จีนอวดโฉมรถไฟสินค้าความเร็วสูงรุ่นแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641272

วันที่ 26 ธ.ค. 2563 เวลา 15:30 น.จีนอวดโฉมรถไฟสินค้าความเร็วสูงรุ่นแรกของโลกบริษัทผลิตรถไฟยักษ์ใหญ่ของจีนเปิดตัวรถไฟขนส่งสินค้าซึ่งมีความเร็วสูงถึง 350 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บริษัท ซีอาร์อาร์ซี ถังซาน จำกัด (CRRC Tangshan) ผู้ผลิตรถไฟสัญชาติจีน เปิดตัวรถไฟหัวกระสุนสำหรับขนส่งสินค้าที่นครถังซาน มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน

นับเป็นรถไฟขนส่งสินค้ารุ่นแรกของโลกที่สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมีประตูขนถ่ายกว้าง 2.9 เมตร ที่ช่วยให้ขนถ่ายสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และมีอัตราพื้นที่จัดเก็บสินค้าบนขบวนรถไฟสูงถึงร้อยละ 85

รูปร่างของบวนรถไฟถูกออกแบบให้คล้ายกับปลาสเตอร์เจียนจีน (Chinese Sturgeon) ซึ่งช่วยลดแรงต้านทานขณะวิ่ง

นอกจากนี้บริษัทยังเผยว่ามีการประยุกต์ใช้คลังข้อมูลขนาดใหญ่ เทคโนโลยีคลาวด์ และอัลกอริทึมเฉพาะ เพื่อการขนถ่ายสินค้าอย่างชาญฉลาด

ทั้งนี้ ซีอาร์อาร์ซี ถังซาน เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถไฟความเร็วสูงรายใหญ่ของจีน ขณะเดียวกันเมืองถังซานมีพันธมิตรอุตสาหกรรมการขนส่งทางรางเชิงอัจฉริยะ รวมถึงศูนย์นวัตกรรมและการพัฒนาเพื่ออุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งทางราง

จีนอวดโฉม ‘รถไฟสินค้าความเร็วสูง’ รุ่นแรกของโลก วิ่ง 350 กม./ชม.

ระเบิดป่วนคริสต์มาสสหรัฐ เจ็บ 3 ราย หนีตายโกลาหล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641276

วันที่ 26 ธ.ค. 2563 เวลา 14:00 น.ระเบิดป่วนคริสต์มาสสหรัฐ เจ็บ 3 ราย หนีตายโกลาหลเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ในเมืองแนชวิลล์ ช่วงเช้าวันคริสต์มาส เจ้าหน้าที่เชื่อมีผู้ไม่หวังดีจงใจสร้างสถานการณ์

บีบีซีรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา เบื้องต้นมีรายงานผู้บาดเจ็บ 3 ราย ระบบสื่อสารทั่วทั้งรัฐล่ม และอาคารบ้านเรือนหลายหลังพังเสียหาย

เจ้าหน้าที่เผยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้าเวลาประมาณ 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งรายงานระบุว่ามีคำเตือนว่า “ถ้าคุณได้ยินข้อความนี้ให้อพยพเดี๋ยวนี้” ก่อนเกิดเหตุระเบิดจากรถตู้คันหนึ่ง 

โดยรถตู้คันดังกล่าวจอดบริเวณหน้าอาคารเอทีแอนด์ที ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ เหตุระเบิดทำให้อาคารสำนักงานพังเสียหาย จุดศูนย์กลางของโทรศัพท์ในเมืองถูกทำลายอย่างหนัก รวมถึงระบบฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถใช้งานได้ และเที่ยวบินที่ออกจากสนามบินนานาชาติแนชวิลล์หยุดลงชั่วขณะ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบถึงมูลเหตุจูงใจในการวางระเบิดแต่เชื่อว่าเป็นการก่อเหตุโดยเจตนา ภายหลังเจ้าหน้าที่พาตัวผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนหนึ่งไปสอบปากคำเพิ่มเติม

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ดับเพลิง สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ สำนักงานแอลกอฮอล์ ยาสูบ อาวุธปืน และอาวุธระเบิด (ATF) กำลังร่วมกันสืบสวนการระเบิดครั้งนี้

จอห์น คูเปอร์ นายกเทศมนตรีเมืองแนชวิลล์กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจงใจให้เกิดความโกลาหลและสร้างความหวาดกลัวในช่วงเทศกาลแห่งความสงบสุขและความหวัง แต่จิตวิญญาณของชาวแนชวิลล์จะไม่ถูกทำลายอย่างแน่นอน

ด้าน บิล ลี ผู้ว่าการรัฐเทนเนสซีให้คำมั่นว่าจะจัดหา “ทรัพยากรทั้งหมดที่จำเป็น” เพื่อตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นและบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง

Photo by Handout / Metro Nashville Police Department / AFP

ยังมีอีก! ไนจีเรียเจอโควิดกลายพันธุ์ คนละตัวกับอังกฤษ-แอฟริกาใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641268

วันที่ 26 ธ.ค. 2563 เวลา 13:00 น.ยังมีอีก! ไนจีเรียเจอโควิดกลายพันธุ์ คนละตัวกับอังกฤษ-แอฟริกาใต้ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งแอฟริกาเผยพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่อีกตัวที่ไนจีเรีย

รอยเตอร์สรายงานว่าไนจีเรียดูเหมือนจะมีการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม

โดยจอห์น เนเคนกาซอง ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งแอฟริกา (CDC) แถลงว่าไวรัสดังกล่าวเป็นคนละสายพันธุ์กับที่แพร่ระบาดในสหราชอาณาจักรและแอฟริกาใต้

เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแอฟริกาจัดการประชุมฉุกเฉินในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทั้งที่ไนจีเรียและแอฟริกาใต้ในอัตราที่น่าเป็นห่วง

โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ไนจีเรียรายงานว่ามีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 52% ขณะที่แอฟริใต้เพิ่มขึ้น 40%

อย่างไรก็ตาม เนเคนกาซอง กล่าวว่ายังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีส่วนทำให้เกิดการแพร่ระบาดมากขึ้นในไนจีเรียหรือไม่ โดยศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคจะเร่งทำการศึกษาต่อไป ขณะที่เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในสหราชอาณาจักรและแอฟริกาใต้นั้นมีประสิทธิภาพในการแพร่ระบาดมากขึ้น

ทั้งนี้ ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในแฟริกาด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 200 ล้านคน ขณะที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในทวีปเดียวกัน

โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าขณะนี้ไนจีเรียมีผู้ติดเชื้อในประเทศรวม 81,963 ราย หายแล้ว 69,651 ราย และเสียชีวิต 1,242 ราย

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP

ฝรั่งเศสวุ่น พบผู้ติดโควิดกลายพันธุ์รายแรกในประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641267

วันที่ 26 ธ.ค. 2563 เวลา 11:45 น.ฝรั่งเศสวุ่น พบผู้ติดโควิดกลายพันธุ์รายแรกในประเทศกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสเผยพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นรายแรก

เอเอฟพีรายงาน กระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสยืนยันว่าตรวจพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในสหราชอาณาจักรเป็นรายแรกในประเทศ

โดยกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า ผู้ป่วยชาวฝรั่งเศสรายนี้เดินทางมาจากลอนเดอนเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม โดยไม่มีอาการป่วยและกักตัวอยู่ที่บ้านในเมืองตูร์ทางตอนกลางของฝรั่งเศส ก่อนที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมและมีผลตรวจเป็นบวก

หน่วยงานสาธารณสุขกำลังเร่งสอบสวนโรคโดยผู้ที่มีประวัติสัมผัวกล้ชิดกับผู้ป่วยรายนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวและตรวจหาเชื้อต่อไป

นอกจากนี้ในแถลงการณ์ยังระบุว่ามีตัวอย่างจากผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาอีกหลายตัวอย่างที่อาจบ่งชี้ว่าเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ VOC 202012/01

โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในสหราชอาณาจักรนั้นมีประสิทธิภาพในการแพร่ระบาดมากขึ้น ส่งผลให้กว่า 50 ประเทศออกมาตรการจักัดการเดินทางระหว่างประเทศกับสหราชอาณาจักร

Photo by ALAIN JOCARD / AFP

เมื่อกองทัพเมียนมาซื้อเรือดำน้ำโดยไม่สนคนเดือดร้อนจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641234

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 21:30 น.เมื่อกองทัพเมียนมาซื้อเรือดำน้ำโดยไม่สนคนเดือดร้อนจากโควิดเรือดำน้ำเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนสำหรับกองทัพเมียนมา เพราะเพื่อนบ้านมีกันหมดแล้ว

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่เข้าขั้นวิกฤตในเมียนมาจนโรงพยาบาลบางแห่งแทบรองรับผู้ป่วยไม่ไหว ทางกองทัพเมียนมาได้จัดงานเฉลิมฉลองวันครบรอบ 73 ปีกองทัพด้วยการนำเรือดำน้ำลำแรกของประเทศ “UMS Minye Theinkhathu” มาโชว์ตัวต่อประชาชนอีกครั้งที่ท่าเรือในย่างกุ้งโดยไม่แคร์ความเดือดร้อนของประชาชน

เรือดำน้ำลำนี้เมียนมาซื้อต่อมาจากอินเดียซึ่งซื้อต่อมาจากกองทัพรัสเซียอีกทอดหนึ่ง โดยกองทัพอินเดียทำการปรับปรุงซ่อมแซมก่อนแล้วส่งมอบให้เมียนมาเมื่อปลายปีที่แล้ว พูดสั้นๆ ก็คือ เป็น “เรือดำน้ำมือสาม”

แต่กองทัพเมียนมาภาคภูมิใจกับเรือดำน้ำลำนี้มาก เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พลเอก มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเผยว่า “วันนี้เป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์กองทัพเมียนมา ทุกประเทศล้วนต้องการโปรโมทแสนยานุภาพกองทัพเรือของตัวเอง ดังนั้นเราจึงต้องยกระดับความแข็งแกร่งของกองทัพเรือด้วยการครอบครองเรือที่ทรงพลัง และเรือดำน้ำก็รวมอยู่ในนั้นด้วย”

อันที่จริงเมียนมาพยายามซื้อเรือดำน้ำมาตั้งแต่ช่วงปี 2005 โดยส่งตัวแทนเจ้าหน้าที่ไปยังรัสเซีย จีน อินเดีย และเกาหลีเหนือ เพื่อเจรจาซื้อและต่อรองขอส่วนลดพิเศษ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกอินเดีย และในปี 2007 ทางกองทัพส่งเจ้าหน้าที่กองทัพเรือไปฝึกขับเรือดำน้ำที่นั่น

เหตุผลที่กองทัพเมียนมาควักกระเป๋าซื้อเรือดำน้ำก็คล้ายๆ ไทยคือ เพื่อนบ้านมีเราต้องมี โดยเฉพาะบังกลาเทศที่ถอยเรือดำน้ำจากจีนมา 2 ลำ และไทยลงนามจะซื้อจากจีน 2 ลำ ด้วยเหตุนี้การซื้อเรือดำน้ำจึงเป็นเรื่อง “จำเป็นเร่งด่วน” สำหรับกองทัพ

