ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ครั้งที่ 7 ‘๙ แห่งพระมหากรุณาธิคุณ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301578

ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ครั้งที่ 7 ‘๙ แห่งพระมหากรุณาธิคุณ’

ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ครั้งที่ 7 ‘๙ แห่งพระมหากรุณาธิคุณ’

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เนื่องด้วยวันที่ 7 พฤศจิกายน ของทุกปี ถือเป็นวันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จทรงปล่อยพันธุ์ปลาหมอเทศ จากบ่อส่วนพระองค์ ลงในบ่อเลี้ยงของแผนกทดลองและเพาะเลี้ยง กรมประมง เกษตรกลาง จตุจักร กรุงเทพมหานคร และพระราชทานพันธุ์ปลาให้ข้าราชการและเกษตรกร นำไปเลี้ยงเพื่อแพร่ขยายพันธุ์ ซึ่งถือเป็นพระราชดำริเริ่มแรกที่มีต่องานด้านการประมงไทย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงจัดงานประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

โดยครั้งนี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาเวสต์เกต ร่วมกับกรมประมง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ครั้งที่ 7” ภายใต้แนวคิด “๙ แห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ระหว่างวันที่ 7-12 พฤศจิกายน 2560 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต

ภายในงานแบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซนใหญ่ประกอบด้วย โซนที่ 1 “น้อมรำลึก สำนึกรักพ่อของแผ่นดิน” จัดแสดงภาพพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 โดยคัดเลือกภาพที่จะตรึงอยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทย พร้อมประดับตกแต่ด้วยไฟ และสวนดอกไม้อย่างสวยงามและสมพระเกียรติ โซนที่ 2 “๙ แห่งพระมหากรุณาธิคุณ” จัดแสดงการจำลองเหตุการณ์ของปลาพระราชทานทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ปลาหมอเทศ ปลานิล ปลานวลจันทร์ทะเล และปลากระโห้ โดยจัดทำโมเดลขนาดเท่าของจริงในลักษณะ 3 มิติ และจำลองบ่อปลาทั้ง 4 เหตุการณ์ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเนื้อหาของปลาแต่ละชนิดได้อย่างน่าสนใจผ่านจอทีวี. โซนที่ 3 “พระอัจฉริยภาพ นำทางประมงไทย” จัดแสดงแบบจำลองพระมหากรุณาธิคุณ ของรัชกาลที่ 9 ในด้านต่างๆ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรประมงน้ำจืด การส่งเสริมพัฒนาอาชีพ การบริหารจัดการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรประมงชายฝั่ง โดยการจำลองโมเดลสถานที่ต่างๆ อาทิ ภูเขา ลำธาร เขื่อน ทุ่งนา แปลงผัก เล้าไก่ บ่อปลา นากุ้งป่าชายเลน ชายฝั่งทะเล พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวพระมหากรุณาธิคุณ ของรัชกาลที่ 9 และโซนที่ 4 “ตลาดส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประมง” เปิดโอกาสให้เกษตรกรในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและเกษตรกรด้านการประมงสามารถนำผลิตภัณฑ์ด้านการประมงมาจำหน่ายภายในงานเพื่อส่งเสริมการตลาดให้แก่เกษตรกร

ผู้สนใจ สามารถร่วมงานได้ ระหว่างวันที่ 7-12 พฤศจิกายน 2560 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต

ครื้นเครงไปกับครั้งแรกของ พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ โซเชียล ไนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301438

ครื้นเครงไปกับครั้งแรกของ พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ โซเชียล ไนท์

ครื้นเครงไปกับครั้งแรกของ พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ โซเชียล ไนท์

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 19.00 น.

เตรียมพบกับการรวมตัวของเหล่ามาสเตอร์ผู้เปี่ยมด้วยทักษะสูงสุดด้านดนตรีทันสมัย ที่พร้อมจะมาประชันความสามารถและประสบการณ์ของพวกเขา ท่ามกลางฉากหลังของหนึ่งในบาร์อันล้ำสมัยสูงสุดของกรุงเทพฯ เคล้าด้วยรสอันกลมกล่อมของเบสเซรัต เดอ เบลเลฟอง กรองด์ครู แชมเปญ (Besserat de Bellefon Grandcru Champagne) และคอลเลคชั่นซิการ์ที่ผู้หลงใหลยากนักจะปฏิเสธ ในงานแรกของ พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ โซเชียล ไนท์ (Park Hyatt Bangkok Social Nights) ณ เดอะ บาร์ (The Bar)

โดยจะเริ่มต้นขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2560 พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ โซเชียล ไนท์ จะประกอบไปด้วยซีรีย์ประจำของโปรแกรมความบันเทิงช่วงค่ำที่ออกแบบมาเพื่อมอบความรื่นรมย์ และปลุกความครื้นเครงสำหรับผู้ซึ่งหลงใหลในพลังแห่งท่วงทำนองดนตรี ฟองอันซาบซ่าของเครื่องดื่ม และกลิ่นหอมอบอวลด้วยซิการ์เดอะ บาร์ ณ ชั้น 10 ของ พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ โรงแรมใหม่ที่ออกแบบขึ้นอย่างหรูหราวิจิตร พร้อมที่จะเผยเสน่ห์แห่งท่วงทำนองดนตรีจากวง เอ็นอาร์จี แจ๊ส (NRG Jazz) กลุ่มนักดนตรีอาชีพผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และมีชื่อเสียงโด่งดังจากความสามารถเฉพาะด้านดนตรีแนวแจ๊ส, ฟังก์, โซล, อาร์แอนด์บี, ป็อบ และอื่นๆ ที่จะมาช่วยถ่ายทอดอารมณ์แห่งดนตรีอย่างลึกซึ้งและในระหว่างการแสดงครั้งแรกของวงดนตรีสามชิ้นที่บรรเลงท่วงทำนองอยู่ท่ามกลางบรรยากาศริมระเบียงของเดอะ บาร์ ซึ่งโอบล้อมไปด้วยแสงไฟของเมือง ทำนองดนตรีหวานเจื้อยแจ้วของพวกเขาก็จะโปรยปรายบรรยากาศของบาร์แห่งตำนานนี้ไปด้วยความหวาน และเติมเต็มความน่าสนใจด้วยงานศิลปะดั้งเดิมสำหรับผู้ที่มาถึงก่อน 25 คนแรกที่ซื้อตั๋วเข้างาน (ราคา 1,650++บาทต่อท่าน) จะได้รับซิการ์ชุดพิเศษ และตั๋วเข้างานนี้ยังรวม เบสเซรัต เดอ เบลเลฟอง คูเว เดอ มอเนส บรุต แชมเปญ (Besserat de Bellefon Cuvee des Moines Brut Champagne) สองแก้ว ขณะที่บาร์โดยบาร์เทนเดอร์ผู้เชี่ยวชาญและรังสรรค์เครื่องดื่มได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งค็อกเทลคลาสสิคหรือสร้างสรรค์ก็เตรียมพร้อมเสิร์ฟ เช่นกันกับกล่องซิการ์โดยเริ่มต้นค่ำคืนแห่งโซเชียลไนท์ ตั้งแต่เวลา 19.00น. จนถึงดึกสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาส่งอีเมล์มาที่ bkkph.fb.reservation@hyatt.com หรือโทร. 02-012-1234

 

‘Perrier’จัดกิจกรรม’Perrier XGuest Mixologist’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301442

'Perrier'จัดกิจกรรม'Perrier XGuest  Mixologist'

‘Perrier’จัดกิจกรรม’Perrier XGuest Mixologist’

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 18.00 น

เปอริเอ้ (Perrier) น้ำแร่ธรรมชาติมีพรายฟองซ่าจากแหล่งธรรมชาติของฝรั่งเศส จัดกิจกรรม “Perrier XGuest  Mixologist” เชิญ3มิกโซโลจิสต์ระดับโลกร่วมสร้างสรรค์เครื่องดื่มสุดเอ็กซ์คลูซีฟสะท้อนความเป็นไทยภายใต้แนวคิด “The Essence of Thai”เปิดประสบการณ์ให้นักดื่มไทยในสถานที่สังสรรค์ยอดนิยมของกรุงเทพฯ

สำหรับกิจกรรม “Perrier XGuest  Mixologist”จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน2560พบกับ Lizzy Evdokimova(ลิซซี เอฟโดคิโมวา)ณ Bamboo Bar แมนดาริน โอเรียนเต็ล แบงค็อกบาร์ขึ้นชื่อของกรุงเทพฯ ที่มีลูกค้าประจำเป็นผู้ที่ชื่นชอบเพลงแจ๊สและบุคคลสำคัญจากทั่วโลก รวมไปถึงบุคคลในวงสังคมชั้นสูงของไทยที่ชื่นชอบสไตล์การตกแต่งหรูหราเป็นเอกลักษณ์ โดย ลิซซี เป็นผู้ชนะเลิศการแข่งขัน Bacardi Legacy Global Cocktail Competition 2013ด้วยผลงานการสร้างสรรค์ชื่อ The Knight Cup ลิซซี กลายเป็นบาร์เทนเดอร์จากรัสเซียคนแรกที่ชนะเลิศรายการนี้และยังเป็นบาร์เทนเดอร์หญิงคนแรกอีกด้วย สองปีต่อมา เธอได้รับตำแหน่งแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ให้กับบาคาร์ดีสำหรับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ปีที่แล้วเธอตัดสินใจครั้งใหญ่และย้ายมาเซี่ยงไฮ้เพื่อร่วมทีมกับ ชินโกะ โกคัง และช่วยก่อตั้งโปรเจ็คใหม่ Sober Kitchenและในวันเดียวกัน พบกับ Dario Knox(ดาริโอ น็อกซ์)ณร้าน Oskar Bistro สุขุมวิท11สถานที่บันเทิงที่ไม่เคยทำให้ทุกคนผิดหวัง  ด้วยบรรยากาศและเสียงดนตรีจากดีเจฝีมือดีกับดนตรีหลากหลายสไตล์ ตั้งแต่โซล นูดิสโก ดีพเฮ้าส์ และเฮ้าส์ รวมไปถึงการแสดงของนักดนตรีเช่น หนุ่มทีโบน  สำหรับดาริโอ น็อกซ์ นับเป็นมิกโซโลจิสต์ชื่อดังที่สร้างกระแสในแวดวงเครื่องดื่มตั้งแต่เริ่มทำงานในวงการตั้งแต่ปี2010ชื่อจริงของเขาคือดาริโอเชนตินี เขาเกิดไนเมืองปิซา อิตาลี และเริ่มหลงใหลศาสตร์แห่งการทำเครื่องดื่มจากการทำงานในบาร์หลายๆ แห่งตั้งแต่อายุ 17 ปี  เชิญร่วมลิ้มรสชาติเครื่องดื่มสุดพิเศษที่เหล่ามิกโซโลจิสต์ระดับโลกทั้ง3ท่านร่วมรังสรรค์ให้กับทุกคนได้ดื่มด่ำท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนหลงใหลของสถานที่สังสรรค์ชั้นนำของกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่6-8พฤศจิกายนนี้ ตั้งแต่เวลา 20.00-22.00น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.facebook.com/MixologistTeamThailandCompetition/

