‘กกต.’ รอกฎหมาย ยังไม่ได้แบ่งเขตเลือก ส.ส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538738

14 ธ.ค. 2565

'กกต.' รอกฎหมาย ยังไม่ได้แบ่งเขตเลือก ส.ส.

เลขาธิการ กกต. เชื่อทุกพื้นที่เตรียมพร้อม ‘แบ่งเขตเลือกตั้ง’ แล้ว แต่ยังดำเนินการไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้บังคับใช้

แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเปิดเผยถึงความคืบหน้าการแบ่งเขตเลือกตั้งส.ส.ระบบเขต ว่าขณะนี้ ในแต่ละพื้นที่มีการเตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว 

การแบ่งเขตเลือกตั้งต้องมีการหารือ กับประชาชนในพื้นที่ และพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครฯ โดยยึดหลักสำคัญว่า ต้องคำนึงถึงภูมิประเทศ ที่มีลักษณะไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก รวมถึงประชากร ในแต่ละเขต ต้องไม่แตกต่างกันมากเกินไป

แต่การแบ่งเขตเลือกตั้งของกกต.ต้องดำเนินการหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กฎหมายเลือกตั้งแล้ว  โดย กกต.จะใช้เวลา 2-3 วัน ในการออกระเบียบ

เลขาฯกกต. ระบุว่า เงื่อนไขที่สำคัญอีกประการคือ การประกาศจำนวนประชากรของกระทรวงมหาดไทย  ณ วันสิ้นปี คือวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ซึ่งใช้เป็นฐานการคำนวณ จำนวนประชากรต่อส.ส.หนึ่งคน ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ 

ส่วนความกังวลที่ว่า หากมีการยุบสภา ในช่วงเวลานี้ จะทำให้มีปัญหาหรือไม่ เลขาฯกกต.ยอมรับว่า หากเกิดเหตุการณ์ ดังกล่าวจะทำให้เกิดความวุ่นวายตามมาอย่างมาก เพราะยังไม่มีกฎหมายที่จะใช้ในการจัดการเลือกตั้ง 

แม้เงื่อนไขกฎหมายเกี่ยวกับเลือกตั้ง จะกำหนดว่า จะต้องมีการจัดการเลือกตั้ง ไม่เร็วก่อน 45 วัน และไม่เกิน 60 วัน หลังยุบสภา ในขณะที่วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลจะนำกฎหมายเลือกตั้งขึ้นทูลเกล้าฯภายในสัปดาห์นี้

ความกังวลเรื่องการเลือกตั้งมาจากข่าวที่มีการพูดกันหนาหู ว่ามีความพยายามเคลื่อนไหว ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยุบสภา  ไม่ต้องอยู่ครบวาระ  ในวันที่ 23 มีนาคมปีหน้า

6 ข้อกังขา เตือน ครม. ก่อนอนุมัติประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ค่าโง่ 6.8 หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538730

14 ธ.ค. 2565

6 ข้อกังขา เตือน ครม. ก่อนอนุมัติประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ค่าโง่ 6.8 หมื่นล้าน

‘สามารถ’ เปิด 6 ข้อกังขา เตือน ครม. ก่อนพิจารณาอนุมัติประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม จนต้องเสีย ‘ค่าโง่’ 6.8 หมื่นล้านบาท เพราะเหตุใดเปลี่ยนกฏเกณฑ์ไปม ลดคุณสมบัติผู้เดินรถ เพิ่มคุณสมบัติผู้รับเหมา เอื้อเอกชนรายใดหรือไม่

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟสบุ๊กฝาก 6 ข้อ ถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะพิจารณาอนุมัติการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม  ระบุว่า


สะกิด ครม. !
ข้อกังขาประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม
ยังไม่เคลียร์ มีความเป็นไปได้ที่ผลการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มจะถูกนำเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติในเร็ววันนี้ ผมจึงขอฝากข้อกังขาซึ่งผมเคยสอบถาม รฟม. ในหลายโอกาส แต่ไม่ได้รับคำตอบหรือได้รับคำตอบไม่ตรงประเด็น ให้ ครม. พิจารณา 6 ข้อ ดังนี้

1. การประมูลครั้งที่ 1 รฟม. เปลี่ยนเกณฑ์ประมูลเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ?
รฟม. เปลี่ยนเกณฑ์ประมูลจาก “เกณฑ์เดิม” ที่ต้องพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคก่อน หากผ่านก็จะพิจารณาข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทนต่อไป ใครเสนอผลประโยชน์สุทธิ (เงินตอบแทนให้ รฟม. หักด้วย เงินขอรับสนับสนุนค่าก่อสร้างจาก รฟม.) ให้ รฟม. มากที่สุดก็จะชนะการประมูล  เป็น “เกณฑ์ใหม่” ที่พิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคพร้อมกับข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน โดยให้คะแนนด้านเทคนิค 30% และคะแนนด้านการลงทุนและผลตอบแทน 70% ใครได้คะแนนรวมสูงสุดก็จะชนะการประมูล
การเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลเป็นไปตามคำขอของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD หลังจาก ITD ได้ขอให้เปลี่ยนเพียงแค่ 2 สัปดาห์ ทั้งๆ ที่ รฟม. ได้ใช้เวลาศึกษามาอย่างละเอียดรอบคอบถึงเกือบ 2 ปี รฟม. เปลี่ยนเกณฑ์ประมูลด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ดังนี้

(1) รฟม. อ้างว่าการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกจะต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เป็นผลให้ รฟม. ต้องใช้เกณฑ์ใหม่ แต่เกณฑ์ใหม่ให้คะแนนด้านเทคนิคเพียงแค่ 30% เท่านั้น ถือว่าย้อนแย้งกับเหตุผลที่ รฟม. กล่าวอ้าง ถ้า รฟม. มุ่งหวังที่จะได้เอกชนที่เก่งด้านเทคนิคจริง จะต้องใช้เกณฑ์เดิม เพราะเกณฑ์เดิมให้คะแนนด้านเทคนิค 100% 
(2) รฟม. เคยใช้เกณฑ์เดิมมาก่อนในการประมูลรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีเส้นทางผ่านพื้นที่ซับซ้อน ได้แก่ ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ซึ่งต้องขุดอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ซึ่งต้องขุดอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกัน 
อีกทั้ง ที่ผ่านมา รฟม. ได้ใช้เกณฑ์เดิมในการประมูลโครงการอื่น เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ซึ่งเป็นรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ไม่เคยมีการก่อสร้างในประเทศไทยมาก่อน 
การใช้เกณฑ์เดิมในการประมูลพบว่า รฟม. สามารถคัดเลือกได้ผู้ชนะการประมูลที่มีความสามารถด้านเทคนิคสูงและเสนอผลตอบแทนให้แก่รัฐมากที่สุด ทำให้การดำเนินโครงการของ รฟม. ประสบความสำเร็จมาทุกโครงการ
(3) โครงการขนาดใหญ่อื่นก็ใช้เกณฑ์เดิม เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่ภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทยไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน และใช้วงเงินลงทุนสูง โครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 6 (สายอีสาน) และหมายเลข 81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เป็นต้น
(4) การประมูลครั้งที่ 2 รฟม. ใช้เกณฑ์เดิม ถ้าเกณฑ์เดิมไม่ดี แล้วทำไม รฟม. จึงกลับมาใช้ ?

2. การประมูลครั้งที่ 2 เหตุใด รฟม. จึงลดคุณสมบัติของผู้เดินรถไฟฟ้าลง แต่เพิ่มคุณสมบัติของผู้รับเหมาขึ้น ? การทำเช่นนี้เป็นการเอื้อประโยชน์และกีดกันเอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ?

คุณสมบัติของผู้เดินรถไฟฟ้าที่ลดลง เช่น ไม่ต้องมีผลงานการเดินรถในไทย และไม่ต้องมีผลงานจัดหาหรือผลิตระบบรถไฟฟ้าพร้อมติดตั้ง เป็นต้น ซึ่งในการประมูลครั้งที่ 1 กำหนดให้ต้องมีผลงานดังกล่าว อีกทั้ง การประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองของ รฟม. ก็ต้องมีผลงานดังกล่าวเช่นเดียวกัน


คุณสมบัติของผู้รับเหมาที่เพิ่มขึ้น เช่น ผู้รับเหมาต้องมีผลงานกับหน่วยงานของรัฐบาลไทย และต้องเป็นผลงานที่แล้วเสร็จ เป็นต้น ซึ่งการประมูลครั้งที่ 1 ไม่ได้กำหนดให้มีผลงานกับหน่วยงานของรัฐบาลไทย และไม่ต้องเป็นผลงานที่แล้วเสร็จ

หาก รฟม. ไม่ลดคุณสมบัติของผู้เดินรถไฟฟ้าลง จะทำให้ Incheon Transit Corporation หรือ ITC ผู้เดินรถไฟฟ้าจากเกาหลีใต้ไม่สามารถร่วมยื่นประมูลกับ ITD ได้ และหาก รฟม. ไม่เพิ่มคุณสมบัติของผู้รับเหมาขึ้น จะทำให้ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ร่วมกับบริษัท ซิโน–ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ที่เคยยื่นประมูลครั้งที่ 1 จะสามารถยื่นประมูลครั้งที่ 2 ได้ด้วย

3. การประมูลครั้งที่ 2 รฟม. ให้ผู้รับเหมาเป็นผู้นำกลุ่มผู้ยื่นประมูลได้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ?
การยอมให้ผู้รับเหมาสามารถเป็นผู้นำกลุ่มได้ ทำให้ ITD สามารถเป็นผู้นำกลุ่ม ITD Group ซึ่งประกอบด้วย ITD และ ITC ได้ หากผู้รับเหมาไม่สามารถเป็นผู้นำกลุ่มได้ ผู้เดินรถไฟฟ้าจะต้องเป็นผู้นำกลุ่มเหมือนกับการประมูลครั้งที่ 1 ถามว่า ITC จะยอมเป็นผู้นำกลุ่มหรือไม่ ? เนื่องจากผู้นำกลุ่มจะต้องถือหุ้นมากที่สุด และไม่น้อยกว่า 35%


อันที่จริง ผู้นำกลุ่มควรเป็นผู้เดินรถไฟฟ้า เนื่องจากเขาจะต้องรับผิดชอบการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้ารวมทั้งซ่อมบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีส้มตลอดทั้งสายเป็นเวลาถึง 30 ปี ไม่ใช่ผู้รับเหมาที่ทำการก่อสร้างสายสีส้มตะวันตกเพียง 6 ปี 

สะกิด ครม. ข้อกังขาประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มสะกิด ครม. ข้อกังขาประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม
4. การประมูลครั้งที่ 2 เหตุใด รฟม. จึงพิจารณาให้ ITD ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ ทั้งๆ ที่กรรมการคนหนึ่งของ ITD ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก?
กรณี ITD ซึ่งมีกรรมการคนหนึ่งได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก อาจทำให้มีคุณสมบัติขัดหรือแย้งกับประกาศของคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง ลักษณะของเอกชนที่ไม่สมควรให้ร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุนหรือไม่ ? โดยเอกชนที่มีลักษณะดังกล่าว “ไม่มีสิทธิ์” ได้รับคัดเลือกเป็นคู่สัญญาร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุนตาม พรบ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 


5. การประมูลครั้งที่ 2 รฟม. เพิ่มคะแนนผ่านเกณฑ์ด้านเทคนิคให้สูงขึ้นกว่าครั้งที่ 1 เป็นการกีดกันเอกชนรายใดรายหนึ่งไม่ให้ผ่านเกณฑ์เทคนิคหลังจากผ่านเกณฑ์คุณสมบัติมาแล้วหรือไม่ ?
เป็นที่น่าสังเกตว่าในการประมูลครั้งที่ 2 รฟม. ได้เพิ่มคะแนนผ่านเกณฑ์ด้านเทคนิคให้สูงขึ้นกว่าครั้งที่ 1 (ทั้งๆ ที่ การประมูลทั้ง 2 ครั้ง มีเนื้องาน แบบก่อสร้าง และเทคนิคการก่อสร้างเหมือนกัน) และสูงกว่าโครงการอื่นที่ก่อสร้างในพื้นที่เดียวกัน ใช้เทคนิคการก่อสร้างเหมือนกัน ได้แก่ โครงการส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ 


6. จากการเปรียบเทียบการประมูลครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 ทำให้รัฐต้องช่วยค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นถึง 6.8 หมื่นล้านบาท จึงเกิดคำถามว่าการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วยปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติหรือไม่ ? 
อาจเป็นที่สงสัยว่า ข้อเสนอของ BTSC ร่วมกับ STEC ในการประมูลครั้งที่ 1 (ซึ่งรัฐต้องช่วยค่าก่อสร้าง 9,675.42 ล้านบาท) สามารถนำมาเปรียบเทียบกับข้อเสนอของ BEM ในการประมูลครั้งที่ 2 (ซึ่งรัฐต้องช่วยค่าก่อสร้าง 78,287.95 ล้านบาท) ได้หรือ ?

ผมขอตอบว่าได้ เพราะแบบก่อสร้างเหมือนกัน ราคากลางค่าก่อสร้างในการประมูลทั้ง 2 ครั้ง เท่ากัน คือ 96,012 ล้านบาท รวมทั้งระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 6 ปี และระยะเวลาเดินรถ 30 ปี เหมือนกัน


หมายเหตุ : ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง

เริ่มแล้ว พิจารณากฎหมาย ‘กัญชา’ ลุ้นสภาผ่านวาระ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538720

14 ธ.ค. 2565

เริ่มแล้ว พิจารณากฎหมาย 'กัญชา' ลุ้นสภาผ่านวาระ 3

กำชับ ส.ส.รักษา ‘องค์ประชุม’ พิจารณา 95 มาตรา ร่างกฎหมายกัญชาเริ่มวันนี้ คาดใช้เวลา 2-3 นัด กรรมาธิการย้ำ แก้ไขตามที่ท้วงติงแล้ว

หลังจากชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดโอกาสให้สมาชิกได้หารือก่อนจะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม  พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)กัญชา กัญชง (ฉบับที่…) พ.ศ….  ที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

ศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวถึงภาพรวมของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ว่า ภายหลังจากร่างดังกล่าวมีการรับหลักการ และได้มีการตั้งกรรมาธิการพิจารณาแก้ไข ขณะนี้ได้เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งการพิจารณาของ กมธ.เป็นไปด้วยความรอบคอบ โดยเพิ่มมาตราจาก 45 มาตราเป็น95 มาตรา และได้เข้าสู่การประชุมในวาระ 2แล้ว แต่มีข้อเสนอจากพรรคการเมืองเพื่อให้นำกลับมาพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับข้อเสนอ และเมื่อ

กมธ.ได้มีการนำกลับมาแก้ไขตามที่ได้มีการเสนอเข้ามาแล้ว พบว่าประเด็นต่างๆที่พรรคการเมืองเสนอเข้ามานั้น เป็นประเด็นที่อยู่ในกฎหมายแล้วทั้งสิ้น  คาดว่าพรรคการเมืองอาจจะยังไม่เข้าใจในเนื้อหากฎหมาย แต่ยืนยันว่า ร่างกฎหมายฉบับเดิมมีความครบถ้วนเพียงพอที่จะไม่เป็นอุปสรรคในการลงมติเห็นชอบหรือปรับปรุงหรือต้องการแก้ไขรายมาตราในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร อย่างแน่นอน

ศุภชัย ใจสมุทร ประธานกมธ. ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ศุภชัย ใจสมุทร ประธานกมธ. ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง

ศุภชัยบอกว่าการออกประกาศของกระทรวงสาธารณสุขยังไม่รอบด้านและไม่มีบทลงโทษอย่างเป็นระบบมากเท่ากับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการพูดถึงการรักษาโรคและมีการควบคุมอย่างรอบด้าน

จากผลการศึกษาปี2564 พบผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยกัญชาร้อยละ16 ที่เหลืออยู่ในตลาดมืดและไม่ได้รับอนุญาตจึงมีความเสี่ยงที่จะปนเปื่อนและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ย้ำว่าผู้ใช้กัญชาไม่ควรอยู่ในฐานะ อาชญากร และต้องเข้าถึงกัญชาที่มีคุณภาพ ร่างกฎหมายที่มีการแก้ไขจึงให้มีการปลูกครัวเรือนละไม่เกิน15 ต้น โดยไม่ต้องจดแจ้ง และไม่เกิน 5ไร่ แต่ต้องจดแจ้ง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่มีการผูกขาดจากผู้ประกอบการ

พร้อมยืนยันว่ากรรมาธิการให้ความสำคัญกับการป้องกันเยาวชนและสตรีมีครรภ์เข้าถึงกัญชาได้อย่างเสรี เพราะแนวทางการป้องกันทั้งหมดถูกกำหนดโดยกฎหมายอื่นหลายฉบับและกฎระเบียบวินัยขององค์กร เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์และบุหรี่ จึงไม่จำเป็นจะต้องมีบทบัญญัติซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆอีก ยืนยันกรรมาธิการจะรับฟังความเห็นของสมาชิกเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากกัญชา กัญชงต่อไป

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการพิจารณาจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า2-3สัปดาห์ เนื่องจากจะมีการลงมติเป็นรายมาตรา จึงต้องกำชับสมาชิกให้อยู่บริเวณห้องประชุมสภา 

ซึ่งก่อนประชุมวันนี้ ประธานสภาแจ้งการลาออกของสมาชิก 2 ราย ได้แก่ นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลาออกจากส.ส.ในวันที่ 13 ธันวาคม 2565 และนายเดชทวี ศรีวิชัย ส.ส.พรรคเสรีรวมไทยได้ลาออกส.ส.ในวันที่ 14 ธันวาคม

เป็นผลให้ทั้ง 2 สิ้นสุดสมาชิกภาพความเป็นส.ส. ดังนั้น รวมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน 471คน องค์ประชุมกึ่งหนึ่งคือ 236 คน

‘ทนายอนันต์ชัย’ยื่นสอบ’กรมการปกครอง’ พิจารณายุบสมาคม’ศรีสุวรรณ’ล่าช้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538718

14 ธ.ค. 2565

'ทนายอนันต์ชัย'ยื่นสอบ'กรมการปกครอง' พิจารณายุบสมาคม'ศรีสุวรรณ'ล่าช้า

‘ทนายอนันต์ชัย’ยื่นหนังสือถึง’พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์’ ขอให้สอบ’อธิบดีกรมการปกครอง’ พิจารณายุบสมาคม’ศรีสุวรรณ’ 7 เดือน ไม่คืบหน้า

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 65 ที่รัฐสภา นายอนันต์ชัย ไชยเดช  ทนายความ ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานคณะกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตและประพฤติผิดมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ปปช). ขอให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับอธิบดีกรมการปกครองและเจ้าหน้าที่ หลังเคยร้องขอให้เพิกถอนสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยของนายศรีสุวรรณ จรรยา ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2565 จนปัจจุบัน 7 เดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้า

ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า ผู้ถูกร้องเรียนจำนวนมากได้รับความเสียหาย บางคนมีตำแหน่งหน้าที่ในราชการ ต้องถูกออกจากราชการ และสุดท้ายตั้งกรรมการสอบวินัยแล้ว ปรากฎไม่มีความผิด แต่เขาต้องเสียอนาคต ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้และเรื่องก็เงียบหายไป ทำให้ไม่มีอาชีพ ไม่มีเงิน ชื่อเสียงย่อยยับ

พร้อมตั้งคำถามเพราะเหตุใดนายศรีสุวรรณไม่ยื่นสอบทุนจีนสีเทาซึ่งเป็นประเด็นมากกว่าการยื่นยุบพรรคเพื่อไทยล่าสุด

ทั้งนี้ตนเคยรวบรวมหลักฐาน และเสนอสำนวนไปยังอธิบดีกรมการปกครองถึง 8 แฟ้ม นายศรีสุวรรณทำงานในสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยเพียงคนเดียว ไม่มีการประชุมสามัญ วิสามัญ การประชุมเลือกรรมการ ไม่ส่งงบดุล และสถานที่ยังเป็นห้องแถวเล็กๆ ไม่มีป้าย 

“การร้องเรียนของศรีสุวรรณ มี 2 อย่าง คือ ร้องตีฉิ่ง เป็นการร้องกันเอาไว้ไม่ให้คนอื่นมาร้อง เรื่องก็เงียบหายไป สองคือการร้องจริง แต่ไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด” ทนายอนันต์ชัยกล่าว

สำหรับสถิติการร้องเรียนที่ของนายศรีสุวรรณเมื่อปี 2564 เรื่องส่วนตัวถึง 353 เรื่อง มองว่าการร้องเรียนไม่ใช่ร้องตะพึดตะพือ ตอนนี้เหลืออดกับการกระทำดังกล่าวจึงยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.เศรีพิศุทธ์ ให้ตรวจสอบ หากพบว่ามีการละเลยต่อหน้าที่ให้ดำเนินคดีกับอธิบดีกรมการปกครองรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อเป็นตัวอย่างของการทำงานล่าช้า

ด้านพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มองว่า ไม่ควรใช้เวลานานเช่นนี้ กรมการปกครองทำงานล่าช้า ยังไม่ได้รับคำตอบ เวลานายศรีสุวรรณ ไปยื่นเรื่องร้องเรียนแต่ไม่ได้มีเอกสารประกอบหลักฐาน ไปยื่นหนังสือใบเดียว 2 ใบ กล่าวหาเขาแล้วโดยอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่คำนึงถึงความเสียหายของคนอื่น รวมถึงเจ้าตัวก็ยอมรับกับสื่อทุกเวทีแล้วว่าได้รับค่าตอบแทน รับเข้าส่วนตัว ไม่ได้รับเข้าสมาคม ลักษณะดังกล่าว เป็นการหากินที่ไม่สุจริต หากนายศรีสุวรรณเป็นข้าราชการก็ตายไปแล้ว เพราะมีเรื่องวินัย 

“พี่น้องประชาชนก็ถามว่าทำไมไม่ดำเนินการสักที มันซ่าเหลือเกิน ผมขอเรียนว่ามันไม่ได้อยู่ในอำนาจของผม” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์

ทนายอนันต์ชัยยื่นสอบกรมการปกครองทนายอนันต์ชัยยื่นสอบกรมการปกครอง

ได้ฤกษ์พิจารณาร่างกฎหมายกัญชา ลุ้น ‘สภาล่ม’ วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538706

14 ธ.ค. 2565

ได้ฤกษ์พิจารณาร่างกฎหมายกัญชา ลุ้น 'สภาล่ม' วันนี้

ที่ประชุมสภา เลื่อนร่างกฎหมาย ‘กัญชา’ ขึ้นมา พิจารณาเป็นลำดับแรกในวันนี้ ขณะที่ยังต้องลุ้นว่าสภาจะล่มอีกหรือไม่

ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่12ปีที่4เวลา09.30 น.วันนี้ มีระเบียบวาระการประชุมที่น่าสนใจเป็นเรื่องที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน 3 วาระประกอบด้วย

-ร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
-ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
-ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ.
ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. …. พิจารณาเสร็จแล้ว

ร่างพระราชบัญญัติกัญชาฯ ถูกเลื่อนการพิจารณา และมีอุปสรรคมาหลายครั้ง ทั้งยังต้องลุ้นว่า จะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯ วาระ3 ซึ่งเป็นการพิจารณารายมาตราหรือไม่ หลังจากเกิดความไม่ลงรอยภายในพรรคร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคภูมิใจไทยเจ้าของร่างฯกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหากร่างกฎหมายกัญชานี้ตกไป นอกจากต้องเริ่มกระบวนพิจารณากันใหม่ ยังมีผลต่อสถานะกัญชาว่า จะต้องกลับไปขึ้นบัญชียาเสพติดประเภท5 หรือไม่   ขณะที่ ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ทั้งฝ่ายค้านและพรรคประชาธิปัตย์ เห็นพ้องต้องกันว่าต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ ของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องด่วนเป็นร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จอีก 4 วาระ 4 ฉบับ เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. …
ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ.. และ ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….   เป็นต้น

โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี  เมื่อวานนี้ มีรายงานว่า พล.อ. ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่ประธานในการประชุม กำชับพรรคร่วมรัฐบาล ให้ช่วยกัน รักษาองค์ประชุม ไม่ให้สภาล่มในช่วงใกล้ครบวาระสภาผู้่แทนราษฎรด้วย

‘จุรินทร์’ มอบนโยบายอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เดินหน้าหนุน กฟก. แก้ปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698059

'จุรินทร์' มอบนโยบายอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เดินหน้าหนุน กฟก. แก้ปัญหาเกษตรกร

‘จุรินทร์’ มอบนโยบายอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เดินหน้าหนุน กฟก. แก้ปัญหาเกษตรกร

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.05 น.

วันที่ 14 ธันวาคม 2565 เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมริชมอนด์แกรนด์ จังหวัดนนทบุรี รองนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการแนวทางการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด โดยมีคณะกรรมการ กฟก. คณะกรรมการบริหาร กฟก. คณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร ผู้แทนเกษตรกร คณะอนุกรรมการ กฟก. จากทั่วประเทศ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงาน กฟก. หัวหน้าสำนักงานสาขาจังหวัด พนักงาน ลูกจ้าง และเกษตรกรสมาชิกเข้าร่วมโครงการกว่า 1,400 คน 

นายจุรินทร์ กล่าวว่า กองทุนฯ ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรเรื่องหนี้สิน และสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตนในฐานะประธานกรรมการกองทุนฯ ได้ผลักดันนโยบายให้ กฟก. แก้ไขปัญหาให้เกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งผลักดันแก้ไขกฎหมายกองทุนฯ จนได้รับการแก้ไขเป็นครั้งที่ 3 สามารถปลดล็อกให้มีการช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นหนี้บุคคลค้ำประกันได้ในวงกว้าง เกษตรกรที่เป็นหนี้ค้างชำระกับสถาบันการเงินแล้วไม่สามารถใช้หนี้ได้ ต้องถูกยึดที่ดินทำกิน รัฐบาลมีความห่วงใยเรื่องนี้มาก จึงให้กองทุนฯ เข้ามาดูแล ขณะนี้เกษตรกรที่ได้รับการจัดการหนี้จากกองทุนฯ กว่า 32,000 คน สามารถใช้หนี้คืนแบบไม่มีดอกเบี้ย เมื่อใช้หนี้หมดก็ได้รับที่ดินทำกินคืน เป็นหนทางการปลดหนี้ นอกจากนี้ได้มอบนโยบายสนับสนุนงบประมาณเพื่อการฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนในการประกอบอาชีพ โดยในปี 2565 ได้ผลักดันทางนโยบายให้ กฟก. ได้รับงบประมาณงบกลางจำนวน 2,000 ลบ. และในปี 2566 ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปีอีก 500 ลบ. คาดว่าจะไม่เพียงพอ ต่อความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร คงต้องเสนอรัฐบาลของบ กลางปี 66 อีกครั้ง ซึ่งภารกิจทั้งหมดนี้ เป็นงานในระดับพื้นที่ ที่ได้มอบนโยบายให้อนุกรรมการฯ จังหวัด ลงพื้นที่ไปดูแลเกษตรกรสมาชิกร่วมกับสนง.สาขาจังหวัด ให้เกษตรกรได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงาน กฟก. เปิดเผยว่า จากภายหลังที่ กฟก. ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ กฟก. จังหวัดครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกในการดำเนินงานระดับพื้นที่ มีองค์ประกอบจำนวน  17 คน ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเกษตรกร จำนวน 8 คน ผู้แทนภาคราชการและผู้แทนภาคเอกชน จำนวน 8 คน หัวหน้าสำนักงานสาขาจังหวัดเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเป็นผู้แต่งตั้งในส่วนผู้แทนองค์กรเกษตรกร ผู้แทนภาคราชการและผู้แทนภาคเอกชน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราว 2 ปี นับจากวันที่แต่งตั้ง การจัดอบรมในครั้งนี้จึงมีเป้าเหมายเพื่อสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของอนุกรรมการจังหวัดตามระเบียบ ประกาศ คำสั่งที่กำหนดไว้ และสร้างความเข้าใจในนโยบาย แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร เกิดการประสานงานกับระดับนโยบายและระดับผู้ปฏิบัติงานของสาขาจังหวัดได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และเข้าใจหลักการกระจายอำนาจตามระเบียบที่กำหนดไว้ด้วย ในวันนี้ได้รับเกียรติจากท่านรองนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานกรรมการ กฟก. เป็นประธานเปิดการอบรมและมอบนโยบายการทำงานให้แก่อนุกรรมการฯจังหวัด ทั่วประเทศกว่า 1,400 คน ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่ดีมากที่อนุกรรมการทุกท่านได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์การทำงานในระดับจังหวัด ร่วมกันสะท้อนปัญหา และแนวนโยบายที่จะขับเคลื่อนให้ กฟก. เดินไปสู่เป้าหมายในปี 2566 นี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเนื้อหาที่สำคัญของการอบรมจะมีการจัดทำแผนงานและเป้าหมายการดำเนินงาน การสนับสนุนงานตามภารกิจ 3 ด้าน ได้แก่ การบริหารสำนักงาน การฟื้นฟูอาชีพ และการจัดการหนี้ให้เกษตรกร เปิดโอกาสให้มีการระดมความคิดเห็นผ่านการเสวนากลุ่มย่อย และนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้และการฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร การสะท้อนปัญหาจากระดับพื้นที่ไปสู่ระดับบริหาร ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและนำเสนอวิธีการบริหารจัดการ เพื่อให้เชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่เกษตรกรสมาชิก. -008 

‘กุ้งไทย’ย่ำต๊อก! สมาคมฯชี้แก้ปัญหาโรคไม่ได้ ฮึดหวังทวงเป้าส่งออก 5 แสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698047

‘กุ้งไทย’ย่ำต๊อก! สมาคมฯชี้แก้ปัญหาโรคไม่ได้ ฮึดหวังทวงเป้าส่งออก 5 แสนล้าน

‘กุ้งไทย’ย่ำต๊อก! สมาคมฯชี้แก้ปัญหาโรคไม่ได้ ฮึดหวังทวงเป้าส่งออก 5 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.20 น.

‘กุ้งไทย’ย่ำต๊อก! สมาคมฯชี้แก้ปัญหาโรคไม่ได้ ฮึดหวังทวงเป้าส่งออก 5 แสนล้าน

14 ธันวาคม 2565 นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย พร้อมตัวแทนคณะกรรมการบริหารสมาคม แถลงข่าวสรุปสถานการณ์กุ้งปี 2565 และแนวโน้มการผลิตและส่งออกกุ้งไทย

นายเอกพจน์ กล่าวว่า ผลผลิตกุ้งเลี้ยงปี 2565 โดยรวมอยู่ที่ 280,000 ตัน เท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากยังคงเผชิญปัญหาเรื่องโรค และสภาพอากาศไม่อำนวย ทำให้ผลิต ยังคงที่ เมื่อเทียบกับปี2564 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลผลิตกุ้งจากภาคใต้ตอนบน ร้อยละ 32  จากภาคตะวันออก ร้อยละ 25  ภาคใต้ตอนล่างฝั่งอันดามัน ร้อยละ 21 และ จากภาคกลาง ร้อยละ 12  ภาคใต้ตอนล่างฝั่งอ่าวไทย ร้อยละ 10 ส่วนผลผลิตกุ้งทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ  4.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11   โดยประเทศในกลุ่มอเมริกากลาง-อเมริกาใต้ ผลิตกุ้งได้เพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับปีที่แล้วและปีที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะ เอกวาดอร์ ขณะที่ประเทศทางเอเชีย ได้แก่ เวียดนาม ผลิตกุ้งได้ลดลง อินเดียเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  อินโดนีเซียเพิ่มขึ้น  ส่วนจีนผลิตกุ้งได้เพิ่มขึ้นหลังมีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากขึ้น เป็นต้น 

สำหรับการส่งออกกุ้งเดือน ม.ค. – ต.ค. ปีนี้ ปริมาณ 122,208  ตัน มูลค่า 42,812 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่ส่งออกปริมาณ 128,758  ตัน มูลค่า 39,251 ล้านบาท ปริมาณลดลง ร้อยละ 5 แต่มูลค่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9 ” (ดังแสดงในตารางที่ ‚) นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าว และคาดการณ์ว่า ไทยจะผลิตกุ้งได้ 300,000 ตัน ในปี 2566  (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7)

อย่างไรก็ตามจากปริมาณการผลิตที่ตกต่ำ อย่างต่อเนื่องทาง สมาคมฯเตรียมยื่นหนังสือเรียกร้องทุกพรรคการเมืองที่อาสามาเป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งที่จะมาถึง กำหนดนโยบายเรื่องกุ้งให้ชัดเจน เน้นแก้ปัญหาโรค เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้จากการส่งออก นำเงินเข้าประเทศ โดยตั้งเป้าการผลิต เพื่อการส่งออกให้ได้ อย่างน้อย ไม่ต่ำกว่าปีละ 4-5 แสนตัน ต่อปี   ขณะเดียวกัน ในส่วนการแก้ปัญหาเบื้องต้น จะมีการหารือกับกระทรวง เกษตรฯที่กำกับดูแลกรมประมง  ที่มีส่วนส่งเสริมในการเพื่อการการเลี้ยงกุ้ง และ ส่วนเสริมในเรื่องประมง เพื่อทำงานในการร่วมการศึกษาวิจัยและ หาทางออก เรื่องปัญหาการผลิตกุ้งทั้งระบบ ต่อไป

ในช่วงต้นปีที่สมาคมกุ้งไทย และตัวแทนอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องตลอดสายห่วงโซ่การผลิต ได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และต่อมาได้ยื่นหนังสือ ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้สินค้ากุ้งเป็นวาระแห่งชาติ และออกมาตรการแก้ปัญหาการเลี้ยงเรื่องโรคให้พี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งเร่งด่วน เพื่อพลิกฟื้น สร้างความเข้มแข็ง ให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายคือ วัตถุดิบกุ้ง 400,000 ตัน เพื่อการส่งออก ให้ได้ในปี 2566 โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องโรคซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พี่น้องเกษตรกรฯ เลี้ยงกุ้งไม่ได้ แต่จากตัวเลขผลผลิตกุ้งในปี 2565 ก็ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้จะรัฐบาลโดยกรมประมงมีความพยายามดำเนินการในหลายด้าน แต่อาจด้วยข้อจำกัด ทำให้การแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่ตอบโจทย์ โรคกุ้งยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร

ขณะที่นายปกครอง  เกิดสุข อุปนายกสมาคมกุ้งไทย และประธานที่ปรึกษาชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ตอนล่างฝั่งอันดามัน “ผลผลิตปี 2565 คาดการณ์ว่ามีผลผลิตประมาณ 58,200 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 2 พบการเสียหายโรคตัวแดงดวงขาวจำนวนมากในช่วงต้นปี และเชื้ออีเอชพีและโรคขี้ขาว ยังเป็นปัญหาสำคัญ ทำให้เกษตรกรจับกุ้งก่อนกำหนด เกษตรกรบางส่วนที่เลี้ยงกุ้งขาวไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ตรัง กระบี่ พังงา และภูเก็ต เปลี่ยนไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากขึ้น”

ด้านนางสาวพัชรินทร์ จินดาพรรณ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย และเลขาธิการสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ผลผลิตกุ้งปี 2565 ในพื้นที่ภาคตะวันออกประมาณ 69,900 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 12 โดยสภาวะอากาศแปรปรวนในช่วงต้นปี ส่งผลให้เกิดความเสียหายจากโรคตัวแดงดวงขาว และฝนที่มาเร็วกว่าปกติและตกหนัก ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยง บางพื้นที่เกิดน้ำท่วม และหลังน้ำลดเกิดปัญหาโรคระบาดหัวเหลืองและตัวแดงดวงขาวตามมา เกษตรกรบางส่วนชะลอการลงกุ้งเนื่องจากแหล่งน้ำธรรมชาติมีความเต็มต่ำ คุณภาพน้ำไม่เหมาะสม นอกจากนี้ พบอาการขี้ขาวในบ่อกุ้งระหว่างเลี้ยง ทำให้ต้องจับกุ้งก่อนกำหนด ผลผลิตต่อไร่ต่ำโดยในส่วนผลผลิตภาคกลาง ประมาณ 34,100 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เกษตรกรมีการลงกุ้งอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคากุ้งดี สภาพอการแปรปรวนช่วงต้นปี ส่งผลให้เกิดโรคหัวเหลืองและตัวแดงดวงขาว รวมถึงปัญหาขี้ขาวทำให้เกษตรกรจับกุ้งก่อนกำหนด นอกจากนี้ปัจจัยการผลิตราคาปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น

ด้านนายพิชญพันธุ์ สลิลปราโมทย์ กรรมการบริหารสมาคม และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปี 2565 ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนมีผลผลิตประมาณ 89,402 ตัน ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมา โดยช่วงต้นปีเกษตรกรลงกุ้งอย่างต่อเนื่องเนื่องจากราคากุ้งดี อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปีพบความเสียหายจากโรคตัวแดงดวงขาว สภาพอากาศที่แปรปรวนและปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีความเสียหายจากโรคขี้ขาว ทำให้เกษตรกรบางส่วนหันไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

ขณะที่ผลผลิตกุ้งภาคใต้ตอนล่างฝั่งอ่าวไทย 28,400 ตัน  ลดลงร้อยละ 21 อีเอชพีและขี้ขาว เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงของเกษตรกรตลอดปี ทำให้ผลผลิตลดลงมาก และเกษตรกรต้องจับกุ้งก่อนกำหนด ตัวแดงดวงขาวระบาดรุนแรงในช่วงต้นปี ฝนที่ตกหนักส่งผลให้น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ มีความเค็มต่ำ ทำให้การเลี้ยงประสบปัญหามากกว่าทุกปี เกษตรกรต้องปรับตัวโดยการพักบ่อนานขึ้น ทยอยการปล่อยกุ้ง และลดความหนาแน่นในการเลี้ยง เพื่อลดความเสี่ยง”

‘อลงกรณ์’เผยขนผลไม้ ส่งรถไฟลาว-จีนผ่านด่านโมฮ่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697913

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด) กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ นครกว่างโจว ว่า จุดตรวจสอบและกักกันผลไม้นำเข้า ที่ด่านรถไฟโม่ฮาน สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผ่านการตรวจรับจากศุลกากรคุนหมิงแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอตรวจรับจากกระทรวง GACC ในส่วนกลาง ซึ่งน่าจะดำเนินการแล้วเสร็จทันเวลาที่คณะกรรมการพัฒนาและการปฏิรูปแห่งมณฑลยูนนาน กำหนดจัดพิธีเปิดจุดตรวจสอบกักกันผลไม้นำเข้า ด่านรถไฟโมฮ่านในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ1 ปีของการเปิดเส้นทางรถไฟจีน-ลาว

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า เป็นข่าวดีของชาวสวนผลไม้ที่จะมีการขนส่งทางรางโดยเส้นทางรถไฟจีน-ลาว จากไทยไปถึงคุนหมิง เปิดบริการขนส่งผลไม้ไทยไปยังตลาดจีนอีกเส้นทาง ซึ่งยืนยันว่าจีนจะเปิดจุดตรวจสอบและกักกันพืชที่ด่านรถไฟโมฮ่าน บริเวณพรมแดนจีน-ลาว ภายในต้นเดือนธันวาคมนี้ โดยที่ฟรุ้ทบอร์ดได้มอบหมายฝ่ายเลขาฯ จัดประชุมผู้แทนชาวสวน สหกรณ์ ล้ง สมาคมผลไม้ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความเข้าใจในกฎเกณฑ์และข้อกำหนดต่างๆ การนำเข้าส่งออกผลไม้ภายใต้ พิธีสารผลไม้ระหว่างไทย-จีน จะต้องมีการตรวจโรคพืช (มาตรการ SPS) ดังนั้น แม้จะมีการส่งออกนำเข้าสินค้าเกษตรอื่นๆ ของไทยด้วยขบวนรถไฟจีน-ลาว แต่ยังไม่มีการขนส่งผลไม้ไทยไปจีนด้วยขบวนรถไฟสายนี้จากเวียงจันทน์ไปถึงคุนหมิงโดยตรง จึงต้องใช้เวลาขนส่งผลไม้จากเวียงจันทน์ขึ้นรถไฟไปบ่อเตน รอคิวเข้าจีนที่ด่านโมฮ่าน (ด่านรถบรรทุก) เพราะจุดตรวจโรคพืชด่านรถไฟโมฮ่าน ยังไม่เปิดบริการ

กรมบัญชีเซ็นMOU จับมือ3หน่วยงาน หนุนงานสหกรณ์ โครงการบ้านมั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697910

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ได้เตรียมลงนามบันทึกความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงาน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรชุมชนที่ใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย โดยการมีส่วนร่วมจากองค์กรชุมชนส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งสหกรณ์ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของโครงการบ้านมั่นคง รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการจัดทำระบบบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดเพื่อให้สามารถบริหารจัดการและดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมีธรรมาภิบาล โดยจะลงนามฯ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนามฯ

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะเป็นหน่วยงานหลักในการถ่ายทอดความรู้ด้านการตรวจสอบและแนะนำด้านบัญชีสหกรณ์ การจัดทำข้อมูลสภาวะเศรษฐกิจ การจัดทำบัญชีและการพัฒนาศักยภาพผู้จัดทำบัญชีของสหกรณ์ มุ่งสู่เป้าหมายเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง ซึ่งจากความร่วมมือนี้มุ่งหวังให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งสามารถบริหารจัดการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในชุมชนตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาลมีแผนการปฏิบัติงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดรับนักศึกษาใหม่ปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697992

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดรับนักศึกษาใหม่ปี 2566

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดรับนักศึกษาใหม่ปี 2566

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 12.05 น.

ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ในแต่ละวันจึงมีข้อมูลข่าวสารต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย  และอยู่ในรูปแบบของดิจิทัล ที่สามารถเข้าถึงได้หลากหลายช่องทาง สามารถรับรู้และค้นหาได้สะดวก รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลเส้นทางการเดินทางและสภาพการจราจร ข้อมูลรายการอาหาร ข้อมูลสถานพยาบาล ข้อมูลการรักษาพยาบาล ข้อมูลเกี่ยวกับยารักษาโรค ซึ่งจากปริมาณข้อมูลที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีทักษะเฉพาะอย่าง Data Scientist หรือ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล มาวิเคราะห์ข้อมูล ทำการต่อยอดความรู้จากแหล่งต่างๆ รวมถึงสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงเกิดประโยชน์สูงสุดต่อวงการทางการแพทย์

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เล็งเห็นความสำคัญในประเด็นดังกล่าว จึงได้ร่วมกันเปิดหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ (Bachelor of Science in Health Data Science) ขึ้น โดยมุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตที่เป็นเลิศในด้านการบูรณาการวิทยาศาสตร์ข้อมูลและวิทยาศาสตร์สุขภาพเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการร่วมแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
 
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.พีรุทย์ เชียรวิชัย ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้มีการเปิดหลักสูตรการพัฒนาการแพทย์ ด้วย Data Science รองรับความต้องการนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ซึ่งเป็นสาขาที่ใหม่ และมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วของข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

โดยหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพนี้ เหมาะสำหรับนักเรียนที่มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและมีความสามารถทางด้านการใช้คอมพิวเตอร์ โดยบัณฑิตของหลักสูตรจะมีส่วนช่วยในการบริหาร จัดการ วิเคราะห์ฐานข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ จากแหล่งต่างๆ และนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาทางการแพทย์ และการสาธารณสุข เพื่อตอบโจทย์ของทั้งการรักษาและการวิจัยได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว  นอกจากนี้บัณฑิตจะถูกปลูกฝังด้วยค่านิยมที่ดี ทั้งการเสียสละต่อส่วนรวม ความมุ่งมั่น ความซื่อสัตย์ เพื่อนำมาซึ่งประโยชน์ของผู้คนในสังคมด้วย

สำหรับ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ จะมีการเรียนทั้งที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญ จากผู้สอนอย่างใกล้ชิด ตลอดการเรียนในหลักสูตร 4 ปี ทั้งภาคทฤษฎี คือ การเรียนรู้พื้นฐานที่จำเป็นทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data science) เช่นการเขียนโปรแกรม สถิติ และระบบฐานข้อมูล ร่วมกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health science) เช่นระบบสุขภาพ การวินิจฉัยและอณูชีววิทยา และจะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำด้วยตัวเองในภาคปฏิบัติ รวมถึงฝึกงานกับสถานที่ประกอบการจริง นักศึกษาจะได้นำความรู้ทั้งสองด้านมาประยุกต์รวมกันให้เกิดเป็นความรู้ใหม่เพื่อนำไปประกอบวิชาชีพต่อไป 

ภายหลังจากจบหลักสูตรแล้ว  นักศึกษาสามารถศึกษาต่อได้ในสาขา วิศวกรรมข้อมูล วิทยาศาสตร์ข้อมูลและวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ ชีวสารสนเทศและชีววิทยาเชิงระบบระบาดวิทยา ซึ่งเป็นสาขาที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ

อีกทั้งยังนำข้อมูลทางสุขภาพมาสร้างประโยชน์ในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล ทำนายข้อมูล รวมไปถึงการสรุปข้อมูลออกมานำเสนอให้เข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ง่ายในชีวิตประจำวันสำหรับประชาชนทั่วไป รวมถึงสามารถที่จะต่อยอดงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมต่างๆ ออกมาเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ ยกระดับการดูแลสุขภาพและแก้ปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกลได้เป็นอย่างดี 

นอกจากนั้น นักศึกษาที่จบหลักสูตรยังสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย ทั้งในโรงพยาบาล สถาบันวิจัย หน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ซึ่งกำลังต้องการบุคลากรเป็นจำนวนมาก โดยมีอาชีพที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่นอาชีพดังต่อไปนี้

1.นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือวิศวกรข้อมูล (Data scientist/ Data engineer) มีหน้าที่ในการสร้างระบบฐานข้อมูลในการเก็บข้อมูล รวมไปถึงการดึงข้อมูลออกมาสร้างเป็นผลสรุปที่น่าสนใจและอธิบายเหตุการณ์ในอดีต รวมไปถึงทำนายเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคตได้
2.นักชีวสารสนเทศ (Bioinformatician) มีหน้าที่ในการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับชีวสารสนเทศ เช่นข้อมูลทางพันธุกรรมหรือข้อมูลการแสดงออกของยีน เพื่อสร้างทฤษฎีใหม่ ๆ หรือระบุจุดที่น่าสนใจในการนำไปวิจัยต่อยอดเพิ่มเติม
3.นักวิจัย (Researcher) มีหน้าที่ศึกษาหาความรู้ในหัวข้อที่สนใจ โดยในปัจจุบัน มีหัวข้อวิจัยจำนวนมากที่ต้องการคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยคำนวณ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่มีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรมจึงสามารถเข้ามาช่วยด้านการวิจัยได้

ทั้งนี้ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ อยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2566 โดยผู้ที่สนใจ สามารถติดตามรายและเอียดของหลักสูตร รายละเอียดการรับสมัคร หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-576-6000 ต่อ 8487, https://m.facebook.com/HealthDataSci และ https://pscm.cra.ac.th