สุดงดงาม!นางรำนับพันคน รำถวายอาลัย’พ่อหลวง’หน้าวังไกลกังวล (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247703

สุดงดงาม!นางรำนับพันคน รำถวายอาลัย'พ่อหลวง'หน้าวังไกลกังวล (ประมวลภาพ)

สุดงดงาม!นางรำนับพันคน รำถวายอาลัย’พ่อหลวง’หน้าวังไกลกังวล (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 20.11 น.

5 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.30 น. นายทวี นริศสิริกุล ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีถวายอาลัย ถวายราชสักการะ ต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าวังไกลกังวล อ.หัวหิน และเปิดกิจกรรม ‘รำถวายอาลัย หน้าบ้านพ่อ’ เพื่อสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดยมีพสกนิกรทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมพิธีกว่า 5,000 คน จากนั้นเป็นการโหมโรงขับเสภาและการขับร้องเพลงประกอบการแสดงจินตลีลาพระมหาชนกตอนที่ 7 ‘มหาชนกผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี’ โดย เก่ง ธชย ประทุมวรรณ (เก่ง เดอะวอยซ์) ต่อด้วยการรำเทียนถวายอาลัย ประกอบบทเพลง ‘ทูลกระหม่อมแก้ว’ ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทย จากสุภาพสตรีทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่หลากหลายอาชีพกว่า 1,500 คน แต่งกายด้วยชุดไทยจิตรลดาแขนยาวคลุมข้อมือสีดำล้วน ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าโศกของนางรำ ขณะร่ายรำถึงกับน้ำตาไหลอาบแก้ม จากนั้นร่วมกันจุดเทียน ยืนสงบนิ่ง น้อมเกล้าฯ ถวายอาลัยเป็นเวลา 89 วินาที ขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นอันเสร็จพิธี

ที่นี่หนาว.. แต่ไม่เท่าความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้ ‘เบส’เปิดใจหลังได้พูดที่สหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247673

ที่นี่หนาว.. แต่ไม่เท่าความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้ 'เบส'เปิดใจหลังได้พูดที่สหรัฐฯ

ที่นี่หนาว.. แต่ไม่เท่าความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้ ‘เบส’เปิดใจหลังได้พูดที่สหรัฐฯ

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 18.22 น.

5 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.อรพิมพ์ รักษาผล หรือเบส นักพูดชื่อดัง โพสต์เพจเฟซบุ๊ก“Best Orapim “ เปิดเผยความรู้สึกหลังเดินทางไปพูดที่หอประชุมโรงเรียนพาโนราม่า ไฮสกูล เมืองพาโนราม่า รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา ข้อความว่า

‘ เราต่างทำหน้าที่…ที่ต้องทำให้ดีที่สุด ‘

:

..ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาทดสอบหัวใจที่สุดของผู้หญิงคนนึง เราไม่อาจพูดอะไรได้มาก เพราะนั่นอาจเป็นการแก้ตัวในความคิดของคนมากมาย เราไม่อาจบอกใครได้ว่าความตั้งใจจริงๆของเราเป็นอย่างไร และถูกกระทบกระเทือนอย่างไรบ้างจากสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ที่ภายนอก

..เราถูกบอกให้อดทน อดทนแบบที่คุยกับพ่อแม่ทางโทรศัพท์ได้วันละไม่กี่คำ เพราะกลัวท่านจะเสียใจไปด้วย เราต้องอดทนเพราะยังมีหน้าที่ที่ต้องทำ เราจึงต้องอดทน

..เราเดินทางไกลครั้งนี้โดยไม่มีใครติดตามมาดูแล ไม่รับค่าพูด ไม่เรียกร้องอะไรพิเศษจากผู้จัดงาน มาเพียงเพื่อทำหน้าที่ให้ดีตามที่เราตั้งใจจะทำ

..วันนี้เราทำสำเร็จไปหนึ่งที่ มีคนให้กำลังใจมากมาย และเช่นกันต้องมีคำใดๆให้เราได้เห็นแล้วอดเสียใจไม่ได้ทุกครั้ง

..เราไม่ขออะไรเลย เราขอทำหน้าที่ที่เหลืออยู่ให้ดี เพราะเราเองล้วนมีหน้าที่ เราอยากทำแค่นั้น

..ที่นี่หนาว แต่อากาศที่เหน็บหนาว ไม่หนาวเท่าความรู้สึกลึกๆที่บรรยายไม่ได้ ได้แต่ขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้กัน ในวันที่ชีวิตมีฤดูหนาวยาวนานเหลือเกิน

..เพราะเรารู้ ว่าเราทำเพื่อใคร..

:

#ด้วยสำนึกในความเป็นคนไทยธรรมดาคนหนึ่ง

 

ประชาชนแน่นสะพานภูมิพล ร่วมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ’ร.9′ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247599

ประชาชนแน่นสะพานภูมิพล ร่วมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ'ร.9' (ประมวลภาพ)

ประชาชนแน่นสะพานภูมิพล ร่วมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ’ร.9′ (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 10.59 น.

5 ธ.ค. 59 เมื่อเวลา 06.00 น. ที่สะพานภูมิพล 1 กรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 5 ธันวาคม 2559” พร้อมด้วยนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยวัตถุประสงค์ของงานเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2559

อย่างไรก็ตาม สะพานภูมิพล 1 กรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ สะท้อนสายพระเนตรอันยาวไกลในการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ อีกทั้งได้มีพระราชดำริในการบรรเทาปัญหาอุทกภัยโดยการก่อสร้างคลองลัดโพธิ์ด้วย

สรุปยอดปชช.เข้าถวายบังคม 35วันกว่า1ล้านรายยอดเงิน94ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247597

สรุปยอดปชช.เข้าถวายบังคม 35วันกว่า1ล้านรายยอดเงิน94ล้าน

สรุปยอดปชช.เข้าถวายบังคม 35วันกว่า1ล้านรายยอดเงิน94ล้าน

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 10.44 น.

5 ธ.ค. 59 สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ของเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 04.50 ถึงเวลา 00.45 น.ของวันที่ 5 ธ.ค. เนื่องจากมีประชาชนรอคิวตกค้างอยู่ที่ท้องสนามหลวงอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาระหว่าง 18.00-21.00 น. มีประชาชนตกค้างมากถึง 26,735 คน ทางสำนักพระราชวังจึงขยายเวลาให้ประชาชนเข้ากราบสักการะจนหมด มีจำนวนทั้งสิ้น 56,367 คน รวม 35 วัน มี 1,237,475 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงินยอดเงิน 2,707,244.75 บาท รวม 35 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 94,896,294.75 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันนี้ (5 ธ.ค.) ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยรวมอยู่ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน ประกอบด้วย มื้อเช้าเวลา 07.00 น. ข้าวต้มปลาแซลมอน 2,000 ถ้วย, นมสดซุปเปอร์มิลค์ 3,000 ขวด, ติ่มซำ 3,000 ชุด, ไก่ทอด 1,000 ชุด, นมหนองโพ 2,000 กล่อง  มื้อกลางวันเวลา 11.00 น. ข้าวหน้าไก่ 2,000 จาน, ไอศกรีม 9,000 แท่ง, ราดหน้า 2,000 จาน, ขนมขบเขี้ยว 3,500 ซอง มื้อบ่ายเวลา 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง, แซนด์วิช 1,000 ชุด เฉาก๊วยชากังราว 1,000 ถุง กาแฟ 1,000 แก้ว, โอเลี้ยง-ชาดำเย็น 1,200 แก้ว มื้อเย็นเวลา 18.00 น. ข้าวไก่เทอริยากิ 1,000 จาน, ข้างหมูคั่วกลิ้งหมูสามรส 2,000 จาน, ข้าวกระเพรา 2,000 จาน  ขณะเดียวกันมีน้ำดื่มสมุนไพร 700 ลิตร และน้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน

พสกนิกรจำขึ้นใจ’ในหลวงรัชกาลที่9′ ภาพติดตา’โบกพระหัตถ์ทักทายปชช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247591

พสกนิกรจำขึ้นใจ'ในหลวงรัชกาลที่9' ภาพติดตา'โบกพระหัตถ์ทักทายปชช.'

พสกนิกรจำขึ้นใจ’ในหลวงรัชกาลที่9′ ภาพติดตา’โบกพระหัตถ์ทักทายปชช.’

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 09.59 น.

โพลล์ระบุประชาชนประทับใจภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโบกพระหัตถ์/แย้มพระสรวลทักทายประชาชนมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 86.98 ระบุพระราชกรณียกิจที่ประทับใจมากที่สุดคือเสด็จเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร

ศ. ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโส ,อาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช ประธานกรรมการ ,ดร.พิสิฐ พฤกษ์สถาพร กรรมการรองผู้อำนวยการ และอาจารย์วัฒนา บุญปริตร กรรมการรองผู้อำนวยการสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (ระดับอุดมศึกษา) แถลงผลการสำรวจความรับรู้ของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจและโครงการตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,183 คน สรุปผลได้ดังนี้

โครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่กลุ่มตัวอย่างนึกถึงมากที่สุด 5 อันดับได้แก่ โครงการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 87.32 โครงการแก้มลิงคิดเป็นร้อยละ 85.12 โครงการศาลานุกรมเพื่อเยาวชนคิดเป็นร้อยละ 82.5 โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์คิดเป็นร้อยละ 80.22 และโครงการสถานีวิจัยเกษตรหลวงคิดเป็นร้อยละ 78.11

ส่วนภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่กลุ่มตัวอย่างประทับใจมากที่สุด 5 อันดับได้แก่ ภาพการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารคิดเป็นร้อยละ 86.98 ภาพการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงาน/ตรวจพื้นที่ต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 85.21 ภาพการเสด็จออกมหาสมาคมในวโรกาสต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 83.09 ภาพการเสด็จตรวจพลสวนสนามในวโรกาสต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 80.9 และภาพการเสด็จไปประกอบพระราชพิธี/รัฐพิธีต่างๆคิดเป็นร้อยละ 77.01

ขณะที่ภาพพระราชอิริยาบถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่กลุ่มตัวอย่างประทับใจมากที่สุด 5 อันดับได้แก่ ภาพทรงโบกพระหัตถ์/แย้มพระสรวลทักทายประชาชนคิดเป็นร้อยละ 89.69 ภาพทรงถือแผนที่ทรงงานคิดเป็นร้อยละ 87.4 ภาพทรงสะพายกล้องถ่ายรูป/ฉายพระรูปต่างๆคิดเป็นร้อยละ 85.29 ภาพทรงมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรคิดเป็นร้อยละ 82.67 และภาพทรงรับพระราชทานสิ่งของจากราษฎรคิดเป็นร้อยละ 81.57

และสำหรับพระราชดำรัส/พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเรื่องที่กลุ่มตัวอย่างจดจำได้มากที่สุด 3 อันดับคือ การดำรงชีวิตอย่างพอเพียงคิดเป็นร้อยละ 85.55 ความรู้รักสามัคคีคิดเป็นร้อยละ 83.52 และการปกป้องรักษาประเทศชาติคิดเป็นร้อยละ 80.3

งดงามกลางเมืองมรดกโลกสุโขทัย! ภิกษุ250รูปสวดพระอภิธรรมถวายพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247582

งดงามกลางเมืองมรดกโลกสุโขทัย! ภิกษุ250รูปสวดพระอภิธรรมถวายพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

งดงามกลางเมืองมรดกโลกสุโขทัย! ภิกษุ250รูปสวดพระอภิธรรมถวายพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 08.58 น.

5 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 ธ.ค. 59 พระภิกษุและสามเณรจำนวนกว่า 250 รูป จาก 48 วัด ในเขตพื้นที่ อ.เมือง จ.สุโขทัย ได้ร่วมกันประกอบพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บริเวณวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต.เมืองเก่า อ.เมือง โดยมีคณะศรัทธาร่วมกันนุ่งขาวห่มขาว พร้อมพ่อค้า ประชาชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมพิธีจำนวนมาก

โดยบรรยากาศในงานพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสวยงาม รวมทั้งมีประชาชนร่วมกันจุดตะคันบูชาคุณ เป็นที่สนใจแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมาก เนื่องจากไม่เคยเห็นการทำสังฆกรรมในอุโบสถโบราณมาก่อน

ทั้งนี้ “วัดมหาธาตุ” เป็นวัดสำคัญขนาดใหญ่กลางเมืองโบราณสุโขทัย ได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากรเมื่อปี พ.ศ.2496 จากสภาพเดิมที่เป็นซากโบราณสถานอยู่ในป่า หลังทำการบูรณะพบว่าวัดแห่งนี้มีอุโบสถอยู่ทางทิศเหนือ มีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยที่งดงามเป็นพระประธาน ท่ามกลางเสาศิลาแลง และนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชม โดยเฉพาะช่วงยามเย็นจะสามารถชมพระอาทิตย์ตกผ่านอุโบสถ มีฉากหลังเป็นต้นมะพร้าวที่สวยงาม

พระสงฆ์ทั่วไทย สวดมนต์ถวายรัชกาลที่9 ‘ปัญญาสมวาร’ครบ50วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247577

พระสงฆ์ทั่วไทย  สวดมนต์ถวายรัชกาลที่9  ‘ปัญญาสมวาร’ครบ50วัน

พระสงฆ์ทั่วไทย สวดมนต์ถวายรัชกาลที่9 ‘ปัญญาสมวาร’ครบ50วัน

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระสงฆ์ทั่วไทย

สวดมนต์ถวายรัชกาลที่9

‘ปัญญาสมวาร’ครบ50วัน

ปชช.พร้อมร่วมงาน5ธันวา

‘สำนึกพระมหากรุณาธิคุณ’

รบ.จัดยิ่งใหญ่สะพานภูมิพล

พระสงฆ์ 1,000 รูป และวัดทั่วประเทศร่วมสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เนื่องในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน ขณะที่หลายหน่วยงานพร้อมใจจัดกิจกรรมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 5 ธันวาคมอย่างยิ่งใหญ่

เมื่อเวลา 19.00น.วันที่ 4 ธันวาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร และวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร รวม 8 รูป สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 07.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมคุณสิริกิติยา เจนเซน ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงถวายภัตตาหารแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหารที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 3 ธันวาคม

เวลา 11.00 น. ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เสด็จถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรมจากวัดอนงคารามวรวิหาร และวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

เวลา 15.00 น. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จบำเพ็ญพระกุศลสดัปกรณ์พระพิธีธรรมจากวัดอนงคารามวรวิหารและวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร สวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 17.00 น. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังทรงบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระพิธีธรรมจากวัดอนงคารามวรวิหารและวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

ยอดกราบพระบรมศพ3ธค.4.3หมื่น

ขณะที่บรรยากาศบริเวณรอบสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง ตลอดทั้งวันประชาชนจำนวนมากมาเข้าแถวรอกราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวังเนืองแน่น โดยวันนี้สำนักพระราชวังเปิดให้เข้ากราบพระบรมศพตั้งแต่เวลา 04.45 น. ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปจำนวนประชาชน ที่เข้าสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมมี 43,627 คน รวม 34 วัน มี 1,181,108 คน และมีประชาชนถวายเงิน เพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลทั้งหมด 3,458,089 บาท รวม 34 วัน เป็นเงิน 92,189,050 บาท

เปิดจุดพิเศษสำหรับคนชราวันแรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน มีกลุ่มอาสาสมัครของเครือข่ายต่างๆ ร่วมใจเข้าอำนวยความสะดวก และให้บริการประชาชน เช่น เก็บขยะ คัดแยกขยะ แจกน้ำ แจกผ้าเย็น แจกอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกที่กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) จัดจุดพักคอยพิเศษไว้สำหรับผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่ต้องการได้รับความดูแลเป็นพิเศษ พบว่ามีผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปสอบถามและใช้บริการจำนวนหนึ่ง

ระดมตร.200 นายรับมือจราจร5ธค.

ด้านพ.ต.อ.ภูษิต วิเศษคามินทร์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (รองผบก.จร.)เปิดเผยถึงแผนดูแลการจราจรวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนมากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในพระบรมมหาราชวังจำนวนมากว่า ยังปิดจราจรทั้ง 8 เส้นทางเหมือนเดิม และเพิ่มกำลังตำรวจจราจรอีก 200 นายดูแลการจราจร ทั้งนี้ จากผลสรุปเบื้องต้นเฉพาะวันนี้มีประชาชนเดินทางเข้ามาประมาณ 130,000 คน นักท่องเที่ยว 12,000 คนและเพิ่มขึ้นช่วงเย็น ถ้าวันที่ 5 ธันวาคมประชาชนเดินทางมาสนามหลวงมากกว่าที่คาดไว้ จะใช้แผนสำรองคือปิดการจราจรเต็มรูปแบบ 24 เส้นทาง แต่ยังให้รถขนส่งมวลชนยังเข้ามาได้ คาดว่าวันที่ 5 ธันวาคมสามารถรับมือประชาชนที่เดินทางมาสนามหลวงได้

พระราชทานอาหาร-น้ำดื่มเลี้ยงปชช.

ส่วนที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ นำอาหาร ขนม ของว่างและน้ำดื่มพระราชทานมาแจกประชาชน โดยมื้อเช้า ข้าวต้มหมูสับเห็ดหอม กาแฟบาเรสต้า นม มื้อกลางวัน สลัดโรล ข้าวราดแกงพะแนงหมูไข่ต้ม ขนมไทย ข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ข้าวต้มมัด ข้าวคลุกกะปิ มื้อบ่าย ขนมไทย ข้าวเหนียวหมู-ไก่ทอด เฉาก๊วยชากังราว มื้อเย็น. ข้าวราดแกงส้ม มะละกอกุ้งสด-ไข่ยางมะตูม ผัดไทยเสวย ข้าวราดแกงเหลืองขาหมู ปลาทูทอด

พระสงฆ์สวดมนต์ถวายในหลวงร.9

อีกด้านหนึ่ง หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมจัดกิจกรรมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม และถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสสวรรคตครบ 50 วัน เมื่อเวลา 15.00 น. ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง มหาเถรสมาคมร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จัดพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวารครบ 50 วัน โดยมีสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นประธาน พร้อมด้วยพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ คณะสงฆ์หนกลาง ที่มาปฏิบัติธรรรมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และคณะสงฆ์ในเขตกรุงเทพมหานคร รวม 1,000 รูปเข้าร่วม

สำหรับการสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลครั้งนี้ เกิดจากมติมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ให้มีการจัดพิธีนี้ทุกวัดพร้อมกันทั่วประเทศ โดยเชิญชวนประชาชนให้สวดมนต์และเจริญจิตภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามว่า ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมสวดมนต์เนืองแน่น โดยเจ้าหน้าที่ พศ.นำหนังสือบทสวดพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล จำนวน 2 พันเล่ม พร้อมภาพพระบรมฉายาลักษณ์ มาแจกเป็นที่รำลึก ส่วนหน้าพระอุโบสถอัญเชิญภาพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขนาดใหญ่มาประดิษฐานไว้ เพื่อให้ประชาชนส่งจิตอธิษฐานถึงพระองค์เสด็จสู่สรวงสรรคาลัย

ต่อมาเวลา 16.00 น.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์กล่าวสัมโมทนียกถาและนำพระสวดพระพุทธมนต์ 5 บท โดยมีบท อาทิตตะปะริยายะสุตตัง (50วัน) เป็นบทสวดหลัก จากนั้นได้ร่วมเจริญจิตภาวนาถวายเป็นพระราชกุศลโดยพร้อมเพรียง

ชวนคนไทยทำบุญรำลึกในหลวง5ธค.

ขณะที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการจัดกิจกรรม เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชวันที่ 5 ธันวาคมว่า กทม.และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พ.ศ.) จัดกิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ 189 รูป ที่ลานคนเมือง หน้าศาลากว่าการกรุงเทพมหานคร จากนั้น มีการจัดแสดงดนตรีแจ๊สเฉลิมพระเกียรติ โดยสมาชิกวง อ.ส. วันศุกร์ การจัดกิจกรรมจุดเทียนเวลา 18.00 น.

นอกจากนี้ ในส่วนรัฐบาลจัดกิจกรรม “ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 5 ธันวาคม 2559” ที่สะพานภูมิพล1 เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานรวมถึงมีการทำบุญมหาสังฆทานแก่พระสงฆ์ 999 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและร่วมร้องเพลงพระราชนิพนธ์ใกล้รุ่งและเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วย จากนั้นเวลา 17.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและภริยา เฝ้ารับเสด็จในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ส่วนพื้นที่สนามหลวงไม่มีการจัดกิจกรรมอย่างเป็นทางการ

สมิทธชงเปลี่ยนชื่อสนามบินสุวรรณภูมิ

นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติเปิดเผยว่า ช่วงที่รับราชการตำแหน่งประธานคณะกรรมการสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 (หนองงูเห่า-สุวรรณภูมิ) อยู่ระหว่างก่อสร้างถมทรายสนามบินจากเดิมเป็นที่ต่ำและน้ำท่วมขังหลายพันไร่ เคยติดต่อสำนักพระราชวังอย่างไม่เป็นทางการขอพระราชทานชื่อสนามบินแห่งใหม่ โดยให้ชื่อว่าสนามบินนานาชาติคิงภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก เช่นเดียวกับสนามบินนานาชาติ 2แห่ง คือ สนามบินชาร์ลเดอโกลของฝรั่งเศส และสนามบินจอห์น เอฟ เคนเนดี ของสหรัฐอเมริกา แต่ได้รับพระราชวินิจฉัยว่า สนามบินทั้งสองแห่งที่มีชื่อเสียงทั่วโลกนั้น มีชื่อของบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงไม่รับพิจารณา แต่บัดนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคตแล้ว จึงเห็นควรว่า คนไทยและรัฐบาลน่าจะนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาใหม่ เพื่อถวายพระเกียรติยศแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระนามที่ประชาชนทุกชาติทั่วโลกรู้จักตลอดไปในชื่อว่า สนามบินนานาชาติคิงภูมิพลอดุลยเดช King Bhumipol Adulyadej International Airport

‘ไอติมกะทิ’มรดกไทย น่าจะเดินไปพร้อมกับ ‘ต้มยำกุ้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247519

‘ไอติมกะทิ’มรดกไทย  น่าจะเดินไปพร้อมกับ ‘ต้มยำกุ้ง’

‘ไอติมกะทิ’มรดกไทย น่าจะเดินไปพร้อมกับ ‘ต้มยำกุ้ง’

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วงนี้อากาศเมืองไทย ความเย็นชักจะเริ่มโชยๆ เข้ามาแล้ว ทำให้นึกไปถึง “ไอติม หรือ ไอศกรีม” ขนมหวานที่มีตำนาน
นับเป็นพันๆ ปีที่คนรู้จักกันทั้งโลกและเมื่อนึกถึงไอติม ในฐานะมรดกของมวลมนุษยชาติ เลยทำให้ นึกต่อเนื่องไปถึงใบหน้า
ของท่าน “วีระ โรจน์พจนรัตน์”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอยากให้ท่านส่งเสริมให้ ไอติม เป็น “ขนมวัฒนธรรม” ที่เดินเคียงคู่ไปกับอาหารวัฒนธรรม “ต้มยำกุ้ง”มรดกของคนไทย แบบว่า ถ้าต้มยำกุ้งเป็นพระเอก ไอติมก็น่าจะเป็น นางเอก ว่างั้นเถอะ

เราจะปล่อยให้พระเอกเดินไปโดยขาดนางเอกได้อย่างไร ในเมื่อมีปูมประวัติพอจะเอ่ยอ้างได้จากตำนานว่า “ไอติมกะทิสด”ที่คนนิยมกินกันอย่างมากเวลานี้ เป็น ภูมิปัญญาของไทยที่เริ่มต้นกำเนิดขึ้นมาในช่วงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เรื่องราวของไอติม ที่มีการบันทึกเอาไว้ระบุว่า ไอศกรีม หรือ ไอติม เริ่มเข้ามาในประเทศไทย ในยุคของรัชกาลที่ 5โดยนำไอศกรีมมาจากสิงคโปร์ว่ากันว่า ต้องใช้น้ำแข็งหล่อเย็นมาตลอดการเดินทาง ซึ่งนับว่าการจะได้กินไอติม (ในตอนนั้น) จะต้องใช้เงินสูงทีเดียว แน่นอนว่า ไอติมแต่แรกเริ่มนั้น ต้องเป็นคนมีเงิน(มากๆ)เท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ลิ้มรส

ด้วยความกล้าได้กล้าเสีย ของคนไทย จึงได้มีการทำไอติมขึ้นในเมืองไทย แน่นอนว่า น้ำแข็ง ซึ่งเป็นวัสดุสำคัญที่จะนำมาปั่นในถังเพื่อให้น้ำกลายเป็นไอติม ต้องขนมาจากสิงคโปร์ ที่ยังต้องมีต้นทุนราคาสูงแต่เมื่อราคาต้นทุนสูง ก็ต้องขายในราคาสูง คนมีเงินระดับรองๆ ลงมาก็ยังสามารถควักเงินออกมาหาซื้อกินเพื่อลิ้มรสเจ้าขนมที่คนทั่วๆ ไปชอบพูดติดปากกันว่า “ปั้นน้ำให้เป็นตัว” กันได้มากขึ้น ไอศกรีมจึงถือเป็นขนมที่วิเศษสุดในเวลานั้น

และด้วยสติปัญญา ความฉลาดของคนไทย จึงมีผู้คิดสูตรไอติมไทย ที่ไม่เหมือนไอติมฝรั่งขึ้นมาแทนที่จะต้องไปซื้อวัสดุส่วนผสมที่ต้องสั่งจากเมืองนอก เช่น เนย ครีม เราก็ใช้ กะทิคั้นสดแทน เพราะเมืองไทย มะพร้าวมีเป็นเกาะๆ เยอะแยะไปหมด และเมื่อทดลองทำแล้ว ปรากฏว่า การนำเอาส่วนผสมของกะทิสดจากมะพร้าวทำไอติมมีรสอร่อยถูกปากคนไทยมากกว่าใช้เนยใช้ครีมจากฝรั่งด้วยซ้ำไป ยิ่งมีน้ำตาลโตนด น้ำตาลอ้อย เสริมเข้าไปด้วย อร่อยลิ้นไม่มีวันลืมทีเดียว

ปัจจุบันนี้ คนไทยสามารถประดิษฐ์คิดค้นเครื่องปั่นไอศกรีมอัตโนมัติ (Fully Automatic IceCream Machine, FAIM) หรือเครื่องปั่นไอศกรีมระบบคอมเพรสเซอร์เป็นการผลิตไอศกรีมแบบใหม่ที่สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องใช้เกลือกับน้ำแข็ง และสามารถตอบโจทย์ผู้ผลิตไอติมกะทิในบ้านเราได้ทุกข้อทั้งในเรื่องของกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ถูกหลักอนามัย และได้ปริมาณมากขึ้นหลายเท่าตัว และใช้เวลาน้อย

จากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่าสถิติปี 2558 ตลาดไอศกรีมในประเทศไทยมีมูลค่ารวมมากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นตลาดแมสโปรดักส์ (Mass Product ) และไอติมท้องถิ่น(Local Icecream) ประมาณ 70% และไอศกรีมจากต่างประเทศ 30%ในแต่ละปีจะขยายตัวประมาณ3-4%

เราลองมาจรรโลงมรดกไทยชิ้นนี้ให้เป็นของคู่บ้านคู่ปากของประเทศไทยกันดีกว่า รายละเอียดเพิ่มเติมที่ไม่เหมือนกับข้อเขียนนี้ ดูได้จาก http://www.stainlessworld.netและ http://www.facebook.com/ไอเดียอาชีพ

โดย ชนิตร  ภู่กาญจน์

หมา(เหล็ก)ผู้น่ารัก เป็นทั้งมิตรและผู้ปกป้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247517

หมา(เหล็ก)ผู้น่ารัก เป็นทั้งมิตรและผู้ปกป้อง

หมา(เหล็ก)ผู้น่ารัก เป็นทั้งมิตรและผู้ปกป้อง

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทับบี้บอต (TubbyBot) คือหุ่นยนต์สุนัขรักษาความปลอดภัย สร้างสรรค์โดย 3 หนุ่มสาวนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมการวัดและควบคุม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศ จากการแข่งขันออกแบบนวัตกรรม DELTA CUP 2016ซึ่งเป็นการประกวดนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีออโตเมชั่นของอุตสาหกรรม 4.0 จัดโดย บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ณ เมืองหวูเจียง ประเทศจีน

นายปวเรศ มานุวงศ์ นักศึกษาหัวหน้าทีมวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. บอกว่า ทับบี้บอต (TubbyBot)  มีการ
เชื่อมต่อกับทีวีวงจรปิดของอาคารเพื่อช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่รปภ. หรือเจ้าของบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องเดินลาดตระเวนเอง เป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้ากับผู้ร้าย เมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นโดย เจ้าทับบี้บอตตัวนี้จะสามารถมองเห็นได้ในทุกมุมของพื้นที่ทุกตารางนิ้ว เพราะมีกล้องที่ติดอยู่บนหน้าผากของหุ่นยนต์สามารถใช้ในการมองจับภาพบริเวณที่เป็นมุมอับได้ หากมันส่องไปเจอสิ่งผิดปกติ มันก็จะส่งสัญญาณเสียงไซเรนและแจ้งเตือนมายัง SmartDevices (เช่น Smart phone, Tablet, PC)ในรูปของข้อความ SMS และ emailมายังผู้ควบคุมหรือสถานีตำรวจได้ในทันทีซึ่งผลงานชิ้นนี้พวกเขาใช้เวลาคิดค้นและพัฒนา เป็นเวลา 4 เดือน จึงพบกับความสมบูรณ์

น.ส.อภิชญา ปัญญาบารมี สาวน้อยนักศึกษาหนึ่งในทีมวิจัย อธิบายให้รายละเอียดว่า ทับบี้บอต (TubbyBot)ประกอบด้วย โครงสร้างภายนอก ทำด้วยFiber Glass มีคุณสมบัติน้ำหนักเบา และกันน้ำ ส่วนภายในหุ่นเป็นอุปกรณ์ IndustrialAutomation (IA) ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  โดยภายในหุ่นยนต์ประกอบด้วยโครงสร้างเหล็กทั้งหมดมอเตอร์ servo คอมพิวเตอร์ PLC, HMIส่วนหัวของหุ่นยนต์สามารถถอดออกได้มีกล้อง เร้าเตอร์คอมพิวเตอร์ และลำโพง ด้านหลังหุ่นยนต์มีฝาเปิดออกได้จะมีหน้าจอHMI ตัวควบคุม สายชาร์จแบตเตอรี่ ส่วนแหล่งพลังงานมาจากแบตเตอรี่ตะกั่ว สามารถทำงานได้นาน 3 ชม. โดยใช้เวลาชาร์จเต็ม 1 ชม. ส่วนสนนราคาของการลงทุน แค่ประมาณสองแสนบาทเท่านั้น สามารถพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์เป็นสตาร์ทอัพต่อไปได้

น.ส.สุวิมล เหรียญตระกูลชัยอีกหนึ่งนักศึกษาในทีมวิจัย ให้ความเห็นถึงการออกแบบเป็น “สุนัข” ก็เพราะว่า ภาพลักษณ์ของสุนัข จะเป็นมิตรกับคนดีทุกคน และน่ารักเสมอกับรูปร่างหน้าตาของมัน ทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่าง อาทิ เวลากลางคืนจะเป็นหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัย ส่วนในตอนกลางวันเราสามารถใช้เป็นหุ่นยนต์ต้อนรับผู้ที่มาเยี่ยมบ้านหรือบริษัทได้เพราะใครๆ เห็นต่างก็รักมันทั้งนั้น น้องหมาตัวนี้จะขับเคลื่อนด้วยล้อ สามารถเดินแบบอัตโนมัติและแบบบังคับด้วยมือผ่าน Internet ได้ โดยลงโปรแกรมเพื่อเดินลาดตระเวนไปตามเส้นทางของบ้านพักหรืออาคารสำนักงานที่กำหนดไว้ ในอนาคตจะพัฒนาต่อยอดใช้ในการดูแลผู้สูงอายุได้ด้วย โดยเราสามารถปรับโปรแกรมจากการตรวจสอบคนแปลกหน้า พัฒนามาเป็นเพื่อนดูแลผู้สูงอายุในยามที่บุตรหลานไปทำงานหรือไม่อยู่บ้าน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหกล้มหรือเจ็บป่วยก็สามารถควบคุมด้วยรีโมทให้หุ่นยนต์ไปตรวจสอบได้ ตลอดจนเชื่อมโยงข้อมูลไปยังญาติพี่น้องและสถานพยาบาลได้ด้วย

‘ยะใส’เสนอเปิดสอนวิชา’ศาสตร์พระราชา’ แปร4,500โครงการพระราชดำริเป็นห้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247563

'ยะใส'เสนอเปิดสอนวิชา'ศาสตร์พระราชา' แปร4,500โครงการพระราชดำริเป็นห้องเรียน

‘ยะใส’เสนอเปิดสอนวิชา’ศาสตร์พระราชา’ แปร4,500โครงการพระราชดำริเป็นห้องเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 19.33 น.

4 ธ.ค. 59 นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวว่า ตนเห็นว่าในขณะนี้ภาคฝ่ายต่างๆ ทั้งในส่วนของภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม กำลังจัดทำและผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อเป็นการตามรอยพ่อ หน่วยงานหลายแห่งเริ่มขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ในนามของศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและถือเป็นเรื่องที่ดีที่คนไทยในวงกว้างเห็นความสำคัญ เห็นความสำเร็จโครงการต่างๆ ที่ในหลวงทรงงานมาตลอดรัชสมัย แต่ก็น่าห่วงเหมือนกันเพราะบางครั้งจะกลายเป็นต่างคนต่างทำหรือตีความไปแตกต่างกัน จนอาจเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือผิดทิศผิดทางได้เช่นกัน ฉะนั้นสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาที่มีอยู่ตามจังหวัดต่างๆ อยู่แล้วน่าจะเป็นเจ้าภาพคิดหรือวิจัยกันอย่างจริงจัง และควรมีเจ้าภาพที่ชัดเจนไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นไฟไหม้ฟางได้

นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า ในระดับชาตินั้นรัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการควรจัดเวทีระดมความเห็นระดับชาติและจัดทำแผน ทำหลักสูตรว่าด้วยศาสตร์พระราชา ที่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ทุกระดับ และสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนกันใหม่พาผู้เรียนออกนอกห้องเรียน เผชิญและเรียนรู้จากปัญหาและพื้นที่จริงๆ ซึ่งโครงการพระราชดำริที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานไว้มีมากกว่า 4,500 โครงการและมีอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทุกจังหวัดทั่วประเทศอยู่แล้ว ซึ่งเราสามารถออกแบบนวัตกรรมการเรียนการสอน โดยการแปรโครงการพระราชดำริ 4,500 แห่ง ให้เป็นห้องเรียนได้ 4,500 ห้องเรียนได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปเริ่มลงทุนทำอะไรใหม่ เพราะพระองค์ได้ทำไว้หมดแล้ว ที่สำคัญเวลาพูดเรื่องศาสตร์พระราชาไม่ควรมองแค่มิติเศรษฐกิจพอเพียงเท่านั้น เพราะถ้าเราทบทวนดูงานและพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในวาระโอกาสต่างๆ นั้นจะเห็นว่าพระองค์ได้วางรากฐาน วางหลักคิดที่สำคัญไว้ในทุกๆ ด้านอยู่แล้ว