สหกรณ์ประมงแม่กลอง คุมเข้ม IUU มุ่งสร้างสินค้าดีถูกหลักสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307617

สหกรณ์ประมงแม่กลอง  คุมเข้ม IUU มุ่งสร้างสินค้าดีถูกหลักสากล

j]v, c, lsdiINxit

สหกรณ์ประมงแม่กลอง  คุมเข้ม IUU มุ่งสร้างสินค้าดีถูกหลักสากล

                กรมการค้าภายในชูตลาดกลาง หนุนเอื้อปากท้องประชาชน พร้อมสร้างมาตรฐานเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกร ด้านตลาดกลางสหกรณ์ประมงแม่กลอง ศูนย์กระจายสินค้าคุณภาพอาหารทะเลสดใหม่ไร้สารเคมี พร้อมทำงานร่วมแบบบูรณาการเร่งเดินเครื่อง IUU รายงานและควบคุมการทำประมง มั่นใจสินค้าในตลาดกลางถูกกฎหมายตามมาตรฐานสากล

                  นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ตลาดกลางมีวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีรายได้ที่มั่นคง พร้อมเป็นที่รองรับเกษตรกรให้มีพื้นที่ทำกินมากขึ้น ด้านผู้บริโภคก็จะมีโอกาสต่อรองหรือประมูลราคาในการซื้อขายได้ เพื่อเกิดการซื้อขายในราคาที่เป็นธรรม ทั้งนี้ทางกรมการค้าภายในยังได้พยายามยกระดับมาตรฐานด้านต่างๆ เพื่อวงการประมงในประเทศไทยได้การยอมรับในวงกว้างมากขึ้นซึ่งจะส่งผลให้เป็นการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงอีกด้วย

               โดยทางกรมการค้าภายในได้สร้างมาตรฐานสินค้าของตลาดกลางโดยอาศัยผลประโยชน์ของผู้ซื้อและผู้ขายเป็นสำคัญ พร้อมวางกฎระเบียบที่ตลาดกลางต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการยืนยันถึงมาตรฐานและคุณภาพที่จะได้รับ อาทิ ต้องมีเครื่องอำนวยความสะดวกในการซื้อขายให้เหมาะสมกับสภาพสินค้าเกษตรแต่ละประเภท กรณีตลาดกลางประเภทข้าวและพืชไร่ ต้องมีเครื่องชั่งเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสินค้าได้ นอกจากนี้ยังเปิดกว้างพร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในเชิงบูรณาการได้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนมาตรฐานสินค้าให้เป็นมาตรฐานสากล รวมไปถึงยกระดับคุณภาพชีวิตชาวประมงให้ดีขึ้น

               นายชินชัย สถิรยากร ที่ปรึกษาสหกรณ์ ตลาดกลางสหกรณ์ประมงแม่กลอง กล่าวว่า ตลาดกลางสหกรณ์ประมงแม่กลองมีการนำเข้าปลาทะเลที่มีความสดใหม่อยู่เสมอ โดยจะเป็นสินค้าที่รับมาจากชาวประมงพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกกับทางตลาดเพื่อมอบให้กับผู้ประกอบการหรือแพปลามารับไปจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางหรือผู้ค้ารายใหญ่ นอกจากนี้สินค้าทั้งหมดที่นำมาในตลาดกลางสัตว์น้ำ สหกรณ์ประมงแม่กลองจะไม่มีสินค้าที่ผิดกฎหมายแน่นอน เพราะตลาดได้มุ่งแก้ปัญหา IUU หรือการทำประมงที่ขาดการรายงานและควบคุม จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าที่มาจากสหกรณ์ประมงแม่กลองมีคุณภาพ อีกทั้งไม่ทำลายธรรมชาติอีกด้วย

              “นอกจากนี้ทางกรมการค้าภายในได้พยายามส่งเสริมด้านมาตรฐานสินค้าของเราให้มีคุณภาพสูงขึ้น ขณะเดียวกันทางตลาดก็ได้มีการแก้ปัญหาชาวประมงที่ทำผิดกฎหมายหรือ IUU โดยชาวประมงที่มาเป็นส่วนหนึ่งกับตลาดกลางสหกรณ์ประมงแม่กลองจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ผ่านการตรวจหลักเกณฑ์ต่าง ๆ15 ข้อจากหน่วยงานกว่า 8 หน่วยงาน แม้กระทั่งเรื่องปัญหาของแรงงานผิดกฎหมายทางตลาดก็ได้พยายามดำเนินการแก้ไขจนปัจจุบันเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย 100% แล้ว ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ซื้อไปจากตลาดกลางสหกรณ์ประมงแม่กลองสะอาดปลอดภัยและถูกกฎหมายอย่างแน่นอน” นายชินชัย กล่าว

                มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของตลาดกลางสินค้าเกษตร ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ หรือจะซื้อหาค้าขายสินค้าเกษตรคุณภาพดีในตลาดกลางสินค้าเกษตรดังกล่าวได้ทั่วทุกแห่งของประเทศได้ง่ายๆที่เว็บไซต์ “ตลาดกลางออนไลน์” http://centermarket.dit.go.th

“กล้วยไม้”กับความรักไร้พรมแดน ตอน22

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307614

“กล้วยไม้”กับความรักไร้พรมแดน ตอน22

ระพี สาคริก, กล้วยไม้

โดย – ศ.ระพี สาคริก

ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว

ขณะนั้นฉันรู้สึกเสมือนว่า ตัวเองกำลังถูกปล่อยไว้อย่างโดดเดี่ยว แม้กระทั่งจะมีคนพาไปที่งาน

ฉันถือกล้องวิดีโอมาที่หน้าโรงแรม โดยที่คิดว่าจะหารถแท็กซี่ไปเอง แต่ครั้นเดินออกไปไกลเรื่อยๆ จากถนนสายหนึ่งถึงอีกสายหนึ่ง ก็ไม่เห็นมีรถยนต์ผ่านไปมาแม้แต่คันเดียว ในที่สุดก็ต้องเดินย้อนกลับมาเข้าโรงแรมตามเดิม

ฉันได้แต่รำพึงอยู่ในใจว่า เหตุใดบรรยากาศที่นี่มันถึงได้เงียบเหงาเสียนี่กระไร จะหาความพร้อมต่างๆ ก็ยากแสนยาก

ฉันได้พยายามโทรศัพท์ไปหาบริษัทที่จัดงาน จึงทราบว่าวันพรุ่งนี้จะมีการตัดสินดอกไม้ แล้วเขาจะส่งรถมารับที่โรงแรมในเวลาเช้า เพื่อไปบริเวณงาน เป็นอันว่าในวันนี้ เวลาหมดไปเปล่าๆ หนึ่งวันอย่างปราศจากความหมาย

ช่วงนั้นฉันมีข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งว่า มีนิสิตเกษตรหญิงคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเรียนอยู่ปริญญาโทจะเดินทางมากับบริษัททัวร์ แล้วมาพักอยู่ที่โรงแรมเดียวกัน เธอชื่อ ชลทิชา ทิชาชาติ (เอ) ซึ่งฉันได้พิจารณาเห็นว่า ผู้หญิงคนนี้มีลักษณะแปลกมาก เธอเป็นคนที่มีความคิดอิสระพอสมควร แม้แต่การไปร่วมทัศนาจรเธอก็ยังไปคนเดียว รวมทั้งสนใจไปศึกษาหาความรู้ ในสถานที่ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่ใคร่จะสนใจไปกัน เพราะเหตุว่าในสภาพเช่นนั้นแทบไม่มีคนไทยคนไหนเดินทางไปท่องเที่ยวไกลถึงที่นั่น

ทว่าการไปที่นั่นของเธอไม่ได้ช่วยผ่อนคลายความรู้สึกโดดเดี่ยวของฉันมากนัก นอกจากมาแล้วก็ผ่านพ้นไป

เย็นวันนั้นฉันถือโอกาสเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่เธอ เรานั่งคุยกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดเรื่องคุย แล้วในที่สุดก็จากกันไป

คืนวันนั้นมันช่างเงียบเหงาเหมือนกับคืนก่อนๆ หรืออาจเป็นเพราะฉันกำลังคิดถึงคนที่เมืองไทยมากเกินไปก็ได้ บรรยากาศที่นั่นมันทำให้ฉันคิดมาก และคิดต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็นั่งเขียนจดหมาย เพื่อจะส่งโทรสารกลับไปยังกรุงเทพฯ เพราะไม่รู้จะระบายกับใคร ก็คงต้องระบายกับคนที่เข้าใจกันได้เป็นอย่างดี

เช้าวันรุ่งขึ้นประมาณ 7 โมงครึ่งก็มีรถมารับ ถ้าฉันจะพูดว่านานๆ จะได้เห็นรถยนต์สักคันหนึ่งก็คงไม่ผิด หลังจากไปถึงบริเวณงานแล้ว ก็มีการประชุมกรรมการตัดสินอยู่ระยะหนึ่ง ฉันได้พบเห็นการจัดแสดงพรรณไม้บนเวทีต่างๆ ซึ่งก็ไม่มีความหลากหลายอะไรมากนัก แต่ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดก็คือ แต่ละเวทีเป็นการจัดแสดงวัฒนธรรมและชีวิตที่เกี่ยวกับชุมชนคนผิวดำซึ่งมีรกรากอยู่ที่นั่น อย่างสอดคล้องกันกับพรรณไม้ซึ่งมีแหล่งกำเนิดอยู่ที่นั่นด้วย

ฉันได้พบกับพรรณไม้เมืองร้อนอย่างหลากหลาย ที่กระจัดกระจายกว้างขวางมากที่สุด เห็นจะได้แก่พรรณไม้จำพวก “เฮลีโคเนีย” (Heliconia) กล้วยพันธุ์ต่างๆ และพรรณไม้อื่นๆ ที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งก็ไม่แตกต่างไปจากพรรณไม้ที่พบเห็นอยู่ในประเทศไทย แสดงว่าพรรณไม้เมืองร้อนเหล่านี้ มนุษย์ได้นำไปปลูกในที่ต่างๆ ภายในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งไม่ทราบว่าเป็นพรรณไม้ท้องถิ่นของที่ไหนกันแน่ ดังตัวอย่างเช่นต้นจามจุรี หรือที่เราเรียกกันว่าต้นก้ามปู บางคนก็เรียกกันว่าต้นฉำฉา ซึ่งพบขึ้นอยู่ในเมืองไทยอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งทำให้หลายคนคิดว่าเป็นพรรณไม้ท้องถิ่นของไทย แต่แท้จริงแล้วมีผู้นำมาจากทวีปอเมริกาใต้

เกษตรฯเผยป้องกันกำจัดหนอนหัวดำแล้วร้อยละ 95

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307520

เกษตรฯเผยป้องกันกำจัดหนอนหัวดำแล้วร้อยละ 95

หนอนหัวดำ

เกษตรฯเผยป้องกันกำจัดหนอนหัวดำแล้วร้อยละ 95 ย้ำวิธีการที่ใช้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

นายประสงค์  ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทีมเจ้าหน้าที่กำกับติดตามการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ ตามโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ใน 29 จังหวัด มีต้นมะพร้าวแกงความสูงตั้งแต่ 12 เมตรขึ้นไปที่ถูกหนอนหัวดำทำลาย จำนวน 2,608,034 ต้น ฉีดสารเคมีเข้าลำต้นแล้ว จำนวน 2,476,541 ต้น คิดเป็น
ร้อยละ 95 (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2560)
รองอธิบดีฯ กล่าวถึงการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดหนอนหัวดำว่า เป็นหนึ่งในหลายมาตรการสำหรับป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน โดยใช้สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC ในอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น (มะพร้าวแกงสูง 12 เมตรขึ้นไป) ซึ่งทดสอบแล้วว่าไม่พบสารเคมีตกค้างในเนื้อและน้ำของมะพร้าวทั้งในผลอ่อนและผลแก่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามขอเน้นย้ำว่า ควรใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามคำแนะนำ ทั้งชนิดสารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้ และชนิดของมะพร้าวที่แนะนำให้ใช้
นายประสงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาสารเคมี flubendiamide 20% WG สำหรับพ่นทางใบมะพร้าวชนิดอื่นที่ถูกหนอนหัวดำทำลายใน 29 จังหวัด จำนวน 1,269,100 ต้น ได้แก่ มะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร มะพร้าวที่ใช้ผลิตน้ำตาล และมะพร้าวอ่อนทุกความสูง ซึ่งสารเคมีสำหรับพ่นทางใบนี้ก็เป็นสารเคมีที่กรมวิชาการเกษตรทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำได้ผลดี และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคสูง โดยมีความเป็นพิษต่อสุขภาพคนและสัตว์น้อยกว่าสารเคมีที่ใช้ในการพ่นเพื่อกำจัดยุง ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถจัดสรรให้กับจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 29 จังหวัดได้ภายในเดือนมกราคม 2561
“สิ่งสำคัญอย่างมากคือ เจ้าของสวนและชุมชนต้องหมั่นทำความสะอาดแปลงและสวนไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูมะพร้าว และใช้ศัตรูทางธรรมชาติแตนเบียนบราคอนมาปล่อยทุก 15 วัน ในอัตรา 200 ตัวต่อไร่ เพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติไม่ให้หนอนหัวดำกลับมาระบาดอีก ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีเป้าหมายผลิตแตนเบียนบราคอน 252 ล้านตัว โดยให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนในพื้นที่ที่มีการระบาดเข้ามามีส่วนร่วมผลิตแตนเบียนบราคอนพร้อมให้ความรู้แก่ชุมชนในการผลิตแตนเบียนบราคอนได้เอง และขณะนี้ปล่อยแตนเบียนบราคอนไปแล้วกว่า 102 ล้านตัว (ข้อมูล ณวันที่ 8 ธันวาคม)” รองอธิบดีฯ กล่าว

สหกรณ์ปลื้มศูนย์กระจายสินค้าฯยอดขายทะลุหมื่นล้านในปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307508

สหกรณ์ปลื้มศูนย์กระจายสินค้าฯยอดขายทะลุหมื่นล้านในปี60

สหกรณ์ปลื้มศูนย์กระจายสินค้าฯยอดขายทะลุหมื่นล้านในปี60

                   นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลผลิตของสหกรณ์ทั่วประเทศ โดยการส่งเสริมให้สหกรณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ              ที่มีศักยภาพพร้อมเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงสินค้ากับสหกรณ์จากจังหวัดต่าง ๆ เปิดเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ (Cooperative Distribution Center : CDC) เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรนับว่าเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีศักยภาพหลายชนิด ทั้งข้าวสาร นมพร้อมดื่ม ไข่ไก่ อาหารทะเล น้ำตาล น้ำมันพืช น้ำดื่ม และผลิตผลการเกษตรตามฤดูกาล เช่น หอมกระเทียม ผักและผลไม้ ซึ่งมีคุณภาพได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค

“ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์จะทำหน้าที่ในการรองรับผลผลิตและสินค้าจากสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ มากระจายสู่ผู้บริโภคในจังหวัดของตนเอง ซึ่งทำให้ลดขั้นตอนการขนส่งและสามารถจำหน่ายสินค้าได้ราคาที่ยุติธรรม และยังช่วยให้ผู้บริโภคในชุมชนสามารถเข้าถึงสินค้าสหกรณ์ได้ง่ายและทั่วถึงมากขึ้น”
ปัจจุบันมีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ จำนวน 124 แห่ง ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศสามารถสร้างยอดจำหน่ายรวม 10,780,514,337 บาท โดยแบ่งเป็นสินค้า               6 ประเภทหลัก ๆ เรียงตามลำดับยอดจำหน่ายสูงสุด  ได้แก่ 1.ผลผลิตการเกษตร เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพด มันสำปะหลัง ผลไม้ ยอดจำหน่ายรวม 4,119,793,618 บาท 2.สินค้าอุปโภค – บริโภค ยอดจำหน่าย 2,418,456,046 บาท

3. ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร เมล็ดพันธ์ ยอดจำหน่าย 2,257,703,729 บาท  4.สินค้าอื่น ๆ ยอดจำหน่าย 1,042,551,403 บาท 5.สินค้าของสหกรณ์ที่ผลิตขึ้นเอง ทั้งข้าวสาร น้ำดื่ม กาแฟ นม รวม 899,114,197 บาท และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป สินค้าหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ประเภทผ้าไหมผ้าฝ้าย                 ยอดจำหน่ายรวม 42,895,343  บาท

ซึ่งสหกรณ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ 1.ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร                 และสินค้าสหกรณ์ของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ชลบุรี จำกัด 2.ผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด 3.ผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรอุตรดิตถ์ จำกัด 4.สินค้าอุปโภค – บริโภคของร้านสหกรณ์จังหวัดตราด จำกัด และ 6.สินค้าอื่นๆ ของสหกรณ์การเกษตรเมืองเชียงราย จำกัด

สำหรับในปี 2561 กรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนการขยายเครือข่ายของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เพื่อช่วยยกระดับการดำเนินธุรกิจของศูนย์ฯ ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และจะดำเนินการผ่าน “โครงการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตร เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ” เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรระดับอำเภอทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการให้บริการสมาชิกและเกษตรกรในการช่วยยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตร  เช่น เป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ เป็นศูนย์กลางรับซื้อและรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ด้านงานสหกรณ์ และเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานราชการเพื่อส่งผ่านนโยบายของรัฐบาลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ และยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ระดับอีกหน้าที่หนึ่งด้วย

โดยศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ระดับอำเภอต้องสร้างเครือข่ายกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีกของชุมชน ทั้งที่เป็นร้านค้าชุมชนและร้านค้ากองทุนหมู่บ้านในอำเภอ รวมถึงสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์เปิดจุดจำหน่ายสินค้าในลักษณะร้านค้าปลีกในระดับตำบลหรือหมู่บ้าน เพื่อเพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงชาวบ้านชุมชนต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นและยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังกล่าวต่อด้วยว่า  กรมฯยังคงจัดกิจกรรมที่ช่วยต่อยอดธุรกิจให้กับศูนย์ฯ               โดยเน้นเรื่องการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าการเกษตร ด้วยการส่งเสริมให้สหกรณ์นำเครื่องหมายการค้าประเภทบริการ ที่ได้รับการจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์แล้ว เป็นสื่อกลางในการดึงดูดและสร้างการยอมรับให้กับประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าและบริการจากสหกรณ์               รวมถึงส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้าสหกรณ์ผ่านออนไลน์ และ Social Network อาทิ Line Facebook และ Website ต่างๆ ด้วย

ทั้งนี้ ยอดจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ที่เพิ่มสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการบริหารจัดการที่เน้นการนำระบบโลจิสติกส์ (Logistic) มาเป็นหลักในการบริหารจัดการสินค้าสหกรณ์ ด้วยวิธีการรวมซื้อและรวมขาย            ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนราคาสินค้าและการรวมกันขายยังเป็นการสร้างอำนาจในการต่อรองให้กับเกษตรกร                 สร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งผู้ซื้อและผู้ขายและยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยผลักดันธุรกิจของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่ผ่านมา และคาดว่าธุรกิจดังกล่าวยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคตต่อไป

วีเอ็นยูจับมือพอสซิทิฟ จัดใหญ่ประชุมวิชาการอุตฯสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307411

   วีเอ็นยูจับมือพอสซิทิฟ จัดใหญ่ประชุมวิชาการอุตฯสัตว์

วีเอ็นยู

   วีเอ็นยูจับมือพอสซิทิฟ จัดใหญ่ประชุมวิชาการอุตฯสัตว์

             วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ร่วมกับพอสซิทิฟ แอคชั่น พับลิเคชั่น สื่อชั้นแนวหน้าจากประเทศอังกฤษ พร้อมประกาศการจัดงานประชุมวิชาการทางเทคนิคชั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมสุกร, สัตว์ปีก และโคนม หรือ “Pig, Poultry & Dairy Focus Asia” (PP&DFA 2018) ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 8 นับตั้งแต่ปี 2004 หรือ พ.ศ. 2547 ในครั้งนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 มีนาคม 2561 ณ โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ

การจัดงานประชุมวิชาการทางเทคนิคชั้นสูงนี้เป็นงานสัมมนาภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยผู้จัดงานเผยตั้งใจเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดงานเพราะนานาชาติต่างยกให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่น่าจับตามองในระดับภูมิภาค สถานที่ตั้งของประเทศไทยมีความสะดวกสบายและง่ายต่อการเดินทางของนานาชาติ งานประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นอย่างอัดแน่น 3 วันเต็ม โดยมีการเชิญวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญของแต่ละอุตสาหกรรมมากกว่า 90 รายจากทั่วโลก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขาการจัดการ, โภชนาการ, สัตวแพทย์ และการผสมพันธุ์สัตว์ มาร่วมอัพเดทองค์ความรู้ งานวิจัย และประเด็นสำคัญต่างๆ ที่ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไม่ควรพลาด!

“อ.ยักษ์”เยี่ยมชมโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307406

 “อ.ยักษ์”เยี่ยมชมโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการ

อ.ยักษ์, อยักษ์

 “อ.ยักษ์”เยี่ยมชมโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย

            นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามรับทราบปัญหาดินเค็ม ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ดินเค็ม บ้านนาดี ต.พังงูอ.หนองหาน จ.อุดรธานี ว่า จ.อุดรธานี มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 7.33 ล้านไร่ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ดอน มีเนื้อที่ประมาณ  4.2 ล้านไร่  หรือร้อยละ 61.77 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ปลูกพืชไร่ เช่น อ้อยมันสำปะหลัง และไม้ยืนต้น อาทิ ยางพารา ยูคาลิปตัส ส่วนพื้นลุ่มส่วนใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ  1.5 ล้านไร่ หรือร้อยละ 22.26 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ใช้ทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก และพื้นที่ที่มีความลาดชันมากยากต่อการทำการเกษตร มีเนื้อที่ประมาณ 6.7 แสนไร่ หรือร้อยละ 9.84 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด อีกทั้งยังขาดแคลนแหล่งน้ำจืดในการทำการเกษตรเป็นอย่างมาก

สำหรับดินเค็มใน จ.อุดรธานี มีประมาณ 1.7 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นบริเวณที่พบคราบเกลือบนดินมากกว่า 50% มีพื้นที่ 4,623 ไร่ บริเวณที่พบคราบเกลือบนผิวดิน 10-50% มีพื้นที่ 10,463 ไร่ และบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเกลือน้อยกว่า 1% มีพื้นที่ 281,441 ไร่ จากปัญหาดังกล่าว สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย ต.พังงู อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557- 2560 รวมพื้นที่ 4,000 ไร่ แบ่งเป็น 2กิจกรรม คือ 1. กิจกรรมการควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มและใต้ผิวดิน และ 2. กิจกรรมจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจบนคันนา เพื่อเป็นต้นแบบการจัดการฟื้นฟูแก้ไขปัญหาดินเค็มใน จ.อุดรธานี วัตถุประสงค์ เพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็มและป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม รวมทั้งเพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ดินเค็มให้มีศักยภาพ สามารถปลูกพืชเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม  เพิ่มผลผลิตพืชเพื่อการบริโภคและผลิตเป็นพืชเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ได้มีการศึกษาและดำเนินงานวิจัยในพื้นที่โครงการ โดยนำอินทรียวัตถุ เช่น แกลบ และขี้อ้อย มาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวก่อนการปลูกข้าว และสุ่มเก็บดินเพื่อนำมาวิเคราะห์หาธาตุอาหารพบว่า หลังจากมีการดำเนินการปรับปรุงบำรุงดินโดยการใช้อินทรียวัตถุ และการปรับปรุงรูปแปลงนาทำให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวสามารถปลูกข้าวได้ และผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 30% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากมีการดำเนินการปรับปรุงดินอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้

กรมชลฯ เดินหน้าจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งลุ่มน้ำยมตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307355

กรมชลฯ เดินหน้าจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งลุ่มน้ำยมตอนล่าง

บึงระมาณ

กรมชลฯ เดินหน้าจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งลุ่มน้ำยมตอนล่าง

 

           นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กรมชลประทาน ดำเนินโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำยม ในเขตจ.พิษณุโลกและจ.สุโขทัย เพิ่มเติม         ตามแผนงานเร่งด่วนที่กรมชลประทานได้นำเสนอให้ครม.พิจารณา ในการประชุม ครม.สัญจรนอกสถานที่ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 60 ที่ผ่านมา ณ สถานบันการพละศึกษา จ.สุโขทัย ประกอบไปด้วย

– โครงการขยายผลพื้นที่ลุ่มต่ำในโครงการบางระกำโมเดล 60 จากเดิม 265,000 ไร่ เพิ่มขึ้นอีก 117,000 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 382,000 ไร่ ทำให้สามารถรองรับน้ำหลากได้ จากเดิม 400 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นอีก 150 ล้าน ลบ.ม. รวมปริมาณน้ำที่รับได้ 550 ล้าน ลบ.ม โดยเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตโครงการ ส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน 85,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล 20,000 ไร่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวรอีก 12,000 ไร่ ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในช่วงฤดูน้ำหลากได้เป็นอย่างมาก

– โครงการคลองชักน้ำฝั่งขวาแม่น้ำยม (คลองสุชน-คลองตะโม่-แก้มลิง) พร้อมอาคารประกอบระยะที่ 2 เป็นโครงการที่จะช่วยนำน้ำจากแม่น้ำยมขึ้นมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำยม รวมทั้งช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับ แก้มลิงคลองธรรมชาติในเขต อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย และอ.บางระกำจ.พิษณุโลก รวมไปถึงแก้มลิงขนาดใหญ่ ได้แก่ แก้มลิงบึงตะเคร็ง, แก้มลิงบึงขี้แร้ง และแก้มลิงบึงระมาณซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ประตูระบายน้ำบ้านวังสะตือ ต.ดงเดือย อ.กงไกรลาศ  ชักน้ำผ่าน 6 ตำบลในเขต ต.กง อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย  และ ต.คุยม่วง, ต.ชุมแสงสงคราม, ต.บึงกอก,      ต.บางระกำ ต.ปลักแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ความยาวคลองทั้งสิ้น 76.70 กิโลเมตร

           – โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำท่านางงาม ในพื้นที่ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำยมได้ประมาณ 8.24 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ  52,875 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ต.ท่านางงาม      ต.ชุมแสงสงคราม  ต.คุยม่วง ต.บางระกำ ต.บึงกอก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งของพื้นที่ฝั่งขวาแม่น้ำยม ในเขตอำเภอบางระกำได้บางส่วน

– โครงการประตูระบายน้ำท่าแห บ้านท่าแห ต.กำแพงดิน อ.สามง่าม จ.พิจิตร มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บานระบายชนิดบานตรง มีช่องระบายน้ำ กว้าง 10 เมตร สูง 9เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำยมและลำน้ำสาขาที่อยู่ในระยะทดน้ำ ได้ความจุประมาณ16.75 ล้าน ลบ.ม. เป็นแหล่งน้ำให้ราษฎรสามารถนำไปใช้ในการเพาะปลูกพืช โดยการสูบน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรของตนได้โดยตรง พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 10,000 ไร่ ส่วนในฤดูฝนจะทำให้การบริหารจัดการน้ำ เพื่อบรรเทาอุทกภัย ด้วยการช่วยทดน้ำและผันน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หากโครงการที่กล่าวมาข้างต้นดำเนินการแล้วเสร็จ จะทำให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่าง            มีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวคือ สามารถผันน้ำจากแม่น้ำยมเข้าสู่แก้มลิงทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ บึงระมาณ  บึงตะเคร็ง และ   บึงขี้แร้ง ในช่วงฤดูน้ำหลากได้โดยตรง เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 31       ล้าน ลบ.ม. และยังสามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำยม และลำน้ำสาขา เหนือประตูระบายน้ำท่านางงาม ได้อีกประมาณ 15 ล้าน ลบ.ม. และยังช่วยชะลอการระบายน้ำ ลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในช่วงฤดูน้ำหลากได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังทำให้คลองธรรมชาติต่างๆ ในพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำยม มีปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูเพาะปลูก มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 129,000 ไร่ ช่วยบรรเทาและลดปัญหาภัยแล้ง และสามารถประหยัดงบประมาณของภาครัฐ ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านเกษตร และงบประมาณในการป้องกันอุทกภัยได้เป็นอย่างมาก