สัญญาณชัด พล.อ. ‘ประยุทธ์ ‘ลุยการเมืองเต็มตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538876

16 ธ.ค. 2565

สัญญาณชัด พล.อ. 'ประยุทธ์ 'ลุยการเมืองเต็มตัว

ดิสทัต โหตระกิตย์ ลาเก้าอี้ ‘เลขาธิการนายก’เปิดทาง พีระพันธ์ เสียบแทน กรุยเส้นทางเดินหน้าทางการเมืองให้พล.อ.ประยุทธ์

อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง นายดิสทัต โหตระกิตย์ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 162/2562 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 แต่งตั้ง นายดิสทัต โหตระกิตย์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไปนั้น เนื่องจาก นายดิสทัต โหตระกิตย์ ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2565 

คำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการพ้นตำแหน่งคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการพ้นตำแหน่ง

อาศัยอำนาจตามมาตรา 10 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 จึงให้นายดิสทัต โหตระกิตย์ ข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง

และเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้ง นายดิสทัต โหตระกิตย์ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2565 เป็นต้นไป

คำสั่งนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งทีปรึกษานายกฯคำสั่งนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งทีปรึกษานายกฯ

การลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของ ดิสทัต เป็นไปตามที่มีข่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี สัปดาห์หน้า จะมีการแต่งตั้ง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ มาดำรงตำแหน่ง รับบทบาท นายกฯน้อย

หลังจากเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีมา ตั้งแต่ ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์และถือเป็นสัญญาณ ที่ชัดเจน ในการเดินหน้าทางการเมืองของพลเอก ประยุทธ์ 

ประธานสภาขอช่วยกันทำงาน อย่าหวั่นกระแส ‘ลาออก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538870

16 ธ.ค. 2565

ประธานสภาขอช่วยกันทำงาน อย่าหวั่นกระแส 'ลาออก'

ส.ส.ลาออกไม่กระทบสภา หากคนที่เหลือช่วยกันทำงาน ‘ชวน หลีกภัย’ ขอร้อง ภช่วยผลักดันเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้ว

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ปีที่ 4 ครั้งที่ 14 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่2 เป็นพิเศษ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร แจ้งให้สมาชิกรับทราบว่า ขณะนี้ มีส.ส.ลาออกเพิ่มเติมอีก  3 คน  คือนาย สุชาติ อุตสาหะ พล.อ.สมชาย วิศนุวงศ์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และ กนก วงศ์ตระหง่าน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์  ทำให้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้ มีจำนวน  439  คน องค์ประชุมสภา 220 คนอย่าไปกังวลสถานการณ์ภายนอก ขอให้อยู่ทำงานจนวาระสุดท้าย

โดยเฉพาะเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วซึ่งเป็นวาระสำคัญของการประชุมวันนี้ ที่มีทั้งสิ้น 19 เรื่อง ทำให้รู้สึกเป็นห่วงกรรมาธิการแต่ละชุดทุ่มเทการทำงานมาเป็นปี  เสียดายเบี้ยประชุม หากไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภา เรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วทั้งสิ้น 19 เรื่อง  หากมีความรับผิดชอบช่วยกันทำงานทั้งปี ก็สามารถพิจารณา เรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จได้ทุกเรื่อง

ล่าสุด อัลวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ได้ขอลาออกจากพรรค โดยให้มีผลในวันนี้  จดหมายลาออกของ อันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยื่นต่อนายทะเบียนพรรค ปชป.เพื่อขอลาออกจากสมาชิก ลงวันที่ 16 ธันวาคม มีเนื้อหาว่า

เมื่อปี 2544 มีพรรคการเมืองที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่และได้นำเสนอนโยบายด้วยวิธีคิดที่แปลกใหม่ทำให้เป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชน ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ที่มักจะประกาศด้วยความภาคภูมิใจจนน่าจะเป็นสูตรสำเร็จว่าเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ ผลิตนักการเมืองที่มีชื่อเสียงมาแล้วหลายคนต้องประสบต่อการพ่ายแพ้การเลือกตั้งทั่วไป 

