยไปกับเมนูโปรโมชั่นที่เชฟบรรจงรังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ จาก 10 ห้องอาหารในโรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ เริ่มต้นกันที่

โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพ ฟอร์จูน นำเสนอกาลาดินเนอร์บุฟเฟ่ต์ ด้วยอาหารไฮไลต์สุดพิเศษ อาทิ อาหารญี่ปุ่น, ซูชิ, ซาซิมิ, บาร์บีคิวอาหารทะเลสดๆ, สารพัดเนื้อย่างอบ, ขาแกะนิวซีแลนด์อบ, หมูหันฮ่องกง, ไก่ดำตุ๋นยาจีน, ปลากะพงขาวนึ่ง พร้อมขบวนของหวานนานาชนิด อาทิ ทิรามิสุ, เครปซูเซท, ช็อกโกแลตฮาเซลนัทชาร์รอทส์ ฯลฯ พร้อมเพลิดเพลินกับวงดนตรีมืออาชีพและการแสดงสุดอลังการ ในราคาท่านละ 2,175 บาท ในวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค. ที่ห้องอาหาร “วัน รัชดา” สอบถามและสำรองที่นั่งโทร.02-6411500


โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ นำเสนอเมนูอาหารค่ำ 5 คอร์ส โดยเชฟชาวอิตาลี ทั้งตับห่านทอดเสิร์ฟกับมูสแอปเปิ้ลราดซอสส้มและเห็ดทรัฟเฟิล, พาสต้าเส้นเล็กผัดด้วยน้ำมันมะกอกและทรัฟเฟิลครีมซอส, เชอร์เบทสปาร์คกลิ้งไวน์, ปลาหิมะคลุกเครื่องเทศทอดเสิร์ฟพร้อมกุ้งลายเสือ มูสบีทรูทราดด้วยซอสโรสแมรี่กับไข่ปลาคาเวียร์, มาการองราดซอสราสเบอรี่ ในราคาท่านละ 2,350 บาท++ นอกจากนี้ยังมีเมนูพิเศษเฟสต์ทีฟอะลาคาร์ท ที่ห้องอาหาร “ดอน จิโอวานนี” หรือชุดเมนูอาหารค่ำ 9 คอร์ส สไตล์เฟรนช์บิสโทร ในราคาท่านละ 7,500 บาท++ คืนวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค. เวลา 18.00-22.30 น. ที่ห้องอาหาร “รูฟท็อปบลูสกายบาร์แอนด์ไดนิ่ง” สอบถามและสำรองที่นั่งโทร.02-5411234 ต่อ 4151


โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลเมนูพิเศษ เซิร์ฟแอนด์เทิร์ฟ จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเนื้อเกรดพรีเมียม เสิร์ฟพร้อมแชมเปญ G.H. Mumm No.1 นอกจากนี้ยังมีบริการอาหารเมนูตามสั่ง ทานได้ไม่อั้นกับอาหารจานหลัก รวมไปถึงสเตชั่นและทรอลลี่อาหารร้อนพร้อมเสิร์ฟ ในราคาท่านละ 9,999 บาท++ คืนวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค. เวลา 19.00-23.30 น. ที่ห้องอาหาร “อูโนมาส” และร่วมเคานท์ดาวน์ ไปกับเซตเมนูกาลาดินเนอร์ 8 คอร์ส พร้อมรับแชมเปญ G.H. Mumm No.1 คู่ละ 1 ขวด ในราคาท่านละ 15,555 บาท++ เวลา 19.00-02.00 น. ที่ห้องอาหาร “เรดสกาย” หรือท่านละ 3,000 บาท พร้อมรับแชมเปญ 1 แก้วฟรี ที่ “เรดสกายบาร์” สอบถามและสำรองที่นั่งโทร.02-1006255


โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท

โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท นำเสนอบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติมื้อค่ำเลิศรส และอาหารทะเลคุณภาพสดใหม่ ในราคาท่านละ 2,600 บาทถ้วน หรือ 3,950 บาทถ้วน รวมชองดอง, ไวน์, ค็อกเทล และเครื่องดื่มแบบไม่มีแอลกอฮอล์ หรือ 4,950 บาทถ้วน รวมแชมเปญเวิฟ คลิกโกต์, ไวน์, ค็อกเทล และเครื่องดื่มแบบไม่มีแอลกอฮอล์ และร่วมเคานท์ดาวน์ คืนวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค. เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องอาหาร “วัวล่า” หรือเซตเมนูอาหารมื้อค่ำเลิศรสสุดหรู 6 คอร์ส รวมแชมเปญเวิฟ คลิกโกต์ ในราคาท่านละ 9,500 บาทถ้วน และระเบียงด้านนอกในราคาท่านละ 12,500 บาทถ้วน ที่ “ลาพาร์ต บาร์แอนด์เรสเตอรองค์” สอบถามและสำรองที่นั่งโทร.02-1269999