และแน่นอนว่าเหตุผลนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงในโลกโซเชียลเช่นเดียวกับกรณีของกองทัพไทย โดยชาวเน็ตเมียนมาล้อเลียนว่าเรือดำน้ำมือสามที่ซื้อมาน่าจะจมมากกว่าสร้างความเกรงขามให้เพื่อนบ้าน เพราะสภาพของเรือดำน้ำลำนี้เท่าที่มองด้วยสายตาจากภายนอกก็เต็มไปด้วยร่องรอยการปะผุ

หนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนยังตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการทำงานของเรือดำน้ำที่อินเดียยืนยันว่ากองทัพเมียนมาจะใช้งานไปได้อย่างน้อยจนถึงปี 2030 โดยระบุว่า เรือดำน้ำลำนี้ประจำการในกองทัพอินเดียมากว่า 30 ปี เข้าสู่ช่วงบั้นปลายอายุการใช้งานของเรือดำน้ำแล้ว และการปรับปรุงโฉมใหม่ก็เพียงแค่การขัดสีฉวีวรรณให้ดูใหม่เท่านั้น ไม่ได้มีการอัพเกรดระบบและอุปกรณ์ต่างๆ ให้ทันสมัย

ถ้าจะให้เห็นภาพขอให้นึกถึงรถเมล์ไทย ที่แม้ภายนอกจะทาสีใหม่ให้ดูไฉไล แต่โครงของรถก็ยังเป็นโครงเดิมที่ใช้งานมานานหลายสิบปีจนผุพังไปตามกาลเวลา

การซื้อเรือดำน้ำมือสามของกองทัพเมียนมาจึงอาจเป็นการเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ เพราะอาจใช้งานได้ไม่คุ้มค่า และนี่ยังไม่นับค่าบำรุงรักษาที่จะตามมาอีกก้อนใหญ่

ไม่เพียงเรือดำน้ำเท่านั้นที่กองทัพเมียนมาทุ่มงบประมาณให้ มีรายงานข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า กองทัพเมียนมากำลังซื้อเครื่องบินแอร์บัสมือสอง CASA C-295s จากกองทัพอากาศจอร์แดนอีก 2 ลำมูลค่า 38.6 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังเซ็นสัญญาปรับปรุงเครื่องบินแอร์บัส A319-112 ที่เคยเป็นเครื่องบินของสายการบินเมียนมา แอร์เวย์ส อินเตอร์เนชันแนลก่อนจะนำมาใช้งานในกองทัพอีก 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

นับเฉพาะดีลล่าสุดนี้ก็ปาไปแล้ว 43.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

หากมองย้อนหลังไปอีกนิดจะพบว่าที่ผ่านมากองทัพเมียนมาใช้งบประมาณซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์แบบมือเติบไม่แพ้กองทัพไทย เว็บไซต์ The Irrawaddy รายงานว่านับตั้งแต่ปี 2001-2016 กองทัพเมียนมาซื้อยุทโธปกรณ์จากรัสเซียถึง 1,450 ล้านเหรียญสหรัฐ ซื้อจากจีน 1,420 ล้านเหรียญสหรัฐ

หากมองจากสถานการณ์เศรษฐกิจและโรคระบาดของเมียนมา การซื้อเรือดำน้ำเครื่องบิน และยุทโธปกรณ์อื่นๆ อาจกลายเป็นเรื่องไม่จำเป็นหรือหากจำเป็นก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอันดับต้นๆ ดังที่กองทัพพยายามชี้ให้เห็น

ณ วันนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสะสมของเมียนมาพุ่งไปถึง 119,788 ราย ในขณะที่ระบบสาธารณสุขที่เปราะบางของประเทศกำลังจะรองรับผู้ป่วยไม่ไหว

หลังจากถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารมาหลายทศวรรษ ระบบสาธารณสุขของเมียนมาที่ถูกละเลยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในโลก ในปี 2018 องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เมียนมามีแพทย์เพียง 6.7 คนต่อประชากร 10,000 คน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่มีแพทย์ 15.6 คนต่อประชากร 10,000 คน และมีเตียงฉุกเฉินในโรงพยาบาลเพียง 1.1 เตียงต่อประชากร 100,000 คน เมื่อเทียบกันแล้วไทยมีมากกว่าเกือบ 10 เท่า

และในเดือนนี้สถาบัน Brookings Institution ในสหรัฐระบุจุดอ่อนที่ชัดเจนหลายประการของเมียนมา ได้แก่ ความสามารถในการตรวจเชื้อที่ไม่เพียงพอ, ระบบสาธารณสุขที่ไม่ได้เตรียมการ, การขาดรายได้และการขาดแคลนอาหารที่เกิดจากวิกฤต และความไม่สงบภายในประเทศซึ่งรวมถึงสงครามกลางเมืองที่นองเลือดในพื้นที่ชายแดนหลายแห่ง

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เมียนมาร์มีความพร้อมน้อยที่สุดในภูมิภาคในการรับมือกับวิกฤตสุขภาพที่สำคัญใดๆ

นอกจากจะมีความพร้อมน้อยที่สุดแล้ว เมียนมายังประมาทเลินเล่อในการรับมือกับ Covid-19 ปล่อยให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างในรัฐยะไข่ อีกทั้งในช่วงหาเสียงเลือกตั้งยังปล่อยให้ประชาชนคลุกคลีกันอย่างใกล้ชิด และหลังพรรคเอ็นแอลดีของออง ซาน ซูจี คว้าชัยชาวเมียนมาก็ยังออกมาฉลองกันชนิดไม่กลัวเชื้อโคโรนาไวรัส

