สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 10:33 น.สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะสวีเดนเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ไม่บังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย

นายกรัฐมนตรี สเตฟาน เลิฟเวียน ของสวีเดนประกาศให้ชาวสวีเดนสวมหน้ากากอนามัยบนรถโดยสารสาธารณะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งลดจำนวนผู้นั่งรับประทานอาหารในร้านอาหารจาก 8 คน เหลือ 4 คนต่อโต๊ะ รวมทั้งห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเวลา 20.00 น. และให้ประชาชนเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน มีพระราชดำรัสว่าสวีเดนล้มเหลวในการรับมือ Covid-19 เนื่องจากมาตรการต่างๆ หย่อนยาน

ก่อนหน้านี้สวีเดนเพียงแต่แนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย แต่ไม่มีบทลงโทษตามกฎหมาย ขึ้นอยู่กับว่าชาวสวีเดนจะปฏิบัติตามหรือไม่เท่านั้น โดยนับเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ไม่บังคับให้สวมหน้ากากอนามัย แม้องค์การอนามัยโลกจะแนะนำให้สวมใส่ก็ตาม ทั้งยังไม่เคยใช้มาตรการล็อกดาวน์

สวีเดนมีผู้ติดเชื้อเกือบ 360,000 คน และเสียชีวิต 8,000 คน นับว่ามากกว่าประเทศแถบสแกนดิเนเวียอื่นๆ

ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 21:33 น.ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้เปิดยุทธศาสตร์ของสหรัฐตาม “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” หรือ Peaceful Evolution เพื่อทำให้จีนเชื่องให้ได้

ถึงแม้ว่าเมื่อถึงเดือนธันวาคม 2020 รัฐบาลทรัมป์กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้วก็ตาม แต่ลูกน้องคนสำคัญของทรัมป์ยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน เขาคนนั้นคือ “ไมค์ พอมพีโอ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดินสายสานพันธมิตรสหรัฐ-สลายหุ้นส่วนจีนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยๆ ทั้งๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องออกแรงช่วงโค้งสุดท้ายในตำแหน่งแบบนี้

วันที่ 9 ธันวาคมพอมพีโอเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ที่ Georgia Tech ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศสหรัฐ แต่แทนที่จะพูดเรื่องเทคโนโลยีเขากลับพูดหัวข้อเรื่อง “พรรคคอมมิวนิสต์จีนในวิทยาเขตการศึกษาอเมริกัน” แน่นอนว่ามันเกี่ยวกับการโจมตีจีนจังๆ (และโปรดสังเกตว่า Georgia Tech มีวิทยาเขตที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีนด้วย)

ความตอนหนึ่งพอมพีโอกล่าวว่า “เนื่องจากเป็นเวลานานแล้วที่พรรครีพับลิกัน, เดโมแครต ผู้นำทั่วทั้งสถาบันการศึกษา สถาบันดด้านการค้าคิดว่า ด้วยการค้าขายและมีส่วนร่วมกับจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะปฏิรูปตัวเองจะลดท่าทีอำนาจนิยม จะโอบรับเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง และจีนจะกลายเป็นความเสี่ยงที่น้อยลงต่อเสรีภาพทั่วโลก”

พอมพีโอกล่าวต่อไปว่า “แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับ แต่พวกคอมมิวนิสต์จีนกลับใช้ความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นจากสิ่งนี้ (การที่สหรัฐหันมาค้าขายและเป็นหุ้นส่วนด้วย) เพื่อกระชับการยึดอำนาจ ยึดอำนาจเหนือคนจีน และสร้างรัฐเผด็จการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างที่โลกไม่เคยเห็น”

เรามาดูส่วนแรกของสุทนพจน์กันก่อน ส่งที่พอมพีโอพูดถึงไม่ใช่การ “มโน” เอาเองของเขาเมื่อเขาบอกว่าเมื่อสหรัฐอ้าแขนรับจีนแล้วให้โอกาสจีนต่างๆ นานา จีนจะปฏิรูปตัวเองให้เสรีและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่พอมพีโอคิดเอาเอง แต่เป็นความเชื่อที่อเมริกันระดับนำคาดหวังกันมานาน อย่างที่พอมพีโอเองอ้างถึง “พรรครีพับลิกัน, เดโมแครต” และผู้นำสาขาต่างๆ

ความเชื่อที่ว่านี้มีพื้นฐานมาจาก “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” หรือ Peaceful Evolution หลักใหญ่ใจความของทฤษฎีนี้ก็คือ สหรัฐพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของระบบสังคมนิยมจีนโดยสันติวิธี เช่น การเปิดการค้าขายกับจีนและกระชับความร่วมมือต่างๆ เพื่อที่จะค่อยๆ แทรกแนวคิดประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและค่านิยมแบบตะวันตกรวมถึงเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเขาไปในจีน เพื่อทำให้จีนละเลิกการเป็นสังคมนิยมแล้วกลายเป็นประเทศในโหมดเดียวกับสหรัฐและ “โลกเสรี” อื่นๆ

แนวคิดนี้เริ่มต้นมาจากจอร์จ เคนแนน (George F. Kennan) นักการทูตและนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันในปี 1946 หรือหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ลงหมาดๆ และสงครามเย็นกำลังก่อตัวขึ้น เขาเสนอว่าโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ เพียงแต่โซเวียตมีจุดยืนทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ที่ “อยู่ร่วมโลกกับทุนนิยมไม่ได้” ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวโซเวียตให้คล้อยตาม

นี่คือจุดสำคัญของแนวคิดนี้ นั่นคือจะต้องเข้าใจเป้าหมาย (คือประเทศคอมมิวนิสต์) ก่อนว่าพวกเขามีอุดมการณ์แบบไหน ในส่วนของคอมมิวนิสม์นั้นมุ่งมั่นที่การปฏิวัติโดยชนชั้นแรงงานและโค่นระบอบทุนนิยม พวกเขาจึงประนีประนอมกับประเทศทุนนิยมได้ยาก

แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีทางออกเสียเลย เคนแนนเสนอว่า การโฆษณาชวนเชื่อของโซเวียตนั้นมีพลังด้านลบมาก (นั่นก็เพราะต้องการทำลายสังแคมแบบเก่า) ส่วนสหรัฐจะต้องสร้างการโฆษณาชวนเชื่อที่มีพลังด้านบวกหรือให้สหรัฐมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาชาวโลก

อีกสิบปีต่อมา จอห์น ฟอสเตอร์ ดัลลิส (John Foster Dulles) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐในรัฐบาลของไอเซนฮาวเออร์ชูแนวคิดนี้ขึ้นมาจริงๆ จังๆ โดยเสนอให้ใช้วิธีการแบบสันติ “เพื่อที่จะเร่งวิวัฒนาการของนโยบายรัฐบาลภายในกลุ่มจีน-โซเวียต” เพื่อที่จะ “ลดอายุขัยของลัทธิคอมมิวนิสม์” โดยสหรัฐและโลกเสรีจะใช้การค้าและความช่วยเหลือต่างๆ เป็นเครื่องมือหลักในการทำให้จีนเลิกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์แล้วเป็นประเทศในกลุ่มโลกเสรี

ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า “วิธีการสันติ” มันไม่ได้สันติอย่างที่คิด เพราะประกอบด้วยเพทุบายทางการเมืองเพื่อบั่นทอนฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องใช้กำลังทหารนั่นเอง และการบอกว่า “อยู่ร่วมกัน” ก็ไม่ได้หมายถึงการอยู่อย่างฉันมิตร แต่เป็นการตัดตอนฝ่ายตรงข้ามไม่ให้เป็นภัยคุกคามแล้วอยู่ร่วมโลกกันได้กับสหรัฐนั่นเอง

เหมาเจ๋อตงผู้นำของจีนในยุคนั้นเมื่อทราบแนวคิด “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ถึงกับชี้ว่านี่คือกลยุทธอำพรางเพื่อที่จะทำลายจีน แต่จีนกลับดูเหมือนจะเล่นตามเกมส์ของสหรัฐเสียอย่างนั้น เพราะจีนได้ประโยชน์จากทฤษฎีนี้แบบเต็มๆ ถึงขนาดเรียกได้ว่าจีนยิ่งใหญ่ขึ้่นมาได้อีกครั้งก็เพราะสหรัฐหยิบยื่นโอกาสให้ (โดยคาดไม่ถึงถึงผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับที่หวังไว้)

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามเย็น โลกคอมมิวนิสต์ไม่ได้มีความสามัคคีกันแต่แตกออกอย่างเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายสหภาพโซเวียต (รัสเซีย) และฝ่ายจีน โดยมีประเทศคอมมิวนิสต์เล็กๆ น้อยๆ แแสดงตนเข้าข้างแต่ละฝ่าย เช่น ยุโรปตะวันออกเกือบทั้งหมดเข้าข้างสหภาพโซเวียตและแอลบาเนียเข้าข้างจีน เป็นต้น

ความแตกแยกนี้เป็นโอกาสให้สหรัฐใช้โอกาสในการแทรกแซงเพื่อบ่อนทำลายฝ่ายคอมมิวนิสต์ ในขณะที่โซเวียตมีพลังด้านการทหารสูงมาก สหรัฐเลือกที่จะหันไปสานสัมพันธ์กับจีนเพื่อใช้คานกับโซเวียตจนทั้ง 2 ประเทศเปิดสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการซึ่งสหรัฐยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็น “จีนเดียว” และจีนแผ่นดินใหญ่กลายเป็นจีนอย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกของสหประชาชาติโดยที่ไต้หวันที่เคยเป็น “จีนเดียว” ต้องถูกอัปเปหิออกไป

หลังจากนั้นสหรัฐกับจีนก็สานสัมพันธ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ประธานาธิบดีสหรัฐก็กังขาต่อจีนเช่นกันว่าจะเปลี่ยนตัวเองให้เสรียิ่งขึ้นได้หรือไม่ เพราะสหรัฐไม่เพียงแต่ใช้จีนคานกับโซเวียตเท่านั้น แต่ยังหวังด้วยว่าการเข้าไปใกล้ชิดกับจีนแล้วให้โอกาสจีนด้านเศรษฐกิจจะช่วยให้จีนมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ท่าทีของจีนก็ดูเหมือนจะตอบสนองความหวังของสหรัฐ โดยในช่วงทศวรรษที่ 80 เติ้งเสี่ยวผิงได้เริ่มเปิดประเทศและทำการปฏิรูป น้อมรับเอาระบอบทุนนิยมเข้ามาผสมกับสังคมนิยมแล้วเรียกใหม่ว่า “สังคมนิยมแบบจีน” หลังจากนั้นจีนก็เริ่มเปิดกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ในช่วงทศวรรษที่ 80 นั้นจีนได้ลิ้มรสประชาธิปไตยอย่างไม่เคยมีมาก่อน สังคมมมีความเสรีไม่น้อย และยังอ้าแขนรับวัฒนธรรมสากลอย่างเต็มตัว

ในเวลาไล่เลี่ยกัน สหภาพโซเวียตดำเนินนโยบายคล้ายๆ กับจีนคือการ “เปิดกว้าง” (กลาสน็อสต์) และ “การปฏิรูปเศรษฐกิจ” (เปเรสทรอยก้า) นั่นคือการทำให้สังคมมีความเสรีมากขึ้นและระบบเศรษฐกิจเป็นแบบทุนนิยมมากขึ้น

แต่ปรากฎว่าการปฏิรูปและการเปิดกว้างในสหาพโซเวียตทำให้สหภาพโซเวียตต้องล่มสลายลง ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนได้แสดงออกมากขึ้นและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้นทำให้รับรู้ถึงความโหดร้ายและความผิดพลาดของรัฐบาลโซเวียตที่ถูกปกปิดไว้ ส่วนการปฏิรูปเศรษฐกิจก็ไม่ได้ผลเพราะไม่กระจายสู่ระดับรากหญ้า

การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและพลพรรคยุโรปตะวันออกทั้งยวงในปี 1989 ขณะที่จีนกำลังมองเห็นการล่มสลายของอดีตคู่ปรับร่วมอุดมการณ์ด้วยความหวั่นใจว่ามันจะลามเป็นโดมิโนมาถึงตน จีนก็เกิดเรื่องขึ้นเช่นกันนั่นคือการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนครั้งใหญ่ที่จตุรัสเทียนอันเหมินในเดือนมิถุนายน 1989

ก่อนกรณีเทียนอันเหมินจีนมองว่าสหรัฐเป็นมิตรกับจีน แต่หลังจากเกิดความวุ่นวายครั้งนั้นจีนเริ่มมองสหรัฐด้วยสายตาที่หวาดระแวงมากขึ้นและมีการเอ่ยถึง “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” กันมากขึ้นในฐานะอาวุธที่จะมาแทรกแซงจีน

แต่อย่างที่กล่าวไปว่าจีนก็ใช้ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองเช่นกัน สหรัฐเองก็ไม่หยุดที่จะเปลี่ยนจีนด้วยความคาดหวังว่าจีนจะเปลี่ยนไปเป็นเสรีนิยม ตัวอย่างเช่น การที่สหรัฐผ่านกฎหมาย United States–China Relations Act of 2000 ซึ่งสภาคองเกรสเอาใจจีนด้วยการเปิดทางให้จีนมีสถานะเป็นคู่ค้าปกติถาวรและให้จีนเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO)

กฎหมายตัวนี้มีเงื่อนไขตรงที่จีนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีการปฏิบัติที่เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานและอนุญาตให้มีเสรีภาพทางศาสนา โดยรวมก็คือจีนได้สิทธิค้าขายแบบประเทศปกติโดยที่จีนต้องแลกกับการเปิดเสรีมากขึ้นโดยเฉพาะในด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิเสรีภาพของชาวทิเบต ข้อแม้นี้ตรงกับ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ”

ประธานาธิบดีบิล คลินตันคือผู้ผลักดันให้สภาคองเกรสอนุมัติข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ – จีนและการเข้าร่วม WTO ของจีน โดยกล่าวว่าการค้ากับจีนมากขึ้นจะทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกาก้าวหน้า เพราะจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถรองรับทั้งทั้งผลิตภัณฑ์และบริการของสหรัฐอย่างไม่เคยมีมาก่อน

คลินตันยังบอกว่า “เป็นครั้งแรกที่บริษัทของเราจะสามารถขายและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศจีนที่ผลิตโดยคนงานที่นี่ในอเมริกาโดยไม่ต้องถูกบังคับให้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศจีน ขายผ่านรัฐบาลจีน หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีค่าเป็นครั้งแรก เราสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องส่งออกงาน”

แต่คลินตันคิดผิดถนัด หลังจากนั้นบริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตไปยังจีนกันเป็นว่าเล่นด้วยค่าแรงที่ถูกกว่าและทักษะที่มีมากขึ้น ทำให้จีนค่อยๆ สั่งสมความมั่งคั่งไปเรื่อยๆ ในเวลาเดียวกันจีนก็ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้เรื่องการเปิดเสรีเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพด้านอื่นๆ แถมจีนยังถูกกล่าวหาบงการค่าเงินให้อ่อนเพื่อเอาเปรียบสหรัฐและยังกีดกันทางการค้าบางอย่าง

หลังจากผ่านประธานาธิบดีสหรัฐมา 2 คนคนละสองสมัย ก็ถึงคราวที่สหรัฐจะลงมือกับจีนเสียทีเพราะเห็นแล้วว่า “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ใช้ไม่ได้ผล เราจึงเห็นโดนัลด์ ทรัมป์ใช้ไม้แข็งกับจีนจนกลายเป็นสงครามการค้า แต่ขอให้เข้าใจว่าสงครามการค้ามีเหตุมาจากความคาดหวังที่ล้มเหลวของสหรัฐจาก “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” นั่นเอง

ที่ผ่านมาผู้นำจีนนับตั้งแต่ยุคหลังกรณีเทียนอันเหมินก็ระแวง “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บรรดาปัญญาชนและระดับนำทางการเมืองพยายามตีแผ่หรือหาทางป้องกันยุทธวิธีนี้ของสหรัฐมานาน

ที่น่าสนใจคือวิธีการรับมือที่บางคนเสนอไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการปรับตัวตามสิ่งที่สหรัฐคาดหวังด้วยซ้ำ เช่น การสร้างประชาธิปไตยในพรรคคอมมิวนิสต์ให้มากขึ้น ต่อต้านการคอร์รัปชั่น การปฏิบัติต่อนักวิชาการปัญญาชนอย่างเป็นธรรม มีความยืดหยุ่นในด้านอุดมการณ์ และเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (ข้อเสนอของหลี่จิ้งเจี๋ย อดีตผู้อำนวยการสถาบันโซเวียต-ยุโรปตะวันออกแห่งสถาบันสังคมศาสตร์จีน)

แต่ข้อเสนอดังกล่าวเสนอไว้มานานกว่าสิบปีแล้ว มาถึงยุคของสีจิ้นผิงเข้าเน้ย้ำถึง “สังคมนิยมแบบจีน” มากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะรวบอำนาจมากขึ้นซึ่งสวนทางกับความคาดหวังของสรัฐอีกครั้ง และเป็นเหตุให้สงครามการค้ากลายสภาพเป็นสงครามเย็นครั้งใหม่ไปด้วย

แต่สหรัฐก็คงจะดำเนินนโยบายแบบ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” และจีนเองก็ต้องตระหนักด้วยว่าสหรัฐมีความคาดหวังแบบนี้ หากจะอยู่ร่วมกันอย่างัสนติ ทุกฝ่ายมีหนทางเดียวเท่านั้นคือการประนีประนอม

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by NOEL CELIS / AFP

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว” ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว”ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว (komchadluek.net)

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว”ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

19 ธันวาคม 2563 – 12:49 น.

“ถุงตากแห้งข้าว” เลี่ยงอุบัติเหตุบนถนน ลดความชื้น รักษาคุณภาพข้าวหลังการเก็บเกี่ยว

ปลายฝนต้นหนาวเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยวข้าว การตากข้าวเปลือกลดความชื้นให้มีความชื้นเพียง 14 % เพื่อคุณภาพและการเก็บรักษาก่อนนำไปขาย ยังคงเป็นภาพที่เห็นจนชินตา โดยเกษตรกรนำข้าวเปลือกมาตากตามท้องถนน ริมถนน ขวางการจราจร ทำให้เกิดอุบัติเหตุและปัญหาสังคมตามมา ที่สำคัญการตากข้าวเปลือกไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคด้านการรักษาคุณภาพของข้าวเปลือกได้ อาจมีการเจือป่นของขี้นก หนูวิ่ง แมลง ฯลฯ หรือด้วยสภาพอากาศเมืองไทย เดี๋ยวแดด เดี๋ยวฝน

ล่าสุดเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.) ธัญบุรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มโน สุวรรณคำ ผู้อำนวยการกองกลาง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเกษตร ได้คิดค้นนวัตกรรม “ถุงตากแห้งข้าว” เลี่ยงอุบัติเหตุบนถนน ลดความชื้น รักษาคุณภาพข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยเกษตรกรชาวนาแปลงเล็ก 

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มโน เผยที่มาว่า ตามที่ ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี มีนโยบายว่าทางมหาวิทยาลัยต้องเป็นกลไกให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ ประกอบกับทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ให้โอกาส สนับสนุนงบประมาณ ให้ทาง มทร.ธัญบุรี รับผิดชอบในการพัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีทางการเกษตร ทำการเชื่อมโยงพัฒนาคลัสเตอร์ทั่วประเทศตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยต้นน้ำ คือ ผู้ผลิตเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์การเกษตร กลางน้ำ คือ ผู้ที่นำเครื่องมือมาใช้ เช่น ผู้ให้บริการด้านการเกษตร ปลายน้ำได้แก่ ผู้รับบริการเครื่องมือ คือ เกษตรกร ยกตัวอย่างกลุ่มเทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดข้าวชุมชน ต.ผักไหม จ.ศรีสะเกษ เป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยได้ร่วมกลุ่มกลางน้ำ ให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อให้บริการในกลุ่มคลัสเตอร์นั้น ๆ    

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว
สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

ซึ่งคลัสเตอร์เทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ ผลิตข้าวอินทรีย์ ตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว และได้มาตรฐาน IFOAM เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ จากการลงพื้นที่พัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีทางการเกษตรในการหาโอกาส และ Pain Point ของกลุ่ม พบว่า โอกาสของกลุ่ม คือ การได้ข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานเริ่มตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะเป็นโอกาสได้ข้าวเปลือกที่มีราคาสูง ส่วนด้าน Main Pain Point ของกลุ่ม คือ 1. หลังเก็บเกี่ยวแล้วได้ข้าวเปลือกออกมาแล้ว ต้องทำข้าวเปลือกให้แห้ง โดยมีความชื้นน้อยกว่า 14 %  และ 2. เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องเก็บข้าวเปลือกไว้เพื่อขายให้มีรายได้ แต่ปัญหาที่เจอเกษตรกร ไม่มีที่ตากข้าว ต้องนำข้าวไปตาก บนท้องถนน ริมถนน อาจมีสิ่งเจือป่น (มีนกบินมาขี้ใส่ หนูวิ่งผ่าน) หรือต้องขนข้าวเปลือกไปอบ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่ง สิ่งนี้คือ Main Pain Point ที่ทาง มทร.ธัญบุรี ต้องแก้ไขให้กับทางกลุ่ม โดยนำองค์ความรู้ สิ่งประดิษฐ์และงานวิจัย ที่คำนึงการทำงานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน (Friendly User) เป็นเทคโนโลยีใหม่ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ สามารถปรับปรุงให้เหมาะสมกับพื้นที่ “สร้างเองได้ ซ่อมเองได้ ยั่งยืน” จึงได้ออกแบบและผลิต ถุงตากแห้งข้าวต้นแบบ ให้เกษตรกรนำไปใช้ สามารถผลิตได้เองได้ รวมถึงสร้างเป็นอาชีพต่อไป 

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว
สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

สำหรับ “ถุงตากแห้งข้าว” ถุงตากแห้งข้าวต้นแบบเหมาะกับชาวนาแปลงเล็ก ผลผลิตไม่เยอะ หลักการออกแบบ คือ ใช้งานง่ายและต้นทุนในการผลิตไม่สูง ใช้พลาสติกโรงงานทั่วไป ออกแบบโดยพลาสติกใสอยู่ด้านบน เพื่อรับแสงมายังข้าวเปลือก ด้านล่างใช้พลาสติกทึบสีดำเพื่อดูดแสงเข้าไปที่ข้าวทำให้ข้าวแห้งเร็ว ใส่ซิบเปิด-ปิดถุง ติดตั้งพัดลมเพื่อไล่ความชื้นในถุง และที่สำคัญติดตั้งโครงสร้างเหล็กเพื่อยึดพลาสติก เมื่อฝนตกทำให้น้ำไหลตามแนวเอียงของด้านบนถุงลงสู่ด้านข้าง น้ำไม่สามารถเข้าไปในถุง โดยสามารถป้องกันฝนได้ถึง 99 % ระดับความร้อนในถุงไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส รักษาระดับความร้อนในถุงไม่ให้ร้อนเกินและชื้นเกินไป เพื่อคงความหอมของกลิ่นข้าว และเมื่อนำไปสีลดการแตกหักของข้าว ในการใช้งานเพียงแค่รูดซิบออก ใส่ข้าวเปลือก เกลี่ยให้ข้าวเปลือกเท่ากันประมาณ 10 เซนติเมตร จากนั้นรูดซิบปิด เปิดพัดลมไล่ความชื้นดันความชื้นออกจากถุง ใช้เวลาในการตากประมาณ 3 วัน ขนาดความยาวของถุงตากแห้งข้าวต้นแบบอยู่ที่ 10 เมตร ตากข้าวเปลือกได้ประมาณ 500 กิโลกรัม (ขนาดความยาวสามารถออกแบบได้ตามความต้องการของผู้ใช้) การสร้างต้นแบบถุงตากแห้งข้าว รับความอนุเคราะห์ในการตัดเย็บจากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

นายไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานคลัสเตอร์เทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี ได้เข้ามาสนับสนุน ส่งเสริมเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เชื่อมโยงองค์ความรู้และได้รับการถ่ายทอดนวัตกรรม ถุงตากแห้งข้าว เพื่อแก้ปัญหาหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวชาวบ้านจะนำข้าวไปตากริมถนน เกิดอุบัติเหตุ หรือบ้างครั้งมีฝนตกทำให้ข้าวเกิดความเสียหาย ทางอาจารย์จึงได้คิดค้นนวัตกรรมตัวนี้ขึ้นมา โดยอาจารย์ได้เข้ามาให้ความรู้ในขั้นกระบวนการตัดเย็บ วิธีการใช้ และวิธีการดูแล ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ลงทุนไม่สูง นอกจากนี้ยังสามารถนำไปปรับใช้ลดความชื้นกับพืชชนิดอื่นได้ ซึ่งทางกลุ่มมีการปลูกพืชหลังนา เช่น ถั่วเหลือง ทางกลุ่มนำไปใช้ให้ประโยชน์สูงสุด และนำไปต่อยอดสร้างอาชีพถุงตากแห้งข้าว สร้างรายได้ให้กลุ่มต่อไป

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

 ผศ.ดร.มโน กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากนวัตกรรมถุงตากแห้งข้าวแล้ว ทาง มทร.ธัญบุรี ยังได้คิดค้นเทคโนโลยีการเกษตรตามความเหมาะสมของคลัสเตอร์แต่ละพื้นที่ เช่น เทคโนโลยี Boom Sprayer (คลัสเตอร์เทคโนโลยีสับปะรดบ้านคา) จ.ราชบุรี นอกจากนี้ มทร.ธัญบุรี ได้ร่วมมือกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้สร้างแอพพลิเคชั่น “IAID”เพื่อเชื่อมโยงผู้ให้บริการเทคโนโลยีทางการเกษตรกับเกษตรกรอย่างครบวงจร ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจให้กับสมาชิกของโครงการต่อไป 

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย…… #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย…… (komchadluek.net)

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย……

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......

19 ธันวาคม 2563 – 00:00 น.

เปิดกรุพระเครื่องนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย  พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย……  คอลัมน์…   ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี 

น้องชายของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร คือ นายพายัพ ชินวัตร ซึ่งเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางในวงการนักสะสมพระเครื่องว่า นายพายัพเป็นคนที่ชื่นชอบและนิยมสะสมพระเครื่องมานานแล้วและมีพระเครื่องยอดนิยมอยู่ในความครอบครองมากมาย ทั้งพระสมเด็จ,พระกริ่งปวเรศ ฯลฯ

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......

อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

แต่เขาเคยออกมาเปิดเผยว่า โดยส่วนตัวนั้น แขวนเดี่ยวเหรียญเจ้าสัวหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม รุ่นแรก เนื้อทองคำ มานานแล้ว เพราะรู้สึกถูกโฉลก โดยมีหลักง่ายๆ คือ “แขวนเพื่อให้เกิดความสบายใจ เป็นเครื่องเตือนสติโดยไม่ได้แขวนพระมีราคาหรือทำให้มีปาฏิหาริย์”

แต่มีเคล็ดลับว่า ถ้าอยากรู้ว่า 
พระเครื่ององค์ไหนขลังไม่ขังให้แขวนเดี่ยว อย่างน้อย ๗ วัน!!!

และเขายังบอกอีกว่า โดยส่วนตัวก็เคยจัดชุดพระเครื่องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะนั่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๓ ของประเทศไทย ไปพกพาบูชาติดตัว ประกอบด้วย พระพุทธชินราชใบเสมา พิมพ์ใหญ่ ,พระรอด ลำพูน, พระคง และเหรียญครูบาศรีวิชัย เพราะซึ่งส่วนใหญ่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบพระเครื่องของทางภาคเหนือมากกว่าพระจากภาคอื่น

กล่าวสำหรับ 
“พระชินราชใบเสมา” เป็นพระกรุเก่าที่นับว่าเป็นหนึ่งในพระยอดขุนพลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ค้นพบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เมืองพิษณุโลก ที่ประดิษฐาน “พระพุทธชินราช” และแหล่งพระเครื่องเก่าแก่มากมายที่มีชื่อเสียงอาทิ พระนางพญาวัดใหญ่ พระท่ามะปราง พระอัฏฐารส พระชินสีห์ ฯลฯ 

พระพุทธชินราชใบเสมา มีการแตกกรุ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หลายต่อหลายครั้ง ประมาณปี พ.ศ.๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จเมืองพิษณุโลก ได้มีประชาชนนำมาทูลเกล้าฯ ถวาย พระองค์ทรงแจกจ่ายไปยังพสกนิกรที่ติดตามเสด็จอย่างถ้วนหน้า

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......

พระรอด

นอกจากนี้ยังพบที่ พระพิมพ์นี้ที่กรุพระปรางค์, กรุอัฏฐารส ,กรุเขาสมอแคลง ,กรุพรหมพิราม กรุเขาพนมรุ้ง ฯลฯ แต่ค่านิยมก็ลดหลั่นกันไป แต่ที่นับว่าเป็นที่นิยมมากที่สุด คือ พระชินราชใบเสมา กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ 

ส่วน พระรอด นั้นเป็นนามที่ผู้สันทัดรุ่นก่อนเชื่อกันว่า เรียกตามนามพระฤาษีผู้สร้างคือ พระฤาษี “นารทะ” หรือพระฤาษี “นารอด” พระรอดคงเรียกตามนามพุทธรูปศิลา องค์ที่ประดิษฐ์อยู่ในวิหาร วัดมหาวันที่ชาวบ้านเรียกว่า “แม่พระรอด” หรือ พระ “รอดหลวง” ในตำนานว่า คือ พระพุทธ สิขีปฏิมา ที่พระนามจามเทวี อันเชิญมาจากกรุงละโว้ 

พระรอด มีการขุดพบครั้งแรกราวต้นรัชกาลที่ ๕แต่ที่สืบทราบมาได้จากการบันทึกไว้ ของท่านอธิการทา เจ้าอาวาสวัดพระคงฤาษีในขณะนั้น และอาจารย์บุญธรรม วัดพระมหาธาตุหริภุญไชย ว่าในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ พระเจดีย์วัดมหาวันได้ชำรุดและพังทลายลงบางส่วน ในสมัยเจ้าหลวงเหมพินทุไพจิตร ทางวัดได้มีการปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ขึ้นใหม่ ในครั้งนั้นได้พบพระรอดภายในกรุเจดีย์มากที่สุด 

‘พระคง’ พบครั้งแรกที่วัดพระคงฤาษี จึงถูกขนานนามว่า พระคง พุทธลักษณะพระประธานประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชรอยู่บนฐานรัตนบัลลังค์ กับประกอบด้วยบัวลูกแก้วจำนวน ๑๘จุด (บน ๙ ล่าง ๙) มีใบโพธิ์ทั้งสิ้น๒๐ใบ มีทั้งชูก้านพริ้วสลวย เนื้อพระเป็นเนื้อดินเผาละเอียด บางองค์มีแร่ดอกมะขาม องค์พระจะมีสีอ่อนแต่ไม่เหมือนกัน อาทิ สีพิกุล สีขาว สีเขียว สีหม้อใหม่ ฯลฯ ส่วนพุทธคุณ กล่าวกันเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเลิศด้านป้องกันภยันตรายนานัปการ รวมทั้งเสน่ห์ทางเมตตามหานิยมสูง เช่นเดียวกับพระรอด

จึงไม่แปลกที่นายพายัพ จะคัดสรรพระเครื่องระดับแนวหน้ามาขึ้นคอนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชายร่วมสายโลหิต แต่ไม่นานนัก พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็ปลดออกจากคอทั้งหมด ไม่แขวนพระเครื่องแล้ว ด้วยให้เหตุผลว่ามีธรรมะแล้ว จึงนำพระทั้งหมดบูชาไว้ที่บ้าน เพราะพระอยู่ที่ใจ

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......

พระคง ลำพูน

ครับ-ก็สุดแท้แต่จะคิดว่า พระอยู่ที่ไหน?
พระจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ทั้งอยู่ที่กายและอยู่ที่ใจ
แต่ที่แน่นอนที่สุด เป็นสัจธรรมที่สุดคือ กรรม อยู่ที่การกระทำ

หลายคนบอกว่าแขวนพระเครื่องเพื่อต้องการบุญญาบารมีขององค์พระและบารมีของครูบาอาจารย์เกจิอาจารย์ผู้สร้างผู้เสก มาช่วยคุ้มครองทำให้เกิดปาฏิหาริย์ ช่วยให้แคล้วคลาด ปราศจากภัยอันตราย พระองค์นั้นอาจจมีมูลค่าหลักร้อยหลักสิบหลักพันหลักแสนหลักล้านหรือหลายสิบล้าน 

แต่สุดท้าย คุณพระก็ไม่อาจจะคุ้มครองให้รอดพ้นจากความตายไปได้ เมื่อถึงเวลา
ดูอย่าง เจ้าพ่อนครบาลขนาดอมพระสมเด็จไว้ในปากยังตายคาที่หรือดูอย่างเจ้าสัวใหญ่ระดับโลก ที่บนร่างก็มีพระสมเด็จและพระรอด กรุวัดมหาวัน อยู่ติดคอ ฮ.ยังตกลงมาระเบิดไฟครอกคาที่หรือแม้แต่อัครมหาเสนาบดีที่แขวนพระหูยานที่ว่าเหนียวสุดๆยังป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย….ตาย

เพราะฉะนั้น คนเราจะแขวนพระเป็นร้อยองค์ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าอยากจะช่วยให้รอดตาย
แต่ถ้าต้องการให้บารมีพุทธคุณแห่งองค์พระด้วยปกปักรักษาคุ้มครองดวงชะตาอาจจะได้
แต่ต้องทำใจยอมรับให้ได้นะว่า สุดท้ายเราก็แพ้กฎของธรรมชาติ
คือหนีความตายไม่พ้นคือ ต้องตายเมื่อถึงเวลาตาย
อยู่ที่ว่าตายไปแล้ว มีคุณงามความดี เหลือให้คนจดจำได้กี่มากน้อย-เท่านั้นเอง!!!

“หน่อง” อรุโณชา ส่งต่อพลังบวกจากดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสผ่านงานออกแบบ “The Sun Collection” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“หน่อง”อรุโณชา ส่งต่อพลังบวกจากดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสผ่านงานออกแบบ “The Sun Collection” (komchadluek.net)

“หน่อง”อรุโณชา ส่งต่อพลังบวกจากดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสผ่านงานออกแบบ “The Sun Collection”

"หน่อง"อรุโณชา ส่งต่อพลังบวกจากดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสผ่านงานออกแบบ "The Sun Collection"

19 ธันวาคม 2563 – 16:39 น.

“หน่อง”อรุโณชา ส่งต่อพลังบวกจากดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสผ่านงานออกแบบ “The Sun Collection” เครื่องประดับคอลเลคชันแรกในชีวิต ภายใต้แบรนด์ Arunosha x Iris Gold

“หน่อง”  อรุโณชา ภาณุพันธุ์ ผู้จัดละครหญิงเก่งยืนหนึ่งของเมืองไทยส่งต่อพลังบวกและพลังแห่งความสำเร็จในทุกมิติผ่านเครื่องประดับคอลเลคชันแรกในชีวิต The Sun Collection ภายใต้แบรนด์ Arunosha x Iris Gold เพื่อส่งต่อพลังบริสุทธิ์แห่งการสร้างสรรค์ ผ่านงานออกแบบเครื่องประดับอันประณีตงดงามโดยใช้ตัวเรือน Pink Gold ผสานการตกแต่งด้วยอัญมณีมงคลเสริมอำนาจในทุกมิติ เพื่อให้ “The Sun Collection” เป็นผลงานมาสเตอร์พีซที่เปี่ยมด้วยพลัง นำมาซึ่งความสุขสมหวังและความสำเร็จแก่ผู้ครอบครอง โดยคอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้ เป็นผลงานการออกแบบของคุณหน่อง ในฐานะดีไซน์เนอร์ ด้วยความร่วมมือในฐานะผู้ผลิตจาก บริษัท ไอริส โกลด์ จำกัด ผู้นำด้านการผลิตเครื่องประดับทองคำรูปพรรณระดับพรีเมียม

"หน่อง"อรุโณชา ส่งต่อพลังบวกจากดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสผ่านงานออกแบบ "The Sun Collection"

หญิงแกร่งแห่งวงการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงทั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัว โดยเฉพาะในฐานะผู้จัดละครที่สร้างปรากฏการณ์ “บุพเพสันนิวาสฟีเวอร์” อันโด่งดังไปทั่วประเทศ “คุณหน่อง”อรุโณชา ภานุพันธุ์ เป็นธิดาของหม่อมเจ้าอรุณแสงไข ภาณุพันธุ์ และความที่ตราราชสกุลเป็นรูปพระอาทิตย์ ทำให้ดวงอาทิตย์เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจในการทำงานของคุณหน่องเสมอมาและตระหนักอยู่เสมอว่าการประสบความสำเร็จนั้นต้องไม่ใช่การโดดเด่นอยู่เพียงคนเดียว หากต้องแบ่งปันสู่คนรอบข้างเพื่อให้ทุกคนส่องประกายแห่งความสำเร็จไปด้วยกัน ซึ่งแนวคิดนี้ก็ได้กลายมาเป็นคอนเซ็ปต์การออกแบบของ “The Sun Collection” ในครั้งนี้        

นอกจากชื่อและราชสกุลมีความเกี่ยวพันกับพลังแห่งพระอาทิตย์ซึ่งเป็นตัวแทนของพลังบวกที่นำมาซึ่งความสำเร็จทั้งความสำเร็จในหน้าที่การงาน ครอบครัว ความรัก สุขภาพ ฯลฯ คุณหน่องยังยึดมั่นในแนวคิดที่ท่านแม่สอนคือให้มีสติและอย่าเสียกำลังใจเมือต้องเผชิญกับปัญหาที่วิกฤติมากเพียงใด จึงเกิดไอเดียในการรังสรรค์นามธรรมเชิงบวกเหล่านี้ออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ผสานกับความหลงใหลในจิลเวลรี่และความฝันที่จะมีคอลเลคชันของตนเอง และด้วยความร่วมมือกับทีมงานทุกฝ่ายที่มีความเป็นมืออาชีพจึงเกิดเป็น The Sun Collection ขึ้นมา โดยความลงตัวที่สมบูรณ์แบบของการผสมผสานตัวเรือน Pure Pink Gold เป็นตัวแทนพลังบวกของดวงอาทิตย์และพลอยมงคลเพื่อเสริมพลังบวกในด้านต่าง ๆ ของชีวิต        

"หน่อง"อรุโณชา ส่งต่อพลังบวกจากดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสผ่านงานออกแบบ "The Sun Collection"

“แนวคิดการออกแบบตัวเรือน The Sun Collection มาจากแสงพระอาทิตย์ทรงกลด 7 แฉก และออกแบบให้หมุนได้โดยรอบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องรัศมีอันบริสุทธิ์สู่พื้นโลกจากทุกทิศทาง โดยมีถึง 4 คอลเล็กชันให้เลือกสรร มีการใช้พลอยที่คัดสรรมาอย่างดีถึง 3 สี คือสีแดง เหลือง และม่วง” คุณหน่อง-อรุโณชา ภาณุพันธุ์ กล่าว       

พร้อมกันนี้เจ้าตัวบอกด้วยว่าอยากจะส่งมอบพลังบวกให้ทุกๆคนได้มีพลังในการทำสิ่งใด ๆ ที่ตั้งใจไว้ให้ประสบความสำเร็จ และมีชีวิตที่สว่างไสวรุ่งโรจน์เหมือนกับดวงอาทิตย์ นอกจากการใช้รูปทรงที่เป็นมงคลแล้ว ยังมีการจัดพิธีพุทธาภิเษกเอาฤกษ์เอาชัยให้กับคอลเลคชันพิเศษนี้ ด้วยเชื่อว่าคอลเล็กชันนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆสายแฟ ทั้งยังสามารถมอบเป็นของขวัญอันล้ำค่าเพื่อส่งมอบกำลังใจ ความรัก และพลังบวกให้กันและกันได้เป็นอย่างดีในเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง และเพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกันกับสถานการณ์โควิด -19 นี้       

พันธมิตรสำคัญในการรังสรรค์ “The Sun Collection” ให้กลายเป็นเครื่องประดับมงคลอันล้ำค่าก็คือ ไอริส โกลด์ แบรนด์ผู้นำด้านการผลิตเครื่องประดับทองคำรูปพรรณระดับพรีเมียม โดยคุณฟ้า-ฐิติรัตน์ สิริภัทรวณิช ผู้จัดการฝ่ายบริหารธุรกิจ บริษัท ไอริส โกลด์ จำกัด อธิบายถึงการผลิต “The Sun Collection” ว่า “Iris Gold มีรากฐานของตระกูลที่ค้าทองมานานกว่า 80 ปี ด้วยประสบการณ์ที่ถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่นตามยุคสมัย ทำให้เราคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ให้ลูกค้าอยู่เสมอ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของคนทุกช่วงวัย ทำให้เราต้องเรียนรู้ศึกษา และพัฒนาทุกด้าน ทั้งคุณภาพของสินค้า ไปจนถึงการบริการ และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลหลัก ที่เราหันมาให้ความสนใจกับ Pink Gold ด้วยสีสันที่สวยทันสมัย มาพร้อมกับงานออกแบบสุดพิเศษจากพี่หน่องที่สามารถใส่ได้ในทุกวัน ที่จะตอบโจทย์การสวมใส่เครื่องประดับทองสำหรับคนยุคใหม่ได้อย่างแน่นอน ในส่วนของ The Sun Collection เป็นคอลเลกชันที่ใช้วัสดุ Pink Gold 9k ประกอบกับอัญมณีสี รวมถึงเพชรด้วย โดยโรงงานที่เราเลือกผลิต เป็นโรงงานที่ผลิตงานให้กับต่างประเทศหลายประเทศ รวมไปถึงประเทศญี่ปุ่นที่เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าเป็นอย่างมาก ทำให้มั่นใจได้ว่า สินค้าคอลเลกชันนี้ของเรา เป็นงานที่ยอมรับในระดับสากล      

"หน่อง"อรุโณชา ส่งต่อพลังบวกจากดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสผ่านงานออกแบบ "The Sun Collection"

ในส่วนของการผลิต กลไลการหมุนของตัวจี้ที่แข็งแรง เกิดจากการทดลองหลายครั้ง กว่าจะได้มาเป็นไฟนอลโปรดักส์ การันตีได้ถึงคุณภาพที่ยากจะลอกเลียนแบบ สามารถหมุนได้มากหลายครั้งโดยที่ตัวกลไกจะไม่หลุดหรือหลวม และตัวสร้อยที่สามารถรับน้ำหนักได้ดี เพราะคุณภาพของเราเป็นงานสร้อยระดับต่างประเทศ อีกทั้งการนำ 9k Pink Gold มาผสมกับการใช้อัญมณี ซึ่งเป็นพลอยที่คัดสรรมาอย่างดี ทั้งเฉดสี ไปจนถึงขนาด ทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้พลอยที่ดีที่สุด ขนาดที่เท่ากันที่สุด และสีที่เท่ากันที่สุด นอกจากนั้น The Sun Collection ยังได้รับการันตีจาก GIT Buy with Confidence ที่การันตีทั้งตัวจี้ พลอยและเนื้อทอง เป็นการยืนยันถึงคุณภาพที่ลูกค้าจะมั่นใจได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อขายคืน ก็สามารถเดินเข้าร้านทองทุกร้านในประเทศไทยได้ เพราะมีใบการันตีจากสถาบันที่น่าเชื่อถือที่สุดในประเทศไทยรองรับ      

"หน่อง"อรุโณชา ส่งต่อพลังบวกจากดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสผ่านงานออกแบบ "The Sun Collection"

ด้าน “อาจารย์เอ๋” รดา พชรวิจิตรเมธี เจ้าของฉายา “ทิพยเนตร” ผู้เชี่ยวชาญด้านสีและเครื่องประดับเพื่อความเป็นสิริมงคล ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกสีอัญมณีมงคลในการเสริมพลังอำนาจด้านต่างๆ ว่า พระอาทิตย์คือสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นการเสริมพลังหรือเป็นพลังเสริมสำหรับทุกมิติในพื้นฐานของชีวิตคน โดยจะเสริมทั้งเรื่องการเงิน การงาน สุขภาพ และความรัก
-การเงิน   เปิดทางสว่างมองเห็นช่องทางการเงินที่สะดวก และง่ายขึ้น 
-การงาน นำมาซึ่งความโด่งดัง สะดวกคล่องแคล่ว และมีช่องทางใหม่ๆ ในการทำมาหากิน เหมาะสำหรับยุคสมัยนี้มาก เพราะเราอาจจะหาอาชีพใหม่ๆ โดยมีความสว่างของพระอาทิตย์นำทาง
-สุขภาพ ด้วยพลังของพระอาทิตย์ที่มีแสงอีกนัยยะหนึ่ง จะส่องสว่างให้เราได้สังเกตและรู้จักดูแลสุขภาพของตัวเอง ให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง 
-ความรัก เป็นพลังที่จะนำพาสิ่งที่ดีและความสุขมาสู่โลกมนุษย์ ก่อให้เกิดความรักในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรักในครอบครัว แบบคนหนุ่มสาว แบบพ่อแม่ แบบเจ้านายลูกน้อง และแบบเพื่อนก็จะเป็นความรักที่ดี สว่าง สดใส       

"หน่อง"อรุโณชา ส่งต่อพลังบวกจากดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสผ่านงานออกแบบ "The Sun Collection"

ในส่วนของพลอยทั้ง 3 สี ก็จะมีความหมาย และช่วยเสริมพลังของดวงอาทิตย์ในด้านต่างๆ ดังนี้ 
-สีม่วง เสริมพลังด้านชื่อเสียง
-สีแดง เสริมพลังด้านชัยชนะ
-สีเหลือง เสริมพลังด้านความรัก       

โดยในส่วนของThe Sun  Collection นี้ พี่หน่องและทีมงานมีความตั้งใจอย่างมาก และได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเพื่อที่จะปลุกพลังเมตตาแห่งโชคลาภ ความรัก การงาน การเงิน เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่อย่างแน่นอน       

"หน่อง"อรุโณชา ส่งต่อพลังบวกจากดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสผ่านงานออกแบบ "The Sun Collection"

ภายในงานเปิดตัวครั้งนี้ยังคับคั่งไปด้วยดาราและนักแสดงที่มาร่วมแสดงความยินดีกับบทบาทใหม่ของคุณหน่องในฐานะดีไซเนอร์หน้าใหม่ที่น่าจับตามอง อาทิ ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช, เต้ย-พงศกร เมตตาริกานนท์, จันจิ-จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย และอีกมากมายโดยมี จ๊ะจ๋า-พริมรตา เดชอุดม รับหน้าที่พิธีกร        

“The Sun Collection” มีให้เลือก 4 แบบ ในราคาเริ่มต้น 5,500 – 18,000 บาท โดยสามารถเข้าไปเยี่ยมชมแบบต่างๆได้ที่ @arunoshaxirisgold

“ร้านอาหารพรุ” คว้ารางวัล “หนึ่งดาวมิชลิน” ต่อเนื่องปีที่ 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ร้านอาหารพรุ” คว้ารางวัล “หนึ่งดาวมิชลิน” ต่อเนื่องปีที่ 3 (komchadluek.net)

“ร้านอาหารพรุ” คว้ารางวัล “หนึ่งดาวมิชลิน” ต่อเนื่องปีที่ 3

"ร้านอาหารพรุ" คว้ารางวัล "หนึ่งดาวมิชลิน" ต่อเนื่องปีที่ 3

19 ธันวาคม 2563 – 15:05 น.

พิเศษสุดยังได้รางวัล MICHELIN green star ร้านแรกและร้านเดียวในประเทศไทย สะท้อนปรัชญา Dine Good Do Good สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น-ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

ร้านอาหาร “พรุ” ณ ตรีสรารีสอร์ท จังหวัดภูเก็ต ในเครือมนทาระ ฮอสพิทาลิตี้ (Montara Hospitality Group) ได้รับรางวัล “หนึ่งดาวมิชลิน” แห่งแรกและแห่งเดียวใน จ. ภูเก็ต ต่อเนื่องอีก 1 ปี รวมถึงคว้ารางวัล MICHELIN green star รางวัลที่มอบให้กับร้านอาหารซึ่งใส่ใจในสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นร้านอาหารแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้ จากงานประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับรางวัล มิชลิน ไกด์ ประจำปี พ.ศ.2564 ในวันที่ 16 ธันวาคม 2563 ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

"ร้านอาหารพรุ" คว้ารางวัล "หนึ่งดาวมิชลิน" ต่อเนื่องปีที่ 3

รางวัล MICHELIN green star  เป็นการมอบให้กับร้านอาหาร 1 แห่งหรือมากกว่านั้น ที่ดำเนินกิจการและมีแนวปฏิบัติประจำวันด้านการประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ การรีไซเคิล การลดขยะอาหาร การจัดหาวัตถุดิบในท้องถิ่นและตามฤดูกาล ด้วยความรับผิดชอบเพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งการมอบรางวัลเพิ่มในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่ ‘มิชลิน ไกด์’ ให้ความสำคัญต่อระบบนิเวศของร้านอาหารทั้งระบบ          

"ร้านอาหารพรุ" คว้ารางวัล "หนึ่งดาวมิชลิน" ต่อเนื่องปีที่ 3

สำหรับร้านอาหาร พรุ ดำเนินงานภายใต้ปรัชญา “Dine Good Do Good” หัวใจคือ เสริมสร้างสังคมท้องถิ่นให้แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยมีความตั้งใจในการอนุรักษ์ตั้งแต่การหาวัตถุดิบจากแหล่งที่มีความยั่งยืน วัตถุดิบตามฤดูกาล รวมทั้งให้ความช่วยเหลือช่างฝีมือท้องถิ่นในการทำจานและโต๊ะที่ใช้ในร้านอาหารพรุ ตลอดจนกการบริหารขยะของเสียภายในร้าน รวมไปถึงการหมุนเวียนของภาชนะและสิ่งของในร้าน         

"ร้านอาหารพรุ" คว้ารางวัล "หนึ่งดาวมิชลิน" ต่อเนื่องปีที่ 3

พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับระบบนิเวศ หรือ Ecosystem based โดยได้รังสรรค์เมนูใหม่ๆ เพื่อช่วยบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของสถานที่ต่าง ๆ เช่น เมนูที่ทำจากกุ้งแม่น้ำจากแม่น้ำตาปี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เสิร์ฟพร้อมวัตถุดิบสดใหม่ที่มาจากระบบนิเวศเดียวกัน เช่น ซอสที่ทำจากปลา รวมทั้งผักและพืชชนิดอื่นๆ ที่พบในแม่น้ำสายเดียวกัน         

"ร้านอาหารพรุ" คว้ารางวัล "หนึ่งดาวมิชลิน" ต่อเนื่องปีที่ 3

การประกาศรางวัลในปีนี้ ความพิเศษอยู่ที่ 3 รางวัลใหม่ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกของประเทศไทย นอกจาก MICHELIN green star อีก 2 รางวัลที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ได้แก่ MICHELIN Guide Young Chef Award มอบให้กับเชฟรุ่นใหม่ และ MICHELIN Guide Service Award รางวัลสำหรับบุคลากรผู้ให้บริการยอดเยี่ยม สำหรับผลประกาศรางวัลมิชลินสตาร์ ประจำปี 2564 มีร้านอาหารในไทย ได้รับมิชลินสตาร์ รวม 28 ร้าน แบ่งเป็นร้านที่ได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน จำนวน 6 ร้าน และรางวัล 1 ดาวมิชลิน จำนวน 22 ร้าน
         

"ร้านอาหารพรุ" คว้ารางวัล "หนึ่งดาวมิชลิน" ต่อเนื่องปีที่ 3

สายปารีส ‘จรัล’ ฟันธง ม็อบไม่แผ่ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สายปารีส ‘จรัล’ ฟันธง ม็อบไม่แผ่ว (komchadluek.net)

สายปารีส ‘จรัล’ ฟันธง ม็อบไม่แผ่ว

 สายปารีส 'จรัล' ฟันธง ม็อบไม่แผ่ว

19 ธันวาคม 2563 – 18:19 น.

“จรัล” จับสัญญาณม็อบจากปารีส เชื่อกระแสสูงครั้งที่ 5 จะยาวนาน ราษฎรไม่มีแผ่ว

++
    เหมือนจะพักรบ ก่อนจะเริ่มการต่อสู้ยกใหม่ในปี 2564 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย เพราะประเด็นร้อนเรื่อง “คอมมิวนิสต์” และ “การ์ดแตกคอ” 
    สำหรับ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” แกนนำผู้ลี้ภัย 112 ที่พำนักอยู่ในปารีส ฝรั่งเศส มั่นใจว่า “ม็อบไม่แผ่ว” พร้อมแจกแจงผ่านเฟซบุ๊ค ส่วนตัว เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2563

++
กระแสสูง
++
    “จรัล” นักจัดตั้งในเมืองของ พคท.ในอดีต วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันว่า “โดยทั่วไป การเคลื่อนไหวต่อสู้ของประขาชนทุกประเทศ จะมีลักษณะเป็นลูกคลื่น เป็นกระแสขึ้น ลง  ขณะนี้ การต่อสู้ของเยาวชนนักเรียน นักศึกษา ประชาชนไทย ขึ้นสู่กระแสสูงเข้าสู่เดือนที่ 6 แล้ว”
    การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี จรัลมองว่า เคยมีกระแสสูงมาแล้ว 4 ครั้ง
    “ครั้งแรก เกิดขึ้นตั้งแต่การประท้วงเลือกตั้งสกปรก 26 กุมภาพันธ์ 2500 สมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม นักศึกษาประชาชนตื่นตัวทางความคิดการเมืองเคลื่อนไหวต่อสู้อย่างขนานใหญ่และต่อเนื่อง ร่วมกับกระแสสังคมนิยม เรียกกันว่า ยุค2500 กระแสสูงดำรงอยู่กว่าปีครึ่ง  ยุติลงเมื่อสฤษดิ์ทำรัฐประหาร ครั้งที่ 2 เมื่อ 20 ตุลาคม 2501 สถาปนาระบอบเผด็จการทหาร ปราบปรามนักศึกษาประชาชนอย่างกว้างขวาง”
    “ครั้งที่ 2 กระแสสูงหลังกรณี14 ตุลาคม 2516 เป็นกระแสต่อสู้ของนักเรียน นักศึกษา กรรมกร ชาวนา และสังคมนิยมเพื่อประขาธิปไตยแท้จริง และเพื่อการปฏิวัติทางการเมือง ดำรงอยู่2 ปีกว่า แล้วจบลงที่กรณีนองเลือด 6 ตุลาคม 2519”
    “ครั้งที่ 3 กระแสสูงช่วงกรณีพฤษภาคม 2535 โดยเฉพาะหลังล้มรัฐบาลสุจินดา คราประยูร  แต่กระแสนี้ดำรงอยู่ 2 เดือน จบลงเมื่อมีการเลือกตั้ง13 กันยายน 2535”
    “ ครั้งที่ 4 กระแสสูงของคนเสื้อแดงเกิดขึ้น หลังรัฐประหารคมช. โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 ถูกปราบอย่างนองเลือดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 แต่กระแสไม่จบ ยังดำรงต่อมาจนถึงรัฐประหาร คสช.เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557”

++
กระแสสูงยุคดิจิตอล
++ 
    จรัลมั่นใจในการต่อสู้ของคณะราษฎร และเป็นกระแสสูงครั้งที่ 5 
    “กระแสสูงครั้งนี้ เริ่มมาตั้งแต่ 18 กรกฎาคม มีลักษณะพิเศษหลายประการ

1)นักเรียนมัธยมเป็นกองหน้าและกำลังหลัก ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  กระทั่งในโลกด้วยซ้ำ

2)เป้าหมายสูงสุด ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ก็ไม่เคยมีมาก่อน

3) มีประเด็นเพื่อเสรีภาพกว้างขวาง หลากหลายที่สุด

4) มีลักษณะทั่วประเทศมากกว่าทุกครั้ง” 

 สายปารีส 'จรัล' ฟันธง ม็อบไม่แผ่ว

                 จรัลเชื่อม็อบไม่แผ่ว 

   จรัลประเมินว่า ฝ่ายสถาบันและรัฐ ก็ไม่สามารถตอบโต้ขบวนการราษฎรได้ นอกเสียใช้มาตรการทางกฎหมาย
    “ลักษณะดังกล่าว กระแสนี้ จะดำรงไปอีกยาวนาน ไม่แผ่วครับ”

แม้วดิสรัปต์ พท.เสียหาย ‘หน่อย’ ได้แต้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แม้วดิสรัปต์ พท.เสียหาย’หน่อย’ ได้แต้ม (komchadluek.net)

แม้วดิสรัปต์ พท.เสียหาย’หน่อย’ ได้แต้ม

แม้วดิสรัปต์ พท.เสียหาย'หน่อย' ได้แต้ม

19 ธันวาคม 2563 – 16:23 น.

แม้วดิสรัปต์ สร้างความเสียหายให้เพื่อไทย “คุณหญิงหน่อย” ลอยหน้า ไล่เก็บแต้มก่อนตั้งพรรคใหม่

++
    คอการเมืองสงสัยว่า พรรคเพื่อไทย มีศักยภาพมากพอที่จะส่งผู้สมัครนายก อบจ. ได้มากกว่า 25 จังหวัด ขนาดกลุ่มก้าวหน้า เพิ่งเกิดใหม่ ยังผู้สมัครฯ มากถึง 42 จังหวัด
    ตอนแรก มีข่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะส่ง 29 จังหวัด แต่ภายหลังลดเป้าเหลือแค่ 25 จังหวัด นี่ก็สะท้อนถึงความไม่พร้อมระดับหนึ่ง
    อันที่จริง มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายสิบจังหวัด แอบจับมือกับพันธมิตรต่างขั้ว ส่งผู้สมัครนายก อบจ. โดยใช้ “กลุ่ม” แทนพรรค
    สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และกรรมการบริหารพรรค ขยับไม่ได้ เพราะกติกา กกต.ห้ามไว้ ไม่ให้เคลื่อนไหวหาเสียงช่วยผู้สมัคร
    คนนอกพรรคที่อยู่แดนไกล จึงออกโรงแทนภาคเหนือ แต่กลับไม่เป็นบวกแก่พรรคเพื่อไทย
    ตรงข้าม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เพิ่งลาออกจากเพื่อไทย กลับใช้การเลือกตั้งท้องถิ่น เป็นเวทีเปิดตัว กรุยทางไปสู่การตั้งพรรคการเมืองใหม่

++
เพื่อไทยเสียหาย
++
    พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ นักวิชาการคนเดือนตุลา ได้โพสต์เฟซบุ๊คว่าด้วยเรื่องพรรคเพื่อไทย และการเลือกตั้งท้องถิ่น ว่า “เลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้ พรรคที่จะเสียหายหนักที่สุดคือพรรคเพื่อไทย พรรคที่จะได้มากที่สุดคือ พปชร.”
    อาจารย์พิชิตให้เห็นผลว่า “ในการเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้สมัครที่สัมพันธ์กับพรรครัฐบาลมักชนะเลือกตั้ง ซึ่งในกรณีนี้คือผู้สมัคร พปชร. หรือนอมินีของ พปชร. แต่แอ๊บใช้ชื่ออื่น เพราะคนท้องถิ่นย่อมต้องการคนที่สามารถดึงงบประมาณ ทรัพยากร โครงการจากส่วนกลางมาสู่ท้องถิ่นได้”
    ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว มีอดีต ส.ส.เพื่อไทย และนักการเมืองท้องถิ่นจำนวนมาก ถูกดูดไปอยู่พรรคใหม่ ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
    แม้อดีต ส.ส.ที่ย้ายออกไปจากเพื่อไทย จะสอบตกในสนามอีสาน และเหนือ แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น อาจารย์พิชิตเชื่อว่า คนจะเลือกผู้สมัครนายก อบจ.ที่ใช้ฐานพรรค พปชร. 
    “เพราะต้องการคนที่มีผลงานและสามารถพัฒนาท้องถิ่นได้ และเพราะนี่ไม่ใช่การเลือกรัฐบาลหรือเลือกฝ่ายค้านเพื่อไปตรวจสอบรัฐบาล”

++
หน่อยเก็บแต้ม
++
    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้ถือโอกาสช่วงหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น ปูทางเตรียมเปิดตัว “พรรคใหม่” ในเร็ววันนี้
    สังเกตได้ว่า ทีมงานคุณหญิงสุดารัตน์ ได้พยายามแจกข่าวว่า อดีตประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย มีเรตติ้งดี จึงเป็นที่ต้องการของผู้สมัครนายก อบจ.ในหลายจังหวัดให้ไปช่วยหาเสียง
    จริงๆแล้ว คุณหญิงหน่อยไปหาเสียงแค่ 4 จังหวัดในภาคอีสาน และภาคเหนือ 1 จังหวัด
    สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทคุณหญิงหน่อยช่วงเลือกตั้งท้องถิ่นว่า อดีตประธานยุทธศาสตร์ ยังผูกพันกับเพื่อไทย
    หัวหน้าสมพงษ์ พูดทีเล่นทีจริงว่า คุณหญิงหน่อยไม่ได้หายไปไหน ยังเกะกะอยู่แถวนี้
    หากประเมินจากกระแสข่าวช่วงนี้ คุณหญิงหน่อยเก็บเกี่ยว “คะแนนนิยม” ไปได้เยอะ

คนแดนไกลชู ‘เต้น’ ฮีโร่แดง ปรับขบวน นปช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คนแดนไกลชู ‘เต้น’ ฮีโร่แดง ปรับขบวน นปช. (komchadluek.net)

คนแดนไกลชู ‘เต้น’ ฮีโร่แดง ปรับขบวน นปช.

 คนแดนไกลชู 'เต้น' ฮีโร่แดง ปรับขบวน นปช.

19 ธันวาคม 2563 – 10:35 น.

ได้เวลาปรับขบวน นปช. “เจ๊ใหญ่” ปลุกแดงเชียงใหม่ ชู “เต้น” ฮีโร่ เตรียมเช็คบิล “ตู่” คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ตอนสายวันที่ 18 ธ.ค.2563 เป็นอีกจังหวะก้าวหนึ่งของคนเสื้อแดง เมื่อ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผ่านขั้นตอนการพิจารณาหลักเกณฑ์พักโทษครบถ้วน หลังศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือนในคดีการชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์เมื่อปี 2550 ณัฐวุฒิยังต้องติดกำไล EM และเข้าสู่ขั้นตอนการคุมประพฤติ จนกว่าจะครบกำหนดพ้นโทษประมาณปลายเดือน มี.ค.2564 
    บังเอิญเย็นวันเดียวกัน ที่สนามฟุตบอลบริษัทสิงห์พัฒนา เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่หาเสียงนายก อบจ. โดยเวทีนี้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และเยาวเรศ ชินวัตร รวมถึงแกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยขึ้นเวทีพร้อมหน้า
    ภาพรวมของเวทีหาเสียง ไม่ต่างจาก “ม็อบเสื้อแดง” เพราะมีมวลชนสวมเสื้อแดง สัญลักษณ์ นปช.มาเป็นกลุ่มๆ พร้อมชูป้ายบอกชื่ออำเภอด้วย
    สื่อในเครือชินวัตรที่รายงานสดจากเวทีปราศรัย ได้บรรยายว่า มวลชนคนเสื้อแดงมารวมพลังต้อนรับ “ฮีโร่เสื้อแดง” ณัฐวุฒิที่พ้นโทษออกมา 
    การต่อสู้ของผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่นั้น ทับซ้อนด้วยการชิงการนำ ชิงมวลชนเสื้อแดง ระหว่าง นปช.สายเจ๊ กับ นปช.สายจิตอาสา

 คนแดนไกลชู 'เต้น' ฮีโร่แดง ปรับขบวน นปช.

                      เต้นมาแล้ว 

++
เสื้อแดงพร้อมสู้
++
    ก่อนหน้าที่ “เต้น” จะพ้นจากเรือนจำ “ธิดา ถาวรเศรษฐ” ได้ไลฟ์เฟซบุ๊คจากหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เกี่ยวกับพัฒนาการจากการต่อสู้ของ  นปช. มาถึงเยาวชนปลดแอก มาสู่ประชาชนปลดแอก
    “สิ่งที่สำเร็จที่สุดของ นปช.ก็คือ การสร้างแกนนำคนเสื้อแดง การสร้างคนเสื้อแดงที่ไม่ยึดติดกับบุคคล เขามีความคิดของเขาเอง นปช.จะอยู่หรือไม่อยู่ไม่เป็นไร แต่คนเสื้อแดงและคนรักประชาธิปไตย ยังอยู่ครบถ้วนทั้งหมด”
    ตอนหลัง ธิดามักยกย่องแกนนำม็อบ 3 นิ้ว โดยเฉพาะทนายอานนท์ และเพนกวิน
    “ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กองหน้า ควรจะเป็น ปัญญาชน นี่ไม่ใช่การปฏิวัติแบบชนชั้นกรรมาชีพ”
    สรุปว่า นี่คือการปฏิวัติประชาธิปไตย มวลชนเสื้อแดงเคยมีอยู่ก็ยังดำรงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน

++
เปลี่ยนประธาน นปช.
++
    เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2563 ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้ไลฟ์เฟซบุ๊คกรณีมีเสียงเรียกร้องของคนเสื้อแดง ให้เปลี่ยนประธาน นปช. หรือให้จตุพรทบทวนบทบาทตัวเองในฐานะประธาน นปช. 
    “ธิดา” ยอมรับว่า องค์กร นปช. ไม่ได้มีการประชุม ไม่ได้มีกิจกรรมในการต่อสู้มานับสองปีกว่าแล้ว
    “อาจารย์คิดว่าคนที่เป็นนักต่อสู้ ก็ต้องยืนอยู่บนความจริง ไม่ใช่อยู่บนความคิดอัตวิสัย ฉะนั้นในความเป็นจริงขณะนี้ภาวะการนำของคนรุ่นใหม่กำลังเติบโต และภาวะการนำของคนรุ่นก่อนกำลังโรยรา นี่คือความจริง”


 คนแดนไกลชู 'เต้น' ฮีโร่แดง ปรับขบวน นปช.

                     ธิดา มีทัศนะต่อตู่ จตุพร

    ดูเหมือนธิดาจะพยายามชูว่า ภาวะการนำของคนรุ่นเก่าถดถอยและไปอยู่กับพรรคการเมืองมากขึ้น ภาวะการนำของคนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในฐานะผู้นำการต่อสู้มากขึ้น 

 คนแดนไกลชู 'เต้น' ฮีโร่แดง ปรับขบวน นปช.

               ธิดา เหวง ถ่ายภาพร่วมกับครอบครัว เพนกวิน

    ช่วงม็อบ 3 นิ้ว ศูนย์ข่าว “ยูดีดีนิวส์-UDD news” ของกลุ่ม นปช.สาย “เต้น-ธิดา-เหวง” รายงานสดทุกกิจกรรม ทุกม็อบของเด็กๆ พร้อมบางม็อบได้ตั้งเต็นท์ให้การสนับสนุนผู้ชุมนุมด้วย

ง่ายๆ แค่คลิ๊ก ก็ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องออกจากบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ง่ายๆ แค่คลิ๊ก ก็ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องออกจากบ้าน (komchadluek.net)

ง่ายๆ แค่คลิ๊ก ก็ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องออกจากบ้าน

ง่ายๆ แค่คลิ๊ก ก็ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องออกจากบ้าน

19 ธันวาคม 2563 – 17:51 น.

ง่ายๆ แค่คลิ๊ก ก็ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องออกจากบ้าน ตรวจสอบข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้

“การเลือกตั้ง อบจ.” ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ( 20 ธันวาคม 2563 ) ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้ง อบจ.พร้อมกันทั่วประเทศ 76 จังหวัด ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. โดยเป็นการเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) 

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ส่งเอกสารถึงทุกๆ บ้านเลขที่ เพื่อแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิ หากไม่ได้รับจดหมายก็สามารถไปตรวจสอบรายชื่อได้ที่ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง
 

นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบรายชื่อด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ช่องทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์https://stat.bora.dopa.go.th/Election/enqelectloc/ โดยข้อมูลจะระบุวันที่เลือกตั้ง สิทธิในการเลือกตั้ง รวมถึงระบุเขตการเลือกตั้ง หน่วยการเลือกตั้ง ลำดับในบัญชีรายชื่อ และสถานที่เลือกตั้งที่จะต้องไปในวันที่ 20 ธ.ค.63 นี้ ทั้งนี้การตรวจสอบสิทธิช่องทางออนไลน์มีเพียงแต่ 2 ขั้นตอนเท่านั้น ดังนี้

1.เข้าเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบสิทธิ คลิกที่นี่ 

2.กรอกเลขบัตรประชาชน และกดค้นหา หน้าจอจะแสดงข้อมูลต่างๆ 
 

สำหรับการเตรียมตัวพร้อมก่อนไปเลือกตั้ง อบจ. 

โดยหลักฐานที่ใช้ : ขอให้ประชาชนเตรียมหลักฐานแสดงตน ซึ่งเป็นหลักฐานของทางราชการ อาทิ 

– บัตรประจำตัวประชาชน (บัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุแล้วก็ใช้ได้) 
– หลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่าย และเลขประจำตัวประชาชน เช่น บัตรประจําตัวเจ้าหน้าที่รัฐ ใบอนุญาตขับขี่ พาสปอร์ต เป็นต้น

ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกตั้ง : 

1. ตรวจสอบรายชื่อและดูลำดับที่จากบัญชีรายชื่อของเรา
2. ยื่นหลักฐานแสดงตนต่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.)
3. ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อ

บัตรเลือกตั้ง : เราจะได้รับ บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ 
– ใบที่ 1 เป็นบัตรเลือกตั้ง นายก อบจ.  : เลือกได้ 1 คน
– ใบที่ 2 เป็นบัตรเลือก ส.อบจ.  : เลือกได้ 1 คน

4. ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือบนต้นขั้วบัตร

5. เข้าคูหาทำเครื่องหมายกากบาท ลงในช่องทำเครื่องหมาย
> บัตรเลือกตั้ง นายก อบจ. เลือกผู้สมัครได้ 1 คน / บัตรเลือกตั้ง ส.อบจ. เลือกผู้สมัครได้ 1 คน
> หากไม่ต้องการเลือกผู้สมัครผู้ใด ให้ทำเครื่องหมายกากบาทในช่อง ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด

6. เสร็จแล้วพับบัตรเลือกตั้งนำไปหย่อนในหีบบัตรเลือกตั้งนายกอบจ. และหีบบัตรเลือกตั้ง ส.อบจ. ด้วยตัวเอง
 

แต่สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิ ในการเลือกตั้ง อบจ. สามารถแจ้งเพื่อไม่เป็นการเสียสิทธิ ดังนี้
กรอกแบบฟอร์ม ทำตามขั้นตอน ไม่เสียสิทธิ
1. กรอกแบบฟอร์ม: https://www.ect.go.th/ect_th/ewt_dl_link.php?nid=419  (พิมพ์ออกมากรอกเฉพาะหน้าแรก)
2. แนบสำเนาบัตรประชาชน (เซ็นรับรองสำเนา)
3. นำไปแจ้งด้วยตนเอง ณ ที่ว่าการอำเภอ มอบให้ผู้อื่นไปยื่นแทน หรือส่งไปรษณีย์

แจ้งสาเหตุกับนายทะเบียนท้องถิ่น
1. ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน คือ 13 – 19 ธ.ค.63
หรือ
2. หลังเลือกตั้ง 7 วัน คือ 21 -27 ธ.ค.63