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อปี 2562 พรรคพ่ายแพ้อย่างยับเยิน จากเดิมที่เคยมี ส.ส. 161 คน เหลือเพียง 52 คน เป็นที่น่าตกใจและน่ากังวลเป็นอย่างมาก  ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับพรรคมา 17 ปี พรรคก็ยังพ่ายแพ้การเลือกตั้งทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ตนเองเฝ้าดูด้วยความวิตกกังวลและคิดว่าคณะผู้บริหารของพรรคคงกำลังคิดหาทางแก้ไข จึงเฝ้ารอด้วยความอดทนโดยที่ไม่เคยแสดงความคิดเห็นใดๆ 

ส่วนสาเหตุการลาออกเป็นไปตามเหตุผลเดิมที่ได้ระบุไว้ในเอกสารที่ยื่นต่อพรรคหลายฉบับว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เหมือนเดิม อุดมการณ์เดิมของพรรคนั้น ต้องทำ ต้องปฎิบัติ ไม่ใช่ ดีแต่พูด

ส.ส.ย้ายพรรค ‘ลาออก’ ระหว่างวาระ กระทบศรัทธา ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538859

16 ธ.ค. 2565

ส.ส.ย้ายพรรค 'ลาออก' ระหว่างวาระ กระทบศรัทธา ประชาชน

ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ชี้ วาระซ่อนเร้นส.ส. ‘ย้ายพรรค’ ทำลายประชาธิปไตย กลับสู่วงจรธนกิจการเมือง

ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลาออก และย้ายพรรคพร้อมกันจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ของ ส.ส. แม้สภายังไม่หมดวาระ ว่า  เป็นไปตามคำสั่งของพรรคที่จะย้ายไป ความคิดเบื้องต้นทราบว่าเพื่อกันปัญหาการเป็นสมาชิกพรรค 90 วัน และเพื่อความชัวร์ว่าคุณมาแน่ การลาออกและย้ายพรรคกันเป็นล็อต 30-40 คน ชัดเจนว่าเกิดจากการวางแผนกันมาโดยไม่สนใจว่ายังมีภารกิจในฐานะตัวแทนประชาชนที่ต้องทำอยู่หรือไม่ ไม่สนใจว่าประชาชนเขาเลือกเรามาให้ทำหน้าที่ในสภามีระยะเวลาสี่ 

ที่ผ่านมาการย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ แต่ส่วนใหญ่มักจะเกิดหลังยุบสภา หรือสภาหมดอายุ และเป็นรายคน มิใช่เป็นแบบกระบวนการ

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในการสอบสวนทางวินัยจรรยาบรรณ ส.ส.หลายคน ขอบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าที่มาที่ไปคือ เพราะได้ผลประโยชน์ ได้โครงการ ได้การดูแลที่พรรคเดิมไม่อาจให้ได้ หลายคนยอมเป็นงูเห่าถ้าจะขับก็ยินดี แถมบอกให้รีบขับเร็วๆ แสดงว่าจริงๆแล้ว ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์อะไรทั้งสิ้น

สภาพการเมืองเช่นนี้น่าห่วง  ส่วนหนึ่งแสดงว่า รัฐธรรมนูญปราบโกงล้มเหลวสิ้นเชิง การปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญและนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ล้มเหลว การเมืองย้อนไปสู่ธนกิจการเมือง การเมืองแบบแจกกล้วย ดูแล้วคล้ายๆก่อนยุครัฐธรรมนูญ2540 ที่เป็นเหตุให้ตัองปฏิรูปการเมืองขนานใหญ่

ส่วนการให้สัมภาษณ์ของนายกฯเรื่องสภาล่ม และส.ส.ย้ายพรรคว่า เป็นเรื่องฝ่ายการเมืองตัวเองสั่งไปแล้ว ต้องไปว่ากันเอง ทำให้รู้สึกถึงการลอยตัว ทำนองว่าคุณมาเลือกผมเองทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้เป็นแม้แต่สมาชิกพรรคของคุณ จริงๆแล้วพรรคที่เสนอเขาก็ควรจะได้รับรู้ว่าแท้จริงเป็นอย่างไร

นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดคนที่เสนอเป็นนายกฯ ในนามพรรคตัวเอง ไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่สมาชิกพรรค แต่มีอิทธิพลถึงขั้นให้เสนอชื่อตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีได้

‘หมอวรงค์’เรียกร้อง’บิ๊กตู่’หยุดประมูลดาวเทียม เอื้อประโยชน์นายทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538838

15 ธ.ค. 2565

'หมอวรงค์'เรียกร้อง'บิ๊กตู่'หยุดประมูลดาวเทียม เอื้อประโยชน์นายทุน

‘หมอวรงค์ ‘เรียกร้อง’บิ๊กตู่’หยุดประมูลดาวเทียม เอื้อประโยชน์นายทุน ด้าน’สรส.’เตรียมนัดถกแนวทางต่อต้าน วันที่ 19 ธ.ค. พร้อมเดินหน้ายื่นศาลปกครอง

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.65 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี , ดร.พงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี รองเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พร้อมคณะ เดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้รัฐเข้าบริหารจัดการดาวเทียมเอง หยุดประมูลดาวเทียมประเคนสมบัติชาติให้นายทุน 

นพ.วรงค์ กล่าวว่า เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประมูลใช้สิทธิวงโคจรดาวเทียม ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติของชาติและประชาชน ขอให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการกิจการดาวเทียมด้วยตนเอง ซึ่งทราบมาว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DES ได้เสนอครม.และมีมติให้ NT ไปประมูลแข่งขันเพื่อดำเนินกิจการดาวเทียมนั้น DES กำลังเล่นปาหี่หลอกประชาชนหรือไม่ ในเมื่อเป็นกิจการของรัฐ วงโคจรดาวเทียมเป็นสิทธิของรัฐ เป็นสมบัติของประชาชน หากมีความตั้งใจจริง ทำไมไม่ดำเนินการโดยใช้อำนาจของรัฐ 

นพ.วรงค์ กล่าวว่า 30 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าการดำเนินกิจการดาวเทียมที่ผ่านมาสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้รับสัมปทาน จากคนธรรมดาที่ต้องไปแลกเช็คกลายเป็นมหาเศรษฐีและยิ่งโลกปัจจุบันเป็นการสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็น space war fair ที่สำคัญกิจการดาวเทียมเวลามีปัญหารัฐต้องรับผิดชอบ ต้องใช้เงินภาษีประชาชนรับผิดชอบ 

ถ้าเป็นเช่นนั้น นำไปให้เอกชนประมูลได้อย่างไร ที่สำคัญหากเกิดการจารกรรม รัฐจะทราบหรือไม่ นอกจากนี้ศาลฎีกานักการเมือง เคยมีคำวินิจฉัยว่า ดาวเทียมไอพีสตาร์ (ไทยคม 4)เป็นดาวเทียม นอกสัญญาสัมปทาน ถ้าเปิดประมูลเป็นใบอนุญาต สิทธิจะเป็นของเอกชนทั้งหมด จะล้มล้างความเสียหายที่ ไอพีสตาร์ต้องชดใช้หรือไม่

“ผมมายืนตรงนี้ มาฟ้องประชาชนว่า นี่คือสมบัติของชาติ​​​​​​ รัฐธรรมนูญกำหนดว่า สิทธิในวงโคจรเป็นสมบัติของชาติที่รัฐจะต้องดูแล ดังนั้นจึงเรียกร้องให้รัฐดำเนินการเอง เรารอมา 30 ปีให้ดาวเทียมมาเป็นของรัฐจริงๆ เพราะที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เอกชนบริหารและสร้างความมั่งคั่ง ความร่ำรวยมาแล้ว ถ้ารัฐเอามาทำเอง รัฐก็น่าที่จะสร้างความมั่งคั่ง ร่ำรวยเผื่อแผ่ไปที่พี่น้องประชาชน” หัวหน้าพรรคไทยภักดี ระบุ