จึงไม่แปลกที่หลังเลือกตั้งตัวเลขผู้ติดเชื้อจะพุ่งขึ้นอีก จนกลายเป็นว่าระบบสาธารณสุขที่เปราะบางอยู่แล้วต้องแบกรับภาระหนักขึ้นไปอีกและพร้อมจะพังทลายได้ทุกเมื่อ ขณะที่เศรษฐกิจก็ย่ำแย่จนชาวเมียนมาต้องหนีออกมาหางานทำที่ประเทศไทย

ดังนั้น แทนที่กองทัพเมียนมาจะทุ่มงบประมาณไปกับการสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ เรือดำน้ำเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากเพื่อนบ้านที่ยังไม่เกิดขึ้น ควรนำเงินจำนวนมหาศาลนี้มายกระดับระบบสาธารณสุขเพื่อรับมือกับภัยคุกคามเฉพาะหน้าอย่างโรคระบาดที่คุกคามชีวิตประชาชนจะเป็นประโยชน์กว่า

บิ๊กเพนตากอนหวั่นทรัมป์ประกาศกฎอัยการศึกขวางไบเดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641243

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 20:15 น.บิ๊กเพนตากอนหวั่นทรัมป์ประกาศกฎอัยการศึกขวางไบเดนบิ๊กกลาโหมประชุมเครียดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะประกาศกฎอัยการศึกในนาทีสุดท้ายเพื่อขวางไม่ให้ โจ ไบเดน นั่งเก้าอี้ผู้นำ   

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐยืนยันกับสำนักข่าว Newsweek ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพสหรัฐประชุมหารือลับท่ามกลางความหวั่นวิตกว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อาจประกาศกฎอัยการศึกระหว่างช่วงเวลาไม่ถึงเดือนก่อนอำลาตำแหน่งเป็นการทิ้งทวน เพื่อขัดขวางไม่ให้ โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐอย่างเป็นทางการ

บรรดาเจ้าหน้าที่อ้างว่า แม้ว่าโอกาสที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพจะเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการใดๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งจะเป็นศูนย์ แต่ก็มีความกังวลว่าทหารจะถูกดูดเข้าไปในปัญหาที่ทรัมป์ก่อขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทรัมป์สั่งระดมกองกำลังทหารส่วนตัวเข้ามาขัดขวางการถ่ายโอนอำนาจและสร้างความวุ่นวายในกรุงวอชิงตันดีซี

อดีตเจ้าหน้าที่กลาโหมรายหนึ่งเผยกับ Newsweek ว่า “ผมทำงานเกี่ยวข้องกับกองทัพมากว่า 40 ปีและไม่เคยเห็นการหารือเช่นนี้มาก่อน”

แหล่งข่าวทั้ง 6 รายยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ทรัมป์จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายพลระดับสูงในกองทัพหากตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง

รายงานข่าวของ Newsweek เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าทรัมป์เรียกประชุมที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว เพื่อหารือหนทางใหม่ในการคว่ำชัยชนะของไบเดน โดยมีการพูดถึงการส่งทหารลงพื้นที่ก่อนจะถูกที่ประชุมปัดตกไป

โดยทรัมป์ทวีตปฏิเสธว่า “กฎอัยการศึก=ข่าวปลอม แค่การรายงานข่าวด้วยเจตนาไม่ดีเท่านั้น!”

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพหลายนาย รวมทั้ง ไรอัน แม็คคาร์ธี รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐ และเจมส์ แม็คคอนวิลล์  ผู้บัญชาการทหารบก สหรัฐ ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

หนูน้อยวัย 6 ขวบเขียนจดหมายถึงไฟเซอร์ ขอวัคซีนช่วยซานตาคลอส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641241

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 19:15 น.หนูน้อยวัย 6 ขวบเขียนจดหมายถึงไฟเซอร์ ขอวัคซีนช่วยซานตาคลอสไฟเซอร์หุบยิ้มไม่อยู่เมื่อเด็ก 6 ขวบขอวัคซีนไปขั้วโลกเหนือเพื่อให้ซานตาและเหล่าเอลฟ์ด้วย

เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า แคลลัม ธอร์นฮิลล์ หนูน้อยวัย 6 ขวบ รีบเขียนจดหมายถึงบริษัทไฟเซอร์เมื่อรู้ว่าทางบริษัทได้พัฒนาวัคซีนต้านโรคโควิด-19 แต่ทางไฟเซอร์ถึงกับหุบยิ้มไม่อยู่เมื่อพบว่าหนูน้อยคนนี้ไม่ได้เขียนจดหมายเพื่อขอวัคซีนให้ตัวเองหรือครอบครัวแต่อย่างใด แต่กลับขอให้ซานตาคลอสและเหล่าเอลฟ์ของเขาต่างหาก

พอลลา ลินแฮน แม่ของเขาเผยว่าลูกชายของเธอได้ยินเรื่องวัคซีนทางวิทยุบนรถระหว่างกำลังเดินทางไปโรงเรียน และเมื่อกลับจากโรงเรียนในวันนั้นเขาก็รีบเขียนจดหมายถึงบริษัทไฟเซอร์ในทันที

โดยในจดหมายระบุว่า “เรียนไฟเซอร์ ผมรู้ว่าคุณกำลังทำวัคซีนใหม่สำหรับไวรัสโคโรนา ยอดเยี่ยมเลย ได้โปรดส่งวัคซีนจำนวนหนึ่งไปที่ขั้วโลกเหนือให้ซานตาและเอลฟ์ของเขาด้วยได้ไหม พวกเราอยากปกป้องวันคริสต์มาสและทำให้เด็กๆ ทุกคนมีความสุข”

หลายสัปดาห์ต่อมาแคลลัมได้รับคำตอบจากอัลเบิร์ต เบอร์ลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไฟเซอร์ว่า “เราอยากให้หนูรู้ว่าเรากำลังทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยสร้างความหวังให้กับผู้คนทั่วโลก และเราจะดูแลซานตาและเอลฟ์ของเขาด้วย”