โรงแรมใบหยก สกาย 

โรงแรมใบหยก สกาย นำเสนอบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติระดับพรีเมียม ทั้งไทย, จีน, ยุโรป, ญี่ปุ่น อาทิ ฟัวกราส์, สเต๊กซี่โครงแกะนิวซีแลนด์, สเต๊กเนื้อสันในออสเตรเลีย, หมูหันฮ่องกง, เป็ดปักกิ่ง, ซุปหูฉลาม, ซูชิ-ซาซิมิ ฯลฯ กว่า 100 เมนู พร้อมเมนูสุดพิเศษ อาหารไฮไลท์ ซีฟู้ดออนไอซ์ อาทิ ขาปูอลาสก้าเนื้อแน่น, กุ้งแม่น้ำตัวโต, หอยเชลล์แมลงภู่นิวซีแลนด์, ปูม้า, หอยนางรมสดๆ ฯลฯ ทานคู่น้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ ในราคาเริ่มต้นที่ 3,200 บาท พิเศษ! แฟนเพจ Baiyoke Sky และไลน์ @Baiyokeskyhotel ลดเหลือเพียงท่านละ 2,750 บาท สอบถามและสำรองที่นั่งโทร.02-6563939


โรงแรมแมนดาริน

โรงแรมแมนดาริน นำเสนอเมนูพิเศษอาหารยุโรป เริ่มด้วย สลัดไก่ย่าง, ซุปบีทรูท, ปลาแซลมอนสเต๊ก และปิดท้ายด้วยของหวานสไตล์อิตาเลียน สตรอเบอร์รี่พันนาค็อตตา ในราคาท่านละ 499 บาทถ้วน นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารไทยที่เหมาะสมกับเทศกาลพิเศษหลากหลายรายการ เอาใจผู้ชื่นชอบอาหารไทย ในวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค. ที่ห้องอาหาร “ครัวหลวง” สอบถามและสำรองที่นั่งโทร.02-2380230


โรงแรมเลอ เมอริเดียน

โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ นำเสนอบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติพร้อมเมนูอาหารพิเศษหลากหลายชนิด อาทิ ตับห่านย่าง, ตับบดพร้อมเห็ดทรัฟเฟิล, ซีฟู้ดสดใหม่, ก้ามปูอลาสก้า, หอยนางรมฝรั่งเศส, กั้ง, คาร์ฟวิ่งสเตชั่น, เนื้อหลากชนิด ฯลฯ ในราคาท่านละ 1,599 บาทถ้วน พร้อมสปาร์คกลิ้งไวน์ 1 แก้ว คืนวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค. เวลา 18.00-22.30 น. ที่ห้องอาหาร “เลเทสเรซิพี” และร่วมเคานท์ดาวน์ ไปกับเครื่องดื่มมากมาย อาทิ ค็อกเทล, ไวน์, สปาร์คกลิ้ง, เบียร์ ฯลฯ พร้อมรับฟรี สปาร์คกลิ้งไวน์ 1 แก้ว เวลา 23.00-01.00 น. ที่ห้องอาหาร “แบมบู ชิค บาร์” สอบถามและสำรองที่นั่งโทร.02-2328888


โรงแรมแลนด์มาร์ค 

โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ นำเสนอบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ ละลานตากับอาหารทะเล ทั้งปูยักษ์, หอยนางรม, กุ้งลายเสือ, ปูทะเล, ตับห่านทอด, เนื้อวากิว, เนื้อแกะ, ไก่งวงอบ ฯลฯ ปิดท้ายด้วยของหวานสุดอลังการ ในวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค. มื้อสายราคาท่านละ 2,500 บาทถ้วน มื้อค่ำราคาท่านละ 3,900 บาทถ้วน พิเศษ! รับส่วนลด 50% ทันทีเมื่อมา 4 ท่านขึ้นไป ที่ห้องอาหาร “เอเทรี่ยม” หรือมื้อค่ำ 5 คอร์สสุดหรู อาทิ ตับห่าน, กุ้งเมนล็อบสเตอร์, สเต๊กเนื้อวากิว ฯลฯ ในราคาท่านละ 7,900 บาท++ หรือเมนู 3 คอร์ส ในราคาท่านละ 5,900 บาท++ ที่ห้องอาหาร “ริบรูม แอนด์ บาร์” หรือบุฟเฟ่ต์อาหารอบ ในราคาท่านละ 1,300 บาท++ ที่ “ฮันส์แมน ผับ” สอบถามและสำรองที่นั่งโทร.02-2540404 ต่อ 7777


โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ

โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ นำเสนอบุฟเฟ่ต์นานาชาติและอาหารไทยตำรับชาววังหลากหลายเมนู อาทิ หอยเชลล์, แซลมอน, แกะอบซอส, ขาหมูแฮมกับซอสแอปเปิ้ล, กุ้งแม่น้ำเผา, ปลากะพงเผา, เป็ดอบซอสมะขาม, ไก่งวงอบซอสโรสแมรี่, ปลาเห็ดโคลนอบซอสไวน์ขาว ฯลฯ รวมน้ำสมุนไพรไม่จำกัด พร้อมร่วมเคานท์ดาวน์และสนุกสนานไปกับปาร์ตี้ธีมหน้ากากแฟนซี ดนตรีสดสไตล์แจ๊สและบอสซาโนว่า กิจกรรมลุ้นรับของรางวัลพิเศษ ในราคาท่านละ 1,400 บาทถ้วน คืนวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค. เวลา 18.00-24.00 น. ที่ห้องอาหาร “ไอวอรี่ เล้านจ์” และ “พูล บาร์” สอบถามและสำรองที่นั่งโทร.02-2170777


โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ นำเสนอบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ กับความหลากหลายของเมนูอาหารรสเลิศนานาชนิดจากทั่วทุกมุมโลก ปรุงขึ้นอย่างพิถิพิถันจากวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม ในวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค. มื้อสายราคาท่านละ 2,100 บาท++ มื้อค่ำราคาท่านละ 3,150 บาท++ รวมเครื่องดื่ม น้ำอัดลม, ชา, กาแฟ พร้อมแพ็กเกจเครื่องดื่มเพิ่มเติม ทั้งแชมเปญ ในราคาท่านละ 3,899 บาท++, สปาร์คกลิ้งไวน์ชองดอง ท่านละ ราคา 1,899 บาท++, สปาร์คกลิ้งไวน์โปรเซคโค ท่านละ 1,399 บาท++ ที่ห้องอาหาร “เอสเพรสโซ่” หรือเซตกาลาดินเนอร์มื้อค่ำแบบฟูลคอร์สสุดหรู ในราคาท่านละ 5,500 บาท++ ที่ห้องอาหาร “ไฟร์เพลส กริลล์แอนด์บาร์” สอบถามและสำรองที่นั่งโทร.02-6560444

ร่วมเคานท์ดาวน์ ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เต็มอิ่มกับรสชาติอาหารและบรรยากาศแห่งความประทับใจ เลือกห้องอาหารที่ชอบ ในสไตล์ที่ใช่ ไปกับ“แนวหน้า ฟู้ด รีวิว”

สาวรุ่นใหม่ไฟแรง ณฐมน พรหมฤทธิ์ ดึงทัวร์ท่องเที่ยวความงาม สร้างรายได้ให้ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249919

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ต่างก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ที่ก่อร่างสร้างความสำเร็จด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับ ณฐมน พรหมฤทธิ์ สาวใต้แห่งเมืองไข่มุกอันดามัน ที่ค้นพบตัวตน จึงตัดสินใจลงทุนเกือบสิบล้านสร้างอาณาจักรเสริมความงามและศัลยกรรม Grand International Medical ที่จังหวัดภูเก็ตบ้านเกิด กับแนวคิด “ทุกคนมีความที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง” และหวังว่าธุรกิจของเธอจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตเป็นศูนย์กลางด้านบริการความงามของประเทศไทย

ณฐมน พรหมฤทธิ์ สาวหน้าใสร่างเล็กวัย 24 ปีมีชื่อเล่นสมตัวว่า “น้ำหวาน” เพิ่งจะเรียนจบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เพียง 2 ปีบอกว่า สาขาที่เรียนจบมาเกี่ยวกับบริหารโลจิสติกส์ แต่เมื่อถึงคราวต้องไปฝึกงานในสถานประกอบการ สิ่งที่เธอได้เจอในการฝึกงานไม่ใช่สิ่งที่คิด จึงทำให้รู้ว่างานนี้ไม่ใช่สิ่งที่เธออยากทำ จนกระทั่งได้รับการชักชวนกับเพื่อนให้ทำงานเป็น Personal Trainer ที่ฟิตเนสชื่อดังแห่งหนึ่ง

