“วิลาศ”ร้อง“สตง.-ป.ป.ช.”สอบจนท.ประปาส่วนภูมิภาค ส่อทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253224

ประปาภูมิภาค, คมชัดลึก, วิลาศ, ร้อง, สตง, ปปช, สอบ, จนท, ประปา, ส่วนภูมิภาค, ส่อ, ทุจริต, ส่อทุจริต, สตง-ปปช

การเมือง  : 21 ธ.ค. 2559

“วิลาศ”ร้อง“สตง.-ป.ป.ช.”สอบจนท.ประปาส่วนภูมิภาค ส่อทุจริต

“วิลาศ” เดินหน้าร้อง “สตง.-ป.ป.ช.” สอบ จนท. ประปาส่วนภูมิภาค ส่อทุจริต

        เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่21ธ.ค.ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ยื่นหนังสือต่อนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าสตง.เพื่อขอให้ตรวจสอบการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของผู้จัดการประปาส่วนภูมิภาค(กปภ.)สาขาเพชรบุรีและผู้ที่เกี่ยวข้องเนื่องจากการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเพชรบุรีที่ได้ทำสัญญาจ้างเหมาวางท่อกับห้างหุ้นส่วนจำกัดเพิ่มศิริในวงเงิน1,297,570,09บาท ส่วนเงินที่เหลือส่วนหนึ่งได้นำไปซื้อมิเตอร์จำนวน402เครื่องเพื่อติดตั้งให้ผู้ใช้น้ำ ซึ่งตามระเบียบของการประปาส่วนภูมิภาคโดยผู้ที่ขอใช้น้ำต้องใช้มิเตอร์ของการประปาส่วนภูมิภาคเท่านั้น ดังนั้นจึงถือว่ากระทำผิดระเบียบร้ายแรง ส่อว่า มีการกระทำผิดต่อหน้าที่หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

จากนั้นเวลา13.00น.นายวิลาส ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) โดยมีนายยงยุทธ มะลิทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช.เป็นตัวแทนรับหนังสือเพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีการประปาส่วนภูมิภาคเขต3ต.ท่ายางละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดความเสียหายและส่อว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ส่งผลให้โครงการวางท่อส่งน้ำดิบที่ต.ท่ายางจ.เพชรบุรีหยุดชะงักลง ขณะเดียวกันขอให้ตรวจสอบจ้างเหมาก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาคสาขาบ้านโป่งจ.ราชบุรี ที่มีการส่องมอบงานแล้ว แต่ปรากฏว่าเครื่องสูบน้ำไม่สามารถสูบน้ำดิบขึ้นมาผลิตน้ำประปาได้เนื่องจากเกิดความผิดพลาดจากความประมาทของผู้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังขอให้มีการตรวจสอบการจ้างเหมาก่อสร้างปรับปรุงเพื่อแก้ไขการลดระดับน้ำดิบในลำน้ำพองบริเวณสถานีสูบน้ำแรงต่ำหนองหิน ของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาขอนแก่น ปรากฏว่าโรงงานน้ำดิบดังกล่าวใช้ไม่ได้จนถึงปัจจุบัน โดยกรณีดังกล่าวการประปาส่วนภูมิภาคฯไม่ได้ดำเนินการสอบสวนผู้กระทำผิด แม้ว่าผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาคจะลงพื้นที่ไปดูด้วยตนเองแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า

 

“พรเพชร” นำทีม สนช.-สปท. ออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253221

สนช., สปท., นโยบาย, ห่าง, ไกล, โรค, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, พรเพชร, ทีม, สนชส, ออกกำลังกาย, นำทีม, สนช-สปท, บิ๊กตู่, รัฐสภาพร้อมใจ ออกกำลังกาย ห่างไกลโรค
สนช., สปท., นโยบาย, ห่าง, ไกล, โรค, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, พรเพชร, ทีม, สนชส, ออกกำลังกาย, นำทีม, สนช-สปท, บิ๊กตู่, รัฐสภาพร้อมใจ ออกกำลังกาย ห่างไกลโรค

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 21 ธ.ค. 2559

“พรเพชร” นำทีม สนช.-สปท. ออกกำลังกาย

“พรเพชร” นำทีม สนช.-สปท. ออกกำลังกาย ตามนโยบาย “บิ๊กตู่” เน้นร่างกายห่างไกลโรค

          21 ธ.ค. 59 — ที่บริเวณลานจอดรถหน้าอาคารรัฐสภา 2 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จัดกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพพลานามัย ตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้สโลแกน “รัฐสภาพร้อมใจ ออกกำลังกาย ห่างไกลโรค” นำโดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท. น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสปท.คนที่ 2 พร้อมด้วยสมาชิกสนช. สมาชิกสปท. ข้าราชการจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายโดยท่ากายบริหารเป็นเวลา 15 นาที ก่อนร่วมเต้นแอโรบิคอีก 15 นาที  ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมกายบริหาร และเต้นแอโรบิค ประธานสนช.ได้ร่วมเล่นวอลเลย์บอล กับข้าราชการอย่างเป็นกันเอง ซึ่งกิจกรรมในวันนี้มีการเพิ่มกีฬาวอลเลย์บอลกับเซปักตะกร้อเข้ามาด้วย.

 

“นายกฯ”ออกกำลังกายประจำสัปดาห์ โชว์หวดปิงปอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253216

นายกฯ ตีปิงปอง ออกกำลังกาย, นายกฯ, ออกกำลังกาย, ประจำสัปดาห์, โชว์, หวด, ปิงปอง, โชว์หวดปิงปอง
นายกฯ ตีปิงปอง ออกกำลังกาย, นายกฯ, ออกกำลังกาย, ประจำสัปดาห์, โชว์, หวด, ปิงปอง, โชว์หวดปิงปอง
นายกฯ ตีปิงปอง ออกกำลังกาย, นายกฯ, ออกกำลังกาย, ประจำสัปดาห์, โชว์, หวด, ปิงปอง, โชว์หวดปิงปอง

การเมือง  : 21 ธ.ค. 2559

“นายกฯ”ออกกำลังกายประจำสัปดาห์ โชว์หวดปิงปอง

“นายกฯ”ออกกำลังกายประจำสัปดาห์ โชว์หวดปิงปอง แนะหาช้างเผือกมาประดับวงการ

          21 ธ.ค. 59 – เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้นำทีมข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ สังกัดหน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล ออกกำลังกายประจำสัปดาห์ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5

โดยนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมอบอุ่นร่างกาย หรือวอร์มอัพ ด้วยการเต้นแอโรบิค ที่บริเวณสนามหญ้า หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ร่วมกับข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เป็นเวลา 15 นาที โดยมีเจ้าหน้าที่จากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มาเป็นผู้นำ

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้โชว์ลีลาการตีเทเบิลเทนนิส หรือ ปิงปอง ภายในห้องโถง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล กับเจ้าหน้าที่กกท. โดยในเซตแรกนายกรัฐมนตรี แพ้ไปด้วยสกอร์ 2 : 11 และเซตที่สอง ก็ยังคงแพ้ด้วยสกอร์ 3 :11 จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ท้าดวลกับตัวแทนสื่อมวลชน โดยนายกรัฐมนตรีก็ยังคงแพ้ในสกอร์ 7 : 11 ท่ามกลางเสียงเชียร์ของข้าราชการอย่างสนุกสนาน

ภายหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้พูดคุยกับอาจารย์ลักยิ้ม งามพจนวงศ์ ผู้แทนสมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย พร้อม กล่าวว่า ยินดีสนับสนุนกีฬาเทเบิลเทนนิส พร้อมขอให้สมาคมพยายามหานักกีฬาใหม่ ๆ เนื่องจากสมัยนี้นักกีฬาต้องมาจากยุวชนรุ่นใหม่ โดยให้จัดการแข่งขันเพื่อหาช้างเผือกเข้ามาฝึกสอนให้เกิดการเรียนรู้ฝึกซ้อม และฝึกฝนเพื่อให้มีพัฒนาการที่ดี

 

กรมบังคับคดีพร้อมบังคับคดี คดีขายข้าวจีทูจี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253188

คมชัดลึก, ขายข้าวจีทูจี, กรมบังคับคดี, พร้อม, บังคับ, คดี, ขาย, ข้า, วจี, คดีขายข้าวจีทูจี

การเมือง  : 21 ธ.ค. 2559

กรมบังคับคดีพร้อมบังคับคดี คดีขายข้าวจีทูจี

กรมบังคับคดีหารือกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมตั้งคณะทำงานเรียกค่าเสียหายคดีขายข้าวจีทูจี

          กรมบังคับคดี- 21ธ.ค.59นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า กรมบังคับคดีได้รับหนังสือบังคับคดีทางปกครองจากกระทรวงพาณิชย์แล้วเมื่อวันที่20ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาเรื่องการเรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวรัฐต่อรัฐ(จีทูจี)รวม4สัญญาปริมาณข้าว. 6.2.ล้านตันมูลค่าความเสียหาย20,000 ล้านบาทกับนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้ง6ราย. ซึ่งตนได้หารือกับนางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมทั้งสอบถามว่าขณะนี้ศาลปกครองมีคำสั่งให้บุคคลใดชำระค่าเสียหายแล้วหรือไม่ เนื่องจากกรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้เสียหายและเป็นโจทก์ฟ้องในคดีแพ่ง.กรมการค้าต่างประเทศจึงต้องเป็นผู้นำชี้ทรัพย์ โดยขั้นตอนขณะนี้ยังอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ระหว่างนี้กรมบังคับคดีจึงตั้งคณะทำงานมาดูแลประเด็นทั้งหมดที่เกี่ยวข้องตามมาตรา44และคำสั่งทางปกครอง

นางสาวรื่นวดี กล่าวต่อว่า. เร็วๆนี้ กรมบังคับคดีเตรียมจัดการขายทอดตลาดเครื่องบินโดยสารแอร์บัสขนาด300ที่นั่ง หมายเลขชุดอากาศยาน419จำนวน1ลำซึ่งเป็นทรัพย์ที่บริษัทเอเชียคอนเน็กซ์แอร์ไลน์ถูก บริษัท วัตสันฟาร์ลี แอนด์วิลเลียมส์(ไทยแลนด์)จำกัด.ฟ้องขอให้บังคับคดี โดยทรัพย์สินถูกนำมาขายทอดตลาด ทำให้กรมบังคับคดีมีภาระต้องเปิดประมูลขายทอดตลาดทรัพย์สิน แต่ทรัพย์สินที่จะถูกขายทอดตลาดเป็นทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงถึง 30ล้านบาท ดังนั้นจึงต้องให้คณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เป็นผู้พิจารณาราคาขายทอดตลาดทรัพย์. คาดว่าภายในเดือนม.ค.2560จะสามารถกำหนดราคาและประกาศขายทอดทรัพย์ได้

อย่างไรก็ตามขณะนี้เครื่องบินลำดังกล่าวจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองตั้งแต่เดือนม.ค.2559สำหรับขายทอดตลาดทรัพย์ปี59มีทรัพย์สินหลายประเภทที่ได้รับความสนใจ อาทิ ที่ดินว่างเปล่าห้องชุด.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยทรัพย์ทั้งหมดมีราคาประเมินตั้งแต่500,000– 10,000,000บาททั้งนี้การขายที่ดินว่างเปล่าสามารถขายได้70% ของราคาประเมินเช่น จังหวัดอยุธยา ขายทรัพย์399คดีราคาประเมินประมาณ153ล้านบาทขายได้116.ล้านบาท ส่วนห้องชุดในกรุงเทพฯสำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร1. ขายทอดตลาดทรัพย์599คดีราคาประเมิน931ล้านบาทขายได้885ล้านบาท ขณะที่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสามารถขายได้100%ของราคาประเมินเช่น. สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร3สำนักงานบังคับคดีสาขาธัญบุรี นนทบุรีสมุทรปราการและนครปฐม

 

“คณิน”แขวะ กรธ.คงโทษประหารฯซื้อขายตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253165

คมชัดลึก, คงโทษประหารชีวิต, คณิน, แขวะ, โทษประหาร, ซื้อขาย, ตำแหน่ง, คณินแขวะ

การเมือง  : 21 ธ.ค. 2559

“คณิน”แขวะ กรธ.คงโทษประหารฯซื้อขายตำแหน่ง

“คณิน” แขวะกรธ. คงไม่คิดเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หลังคงโทษประหารชีวิตในความผิดฐานซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งราชการ

         นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตส.ส.ร.ปี 40 ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ยังยืนยันที่จะคงโทษประหารชีวิต ในความผิดฐานซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งราชการ ว่า อาจเป็นเพราะคงไม่มีกรธ.คนไหนคิดจะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ตั้งพรรคการเมือง เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะมีแต่ในมาตรา 44 และมาตรา 105 ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ตามร่างของกรธ.เท่านั้น ที่กำหนดความผิดฐานซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งข้าราชการประจำ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต เพราะฉะนั้นจึงนำกฎหมายนี้ไปใช้บังคับกับบุคคลอื่นที่ทำการซื้อขายตำแหน่งเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี รัฐมนตรี หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็นส.ส. จึงเป็นการตรากฎหมายขึ้นเพื่อใช้บังคับแก่คดีใด คดีหนึ่ง กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแค่บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ถือว่าเป็นการตรากฎหมายที่ขัดหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง

นายคณิน กล่าวต่อว่า โทษฐานซื้อขายตำแหน่งเป็นข้อหาที่ครอบจักรวาลและค่อนข้างเป็นนามธรรมซึ่งจับต้องได้ยาก จึงง่ายแก่การกล่าวหาและสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้ง ทำลาย หรือใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือดิสเครดิตคู่แข่งขันในตำแหน่งต่างๆ ทั้งในทางการเมืองหรือตำแหน่งราชการ ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้ตัดสินคดีความ ซึ่งถึงแม้จะใช้บังคับกฎหมายหรือวินิจฉัยกฎหมายอย่างเที่ยงธรรมและปราศจากอคติใดๆ ก็ตาม ก็ยากที่จะอำนวยความยุติธรรมได้เต็มร้อย เพราะทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการใช้ดุลยพินิจอย่างเดียว ไม่มีใครในโลกที่จะรู้ได้ว่าผู้ที่ถูกประหารชีวิตนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่ และถ้าในภายหลังมีหลักฐานและความเป็นจริงเป็นที่ประจักษ์ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ถามว่าผู้ที่ทำให้เขาถูกประหารชีวิต รวมทั้งผู้เขียนกฎหมายฉบับนี้ จะรับผิดชอบอะไรไหม ที่ร้ายกว่านั้น จะมีหลักประกันอะไรหรือไม่ที่จะบอกว่าผู้ใช้บังคับกฎหมายและผู้ตัดสินในคดีซื้อขายตำแหน่งจะไม่ใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ

นายคณิน กล่าวอีกว่า เมื่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บังคับให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง และยังระบุด้วยว่า เมื่อใดก็ตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เมื่อนั้นก็ต้องพ้นจากสมาชิกสภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ดังนั้น การเขียนกฎหมายเพื่อเอาผิดกับสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตจึงเท่ากับไม่ให้เกียรติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ไม่ให้เกียรติประชาชนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้ง และที่สำคัญ ไม่ให้เกียรติบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ นอกจากนี้ กรธ.ต้องไม่ลืมว่า การจัดตั้งพรรคการเมืองและการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองถือเป็นเสรีภาพของบุคคล ไม่ว่าจะตามรัฐธรรมนูญหรือตามหลักประชาธิปไตยสากล เพราะฉะนั้น กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับจึงต้องเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพดังกล่าว ไม่ใช่ออกมาจำกัดหรือสกัดกั้นการใช้เสรีภาพของประชาชน เพราะการออกกฎหมายเช่นนี้เท่ากับเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุเพียงแค่ว่าเขาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเท่านั้น

นายคณิน กล่าวด้วยว่า การตรากฎหมายเช่นนี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 คือ นอกจากจะขัดต่อหลักนิติธรรมแล้ว ยังเป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ เพราะเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ และประชาชนรับรู้ถึงสาระสำคัญและบทกำหนดโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุแล้ว คงไม่มีใครอยากเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแน่ ดังนั้น การที่กรธ.ระบุไว้ในมาตรา 32 ว่า ภายในหนึ่งปีพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5 พันคน สาขาพรรคแต่ละสาขาต้องมีสมาชิกในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 5 ร้อยคน และต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนภายใน 4 ปีนั้น อยากจะถามกรธ.ว่า ฝันไปหรือเปล่า

 

ให้กรมคุกแจ้งสิทธิแพะ รับเยียวยาค่าติดคุกฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253163

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, เงินเยียวยา, คดีอาญา, ผู้พ้นโทษ, ราชทัณฑ์, กรมคุ้มครองสิทธิฯ, ให้, กรม, คุก, แจ้ง, สิทธิ, แพะ, รับ, เยียวยา, ค่า, ติดคุก, ฟรี
คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, เงินเยียวยา, คดีอาญา, ผู้พ้นโทษ, ราชทัณฑ์, กรมคุ้มครองสิทธิฯ, ให้, กรม, คุก, แจ้ง, สิทธิ, แพะ, รับ, เยียวยา, ค่า, ติดคุก, ฟรี

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 21 ธ.ค. 2559

ให้กรมคุกแจ้งสิทธิแพะ รับเยียวยาค่าติดคุกฟรี

กรมคุ้มครองสิทธิ-ราชทัณฑ์ ร่วมมือแจ้งสิทธิผู้พ้นโทษที่ตกเป็นแพะในคดีอาญาให้ยื่นคำร้องรับเงินเยียวยาค่าติดคุกฟรี

          21 ธ.ค.59 นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และนางจันทร์ชม จินตยานนท์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกำหนดแนวทางการปฏิบัติในการแจ้งสิทธิแก่จำเลยในคดีอาญา ตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา โดยได้หารือกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกัน ทั้งนี้กรมคุ้มครองสิทธิฯขอความร่วมมือกรมราชทัณฑ์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ปล่อยตัวแจ้งสิทธิ การขอรับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาฯ ที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ และถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดี และต่อมาปรากฏหลักฐานชัดว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดและมีการถอนฟ้อง หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิด เพื่อเป็นช่องทางในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ตกเป็นแพะเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายมากยิ่งขึ้น

รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์และกรมคุ้มครองสิทธิฯได้ทำบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการแจ้งสิทธิตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 มีคำสั่งกระทรวงยุติธรรม เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการแจ้งสิทธิแก่จำเลยในคดีอาญา ตามพ.ร.บ. และมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย.

 

‘Green Heart’ บ้านหลังใหม่เพื่อเพื่อนสี่ขา เดินตามรอยพระราชดำริช่วยเหลือสุนัขจรจัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249793

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อินทรีอาสา และ แฟนเพจ I am Green Heart by INSEE

บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)หรือปูนอินทรี ร่วมเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในนํ้าพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยความรักความเมตตาที่พระองค์ทรงมีต่อสุนัขจรจัด จัดกิจกรรม “Green Heartบ้านหลังใหม่เพื่อเพื่อนสี่ขา นำอินทรีอาสา และจิตอาสาจากแฟนเพจ I am Green Heart by INSEE พร้อมด้วยเหล่าเซเลบฯผู้รักสุนัข อาทิ จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา ศรัณย์ภัค เพ็ญชาติ และ สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์ เจ้าของเพจ Gluta Story ร่วมปรับปรุงสภาพโรงเรือน ลานพักสุนัข อาบน้ำสุนัข พร้อมเชิญเหล่าสัตวแพทย์จากคณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมตรวจสุขภาพสุนัข ณ บ้านแสงตะวัน จังหวัดนครปฐม

นายภัทรดนัย อินทรพงษ์นุวัฒน์ ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า กิจกรรม “Green Heart บ้านหลังใหม่เพื่อเพื่อนสี่ขา” เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมโอกาส ให้กำลังใจคนดี ได้ทำดีต่อไป และหวังช่วยลดปัญหาสุนัขจรจัดให้กับสังคมไทย ด้วยการนำบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคม ร่วมรณรงค์ให้คนเลี้ยงสุนัขอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ทิ้งขว้างเมื่อหมดรัก และส่งเสริมคนดีให้ทำดีต่อไป ซึ่งเราเลือกที่จะทำกับ “บ้านแสงตะวัน” สถานที่รับเลี้ยงสัตว์จรจัดของ คุณป้านิดาและคุณลุงสัญญา ที่รับเลี้ยงสุนัข แมว และสัตว์จรจัดอื่น ๆ กว่า 700 ชีวิต ด้วยทุนของตนเอง และจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา โรงเรือนพักอาศัยที่นี่ค่อนข้างจะทรุดโทรม และเมื่อเกิดน้ำท่วม สัตว์เหล่านี้ก็จะไม่มีที่อยู่ จึงได้ปรับปรุงสร้างโรงเรือนใหม่ และเทพื้นปูน สร้างอัฒจันทร์ เป็นลานพักผ่อนให้สัตว์เหล่านี้ใช้นอน เล่น และใช้หนีน้ำในยามจำเป็น

“เรายังรณรงค์ให้ร่วมบริจาคให้กับบ้านแสงตะวัน ผ่านแฟนเพจ I am Green Heart by INSEE แฟนเพจGluta Story และสื่อสังคมออนไลน์ของบุคคลผู้มีชื่อเสียงต่างๆ เพื่อสร้างกระแสให้ คนรับรู้ และมีการบริจาคช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดหวังว่าสิ่งที่เราทำจะช่วยจุดประกายให้ทุกคน ในสังคมช่วยกันมอบโอกาสแก่คนทำดีที่ขาดแคลนได้ทำดีกันต่อๆ ไปและทำให้ สังคมตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อชีวิต” ผู้บริหาร บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง กล่าว

นางนิดา รสรื่น หรือ “ป้านิดา” เจ้าของบ้านแสงตะวัน เล่าถึงที่มาของบ้านแสงตะวันว่า เดิมทีย้ายมาจากตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เมื่อ ปี พ.ศ.2554 จากที่มีสุนัขเพียงแค่ 100 ตัว วันเวลาผ่านมา ขณะนี้บ้านหลังนี้มีสุนัขและ แมว รวมกันถึงกว่า 700 ตัว โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นสุนัขที่เจ้าของนำมาทิ้งไว้ที่หน้าบ้าน และอีกส่วนก็เก็บมาเลี้ยงเอง เพราะบางตัวกำลังจะถูกแร่เนื้อทำเป็นอาหาร ก็ต้องเอาเงินไปแลกกับชีวิตสุนัขมา

“ปัญหาส่วนใหญ่ของบ้านเราคือไม่มีพื้นที่ให้สุนัขได้ออกมานั่งเล่นเนื่องจากมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดจึงทำให้สุนัขเครียดได้ อีกทั้งในแต่ละวันต้องใช้เงินถึง 3,000 บาทในการซื้ออาหารให้สัตว์เหล่านี้ มีหลายครั้งที่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายค่าอาหาร และที่เจ็บปวดที่สุดอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าบ้านหลังนี้ก็จะถูกธนาคารยึดเนื่องจากติดจำนอง เพราะเอาที่ดินไปฝากไว้กับธนาคารเพื่อหาค่าใช้จ่ายค่าอาหารในแต่ละวันของสุนัข และแมว จึงอยากจะฝากกับคนรุ่นหลังทุกคนให้ช่วยกันดูแลสัตว์เร่ร่อนเหล่านี้แทนด้วย คิดเสียว่าพวกมันคือลูกหลานของทุกคนอีกคนหนึ่ง” ป้านิดาเปิดใจ

ขณะที่ ดร.นายสัตวแพทย์ศิวะพงษ์ สังข์ประดิษฐ์ อาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา กล่าวถึงปัญหาสุขภาพของสุนัขเร่ร่อนว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นโรคลำไส้ติดเชื้อ และโรคหวัด โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ สุนัขจะติดเชื้อได้ง่ายเพราะอากาศมีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งโดยทั่วไปสามารถป้องกันโรคเหล่านี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนรวม แต่สำหรับสุนัขเร่ร่อนที่อยู่ในโรงเลี้ยงเป็นจำนวนหลายร้อยตัว วิธีการดูแลและป้องกันการติดเชื้อสู่สุนัขตัวอื่นที่อยู่ร่วมกัน  คือ ผู้ดูแลต้องแบ่งโรงเลี้ยงสุนัข และเมื่อสังเกตพบว่าสุนัขมีอาการซึม จมูกแห้ง ไม่กินอาหาร ต้องรีบแยกสุนัขตัวนั้นออกจากกลุ่มแล้วนำไปพักไว้อีกที่ทันทีเพื่อสังเกตอาการ อันเป็นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่สุนัขตัวอื่น

ในงานยังมี เซเลบริตี้สาวผู้รักสุนัข จุ๋ยจรสพรรณสวัสดิวัตน์ และ อ้อมแอ้มศรัณย์ภัค เพ็ญชาติ มาร่วมกิจกรรมเพื่อสุนัขจรจัดในครั้งนี้ โดย จุ๋ย-จรสพรรณ เล่าว่าปกติเป็นคนที่ชอบเลี้ยงสุนัขอยู่แล้วเพราะตอนนี้เธอเองก็เลี้ยงสุนัขไว้ที่บ้านถึง 3 ตัว ที่มีชื่อน่ารักอย่าง กิสโม่ลอนดอน และ คาเวียร์ เรียกว่าแทบจะกินและนอนด้วยกันเลยก็ว่าได้

“รู้สึกมีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความรักความอบอุ่นให้กับสุนัขเร่ร่อน เพราะทั้งทาสีโรงเลี้ยง และคลุกข้าวให้สุนัข เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวก็ชอบที่จะไปคลุกข้าวให้สุนัขจรจัดแถวๆ สะพานลอยอยู่แล้วเป็นประจำ พอมาเห็นสุนัขและแมวหลายร้อยชีวิตถูกทอดทิ้งก็รู้สึกสงสาร อยากให้ทุกคนที่นำหมาแมวไปเลี้ยงนั้น ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะนำเขาไปเลี้ยง ว่าเรามีเวลาดูแลเอาใจใส่เขาดีพอหรือยัง ในยามที่เขาเจ็บป่วย หรือแก่เฒ่า เราพร้อมจะดูแลเขาหรือไม่  ถ้าเลี้ยงเขาแล้วเราต้องดูแลให้ดีที่สุดเหมือนคนในครอบครัวของเรา”

ขณะที่ อ้อมแอ้มศรัณย์ภัค เล่าว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เลี้ยงสุนัขเพราะติดเงื่อนไขกับคุณพ่อว่าต้องเรียนให้จบจากประเทศอังกฤษก่อนแล้วจึงกลับมาเลี้ยงสุนัขได้ แต่เธอก็หลงใหลในความน่ารักของสุนัขพันธุ์ปั๊กซึ่งอีก 3 เดือนข้างหน้าเมื่อเธอเรียนจบตามที่รับปากกับคุณพ่อไว้แล้วก็จะได้เลี้ยงสุนัขสมใจ

“คุณพ่อบอกว่าถ้าเราคิดจะเลี้ยงสุนัขต้องมีเวลาดูแลเขา ถ้าตอนนี้เรายังไม่มีเวลาแม้แต่ดูแลตัวเองก็ยังไม่ควรเอาเขามาเลี้ยง ซึ่งอ้อมแอ้มก็เห็นด้วยกับคุณพ่อ เราต้องไม่นำสุนัขมาเลี้ยงแค่เป็นเพื่อนคลายเหงาเท่านั้น แต่เราจะต้องดูเขาให้ดีที่สุดจนถึงวาระสุดท้ายในชีวิตของมัน”

FALL 2016 LONG SHOULDER BAG

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249834

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากกลิ่นอายของแฟชั่นยุค 70’s ของเทรนด์เสื้อผ้าในฤดูหนาวนี้ ส่งผลให้เหล่าเครื่องประดับ กระเป๋าและรองเท้าตามไปในทิศทางเดียวกัน ในวันนี้เราจับตามอง เทรนด์กระเป๋าสะพายที่มีสายยาวออกมาแรงและมีให้เลือกในหลายขนาด ตั้งแต่ใหญ่โตโอเวอร์ไซส์ไปจนถึงใบจิ๋วที่สามารถใช้เป็นกระเป๋ากลางคืนได้

กระเป๋าสายยาวนี้จะเห็นได้ว่าหลายๆ แบรนด์ส่งออกมาพร้อมกับการตกแต่งด้วยพู่ดูกรุยกรายแบบลำลองและได้ลุคของสาวฮิปปี้ นับเป็นกระเป๋าที่ใช้ง่ายในระหว่างวันและใช้ได้ทุกวันค่ะ

Orla Kiely 

Altuzarra 

เปิดบันทึก…‘โนเบล’ รางวัลเกียรติยศแด่ ‘อัจฉริยชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249796

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“รางวัลโนเบล”

(Noble Prize)…

รางวัลเกียรติยศที่มอบให้แก่ผู้ทำประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ถูกตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ “อัลเฟรด โนเบล” (Alfred Nobel) นักเคมีชาวสวีเดน ผู้คิดค้น “ไนโตรกลีเซอรีน” (Nitroglycerine) หรือที่รู้จักในชื่อ “ไดนาไมต์” (Dynamite) ตลอดชีวิตของโนเบล เขาได้รับทั้ง “คำยกย่อง” ในฐานะนักวิทยาศาสตร์และนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ไดนาไมต์ถูกใช้ในงานเหมืองแร่อย่างแพร่หลาย

แต่ในทางตรงข้าม “คำสาปแช่ง” จากผู้คนทั่วยุโรปก็หลั่งไหลมาสู่ตัวเขาเช่นกัน ในฐานะ “พ่อค้าความตาย” เพราะระเบิดที่เขาประดิษฐ์ถูกใช้ในสงคราม กลายเป็น “อาวุธร้าย” คร่าชีวิตผู้คนเป็นเบือ

ไม่ว่าจะด้วยความเสียใจ หรือ “สำนึก” ในบาป…ดังที่มีเรื่องเล่าว่าเพื่อนคนหนึ่งของโนเบล เคยทักว่าในเมื่อ “ทำบาป” แล้ว ก็น่าจะ “ทำบุญ” สร้างอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติบ้าง ดังนั้นใน ค.ศ.1895 หรือ1 ปีก่อนเสียชีวิต โนเบลที่โรคภัยรุมเร้า ได้มอบเงิน9 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยระบุไว้ใน “พินัยกรรม” ว่าให้ใช้เป็นเงินตั้งต้นกองทุนในการมอบ “รางวัลเกียรติยศ” นี้

“รางวัลโนเบล” ตามพินัยกรรมที่ โนเบล เขียนไว้ก่อนเสียชีวิต เดิมมีอยู่ 5 สาขา คือ “ฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ วรรณกรรม และสันติภาพ” ต่อมา ค.ศ.1969 ธนาคารกลาง (แบงก์ชาติ) สวีเดน ได้ขอเพิ่มอีก 1 รางวัลในสาขา “เศรษฐศาสตร์” รวมเป็น 6 สาขา มาจนถึงปัจจุบันผู้ได้รับรางวัลหลายคนมีชื่อเสียงคุ้นหูในวงกว้าง อาทิ…

อัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์

#สาขาฟิสิกส์ : มารี คูรี (Marie Curie) ผู้ค้นพบ “ธาตุเรเดียม” (Radium) ธาตุกัมมันตรังสีซึ่งมีคุณสมบัติระงับการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบ “ทฤษฎีสัมพัทธภาพ” จนมีผู้นำไปพัฒนาเป็นอาวุธร้ายแรงและพลังงานไฟฟ้าของโลกยุคใหม่อย่าง “ปรมาณู-นิวเคลียร์”

นอกจากนี้ ค.ศ.2015 ปรากฏว่า 2 นักวิทยาศาสตร์“ทากาอากิ คาจิตะ” (Takaaki Kajita) จากญี่ปุ่น และ “อาร์เธอร์ บี. แมคโดนัลด์” (Arthur B. McDonald) จากแคนาดา ร่วมกันค้นพบ “ปรากฏการณ์การแกว่งของนิวตริโน” ชี้ให้เห็นว่านิวตริโนมีมวลการค้นพบนี้เป็นที่ฮือฮามาก เพราะวงการฟิสิกส์ทั่วโลกพยายามพิสูจน์สมมติฐานนี้มานานถึง 7 ทศวรรษ

#สาขาเคมี : นอกจาก มารี คูรี ที่ได้รับรางวัลโนเบลเป็นหนที่สอง (หนแรกได้จากสาขาฟิสิกส์) แล้ว
ยังมี ฟริตซ์ ฮาเบอร์ (Fritz Haber) ผู้ค้นพบวิธีสังเคราะห์ “แอมโมเนีย” (Ammonia) สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี แต่กลับถูกนำไปใช้ทำวัตถุระเบิด, “วิลลาร์ด แฟรงค์ ลิบบี้” (Willard Frank Libby)
ผู้ค้นพบ “คาร์บอน-14” (C-14) กระบวนการที่นำไปใช้หาความเก่าแก่ของวัตถุต่างๆว่ามีอายุเท่าใด เป็นต้น

#สาขาการแพทย์ : บุคคลที่มีชื่อเสียงในวงกว้าง อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง (Alexander Fleming) ผู้ค้นพบ “เพนิซิลลิน” (Penicillins) ซึ่งถือเป็น“ก้าวกระโดด” ครั้งสำคัญหนหนึ่งของวงการแพทย์ จากเดิมในอดีตที่มนุษย์อาจ “ตายได้ง่ายๆ” แม้เพียงมีบาดแผลเล็กน้อย จากภาวะติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดเมื่อมีการค้นพบเพนิซิลลิน “ยามหัศจรรย์” ก็สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มาก

โยชิโนริ  โอซุมิ

รวมถึงรางวัลโนเบลปีล่าสุด (ค.ศ.2016)ที่ตกเป็นของ “โยชิโนริ โอซุมิ” (Yoshinori Ohsumi)ศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่น ผู้ค้นพบ “กลไกการกลืนกินตัวเองของเซลล์” (Mechanism of autophagy) ซึ่งอธิบายการเสื่อมของเซลล์ การสร้างเซลล์ใหม่เพื่อฟื้นฟูส่วนที่เสียหายและการกลายพันธุ์ของเซลล์ เนื่องจากการค้นพบนี้อาจช่วย“ไขความลับ” โรคภัยไข้เจ็บได้อีกหลายชนิด

#สาขาวรรณกรรม : รพินทรนาถ ฐากุร(Robindronath Thakur) กวีและศิลปินชาวอินเดีย เป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล,“รัดยาร์ด คิปลิง” (Rudyard Kipling)ผู้ประพันธ์วรรณกรรม “เมาคลีลูกหมาป่า” (The Jungle Book), “เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์” (Ernest Hemingway) นักประพันธ์ชาวอเมริกันผู้มีประสบการณ์ชีวิตโชกโชนในฐานะนักมวย ทหาร นักข่าวสงคราม เจ้าของผลงานอย่าง “ศึกสเปญ” (For Whom the Bell Tolls ) และ “เฒ่าผจญทะเล” (The Old Man and the Sea) เป็นต้น

บ็อบ  ดีแลน

โดยปีล่าสุด (ค.ศ.2016) “บ็อบ ดีแลน”(Bob Dylan) นักดนตรีชาวอเมริกันผู้ประพันธ์เพลงแนวที่มีเนื้อหาต่อต้านสงครามและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครอง

#สาขาเศรษฐศาสตร์ : บุคคลที่มีชื่อเสียงและมักถูกหยิบยก “คำพูด” มากล่าวถึงเสมอ ได้แก่ “เจมส์ เฮ็คแมน” (James Heckman) ชาวอเมริกันผู้ค้นพบหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ว่า “การลงทุนในเด็กปฐมวัย (อายุ 0-6 ปี) คุ้มค่าที่สุด ไม่มีการลงทุนในวัยไหนคุ้มค่ากว่านี้อีกแล้ว” อันมีผลสะเทือนต่อแนวคิดการจัดการศึกษาอย่างมาก

โจเซฟ  สติกลิตส์ 

รวมถึง โจเซฟ สติกลิตส์ (Joseph Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์ ที่ศึกษาและ “วิพากษ์” ระบบเศรษฐกิจในสังคมอเมริกันว่า “มีคนเพียงเปอร์เซ็นต์เดียวเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ในขณะที่คนอีก 99 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้อะไรเลย”
ซึ่งคำพูดดังกล่าวถูกนำไปอ้างอิงในงานเสวนาว่าด้วยประเด็น “ความเหลื่อมล้ำ, ช่องว่าง คนรวย-คนจน” ทั่วโลก

องค์ดาไลลามะ

ออง ซาน ซู จี

#สาขาสันติภาพ : เป็นสาขาที่ผู้คนให้ความสนใจในวงกว้างมากที่สุด แต่ละปีจะมีการคาดเดาเสมอว่าใครจะได้รับบ้าง บุคคลสำคัญผู้เคยได้รับรางวัลนี้ ได้แก่ “แม่ชีเทเรซา” (Mother Teresa) นักบวชคริสต์นิกายคาทอลิก ผู้ใช้ทั้งชีวิตทำงานช่วยเหลือคนยากไร้, “องค์ดาไลลามะ” (Dalai Lama) ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบตที่ปัจจุบันถูกจีนผนวกรวมดินแดน, “ออง ซาน ซู จี” (Aung San Suu Kyi) วีรสตรีผู้นำชาวเมียนมาเรียกร้องประชาธิปไตย จนถูกรัฐบาลทหารกักตัวห้ามออกจากบ้านอยู่หลายปี

มาลาลา  ยูซาฟไซ

“มาลาลา ยูซาฟไซ” (Malalah Yusafzay) เด็กหญิงชาวปากีสถานผู้เรียกร้องว่าสตรีมุสลิมควรได้รับสิทธิทางการศึกษาเทียบเท่าผู้ชาย ทำให้ถูกแนวร่วม “กลุ่มตาลีบัน” อันเป็นกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ปากีสถาน-อัฟกานิสถาน ใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่ศีรษะ อาการสาหัส แต่เมื่อรอดชีวิตก็ยังกลับมารณรงค์เรื่องดังกล่าวต่อไป ความกล้าหาญทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพในวัยเพียง 17 ปี เป็นต้น

กว่าจะได้รางวัลเกียรติยศนี้ “ไม่ง่าย” โดยปกติจะมีผู้เสนอผลงานเข้าชิงรางวัลปีละหลายพันเรื่องก่อนจะคัดให้เหลือเพียง 1,000 เรื่อง จากนั้นยังต้อง“คัดเฉพาะรายสาขา” จนเหลือเพียง “6 คน-6 ผลงาน”ที่ดีที่สุด จึงจะได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติ พร้อมด้วยเงินรางวัลจำนวน 10 ล้านโครน (หน่วยเงินของสวีเดน) หรือเกือบ 40 ล้านบาทไทย

อันเป็นเครื่องยืนยันว่าผู้ได้รับรางวัลถือเป็น“อัจฉริยชนแห่งสติปัญญา” ผู้ที่ได้ “สร้างคุณประโยชน์-ทำคุณความดี” แก่โลกและมวลมนุษยชาติโดยแท้!!!

เครือข่ายอนาคตไทย เดินหน้าสนับสนุนคนไทย มี ‘วินัยการเงิน-คิดก่อนใช้’ ตามรอยพระราชปณิธาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249795

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ เครือข่ายอนาคตไทย ขอน้อมนำและสืบสานพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการสนับสนุนให้ประชาชนชาวไทยนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศที่นำไปสู่ความยั่งยืน พร้อมทั้งภาคีเครือข่ายอนาคตไทย จะยังคงดำเนินโครงการไปอย่างต่อเนื่องและขยายสู่วงกว้างในสังคมไทยอย่างไม่หยุดยั้ง

ทั้งนี้ เครือข่ายอนาคตไทย เป็นการรวมตัวกันของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการรณรงค์ระดับประเทศ Thailand Campaign ภายใต้ชื่อ «อย่าให้ใครว่าไทย» ซึ่งเป็นโครงการที่มีจุดมุ่งหมายที่จะกระตุ้นให้คนไทยปรับเปลี่ยนทัศนคติลดเลิกพฤติกรรมเชิงลบ (ขี้โกง ฟุ้งเฟ้อ มักง่าย ไร้สติ) โดย 6 องค์กรหลักผู้ริเริ่ม ได้แก่ มูลนิธิมั่นพัฒนา สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและสภาหอการค้าไทย ปัจจุบันมีภาคีเครือข่าย ทั้งสิ้นจำนวน 109 องค์กร

“อย่าให้ใครว่าไทย ฟุ้งเฟ้อ” เป็นอีกหนึ่งมิติสำคัญในการรณรงค์ของโครงการ Thailand Campaignที่ต้องการปลุกจิตสำนึกคนไทยให้มีวินัยทางการเงิน ใช้เงินอย่างรู้คุณค่า เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากปัญหารายรับน้อยกว่ารายจ่าย การออมเงินต่ำแล้ว ปัญหาสำคัญอีกประการ คือคนไทยส่วนใหญ่ขาดความรู้ในการบริหารจัดการเงินอย่างถ่องแท้ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารเกียรตินาคิน สมาชิกเครือข่ายอนาคตไทยจึงอาสาร่วมกันปลูกฝังค่านิยมทางการเงินที่ดีให้แก่ประชาชน

ฐิตินันท์ วัธนเวคิน ประธานชมรม CSR สมาคมธนาคารไทย และกรรมการ บมจ.ธนาคารเกียรตินาคินกล่าวว่า “วิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาความฟุ้งเฟ้อใช้จ่ายเงินเกินตัวที่ดีที่สุดคือ การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 9มาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันและการมีวินัยทางการเงินด้วยเหตุนี้ ชมรม CSR สมาคมธนาคารไทยจึงร่วมกับสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และภาคีอื่นๆ เพื่อสร้างทักษะการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลและปลูกฝังวินัยทางการเงินให้กับแกนนำนักศึกษารวม 635 คน จากสถาบันการศึกษา 10 แห่ง ในจังหวัดนครปฐมตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ปัจจุบัน ชมรมได้ขยายผลการสร้างวินัยทางการเงินไปยังกลุ่มพนักงานลูกจ้างบริษัท และกำลังวางแผนงานเรื่องนี้ให้เข้าถึงกลุ่มคนพิการด้วย

นอกจากนี้ ธนาคารยังส่งเสริมการสร้างวินัยทางการเงินให้ชุมชนรอบข้าง เช่น การให้ความรู้กับเยาวชนในโรงเรียนใกล้เคียงสาขาของธนาคาร และการสนับสนุนมูลนิธิดวงประทีปในการให้รางวัลสมาชิกสหกรณ์ประเภทการออมดีเด่นและการใช้หนี้คืนดีเด่น ตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน เป็นต้น

เช่นเดียวกับ ธนาคารกรุงเทพที่มีเจตนารมณ์สนับสนุน ส่งเสริมค่านิยมที่ดีของคนไทย โดยเฉพาะการรณรงค์ให้คนไทยมีวินัยในการใช้เงินและการออมเงินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สอดคล้องกับปณิธานของธนาคารที่มุ่งส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการเงินแก่ประชาชน

ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่บจม.ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพได้ตระหนักถึงการส่งเสริมความรู้ด้านการเงินแก่ประชาชนมาตลอดอันเป็นเจตนารมณ์ของ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์อดีตประธานกรรมการบริหาร ที่ต้องการให้เครือข่ายธนาคารกรุงเทพ ร่วมเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการการเงินในครอบครัวแก่คนไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครอบครัวไทยมีสุขภาพทางการเงินที่ดี ภายใต้รูปแบบเสวนาสัญจรให้ความรู้การจัดการเงิน ตั้งแต่วัยเริ่มทำงานจนถึงวัยเกษียณแก่ประชาชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศมาตั้งแต่ ปี 2556 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเรื่อยมา โดยปีที่ผ่านมามีการจัดงานให้ความรู้ 10 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 10,000 ราย และมีลูกค้าจำนวนมากเข้ามาขอรับคำแนะนำด้านการวางแผนทางการเงิน พร้อมทั้งเข้ารับฟังการบรรยายพิเศษด้านการลงทุน โครงการดังกล่าวจะกระตุ้นให้ครอบครัวไทยตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว เพื่อความอยู่ดีมีสุขและมีเงินออมอย่างเพียงพอสำหรับดูแลตนเองหลังการเกษียณ โดยไม่เป็นภาระแก่บุตรหลานหรือภาครัฐ อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

ขณะที่ ศิริพร นพวัฒนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย มองว่า การสร้างค่านิยมไม่ฟุ้งเฟ้อ และการมีวินัยทางการเงินต้องเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งธนาคารกรุงไทยได้ดำเนินควบคู่กันทั้งกิจกรรมภายในธนาคาร และภาคีเครือข่ายภายนอก สำหรับกิจกรรมภายใน ธนาคารจะเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับวินัยการเงิน การออมแก่พนักงานผ่านโครงการ “สาระแชร์” สื่อภายในของธนาคาร นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ร่วมมือกับชมรม CSR สมาคมธนาคารไทยจัดทำ โครงการ “รู้เก็บ รู้ใช้ สบายใจ (SavingFor Change)” ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมความรู้ทางด้านการเงินและการสร้างวินัยทางการเงินในหลักสูตร4 รู้สู่ความมั่งคั่ง คือรู้เป้าหมาย รู้ใช้จ่าย รู้จักออมรู้ลึกลงทุนให้กับกลุ่มเยาวชน และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ เราคาดหวังว่าทุนทางปัญญานี้จะก่อให้เกิดความมั่นคงทางการเงินต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมที่อยู่โดยรอบ