นอกจากนี้ยังมีจดหมายจากเด็กๆ อีกหลายฉบับที่ส่งไปยังบริษัทไฟเซอร์ โดยเบอร์ลาเผยว่า “จดหมายลักษณะเช่นนี้จากเด็กๆ เต็มไปด้วยความหวังและความเมตตา มันเตือนให้เราตระหนักว่างานที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนี้มีความสำคัญมากขนาดไหน”

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปได้อนุมัติวัคซีนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคแล้ว และคาดว่าประเทศสมาชิกจะได้รับวัคซีนชุดแรกในสัปดาห์หน้า ขณะที่หลายประเทศกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่และมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในช่วงคริสต์มาส

Photo by Mohd RASFAN / AFP

โควิดมหาชัย ท้าทาย ‘ทีมเฮียม้อ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453279

โควิดมหาชัย ท้าทาย ‘ทีมเฮียม้อ’

 โควิดมหาชัย ท้าทาย 'ทีมเฮียม้อ'

26 ธันวาคม 2563 – 12:14 น.

ภารกิจแรกของ “ปลัดแต” ว่าที่นายก อบจ.สมุทรสาคร ต้องฝ่ามรสุมโควิดรอบใหม่ให้ได้

++
    สมุทรสาคร กลายเป็นพื้นที่สีแดงสำหรับการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 และช่วงวันเลือกตั้งนายก อบจ. ก็ดำเนินไป ท่ามกลางข่าวโควิดจากตลาดกุ้งมหาชัยแพร่สะพัดไปทั่วประเทศ
    เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2563 แฟนเพจเฟซบุ๊คฅนทำงาน ได้อัพสเตตัส #เราจะสู้ไปด้วยกันครับ และก่อนหน้านั้น มีภาพของอุดม (ปลัดแต) ไกรวัตนุสสรณ์ พร้อมสมาชิกทีมฅนทำงาน มอบคลอรีนน้ำฆ่าเชื้อ และหน้ากากอนามัย ให้กับ อ.กระทุ่มแบน อ.บ้านแพ้ว และอ.เมืองสมุทรสาคร เพื่อนำไปใช้ในภารกิจป้องกันโรคโควิค-19 
    ทีมฅนทำงาน เป็นชื่อกลุ่มการเมืองท้องถิ่นของตระกูล “ไกรวัตนุสสรณ์” ซึ่งได้ส่ง “ปลัดแต” อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ ลงชิงเก้าอี้นายก อบจ.สมุทรสาคร และได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น

 โควิดมหาชัย ท้าทาย 'ทีมเฮียม้อ'

                    ทีมปลัดแต 

++
ทีมเฮียม้อ
++
    กว่า 3 ทศวรรษมาแล้ว การต่อสู้ทางการเมืองในสมุทรสาคร เป็นการขับเคี่ยวกันของ 3 ตระกูลดังคือ ก๊กผล, ทับสุวรรณ และไกรวัตนุสสรณ์ 
    สำหรับการเมืองท้องถิ่น คนในตระกูล “ไกรวัตนุสสรณ์” เป็นนายก อบจ.สมุทรสาคร ติดต่อกันมา 3 คนแล้ว เริ่มจาก “ตุ่น” อุดร ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ล่วงลับ , “เฮียม้อ” มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ และ “ปลัดแต” ที่เพิ่งได้รับชัยชนะ
    “เฮียม้อ” มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ ทำธุรกิจประมง มีห้องเย็นชื่อ บริษัท มณฑลชัยห้องเย็น จำกัด ก้าวเข้าสู่การเมืองระดับชาติในนามพรรคความหวังใหม่ 
    การผงาดขึ้นเป็น ส.ส.สมุทรสาคร และรัฐมนตรี ทำให้ตระกูลการเมืองดั้งเดิมอย่าง “ทับสุวรรณ” และ “ก๊กผล” ต้องปรับตัว
    ตระกูล “ทับสุวรรณ” จะผูกพันอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ล่าสุด ย้ายไปสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย ส่วน “ก๊กผล” พะยี่ห้อกิจสังคม มาหลายสิบปี ก่อนจะย้ายมาพรรคไทยรักไทย เมื่อสิ้นเจี่ย ก๊กผล ก็ไม่มีใครสานต่อ

++
ปลัดแต
++
    ผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.สมุทรสาคร อย่างไม่เป็นทางการ อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ ได้ 131,537 คะแนน ตามมาด้วย อวยชัย จาตุรพันธ์ คณะก้าวหน้า ได้ 26,463 คะแนน และเชาวรินทร์ ชาญสายชล เพื่อไทย ได้ 22,307 คะแนน
    ปลัดแตชนะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ผลคะแนนของ “ทีมเฮียม้อ” ทิ้งห่างคณะก้าวหน้าหลายเท่าตัว เป็นเรื่องที่ผิดคาดของคอการเมือง

 โควิดมหาชัย ท้าทาย 'ทีมเฮียม้อ'

            อุดม ว่าที่นายก อบจ.สมุทรสาคร 

    เนื่องจากการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 พรรคอนาคตใหม่ สร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ ได้ 2 ที่นั่ง และทีมเฮียม้อในสีเสื้อชาติไทยพัฒนา พ่ายยับ
    ฐานเสียงอนาคตใหม่(ก้าวไกล) กับคณะก้าวหน้า ก็ฐานเดียวกัน แต่ผ่านไปแค่ปีเศษ คะแนนของกลุ่มธนาธรทั้งจังหวัด หดหายไปเกินครึ่ง
    สำหรับประวัติ อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ วัย 53 ปี บุตรชาย “เฮียม้อ” อดีตนายก อบจ.สมุทรสาคร และน้องชายของอุดร ไกรวัตนุสสรณ์ อดีตนายก อบจ.สมุทรสาคร ที่เสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่ง     
    “อุดม” เคยเป็นอดีตปลัดอำเภอ อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยเป็น ส.ส.สมุทรสาคร 4 สมัย ในปี 2538, 2539, 2544 สังกัดพรรคความหวังใหม่ และปี 2548 สังกัดพรรคไทยรักไทย ก่อนถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ในคดียุบพรรคไทยรักไทย 
    สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เคยได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (วิเชษฐ์ เกษมทองศรี) 
    อาฟเตอร์ช็อกเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 สะเทือนทีมเฮียม้อมาแล้ว แต่มาเจอโควิดรอบนี้ ดูจะท้าทายปลัดแต่ยิ่งกว่า 


 โควิดมหาชัย ท้าทาย 'ทีมเฮียม้อ'

บทเรียน พท. ‘ขวัญ’ ลูกสหายแสง พวกมาก่อนพรรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453270

บทเรียน พท.’ขวัญ’ ลูกสหายแสง พวกมาก่อนพรรค

 บทเรียน พท.'ขวัญ' ลูกสหายแสง พวกมาก่อนพรรค

26 ธันวาคม 2563 – 10:26 น.

สนามนครพนม บทเรียนเจ็บแสบเพื่อไทย “ครูแก้ว” เอาพวก ชนะฝ่ายที่ชูพรรค คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย ยังไม่จบ หลังทราบผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ทั่วประเทศ เมื่อ การุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กกรณี พิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แชร์คอลัมน์เกี่ยวกับการแพ้เลือกตั้งนายก อบจ.ในจังหวัดที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลงไปช่วยหาเสียง  
    “เก่ง การุณ” วิจารณ์พิชัยว่า ไม่เป็นสุภาพบุรุษ ทำตัวไม่เหมาะสมกับเป็นผู้ใหญ่ในพรรค
    ตามมาด้วย ชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ในสนามการต่อสู้ควรรักษาน้ำใจซึ่งกันและกัน เพราะนครพนมก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่ส่งนายก อบจ.ในนามพรรคเพื่อไทย และผู้สมัครนายก อบจ.ไม่ได้รับเลือกตั้ง
    “ชวลิต” ขอขอบคุณผู้บริหารพรรค ที่ส่งทีมปราศรัยชุดใหญ่ ประกอบด้วยอดิศร เพียงเกษ ,อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด และ ดร.อรุณี กาสยานนท์ ไปปราศรัยทุกเขต
    ขณะที่การหาเสียงในนครพนม สมชอบ นิติพจน์ อดีตนายก อบจ.นครพนม พยายามชูแบรนด์พรรคเพื่อไทย ตรงกันข้ามกับคู่แข่งอย่าง “ขวัญ” ศุภพานี โพธิ์สุ จะปราศรัยทุกเวทีว่า “ไม่มีพรรค มีแต่พวก ทำงานร่วมกัน..เพราะเรื่องของท้องถิ่นไม่เกี่ยวกับพรรค”

++
พวกมาก่อนพรรค
++
    ผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.นครพนม อย่างไม่เป็นทางการ ศุภพานี โพธิ์สุ ทีมนครพนมร่วมใจ ได้ 161,962คะแนน  ล้มแชมป์เก่า 2 สมัย สมชอบ นิติพจน์ ผู้สมัคร ที่ได้คะแนน 110,580 คะแนน  ทิ้งห่างกัน 5,1382 คะแนน 

 บทเรียน พท.'ขวัญ' ลูกสหายแสง พวกมาก่อนพรรค

                ทีมนครพนมร่วมใจ ได้บริหาร อบจ.นครพนม 

    “ขวัญ” ลูกสาวคนโต วัย 36 ปี ของ “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ หนุ่มศรีสงคราม กับพูนสุข โพธิ์สุ สาวนาแก สำหรับชื่อ “ศุภพานี” นั้นนำเอาชื่อพ่อแม่ “ศุภ+พูน” มาตั้ง
    ครูแก้วหรือสหายแสง รองประธานสภาผู้แทนฯ พาลูกสาวคนนี้เข้าสู่วงการเมืองมานานแล้ว โดยเป็นผู้ช่วย ส.ส. และสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ขวัญได้เป็นเลขานุการ รมว.มหาดไทย (ชวรัตน์ ชาญวีรกูล)
    ช่วงก่อน กกต.จะออกระเบียบห้าม ส.ส. หรือข้าราชการการเมืองไปช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่น ครูแก้วได้เปิดตัวทีมนายก อบจ.นครพนม ตั้งแต่เดือน ก.ย.2563 โดยวางตัวลูกสาวเป็นนายก อบจ. พร้อมกับดึง 2 อดีต ส.ส.นครพนมคือ นพ.อลงกต มณีกาศ และ ชูกัน กุลวงษา เป็นรองนายก อบจ.

 บทเรียน พท.'ขวัญ' ลูกสหายแสง พวกมาก่อนพรรค

               ครูแก้ว พาลูกสาวไปเปิดตัว ช่วงก่อน กกต.ออกกฎเหล็ก 

    ทั้ง นพ.อลงกต และชูกัน เคยสวมเสื้อพลังประชารัฐ ลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว แต่สอบตก

++
สิงห์เหนือเสือใต้
++
    เหนืออื่นใด ศุภชัย โพธิ์สุ กับไพจิต ศรีวรขาน สนิทสนมกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยพรรคความหวังใหม่ พรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน ทุกวันนี้ แม้จะอยู่คนละพรรค แต่ก็พวกเดียวกัน 
    เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2563 “สิงห์เหนือ” ศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม เขต 1 ค่ายภูมิใจไทย กับ “เสือใต้” ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม เขต 3 ค่ายเพื่อไทย เจอกันในงานทอดกฐินสามัคคี วัดดอนสวรรค์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ไพจิตได้ประกาศต่อหน้าชาวบ้านว่า ขอสนับสนุน ศุภพานี โพธิ์สุ  
    ย้อนไปเมื่อปี 2555 “ครูแก้ว” สิงห์เหนือ “ไพจิต” เสือใต้ ได้หนุน สมชอบ นิติพจน์ เป็นนายก อบจ.นครพนม โดยมีการแต่งนั้นภรรยาของทั้งคู่ เป็นรองนายก อบจ.
    นี่เป็นหนังตัวอย่างการเมืองท้องถิ่นแบบไทยๆ เรื่อง “ไม่มีพรรคมีแต่พวก” 

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู “วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี” แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453226

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู “วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี” แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย 

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู "วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี" แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย 

25 ธันวาคม 2563 – 16:49 น.

“คนไม่ทำงานเท่านั้นที่ไม่ผิด” น่าจะเป็นคำเปรียบเปรยได้ดีสำหรับผู้ว่าฯปู “วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี” ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครชั่วโมงนี้ที่โดนรุมถล่มในที่ประชุม ครม. แต่”โควิด-19 “ถือเป็นยาแรงที่สร้างความแกร่งให้กับผู้ว่าฯเมืองมหาชัยคนนี้

 “คนไม่ทำงานเท่านั้นที่ไม่ผิด” น่าจะเป็นคำเปรียบเปรยได้ดีสำหรับผู้ว่าฯปู “วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี” ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครช่วงโมงนี้ที่โดนรุมถล่มในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.63 ที่ผ่านมา พร้อมคำแถลงการณ์จากนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ที่ว่า “ผู้ว่าฯปล่อยให้มีการแพร่ระบาดเช่นนี้ได้ยังไง ผมผิดที่ไม่ได้ดูนโยบายในภาพรวม”
  แต่หากใครติดตามข่าวการทำงานของ”พ่อเมือง”ท่านนี้ก็คงจะเห็นในทันทีที่ทราบข่าวว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ตลาดกลางค้ากุ้ง ผู้ว่าฯสั่งก็ระดมทุกหน่วยงานปฎิบัติแบบสายฟ้าแลบ พร้อมออกมาตรการต่าง ๆ อย่างเข้มงวดในทันที
  แม้จะเหนื่อยหนักขนาดไหนก็ไม่หวั่น ยังยิ้มสู้ เห็นได้จากการแถลงข่าว วันแรก ๆ ของการระบาดโควิด-19 มีนักข่าวโยนคำถามถึงผู้ว่าฯสมุทรสาคร”วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี”ในระหว่างการแถลงข่าวความคืบหน้าว่า
  “รู้สึกผู้ว่าฯ อารมณ์ดีเป็นพิเศษ”
  ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่ได้รับฟังไม่น้อย
   “อยากจะบอกเหลือเกินว่า คนเป็นผู้ว่าฯ ก็เหมือนกับเป็นแม่ทัพ ออกรบทัพจับศึก จะร้องไห้ให้ไพร่พลเห็นได้อย่างไร แม้หัวใจจะร้องไห้ ด้วยความสงสารคนสมุทรสาครมาหลายครั้งหลายหน มีเรื่องราวอีกมากมายที่อยากพูดแต่ไม่ได้พูด โดยเฉพาะคนที่ปล่อยให้ COVID-19 เข้ามาในใจกลางเมืองสมุทรสาครเหนื่อยและลำบากแค่ไหน แต่ยังไหวครับ” 

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู "วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี" แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย 

                                             นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าฯสมุทรสาคร

นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี หรือคนสมุทรสาคร เรียกกันติดปาก”ผู้ว่าฯปู”  หากย้อนดูประวัติการทำงานต้องบอกว่า”ลูกสิงห์ทอง”คนนี้ถือว่าไม่ธรรมดาผ่านงานผู้ว่าฯมาหลายจังหวัด ผ่านประสบการณ์ บู๊-บุ๋น มาอย่างโชกโชน ทุกคนยอมรับในฝีไม้ลายมือการบริหารของนักปกครองอาชีพ 

 

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู "วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี" แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย 


  วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี  เป็นคนอ่างทองโดยกำเนิด เกิดที่อ.วิเศษไชยชาญ ในครอบครัวคหบดี หลังจบป.ตรีรัฐศาสตร์จากรามคำแหง ก็คว้าป.โทด้านบริหารจากม.บูรพา หน้าที่การงานเริ่มไต่เต้าจากปลัดอำเภอสู่ผู้ว่าฯใช้เวลากว่า 30 ปี โดยชีวิตราชการส่วนใหญ่วนเวียนอยู่ในจ.สุพรรณบุรี
 เขาเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาบึงฉลากตามบัญชาของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ เมื่อครั้งรั้งตำแหน่งนายอำเภอเดิมบางฯ โดยเริ่มจากการพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรม จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจ.สุพรรณบุรีในทุกวันนี้ 
  เมื่อครั้งย้ายมาเป็นนายอำเภอศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรีก็สร้างผลงานไม่น้อยหน้า แต่ความฮือฮาคือ การมีแนวคิดสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน โดยการนำผักตบชวาที่ทุกคนมองว่าเป็นพืชขยะไร้ค่ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จนมีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ

พลิกปูมเส้นทางชีวิตผู้ว่าฯปู "วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี" แม่ทัพหน้าปราบโควิด-19 เมืองมหาชัย 

        ครั้นย้ายมาเป็นนายอำเภอแม่วงค์ จ.นครสวรรค์ก็ยังรังสรรค์ผลงานที่เข้าตา ด้วยการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำของชาวบ้านและผู้มีอิทธิพลเป็นผลสำเร็จ เนื่องว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของอ.แม่วงค์อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ 
  การก้าวผ่านนายอำเภอมาสู่ตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรี เหมือนได้กลับมาบ้านเก่า ครั้งหนึ่งผู้ว่าฯปูเคยปรารภกับ”ทีมข่าวคมชัดลึก”ว่า
      ”สุพรรณก็เหมือนบ้านหลังที่สอง มาสุพรรณเหมือนได้กลับมาบ้านอีกครั้งจะต้องดูแลคนสุพรรณให้ดีที่สุด” 
       จากปลัดจังหวัดสู่รองผู้ว่าฯ ก่อนก้าวมารั้งตำแหน่งผู้ว่าฯอย่างเต็มตัวครั้งแรกที่จ.พิจิตร
      ผลงานที่โดดเด่นของพ่อเมืองที่นี่  ได้พัฒนาจ.พิจิตรจากเมืองผ่านให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญอันโดดเด่นของเหนือตอนล่างในที่สุด  เพราะทันทีที่รับตำแหน่งผู้ว่าฯเมืองชาละวัน งานแรกที่จับกลายเป็นหินคือการพัฒนาพื้นที่รอบบึงสีไฟ เพราะเป็นแหล่งรวมของปัญหาที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน ถูกบุกรุกของชาวบ้านและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีผู้ว่าฯคนไหน กล้าแตะ 
     แต่ “วีระศักดิ์” คนนี้กลับเดินหน้าพัฒนาอย่างชนิดที่ว่าไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม หลังได้รับไฟเขียวจากผู้บังคับบัญชารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่สั่งการลงมา พร้อมจัดสรรงบประมาณลงมาอย่างเต็มสูบ ส่วนแนวทางการพัฒนา เขานำประสบการณ์จากความสำเร็จ ถอดบทเรียนการพัฒนาบึงฉวาก เฉลิมพระเกียรติมาพัฒนาพื้นที่บึงสีไฟให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของคนพิจิตร
  จากบึงสีไฟต่อยอดมาพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสายธรรมะ เนื่องจากพิจิตรเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม มีเกจิอาจารย์มีชื่อดังมากมาย  ทั้งยังมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์อีกหลายแห่ง ทำให้มีการต่อเชื่อมเส้นทางประวัติศาสตร์และวัดวาอารามด้วยเส้นทางท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ จึงทำให้เมืองรองการท่องเที่ยว อย่างพิจิตรเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ 
    ไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรัก จึงไม่แปลก เมื่อมีคำสั่งย้ายมารั้งตำแหน่งผ้ว่าฯศรีสะเกษ ชาวพิจิตรต่างแห่กันไปส่งอย่างอุ่นหนาฝาคั่งถึงหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษเลยทีเดียว   
  “ก่อนมารับตำแหน่งผู้ว่าฯที่นี่ ผมได้ทำการบ้านมาก่อนแล้ว 1 เดือนเต็ม เมื่อมาถึงก็เริ่มทำงานได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาศึกษาเรียนรู้งานใหม่ เพราะฉะนั้นผมมาเป็นผู้ว่าฯก่อนคำสั่งออก 1 เดือน”ผู้ว่าฯปูเปรยกับทีมข่าวคมชัดลึก เมื่อครั้งมารับตำแหน่งผู้ว่าฯศรีสะเกษใหม่ ๆ 
 จากพิจิตรมาศรีสะเกษ เมืองชายแดน ปัญหาจึงต่างจากเดิมอย่าลิบลับ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาระหว่างประเทศ เพราะมีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน  จึงมีการกระทบกระทั่งกันบ่อย แต่ด้วยความเป็นนักบริหารมือประสานสิบทิศ ปัญหาส่วนใหญ่จึงจบลงที่ระดับจังหวัด   แต่ที่ดังเป็นพลุแตกคือการสร้างสตอรี่ทุเรียนภูเขาไฟ พร้อมเนรมิตเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร จนทำให้ศรีสะเกษเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งผลิตทุเรียนพันธุ์ดี สามารถสร้างอาชีพและรายได้กับชาวศรีสะเกษอย่างเป็นกอบเป็นกำ
     2 ปีกว่าของพ่อเมืองศรีสะเกษ ก่อนย้ายมารับตำแหน่งผู้ว่าฯสมุทรสาคร รู้ว่าเป็นงานหนักงานหิน เพราะสภาพพื้นที่เศรษฐกิจ สังคมไม่เหมือนที่ผ่านมา เคยมีอดีตผู้ว่าฯท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า
      “ใครมาเป็นผู้ว่ามหาชัยเหมือนควบตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ เพราะเป็นจังหวัดแหล่งรวมของทุกปัญหา ผ่านมหาชัยไปอยู่จังหวัดไหนก็ได้สบายมาก”
       ยามปกติ สมุทรสาครก็หนักอึ้งอยู่แล้ว ยิ่งยามไม่ปกติจากสถานการณ์โควิด-19 เข้ามาก็ยิ่งสาหัสสากรรจ์เข้าไปอีก  โชคร้ายในความโชคดีที่ผู้ว่าฯคนนี้มีชาวมหาชัยเป็นเกราะกำบัง หลังได้เห็นการทำงานแบบถึงลูกถึงคนมาระยะหนึ่ง มีบู้บุ๋นยืดหยุ่นตามสถานการณ์ตามหลักของนักปกครอง
      ”  โควิด-19 “ถือเป็นยาแรงที่สร้างความแกร่งให้กับผู้ว่าฯเมืองมหาชัยคนนี้ที่ชื่อ”วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงสี”