ทั้งรักทั้งชัง ‘ธนาธร’ ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทั้งรักทั้งชัง’ธนาธร’ ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว (komchadluek.net)

ทั้งรักทั้งชัง’ธนาธร’ ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว

 ทั้งรักทั้งชัง'ธนาธร' ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว

11 ธันวาคม 2563 – 09:48 น.

สมรภูมิเมืองเหนือ “ธนาธร” เจอทั้งไล่ ทั้งรัก ตรวจแนวรบ พบแกนนำแดงเมืองลับแล มีโอกาสชนะ คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ช่วงวันที่ 9-11 ธ.ค.2563 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เดินทางช่วยรณรงค์หาเสียงให้กับผู้สมัครนายก อบจ. โซนภาคเหนือตอนล่าง ไล่ตั้งแต่นครสวรรค์ ,กำแพงเพชร, พิษณุโลก และแพร่
    ปรากฏว่า มีข่าวธนาธร เจอคนกลุ่มหนึ่งเปิดเพลงหนักแผ่นดินและชูป้ายขับไล่ เหมือนหลายๆจังหวัด
    ขณะเดียวกัน ก็มีประชาชนที่ชื่นชอบประธานคณะก้าวหน้าออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น 

 ทั้งรักทั้งชัง'ธนาธร' ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว

                    ธนาธร หาเสียงที่กำแพงเพชร

++
ลุ้นยาก
++
    กลุ่มก้าวหน้า ส่งผู้สมัครนายก อบจ.สายเหนือ 7 จังหวัด โดยภาคเหนือตอนบน ส่งแค่สนามพะเยา
    เมื่อตรวจแนวรบภาคเหนือตอนล่าง สนามกำแพงเพชร “เต้อ” อภิสิทธิ์ พรมฤทธิ์ อดีตหัวหน้าคณะทำงานพรรคอนาคตใหม่(กำแพงเพชร-พิษณุโลก) ทำงานภาคประชาสังคมมายาวนาน 
    คู่แข่งคือ สุนทร รัตนากร อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร พี่ชาย วราเทพ รัตนากร สมัยที่แล้ว สุนทรลงสมัครนายก อบจ.ในนามกลุ่มกำแพงเพชรสามัคคี แต่หนนี้ใช้ชื่อ “กลุ่มหมอทร” 
    เมื่อจุลพันธ์ ทับทิม อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร 3 สมัย สายเรืองวิทย์ ลิกค์ ไม่ลงสมัคร จึงทำให้ “หมอทร” หนทางสะดวก
    ข้ามฟากไปพิษณุโลก ณชพล พลอาสา เจ้าของเอ็กซ์ทะเวนตี้ทู สตูดิโอ และประธานชมรมถ่ายภาพพิษณุโลก 
    สนามนี้ คณะก้าวหน้าผ่านยาก เพราะเจอทั้ง มนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ กลุ่มพลังพิษณุโลก อดีตนายก อบจ.พิษณุโลก และอดีต ส.ส.พิษณุโลก 3 สมัย และยลดา ช่างพินิจ หลานสาว นิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย 
    เช่นเดียวกัน “โกลี่” สุภวัฒน์ ศุภศิริ ตัวแทนคณะก้าวหน้า ลูกชายของสาโรจน์ ศุภศิริ ซึ่งบิดาโกลี่ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ แม่เลี้ยงติ๊ก-ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู 
    ส่วนทายาทพ่อเลี้ยงณรงค์ “เสี่ยเอน” อนุวัธ วงศ์วรรณ อดีตนายก อบจ.แพร่ 3 สมัย มีฐานเสียงแน่น ยากที่หลานแม่เลี้ยงติ๊กจะเอาชนะได้

 ทั้งรักทั้งชัง'ธนาธร' ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว

                           หาเสียงที่เมืองสองแคว

++
ลับแลมีหวัง
++
    สนามอุตรดิตถ์ คณะก้าวหน้าได้ผู้สมัครนายก อบจ. ที่มีต้นทุนทางการเมือง ปัณณวัฒน์ นาคมูล เดิมชื่อจเร นาคมูล อดีตนักกิจกรรมรามคำแหง รุ่นเดียวกับจตุพร พรหมพันธุ์ 
    ปัณณวัฒน์ เคยแกนนำ นปช.อุตรดิตถ์ และผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว ปัณณวัฒน์ เป็นผู้วางกลยุทธ์หาเสียงให้พรรคอนาคตใหม่ อุตรดิตถ์

 ทั้งรักทั้งชัง'ธนาธร' ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว

                    แกนนำแดงลับแล มีลุ้น

    ส่วนแชมป์ ชัยศิริ ศุภรักษ์จินดา อดีตนายก อบจ.อุตรดิตถ์ 3 สมัย เล่นการเมืองท้องถิ่นมานานกว่า 35 ปี คลุกคลีกับนักการเมืองระดับชาติมาทุกพรรค
    เลือกตั้งนายก อบจ.สมัยที่แล้ว ชัยศิริได้รับการสนุนจากพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงเมืองลับแล 
    สมรภูมิภาคเหนือ หากคณะก้าวหน้าจะล้มแชมป์เก่าได้ ก็คงมีสนามอุตรดิตถ์เท่านั้นที่ได้ลุ้น แต่ก็ไม่ง่าย

ไม่ต้องรอ 10 ปีปลดล็อก ! “ปิยบุตร” เลาะริมโขงเปิดเวที “บึงกาฬ” หนุน “ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไม่ต้องรอ 10 ปีปลดล็อก ! “ปิยบุตร” เลาะริมโขงเปิดเวที “บึงกาฬ” หนุน “ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น” (komchadluek.net)

ไม่ต้องรอ 10 ปีปลดล็อก ! “ปิยบุตร” เลาะริมโขงเปิดเวที “บึงกาฬ” หนุน “ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น”

11 ธันวาคม 2563 – 16:25 น.

ไม่ต้องรอ 10 ปีปลดล็อก ! “ปิยบุตร” เลาะริมโขงเปิดเวที “บึงกาฬ” หนุน “ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น” – ปลุก ปชช.เลือกส่งเสียงสะท้อนไล่ “ประยุทธ์” – เจ้าตัวมั่นใจ “ปักธงก้าวหน้า – ธงประชาธิปไตย”

11 ธ.ค.63 ที่ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า พร้อมด้วยนายภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บึงกาฬ เบอร์ 2 พร้อมด้วยทีมผู้สมัครสมาชิกสภา อบจ. ร่วมเปิดเวทีปราศรัยหาเสีย เชิญชวนประชาชนร่วมลงคะแนนให้ผู้สมัครของคณะก้าวหน้าเพื่อการเปลี่ยนแปลงและยืนยันสานต่อภารกิจพรรคอนาคตใหม่และจุดยืนหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.

นายภูมิพันธ์ กล่าวว่า คณะก้าวหน้าให้โอกาสคนธรรมดาได้มาลงเป็นผู้สมัครนายก อบจ.  ตนเองพร้อมยืนเคียงข้างแกนนำคณะก้าวหน้าร่วมต่อต่อต้านเผด็จการ และสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็ง และการแข่งขันของเรายืนหยัดด้วยอุดมการณ์แนวทาง 3.เรื่อง คือ

1. แนวทางประชาธิปไตย

2. แนวทางการเมืองแบบใหม่ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ยืนหยัดด้วยเสียงบริสุทธิ์ของพี่น้องประชาชน ทำเพื่อประชาชน และ

3.ไม่ทุจริตคอรัปชั่น ไม่เข้ามาเพื่อผลประโยชน์และความร่ำรวย และตนมีความมั่นใจสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ ว่าจะสามารถปักธงคณะก้าวหน้า ปักธงประชาธิปไตยในบึงกาฬได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ สำหรับเป้าหมายของเราในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคนบึงกาฬ หลักๆแล้วมีสองเรื่อง 1.ความต้องการของพี่น้องชาวเกษตรกรที่ต้องการรายได้เพิ่ม ทุกวันนี้รายได้มวลรวมของจังหวัดบึงกาฬอยู่ที่ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาทต่อปี หารแล้วจะตกเฉลี่ยอยู่ที่ 7.8 หมื่นบาทต่อคนต่อปี ซึ่งเราตั้งเป้าว่าจะต้องบริหารเพื่อเพิ่มให้ไปถึงค่าเฉลี่ยที่ 1.2 แสนบาทต่อคนต่อปีให้ได้  และ 2. ความสุขมวลรวมที่วัดโดยสำนักงานส่งเสริมสุขภาพ (สสส.) วันนี้บึงกาฬอยู่ที่ 7.2 เราตั้งเป้าจะเพิ่มให้ไปถึง 8 ให้ได้

“ยางพาราเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนจังหวัดบึงกาฬ เรามุ่งมั่นอย่างมากที่จะผลักดันให้เกิดการแปรรูปขึ้นในจังหวัดของเรา ให้เรามีสิทธิในการกำหนดราคา นอกจากนี้เรายังเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน เราเห็นความสำคัญของเศรษฐกิจพื้นฐานของพี่น้อง นโยบายทั้งหลายเราใช้เวลาคิดมาเป็นปี ทำงานร่วมกันกับพี่น้องในการลงศึกษาดูพื้นที่ต่างๆ และเรายังมีนโบายด้านสาธารณูปโภค สวนสาธารณะ น้ำไฟฟ้า ประปา ฯลฯ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของเรา นั่นคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน” นายภูมิพันธ์ กล่าว

นายภูมิพันธ์ยังระบุว่านอกจากนี้ คณะก้าวหน้าบึงกาฬยังมีนโยบายอีกหลายอย่างที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชาวบึงกาฬ นั่นคือการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ต่อยอดและพัฒนาจุดดึงดูดในพื้นที่ท่องเที่ยว และที่สำคัญคือการสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆเข้าหากัน

“ในด้านการขนส่งสาธารณะ มีนโยบายในการสร้างระบบขนส่งมวลชนระยะทาง 23 กิโลเมตร เชื่อมต่อจุดผ่านแดนบึงกาฬไปยังตัวเมืองบึงกาฬ และสิ้นสุดที่วัดโพธาราม ในราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ที่ 15 บาทตลอดสาย รวมทั้งให้มีอัตราการเดินรถที่สะดวกและเพียงพอทุกๆ 30 นาที และทุกๆ 15 นาทีในชั่วโมงเร่งด่วน รวมถึงการพัฒนาพื้นที่รกร้างตามแนวการเดินรถให้เป็นสถานที่ค้าขาย นำรายได้ที่เกิดจากการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวและการคมนาคมให้กระจายลงสู่ชุมชน” ภูมิพันธ์ กล่าว

ด้าน นายปิยบุตร ระบุว่า สำหรับความเป็นมาที่พวกเรามาเป็นคณะก้าวหน้าและการมารณรงค์สู้ศึกชิงนายก อบจ.ในวันนี้ ต้องท้าวความย้อนไปตั้งแต่สมัยตั้งพรรคอนาคตใหม่ เชื่อว่าหลายคนที่นี่กาให้พรรคอนาคตใหม่ เราทุกคนทราบดีว่าเราก่อตั้งขึ้นมาเพื่อหยุดการสืบทอดอำนาจของ คสช. และประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนั้นเราเสนอตัวนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี พี่น้องสรับสนุนเรามา 6.3 ล้านเสียง แต่ธนาธรเข้าไปในสภาได้ไม่ถึง 10 นาทีก็ถูกเตะออกมาด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนตนยังได้เข้าไปทำงานในสภา พยายามเป็นปากเสียง แต่ก็มีเวลาอยู่แค่ 10 เดือน 28 วัน ศาลรัฐธรรมนูญก็ยุบพรรคอนาคตใหม่ตัดสิทธิดรรมการบริหารพรรค 10 ปี เตะตนออกมาจากสภาอีกคน แต่แม้พวกตนจะถูกตัดสิทธิออกมาแล้วก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆ ถ้าทำแบบนั้นคนที่อยากให้ยุพรรคบจะได้ใจ เราเลยตั้งคณะก้าวหน้าขึ้นมาสืบสานแนวคิดของพรรคอนาคตใหม่ หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่น ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งท้องถิ่น และผลักดันการกระจายอำนาจ เพราะฉะนั้นอย่าเสียดาย นี่ทำให้เราได้เดินทางมาพบกับพี่น้องได้ถึงที่ ได้ทุกที่

“และวันนี้กมาอีกแล้ว มีพวกนักร้องเรียนไปร้อง กกต. ไปหน่วยงานต่างๆ เพื่อหาทางสกัดกั้นพวกเราคณะก้าวหน้า ว่าเราทำตัวเสมือนพรรคการเมืองอีก และยังมีการมาปล่อยข่าวอีกว่าอย่าไปเลือกคณะก้าวหน้า เดี๋ยวคะแนนจะหายไปเปล่าๆ เพราะเดี๋ยวก็โดนคดีอีก ขอย้ำตรงนี้ว่า อย่าไปเชื่อ ยิ่งเป็นแบบนั้นพี่น้องยิ่งต้องมากาพวกเราให้มากๆ ให้ถล่มทลาย ยิ่งจะเป็นการช่วยไม่ให้พวกเราถูกคดี คนที่คิดจะทำลายพวกเรายิ่งต้องคิดหนัก ว่าจะยุบอีกกี่ครั้งประชาชนก็ยังสนับสนุนพวกเรา การยุบไปจะคุ้มหรือไม่ ทำให้เขาเห็นว่าเราไม่สยบยอมต่อพวกเขา” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า สิ่งหนึ่งที่เราจะสังเกตได้ คือช่วงนี้รัฐมนตรีต่างขยันมาก เดินทางไปจังหวัดต่างๆ ที่มีผู้สมัครเป็นเครือญาติกันลงสมัครเป็นนายก อบจ.แทบจะทุกสัปดาห์ ซึ่งไม่เป็นไร ต่างคนต่างทำหน้าที่ แต่สิ่งที่พวกเราต้องคิดกัน ว่าการที่คนในบ้านเดียวกันเป็นรัฐมนตรี อีกคนหนึ่งเป็น ส.ส. อีกคนเป็นนายกเทศมนตรี ฯลฯ เหมากวาดทุกตำแหน่งแบบนี้ เราเรียกว่าผูกขาดการเมืองหรือไม่ การที่ตระกูลหนึ่งสามารถยึดได้ทั้งจังหวัดทุกตำแหน่ง สำหรับเรานี่คือเรื่องที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย การเมืองไม่ควรถูกผูกขาดไว้ที่บ้านหลังใดหลังหนึ่ง คณะก้าวหน้ายึดหลักว่าเจ้านายของเราคือประชาชน สำหรับภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น ผู้สมัครนายก อบจ.ของเรา บ้านที่เขาสังกัดคือบ้านของชาวบึงกาฬทุกคน ชาวบึงกาฬทุกคนคือเจ้านายของเขา ไม่ใช่ธนาธร ไม่ใช่ปิยบุตร นี่คือการเมืองแบบใหม่แบบสร้างสรรค์ ที่ผ่านมาเวลาเราพูดเรื่องนายก อบจ. มีแต่คนบอกว่าการเมืองท้องถิ่นโหดนะ มีอิทธิพล เงินตรา อำนาจรัฐ กลไกต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเต็มไปหมด แต่ที่เราตัดสินใจลงมาก็เพราะต้องการเปลี่ยนการเมืองแบบนี้

“หากการซื้อเสียงยังใช้ได้ผล ถ้ามีใครมาซื้อเสียงแล้วเรากาตามเขา ทำให้เขาได้รับเลือกตั้งไป เขาจะได้เข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่บริหารเงินแต่ละปีมีประมาณ 3-4 ร้อยล้านบาท ใครก็ตามที่เอาเงินมาแจก ขอให้พี่น้องตระหนักไว้เลยว่าที่เอาเงินมาแจกต้องอย่าไปกา ถ้าเขาได้มาเป็นนายก อบจ.เขาจะเอาคืนไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า เพราะฉะนั้น ถ้าให้มาก็รับไว้ แต่ก็มองหน้าให้แม่นๆ ว่าเบอร์ไหน แล้วก็อย่าไปกา เราต้องการเปลี่ยนการเมืองแบบตระกูลให้เป็นแบบทั่วๆไป ภูมิพันธ์เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เป็นประธานหอการค้านักธุรกิจรุ่นใหม่ อยากเข้ามาเปลี่ยนแปลงจังหวัดบึงกาฬ มีนโยบายต่างๆเต็มไปหมด ภูมิพันธ์ไม่ต้องใช้อะไรในการเดินเข้ามาคุยกับธนาธรและตน ไม่ต้องเป็นคนของบ้านไหน ไม่ต้องต่อแถวเดินตามนาย แต่ภูมิพันธ์มีความคิดประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน ที่ทำให้คณะก้าวหน้าส่งภูมิพันธ์ลงชิงนายก อบจ.บึงกาฬ ดังนั้น อยากให้พี่น้องลองเลือกแบบใหม่ๆ หลายคนบอกว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าพี่น้องกาแบบเดิมก็จะไม่ได้แบบใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงที่บึงกาฬ เราต้องกาหมายเลข 2 ให้เป็นนายก อบจ.บึงกาฬ แล้วจะได้การเปลี่ยนแปลงที่จังหวัดบึงกาฬแน่นอน” ปิยบุตร กล่าว

ปิยบุตร กล่าวทิ้งท้ายว่า พี่น้องหลายคนที่มีมีจิตใจรักประชาธิปไตย ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เยาวชนที่ชุมนุมอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำเท่าไหร่ประยุทธ์ก็ไม่ออกเสียที พี่น้องอยากช่วยแต่ต้องทำมาหากิน ไม่สามารถเสียค่ารถไปได้  ตนคิดว่ามีวิธีง่ายๆ ที่สามารถใช้ในการแสดงออกได้ทุกคน นั่นคือถ้าพี่น้องอยากให้ประยุทธ์ออกจากตำแหน่ง ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปชุมนุมก็ได้ ขอเพียงในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ เข้าคูหากาเลือกภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น เบอร์ 2 ให้เป็นนายก อบจ. เพราะนี่คือคนที่ธนาธรและตนสับสนุนให้ลงที่นี่ ถ้าพี่น้องร่วมกันกาให้มากๆ จนถล่มทลาย นั่นก็คือการส่งสัญญาณไปดังๆ แล้ว ว่าเราไม่เอาประยุทธ์

“เพราะฉะนั้น ถ้ากาให้คณะก้าวหน้า พี่น้องจะได้การเมืองแบบใหม่ๆ ได้เปลี่ยนตัวนายก อบจ. เสียที นอนจากนั้น ยังได้ส่งสัญญาณว่าคนบึงกาฬไม่สนับสนุนประยุทธ์ ไม่เอาประยุทธ์  และที่สำคัญ พี่น้องที่เสียดายว่าพวกเราอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ถูกตัดสิทธิ อยากให้ไปทำงาน หลายคนบอก 10 ปีก็จะรอ กี่ปีก็จะรอ หากพี่น้องเห็นเราถูกรังแก ได้รับความอยุติธรรมมาตลอดเวลา เสียดาย ผมเสนอว่าถ้ายังรักธนาธร ยังรักผม เสียดายโอกาส ไม่ต้องรออีก 10 ปี วันที่ 20 ธันวาคมนี้ไปกากบาทเลือกผู้สมัครคณะก้าวหน้า นั่นก็คิอการแสดงออกว่ายังรักและสนับสนุนพวกเราพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไปอยู่ แสดงออกให้พวกเขาเห็นว่าต่อให้ยุบอีกกี่พรรค พี่น้องประชาชนก็จะเดินหน้าสนับสนุนพวกเราต่อไป เลือกนายก อบจ.คณะก้าวหน้าวันนี้ ได้วิสัยทัศน์ธนาธรลุยงานบริหารท้องถิ่นทันที” นายปิยบุตร กล่าว

“ธนาธร” บุก “เมืองสองแคว” ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม “ณชพล พลอาสา” ปลุกชาว “พิษณุโลก” ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธนาธร” บุก “เมืองสองแคว” ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม “ณชพล พลอาสา” ปลุกชาว “พิษณุโลก” ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน (komchadluek.net)

“ธนาธร” บุก “เมืองสองแคว” ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม “ณชพล พลอาสา” ปลุกชาว “พิษณุโลก” ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน

"ธนาธร" บุก "เมืองสองแคว" ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม "ณชพล พลอาสา" ปลุกชาว "พิษณุโลก" ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน

11 ธันวาคม 2563 – 14:33 น.

“ธนาธร” บุก “เมืองสองแคว” ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม “ณชพล พลอาสา” ปลุกชาว “พิษณุโลก” ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน – ชี้คนเห็นต่างต้องหยุดระราน แนะให้รณรงค์แบบที่ตนทำ – ด้านกลุ่มป่วนหงอย เจอ ปชช. ชู 3 นิ้วไล่

11 ธ.ค.63  ที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เดินทางรณรงค์ช่วยหาเสียงให้กับ นายณชพล พลอาสา ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิษณุโลก เบอร์ 2 โดยขึ้นรถแห่รอบตัวเมือง จากนั้นลงเดินตลาดราษฏร์ธรรมาภรณ์ มีพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของให้การต้อนรับอบอุ่น บางคนเข้ามาให้กำลังใจ “สู้ๆ” รวมถึงเดินมาบอกด้วยว่า “20 ธันวาคมนี้ ไปเลือกตั้งแน่นอน” ขณะที่วานนี้ ช่วงเวลา 19.30 น. ที่ลานคนเมือง อ.เมืองพิษณุโลก นายธนาธร ได้ขึ้นเวทีปราศรัยย่อยบนรถติดเครื่องขยายเสียงร่วมกับนายณชพล แสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาจังหวัดพิษณุโลก มีประชาชนร่วมฟังเป็นจำนวนมาก  

"ธนาธร" บุก "เมืองสองแคว" ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม "ณชพล พลอาสา" ปลุกชาว "พิษณุโลก" ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน

นายธนาธร กล่าวตอนหนึ่งว่า การเมืองท้องถิ่นที่เราจะสร้าง อันดับแรก คือการต่อสู้กับเผด็จการและอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนทุกรูปแบบ สอง.คือเราจะไม่ซื้อเสียง พวกเราไม่เชื่อเลยว่าการซื้อเสียงจะสร้างการเมืองที่ดีได้ เราอยากจะสร้างการเมืองใหม่ การเมืองที่มีคุณภาพ และจะนำมาสู่ข้อที่ สาม. คือจะไม่มีการใช้อำนาจทางการเมือง มาสร้างผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตัวเอง และการเมืองท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้มีความสำคัญไม่แพ้การเมืองระดับชาติ งบประมาณ อบจ. พิษณุโลกจากภาษีประชาชนกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 1 วาระคือ 4,000 ล้านบาท ชาวพิษณุโลกร่วมกันกำหนดได้ว่าจะให้ใครเป็นผู้บริหารผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ ดังนั้น ตนอยากให้ทุกคนไปใช้สิทธิใช้เสียงกัน และแน่นอนที่สุดการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองก็เป็นเรื่องการเมืองเช่นเดียวกัน 

“วันนี้พวกเรามาใช้สิทธิเสรีภาพของเรา สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิเสรีภาพในการรณรงค์หาเสียงซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย และแน่นอนที่สุดเราต้องยอมรับความจริงกันว่า ผมไม่สามารถทำให้คนทั้งประเทศรักหรือชอบผมได้ ซึ่งผมยอมรับอย่างสดุดีว่า มีคนที่ไม่สนับสนุนพวกเราอยู่ในสังคม นี่คือเรื่องพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ ก็คือการเคารพสิทธิเสรีภาพของกันและกัน ใครไม่ชอบคณะก้าวหน้าก็สามารถไปเดินตลาดรณรงค์เหมือนที่ผมทำ การที่จะได้มาสักหนึ่งเสียงเราต้องขึ้นรถแห่ เดินตลาด ไปเล่าความคิดของเราให้ประชาชาฟัง ต้องไปเคาะประตูบ้านเพื่ออธิบายแนวอุดมการณ์ของพวกเรา ดังนั้น ผมอยากขอให้คนที่ไม่ชอบผม ทำแบบเดียวกับผม แต่อย่ามาระรานสิทธิในการรณรงค์หาเสียงของผม และที่สำคัญอย่ามาระรานสิทธิของประชาชนที่มารอฟังการปราศรัย” นายธนาธร กล่าว

"ธนาธร" บุก "เมืองสองแคว" ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม "ณชพล พลอาสา" ปลุกชาว "พิษณุโลก" ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน

ด้าน นายณชพล กล่าวว่า หากตนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้าไปขับเคลื่อนจังหวัดพิษณุโลก ตนจะพัฒนาโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การบริหารของ อบจ. ให้มีคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งโรงเรียนภายใต้ อบจ. จะต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากการถูกคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศจากครู และต้องเป็นสถานที่แสดงออกสำหรับเยาวชน นอกจากนี้ จะดึงศักยภาพของพิษณุโลกออกมาใช้ให้มากที่สุด เช่น ในด้านการท่องเที่ยว เราต้องยอมรับว่าเป็นเมืองผ่าน ดังนั้นต้องมี Man made attractions หรือ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น สร้างเป็นสิ่งดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยว อบจ.พิษณุโลก ต้องลงทุนเป็นโครงการใหญ่กับแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่าจะในด้านศิลปวัฒนธรรม หรือในด้านธรรมชาติ

“อีกหนึ่งศักยภาพของจังหวัดคือภาคการเกษตร ต้องมีการจัดการน้ำให้เพียงพอ ไปให้ทั่วถึงโดยเฉพาะกับพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 74 เปอร์เซนต์ เราต้องทำให้ต้นทุนในการเอาน้ำมาใช้ของเกษตรกรนั้นน้อยที่สุด และใช้ได้ยาวนานที่สุด เพราะถ้าเศรษฐกิจเกษตรกร 1.5 แสนครัวเรือนดี เม็ดเงินก็จะหมุนเวียน ความจริญก็จะเกิดขึ้นกับ จ.พิษณุโลก” นายณชพล กล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายธนาธรกำลังขึ้นปราศรัย ได้มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามมาก่อกวนบริเวณพื้นที่กิจกรรมหาเสียงของคณะก้าวหน้า แต่ประชาชนที่มารอฟังการปราศรัยมีจำนวนมากกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งที่มายืนรอฟังการปราศรัยได้รวมตัวกันป้องกัน พร้อมกับชู 3 นิ้วใส่และตะโกนไล่ จนในที่สุดกลุ่มคนดังกล่าวต้องถอยออกไปจากบริเวณจัดกิจกรรมและสลายตัวไปในที่สุด 

“ธนกร” เผย ประชาชนฝากขอบคุณ “บิ๊กตู่” จัดโครงการคนละครึ่งเฟส 2 แจง “เก่ง” หากพบทุจริตรัฐบาลสั่งฟันทันที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธนกร”เผย ประชาชนฝากขอบคุณ”บิ๊กตู่” จัดโครงการคนละครึ่งเฟส2 แจง”เก่ง” หากพบทุจริตรัฐบาลสั่งฟันทันที (komchadluek.net)

“ธนกร”เผย ประชาชนฝากขอบคุณ”บิ๊กตู่” จัดโครงการคนละครึ่งเฟส2 แจง”เก่ง” หากพบทุจริตรัฐบาลสั่งฟันทันที

"ธนกร"เผย ประชาชนฝากขอบคุณ"บิ๊กตู่" จัดโครงการคนละครึ่งเฟส2   แจง"เก่ง"  หากพบทุจริตรัฐบาลสั่งฟันทันที

11 ธันวาคม 2563 – 12:57 น.

“ธนกร”เผย ประชาชนฝากขอบคุณ”บิ๊กตู่”จัดโครงการคนละครึ่งเฟส2 แจง”เก่ง”หากพบทุจริตรัฐบาลสั่งฟันทันที

11 ธ.ค.63  นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงวันหยุดยาวตนเดินทางไปต่างจังหวัด มีประชาชนฝากขอบคุณพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ดำเนินโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 ผ่านการบริโภคจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป 50% แต่ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน

เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ที่แบ่งกลุ่มผู้ใช้สิทธิเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้ได้รับสิทธิเดิม ไม่เกิน 10 ล้านคน จะได้รับสิทธิวงเงินสนับสนุนจากรัฐเพิ่มเติมคนละ 500 บาท ในวันที่ 1 มกราคม 2564 ซึ่งเมื่อรวมกับวงเงินตามสิทธิที่มีอยู่เดิม 3,000 บาท เท่ากับจะมีวงเงินรวม 3,500 บาท สามารถใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 และผู้ลงทะเบียนใหม่ไม่เกิน 5 ล้านคน จะได้รับสิทธิวงเงินสนับสนุนจากรัฐคนละ 3,500 บาท สำหรับใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564

นายธนกร กล่าวอีกว่า โครงการคนละครึ่งพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อย่างมาก ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ได้รับอนุมัติงบประมาณเพิ่ม 22,500 ล้านบาท คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในระบบ 45,000 ล้านบาท โดยโครงการคนละครึ่งทั้งระยะที่ 1 และระยะที่ 2 จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่ม 0.32% เพราะจะมีเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รวม 105,000 ล้านบาท 


ส่วนกรณีที่นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ระบุว่า โครงการดังกล่าวหละหลวม ไร้การตรวจสอบ ร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาและฮั้วกับผู้ใช้สิทธิ นำส่วนต่างมาแบ่งกันนั้น นายธนกรกล่าวว่า กระทรวงการคลังมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฏหมายทันที ส่วนที่มีการร้องเรียนมายังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สคบ.ตรวจสอบทันที

อย่างไรก็ตาม ขอเตือนว่า โครงการนี้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เพราะฉนั้นอย่าฉวยโอกาส

“แรมโบ้” ไล่ถาม “ปิยบุตร” สถาบันทำอะไรให้ครอบครัว “แสงกนกกุล” เดือดร้อน (ชมคลิป) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“แรมโบ้” ไล่ถาม”ปิยบุตร” สถาบันทำอะไรให้ครอบครัว”แสงกนกกุล”เดือดร้อน (ชมคลิป) (komchadluek.net)

“แรมโบ้” ไล่ถาม”ปิยบุตร” สถาบันทำอะไรให้ครอบครัว”แสงกนกกุล”เดือดร้อน (ชมคลิป)

"แรมโบ้" ไล่ถาม"ปิยบุตร" สถาบันทำอะไรให้ครอบครัว"แสงกนกกุล"เดือดร้อน  (ชมคลิป)

11 ธันวาคม 2563 – 10:59 น.

“แรมโบ้” ไล่ถาม”ปิยบุตร” สถาบันทำอะไรให้ครอบครัว”แสงกนกกุล”เดือดร้อน ถ้าไม่มีความสุข ก็อพยพครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ อย่าเรียกร้องให้ยกเลิก ม.112 ทำผิดกฎหมายแต่ไม่อยากถูกลงโทษ มั่นใจประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศไม่อยากยกเลิก แต่อยากไล่คนจาบจ้วงออกนอกประเทศ

11 ธ.ค. 63 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ระบุ มาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคงฯ เหมือนปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกนั้น โดยนายสุภรณ์ มองว่าคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศไม่อยากให้มีการยกเลิก มาตรา 112 นี้อย่างแน่นอน เพราะหากไม่มีการทำผิดกฎหมายก็ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องกลัวมาตรานี้ ก็จะมีคนที่อยากทำผิดมาตรานี้ เช่นนายปิยบุตรและพรรคพวกเท่านั้น ถึงได้บังอาจกล้ามาเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา112 เพราะอยากจะกระทำความผิดโดยการหมิ่นประมาทดูหมิ่นจาบจ้วงก้าวล่วง แต่ไม่อยากถูกลงโทษ อย่างนี้เรียกว่า ไม่ยอมรับกฎหมายบ้านเมือง จะเป็นนักกฎหมายเป็นครูอาจารย์ไปทำไม ไปเป็นคนเถื่อนอยู่ในป่าในถ้ำจะเหมาะสมกว่า