ด้านดร.พงศ์ฐิติ กล่าวว่า จุดยืนของ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) คือ จะต้องเป็นผู้วางโครงสร้างพื้นฐานของชาติ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน ยืนยันNT มีความพร้อมที่จะแข่งขันทางธุรกิจ ที่ผ่านมา NT ให้บริการในธุรกิจ บอร์ดแบรนด์ อยู่แล้ว ในส่วนการควบคุมวงโคจรดาวเทียมหากรัฐบาลจริงใจมีการถ่ายทอด Know how NT ก็สามารถที่จะดำเนินการได้ แต่ที่ผ่านมาไทยคมไม่ได้ดำเนินการถ่ายทอด Know how ให้ 

“ในวันที่ 19 ธันวาคม สหภาพฯจะจัดเวทีเสวนาสร้างการรับรู้รู้ในเรื่องนี้ให้กับสมาชิก และกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว ถ้าท้ายที่สุดรัฐบาลไม่ฟังก็คงต้องฟ้องศาลปกครอง” รองเลขาธิการ สรส.ระบุ

ยื่นเรียกร้องหยุดประมูลดาวเทียมยื่นเรียกร้องหยุดประมูลดาวเทียม

นายกฯชื่นชมการผลิต‘ข้าวยั่งยืน’นำร่องวิถีทำนารูปแบบใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698475

นายกฯชื่นชมการผลิต‘ข้าวยั่งยืน’นำร่องวิถีทำนารูปแบบใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจก

นายกฯชื่นชมการผลิต‘ข้าวยั่งยืน’นำร่องวิถีทำนารูปแบบใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจก

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 09.13 น.

นายกฯชื่นชมการผลิต‘ข้าวยั่งยืน’นำร่องวิถีทำนารูปแบบใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจก

16 ธันวาคม 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบผลความสำเร็จของโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคเกษตรกรรม (Thai – German Climate Programme – Agriculture) ซึ่งส่งเสริมการปลูกข้าวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 915,053 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทยและเยอรมนี ทั้งกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ ความปลอดภัยทางปรมาณูและคุ้มครองผู้บริโภค สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUV) มีระยะเวลาการดำเนินโครงการ 5 ปี (พ.ศ. 2561-2565) ซึ่งมีเกษตรกรและเจ้าหน้าที่จากภาคส่วนการเกษตร ทั้งในส่วนกลางและในระดับจังหวัดเข้ารับการฝึกอบรมการผลิตข้าวยั่งยืนของโครงการฯ จำนวนมากถึง 30,389 ราย ใน 6 จังหวัดนำร่องในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี โดยเน้นการเพิ่มองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในการนำเทคโนโลยีมาใช้และเรียนรู้วิธีการการตรวจวัด และการคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร เพิ่มพื้นที่ “การทำนาข้าวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ” และเพื่อเป็นแนวทางส่งต่อการพัฒนาศักยภาพให้กับบุคลากรในภาคเกษตรรุ่นใหม่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ยกระดับภาคการเกษตรผ่านการประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับข้าวยั่งยืน (Thai Agricultural Standard for Sustainable Rice: TAS) ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการปลูกข้าว การดูแล การจัดการโรคข้าว เพื่อส่งเสริมให้นำวิธีการปลูกข้าวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิตและการจัดเก็บสินค้าข้าว ผลักดันให้ข้าวไทยเป็นสินค้าเกษตรมีคุณภาพ มีมาตรฐานสากล และปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“นายกรัฐมนตรีชื่นชมความร่วมมือที่ล้วนทำให้เกิดประโยชน์ต่อโลก ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่โลกต้องร่วมมือกัน โดยแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ไทยให้ความสำคัญ ได้นำมาใช้ประโยชน์ และผลักดันอย่างต่อเนื่องคือแนวคิดเศรษฐกิจ BCG ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเข้าใจดีว่าความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจะช่วยภาคเกษตรกรรมให้เกิดการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งการพัฒนานี้ จะเพิ่มโอกาสให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต ซึ่งผลสำเร็จจากโครงการฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการนำร่องวิถีทำนารูปแบบใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและคุณภาพได้ตามมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้” นายอนุชาฯ กล่าว

เกษตรฯห่วงชาวประมง ดีเดย์ให้ปล่อยสินเชื่อ5พันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698416

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย เป็นประธานประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ครั้งที่ 5/2565 ที่กรมประมง โดยมีนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบโครงการ ดังนี้ 1.การจัดทำโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำและการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาสวยงามในการส่งออกต่างประเทศ (Aqua Feed & Ornamental Fish Industry : AFOF) และมอบหมายกรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร ประสานกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และภาคเอกชน ร่วมหารือในการสนับสนุนงบประมาณหรือการลงทุนจากภาคเอกชน

2.ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการใช้ประโยชน์เรือประมงเพื่อการท่องเที่ยว โดยมอบหมายกรมประมง กรมเจ้าท่า และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ จัดประชุมหารือในความร่วมมือกับตัวแทนองค์กรประมง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางออกใบอนุญาตทะเบียนเรือประมงเพื่อการท่องเที่ยว สามารถประกอบการทั้งประเภทท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ และการท่องเที่ยวรูปแบบอื่นๆ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าในโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดดำเนินการเพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวประมง รวม 7 ด้าน และรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานภายใต้คำสั่งคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน 1.1 ความก้าวหน้าโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตการประมง และได้สนับสนุนให้ชุมชนมีการรวมกลุ่มและขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น สมาชิกจำนวน 106,108 ราย จำนวน 2,820 องค์กร 1.2 ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง เพื่อเป็นการสร้างรายได้ 200 ชุมชน ชุมชนละ 100,000 บาท งบประมาณ 20,000,000 บาท กระจายสู่ 50 จังหวัด เป็นพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเล 22 จังหวัด และ 28 พื้นที่จังหวัดแหล่งน้ำจืด

2.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์ และการประมงนอกน่านน้ำไทย 3.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4.คณะอนุกรรมการพัฒนาผลิตผลผลิตภัณฑ์ประมงและการพาณิชย์ 5.คณะทำงานโครงการ Fisherman’s Village Resort และ 6.คณะทำงานส่งเสริมและพัฒนาการกระจายสินค้าประมงจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค

ฟรุ้ทบอร์ดสั่งทูตเกษตร ตรวจสอบปมทุเรียนไทยในจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698422

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด)กล่าวว่า ทันทีที่ทราบข่าวการจำหน่ายทุเรียนในประเทศจีน ที่ผู้ขายอ้างว่าเป็นทุเรียนไทย ทำให้ลูกค้าในเซี่ยงไฮ้ หลงเชื่อ ซื้อกลับไปรับประทานในราคากิโลกรัมละ 200 หยวน หรือประมาณ 1,000 บาท แต่กลับพบว่ารสชาติไม่ใช่ของไทย ทาง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานฟรุ้ทบอร์ด ได้สั่งการให้ทูตเกษตรไทยทั้ง 3 สำนักงาน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหาทันที โดยพบว่ากรณีที่เป็นข่าว เป็นรถขายทุเรียนริมทาง ไม่ใช่การขายทุเรียนจากร้านค้าที่มีแหล่งที่ตั้งถาวร ปกติทุเรียนไทยที่จำหน่ายในช่วงนี้ราคาประมาณ 25-40 หยวน/500 กรัม หรือ 50-80 หยวน/กิโลกรัม (ประมาณ 250-400 บาท/กิโลกรัม)

ทั้งนี้ รถขายทุเรียนข้างทางส่วนใหญ่จะพบเห็นตามชานเมือง จอดขายริมถนนเฉพาะช่วงกลางคืน เพื่อหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่ และทุเรียนที่ขายก็เป็นทุเรียนตกเกรด คุณภาพต่ำ ราคาถูกกว่าร้านค้าผลไม้มาตรฐาน

นายอลงกรณ์กล่าวว่า สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงปักกิ่ง ฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ นครกว่างโจวและฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ นครเซี่ยงไฮ้ ได้มีการรายงานและเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานทุเรียนที่ส่งออกมายังจีนอย่างต่อเนื่อง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงควรให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพทุเรียนไทยก่อนการส่งออก เพื่อมิให้มีทุเรียนตกเกรด หรือทุเรียนคุณภาพต่ำมาจำหน่าย ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในภาพรวม และมีการเฝ้าระวังติดตามข่าวตามสื่อต่างๆ ด้วย

