พายุฤดูหนาวปกคลุมแถบมิดเวสต์ ของสหรัฐฯ กระทบการเดินทางช่วงเทศกาลส่งท้ายปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2577235

พายุฤดูหนาวปกคลุมแถบมิดเวสต์ ของสหรัฐฯ กระทบการเดินทางช่วงเทศกาลส่งท้ายปี

14 ธ.ค. 2565 08:14 น.

พายุฤดูหนาวปกคลุมแถบมิดเวสต์ ของสหรัฐฯ กระทบการเดินทางช่วงเทศกาลส่งท้ายปี

ที่สหรัฐฯ พื้นที่หลายรัฐแถบมิดเวสต์ กำลังเผชิญกับพายุฤดูหนาวที่พัดเข้าปกคลุม ทำให้อุณหภูมิลดลงต่ำ และมีหิมะตกหนัก ส่งผลกระทบต่อการคมนาคม ซึ่งผู้คนต้องออกเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลส่งท้ายปี

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. พื้นที่หลายรัฐแถบตะวันตกตอนกลางของสหรัฐฯ กำลังมีหิมะตกหนัก อย่างที่รัฐเนวาดา ทางการต้องสั่งปิดถนนไฮเวย์เส้นทางขึ้นภูเขาในเซียร์ร่า เนวาดา ทำให้ประชาชนไม่สามารถขึ้นไปยังสกีรีสอร์ตบนภูเขาได้ ขณะเดียวกัน ทางการรัฐแคลิฟอร์เนีย มีคำสั่งปิดถนนข้ามรัฐสาย 80ไปทางฝั่งตะวันออก ตั้งแต่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย ทัศนวิสัยเป็นศูนย์ ตั้งแต่เมืองโคลแฟกซ์ ทางเหนือของแคลิฟอร์เนีย ไปจนถึงรัฐเนวาดา

นักอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า มีหิมะตกหนัก และขณะเดียวกันหิมะก็ละลายเร็ว ทำให้หลายรัฐมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วม อย่างแคลิฟอร์เนีย และเนวาดา ด้านตำรวจในรัฐแคลิฟอร์เนียยังเปิดเผยว่า มีคำสั่งปิดถนนสายหลักอีกหลายสาย ตั้งแต่ถนนไฮเวย์ สาย 89 ในแคลิฟอร์เนีย ไปจนถึงถนนทางใต้ของทะเลสาบทาโฮ

ในส่วนของสำนักงานป่าไม้ออกประกาศเตือนหิมะถล่มในพื้นที่แถบภูเขาทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบทาโฮ หลังจากมีหิมะตกสะสมสูงหลายฟุต และมีกระแสลมแรง

ขณะเดียวกันที่รัฐแอริโซนา ประกาศเตือนภัยให้ประชาชนเฝ้าระวังผลกระทบจากพายุฤดูหนาวทางตอนกลางของรัฐ ตั้งแต่เมืองแฟล็กสตาฟฟ์ เพรสค็อตต์ และแกรนด์แคนยอน ซึ่งคาดว่าอุณหภูมิจะลดลงต่ำและมีหิมะตกหนัก.

อิหร่านสั่งปิด ร.ร. งดทำกิจกรรมกลางแจ้ง หลังดัชนีคุณภาพอากาศทะลุระดับอันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2577245

อิหร่านสั่งปิด ร.ร. งดทำกิจกรรมกลางแจ้ง หลังดัชนีคุณภาพอากาศทะลุระดับอันตราย

14 ธ.ค. 2565 08:14 น.

อิหร่านสั่งปิด ร.ร. งดทำกิจกรรมกลางแจ้ง หลังดัชนีคุณภาพอากาศทะลุระดับอันตราย

อิหร่านสั่งปิดการเรียนการสอนโรงเรียนประถมและมัธยมในกรุงเตหะราน และจังหวัดใกล้เคียงชั่วคราว และห้ามประชาชนออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง หลังจากพบว่าดัชนีคุณภาพอากาศพุ่งสูงเกินค่าอันตราย

เว็บไซต์ข่าวอะนาโดลูก รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2565 ทางการอิหร่านมีคำสั่งปิดการเรียนการสอนโรงเรียนประถมและมัธยมในกรุงเตหะราน และจังหวัดใกล้เคียงชั่วคราว นอกจากนี้ยังประกาศห้ามประชาชนออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง รวมไปถึงการเล่นกีฬาต่างๆ หลังจากพบว่าดัชนีคุณภาพอากาศพุ่งสูงเกินค่าอันตราย

รายงานข่าวระบุว่า ล่าสุดตัวเลขดัชนีวัดระดับมลพิษทางอากาศในกรุงเตหะราน ซึ่งมีประชากรกว่า 10 ล้านคนเพิ่มขึ้นมาแตะ 159 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และเป็นตัวเลขสูงกว่าค่าที่กำหนดว่าเป็นระดับอันตราย

ทั้งนี้ กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน เป็นเมืองที่โอบล้อมด้วยภูเขาสูง 3 ด้าน และมีตึกสูงเรียงราย มีการจราจรคับคั่ง และมีโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เตหะราน เป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่มีคุณภาพอากาศย่ำแย่ที่สุดในโลก ขณะที่สถานการณ์หมอกลงจัดช่วงฤดูหนาวก็ทำให้สภาพอากาศเลวร้ายลง ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางการเตหะรานและหลายเมืองของอิหร่านเพิ่งมีคำสั่งปิดโรงเรียน เนื่องจากมีพายุทรายปกคลุม.

เปลี่ยนระบบนับอายุ ส่งผลอย่างไรต่อชาวโสมขาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2576720

เปลี่ยนระบบนับอายุ ส่งผลอย่างไรต่อชาวโสมขาว

14 ธ.ค. 2565 08:00 น.

เปลี่ยนระบบนับอายุ ส่งผลอย่างไรต่อชาวโสมขาว

  • การเปลี่ยนระบบนับอายุของเกาหลีใต้อาจสร้างความลำบากให้แก่ชาวเกาหลีที่คุ้นชินกับการนับอายุแบบเดิมกันมานาน แต่ทางการยืนยันว่าการปรับระบบครั้งนี้จะส่งผลดีให้หลายด้านโดยเฉพาะการลดช่องโหว่ทางก.ม.
  • ในอดีตเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีเกณฑ์การนับอายุมากถึง 3 วิธีด้วยกัน โดยใช้ปฏิทินจันทรคติเป็นหลัก และจะนับอายุของทารกตั้งแต่อยู่ในท้อง ทำให้อายุของคนเกาหลีล้ำหน้ากว่าอายุตามสากล
  • การเปลี่ยนเกณฑ์การนับอายุครั้งนี้จะส่งผลให้ชาวเกาหลีใต้หนุ่มสาวขึ้นอีก เพราะจะมีอายุน้อยลง 1-2 ปี ตามกฎหมาย

ชาวเกาหลีใต้ จะมีอายุน้อยลง 1-2 ปี ตามเอกสารราชการ หลังจากเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา รัฐสภาเกาหลีใต้ผ่านกฎหมายยกเลิกวิธีการนับอายุแบบดั้งเดิมของเกาหลีใต้ โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2023 โดยหลังจากนี้ การนับอายุแบบดั้งเดิมจะถูกยกเลิกใช้ในเอกสารต่างๆ ของราชการ และเปลี่ยนมาใช้วิธีการนับอายุตามหลักสากลแทนทั้งหมด

นับว่าการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการทำตามคำมั่นสัญญาของรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดียุน ซ็อก-ยอล ที่เคยหาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้ง โดยให้เหตุผลว่า การนับอายุแบบเกาหลีดั้งเดิม ก่อให้เกิดความสับสน จึงควรเปลี่ยนมาใช้ระบบการนับอายุเหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

เปลี่ยนระบบนับอายุ ส่งผลอย่างไรต่อชาวโสมขาว

การนับอายุแบบดั้งเดิมของเกาหลีคืออะไร

วิธีการนับอายุที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในเกาหลีใต้ที่เรียกว่า ระบบอายุเกาหลี จะเริ่มนับอายุตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ ทำให้เมื่อทารกเกิดมาจะถือว่ามีอายุ 1 ปีแล้ว และเมื่อข้ามปีใหม่ทารกจะมีอายุเพิ่มอีก 1 ปีโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะคลอดในช่วงไหนของปีก็ตาม เช่น ทารกเกิดในวันที่ 31 ธันวาคม 2002 จะมีอายุ 1 ขวบทันที และเมื่อผ่านไปเพียง 1 วัน ในวันที่ 1 ม.ค. 2003 ทารกคนนั้นจะถือว่ามีอายุ 2 ปี ตามการนับอายุเกาหลี

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการนับอายุอีกแบบในเกาหลีด้วย เรียกว่าการนับตามอายุคือ เมื่อทารกเกิดมา จะยังไม่มีอายุ 1 ปีตามการนับอายุเกาหลี แต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 1 ม.ค. ของปีถัดมา จะถือว่ามีอายุ 1 ขวบ ถือเป็นวิธีการนับอายุที่ใช้สำหรับคำนวณอายุตามกฎหมาย เพื่อใช้สำหรับการเกณฑ์ทหารสำหรับชายอายุไม่เกิน 35 ปี การดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ได้


อย่างไรก็ตาม การฉลองวันเกิดของเกาหลี จะใช้การนับอายุตามหลักสากลคือจะมีการจัดงานวันเกิดครบอายุ 1 ปี เมื่อครบ 365 วัน หลังจากวันคลอด โดยวิธีการนับอายุแบบดั้งเดิมของเกาหลีใต้ที่ยึดตามปฏิทินจันทรคตินี้ เคยใช้แพร่หลายในเอเชียตะวันออก แต่ประเทศอื่นๆ ได้เปลี่ยนไปใช้ระบบการนับอายุตามหลักสากลกันหมดแล้ว

เปลี่ยนระบบนับอายุ ส่งผลอย่างไรต่อชาวโสมขาว

ความพยายามในการเปลี่ยนระบบนับอายุ


ที่ผ่านมา เกาหลีใต้พยายามปรับเปลี่ยนการนับอายุจากวิธีการดั้งเดิม แต่ความพยายามเหล่านี้กลับถูกคัดค้านโดยประชาชนบางกลุ่มที่คุ้นชินกับการนับอายุตามระบบเดิม และกลัวว่าจะยิ่งสร้างความสับสนมากขึ้น เนื่องจากเกาหลีใต้มีวิธีการนับอายุอยู่ถึง 3 รูปแบบ และคงต้องใช้เวลาสักระยะในการปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ ทำให้การเสนอร่างกฎหมายที่ผ่านมาถูกตีตกไปถึง 2 ครั้งคือในปี 2019-2021

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบว่าชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ถึง 71 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนให้ยกเลิกระบบการนับอายุแบบดั้งเดิม เพราะก่อนหน้านี้ก็มีผู้ปกครองบางส่วนที่กังวลเกี่ยวกับลูกที่เกิดในเดือนธันวาคมที่จะเสียเปรียบเด็กคนอื่นๆ ทั้งการเข้าโรงเรียน และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอื่นๆ ที่จะตามมาจนมีการโกงอายุกันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาก็ยังเกิดความสับสนในเรื่องของอายุของผู้ที่จะเข้าเกณฑ์เข้ารับวัคซีน จนเกิดความวุ่นวายไม่น้อย

จากปัญหาที่พบ ทำให้นายยุน ซ็อก-ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนล่าสุดจากพรรคฝ่ายอนุรักษนิยม ได้ชูนโยบายที่จะยกเลิกการนับอายุแบบเกาหลีดั้งเดิม ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่าการนับอายุได้ถึง 3 รูปแบบในเกาหลี ทำให้ภาครัฐต้องเสียทรัพยากรและค่าใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจสังคมโดยใช่เหตุ และยังทำให้เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายและสังคม นำมาซึ่งความสับสน จึงจำเป็นต้องผลักดันให้กฎหมายนี้เกิดขึ้นจริง ซึ่งแน่นอนว่าการยกเลิกวัฒนธรรมดั้งเดิมเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคน คงต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป และอาจจะใช้เวลานานหลายปีในการยอมรับ แต่ที่แน่ๆบรรดาชาวโสมขาวรุ่นใหญ่คงดีใจไม่น้อย เพราะจู่ๆก็ได้ย้อนวัยลดอายุตัวเองลงไปได้อีกตั้ง1-2 ปี.

เปลี่ยนระบบนับอายุ ส่งผลอย่างไรต่อชาวโสมขาว

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : บีบีซี90daykorean , globalnews

อียูหารือผู้นำอาเซียนหวังเพิ่มการเชื่อมโยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2577250

อียูหารือผู้นำอาเซียนหวังเพิ่มการเชื่อมโยง

14 ธ.ค. 2565 07:09 น.

อียูหารือผู้นำอาเซียนหวังเพิ่มการเชื่อมโยง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานบรรยากาศการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป-อาเซียน เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 45 ปี ที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม ในวันที่ 14 ธ.ค. ท่ามกลางการจับตาว่าการค้า ความมั่นคง และแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเป็นเนื้อหาหลักในเวทีประชุม

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมบรัสเซลส์ต้องการที่จะผลักดัน ดึงดูดความสนใจอาเซียนต่อโครงการโกลบอล เกทเวย์ โปรเจกต์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของยุโรป มูลค่ากว่า 320,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 11.8 ล้านล้านบาท ซึ่งมีเป้าประสงค์ในการพัฒนาความเชื่อมโยงในประเทศกำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจ และถูกมองว่าต้องการแข่งขันกับแผนริเริ่มเบลท์ แอนด์ โรด แถบและเส้นทาง (BRI) ของรัฐบาลจีน

ที่ประชุมบรัสเซลส์ยังมีความต้องการให้ประเทศอาเซียนร่วมมือกับสหภาพยุโรปในการประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและจุดยืนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนของชาติสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างกันไป นายไซมอน โคเวนี รมว.ต่างประเทศไอร์แลนด์ มองว่า หนทางที่ดีที่สุดในการพูดเรื่องนี้คือยึดถือข้อเท็จจริงและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำเตือนว่า หากรัสเซียทำได้ก็จะเป็นตัวอย่างไม่ดีแก่ชาติอื่นๆให้ทำตาม เชื่อว่าอาเซียนหลายประเทศก็เห็นด้วย

นักวิเคราะห์ประจำศูนย์ศึกษานโยบายสหภาพยุโรป-อาเซียนมองว่า การเพิ่มการค้ากับอาเซียนจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อยุโรป ยุโรปน่าจะรับรู้แล้วจากบทเรียนโควิด-19 สงครามยูเครน ว่าห่วงโซ่อุปทานสำหรับการไหลเวียนของสินค้าและการผลิตที่เข้มแข็งเป็นเรื่องจำเป็นเพียงใดและอาเซียนจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้

สำนักข่าวต่างประเทศยังรายงานด้วยว่า สหภาพยุโรปและอาเซียนมีมูลค่าการค้าระหว่างกันสูงเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและสหรัฐฯ ปี 2564 ที่ผ่านมา มีมูลค่าการค้าและบริการสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 11.1 ล้านล้านบาท ยุโรปลงทุนในอาเซียนมากเป็นอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่อาเซียนลงทุนในยุโรปเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่า 140,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 5.18 ล้านล้านบาท ในปี 2562

กระนั้น ยุโรปมีข้อตกลงการค้าเสรีกับชาติอาเซียน เพียงแค่ 2 ชาติ คือสิงคโปร์และเวียดนาม ทั้งมีอุปสรรคเรื่องกฎหมายใหม่ของยุโรป ว่าด้วยการจำกัดการนำเข้าสินค้าที่เชื่อมโยงกับการทำลายป่าไม้และบังคับใช้แรงงาน กระนั้น ทางการยุโรปฝ่ายดูแลความสัมพันธ์กับอาเซียนมองว่า มุมหนึ่งต้องยอมรับว่าประชากรในชาติกำลังพัฒนาต้องการการเติบโตและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยุโรปไม่ควรมีความคิดที่จะไปชี้นิ้วสั่ง.

สหรัฐฯ ฝ่าทางตัน ทำนิวเคลียร์ฟิวชัน ได้พลังงานสุทธิเพิ่มขึ้นครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2577198

สหรัฐฯ ฝ่าทางตัน ทำนิวเคลียร์ฟิวชัน ได้พลังงานสุทธิเพิ่มขึ้นครั้งแรก

14 ธ.ค. 2565 04:21 น.

สหรัฐฯ ฝ่าทางตัน ทำนิวเคลียร์ฟิวชัน ได้พลังงานสุทธิเพิ่มขึ้นครั้งแรก

นักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ฝ่าทางตันครั้งใหญ่ในการผลิตพลังงานด้วยปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน โดยสามารถผลิตพลังงานได้มากกว่าพลังงานที่ใช้ไปเป็นครั้งแรก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน National Ignition Facility (NIF) ที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติ ลอว์เรนซ์ ลิเวอร์มอร์ (LLNL) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประกาศในวันอังคารที่ 13 ธ.ค. 2565 ว่าพวกเขาฝ่าทางตันในการผลิตพลังงานด้วยการใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันได้แล้ว

นักวิทยาศาสตร์ของ NIF ระบุว่า เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.พวกเขาทำการทดลองปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน และเป็นครั้งแรกที่ได้ผลลัพธ์เป็นพลังงานสุทธิเพิ่มขึ้น (net energy gain) ซึ่งหมายความว่า สามารถผลิตพลังงานได้มากกว่าปริมาณพลังงานที่ใช้ไป

นักวิทยาศาสตร์ของ NIF ทดลองทำปฏิกิริยาฟิวชันโดยเก็บอนุภาคของไฮโดรเจนจำนวนหนึ่งไว้ในแคปซูลขนาดเท่าเม็ดพริกไทย ก่อนยิงแสงเลเซอร์-192 ซึ่งมีกำลังสูงเข้าใส่ให้แคปซูลมีความร้อนถึง 100 ล้านองศาเซลเซียสสูงกว่าแก่นของดวงอาทิตย์เสียอีก ทำให้เกิดการระเบิดภายในแคปซูลบีบอัดอะตอมเบาของไฮโดรเจน 2 อะตอมให้รวมตัวกันเป็นอะตอมที่หนักขึ้น

ดร.มาร์วิน อดัมส์ รองผู้บริหารโครงการความมั่นคงของสำนักงานบริหารความมั่นคงนิวเคลียร์แห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวว่า แสงเลเซอร์ของห้องปฏิบัติการใส่พลังงาน 2.05 เมกะจูลเข้าใส่เป้าหมาย และสามารถผลิตพลังงานฟิวชันอกมาได้ 3.15 เมกะจูล

ทั้งนี้ นิวเคลียร์ฟิวชันถูกเรียกว่าเป็น จอกศักดิ์สิทธิ์แห่งการผลิตพลังงาน เป็นกระบวนการผลิตพลังงานเดียวกันกับดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์อื่นๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยายามพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อไขว่คว้าหาแหล่งพลังงานสะอาดที่เกือบไร้ขีดจำกัดนี้มานานหลายทศวรรษแล้ว

การทำฟิวชันตรงข้ามกับปฏิกิริยานิวเคลียร์ ‘ฟิสชัน’ ซึ่งบังคับให้อะตอมหนักแยกตัวออกจากกัน และเป็นเทคโนโลยีที่ปัจจุบันใช้ตามโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่างๆ แต่กระบวนการ ฟิสชัน ทำให้เกิดของเสียจำนวนมากและแผ่กัมมันตภาพรังสีออกมาเป็นเวลานาน

การทำปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันยังผลิตพลังงานได้มากกว่าฟิสชันมาก และทำให้เกิดกากกัมมันตรังสีปริมาณน้อยและปล่อยรังสีออกมาเพียงระยะสั้นๆ ที่สำคัญ กระบวนการนี้ยังไม่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของการทำฟิวชันคือ การบังคับและรักษาสภาพการรวมตัวของอะตอมนั้น ต้องใช้ความร้อนและแรงดันสูงมาก ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการทดลองใดเลยที่นักวิทยาศาสตร์สามารถผลิตพลังงานได้มากกว่าปริมาณพลังงานที่ใช้เพื่อทำให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชัน

ความสำเร็จนี้จุดประกายความหวังเรื่องการนำวิธีนิวเคลียร์ฟิวชันมาใช้ผลิตงานจริงๆ แต่ ดร.คิม บูดิล ผู้อำนวยการของ LLNL กล่าวย้ำในงานแถลงข่าวว่า ยังเหลืออุปสรรคอีกหลายอย่างที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ก่อน แต่ด้วยความพยายามร่วมกันและการลงทุนในการวิจัยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาจทำให้เราไปถึงจุดที่สร้างโรงไฟฟ้าได้ภายใน 20-30 ปี

ก่อนจะมีการฝ่าทางตันครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เคยคาดว่า อาจต้องใช้เวลา 50-60 ปีกว่ามนุษย์จะไปถึงขั้นสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟิวชัน โดยอีกหนึ่งอุปสรรคใหญ่คือ ต้องลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มการผลิตพลังงานให้มากขึ้น โดยการทดลองล่าสุดใช้งบประมาณไปถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ได้พลังงานกลับมาเพียงพอต้มน้ำเดือดได้แค่ 15-20 กาเท่านั้น

ที่มา : bbc

ระทึก ทหารอินเดีย-จีนปะทะกันที่ชายแดนพิพาท บาดเจ็บหลายราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2577166

ระทึก ทหารอินเดีย-จีนปะทะกันที่ชายแดนพิพาท บาดเจ็บหลายราย

14 ธ.ค. 2565 02:52 น.

ระทึก ทหารอินเดีย-จีนปะทะกันที่ชายแดนพิพาท บาดเจ็บหลายราย

ทหารอินเดียกับจีนปะทะกันรอบใหม่บริเวณชายแดนพิพาททางตะวันออกของแดนภารตะ มีทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต

สำนักข่าว บีบีซี รายงานในวันอังคารที่ 13 ธ.ค. 2565 ว่า กองทัพอินเดียเผยว่า ทหารของพวกเขาปะทะกับทหารจีนที่ชายแดนพิพาทระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ในเขตตาวัง ของรัฐอรุณาจัลประเทศ ปลายสุดทางตะวันออกของอินเดียเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้มีทหารได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

เหตุดังกล่าวนับเป็นการปะทะกันครั้งแรกระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายในรอบนานกว่า 1 ปี หลังจากการปะทะกันเมื่อเดือนมกราคม 2564 ที่ชายแดนรัฐสิกขิม ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ทหารอินเดียกับจีนยังเคยปะทะกันอย่างรุนแรงที่เขตลาดักห์ ในปี 2563 จนทำให้มีเสียชีวิตอย่างน้อย 24 ศพด้วย

ด้านสำนักข่าว รอยเตอร์ รายงานอ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในกองทัพอินเดียว่า มีทหารอินเดียได้รับบาดเจ็บ 6 รายในการปะทะกันครั้งล่าสุด โดยหลังเกิดเหตุทั้ง 2 ฝั่งก็ถอนกำลังออกจากพื้นที่ และมีการประชุมระหว่างผู้บัญชาการของทั้ง 2 ฝ่ายทันที เพื่อฟื้นฟูความสงบ

นายรัชนาธ สิงห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินเดียกล่าวในรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่ 13 ธ.ค. ว่า เหตุปะทะเริ่มขึ้นเมื่อทหารจีนรุกล้ำเข้าสู่ดินแดนของอินเดีย และพยายามแต่เพียงฝ่ายเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสถานภาพปัจจุบันตามแนวชายแดนพิพาท

นายสิงห์กล่าวต่อว่า ทหารอินเดียตอบสนองด้วยความเด็ดเดี่ยว และป้องกันไม่ให้กองทัพจีนรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของอินเดีย และบีบให้พวกเขาถอยกลับไปยังฐานที่มั่นได้ โดยที่มีทหารได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย แต่ฝั่งอินเดียไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหนัก

รัฐมนตรีกลาโหมอินเดียบอกอีกว่า เมื่อวันอาทิตย์ผู้บัญชาการทหารท้องถิ่นได้หารือกันเรื่องการปะทะที่เกิดขึ้น และได้ประสานงานเรื่องนี้กับจีนผ่านช่องทางทางการทูตแล้ว อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศจีนไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับการปะทะ แต่ระบุว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนกับอินเดียโดยรวมยังมั่นคง

อากงจุน ผู้ก่อตั้งฮาตาริ ติดอันดับเศรษฐีใจบุญแห่งเอเชียของ Forbes

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2577165

อากงจุน ผู้ก่อตั้งฮาตาริ ติดอันดับเศรษฐีใจบุญแห่งเอเชียของ Forbes

14 ธ.ค. 2565 01:21 น.

อากงจุน ผู้ก่อตั้งฮาตาริ ติดอันดับเศรษฐีใจบุญแห่งเอเชียของ Forbes

(ภาพจาก Forbes)

ฟอร์บส์ประกาศชื่อมหาเศรษฐกิจใจบุญแห่งเอเชียประจำปี 2022 โดยมี อากงจุน ผู้ก่อตั้งบริษัท ฮาตาริ เป็นตัวแทน 1 เดียวของไทยติดโผด้วย

นิตยสาร ฟอร์บส์ (Forbes) ประกาศรายชื่อ ‘วีรบุรุษผู้ใจบุญแห่งเอเชีย’ (heroes of philanthropy) ประจำปี 2022 ซึ่งเป็นครั้งที่ 16 ออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2565 โดยพวกเขาได้คัดเลือกมหาเศรษฐีใจบุญ 15 คน ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผู้อุทิศตนในด้านต่างๆ เช่นการศึกษาและสิ่งแวดล้อม

สำหรับการจัดอันดับในปีนี้ มีมหาเศรษฐีคนใหม่ได้รับเลือกเข้ามาติดโผถึง 9 คน รวมถึง ‘อากงจุน’ หรือนายจุน วนวิทย์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ฮาตาริ เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทย

ฟอร์บส์ระบุว่า อากงจุน เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ฮาตาริ อิเล็กทรอนิก หนึ่งในผู้ผลิตพัดลมชั้นนำของประเทศไทย มีรายได้กว่า 6.3 พันล้านบาทเมื่อปีก่อน โดยเขากับครอบครัวบริจาคทรัพย์สินจำนวน 900 ล้านบาท (24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้แก่มูลนิธิรามาธิบดี ซึ่งระดมทุนให้แก่โรงพยาบาลรามาธิบดี และบริการด้านสุขภาพเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ทรัพย์สิน 160 ล้านบาทถูกมอบให้แก่โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี, 300 ล้านบาทมอบให้แก่ศูนย์เรียนรู้เพื่อการแพทย์ และ 440 ล้านบาทสนับสนุนการสร้างอาคารโรงพยาบาลใหม่และศูนย์พัฒนานวัตกรรมการแพทย์ ฟอร์บส์ยังรายงานอ้างคำพูดของอากงจุนที่เคยให้สัมภาษณ์แก่สื่อไทยตอนที่บริจาคทรัพย์สินดังกล่าวด้วยว่า “ลูกของผมมีอาชีพและเงินของพวกเขาเอง ผมต้องการบริจาคเงินนี้กลับคืนสู่คนไข้ทั่วไป”

ขณะที่ทางมูลนิธิฯ ได้ออกมาขอบคุณและยังเผยอีกว่า อากงจุนและครอบครัว บริจาคเงินสมทบทุนโครงการต่างๆ นับตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน เป็นยอดเงินบริจาครวมกว่า 1,317,397,000 บาทแล้ว

ทั้งนี้ เศรษฐกิจรายอื่นๆ ที่ติดโผในปีนี้รวมถึงนายรอนนี และเจอรัลด์ ชาน พี่น้องมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง ซึ่งบริจาคทรัพย์สิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เพื่อสร้างโรงเรียนใหม่

นางเมลานี เพอร์กินส์ กับนายคลิฟฟ์ โอเบรคต์ ผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน Canva ในออสเตรเลีย ซึ่งให้คำมั่นว่าจะบริจาคหุ้นเกือบทั้งหมดของพวกเขา ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการกุศล

นักธุรกิจใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างนายฮิโรชิ มิคิตานิ ผู้ก่อตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซ Rakuten ก็บริจาคเงินจำนวนมหาศาลให้แก่การกุศล ขณะที่นาย โกตัม อาดานิ ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย ก็สัญญาในวันคล้ายวันเกิดของเขาเมื่อเดือนมิถุนายนว่า จะบริจาคทรัพย์สิน 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่โครงการด้านสุขภาพ, การศึกษา และการพัฒนาทักษะ

ที่มา : Forbes

นิวซีแลนด์เอาจริง ผ่านกฎหมายห้ามคนเกิดหลังปี 2008 ซื้อบุหรี่-ยาสูบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2577161

นิวซีแลนด์เอาจริง ผ่านกฎหมายห้ามคนเกิดหลังปี 2008 ซื้อบุหรี่-ยาสูบ

14 ธ.ค. 2565 00:05 น.

นิวซีแลนด์เอาจริง ผ่านกฎหมายห้ามคนเกิดหลังปี 2008 ซื้อบุหรี่-ยาสูบ

สภานิวซีแลนด์ผ่านกฎหมายฉบับใหม่จำกัดไม่ให้คนที่เกิดหลังปี 2008 ซื้อบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบใดๆ แล้ว เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศปลอดบุหรี่

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 13 ธ.ค. 2565 รัฐสภาแห่งประเทศนิวซีแลนด์ผ่านกฎหมาย ‘Smokefree Environments and Regulated Products’ ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2009 (พ.ศ. 2552) เป็นต้นไปไม่สามารถซื้อบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบใดๆ ได้ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีหน้า

กฎหมายดังกล่าวจะทำให้จำนวนชาวนิวซีแลนด์ที่สามารถซื้อบุหรี่ได้ลดลงทุกปี เช่นเมื่อถึงปี 2050 (พ.ศ. 2593) คนอายุ 40 ปีก็ยังถือว่ามีอายุน้อยเกินไปที่จะซื้อบุหรี่

ดร.อายีชา เวอร์รอลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้นำเสนอกฎหมายฉบับนี้กล่าวว่า นี่เป็นอีกหนึ่งก้าวเพื่อไปสู่การปลอดบุหรี่ในอนาคต “คนนับพันจะมีอายุยืนยาวขึ้น สุขภาพดีขึ้น และระบบสุขภาพจะมีเงินเพิ่มขึ้นอีก 5 พันล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ เพราะไม่จำเป็นต้องนำไปใช้รักษาอาการป่วยที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่อีก”

ทั้งนี้ รายงานสถิติของรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายนชี้ว่า นิวซีแลนด์กำลังมีอัตราคนสูบบุหรี่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยลดจาก 9.4% เหลือเพียง 8% และรัฐบาลหวังว่า กฎหมาย Smokefree Environments จะช่วยลดตัวเลขดังกล่าวให้เหลือไม่ถึง 5% ภายในปี พ.ศ. 2568 โดยเป้าหมายสุดท้ายคือยุติการสูบบุหรี่ทั้งหมด

กฎหมายฉบับนี้ยังจำกัดจำนวนผู้ค้าปลีกที่สามารถขายผลิตภัณฑ์ยาสูบได้ โดยจะลดลงเหลือเพียง 600 รายทั่วประเทศ จากจำนวนปัจจุบันที่ 6,000 ราย และลดระดับสารนิโคตินในผลิตภัณฑ์เพื่อให้เกิดการเสพติดน้อยลง

“นี่หมายความว่า นิโคตินจะถูกลดลงไปอยู่ในระดับไม่เสพติด และสังคมจะปลอดจากการเพิ่มขึ้นและการกระจุกตัวของผู้ค้าปลีก ที่มีเป้าหมายและขายผลิตภัณฑ์ยาสูบในบางสถานที่” ดร.เวอร์รอลล์กล่าวและเสริมว่า กฎหมายนี้จะทำให้อายุค่าเฉลี่ยระหว่างชาวเมารี ซึ่งมีอัตราการสูบบุหรี่สูง (19.9%) กับคนกลุ่มอื่นๆ ขยับเข้าใกล้กันมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่นี้ไม่ได้ห้ามการซื้อผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ของนิวซีแลนด์มากกว่าบุหรี่ปกติ

ขณะเดียวกัน กลุ่มการเมืองบางกลุ่มรวมถึงพรรคฝ่ายค้าน ACT วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายฉบับนี้ โดยเตือนว่า มันจะทำให้เกิดการซื้อขายบุหรี่ในตลาดมืดมากขึ้น และทำลายธุรกิจขนาดเล็ก

“ไม่มีใครอยากเห็นคนสูบบุหรี่ แต่ความเป็นจริงก็คือ บางคนจะสูบและการสั่งห้ามของรัฐบาลพี่เลี้ยงเด็กของพรรคแรงงานจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ” นายบรูค วาน เวลเดน รองหัวหน้าพรรค ACT กล่าว

เถระรูปใดจะเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 8 แห่งวัดบวรนิเวศฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/538682

เปรียญ12

13 ธ.ค. 2565

เถระรูปใดจะเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 8 แห่งวัดบวรนิเวศฯ

ขณะนี้ ผู้ที่สนใจเรื่องวัดวาอาราม กำลังจับตามองไปที่วัดบวรนิเวศวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ว่าพระเถระรูปใดจะได้เป็นเจ้าอาวาส หลังจากสมเด็จพระวันรัต (จุนท์) อดีตเจ้าอาวาสมรณภาพ และออกเมรุ เมื่อ 1 ธันวาคม 2565

ปัจจุบัน พระธรรมวชิรญาณ(จิระพล อธิจิตฺโต) ในฐานะผู้ช่วยเจ้าอาวาส และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส หลังจากสมเด็จพระวันรัต(จุนท์ พรหมคุตฺโต) เจ้าอาวาส ลำดับที่ 7 อายุ 85 ปี มรณภาพเมื่อ 15 มีนาคม 2565
ผู้ที่ติดตามเรื่องวัด คาดการณ์ว่าคณะสงฆ์ธรรมยุต คงไม่ดองเค็ม ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศไว้นาน เหมือนที่เคยดองเค็ม ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม ที่อดีตสมเด็จพระวันรัต (จุนท์) รักษาการณ์แทนเจ้าอาวาสนานกว่า 10 ปี จนกระทั่งมรณภาพ เพราะวัดบวรนิเวศฯเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 9 และเป็นวัดที่กุลบุตร จากส่วนราชการและเอกชน เข้าอุปสมบทระยะสั้น 15 วันและ  1 เดือน ครั้งละหลาย ๆ รูปเป็นประจำ
แปลว่า คณะธรรมยุตอาจเสนอพระเถระในวัดบวรนิเวศรูปใด รูปหนึ่งให้มหาเถรสมาคมพิจารณา อนุมัติให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ อย่างเงียบๆ ก็ได้


ถึงแม้ว่า มหาเถรสมาคมจะเห็นชอบตามที่คณะสงฆ์ธรรมยุตเสนอมาตามลำดับขั้นตอนแล้ว ก็ยังเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงไม่ได้ เพราะกฎมหาเถรสมาคมฉบับที 24 ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ  ได้แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2563 ว่าการแต่งตั้งพระสังฆาธิการให้ดำรงตำแหน่งทางปกครอง ตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่จนถึงเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ให้สมเด็จพระสังฆราชในฐานะประธานมหาเถรสมาคม เสนอไปยังราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เมื่อมีพระราชดำริประการใด ให้มหาเถรสมาคมมีมติ ให้มีพระบัญชาตั้ง หรือตราตั้ง แล้วแต่กรณี และให้เลขาธิการรายงานนายกรัฐมนตรี เพื่อทราบต่อไป

ในการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการนั้น ให้ดำเนินการตามกฏ มส. แต่ถ้ามีพระราชดำริประการใด ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง หรือถอดถอน ดำเนินการ อนุวัต ตามพระราชดำรินั้น


ส่วนรายนามพระเถระวัดบวรนิเวศวิหาร ที่มีโอกาสขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส  ที่ดำรงสมณศักดิ์ชั้นธรรม มี 3 รูป คือ 1.พระธรรมวชิรญาณ(จิรพล) 2.พระธรรมวิสุทธาจารย์(แสวง) และ 3.พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธ์(อนิลมาน)
พระราชาคณะชั้นเทพ มี 2 รูป คือ 1.พระเทพวชิรมุนี(มล.คิวปิค) และ 2.พระเทพวิสุทธิกวี(ถาวร) 
ใครเป็นใคร อีกไม่นาน สาธุชน และคณะศิษย์ คงได้อนุโมทนา
วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นวัดที่สำคัญมาก คือเป็นที่ประทับพระเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงผนวช ในอดีตพระราชวงศ์ชั้นสูง อุปสมบท หรือบรรพชา ได้ประทับที่วัดนี้ จนอาจเรียกว่าเป็นวัดประจำพระราชวงศ์ก็ได้

พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธิ์(อนิล)พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธิ์(อนิล)


วัดนี้ได้รับการสถาปนาในรัชกาลที่ 3 เจ้าอาวาสรูปแรก คือ พระวชิญาณภิกขุ หรือพระเจ้าฟ้ามงกุฏ เมื่อพระองค์ทรงลาสิกขา ขึ้นครองราชย์ เป็นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เป็นวัด ที่มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงเป็นเจ้าอาวาสถึง 4 พระองค์ 
เป็นที่บัญชาการคณะสงฆ์ และคณะพระธรรมยุต เป็นที่ตั้งหน่วยงานปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ ทั้งภาคธรรมและภาษาบาลี ที่เคยสอบปากเปล่ามาเป็นข้อเขียน

เป็นวัดที่มี 2 วัดรวมกัน คือพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงให้ยุบวัดรังษีสุทธาวาส อันเป็นวัดมหานิกาย มารวมกับวัดบวรนิเวศวิหาร ส่วนที่เคยเป็นวัดรังษี ยังหลงเหลือถึงปัจจุบันคือ พระอุโบสถ ที่อยู่หน้าตึกมหามกุฏ และคณะเหลืองรังษี
 ที่มีแปลกกว่าวัดอื่น คือ มีพระประธาน 2 องค์ในพระอุโบสถ 1.หลวงพ่อโตหรือหลวงพ่อสุวรรณเขต ที่อัญเชิญมาจากวัดสระสะพาน จังหวัดเพชรบุรี และ 2.พระพุทธชินสีห์ ที่อัญเชิญจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก


ส่วนกุฏิที่ประทับเรียกว่าพระตำหนักนั้นมี 2 คือตำหนักจันท์ และตำหนักเพชร ปัจจุบันตำหนักเพชร เป็นที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม
นี่คือความสำคัญของวัดที่ตั้งในย่านบางลำพู เขตพระนคร ด้านหน้าวัดคือถนนพระสุเมรุ

ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศราชวรวิหารตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

พระประธาน 2 องค์ในพระอุโบสถ หลวงพ่อสุวรรณเขตและพระพุทธชินสีห์พระประธาน 2 องค์ในพระอุโบสถ หลวงพ่อสุวรรณเขตและพระพุทธชินสีห์

เรื่อง : เปรียญ12

‘ตั๊น จิตภัสร์’โต้โยงอยู่ก๊วนโค่นล้ม’จุรินทร์’ ขอพวกช่างยุหยุดได้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538737

14 ธ.ค. 2565

'ตั๊น จิตภัสร์'โต้โยงอยู่ก๊วนโค่นล้ม'จุรินทร์' ขอพวกช่างยุหยุดได้แล้ว

‘ตั๊น จิตภัสร์’ ปฏิเสธ เป็น 1ใน5 กลุ่มกดดันให้ ‘จุรินทร์’ ลาออกจากหัวหน้าพรรค วอนขอพวกช่างยุหยุดปล่อยข่าว เวลานี้ต้องเอกภาพสู้ศึกเลือกตั้ง

หลังจากมีข่าวแกนนำภายใน “พรรคประชาธิปัตย์” กดดันให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรค ลาออกจากตำแหน่ง และเตรียมเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคใหม่ยกชุด เนื่องจากบกระแสตอบรับไม่ดีเท่าไร  
 

วันที่ 14 ธ.ค. 2565 ที่รัฐสภา น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร หรือ ตั๊น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ 1 ใน 5 ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง ไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวใดใดในพรรคตามที่ถูกโยงชื่อและภาพข่าวตามที่ถูกกล่าวหา เพราะตระหนักดีว่า ในห้วงเวลาที่เข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองต้องเตรียมความพร้อม ทั้งนโยบายรณรงค์หาเสียงและคัดสรรว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. จึงไม่ใช่เวลาที่จะมาสร้างข่าวหรือสร้างความแตกแยกด้วยการตอกลิ่มเพิ่มขึ้นในพรรคที่เปรียบเสมือนบ้านของพวกเรากันเอง แต่เป็นห้วงเวลาที่พรรคต้องเป็นเอกภาพ และต้องการความสมัครสมานสามัคคีของสมาชิกพรรคทุกระดับเพื่อรวมพลังในการสู้ศึกการเลือกตั้ง

น.ส.จิตภัสร์ กล่าวต่อว่า ตนมีจุดยืนที่มั่นคงและชัดเจนมาตลอด เคยให้สัมภาษณ์แล้วว่า ไม่คิดจะย้ายพรรค ยังขอทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคและผู้ใหญ่ในพรรค จะรับผิดชอบหน้าที่อย่างเต็มที่และดีที่สุด ซึ่งขณะนี้พร้อมจะร่วมกับพรรคสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึงแล้ว จึงขอเรียกร้องให้สมาชิกพรรคบางคน บางกลุ่มยุติพฤติกรรมการปล่อยข่าวที่ต้องการสร้างความแตกแยก หรือใช้สถานการณ์นี้สร้างเงื่อนไข หรือเรียกร้องผลประโยชน์ส่วนตัวโดยสร้างความเสียหายต่อพรรค