“คนอย่างนายปิยบุตร คำก็พระมหากษัตริย์ สองคำก็พระมหากษัตริย์  พยายามที่จะคิดล้มล้างสถาบันตลอดเวลาที่ผ่านมา มีแนวคิดตามต่างประเทศที่ไปรับความคิดชั่วๆมา หรืออาจเป็นเพราะมีภรรยาเป็นชาวต่างชาติด้วยใครๆก็รู้ จึงได้รับการปลูกฝังความคิดฝังสมองมาจากภรรยาชาวต่างชาติด้วยหรือเปล่า ดังนั้นสิ่งที่นายปิยบุตรพยายามคิดที่จะล้มล้างหรือปฏิรูปสถาบัน โดยเฉพาะการพูดให้ยกเลิกมาตรา 112 ตลอดเวลาที่ผ่านมา  ทำไมคนไทยที่รักสถาบันและปกป้องสถาบันจะอ่านเกมของนายปิยบุตรไม่ออก พูดอะไรออกมา”อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่”แล้ว

นอกจากนี้ยังมั่นใจว่าสิ่งที่ประชาชนที่รักสถาบัน ปกป้องสถาบัน ต้องการมากที่สุดขณะนี้ คือเอา มาตรา112 มายังคับใช้ดำเนินคดีกับคนที่จาบจ้วง ก้าวล่วง และดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เข้าคุกให้หมด เพราะนับวันยิ่งจวบจ้วงก้าวล่วงมากขึ้นๆตลอด ซึ่งบุคคลธรรมดาทั่วไปยังมีกฎหมายดำเนินคดีกับผู้ที่หมิ่นประมาทเลย แต่นี่คือสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน ยังกล้าคิดบังอาจก้าวล่วงจาบจ้วง สมองคงคิดจะเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐอย่างนั้นใช่ไหม

“ตนอยากถามนายปิยบุตรว่า สถาบัน ทำอะไรให้นายปิยบุตรและครอบครัวแสงกนกกุล เดือดร้อน ถ้าคิดว่าอาศัยแผ่นดินไทยซุกหัวนอนอยู่ อาศัยข้าวแดงแกงร้อนกินบนแผ่นดินจนเติบได้ใหญ่โตมายังไม่มีความสุขกายสบายใจ ยังไม่มีจิตสำนึกในบุญคุณแผ่นดินไทยและยังคิดไม่ได้ว่า บุคคลท่านใดคือคนที่ปกป้องผืนแผ่นดินนี้ให้ครอบครัวนายปิยบุตรและครอบครัวมีที่ซุกหัวนอนตราบจนทุกวันนี้ ตนและประชาชนผู้รักสถาบันก็ขอขับไล่ให้นายปิยบุตรและครอบครัวออกนอกประเทศเก็บเสื้อผ้าไปอยู่ประเทศอื่น ไปอยู่ที่ชอบๆในประเทศที่ครอบครัวนายปิยบุตรให้ความเคารพรักเทิดทูนไม่ต้อง อยู่ในประเทศไทยอีกต่อไป  เชิญเลยครับ รีบไปให้พ้นๆจากประเทศไทยได้เร็วๆเท่าไรยิ่งดี อย่ามาทำตัวสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้กับคนไทยและประเทศไทยอีกเลย คนไทยทั้งแผ่นดินจะได้มีความสุขกันเสียที”นายสุภรณ์ กล่าว

คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้ (naewna.com)

คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 12.23 น.

คิกออฟจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 11 ธันวาคม 2563 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานในพิธี “KICK OFF จ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา” ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง (ประกันยางพารา) ระยะที่ 2 ที่ว่าการอำเภอท้ายเหมือง จ.พังงา ให้กับตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางพาราใน จ.พังงา โดยมี นายบุญเติม เรณุมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และข้าราชการ เข้าร่วมในพิธี

สำหรับเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,834,087 ราย โดยแบ่งเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับ กยท. จำนวน 1,142,294 ราย เกษตรกรชาวสวนยางที่แจ้งพื้นที่ปลูกกับ กยท. จำนวน 419,060 ราย และคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. จำนวน 272,733 ราย การจ่ายเงินส่วนต่างจะแบ่งออกเป็น 6 งวด เดือนละงวด ต.ค. – มี.ค.โดยจะเริ่มจ่ายงวดแรกในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภายหลังจากที่ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ระยะที่ 2 กยท.ได้ประสานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง โดยงวดแรกจะจ่ายพร้อมกันในวันที่ 11 ธ.ค.63 นี้ เป็นการจ่ายตรงผ่านบัญชี ธ.ก.ส.เจ้าของสวนยางและคนกรีดยางที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 1 ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คือขึ้นทะเบียนก่อน 12 ส.ค.62 จะได้รับเงินงวดแรกในวันที่ 11 ธ.ค.นี้

ส่วนเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.62 แต่ไม่เกิน 15 พ.ค.63  กยท.ได้ตรวจสอบและส่งข้อมูลการจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้ตามโครงการฯ ให้กับ ธ.ก.ส.แล้ว เพื่อดำเนินการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในรอบถัดไป

โดยเงื่อนไข ต้องเป็นสวนยางพาราอายุ 7 ปีขึ้นไป ที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้ หากเจ้าของสวนกรีดเองจะได้รับส่วนต่างประกันรายได้ทั้งจำนวน กรณีจ้างกรีดยาง เจ้าของสวนยางจะได้ 60% และคนกรีดจะได้ 40% ของรายได้ทั้งหมด

“วัตถุประสงค์ของโครงการเป็นการประกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในช่วงที่ราคายางมีความผันผวน โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางทุกกลุ่ม กรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 10,042 ล้านบาท โดยในเดือน ธ.ค.จะจ่ายพร้อมกันสองงวด คืองวดเดือน ต.ค.และ พ.ย.ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกร” นายณกรณ์ กล่าว

ด้าน นายวิรัตน์ หนูแป้น อายุ 59 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพารา ต.บางวัน อ.คุระบุรี จ.พังงา กล่าวว่า เงินส่วนต่างจากการประกันราคายางที่ได้จากรัฐบาล ตนก็จะนำไปซื้อปุ๋ย ซื้อยาฉีดวัชพืช ก็ถือว่าเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายได้บางส่วน

ทั้งนี้ นายวิรัตน์ และครอบครัวทำสวนยางพารา มา 30 กว่าปี จำนวน 50 ไร่ เป็นการทำยางก้อนถ้วย และเมื่อ ปี 2550 ก็เริ่มทำสวนผลไม้ ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียนและสะตอ ควบคู่ไปกับการทำสวนยางพารา

“ปลูกยางอย่างเดียวไม่พอกิน ต้องทำสวนผลไม้ ผสมผสาน ในช่วงที่กรีดยางไม่ได้ ก็เป็นช่วงที่ ผลไม้ เงาะ มังคุด ทุเรียนออกพอดี ตนก็ขายผลไม้ ขายสะตอ หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป ถ้าไม่มีสวนผลไม้ก็อยู่ไม่ได้ เพราะราคายางพาราตกต่ำมาหลายปี แต่ช่วงนี้ราคายางดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดีมาก ถ้าตนไม่กรีดยางพาราเอง เงินก็คงไม่เหลือ” นายวิรัตน์ กล่าว

ขณะที่ พัชลี ศรีเพชร เกษตรกรชาวสวนยางพารา ต.บางทอง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา วัย 47 ปี กล่าวว่า ในหมู่บ้านบางทองเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกยางพาราและปาล์ม สำหรับตนทำสวนยางพาราจำนวน 10 ไร่ และทำน้ำยางก้อนถ้วย ซึ่งตอนนี้ราคาขายอยู่ประมาณ 19 บาท ตนได้ รับเงินส่วนต่างมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้มาก คงจะนำไปใช้จ่ายในครัวเรือน

ทั้งนี้ การจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 งวดแรกประจำเดือน ต.ค.63 จะใช้กำหนดราคายางพาราอ้างอิงย้อนหลัง 60 วัน คือตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. – 23 พ.ย.63 โดยราคายางแผ่นดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 62.62 บาท/กก. ราคาน้ำยางสดอยู่ที่ 52.86 บาท/กก. ชดเชย 4.14 บาท/กก. และราคายางก้อนถ้วย (DRC 50%) อยู่ที่ 19.09 บาท/กก. ชดเชย 3.19 บาท/กก. โดยประกันรายได้ตามการผลิตแต่ละประเภท ได้แก่ ยางพาราแผ่นดิบคุณภาพดี ประกันราคา 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ประกันราคา 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ประกันราคา 23 บาท/กิโลกรัม โดยจะมีการประกาศราคากลางอ้างอิงทุกเดือน

เปิดโครงการ ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เปิดโครงการ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’ (naewna.com)

เปิดโครงการ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2564 ว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลผลิตการเกษตรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นวัตถุดิบ พัฒนาต่อยอดโดยการแปรรูป เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายทั้งผลผลิตประเภทพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร สินค้าประมงและปศุสัตว์ ก่อนจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เน้นการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าการเกษตรหลากหลายประเภท เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตการเกษตร คำนึงถึงความต้องการของตลาด ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตสินค้า เพื่อให้สินค้านั้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน คำนึงถึงความปลอดภัยของ
ผู้บริโภคเป็นหลัก ทั้งยังส่งเสริมให้รวมกลุ่มผลิตสินค้าเป็นกลุ่มอาชีพ กลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มสตรีสหกรณ์ เพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน และช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 นับเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศหลากหลายชนิด ทั้งอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผ้า เครื่องจักสานและงานหัตถกรรม ได้นำผลิตภัณฑ์และสินค้าของชุมชนจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากทุกจังหวัดทั่วประเทศมานำเสนอและจัดวางในรูปแบบของกระเช้าของขวัญปีใหม่

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดต่างๆ โดยเริ่มดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 18 แล้ว ซึ่งสินค้าทุกชนิดที่จะนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญมาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์ เพื่อจำหน่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทร.มาสั่งจองและเลือกซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ และในปี 2563 ที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายประมาณ 1.2 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่ขายดีเป็นที่นิยมนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ อาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป ขนมที่ทำจากธัญพืชและสมุนไพรสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 0-2628-5512 หรือ 06-5524-1124 กรมฯ มีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

สศท.9 เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สศท.9เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา (naewna.com)

สศท.9เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมชาย คังคะมณี รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ระบาดของโรคใบร่วงยางพาราที่เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. พบการระบาดครั้งแรกในอินโดนีเซียปี 2559 และเมื่อปี 2562 เริ่มแพร่ระบาดในประเทศมาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา และไทย ซึ่งโรคดังกล่าวระบาดโดยลมและฝน ต้องการน้ำเพื่อการขยายพันธุ์ จึงระบาดได้ดีในสภาพอากาศเย็น ฝนตกชุก ความชื้นสูง สำหรับประเทศไทย (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยยางพารา ณ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563) พบการระบาด 14 จังหวัดภาคใต้ รวมพื้นที่เสียหายประมาณ 357,662 ไร่ โดยจังหวัดที่มีพื้นที่ระบาดมากที่สุด 4 อันดับแรก เป็นเขตภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ นราธิวาส 279,315 ไร่ ยะลา 55,180 ไร่ สงขลา 5,950 ไร่ และปัตตานี 4,770 ไร่ ซึ่งโรคใบร่วงยางพาราชนิดนี้ทำให้ต้นยางพาราเกิดใบร่วงอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิต ซึ่งขณะนี้จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ นราธิวาส ประกอบกับช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนเกษตรกรจึงกรีดยางได้น้อยลงสศท.9 ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลปริมาณการผลิตยางพาราและติดตามสถานการณ์ดังกล่าว ในจ.สงขลาซึ่งมีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1,963,305 ไร่ พบการระบาด 5,950 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.35 ของเนื้อที่กรีดยางได้ในจังหวัด 1,704,760 ไร่ โดยอำเภอที่พบการระบาดมากที่สุด 3 อำเภอแรกได้แก่ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย มีการระบาดในทุกพันธุ์ยางที่ปลูก คือ พันธุ์ RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และพันธุ์ PB 311

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจติดตามสถานการณ์ระบาดของโรคในเขตภาคใต้ตอนล่างอย่างเร่งด่วน พร้อมเก็บตัวอย่างใบ เพื่อนำมาวินิจฉัยเชื้อหาสาเหตุที่แน่ชัด โดยนำสารเคมีที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดเชื้อราชนิดนี้มาทดสอบในห้องปฏิบัติการ เช่น คาร์เบนดาซิม โพรพิโคนาโซล เฮกซะโคนาโซล โพรพิโคนาโซลผสมกับไดฟีโนโคนาโซล ซึ่งได้ผลลัพธ์ดี และขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลไปทดสอบในแปลงจริงร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะใช้ทั้งอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และเครื่องยนต์พ่นสารแบบแรงดันน้ำสูงชนิดลากสายในการฉีดพ่น ทั้งนี้ สศท.9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญและให้ความร่วมมือแก้ปัญหาโรคดังกล่าว โดยต้นยางที่มีอายุมากขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก ซึ่งอาการใบร่วงจากเชื้อรานี้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตน้ำยาง เนื่องจากมีใบร่วงมากกว่าร้อยละ 90 จึงเป็นเหตุให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 30- 50 โดยเบื้องต้นเกษตรกรสามารถสังเกตอาการของโรคใบร่วงได้ด้วยตนเอง ซึ่งใบยางพาราโดยเฉพาะใบแก่จะมีลักษณะเป็นรอยช้ำเป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ จากนั้นจะแสดงอาการเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะแห้งตาย เป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้น ใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด ซึ่งอาการโรครุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน หากเกษตรกรสงสัยว่ายางพาราที่ปลูกเป็นโรคดังกล่าวให้รีบติดต่อ กยท. ในพื้นที่เพื่อเข้าตรวจสอบ วินิจฉัยโรค และหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ (naewna.com)

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นหนึ่งในกฎหมายลำดับรอง หรือกฎหมายลูก ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ขณะนี้ี้อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในลำดับต่อไป

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เล่าให้ฟังว่า กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นกฎหมายลำดับรองฉบับที่ 2 จากทั้งหมด 23 ฉบับ 18 มาตรา ที่สทนช.ได้ดำเนินการจัดทำและยกร่างกฎหมายลำดับรอง (เฉพาะมาตราเร่งด่วน) ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ดังกล่าว ต่อจากร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ….. ได้ผ่านความเห็นชอบจากครม. แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ จะมีความสัมพันธ์กับ พระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ ที่กำหนดลุ่มน้ำของประเทศไทยใหม่จาก 25 ลุ่มน้ำเป็น 22 ลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ต้องการให้ภาคประชาชนมาบูรณาการการทำงานเพื่อให้ขับเคลื่อนภารกิจด้านน้ำไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติ มีความสมดุลและยั่งยืน

องค์กรผู้ใช้น้ำ คือ กลุ่มบุคคลซึ่งใช้น้ำบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน มีสิทธิ์รวมตัวกันจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อประโยชน์ร่วมกันเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิกขององค์กรผู้ใช้น้ำ

องค์กรผู้ใช้น้ำจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพราะองค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าใจปัญหาน้ำและแนวทางแก้ไขในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ปัจจุบันแม้หน่วยงานด้านน้ำหลายหน่วยงานมีการจัดตั้งองค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และยังมีไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้น เมื่อกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ มีผลบังคับใช้เมื่อไร องค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือ จะร่วมกลุ่มกันจัดตั้งขึ้นมาใหม่ก็ได้ ควรจะมายื่นขอจดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำที่ถูกต้องตามกฎหมาย

เนื่องจากองค์กรผู้ใช้น้ำ จะเป็นช่องทางสำคัญในการออกเสียงเสนอแนะ แสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ และนำเสนอโครงการต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำได้โดยตรง ตลอดจนร่วมกันหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ไกล่เกลี่ยแก้ปัญหาร่วมกัน กรณีเกิดข้อขัดแย้งระหว่างพื้นที่ลุ่มน้ำ ดังนั้น องค์กรผู้ใช้น้ำจึงจัดเป็นฟันเฟืองสำคัญในการมีส่วนช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับชาติ คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ระดับลุ่มน้ำ คือ คณะกรรมการลุ่มน้ำ และ ระดับพื้นที่ คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ ซึ่งตัวแทนขององค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำ และตัวแทนของคณะกรรมการลุ่มน้ำก็จะถูก
คัดเลือกเข้าไปเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติด้วย

ปัญหาเกี่ยวกับน้ำในระดับรากหญ้าหรือระดับพื้นที่ จะถูกสะท้อนขึ้นไปสู่ระดับกรรมการลุ่มน้ำและระดับชาติตามลำดับ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาก็จะตรงจุด มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรือ อาจจะเรียกว่า “เกาถูกที่คัน”

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘รมช.ประภัตร’ สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘รมช.ประภัตร’สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา (naewna.com)

'รมช.ประภัตร'สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา

‘รมช.ประภัตร’สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา ถือว่าหนักสุดในรอบ 50 ปี โดยเฉพาะที่ จ.นครศรีธรรมราช ที่ถือว่าท่วมค่อนข้างหนัก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้น ตนได้กำชับทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ เร่งรัดในการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ที่ตนกำกับดูแล ได้สั่งการให้เข้าไปช่วยเหลือเรื่องอาหารสัตว์ และหน่วยสัตวแพทย์ เข้าไปช่วยเหลือประชาชน ผู้เลี้ยงสัตว์ แล้วบางส่วน

ส่วนเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาภายหลังน้ำลด กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนทันทีภายหลังน้ำลด โดยสถานการณ์ขณะนี้น้ำยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขังใน 5 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง และสงขลา ระดับน้ำลดลงทุกจังหวัด โดยกรมชลประทานได้ร่วมกับหน่วยทหาร จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ โดยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมให้เร็วที่สุด

ทั้งนี้ จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก และวาตภัย รวม 11 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 101 อำเภอ 560 ตำบล 4,130 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 555,194 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 24 ราย (สุราษฎร์ธานี 2 ราย นครศรีธรรมราช 19 ราย ตรัง 1 ราย และสงขลา 2 ราย) ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมใน 5 จังหวัด 44 อำเภอ 231 ตำบล 1,492 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 282,691 ครัวเรือน ส่วนความเสียหายด้สนการเกษตรฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย เพื่อ วางมาตราการในการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรต่อไป

“เบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯ ผมได้คุยกันแล้ว และได้กำชับเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหายทันทีภายหลังน้ำลด เพื่อหาทางช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรให้เร็วที่สุด ให้สรุปตัวเลขมาที่กระทรวงว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเบื้องต้นคงจะให้ทางจังหวัดช่วยเหลือตามกรอบการช่วยเหลือไปก่อน ส่วนอะไรที่นอกเหนือก็จะส่งมายังส่วนกลางเพื่อ หาทางช่วยเหลือเยียวยาต่อไป คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมหารือในเรื่องนี้ว่าจะช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร” นายประภัตร กล่าว