เอสเค-ทู ดีไซน์ป๊อบอาร์ต ลิมิเต็ด เอดิชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375638

เอสเค-ทู ดีไซน์ป๊อบอาร์ต ลิมิเต็ด เอดิชั่น

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เอสเค-ทู ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวชั้นสูงเปิดตัว เฟเชียล ทรีทเมนท์ เอสเซ็นส์รุ่น Karan ลิมิเต็ด เอดิชั่น เพื่อเฉลิมฉลองช่วงเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง โดยร่วมมือกับ Karan Singh (คาราน ซิงห์) ศิลปินชื่อดัง สร้างสรรค์รูปโฉมใหม่ให้แก่ เฟเชียล ทรีทเมนท์ เอสเซ็นส์ ผลิตภัณฑ์อันเป็นตำนานของเอสเค-ทูให้สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจ กับเอกลักษณ์เฉพาะของความโดดเด่นจากลวดลายและดีไซน์ในแบบป๊อบอาร์ต ที่สื่อถึงความทรงพลังของ พิเทร่าTM บนขวดสีสันสดใส อันได้แก่ สีม่วง สีแดง และสีน้ำเงิน ทั้งนี้ เฟเชียล ทรีทเมนท์ เอสเซ็นส์ รุ่น Karan ลิมิเต็ด เอดิชั่น จะวางจำหน่ายในทุกลิมิเต็ด เอดิชั่น เซต ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป ณ เคาน์เตอร์เอสเค-ทู ทุกสาขา

เปิดบ้าน ‘ฌานา’ ชิมอาหารดีต่อกายดีต่อใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375646

news_default

เปิดบ้าน ‘ฌานา’ ชิมอาหารดีต่อกายดีต่อใจ

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ร้านอาหารที่ทำให้คุณรู้สึกดีในทุกคำ “ฌานา” จัดงานเปิดบ้าน “ฌานา” พร้อมชวนชิมเมนูที่รวมเอาของดีจากฟาร์มเพื่อนที่แสนอร่อยและดีต่สุขภาพ ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ณ ร้านฌานา สยามเซ็นเตอร์ ชั้น 2

ร้านฌานา ร้านอาหารที่เริ่มต้นจากการนำเอาสูตรลับเฉพาะของซุปสมุนไพรที่มีรสชาติเอกลักษณ์กว่า 20 ปี มาเสิร์ฟด้วยใจและความพิถีพิถัน ให้เลือกทานแบบอิ่มอร่อยและสมดุลร่วมกับทั้งเนื้อและผักปลอดสารนานาชนิดที่ส่งตรงจากไร่ของเพื่อนเกษตรกร เสริมด้วยเมนูอีกหลากหลายรายการแบบอร่อยครบรส ทั้งเมนูกริลล์ สลัด Appetizers อาหารจานเดี่ยวแบบ Thai Comfort เครื่องดื่มประเภท Cold Pressed บน Garden Station รวมไปถึงเมนูของหวานและเครื่องดื่มอื่นๆอีกมากมาย พร้อมพูดคุยกับเพื่อนบ้านคนสำคัญของฌานา ได้แก่ เกษตรกรผู้ตั้งใจผลิตวัตถุดิบคุณภาพดี มีคุณค่า และเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความสุขจากคนต้นน้ำสู่คนปลายน้ำ อาทิ ไร่บุญฉลวย บ้านรักษ์ดิน ชาวประมงเครือข่ายรักษ์ปลา-รักษ์ทะเล และ อะโรมาติค ฟาร์มมะพร้าวน้ำหอม (Aromatic Farm) มาสู่ทุกๆ คำและทุกๆ จานที่ฌานา เพื่อให้คนไทย
ได้รับประทานมื้อสมดุลที่แสนอร่อยและดีต่อกายดีต่อใจ

ชวนคนไทยส่งมอบบ้านหลังใหม่ให้เด็กกำพร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375641

news_default

ชวนคนไทยส่งมอบบ้านหลังใหม่ให้เด็กกำพร้า

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การให้ ถือว่าเป็นพื้นฐานที่จะทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข อิ่มใจทั้งผู้ให้ สุขใจทั้งผู้รับ มูลนิธิบ้านนกขมิ้น องค์กรสาธารณประโยชน์ที่ให้ความช่วยเหลือ อุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กและเยาวชนที่มีปัญหาครอบครัว และไม่มีผู้รับผิดชอบในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กเร่ร่อน กำพร้า ถูกทอดทิ้ง โดยให้การสนับสนุนในด้านการศึกษา อาหาร และปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของเด็กในแต่ละวัน ปัจจุบันมูลนิธิบ้านนกขมิ้นได้รับอุปการะเด็ก อายุระหว่าง 3-20 ปีไว้ในความอุปถัมภ์กว่า 200 ชีวิต มีโครงการบ้านอุปการะเด็กในประเทศไทยจำนวน 17 ครอบครัว ด้วยเวลาที่ผ่านไปทำให้บ้านเด็กกำพร้าของมูลนิธิฯในหลายจังหวัดของทางมูลนิธิบ้านนกขมิ้นสาขาต่างๆ เริ่มทรุดโทรมต้องมีการปรับปรุงให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและปลอดภัย แต่ทางมูลนิธิฯยังขาดแคลนงบประมาณจำนวนมาก

ดังนั้น ทางมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ได้ร่วมกับ บิ๊กซี จัดทำโครงการ “เพื่อบ้านหลังใหม่ของหนู”เพื่อเชิญชวนผู้สนใจบริจาคเงินเป็นกองทุนในการซ่อมแซมบ้านพักอาศัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้ได้มีบ้านพักอาศัยที่อบอุ่นและปลอดภัยต่อไป ทั้งยังสร้างความตระหนักให้สังคมเกิดความรู้สึกการมีส่วนร่วมด้วยการให้ ทั้งนี้ ผู้มีจิตกุศลสามารถบริจาคผ่านทางเคาน์เตอร์แคชเชียร์ บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ บิ๊กซีมาร์เก็ต มินิบิ๊กซี และร้านขายยาเพรียว ทุกสาขาทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2562

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ประโยชน์ โสรจจกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375628

news_default

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ประโยชน์ โสรจจกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 17.09 น.

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ประโยชน์   โสรจจกิจ

NAEWNA VARIETY อาทิตย์  4 พฤศจิกายน 2561 ทางTNN2 (TrueVision ช่อง784) เวลา 16.00-16.25 น.

Re-run.
1. วันพุธ 22.15-23.40 น.
2. วันพฤหัสบดี 10.00-10.30 น.
3. วันศุกร์ 00.30-01.00 น.
4. วันศุกร์ 23.05-23.30 น.
5. วันเสาร์ 10.30-11.00 น.

Focus on ประโยชน์  โสรจจกิจ กรรมการบริหาร เอ็น แอนด์ เจ อควา โปรดักส์

“อพท.ชูแผนขับเคลื่อนนำท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานโลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375559

“อพท.ชูแผนขับเคลื่อนนำท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานโลก”

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 14.52 น.

ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ รองผู้อำนวยการ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.  เปิดเผยในงามสัมนาแผนขับเคลื่อนอพท.เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2561ว่าเพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และนโยบายรัฐบาลมุ่งเน้นสร้างความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม สนับสนุนการ “แก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม” และ “ยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ”

ซึ่ง อพท. ได้มีการจัดทำแผนขับเคลื่อน อพท. 2562-2565 เพื่อเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรแห่งความเป็นเลิศด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างชุมชนแห่งความสุข”อีกทั้งสร้างกลไกสร้างความยั่งยืนผ่านการพัฒนาชุมชนต้นแบบ ชุมชนขยายผล แหล่งเรียนรู้ และเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งจะสามารถคงอยู่และดำเนินงานต่อเนื่องไปด้วยตนเองในอนาคต จึงจะถือได้ว่าเป็นการบรรลุในภารกิจในการพัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืนของ อพท. อย่างแท้จริง

เลื่อนเลือกตั้ง ระวังพังทั้งยวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575501

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 10:59 น.

เลื่อนเลือกตั้ง ระวังพังทั้งยวง

กระแสเลื่อนเลือกตั้งวนกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ เมื่อล่าสุดกรอบการเลือกตั้งที่เคยกำหนดไว้24 ก.พ. 2562 มีแนวโน้มจะต้องเลื่อนออกไปราว 1 เดือนเพราะพิมพ์บัตรเลือกตั้งไม่ทัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสเลื่อนเลือกตั้งวนกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ เมื่อล่าสุดกรอบการเลือกตั้งที่เคยกำหนดไว้เดิมวันที่ 24 ก.พ. 2562 มีแนวโน้มที่จะต้องเลื่อนออกไปราว 1 เดือน เป็นวันที่ 24 มี.ค. 2562 ด้วยเหตุผลเรื่องการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งอาจไม่เสร็จทันตามกำหนด ที่วางไว้ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยอมรับข้อเสนอ ของฝ่ายการเมือง ที่จะให้ชื่อพรรค และโลโก้พรรคในบัตรเลือกตั้ง

เบื้องต้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ระบุว่า การพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งเป็นดุลพินิจ กกต. ซึ่งจะประกาศกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 5 วันหลัง พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ ระยะเวลาที่กำหนดวันเลือกตั้งได้ คือ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.-9 พ.ค. 2562 โดยต้องรอการตัดสินใจของ กกต. แต่ขณะนี้ กกต.ยังไม่มีการพิจารณากำหนดวันเลือกตั้ง

ปัญหาอยู่ที่สาเหตุการเลื่อนเลือกตั้งที่หยิบยกเอาความจำเป็นในการปรับแก้บัตรเลือกตั้งมาอธิบายต่อสาธารณะนั้น เบื้องลึกเบื้องหลังแล้วกลับเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นเพราะเหตุผลเรื่องการชิงความได้เปรียบทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดทางรองรับการดูดหลังมีหลายพื้นที่ซึ่งยังตกขบวนย้ายเข้าสังกัดพรรคไม่ทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

การเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป จึงถือเป็นการเปิดช่องให้การดูดเกิดขึ้นได้อีกยกหนึ่ง สอดรับกับเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายที่ตบเท้าออกมาดักคอว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและเอาเปรียบคู่แข่งจนอาจส่งผลกระทบไปถึงความเชื่อมั่น ในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง และ ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาด้วย

ไม่ว่าจะเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงอยากให้คำนึงถึงความเชื่อมั่น เพราะการเลื่อนเลือกตั้งจะกระทบความเชื่อมั่นของรัฐบาลและประเทศ ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติจริงๆ น่าแก้ไขได้ ถ้าบอกว่าเป็นเรื่องการพิมพ์บัตรในต่างประเทศที่เขาพิมพ์บัตร มีชื่อผู้สมัครเป็นรายเขต เลือกตั้งภายใน 2 สัปดาห์ยังทำกันทัน เพราะฉะนั้นอยู่ที่การบริหารจัดการมากกว่า

“ถ้าเลื่อนเลือกตั้งไปอีก ขอเรียนตรงๆ ว่าคนที่เสียหายที่สุด คือ ผู้มีอำนาจ เพราะขาดความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น ไม่สามารถเดินหน้าตามสิ่งที่ตัวเองได้ประกาศไว้”

ไม่ต่างจากจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่มองว่า การที่ กกต.จะอ้างพิมพ์บัตรไม่ทันนั้น จุดเริ่มต้นของความยุ่งยาก มาจากเดิมที่ใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศ ก็มาเปลี่ยนเป็น 350 เบอร์ ตอนที่ กกต.ประชุมร่วมกับพรรคการเมืองมีการเสนอให้ใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศ ก็ไม่ดำเนินการ

“หากมีการเลื่อนเลือกตั้งออกไปตามที่มีกระแสข่าวรับรองมีปัญหาแน่ เพราะประชาชนจะลุกฮือเพราะเขาอยากเลือกตั้งกันแล้ว”

แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงไม่ได้ อยู่เพียงแค่ความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันจะพานกระทบต่อไปถึงประเด็นการค้าการลงทุน หรือประเด็นความร่วมมือในเวทีโลก ซึ่งสุดท้ายมีแต่จะย้อนกลับมาสร้างปัญหาวนไปเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบ

เมื่อสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดอยู่ตรงความเชื่อมั่นที่มีต่อ กกต. หากเสียหายไปแล้วนอกจากยากจะกู้กลับคืนได้แล้วยังมีแต่จะกระทบไปถึงเรื่องอื่นอันจะเป็นชนวนความวุ่นวายในอนาคต

สอดรับกับที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ออกมาเตือนว่า กกต.โปรดอย่ารับเป็นแพะ และหากข่าวเป็นจริง กกต.ย่อมกลายเป็นองค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง ไม่แพ้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงนี้ และจะ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สะสมแต้มลบแก่ กกต. นับแต่เรื่องแบ่งเขตไม่ทันเวลา แบ่งเขตใหม่แล้วมีปัญหา

“กกต.ยืนยันมาตลอดว่า พิมพ์บัตรทัน โดยเฉพาะการประชุม กกต.เมื่อ วันที่ 17 ธ.ค. ฝ่ายสำนักงานก็ยืนยันหนักแน่นว่าทำได้ทัน ดังนั้นหากการเลื่อนมาจากความปรารถนาของผู้มีอำนาจ เราหวังว่า กกต.คงไม่เอาตัวเข้าไปเป็นแพะ แพะเขาเอาไว้บูชายัญ ไม่ได้มีไว้แก้ตัวแทนใคร” สมชัย ระบุ

ยิ่งที่มาที่ไปของ กกต.ชุดนี้มาจากกระบวนการคัดสรรในช่วงรัฐบาล คสช. หากมีพฤติกรรมการบริหารจัดการที่ถูกมองว่าเข้าข้างพรรคที่ใกล้ชิดรัฐบาล คสช.มากกว่าพรรคอื่นๆ ด้วยแล้ว ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นที่มีลดน้อย ตามลงอย่างน่าเป็นห่วง

อีกทั้งก่อนหน้านี้มีหลายเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะป็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งที่บางเขตมีความพิสดารจนเป็นที่น่าสังเกตและถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรค จนมาถึงเรื่องบัตรเลือกตั้งที่สุดท้ายหลังมีกระแสค้านรุนแรงจึงต้องยอมปรับเปลี่ยน

ปัญหาจะอยู่ตรงที่หากคนที่ทำหน้าที่ควบคุมกติกาและชี้ขาดไม่ได้รับความเชื่อถือแล้ว ย่อมสุ่มเสี่ยงจะทำให้ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้งหยิบยกมาเป็นข้ออ้างไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งก็เป็นได้

ยังไม่รวมกับเรื่องร้องเรียนการ กระทำผิดที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เลือกตั้งที่จะถูกส่งมายัง กกต.ที่เชื่อว่าจะมีมากกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา สุดท้ายหาก กกต.ชี้ขาดในประเด็นต่างๆ แล้วผลที่ออกมาไม่เป็นที่ยอมรับเนื่องจากความเชื่อมั่นที่เสียหายไป นั่นย่อมเป็นชนวนซ้ำเติมความวุ่นวายให้รุนแรงมากขึ้น

การเลื่อนเลือกตั้งออกไปท่ามกลางความกังขาว่ามีความพยายามชิงจังหวะความได้เปรียบเทียบทางการเมือง จึงย่อมจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายรุนแรงในทุกภาคส่วน

4 ก๊กทางเลือก วัดกระแสเลือกตั้ง ปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575247

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 09:46 น.

4 ก๊กทางเลือก วัดกระแสเลือกตั้ง ปี'62

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งชัดเจนขึ้น ภายหลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกให้บรรดาพรรคการเมืองเดินหน้าทำกิจกรรมและหาเสียงได้อย่างอิสระ สอดรับกับความเคลื่อนไหวของแต่ละพรรคที่รีบเร่งลงพื้นที่แข่งกับเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด

นอกจากการเร่งจัดวางโครงสร้างพรรคให้สอดรับกับกฎกติกาใหม่  การจัดหาตัวผู้สมัครท่ามกลางกระแสดูด ที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ตลอดจนการจัดวางแนวนโยบายที่ใช้สำหรับการหาเสียงให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันแล้ว

การจัดวางยุทธศาสตร์ที่จะใช้เป็นจุดขายของแต่ละพรรคถือเป็นปัจจัยส่วนสำคัญที่มีผลต่อแนวทางการตัด สินใจของประชาชนในช่วงเลือกตั้งที่จะต้องพิจารณาในทุกมิติประกอบกัน

หากจากจำแนกดู รายละเอียด ของแต่ละพรรคเวลานี้จะพบว่ามีความแตกต่างโดยสามารถจำแนกออก 4 กลุ่ม ใหญ่ๆ ได้แก่

กลุ่มแรก กลุ่มที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กลับมาเป็นนายกฯ เพื่อสานต่อขับเคลื่อนแนวนโยบายที่เคย ทำมาในอดีต ให้สำเร็จลุล่วงไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ คู่ขนานไปกับการสกัดขั้วอำนาจเก่าไม่ให้กลับมาสู่อำนาจอีกครั้ง

เห็นได้ชัดเจนผ่านวาทกรรมสกัดปัญหาความขัดแย้งในอดีต ป้องกันไม่ให้บ้านเมืองกลับไปสู่วังวนเหมือนที่ผ่านมา หรือจะเลือกพรรคการเมืองใหม่ นักการเมืองใหม่ ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งในอดีต

กำลังหลักอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เริ่มเปิดตัวและประกาศ จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น แคนดิเดตอันดับแรกในบัญชีของพรรค ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ประกาศความชัดเจนเนื่องด้วยจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้การกระทำต่างๆ หมิ่นเหม่กับการขัดกฎหมาย หรือถูกร้องเรียน

จุดเด่นของยุทธศาสตร์นี้อยู่ตรงความต่อเนื่องที่จะสานต่อภารกิจที่ เริ่มต้นไว้แล้ว รวมไปถึงการเร่งสร้างคะแนนผ่านนโยบายลดแลกแจกแถม ที่อัดสู่รากหญ้าในแต่ละพื้นที่ และนโยบายดูแลผู้มีรายได้น้อยที่กำลัง จะเปิดต่อไปในเร็วๆ นี้

“นอกจากคนไทยต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งและให้ประเทศมีเสถียรภาพดีแล้ว พรรคมีนโยบาย ที่จะตอบโจทย์ประเทศไทย ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศที่สะสมมานาน ภายใต้แนวทาง สร้าง-เสริม-ปรับ-เปลี่ยน คือ สร้างหลักประกันสังคมให้คนไทยได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึง” อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค กล่าว

ยังไม่รวมกับบรรดาแนวร่วมที่เคยเปิดตัวมาแล้วก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมพลังประชาชาติไทย  ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หรือ พรรคประชาชนปฏิรูป ของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ประกาศความชัดเจนมาตั้งแต่แรก

กลุ่มที่สอง ขั้วอำนาจเก่าที่ชูจุดยืนเรื่องการต่อสู้กับระบอบเผด็จการป้องกันการสืบทอดอำนาจและเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นกำลังหลักซึ่งใช้ จุดแข็งในอดีตเรื่องการต่อสู้ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเข้ามาขยายผล

พร้อมกันนี้ยังได้หยิบยกแนวนโยบายที่เคยได้รับความนิยมทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค โอท็อป ฯลฯ มาตอกย้ำความสำเร็จควบคู่ไปกับ การถล่มความล้มเหลวแนวทาง การบริหารในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาจนทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ

ที่สำคัญคือการขายประเด็นล้างมรดก คสช. ทั้งการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่ คสช.ได้ออกไว้ทั้งเรื่องยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นภาระปัญหา และเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางไม่ใช่แค่แจกเงินอย่างเดียว

กลุ่มนี้ยังมีพรรคไทยรักษาชาติ ที่ถูกมองว่าเป็นพรรคเครือข่ายกับ เพื่อไทยเพราะมีบรรดาแกนนำและสมาชิกจำนวนมากจากพรรคเพื่อไทย ไปเป็นแกนนำจัดตั้งพรรค รวมถึงพรรค เพื่อชาติ ที่มีทั้งยงยุทธ ติยะไพรัช และ จตุพร พรหมพันธุ์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ต่อเนื่องไปถึงพรรคอนาคตใหม่ ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล

กลุ่มที่สาม ที่ประกาศเป็นทางเลือกตรงกลางอย่างประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ออกมาประกาศไม่ร่วมกับพรรคเพื่อไทย และพลังประชารัฐ  เพราะมีแนวนโยบายไม่ตรงกัน ทำให้กลายเป็น ทางเลือกใหม่ ไม่ให้เกิดการแข่งขันแค่สองขั้วเหมือนที่ผ่านมา

จุดขายของประชาธิปัตย์อยู่ตรงที่เน้นการไม่เดินหน้าประชานิยมแต่ใช้แนวสวัสดิการรัฐ ทั้งเรื่องประกันสังคม ประกันรายได้เกษตรกร เบี้ยยังชีพ กองทุนเงินออม กองทุนสวัสดิการชุมชน  พร้อมเปิดแคมเปญใหม่ “เกิดปั๊บรับสิทธิเงินแสน” เบี้ยเด็ก เข้มแข็ง 0-8 ปี คนละ 1,000 บาท/เดือนแบบถ้วนหน้าตั้งแต่แรกเกิด

กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มตรงกลางที่ถือเป็นพรรคทางเลือกขนาดกลาง ขนาดเล็ก มีฐานเสียงในพื้นที่ของ ตัวเองชัดเจน ซึ่งพร้อมจะเทน้ำหนักไปสนับสนุนกับพรรคการเมืองฝั่งใดก็ได้โดยไม่มีข้อผูกมัด อยู่กับจำนวนเสียงที่ได้รับในการเลือกตั้ง ในแง่นโยบายอาจไม่มีความแตกต่างเป็นพิเศษ แต่จะโดดเด่นในแง่ตัวบุคคลที่เป็นที่รู้จักในพื้นที่ แม้จะไม่มีกำลังพอจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่จะชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

ทั้ง 4 กลุ่มนี้จึงเป็นทางเลือกที่มีให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าจะเลือกจุดไหนอันจะมีผลกับการเดินไปข้างหน้าตามแนวทางที่คาดหวัง

จุดแข็งที่เป็นจุดอ่อน ความเปราะบางของ’บิ๊กตู่’กับ พปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575133

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 08:44 น.

จุดแข็งที่เป็นจุดอ่อน ความเปราะบางของ'บิ๊กตู่'กับ พปชร.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณระมัดระวังตัวเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รีบออกมาเคลียร์ประเด็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ถูกเชื่อมโยงว่าเป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐโดยโยนให้ เป็นเรื่องของผู้พูดที่จะต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง

ที่สำคัญยังออกมาเตือนให้พรรคการเมืองระมัดระวังอย่ารีบด่วนหาเสียงโดยชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป หลังมีหลายพรรคเริ่มต้นกระบวนหาเสียงไป ก่อนหน้านี้

“ผมเห็นหลายพรรคชูประยุทธ์ตลอด ทุกพรรค แต่ผมยังไม่ตัดสินใจสักพรรค จึงขอให้ระมัดระวังด้วย การจะเสนอกล่าวชื่อผมในเวทีโน้น เวทีนี้ ขอเตือนไว้ด้วย ตราบใดที่ผมยังไม่ตอบรับกับใครก็อย่าไปพูดถึงผม ขอให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่มีอยู่ ถ้าจะมีพรรคใดเสนอผมมา และอาจจะรอเรื่องกฎหมายต่างๆ ที่ยังไม่เรียบร้อยอยู่ก็ได้ เราค่อยว่ากันอีกที ผมจะพิจารณาอีกครั้งว่าทำต่อไปหรือไม่แล้วจะรับพรรคใดก็ต้องไปดูตรงโน้น จึงขอให้เคารพการตัดสินใจของผมด้วย”

ท่าทีดังกล่าวตอกย้ำความกังวลในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองอันอาจหมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิด ซึ่งบางคดีมีโทษรุนแรงถึงขั้นต้องถูก ยุบพรรค ทำให้จำเป็นต้องรีบหาทางป้องกันตั้งแต่ต้น

ยิ่งในเวลานี้ ทั้งพรรคพลังประชารัฐและ พล.อ.ประยุทธ์ ล้วนแต่เป็นเป้าใหญ่ที่กำลังถูกจ้องจับผิดในทุกการกระทำ ดังนั้นการขยับที่สุ่มเสี่ยงในแต่ละเรื่องมีแต่จะต้องถูกหยิบยกไปร้องเรียน

ดังจะเห็นจากช่วงนี้ ทั้งคลิปเรื่องการรับบัตรสวัสดิการคนจนในพื้นที่ จ.ยโสธร ซึ่งจะต้องแลกกับการสมัครสมาชิกพรรคพลังประชารัฐเสียก่อน หลังเป็นกระแสเจ้าหน้าที่ต้องออกมาชี้แจงว่าไม่เป็นไปตามคลิปที่ปรากฏ แต่บทเรียนที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องระมัดระวังต่อเป็นอย่างมาก

ไม่เว้นแม้กระทั่งการจัดงานระดมทุนที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติและหลายพรรคก็เคยจัดงานระดมทุนมาหลายรอบก่อนหน้านี้ แต่การจัดงานระดมทุนของพรรคพลังประชารัฐครั้งแรกกลับกลายเป็นปัญหาขึ้นมา โดยเฉพาะการตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของรัฐมนตรีเข้าไปมีส่วนจูงใจให้หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจเข้ามาซื้อโต๊ะหรือไม่อย่างไร ต่อเนื่องไปถึงประเด็นที่มาของเงินนั้นมาจากส่วนไหน

ต่อเนื่องไปถึงสถานะนายกรัฐมนตรี และว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรคพลังประชารัฐประกาศไปก่อนหน้านี้ว่าเตรียมเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตของพรรค สอดรับกับการเปิดตัว 4 รัฐมนตรี ในรัฐบาลที่ไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐก่อนหน้านี้

ปัญหาดังกล่าวทำให้ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องถึงการใช้อำนาจที่หมิ่นเหม่ต่อเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรของรัฐในการเร่งสร้างคะแนนนิยมให้กับผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ

ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งที่จะเห็นแพ็กเกจนโยบาย ลด แลก แจก แถม อย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงของขวัญปีใหม่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และสารพัดโครงการที่พร้อมใจกันออกมาในช่วงนี้ ไปจนถึงการต่อยอดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ยังไม่รวมกับการเดินสายลงพื้นที่พบปะประชาชนในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงการจัด ครม.สัญจร พร้อมอนุมัติโครงการรายพื้นที่ก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้งหมดย่อมถูกมองได้ว่าเป็นเรื่อง ของการเร่งสร้างคะแนนนิยม

ปัญหาอยู่ที่สถานะของ พล.อ. ประยุทธ์ ในเวลานี้ คือ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังไม่ได้ตกปากรับคำเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

การทำหน้าที่ในตำแหน่งเวลานี้จึงยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้ แต่จะเริ่มมีปัญหาเมื่อให้ความยินยอมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้การทำหน้าที่หลังจากนั้นถูกเชื่อมโยงหรือถูกมองว่าเอื้อประโยชน์กับพรรคการเมืองนั้นได้

โดยเฉพาะกับสถานะของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ แต่เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มต่อเนื่อง ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ทำให้ไม่มีข้อจำกัดในการใช้อำนาจหรือใช้งบประมาณแต่อย่างไร

ที่สำคัญยังมีอำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ที่สามารถให้คุณให้โทษ ในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวางและอาจส่งผลไปถึงการเลือกตั้งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ดังนั้น การใช้อำนาจในมือหลังจากเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคการเมืองแล้วย่อมสุ่มเสี่ยงจะมีปัญหาการใช้อำนาจนั้นถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองดังกล่าว

แต่อีกด้านหนึ่งแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่เชื่อมโยงกับพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่หากมีการกระทำที่เข้าข่ายว่าเป็นการแทรกแซงชี้นำอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 28 กำหนดว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอม หรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่น ที่มิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

ทั้งหมดล้วนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาส่งสัญญาณสร้างความชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาและเป็นชนวนให้เกิดการร้องเรียนเอาผิดที่น่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ต่อไป

คนรุ่นใหม่กับเลือกตั้งครั้งแรก ขอนายกฯ คนดี ไม่โกง เป็นผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575121

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 07:37 น.

คนรุ่นใหม่กับเลือกตั้งครั้งแรก ขอนายกฯ คนดี ไม่โกง เป็นผู้นำ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

การเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาถึงนี้นับว่าเป็นครั้งแรกสำหรับคนรุ่นใหม่กว่า 5 ล้านเสียง จะได้ออกไปใช้สิทธิลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองในอุดมคติมาทำหน้าที่บริหารประเทศ และกลุ่มคนเหล่านี้ยังถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อทุกพรรค เพราะหากได้เสียงจากวัยรุ่น โอกาสเข้าไปทำงานในสภาผู้แทนราษฎรย่อมมีสูง โดยเฉพาะการได้มาของนายกรัฐมนตรี

ภูมิบดี แพรัตน์ หรือ น้องแบงค์ อายุ 18 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม ยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จะได้ไปใช้สิทธิและรู้สึกตื่นเต้น แต่จะเลือกพรรคไหนส่วนตัวยังตอบไม่ได้ เพราะต้องรอฟังการนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคก่อนว่าเป็นอย่างไร ตรงกับความคิดหรือไม่

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่านโยบายของแต่ละพรรคที่กำลังนำเสนออยู่นั้นยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญมากต่อการตัดสินใจ ดังนั้น คงจะรอฟังการนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคไปจนถึง วันสุดท้ายของการหาเสียง แล้วค่อย ตัดสินใจว่าจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคไหน

สำหรับบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ในมุมมองคิดว่าจะไม่โกงก็ไม่ได้ เพราะว่าทุกรัฐบาลก็มีการโกงอยู่แล้ว เพียงแต่จะโกงเล็ก โกงน้อย โกงชัดเจน หรือโกงไม่ชัดเจน แต่ลึกๆ แล้วส่วนตัวอยากได้คนที่มาเป็นนายกฯ ต้องตามโรดแมปของตัวเองซึ่งได้ตั้งไว้ตั้งแต่แรก

“นักการเมืองพูดว่าจะทำอะไรในแต่ละเซต ผมก็อยากให้เขาทำอย่างนั้นที่ได้หาเสียงไว้ตั้งแต่แรก หากไม่แล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็คงไม่มีความหมายอะไร”

ถัดมา นววันท์ อารีพสุรัตน์ หรือ น้องวาว่า อายุ 18 ปี ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม กล่าวว่า เป็นครั้งแรกและรู้สึกตื่นเต้นมากกับการที่จะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ แม้ส่วนตัวจะไม่ค่อยชอบเรื่องการเมืองมากเท่าไร แต่ถ้าถึงวันเลือกตั้ง ยังไงก็จะออกไปใช้สิทธิ

นววันท์ อารีพสุรัตน์

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข่าวสารเรื่องการเมืองบ้าง ยังไม่ค่อยเห็นนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองโดนใจมากเท่าไร และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารู้สึกว่าบ้านเมืองไม่ค่อยสงบ แตกแยกกัน จึงอยากให้ประเทศดีขึ้น พัฒนาให้ดีกว่าปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากเห็นมา

“ส่วนนายกฯ จะเป็นใครหรือมาจากพรรคการเมืองไหน หนูมองว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ มันอยู่ที่การบริหารและความสามารถ แต่หนูอยากได้นายกฯ ที่มีความเป็นผู้นำสูง รับฟังเสียงของประชาชน รวมถึงลงไปดูในพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้เอาปัญหานั้นกลับมาแก้ไข ไม่อยากให้เป็นแค่คิดจะแก้ปัญหาแบบนี้แล้วก็ทำ”

ณัฐชยา บุญทิวากร หรือ เอ อายุ 24 ปี เจ้าหน้าที่จัดซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ บริษัท นำเชา บอกว่า ครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรก ถ้าไม่นับรวมการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการเลือกตั้งมาหลายปี ประกอบกับกติกาการเลือกตั้งก็เปลี่ยนไปจากเดิม จึงทำให้ต้องคอยติดตามข่าวบ้าง เพื่อให้รู้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2562

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดหวังและอยากได้จากรัฐบาลในอนาคต คือ นโยบายสำหรับประชาชนทุกระดับอย่างเท่าเทียม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงการแก้ไขระบบการศึกษาไทย เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคต ของชาติ ได้นำการศึกษาไปสร้างอาชีพและรายได้ต่อไป

“สุดท้ายก็หวังว่านายกฯ ที่จะมาจากการเลือกตั้งในปี 2562 จะมีความรู้และความสามารถในการเข้ามาแก้ปัญหาในประเทศ เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองเป็นเหมือนที่ผ่านๆ มา”

ขณะที่ สิขรินทร์ ปรีชาธรรมศักดิ์ หรือ น้องผิง อายุ 18 ปี ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย มองว่า การเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาถึงนั้นถือเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะเยาวชนจะ ได้ออกไปใช้สิทธิใช้เสียงลงคะแนน เลือกรัฐบาลใหม่เข้ามาพัฒนาประเทศ และจากการติดตามข่าวสารยังไม่เจอนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองที่ตอบโจทย์เท่าไร

“การนำเสนอข่าวสารรวมถึงการหาเสียง ผิงยังไม่ค่อยเห็นมากสักเท่าไร เลยยังไม่รู้ข้อมูลที่แน่ชัดว่านโยบาย จริงๆ ของแต่ละพรรคนั้นเป็นแบบไหน ก็พยายามค้นหา ไปดูนโยบายจาก พรรคที่ตัวเองชื่นชอบบ้าง แต่ก็ยังไม่ถูกใจอยู่ดี”   ส่วนคนที่จะมาเป็นนายกฯ ในความคิดนั้น มองว่าจะเป็นแบบไหนก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดี มุ่งหน้าพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เข้ามาแล้วทำให้ประเทศเสียหายหรือแย่ลง และโดยเฉพาะเรื่องการ ทุจริตคอร์รัปชั่นไม่อยากให้เป็นเหมือนอย่างเก่าก่อนที่ผ่านมา เพราะมันส่งผลให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย

ธนภูมิ กิตตินราภรณ์ หรือ น้องภูมิ อายุ 18 ปี จากโรงเรียนสารสาสน์วิเทศนครปฐม บอกว่า รู้สึกดีเพราะถือเป็นครั้งในการที่จะได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง แม้ส่วนตัวจะไม่ค่อยได้ติดตามข่าวการเมืองมากเท่าไร แต่ส่วนใหญ่มักจะปรากฏเรื่องคอร์รัปชั่นค่อนข้างมาก จึงไม่อยากให้มีอีก

ส่วนเรื่องนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ก็พอทราบบ้างจากข่าวและพ่อ แต่ที่อยากได้จริงๆ คงเป็นนโยบายเกี่ยวกับการปราบปรามการคอร์รัปชั่น การพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการศึกษา เพราะที่ผ่านมามีการเปลี่ยนระบบบ่อยมาก

“สำหรับนายกฯ ที่อยากได้ ต้องเป็นคนที่จะมาพัฒนาประเทศ และที่สำคัญต้องไม่คอร์รัปชั่น เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว เพราะถ้ามาแล้วคอร์รัปชั่น แค่เพียงเรื่องเดียวอย่างอื่นมันก็พาแย่ไปหมด”

ธนภูมิ กิตตินราภรณ์

กกต.ต้องเป็นกลาง สกัดเชื้อวิกฤตหลังเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575041

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 08:49 น.

กกต.ต้องเป็นกลาง สกัดเชื้อวิกฤตหลังเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเมินกันว่าการเลือกตั้งที่กำลัง จะเกิดขึ้นราว 24 ก.พ. 2562 จะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดกว่าครั้งก่อนๆ ในอดีตด้วยกฎกติกาใหม่บัตรเดียวชี้ขาดทั้ง สส.เขต และนำไปคำนวณเป็นระบบบัญชีรายชื่อ ทำให้ทุกคะแนนล้วนแต่มีความหมายที่แต่ละพรรคต่างต้องการช่วงชิงชัยชนะในแต่ละเขตให้ได้มากที่สุด

สอดรับกับสัญญาณวุ่นวายที่ปรากฏตั้งแต่ยังไม่ทันมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่เริ่มทยอยมายังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี อิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ซึ่งจนถึงปัจจุบันมี 3 พรรคการเมืองที่ถูกร้องเรียนว่ามีการกระทำเข้าข่ายความผิดซึ่งมีโทษถึงยุบพรรคการเมืองเป็นที่เรียบร้อย

เริ่มตั้งแต่ พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน อดีตแกนนำคนเสื้อแดงเข้าร้องเรียน กกต.จังหวัดนครราชสีมา ว่า พรชัย อำนวยทรัพย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ร่วมมือกับเสี่ยเจ้าของโรงงานแป้งมันในพื้นที่ มีพฤติกรรม เข้าข่ายเตรียมซื้อเสียงล่วงหน้า

ถัดมาที่ พรรคเพื่อไทย กรณี คลิปเสียง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกมองว่าเข้าข่ายแทรกแซงกิจการภายในของพรรค อันอาจ ขัดมาตรา 28 มาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่กำหนดห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือมิให้ผู้ที่ ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการ ควบคุมครอบงำชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง

รวมทั้ง พรรคพลังประชารัฐ กรณีคลิปแฉเรื่องการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแลกกับการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ไปจนถึงเรื่องการจัดงานระดมทุน 650 ล้านบาท ซึ่งปรากฏรายชื่อว่ามีทั้งหน่วยงานรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเข้ามาร่วมซื้อโต๊ะ พร้อมทั้งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของบรรดารัฐมนตรีไปจูงใจให้คนมาร่วมบริจาคให้กับพรรคการเมืองหรือไม่

ยิ่งเวลานี้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ปลดล็อกให้บรรดาพรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้อย่างอิสระด้วยแล้ว บรรยากาศการหาเสียงจึงมีแนวโน้ม ที่จะดุเดือดมากขึ้นกว่าเดิม

ทว่า ด้วยกฎกติกาใหม่ที่เข้ามาควบคุมการหาเสียงให้อยู่ในกรอบของความสงบเรียบร้อย พร้อมบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้กระทำการฝ่าฝืน ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดการร้องเรียนไปยัง กกต.มากขึ้นกว่าเดิม

โดยเฉพาะกับพื้นที่โซเชียลมีเดีย ที่ประเมินกันว่าจะเป็นสมรภูมิใหม่ในการแข่งขันหาเสียง ที่แต่ละพรรคจะต้องงัดกลยุทธ์มาเรียกคะแนนเสียงจากกลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ได้มากที่สุด

ในยุคที่ช่องทางการสื่อสาร สมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตเป็นอย่างมาก บรรดากฎระเบียบที่จะเข้ามาควบคุมช่องทางการหาเสียงรูปแบบใหม่ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในการเลือกตั้งที่ผ่านมาจึงถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับ กกต.ที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้งโดยตรง

ภารกิจที่ดูแลตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งในช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายขึ้น และควบคุมดูแลบรรยากาศการเลือกตั้ง ไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวาย หรือ เกิดการปลุกปั่นกระแสต่างๆ ใน โซเชียลมีเดียจึงถือเป็นความท้าทาย กกต.เป็นอย่างมาก

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ ประเด็นความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ควบคุมดูแลกฎกติกา ที่จะต้องเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติหรือเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพื่อสกัดไม่ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในอนาคต

ยิ่งกลไกอำนาจของ กกต.ที่สามารถชี้ขาดตัดสินในหลายกรณี ด้วยแล้ว การใช้อำนาจต้องยืนอยู่บนหลักการความเที่ยงตรงเสมอภาคเป็นธรรม และระมัดระวังไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต.ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีที่มาในช่วงรัฐบาล คสช. ย่อมต้องถูกมองว่าอาจมีความเอนเอียงเข้าข้างฝั่ง คสช. ซึ่งเป็นเรื่องที่ กกต.ชุดนี้จะต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นผ่านการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีเสียงสะท้อนต่อการทำหน้าที่ของ กกต.หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรค เรื่อยมาจนถึงเรื่องบัตรเลือกตั้งที่เดิมมีเพียงแค่เบอร์อย่างเดียว แต่เมื่อเกิดการทักท้วงจากหลายฝ่ายสุดท้าย กกต.ก็ยอมปรับเปลี่ยนใส่ชื่อพรรคและโลโก้พรรคลงมาในบัตรเลือกตั้ง

นอกจากบรรดากฎระเบียบที่ กกต.จะต้องเป็นผู้ชี้ขาดวางระบบให้การเลือกตั้งออกมาเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายแล้ว ในอนาคตอำนาจหน้าที่ที่สำคัญของ กกต. คือ การพิจารณาตัดสินเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่คาดว่า จะมีเป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ตามสภาพการแข่งขันที่ดุเดือด

โดยเฉพาะกับอำนาจการให้ใบส้มหลังการเลือกตั้งที่ว่ากันว่าอาจมี ผลเปลี่ยนแปลงจำนวนเก้าอี้ สส. ที่แต่ละพรรคจะได้รับ อันจะกระทบ ต่อไปถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ในอนาคตอีกด้วย

ดังนั้น การพิจารณาตัดสินของ กกต.จึงต้องยืนอยู่บนหลักการตามกฎหมายและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นจะบานปลายกระทบไปถึงความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่และทำให้ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่เป็นที่ยอมรับ

สุดท้ายอาจบานปลายกลายเป็นชนวนวิกฤตของการเมืองรอบใหม่ที่ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้น