“หลายคนอาจจะงงว่าไปเป็นเทรนเนอร์ได้อย่างไร ไม่ได้จบด้านกีฬาหรือวิทยาศาสตร์การกีฬามา คือก่อนเริ่มงานหวานจะต้องไปเข้าคอร์สเรียนเพื่อเป็นเทรนเนอร์ ต้องมีการสอบเพื่อให้ได้ใบประกาศว่าเราสามารถเป็นเทรนเนอร์ได้ แต่ว่าหวานจะเป็นเทรนเนอร์ส่วนบุคคลให้กับลูกค้าที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น อย่างที่รู้กันว่าเทรนเนอร์ก็ต้องหาลูกค้าทำยอดเหมือนกัน ก็เป็นงานที่สนุก แต่ข้อเสียของหวานคือ เป็นคนขี้เบื่อ ทำงานมาได้ปีหนึ่งก็เริ่มรู้สึกเบื่ออยากกลับบ้านไปอยู่ภูเก็ต พอลูกค้าที่หวานเทรนอยู่ท่านหนึ่งรู้เข้า ก็ชวนหวานมาทำงานด้านการตลาดที่คลินิกผิวหนังความงาม ก็เป็นอีกหนึ่งงานท้าทาย ทำให้เราได้รู้จักหมอ ได้รู้จักนวัตกรรม ศัลยกรรม รวมถึงเรื่องการทำการตลาด การเข้าไปขายดีลกับลูกค้าต่างๆ ทั้งสองงานเป็นงานที่ต่างกันด้วยบุคลิกของตัวหวานดูแล้วไม่น่าทำได้ แต่หวานถือคติว่าไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิด ทุกอย่างเรียนรู้ได้ถ้าเราพยายาม ความสำเร็จก็เป็นของเรา”

หลังจากเก็บประสบการณ์กับคลินิกความงามมาได้อีกหนึ่งปี ความคิดถึงบ้านก็หวนกลับมาอีกครั้ง หวานจึงตัดสินใจลาออกมาเพื่อทำธุรกิจของตัวเอง

“หวานลาออกจากงานที่คลินิกความงามพอกลับมาบ้านที่ภูเก็ต ก็มาเห็นช่องทางว่าที่ภูเก็ตมีหมอศัลยกรรมความงามเก่งๆ เยอะมาก และมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวจีนเดินทางมาภูเก็ตเพื่อฉีด IV โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ร้อยไหม อะไรต่างๆ แต่ทั้งหมดคือไปทำที่โรงพยาบาล หวานก็มองว่ามันเป็นตลาดที่เราทำได้ แต่การที่เราไม่ใช่หมอแต่จะทำคลินิกไม่ใช่เรื่องง่าย หวานค่อนข้างโชคดีที่ตอนทำงานเป็นลูกจ้างเขา ทำให้หวานมีคอนเนคชั่นที่ดีมาก ไม่ว่าจะลูกค้าจากฟิตเนส หรือลูกค้าที่คลินิกความงาม รวมถึงคอนเนคชั่นของคุณพ่อคุณแม่ และด้วยความที่คอนเนคชั่นที่เรามีส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโสกว่า เราก็จะอ่อนน้อมถ่อมตน เวลาเราเข้าไปติดต่อขอความรู้อะไรก็ได้รับความเมตตา”

จุดเด่นของ Grand International Medical คือ คลินิกศัลยกรรมความงามมาตรฐานโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยเฉพาะห้องผ่าตัด อุปกรณ์การแพทย์ทุกอย่าง เทียบได้กับโรงพยาบาลชั้นนำของจังหวัดภูเก็ต โดยให้บริการศัลยกรรมความงามยกเว้นผ่าตัดแปลงเพศ ให้บริการ IV คือการฉีดสารเพื่อความงามเข้าทางหลอดเลือดดำ เช่น การฉีดวิตามิน ฉีดสเต็มเซลล์ การกำจัดโลหะหนักจากร่างกาย เป็นต้น

“สิ่งที่หวานคิด คือเราทำธุรกิจไม่ใช่แข่งกับคลินิกผิวหนังทั่วไป แต่เราแข่งกับโรงพยาบาล มาตรฐานเราต้องระดับเดียวกัน เพราะหมอที่มาทำงานกับเราไม่ใช่ว่าหมอสาขาไหนก็ได้ เป็นหมอมือหนึ่งทั้งนั้น ฉะนั้นหมอเขาก็จะไม่เอาชื่อเสียงมาเสี่ยงกับคลินิกเราแน่นอน คุณหมอแต่ละท่านกว่าจะตัดสินใจมาร่วมงานกับเรา เขามาเดินดู เดินตรวจทุกอย่างว่าเครื่องไม้เครื่องมือของเราเป็นอย่างไร ซึ่งหมอยังบอกว่า หวานลงทุนขนาดนี้เลยหรือ แค่ห้องผ่าตัดห้องเดียวในโรงพยาบาลมีอะไรคลินิกของหวานมีหมด เพื่อที่คุณหมอจะได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และมันก็ส่งผลถึงความเชื่อมั่นไปยังลูกค้าที่จะตัดสินใจมาใช้บริการของคลินิกเราด้วย ว่าแม้แต่คุณหมอท่านนี้ยังมาทำงานกับเรา”

นับตั้งแต่เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2558 รวมเวลาเพียงปีเศษๆ น้ำหวาน บอกว่า ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทย และลูกค้าชาวต่างชาติ โดยล่าสุด Grand International Medical ยังเป็นสถานเสริมความงามหนึ่งในสี่ที่ได้รับการแนะนำให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยที่มีตัวแทนรัฐบาลเป็นรองผู้ว่าการมณฑลไหหลำ เดินทางมาตรวจมาตรฐานการให้บริการด้วยตัวเอง

“กลุ่มลูกค้าที่เป็นทัวร์จีนเป็นตลาดใหญ่ แต่กลุ่มนี้จะไม่ได้มาทำศัลยกรรม สิ่งที่ลูกค้าทัวร์จีนจะมาทำก็จะเป็นพวก IV ฉีดสเต็มเซลล์ มาครั้งหนึ่งกรุ๊ปใหญ่ 80 คน มาถึงเราต้องดูแลอย่างดีตั้งแต่สนามบิน ต้องมีการจัดสัมมนาเล็กๆ เพื่อให้ข้อมูลในบริการด้านความงามต่างๆ ที่เรามี โดยแพทย์ของเรา รับรองด้วยแพทย์ที่มากับคณะทัวร์ เมื่อมาถึงคลินิกก็ต้องมีการตรวจสุขภาพเบื้องต้นเพื่อดูว่าลูกค้าแต่ละคนควรจะรับบริการด้านไหน โดยใช้เวลาที่คลินิก 2 วัน วันที่เหลือก็ไปเที่ยวตามโปรแกรม แต่ถ้าคนไหนจะทำศัลยกรรมก็ต้องมีการคุยเป็นเคสบายเคสที่เขาจะต้องกลับมาทำในครั้งต่อไป ลูกค้ากลุ่มนี้ถือเป็นลูกค้าเกรดเอ แต่ละคนมาใช้จ่ายในบ้านเราเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก กลุ่มทัวร์ที่มาเพื่อท่องเที่ยวและความงามจึงเป็นลูกค้าที่เราพยายามดึงเข้ามาที่คลินิก”

การทำธุรกิจคลินิกความงาม ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับธุรกิจนี้ การดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย

“หวานจะบอกพนักงานเสมอว่าเราต้องบริการให้ลูกค้าประทับใจมากที่สุด แม้แต่เข้ามาขอคำปรึกษายังไม่ได้มาใช้บริการก็ตาม เราก็ต้องนับว่าเขาเป็นลูกค้า ถ้าอยากรู้อะไรต้องตอบได้ เพราะเขาอาจจะกลับมาเป็นลูกค้าเราก็ได้ หวานเองก็เข้าคลินิกทุกวัน เพราะเราจะไม่รู้เลยว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น ลูกค้าอาจจะไม่ชอบใจอะไรบางอย่าง แต่ถ้าเขาได้พูดคุยกับเราซึ่งเป็นเจ้าของ
เราก็รับฟังและแก้ไขก็จะลดความไม่พอใจนั้นได้หวานไม่อยากให้ลูกค้าที่เข้ามาแล้วเดินออกไปด้วยความไม่พึงพอใจ ถึงจะแค่ครั้งเดียวหวานก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะต้องมีการเอาไปพูดต่ออยู่แล้ว ก็จะเป็นผลเสียกับเราเอง”

ในอนาคต ณฐมน บอกว่า ขอเวลาอีก 2 ปีเพื่อให้ Grand International Medical อยู่ตัวมากกว่านี้เธอจะเรียนต่อแพทย์ทางด้านความงามเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้กำจัดจุดอ่อนของตัวเอง และมีความรู้ความเข้าใจวงการศัลยกรรมความงามได้มากกว่านี้ และทำให้ธุรกิจที่เธอสร้างขึ้นก้าวสู่คลินิกศัลยกรรมความงามอันดับหนึ่งของภูเก็ตให้ได้

เรื่องความเว่อร์วังอลังการ ดูเหมือนผู้จัดไฮโซทายาทกันตนา “เต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก” ก็ไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน ล่าสุดยอมเปิดคฤหาสน์หรู ให้เข้าไปชมกันแบบเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมทั้งยังให้ล้วงลึกแบบทุกซอกมุมอีกด้วย ทั้งห้องนอนแสนเก๋สุดรักสุดหวง ก่อนจะเปลี่ยนลุคเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า มาใส่ชุดสบายๆ ที่ราคาสูงถึง 6 หลัก พร้อมคลายข้อสงสัยเรื่องคนสนิทให้ทราบว่า ตอนนี้มีเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งนานแล้ว โดยเต้-ปิยะรัฐเผยว่า

“ชุดนี้ใส่ออกรายการนี้เป็นรายการแรก ไม่เคยมีใครเห็นเต้ในลุคแบบนี้มาก่อน ก็สบายๆ เอาไว้ใส่ขึ้นเครื่องบินหรือไปกองถ่าย ปกติจะเนี้ยบมาก ชุดวอร์มแบบนี้ราคาเหรอครับ ไม่บอกได้มั้ย ก็ 6 หลักครับ เป็นชุดที่สามารถใส่ออกไปจากบ้านได้

อยากจะบอกว่าที่เห็นว่าสบายเนี่ยเพราะว่าเลือกได้เท่านั้นเอง ถ้าเลือกไม่ได้คืออยู่ในสถานการณ์ที่อยู่ในกองถ่าย ในสถานการณ์ที่เราลำบาก เราก็จะต้องทำตัวอยู่ตรงนั้นให้ได้ แต่เราเป็นปกติธรรมชาติของคนที่สามารถเลือกได้ ที่จะทานอะไรที่อร่อยเราก็เลือกจะทานของอร่อย

ส่วนเรื่องหัวใจเหรอ ก็มีเพื่อนสนิท สนิทกันมาหลายปีแล้ว รูปลักษณ์หน้าตาแบบไหนไม่บอก เวลาอยู่กับเพื่อนสนิทก็มีความสุข (หัวเราะ) ที่บ้านนี้เอมี่เคยมีวีรกรรมที่สระน้ำนี้นะ ละครเรื่องที่เล่นกับคุณฮิวโก้ ตอนถ่ายก็ต้องตกน้ำ แล้วพระเอกก็จะต้องเหมือนมาผายปอด เอมี่ตอนนั้นน่าจะอายุ 16 นะเป็นเฟิร์สคิส ของเอมี่นะ ใครที่อยากรู้เรื่องราวของเต้ก็เปิดชมได้ใน “เดอะ เกสท์
(The Guest ) ตีสนิทคนดัง” ทุกวันอาทิตย์ 4 โมงเย็น ทางช่อง 8”

ชาวจุฬาฯ ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249922

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นต่อชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งชาวจุฬาฯ ทุกคนล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเสมอมา รายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 ช่วง Focus On พิธีกร “ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย” พาไปพูดคุยกับ “ม.ร.ว.ยงยุพลักษณ์ เกษมสันต์” อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่มีต่อชาวจุฬาฯ ในแง่มุมต่างๆ

ม.ร.ว.ยงยุพลักษณ์ เกษมสันต์ เล่าว่า “พิธีพระราชทานปริญญาบัตรได้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 คือได้มีการพระราชทานปริญญาบัตรให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2473 เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น แล้วก็พระราชทานอยู่แค่ 2 ปี พอเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ทุกอย่างก็ยุติลงจบกันไปตอนนั้นช่วงหนึ่ง

มาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ยังไม่ได้บรมราชาภิเษก ก็ยังไม่มีการพระราชทานปริญญาใดๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ช่วงรัชกาลที่ 8 ก็สั้นเหลือเกิน จนกระทั่งมาถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้มีการพระราชทานปริญญาให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นครั้งแรก ในปี 2493 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2493 ซึ่งในสมัยนั้นบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จะต้องคลานเข่าเข้าไปรับจากพระหัตถ์ จะต่างกับปัจจุบันที่ทุกคนยืน แต่รุ่นที่พี่รับจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ได้คลานเข่าแล้ว