จ.ศรีสะเกษจัดงาน ร่วมใจขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนถนน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698418

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ หน้าโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย ถนนวันลูกเสือ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ นายนพ พงศ์ผลาดิสัยรอง ผวจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม โครงการ “ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมใจ ขับขี่ปลอดภัย 365 วัน” พ.ต.อ.เทพพิทักษ์ แสงกล้า รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ด้วย ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดทำโครงการ “ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมใจขับขี่ปลอดภัย 365 วัน” และได้กำหนดถนนวันลูกเสือตลอดสายเป็นถนนปลอดภัยสวมหมวกนิรภัย 100% เพื่อขับเคลื่อนดำเนินการในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และการเสียชีวิต ในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ และเพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึก และสร้างการมีส่วนร่วมในการใช้รถ ใช้ถนน ต้องใช้อุปกรณ์นิรภัย และต้องปฏิบัติตามกฎจราจร โดยเฉพาะการป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้เกิดขึ้นบนทางข้าม (ทางม้าลาย) หรือคนเดินเท้า

นายกฯเยือนเชียงของดันข้าวรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698417

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพี่น้องชาวนา ในงานถ่ายทอดเทคโนโลยี “การปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน” ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย พร้อมเกี่ยวข้าวจากแปลงนารักษ์โลก เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจร่วมกับชาวนา โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน เกิดจากการส่งเสริมโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model โดยสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ 20 กองทุนหมู่บ้าน โดยมอบหมายให้ทางกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผ่านโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นผู้ผลิตข้าวคุณภาพระดับโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model เป็นการส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ ใช้ตลาดนำการเพาะปลูก โดยประสานภาคีโรงสี ว่าต้องการข้าวพันธุ์อะไร จากนั้นจึงแจ้งกรมการข้าว จัดหาพันธุ์ข้าว และจัดทำโซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ไม่ปนเปื้อน ส่งเสริมการทำนาแบบประณีต ใช้จุลินทรีย์เพื่อการเกษตร เลิกใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมียาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า เป็น B = Biotechnology Ecomomy เศรษฐกิจชีวภาพ ส่งเสริมให้ไถกลบต่อซังข้าวแล้วฉีดพ่นด้วยจุลินทรีย์เพื่อย่อยสลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ C = Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน และในกระบวนการย่อยสลายต่อซังข้าวจะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก G = Green เศรษฐกิจสีเขียว ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนในการผลิต เช่น โดรนเพื่อการเกษตร เป็นระบบไฟฟ้า, เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานทางเลือกแบบหมุนเวียน และเครื่องเพาะกล้า รถดำนาหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว ฯลฯ เมื่อเก็บเกี่ยวก็จะได้ข้าวคุณภาพ ปลอดสารพิษดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาคีโรงสีจะรับซื้อในราคาที่เหมาะสม

หม่อนไหมครบ13ปี รมว.เกษตรฯร่วมถก ขับเคลื่อนงานเชิงรุก เร่งพัฒนาผ้าไหมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698413

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม ครบรอบ 13 ปี โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวง เกษตรฯ นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติฯสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งกรมหม่อนไหมจัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ ภารกิจ อำนาจหน้าที่ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และภารกิจสำคัญที่จะดำเนินต่อไปในอนาคต การยกย่องเชิดชูเกียรติปราชญ์หม่อนไหมผู้ทรงภูมิปัญญาหม่อนไหม เผยแพร่ผลงานของบุคลากร หน่วยงานที่มีผลงานดีเด่น และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรผู้ปฏิบัติงานของกรมหม่อนไหม

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า กรมหม่อนไหมเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านหม่อนไหมของประเทศ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรฯ ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้การตลาดนำการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับมาตรฐานสินค้า รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมุ่งหวังให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งพัฒนาผ้าไหมไทยให้ก้าวไกลเป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมทั้งสืบสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง