ยกระดับฟาร์มหมูรายย่อยได้ GAP ปลอดอหิวาต์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ยกระดับฟาร์มหมูรายย่อยได้ GAP ปลอดอหิวาต์

27 ธันวาคม 2562 – 00:01 น.
สุกร,อหิวาต์หมู,ประภัตร โพธสุธน,มกอช
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

เกษตรฯเร่งยกระดับฟาร์มหมูรายย่อยให้มีมาตรฐาน GAP ปลอดโรคอหิวาต์

27 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ กล่าวหลังประชุม คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ (National Standardization Body: NSB)

ทั้งนี้เพื่อให้มาตรฐานที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสม ปลอดภัยต่อผู้บริโภค อยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกร/ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติได้ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร

ที่ผ่านมาได้มอบนโยบายให้มีการเพิ่มจำนวนมาตรฐานให้เพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยจะต้องเร่งสร้างมาตรฐานให้กับสินค้าเกษตรทุกชนิด อาทิ ปศุสัตว์ และพืช เป็นต้น เพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้า Q ที่มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อสุขภาพที่ดี

ที่ประชุมได้พิจารณา 2 เรื่อง คือ 1. การยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร ประเภทมาตรฐานทั่วไป จำนวน 7 เรื่อง ได้แก่  มาตอรฐานเผือก หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและแนวปฏิบัติ  การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเห็ดกระดุม  ระเบียบวิธีการวินิจฉัย Columnea latent viroid ในมะเขือเทศ  การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์และแนวปฏิบัติ  การชันสูตรโรคกล่องเสียงและท่อลมอักเสบติดเชื้อในสัตว์ปีกและแนวปฏิบัติ  และการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มกุ้งเครย์ฟิชเพื่อการบริโภคและแนวปฏิบัติ

2. ข้อเสนอการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับ พืชอาหาร ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งดำเนินการ   จำนวน 2 ครั้ง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ฟาร์มสุกร โดยปี 2562 ประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงสุกร จำนวน 184,717 แห่ง ซึ่งมีสุกรพ่อแม่พันธุ์และสุกรขุน จำนวน 11 ล้านตัว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร ตั้งแต่ปี 2558 ไปแล้ว ซึ่งมกอช.เห็นควรปรับปรุงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้ฟาร์มสุกรมีระบบป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญในสุกร และสอดคล้องกับแผนการเฝ้าระวังและมาตรการป้องกันควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) ของกรมปศุสัตว์

อีกทั้งให้มีมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับฟาร์มสุกรขนาดเล็ก โดยจัดทำมาตรฐาน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร (Good Agricultural Practices; GAP) (ทบทวน) และ 2. ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management; GFM)

โดยมาตรฐานฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสุกร ส่งเสริมความปลอดภัยอาหารของสินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากการลดปัญหายาสัตว์ตกค้าง ส่งเสริมสุขอนามัยในการเลี้ยงสัตว์ที่ดี เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญในสุกร และเพื่อเป็นอาหารที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคอีกด้วย

ขณะที่  นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  กล่าวว่า  ผลการดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ได้ออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ของทั้ง 6 มาตรฐาน รวมทั้งสิ้น 1,211 ฉบับ  และผลการดำเนินการอายัดสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ซึ่งมีการยึดอายัดใน 1 มาตรฐาน คือ มาตรฐานบังคับ เรื่อง ถั่วลิสง

พบว่ามีการอายัดเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกนำเข้า จำนวนทั้งหมด 174 ครั้ง เนื่องจากมีผลการตรวจสอบปริมาณอะฟลาทอกซินในเมล็ดถั่วลิสง เป็นไปตามมาตรฐานบังคับ จำนวน 142 ครั้ง และไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับจำนวน 32 ครั้ง และได้มีคำสั่งดำเนินการกับเมล็ดถั่วลิสงซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับที่ถูกอายัดไว้ ดังนี้ ส่งสินค้ากลับคืนต่างประเทศ จำนวน  28 ครั้ง  ปรับปรุงสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน จำนวน  2 ครั้ง  และทำลายสินค้า จำนวน 2 ครั้ง

Field Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรก่อนเริ่มฤดูกาลผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407014?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

Field Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรก่อนเริ่มฤดูกาลผลิต

27 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร,ฤดูกาลเพาะปลูก,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 127 ครั้ง

เกษตรฯ จัดงาน Field Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรก่อนเริ่มฤดูกาลผลิต ปี 2563

27 ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรส่งสุขปีใหม่มอบเกษตรกร จัด Field Day ตลอดปี 2563 เชิญชวนเกษตรกรร่วมเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตใหม่ ๆ นำไปใช้เริ่มต้นฤดูกาลผลิตที่จะมาถึงนี้ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ทั่วประเทศ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรจึงได้ดำเนินการโครงการส่งความสุขปีใหม่มอบให้เกษตรกรตลอดปี 2563 โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างความสุขให้กับคนในชาติด้วยการดำเนินกิจกรรมสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกร และเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชน

กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีบทบาทภารกิจในการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรกรและบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน จึงได้กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งและเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่

โดยใช้เทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง ได้วิเคราะห์ปัญหา และมีฐานเรียนรู้ ซึ่งจะมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจ ทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยี ช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูลความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรโดยเฉพาะที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว พืชไร่ ไม้ยืนต้น ผัก/สมุนไพร ไม้ผล ปศุสัตว์ และประมง เป็นต้น

สำหรับแผนการเปิดงาน Field Day 19 จุดหลัก โดยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีดังนี้ ครั้งที่ 1 วันที่ 16 ธ.ค. 2562 สินค้าหลัก : มะพร้าว ณ ศพก.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) เป็นประธาน ครั้งที่ 2 วันที่ 10 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ศพก.ปง จ.พะเยา โดยมี รมช.เกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) เป็นประธาน

ครั้งที่ 3 วันที่ 16 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.ละงู จ.สตูล โดยอธิบดีกรมการข้าว ครั้งที่ 4 วันที่ 20 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : จิ้งหรีด ณ ศพก.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยอธิบดีกรมชลประทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 23 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : พริกไทย ณ ศูนย์เครือข่ายแปลงใหญ่พริกไทย อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

ครั้งที่ 6 วันที่ 7 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : ไร่นาสวนผสม ณ ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านหนองแก อ.แก้งคล้อ จ.ชัยภูมิ โดยเลขาธิการ ส.ป.ก. ครั้งที่ 7 วันที่ 12 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : มะม่วงหิมพานต์ ณ ศพก.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ โดยอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ครั้งที่ 8 วันที่ 14 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : ไม้ดอก ณ กลุ่มแปลงใหญ่ไม้ดอก อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

ครั้งที่ 9 วันที่ 14 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : ลำไย ณ ศูนย์ ศพก.ขยายตำบลน้ำดิบและกลุ่มเกษตรกรลำไยแปลงใหญ่ ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ ครั้งที่ 10 วันที่ 12 มี.ค. 2563 สินค้าหลัก : มะม่วง ณ ศูนย์เรียนรู้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงนอกฤดูบ้านมาบเหียง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยอธิบดีกรมประมง ครั้งที่ 11 วันที่ 12 มี.ค. 2563 สินค้าหลัก : มันสำปะหลัง ณ ศพก.เครือข่ายมันสำปะหลัง ม.8 ต.เฉลียง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา โดยเลขาธิการ มกอช.

ครั้งที่ 12 วันที่ 20 มี.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศูนย์เครือข่ายนาแปลงใหญ่ ปี 2559 อ.เมือง จ.ยโสธร โดยเลขาธิการ สศก . ครั้งที่ 13 วันที่ 22 เม.ย. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี โดยอธิบดีกรมหม่อนไหม ครั้งที่ 14 วันที่ 7 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : ผลิตภัณฑ์ผึ้งโพรง ณ วสช.เลี้ยงผึ้งโพรงบ้านปังหวาน ศูนย์เรียนรู้ด้านแมลงเศรษฐกิจ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร โดยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ครั้งที่ 15 วันที่ 10 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.เมือง จ.อุทัยธานี โดยมี รมช.เกษตรและสหกรณ์ (นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์) เป็นประธาน ครั้งที่ 16 วันที่ 14 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : อ้อย ณ ศพก.หนองม่วง จ.ลพบุรี โดยอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ครั้งที่ 17 วันที่ 21 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : พืชผัก/เกษตรผสมผสาน ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ม.2 ต.ลำภี  อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา โดยอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

ครั้งที่ 18 วันที่ 22 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โดยมี รมช.เกษตรและสหกรณ์ (นายประภัตร โพธสุธน) เป็นประธาน และครั้งที่ 19 วันที่ 18 มิ.ย. 2563 สินค้าหลัก : ลองกอง ณ ศพก.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรร่วมเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตใหม่ ๆ ในการจัดงาน Field Day แต่ละพื้นที่โดยกิจกรรมหลักจะมีสถานีเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายหน่วยงานซึ่งเน้นเนื้อหาและเทคโนโลยีที่จำเป็นในกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อถ่ายทอดให้เกษตรกรได้รับทราบ การให้บริการจากหน่วยงานภาครัฐ นิทรรศการของหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ กลุ่ม/สถาบันเกษตรกร รวมทั้งภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน และกิจกรรมเสริม เช่น การแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม/สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่กรมส่งเสริมการเกษตรจะส่งต่อความสุขให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563 นี้

เมล่อนแปดริ้ว แรงบันดาลใจเกษตรรุ่นใหม่กลับถิ่นฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406975?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

27 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
เมลอน,แปดริ้ว,เกษตรกรรุ่นใหม่
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

สวนเมล่อนแห่งเมืองแปดริ้วสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่กลับคืนสู่ถิ่นฐานเพื่อทำการเกษตร

27 ธันวาคม 2562 จุดเริ่มต้นของบ้านสวนเมล่อนที่อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ หรือคุณแก้ว ซึ่งอีกบทบาทหนึ่ง ตำแหน่งเลขานุการสหกรณ์พืชผักผลไม้(เกษตรปลอดภัยสูง) จำกัด

ได้เล่าย้อนถึงที่มาของการเริ่มทดลองปลูกเมล่อนครั้งแรก เกิดขึ้นหลังจากที่สามีเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นและซื้อเมล่อนกลับมาฝากลูกละ 3,000 บาท จึงเกิดความคิดที่จะปลูกเมล่อนปลอดสารให้สามีและลูกไว้รับประทาน ในช่วงปลายปี 2558 เริ่มทำโรงเรือนแรกด้วยเงิน 3,000 บาท ทำจากไม้ไผ่ มุ้งและพลาสติกคลุม เพื่อไม่ให้แมลงรบกวนและไม่ใช้สารเคมี

จากนั้นได้ซื้อเมล็ดเมล่อนพันธุ์คิโมจิ มาปลูก 30 ต้น และเมื่อผลผลิตออกก็แจกจ่ายให้เพื่อนๆ และคนรู้จัก มีเสียงตอบรับมากขึ้น และชมชอบในรสชาติ จึงได้ลองโพสต์ขายทางเฟสบุ๊ค สร้างเรื่องราวน่าสนใจ ทำให้มีคนสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง จึงต้องขยายโรงเรือนเพิ่มจากโรงเรือนที่  1 เป็น  2 และ 3 จนปัจจุบันมีทั้งหมด 10 โรงเรือน ซึ่งเทคนิคในการปลูกเมล่อนทั้งหมดเธอได้แสวงหาความรู้จากอินเตอร์เน็ต ทางยูทูปและเว็บไซด์ต่าง ๆ

เคยทำงานโรงงานมาก่อนที่จะมาทำเกษตร แรกเริ่มไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเกษตรกร แต่เมื่อทดลองปลูกเมล่อน ปลูกไปขายไป มีคนสั่งซื้อมากขึ้นเรื่อย  ๆ ทำให้ต้องขยายพื้นที่โรงเรือนเพื่อปลูกเมล่อนส่งตามออเดอร์ กลายเป็นตลาดนำการผลิต จึงเริ่มสนใจทำเกษตรอย่างจริงจัง ลาออกจากโรงงาน แล้วใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับการทำเกษตร และอยากมีที่ดินสักผืน

จนกระทั่งมาเจอที่ 4 ไร่ที่ฉะเชิงเทรา มีบ้านหลังเล็ก  ๆ ที่ดินและบ่อน้ำ แต่เดิมที่แถวนี้เป็นนาข้าวและบ่อกุ้ง จึงขอซื้อจากเจ้าของแล้วมาปรับสภาพพื้นที่ นึกถึงหลักทฤษฏีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะคิดว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีความเสี่ยงสูง จึงแบ่งที่ดินเป็นสัดส่วน 30/30/ 30/10 โดย 30 แรกสร้างเป็นพื้นที่สำหรับรับผู้คนมาเรียนรู้ดูงาน ร้านขายผลผลิตจากสวนตัวเอง ส่วน 30 ที่ 2 ปลูกพืชผักสวนครัว เมล่อน มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว อีก 30 สร้างเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผสมผสาน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่และบ่อเลี้ยงปลา ส่วนอีก 10 ที่เหลือเป็นบ้านที่อาศัยอยู่กับครอบครัว”

เริ่มค้นพบว่าการทำเกษตร ยิ่งทำยิ่งมีความสุข แม้ว่าในช่วงแรกต้องพบกับปัญหาว่าดินในจังหวัดฉะเชิงเทรา หน้าดินเป็นเกลือ จึงต้องมีเครื่องวัดค่า PH ใช้วัดดิน ปุ๋ยในดิน วัดความชื้น อุณหภูมิ และน้ำ นอกจากนี้ยังต้องมีการตรวจสภาพน้ำและดินตลอดทั้งปี และต้องปรับสภาพดิน โดยใช้เครื่องพรวนดินสม่ำเสมอ  ปุ๋ยที่ใส่ในดินทำจากมูลไส้เดือนและปุ๋ยหมักที่ทำเอง โดยนำขุยมะพร้าว กากมะพร้าว แกลบเผา แกลบดิน กระดูกสัตว์ป่น และมูลไส้เดือนมาหมักกับขี้วัว ใส่เป็นปุ๋ยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ทำให้ดินค่อย ๆ ดีขึ้น

“เราต้องแสวงหาความรู้เรื่องดิน การปลูก การป้องกันแมลง การทำโรงเรือนจากอินเตอร์เน็ต หาข้อมูลทุกอย่างมารวมกัน แล้วนำมาปรับใช้ ค่อยๆทดลองทำไปทีละน้อย  ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง นำกำไรจากเมล่อนโรงเรือนแรกมาขยายเป็นโรงเรือนที่ 2 และขยายมาเรื่อย ๆ ซึ่งรายได้จากเมล่อน 1 โรงเรือน ใช้เวลาปลูก 70-90 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 300 ลูก/โรงเรือน ขายลูกละ 100 บาท ตัดผลผลิตทุก ๆ สัปดาห์ รายได้ 30,000 บาท/สัปดาห์ และเดือนละ 120,000 บาท   เป็นวิธีการทำเกษตรแบบทำน้อยแต่ได้มาก  ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ต่อมาตลาดจึงค่อย ๆ ขยายและเริ่มโตมากขึ้น

นอกจากนี้ คุณแก้วยังหาวิธีในการประหยัดแรงงานและเวลาในการดูแลแปลงปลูกพืชผัก  ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแบ่งเบาในการทำการเกษตร โดยใช้ระบบแอปพลิเคชัน ควบคุมการให้น้ำ คุมอุณหภูมิในโรงเรือน และแสงอาทิตย์ หากมีสิ่งผิดปกติ เช่น น้ำและอุณหภูมิในโรงเรือนสูงหรือต่ำเกินไป ก็จะมีการแจ้งเตือนเข้ามาทางมือถือ      สามารถสั่งการรดน้ำภายในโรงเรือนได้ทันที ซึ่งอุปกรณ์ควบคุมทั้งหมดเรียกว่า Sunoff สามารถหาซื้อได้จากอินเตอร์เน็ต ในราคาเพียงหลักร้อยเท่านั้น ช่วยทำให้ไม่ต้องใช้เวลาในสวนตลอดทั้งวัน อยู่ที่ไหนก็สามารถสั่งการได้

ผลผลิตในแปลงของคุณแก้วได้ผ่านการรับรองว่าได้ตามมาตรฐาน GAP และปลอดจากสารเคมี ขณะที่เมล่อนจะมีความหวานกำลังพอดีที่ประมาณ  12-13 บริค และเมื่อถึงช่วงผลผลิตออก จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมและตัดผลเมล่อนเอง สร้างความน่าสนใจและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร  หลังจากเมล่อนเริ่มติดตลาด สามารถดึงนักท่องเที่ยวมายังบ้านโพธิ์  ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่เริ่มขายได้ และตลาด Modern Trade เริ่มสนใจและติดต่อขอซื้อผลผลิตไปจำหน่ายในห้าง

จึงเริ่มหามองหาเครือข่ายและรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกผักปลอดภัยสูงฉะเชิงเทรา จำกัด เมื่อ  11 กันยายน 2561 สมาชิกแรกเริ่ม  34 คน  ทุนจดทะเบียนเพียง  34,000  บาท ปัจจุบันสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 106 คน โดยสหกรณ์จะให้ปัจจัย วัสดุในการปลูกพืชและทำการเกษตร รวมถึงองค์ความรู้ต่าง  ๆ และร่วมวางแผนการผลิตพืชผักและสินค้าการเกษตร  เพื่อให้สมาชิกผลิตและจำหน่ายผ่านสหกรณ์ ทั้งเมล่อน ผักสวนครัว

เกษตรกรที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของสหกรณ์แห่งนี้ ยังได้รับการช่วยเหลือให้เงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 สำหรับนำไปสร้างโรงเรือนขนาด  8X16 เมตร  ราคาไม่เกิน  3 หมื่นบาท ซึ่งเกษตรกรแต่ละรายจะสามารถกู้ได้ไม่เกิน 300,000 บาท และสหกรณ์จะช่วยวางแผนการผลิตให้สมาชิก  ว่าสวนไหนจะปลูกเมล่อนในช่วงไหน และทยอยปลูกไล่กันไป เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด ส่วนหนึ่งสมาชิกสามารถส่งขายกับลูกค้าได้เอง และแบ่งผลผลิตส่วนหนึ่งส่งให้กับสหกรณ์ตามที่ได้ตกลงกันไว้

ขณะนี้สหกรณ์มีคู่ค้า โดยทำข้อตกลงส่งเมลล่อนไปขายในห้าง Tops Supermarket  5  สาขา ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี  สัปดาห์ละ 500  ลูก ส่งครัวการบินไทยสัปดาห์ละ 600 ลูก  และบริษัทพัทยาปาร์ค บีช             ซึ่งเป็นเครือข่ายโรงแรมในจังหวัดชลบุรี สั่งซื้อสัปดาห์ละ 200-300  ลูก ส่วนผักสวนครัวทั้งคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง     ใบมะกรูด ผักชี พริกและแตงกวาญี่ปุ่น สมาชิกจะปลูกและนำมาส่งให้สหกรณ์รวบรวมเพื่อนำไปขายให้โรงพยาบาลในจังหวัดฉะเชิงเทรา และยังมีตลาดอื่น ๆ ที่มีการสั่งจองเมล่อนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เดิมทำการเกษตรไม่เป็น คิดว่ายาก แต่พอลงมือทำ จึงรู้ว่าทุกอย่างสามารถเรียนรู้ได้ ขอแค่มีความตั้งใจ ซึ่งความผิดพลาดแต่ละครั้งคือการเรียนรู้  จากความมุ่งมั่นและลงมือทำอย่างจริงจัง ทำให้คุณแก้วประสบผลสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว  เพราะรู้จักการวางแผนและศึกษาหาข้อมูล หาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาอาชีพ แม้หลายคนจะบอกว่ากลับมาทำเกษตรแต่มีปัญหาเรื่องเงินทุน แต่การทำเล็ก ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เท่าที่กำลังพอจะทำไหว ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

ความตั้งใจสุดท้ายคือการสร้างพื้นที่ 4 ไร่ เป็นภูมิคุ้มกันให้กับครอบครัว มีรายได้ไว้เลี้ยงดูลูก และเปิดต้อนรับคนที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานได้ทุกวัน และนี่จึงเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่เป็นต้นแบบให้ใครอีกหลาย ๆ คน มองเห็นโอกาสในการกลับคืนสู่ถิ่นฐานเพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรจากรุ่นพ่อแม่ เพื่อในวันข้างหน้าสามารถบอกใคร ๆ ได้อย่างเต็มปากว่ามีความสุขและความภาคภูมิใจที่ได้เป็น “เกษตรกร”

ขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินอินทรีย์ ลดเผา ลดชะล้าง ลดต้นทุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407020?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินอินทรีย์ ลดเผา ลดชะล้าง ลดต้นทุน

27 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
เกษตร,กรมส่งเสริมการเกษตร,ลดการเผา,ปุ๋ยอินทรีย์
เปิดอ่าน 85 ครั้ง

เกษตรฯ ขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนทั่วประเทศ รณรงค์ผลิต ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชู สโลแกน ปกป้องอนาคต ลดการเผา ลดการชะล้าง ลดต้นทุน

27 ธันวาคม 2562  เกษตร รณรงค์ผลิต ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ วัสดุอินทรีย์ ปกป้องอนาคต ลดการเผา ลดการชะล้างดิน ลดต้นทุน ตระหนัก รู้คุณค่าของทรัพยากรดินและการจัดการวัสดุการเกษตรเหลือใช้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากนโยบาย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี และก้าวสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืน ทั้งการทำเกษตรผสมผสาน รวมไปถึงการเป็นเกษตรอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องการจัดการดินปุ๋ยที่ถูกต้อง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร มี ศูนย์จัดการ  ดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม  882 ศูนย์

ซึ่งเป็นเครือข่ายของ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิก รวม 26,204 ราย ที่สามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนขยายผลให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ย เห็นผลสำเร็จจากการส่งเสริมการใช้จริง ในพื้นที่ ศพก. และ แปลงใหญ่ ซึ่งปี 2562 สมาชิกของ ศูนย์ฯ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในพืชต่างๆ ประมาณ 370 บาทต่อไร่

นายเข้มแข็ง  ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการส่งเสริมผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ รวมวัสดุอินทรีย์ ในปี 2562  เป้าหมาย 4 เพิ่ม 4 ลด ได้แก่ เพิ่มอินทรียวัตถุ เพิ่มธาตุอาหารพืช เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าวัสดุทางการเกษตรเหลือใช้ และ ลดการเผา ลดโลกร้อน ลดการชะล้างดิน ลดต้นทุน สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ ได้กว่า 1.47 ล้านตัน เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ กว่า 9 แสนไร่

นอกจากนี้ ภายในงานยังมอบโล่เกียรติยศ ให้แก่ จังหวัดที่มีผลงานการขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ดีเด่น 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ตราด บึงกาฬ สุรินทร์ ตรัง กระบี่ น่าน และพิจิตร และจังหวัดที่มีผลงานการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ วัสดุอินทรีย์ดีเด่น 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดยโสธร อุบลราชธานี พิษณุโลก กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และร้อยเอ็ด รวมถึงมีสถานีเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่มาร่วมงาน จำนวน 10 สถานี เช่น สถานีปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึง แปลงสาธิตการปลูกพืชหลังนา สาธิตการไถกลบตอซัง และหว่านปุ๋ยพืชสด

ปชช.สุดเซ็งแย่งชิงอำนาจ ตำแหน่งการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/407047?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ปชช.สุดเซ็งแย่งชิงอำนาจ ตำแหน่งการเมือง

27 ธันวาคม 2562 – 08:59 น.
ตำแหน่งการเมือง,สนธิรัตน์,อุตตม,โพล,ซูเปอร์โพล
เปิดอ่าน 51 ครั้ง

ปชช.เซ็งสุด แย่งชิงอำนาจ ตำแหน่งการเมือง ชี้สนธิรัตน์-อุตตม สุดยอดรมต.แก้ปัญหารากหญ้า ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพสูง สินค้า อาหารแพง สร้างความทุกข์สุดๆ

27 ธันวาคม 2562 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลโพลเรื่อง ที่สุดของการเมืองปีที่ผ่านมา กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ

โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) สำรวจทั้งในโลกโซเชียล (Social Media Voice) และเสียงประชาชนในโลกดั้งเดิม (Traditional Voice) จำนวนทั้งสิ้น 1,220 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 – 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึง สุขที่สุดของการเมือง พบว่า ได้เลือกตั้ง ร้อยละ 40.9 รองลงไปคือ มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ร้อยละ 32.5 และอื่น ๆ เช่น พรรคที่ชอบ ส.ส.ที่ชอบ ชนะ ร้อยละ 26.6

เมื่อถามถึง นโยบายรัฐบาลที่โดนใจ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.8 ระบุ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รองลงมาคือ ร้อยละ 53.4 ระบุ ชิมช้อปใช้ ร้อยละ 49.3 ระบุ โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเกษตรกร น้ำมัน B10 และลดราคาก๊าซหุงต้ม ร้อยละ 32.4 ระบุ รับยา ร้านยาใกล้บ้าน ร้อยละ 30.3 ระบุ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย ร้อยละ 20.2 ระบุ กัญชาเพื่อการแพทย์ ร้อยละ 20.2 เช่นกัน ระบุ แก้ปัญหาสัตว์ป่า สัตว์ทะเล ร้อยละ 18.4 ระบุ แบนสารพิษ และ ร้อยละ 25.6 อื่น ๆ เช่น ขยายสนามบิน และเปิดเส้นทางรถไฟฟ้าเพิ่มเติม เป็นต้น

ที่น่าสนใจคือ 5 อันดับแรก สุดยอดรัฐมนตรีแก้ปัญหารากหญ้า พบว่า สูสีกันระหว่าง อันดับ 1 และ 2 คือ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ร้อยละ 21.8 และ นายอุตตม สาวนายน รมว. การคลัง ร้อยละ 21.2 อันดับ 3 ที่ไม่ห่างกันนัก ได้แก่ นาย วราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 20.1 อันดับ 4 ได้แก่ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล รมว. สาธารณสุข ร้อยละ 18.4 และอันดับ 5 ได้แก่  นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ รมว. พาณิชย์ ร้อยละ 14.4 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วง คือ ทุกข์ที่สุดของการเมือง พบว่า อันดับแรก ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพสูง ราคาอาหาร สินค้า แพง การเงินขัดสน ร้อยละ 46.7 อันดับที่สอง ได้แก่ นักการเมืองไม่ดี ทำลายความสงบสุขของบ้านเมือง ร้อยละ 28.9 อันดับที่สาม ได้แก่ พรรคที่ชอบแพ้เลือกตั้ง ร้อยละ 23.2 และอื่น ๆ เช่น ชุมนุม รถติด นักการเมืองเอาแต่ทะเลาะกัน ไม่สนใจแก้ปัญหาเดือดร้อน มุ่งแต่ปัญหาของตัวเอง ของพรรค เป็นต้น ร้อยละ 1.2 ตามลำดับ

นอกจากนี้ ที่เซ็งที่สุด เบื่อที่สุดของการเมือง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.3 ระบุ แย่งชิงอำนาจ มุ่งทำลายกัน แย่งตำแหน่งการเมือง รองลงมาคือ ร้อยละ 35.3 ระบุ แย่งชามข้าว แย่งกล้วย แย่งผลประโยชน์ และร้อยละ 1.4 ระบุ ก่อความวุ่นวาย ปลุกระดมปั่นป่วน เป็นต้น และที่ประชาชนกังวลที่สุดของการเมือง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.8 ระบุ บ้านเมืองวุ่นวาย ขัดแย้งรุนแรงบานปลาย แตกแยกในหมู่ประชาชน รองลงมาคือ ร้อยละ 17.4 ระบุ ผลกระทบของวิ่งไล่ลุง ฝ่ายหนุน ฝ่ายต้าน และ ร้อยละ 2.8 ระบุ อื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจถดถอย แย่ลงไปอีก เป็นต้น

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า จากการสำรวจที่สุดของการเมืองปีที่ผ่านมาพบการเลือกตั้งและรัฐบาลจากการเลือกตั้งทำประชาชนสุขสุดแต่ปัญหาปากท้องค่าครองชีพสูง การเงินขัดสนทำประชาชนทุกข์สุด อย่างไรก็ตาม นโยบายรัฐบาลหลายตัวที่โดนใจประชาชน เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชิมช้อปใช้ โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจรากหญ้าและน้ำมันดีเซล B10 ทำราคาปาล์มสูงขึ้น เป็นต้น ส่งผลให้รัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ได้รับโหวตเป็นสุดยอดรัฐมนตรีแก้ปัญหารากหญ้า อาทิ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายอุตตม สาวนายน นายวราวุธ ศิลปอาชา นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ ตามลำดับ

“ผลโพลนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่าข้อมูลสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุดไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เพราะประชาชนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากนโยบายหลายนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น ประเทศและประชาชนน่าจะเดินหน้าต่อได้จึงไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองด้วยวงจรอุบาทว์ยึดอำนาจกันอีก ถ้าฝ่ายการเมืองทุกกลุ่มมุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ทำงานทางการเมืองเชิงสร้างสรรค์มากกว่าจะมุ่งโค่นล้มทำลายกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง” ผศ.ดร.นพดล กล่าว

ผู้นำเหล่าทัพตบเท้าอวยพรปีใหม่บิ๊กป้อมเจ้าตัวลั่นไม่ไปไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/407041?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ผู้นำเหล่าทัพตบเท้าอวยพรปีใหม่บิ๊กป้อมเจ้าตัวลั่นไม่ไปไหน

27 ธันวาคม 2562 – 08:07 น.
ประวิตร,ปีใหม่,ผบเหล่าทัพตบเท้าอวยพร
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

บิ๊กป้อม เปิดมูลนิธิฯป่ารอยต่อรับรมต.-ผบ.เหล่าทัพตบเท้าอวยพรปีใหม่คึกคัก ทหาร-ตำรวจ-ขรก.พรึ่บ ! เจ้าตัว ลั่นปีหน้าไม่ไปไหน พร้อมช่วยงานน้องรักต่อไป

27 ธันวาคม 2562 “บิ๊กป้อม” เปิดมูลนิธิฯป่ารอยต่อรับรมต.-ผบ.เหล่าทัพตบเท้าอวยพรปีใหม่คึกคัก ทหาร-ตำรวจ-ขรก.พรึ่บ! ด้าน “บิ๊กป้อม” ลั่นปีหน้าไม่ไปไหน พร้อมช่วยงานน้องรักต่อไป  ปีหน้าขอให้อย่าวุ่นวาย

คลิปที่ 2

ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ดินแดง พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) นำผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประกอบด้วย พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าขอพรและอวยพรพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่

รวมถึงพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม  ตัวแทนหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน คณะทหาร ตำรวจ คณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และประชาชนทั่วไปนำกระเช้าเข้าร่วมอวยพรอย่างคึกคัก

ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในปีหน้าขอให้ทุกคนมีความเจริญรุ่งเรือง คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนาทุกประการ มีสุขภาพที่แข็งแรงและเป็นหลักให้บ้านเมือง ปีหน้าขอให้อย่าวุ่นวายมากนัก ขอให้สื่อช่วยกันประคับประคองบ้านเมืองให้ไปตลอดรอดฝั่ง ขอฝากสื่อทุกคนด้วย ถ้าไม่อยากให้บ้านเมืองปั่นอย่าถามอะไรที่รุนแรงมากนัก ซึ่งตนขอฝากรัฐบาลชุดนี้และประเทศชาติไว้กับทุกคน

ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังปีใหม่จะยืนเคียงข้างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมต่อไปหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ย้อนถามว่า “ถามอะไรเช่นนั้น มันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้ว ผมจะไปไหน ก็อยู่ช่วยงานนายกฯนี่แหละ”

ส่วนดูเหมือนนายกฯจะมอบหมายงานด้านความมั่นคงให้มากขึ้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็ตอนนี้แข็งแรงขึ้น งานก็มากขึ้น จะช่วยงานได้ยาวขนาดไหนก็ขึ้นอยู่สภาพร่างกาย ซึ่งก็ต้องดู 4 ปีนี้ก่อนอย่าเพิ่งไปดูอนาคต เอา 4 ปีนี้ให้ช่วยกันตลอดรอดฝั่งไปก่อน อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับสื่อและอาศัยสื่อทุกคนที่จะทำให้การบริหารบ้านเมืองไปได้ตลอดรอดฝั่ง

กมธ.แรงงานรับเรื่องปิดกิจการ- เลิกจ้างพนักงานเพียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/407019?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

26 ธันวาคม 2562 – 20:37 น.
กมธแรงงานรับเรื่องปิดกิจการ,เลิกจ้างพนักงานเพียบ
เปิดอ่าน 123 ครั้ง

กมธ.แรงงาน รับเรื่อง ปิดกิจการ – เลิกจ้างพนักงาน เพียบ เล็งศึกษาตั้ง สภาแรงงานแห่งชาติ แก้ปัญหาลูกจ้างทั้งในและนอกระบบ 

 นายสุเทพ อู่อ้น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธานกรรมาธิการการแรงงาน พร้อมด้วย ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ใน กมธ. การแรงงาน อาทิ นายทวีศักดิ์ ทักษิณ โฆษกคณะกรรมาธิการ นายจรัส คุ้มไข่น้ำ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ร่วมรับหนังสือร้องเรียนจากลูกจ้าง บริษัท พงศ์พารา โคดัน รับเบอร์ จำกัด จ.สมุทรสาคม กรณีปิดกิจกรรมเลิกจ้างพนักงานกว่า 1 พันคน  และบริษัทมิซูโนพลาสติก จำกัด จ.พระนครศรีอยุธยา กรณีเลิกจ้างประธานสหภาพและสมาชิกอีกกว่า 30 คน

นายสุเทพ กล่าวว่า ตอนนี้สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ตามที่เป็นข่าวตามหน้าสื่อ คือ หลายบริษัทเลิกจ้าง ปล่อยคนงานลอยแพ อย่างเมื่อวันก่อนตนเดินทางไปดูที่ จ.ชลบุรี ก็พบสภาพนายจ้างปิดโรงงาน หนีคนงาน มีคนงานมาเฝ้ารอที่หน้าประตูโรงงาน เพื่อทวงถามเงินเดือนที่ไม่ได้รับรวมถึงเงินชดเชยการเลิกจ้าง หรืออย่างวันนี้ พี่น้องคนทำงานจาก จ.สมุทรสาคร ก็เดินทางมายื่นหนังสือกรณีเดียวกัน ซึ่งเมื่อวานตนได้เดินทางเข้าไปสอบถามข้อมูลในพื้นที่เบื้องต้นแล้ว และก็เห็นควรว่าจะเดินทางมายื่นหนังสือ เข้าสู่ กมธ. ให้ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ตนเห็นว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่กระทรวงแรงงาน และรัฐบาลต้องทำงานอย่างตั้งรับให้มากขึ้น เพราะไม่อย่างนั้น ผู้ใช้แรงงานจะได้รับความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้นอีก

ด้านนายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ 1-2 เดือน เราเคยแถลงข่าวออกมาว่าในช่วงปีใหม่และหลังปีใหม่ ปัญหาเกี่ยวกับพี่น้องแรงงาน อย่างการปิดกิจการ การเลิกจ้างจะมีความรุนแรงมากขึ้น และตอนนี้ก็เริ่มเป็นจริงแล้ว ซึ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ยังถือว่าพอติดตามเรื่องและเยียวยากันได้ แต่สำหรับพี่น้องที่กำลังเดินทางกลับไปพักผ่อนช่วงวันหยุด สิ่งที่เราเป็นห่วงและไม่อยากจะให้เกิดขึ้นคือ หลังจากกลับมาทำงานต่อ แล้วสถานประกอบการที่พวกเขาทำงานอยู่นั้นปิดตัวลง ในส่วนของ กมธ.การแรงงาน นั้น เรามองแล้วว่าปัญหานี้จะยืดเยื้อยาวนาน โดยเราจะไม่ทำงานแบบตั้งรับปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่จะหาแนวทางป้องกันโดยได้ทำการตั้งอนุกรรมาธิการ 2 คือ อนุกรรมาธิการศึกษาเชิงนโยบายและกฎหมายแรงงาน และ อนุกรรมาธิการศึกษาสถานการณ์ด้านแรงงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และแรงงานสัมพันธ์


นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า หนึ่งในเรื่องสำคัญที่เราทำการศึกษา และอยากผลักดันให้เกิดขึ้น คือเรื่องที่ปีกแรงงานพรรคอนาคตใหม่พูดคุยกันมานาน นั่นคือ การมีสภาแรงงานแห่งชาติ ซึ่งจะถือเป็นร่มใหญ่ให้กับพี่น้องแรงงานทุกคน เพราะวันนี้เรามีสภาหอการค้า เรามีสภาอุตสาหกรรมที่เป็นการรวมกันของนายจ้าง ดังนั้น การมีสภาแรงงานแห่งชาติ ต่อไป แรงงานที่ไม่มีสหภาพดูแล เราจะใช้สภาแห่งนี้ดูแลได้ เพราะตอนนี้ แรงงานทั้งในและนอกระบบ มีอยู่กว่า 30 ล้านคน

Sparkling lights honour the King and usher in 2020 in Khon Kaen #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/travel/30379872?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Sparkling lights honour the King and usher in 2020 in Khon Kaen

Dec 26. 2019
By The Nation

Khon Kaen governor Somsak Jungtrakul officially opened an illuminated garden honouring His Majesty King Rama X on Wednesday evening (December 25) at the Khon Kaen city gate park along with Theerasak Thikayuphan, Mayor of Khon Kaen and Sittikul Phukhamwong, Vice President of Khon Kaen Provincial Administrative Organization.

Mini Krathongs, candles and incense sticks have been set out for those wanting to pay their respects to the Monarch in front of his royal image and visitors can also enjoy a performance telling the story of Phra Suthon Manora .

The illuminations will be on every night through December 31. More than a million sparkling lights are spread over 5 zones: Thepdanthip [God in the heaven]; Thaloengsok Amnuay Chai [blessing for the new beginning]; Chalerm Chat Sanosorn [All glory to the king]; Russamee Dara Shai [Radius of starlight]; and Pok Kset Pracha [The protector of people]; with lighting design shows in three colours of 30-minutes duration taking place at 7.30, 8.30 and 9.30 pm. Visitors can also feast on food and drinks and shop for DIY products and hand-made items.

On New Year’s Eve, all are invited to join the Khon Kaen Countdown 2020 on the theme “Celebrating 222 Years of Khon Kaen” featuring concerts by Big Ass, Lomosonic, Tattoo Color, Greasy Cafe, DCNXTR, along with folk songs, and art performances at the central stage at Srichan Road. The celebrations will end with an alms giving ceremony on January 1 at the Khon Kaen City Pillar Shrine.

Feathered creatures great and small #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/travel/30379871?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Feathered creatures great and small

Dec 26. 2019
By The Nation

The director of Ubon Zoo in Ubon Ratchathani has invited journalists and students to visit the Bird Park, which is open to 200 birds from various species such as the pied imperial pigeon, Nicobar dove, hornbills, red-billed blue magpie, alexandrine parrot and white peafowl.

Visitors can appreciate birds singing inside the Bird Park, which is spread over 6-rai area filled with trees and an artificial waterfall and covered by netting 40 metres high.

The entrance fee is discounted by Bt99 until February 29 to welcome Ubon Ratchathani residents who return to their hometown during the New Year holiday.

Phuket in joint venture to beautify Promthep Cape #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/travel/30379858?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Phuket in joint venture to beautify Promthep Cape

Dec 26. 2019
By The Nation

The Phuket governor’s office is working with the Rawai subdistrict municipality and Nongnooch Garden Pattaya to improve the scenery in Promthep Cape.

Phuket Governor Phakphong Thaviphat said that Promthep Cape is one of the tourist attractions under the Tourism Authority of Thailand’s campaign to attract tourists to visit Thailand and stimulate the country’s economy.

“The highlight of this attraction is visitors can enjoy the beautiful views of the sunset, and also visit Kanchanaphisek Lighthouse,” he said. “Recently, we found that sugar palm trees, which are a unique characteristics of this cape, were decreasing in number.”

The director of Nongnooch Garden Pattaya, Kampol Tansajja, said that after discussions with the governor, they will improve the landscape of this cape by planting more than 70 sugar palm trees from December 27 to 28 to encourage tourists to take photos and post them on social media.

“We want to develop tourist attractions and make Phuket more beautiful to provide a New Year’s gift to tourists who visit Thailand during the New Year Festival,” he said.