สิ่งที่ประทับใจมากที่สุด แล้วเราก็จำกันมาก็คือ กระแสพระราชดำรัสซึ่งตรัสกับบัณฑิตรุ่นแรกที่พระราชทาน ซึ้งมากเลยค่ะ พระองค์ท่านพระราชทานกระแสพระราชดำรัสว่า แม้ว่าจะจบการศึกษาไปแล้วก็ตาม แต่ชื่อเสียง เกียรติภูมิของสถาบันการศึกษาจะต้องติดตัวบัณฑิตทุกคนไปจนตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นบัณฑิตทุกคนจะทำอะไร ก็ต้องให้นึกถึงชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา พระประถมบรมราโชวาทที่พระราชทาน ถึงจะพระราชทานกับบัณฑิตรุ่นแรก แต่ทุกคนที่เป็นบัณฑิตจะจดจำ เหมือนกับพูดง่ายๆ ว่า ขอให้ระลึกถึงว่า จบจากจุฬาฯแล้ว ความเป็นจุฬาฯ ก็ยังติดตัวไปกับบัณฑิตตลอดชีวิต

ส่วนที่บอกว่าการพระราชทานปริญญาบัตรเริ่มกลับมาอีกครั้งหนึ่งในปี 2493 ซึ่งตอนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ก็มีพระราชภารกิจเยอะมาก แต่ก็ยังเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรอยู่ตลอด จนถึงปี 2541 ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นสุดท้ายที่เสด็จพระราชดำเนินมาด้วยพระองค์เอง หลังจากนั้นก็เป็นสมเด็จพระเทพรัตนฯ เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทาน

ซึ่งการเสด็จเข้ามาพระราชทานปริญญาบัตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กับบัณฑิตจุฬาฯในสมัยนั้น พอรถพระที่นั่งผ่านพ้นประตูจุฬาฯเข้ามา จะรับสั่งให้คนขับดับเครื่องยนต์ แล้วรถจะเคลื่อนไปด้วยแรงเข็นของนิสิตจุฬาฯ ทั้งหลาย ซึ่งเป็นนิสิตปัจจุบันในขณะนั้น ทุกคนก็จะมาแย่งกันเข็นรถพระที่นั่ง

และอีกอย่างคือ พอหลังจากพระราชทานปริญญาบัตรเสร็จแล้ว ในช่วงพักก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ ก็จะเสวยพระสุธารสที่
ในหอประชุม มีอยู่ปีหนึ่งก็รับสั่งว่า เสียดายปีนี้จะอยู่กินน้ำชาด้วยไม่ได้ เพราะว่าสมเด็จพระราชินีกำลังจะทรงมีพระประสูติกาล ซึ่งก็เป็นเจ้าฟ้าองค์เล็ก เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ แล้วก็เพราะเหตุที่เจ้าฟ้าประสูติในวันที่พระราชทานปริญญาบัตรจุฬาฯนี่เอง ถึงได้ทรงพระนามว่า เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เพื่อเป็นเกียรติแก่จุฬาฯ ก็ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือที่มีกับชาวจุฬาฯ

อีกเรื่องหนึ่งคือ จะมีพิธีหมอบกราบ คือนิสิตสวมชุดนิสิตหมอบกราบกับพื้น เวลาเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์ ซึ่งทุกคนทำด้วยความประทับใจ และก็ด้วยความเต็มใจมาก แม้ว่าพื้นตรงนั้นจะมีฝุ่นมีอะไรก็แล้วแต่ แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะทำ ซึ่งตอนนี้ประเพณีนี้ได้หายไป อยากให้จุฬาฯนำกลับมา เมื่อแต่ก่อนนี้ชาวจุฬาฯ ไม่ใช่กราบเฉพาะเวลาเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญา เวลาเราไปถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าในวันที่ 23 ตุลาคม เราก็ลงนั่งกับพื้นและกราบ จุฬาฯ จะกราบตลอด ถือว่าเป็นมารยาทของชาวจุฬาฯ

สำหรับเรื่องฉลองพระองค์ครุย องค์แรกที่ทางจุฬาฯ ทูลเกล้าพระราชทานให้กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นครุยของคณะรัฐศาสตร์ ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต และก็เป็นครุยที่พระองค์ทรงทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญา ถือว่าเป็นความภูมิใจของคณะรัฐศาสตร์ จริงๆ ก็เป็นคนจุฬาฯทั้งหมด เพียงแต่ว่าสีของครุยเป็นสีของคณะรัฐศาสตร์ แล้วในคณะรัฐศาสตร์ก็จะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ที่ทรงครุยที่เป็นของคณะรัฐศาสตร์อยู่

ส่วนเรื่องของ วันทรงดนตรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นความประทับใจ ทุกๆ วันที่ 20 กันยายน เป็นวันที่ระลึกในการทรงดนตรี คือวันทรงดนตรีถือกำเนิดมาจากพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานกับจุฬาฯ เป็นพิเศษ จริงๆ แล้วตอนนั้นคือทุกคนก็ทราบกันว่าโปรดการทรงดนตรี และทรงเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถอย่างยิ่ง ตอนนั้นก็มีวงส่วนพระองค์อยู่วงหนึ่ง ซึ่งเล่นออกรายการวิทยุ อส.พระราชวังดุสิตเป็นประจำ ชื่อว่าวงลายคราม

เมื่อวันที่ 6 กันยายน ปี 2500 วงลายครามไปเล่นที่เวทีลีลาศ สวนอัมพร แล้วก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นิสิตจุฬาฯได้เข้าเฝ้าฯในวันนั้นด้วย แล้วก็มีคนอยากฟังที่พระองค์ทรงดนตรีด้วยตัวเอง ก็มีคนขอพระราชทานให้ทรงดนตรี พระองค์ทรงเล่นแซกโซโฟนพระราชทานกับนิสิตที่ขอ แล้วหลังจากนั้นก็มีพระมหากรุณาธิคุณให้วงลายครามได้มาเล่นร่วมกับวงดนตรีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่หอประชุมจุฬาฯ พี่ก็ได้มีโอกาสเข้าไปฟังที่พระองค์ท่านทรงดนตรีตั้งแต่เป็นนิสิตจนกระทั่งเป็นอาจารย์ก็มาฟัง ก็เป็นความประทับใจมากเลย

แล้วนอกจากนั้นพระมหากรุณาธิคุณในเรื่องของดนตรี คือเมื่อก่อนนี้เพลงประจำมหาวิทยาลัยเราไม่มี จุฬาฯก็อาจเอื้อมขอพระราชทานเพลงประจำมหาวิทยาลัย ตอนนั้นอาจารย์สุมนชาติ สวัสดิกุล เป็นอธิการบดี ก็ได้ทูลเกล้าฯขอพระราชทานเพลงประจำมหาวิทยาลัย ก็โปรดเกล้าฯพระราชทานให้ พระราชนิพนธ์มาเป็นอันดับที่ 11 เพลงมหาจุฬาลงกรณ์ โดยที่พระราชทานทำนองมา ส่วนเนื้อร้องก็มี 2 คน ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา และอาจารย์สุภร ผลชีวิน เป็นคนช่วยกันประพันธ์
เนื้อร้อง ก็ถือว่าเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยเพลงแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

อีกอย่างวันทรงดนตรีที่จำได้และทุกคนประทับใจก็คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็เสด็จพระราชดำเนินด้วย มีบางปีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ก็เสด็จตามด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรฯ ในขณะนั้น กับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ก็เสด็จด้วย แล้วก็มีบางปีเหมือนกับทรงมีพระราชปฏิสันถาร และก็ทรงเหมือนร้องเพลงด้วย

พอเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็นเพลงประจำของจุฬาฯ พระราชทานมาแล้ว และก็เอามาเล่นที่หอประชุมจุฬาฯเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2492 มันกระหึ่มไปหมด ไม่ใช่เฉพาะในหอประชุม ไม่ทราบว่าดังไปถึงเสาวภา สามย่าน ด้วยหรือเปล่า ซึ่งเป็นความประทับใจจริงๆ ภาพเหล่านั้นตอนนี้ก็เป็นแค่ความทรงจำ และความเป็นพิเศษของเพลงมหาจุฬาลงกรณ์อีกอย่างหนึ่งคือ โปรดเกล้าฯ ให้ อาจารย์เทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล เอามาปรับปรุงเป็นเพลงโหมโรงในวงดนตรีไทย เป็นเพลงโหมโรงซึ่งเกิดมาจากแนวดนตรีสากลมาเป็นดนตรีไทย เพลงเดียวเลยค่ะ”


ม.ร.ว.ยงยุพลักษณ์ เกษมสันต์ และ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย