สร้างปตร.บ้านก่อคืบหน้า87% ช่วยเก็บน้ำในฤดูแล้งสกลนคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695413

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการประตูระบายน้ำ (ปตร.) บ้านก่อ พร้อมระบบส่งน้ำ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้แผนพัฒนาลุ่มน้ำสงคราม เพื่อบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ว่าประตูระบายน้ำบ้านก่อ จะทำหน้าที่ควบคุมการระบายน้ำเข้า-ออกในลำน้ำยาม และเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำก่อนระบายลงสู่แม่น้ำสงครามและแม่น้ำโขงตามลำดับ ปัจจุบันงานก่อสร้างประตูระบายน้ำมีความคืบหน้าแล้วกว่า 87% สามารถเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรในพื้นที่ได้บางส่วนแล้ว คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปีนี้ ส่วนระบบส่งน้ำ ได้แก่ สถานีสูบน้ำบ้านก่อ พร้อมระบบส่งน้ำ (ฝั่งขวา) ปัจจุบันออกแบบแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างวางแผนดำเนินการก่อสร้าง และสถานีสูบน้ำบ้านหนองบัวแดง พร้อมระบบส่งน้ำ (ฝั่งซ้าย) อยู่ระหว่างการออกแบบเช่นกัน

ทั้งนี้ คาดว่าระบบส่งน้ำจะแล้วเสร็จในปี 2569 หากแล้วเสร็จทั้งโครงการ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการส่งน้ำเข้าสู่ระบบชลประทาน เป็นแหล่งน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคและการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่ ต.หนองสนม อ.วานรนิวาส และ ต.วาใหญ่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 10,000 ไร่ รวมทั้งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง

‘มนัญญา’หนุนครูบัญชีอาสา ช่วยวางแผนยกระดับสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695410

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาองค์ความรู้และสร้างอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี รองรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในเขตพื้นที่ จ.ชลบุรี ที่สวนนงนุช ว่าโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คือหนึ่งในโครงการพัฒนาประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรที่ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ซึ่งเกษตรกรต้องมีการจดบันทึกบัญชี ทำให้ทราบต้นทุนการผลิต สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์รายได้ รายจ่าย ผลกำไรของตนได้ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนการนำบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ผ่านอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ด้านการบันทึกบัญชีรับ–จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ให้แก่เกษตรกร มุ่งหวังให้เกษตรกรจัดทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีฟาร์มอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์สถานภาพทางการเงิน รวมทั้งรู้ต้นทุนสินค้าที่ผลิต สามารถกำหนดราคาขายสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนและสร้างกำไรเพียงพอกับการใช้จ่าย

“การอบรมครั้งนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำคัญของการทำบัญชี เนื่องจาก จ.ชลบุรี เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และเป็นเมืองอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงอยากให้เกษตรกรกลับมาฟื้นฟูพื้นที่เกษตรของตนเอง เพื่อนำไปสู่การเป็นครัวโลก ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะเร่งเพิ่มครูบัญชีอาสา โดยบูรณาการทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง” น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ ปีนี้รัฐบาลกำหนดให้เป็นปีแห่งการแก้ปัญหาหนี้สินให้ประชาชน สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันหลักที่สำคัญที่จะต้องส่งเสริมบูรณาการการทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิก โดยหาวิธีการ แนวทางให้สมาชิกประกอบอาชีพแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้นสามารถลดหนี้สินได้ ซึ่งการทำบัญชี ถือเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้มอบหมายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชีให้กับสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ได้สามารถนำข้อมูลจากการบันทึกบัญชีมาวิเคราะห์วางแผนการใช้จ่าย ใช้วางแผนการประกอบอาชีพ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ซึ่งจะสามารถเพิ่มสภาพคล่องในครัวเรือน และลดภาระหนี้สินได้

ด้าน น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ครูบัญชีอาสา เกษตรกร และผู้นำชุมชน ในเขต จ.ชลบุรี รวม 250 คน ได้เสริมสร้างความรู้ด้านการทำการเกษตรสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง มีความรู้เรื่องบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุนการประกอบอาชีพ บัญชีธุรกิจ ตลอดจนสามารถถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวให้กับผู้สนใจ ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ 7,636 คน ได้เร่งสร้างแกนนำเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นครูบัญชีอาสาอย่างต่อเนื่อง ให้ขยายผลลงไปสู่พื้นที่ภาคเกษตรรองรับโครงการต่างๆ

กรมข้าว-4สมาคมฯชูปฏิวัติการทำนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695411

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน ระหว่างสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก สมาคมศูนย์ข้าวชุมชน (ประเทศไทย) สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สำหรับบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากการที่ทางสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก เป็นผู้พัฒนาส่งเสริมชาวนาและเกษตรกรผ่านโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model ที่ผ่านมา เป็นโครงการนำร่องระยะที่ 1 ที่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เป็นผู้จัดสรรงบประมาณลงมาเพื่อดำเนินการในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ปัจจุบันโครงการใกล้แล้วเสร็จ และกำลังจะเริ่มโครงการนำร่องระยะที่ 2 อีก 60 กองทุนหมู่บ้าน

ทั้งนี้ ความร่วมมือของ 4 สมาคมฯที่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือชาวนาไทย ให้ปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน ทำนาแบบประณีต เลิกใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ยาฆ่าแมลงยาฆ่าหญ้า ทำให้ได้ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้การตลาดนำการเพาะปลูก ภาคีโรงสีเข้ามารับซื้อข้าวในราคาที่เหมาะสมตามนโยบาย BCG Model ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการเพาะปลูก มีรายได้เพิ่มขึ้น

นายณัฏฐกิตติ์ เปิดเผยด้วยว่าวัตถุประสงค์ของความร่วมมือในครั้งนี้สมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก เป็นผู้อบรมให้ความรู้ ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ วัดผล และจัดทำรายงานเสนอหน่วยงานเจ้าของงบประมาณ สมาคมศูนย์ข้าวชุมชน (ประเทศไทย) เป็นผู้ดูแลส่งเสริมเมล็ดพันธ์ุข้าวให้กับโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model และเป็นผู้ประสานงานศูนย์ข้าวชุมชนในการส่งเสริมโครงการข้าวรักษ์โลกในระดับตำบลและอำเภอ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เป็นผู้ดูแลส่งเสริมประชาสัมพันธ์โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model สมาคมโรงสีข้าวไทย เป็นผู้กำหนดตลาดชนิดของข้าวที่ต้องการในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ศูนย์ข้าวชุมชน นำไปจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าว และเป็นผู้มารับซื้อข้าวภายหลังเก็บเกี่ยวในราคาที่เหมาะสม

กรมชลประทาน คว้ารางวัล DGA 2022 2 ปีซ้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695431

กรมชลประทาน คว้ารางวัล DGA 2022  2 ปีซ้อน

กรมชลประทาน คว้ารางวัล DGA 2022 2 ปีซ้อน

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 20.51 น.

กรมชลประทาน คว้ารางวัล DGA 2022  2 ปีซ้อน ขับเคลื่อน สู่การเป็นผู้นำด้านองค์กรอัจฉริยะ 

30 ธ.ค.2565 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี  เป็นประธานมอบรางวัล รัฐบาลดิจิทัลประจำปี 2565  หรือ Digital Government Awards 2022  ประเภทหน่วยงานคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ แก่ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้รับรางวัลรัฐบาลดิจิทัลประจำปี 2565  ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 

โดยในปีนี้ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัลประเภท หน่วยงานคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ  โดยเป็น 1 ใน 19 หน่วยงาน ที่มีความโดดเด่นด้านการดำเนินงานโดยใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐ การวิเคราะห์และการใช้ประโยชน์ข้อมูล อีกทั้งยังมีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนองค์กร สู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลระดับสูง สอดรับกับแนวทางการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลตามนโยบายของ นายกรัฐมนตรี 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน   ยังได้กล่าวว่าขอบคุณรัฐบาลและสำนักงานพัฒนาดิจิทัล (องค์การมหาชน) ที่ให้ความเชื่อมั่น และเล็งเห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาองค์กร สู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง โดยกรมชลประทาน พร้อมขับเคลื่อนคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูล รวมถึงพัฒนาการบริการ และศักยภาพบุคลากรด้านดิจิทัล เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรอัจฉริยะในปี 2580

“ปัจจุบันกรมชลประทาน มีแผนที่จะยกระดับให้องค์กรเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านชลประทานที่มีคุณภาพ สามารถเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ โดยแผนดังกล่าว จะมีส่วนสำคัญในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ รวมถึงสนับสนุนการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย”นายประพิศ กล่าว

ชาวสวนผลไม้เฮ! GACC ประกาศด่านรถไฟโม่ฮาน นำเข้าผลไม้ไทยได้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695355

ชาวสวนผลไม้เฮ!  GACC ประกาศด่านรถไฟโม่ฮาน นำเข้าผลไม้ไทยได้แล้ว

ชาวสวนผลไม้เฮ! GACC ประกาศด่านรถไฟโม่ฮาน นำเข้าผลไม้ไทยได้แล้ว

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 16.59 น.

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า  ได้รับการยืนยันจากฝ่ายเกษตรฯ กว่างโจว ว่า ศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ได้ประกาศในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ให้ด่านรถไฟโม่ฮานเป็นจุดนำเข้าผลไม้เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ด่านรถไฟโม่ฮานสามารถนำเข้าผลไม้ไทยได้   โดยได้ขอให้กรมวิชาการเกษตรแจ้งให้ผู้ประกอบการประสานงานผู้นำเข้า และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาว รวมทั้งศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ก่อนการส่งออกสินค้าผ่านด่านรถไฟโม่ฮานด้วย

ได้สั่งการให้ด่านตรวจพืชหนองคายเตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนการส่งผลไม้ไทยผ่านด่านรถไฟ โม่ฮาน พร้อมทั้งกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อม สำหรับฤดูกาลผลไม้ปี 2566 เพื่อตรวจคุณภาพ และรับรองสุขอนามัยพืช ตามเงื่อนไขข้อตกลงพิธีสารไทย-จีน  และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องของไทยเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันเชื้อโควิดปนเปื้อนในผลไม้ไทยส่งออก ต้องทำการฆ่าเชื้ออย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้าเกษตรไทยมีมาตรการคุมเข้มการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิดตั้งแต่ต้นทาง

ทั้งนี้ สถิติการส่งออกผลไม้ไทยที่ได้รับใบรับรองสุขอนามัยพืชไปจีนจากกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – พฤศจิกายน 2565 ไทยส่งออกผลไม้ไทยไปจีนรวม 87,730 ชิปเม้นท์ จำนวน 1,628,943.70 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 116,978.61ล้านบาท

ยินดี’พันชนะ​ วัฒนเสถียร’ นายกสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ เป็นวาระที่​ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695539

ยินดี'พันชนะ​ วัฒนเสถียร' นายกสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ เป็นวาระที่​ 2

ยินดี’พันชนะ​ วัฒนเสถียร’ นายกสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ เป็นวาระที่​ 2

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 13.51 น.

ยินดี’พันชนะ​ วัฒนเสถียร’ นายกสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ เป็นวาระที่​ 2

ขอแสดงความยินดีกับคุณพันชนะ​ วัฒนเสถียร​ หรือ คุณเต้ นายกสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่​ อ.ปากช่อง​จ.นครราชสีมา​ ผู้ก่อตั้งร้านเป็นลาว​ เขาใหญ่​ และหัวหิน​ (สาขาใหม่ล่าสุด)​

​เนื่องในโอกาสที่ได้รับตำแหน่งนายกสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่​ อำเภอปากช่อง​ จ.นครราชสีมา​ เป็นวาระที่​ 2​ ประจำปี​ 2566-2567 อย่างไรก็ดี เชื่อว่าปีนี้ประชาสัมพันธ์ข่าวท่องเที่ยวเขาใหญ่ยังคงหนาแน่น กิจกรรมเยอะ เหมือนเช่นเคย ภูมิใจกับผู้ประกอบการที่ได้นายกคนขยัน ขยันคิด ขยันทำโปรเจคใหญ่ ที่สำคัญยังขยันทำงานแบบนี้ที่สุด!

เมืองไทยประกันภัย ชวนเที่ยวกับประกันภัยเดินทาง ‘เมืองไทย Happy Trip’ ต้อนรับการเปิดประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695481

เมืองไทยประกันภัย ชวนเที่ยวกับประกันภัยเดินทาง ‘เมืองไทย Happy Trip’ ต้อนรับการเปิดประเทศ

เมืองไทยประกันภัย ชวนเที่ยวกับประกันภัยเดินทาง ‘เมืองไทย Happy Trip’ ต้อนรับการเปิดประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.24 น.

เมืองไทยประกันภัย หรือ MTI ต้อนรับการเดินทางข้ามประเทศ ชูประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ “เมืองไทย Happy Trip” เที่ยวให้สุด ลุยทุกการเดินทาง ทั้งรายเที่ยวและรายปีให้ความคุ้มครองตลอดทริป เจ็บป่วยไม่ต้องสํารองจ่าย วงเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสูงสุดถึง 30 ล้านบาท และกรณียื่นวีซ่าไม่ผ่าน คืนเงิน 100% คุ้มครองทรัพย์สิน การพลาดการต่อเที่ยวบิน หรือเที่ยวบินล่าช้า รวมถึงค่ารักษาต่อเนื่องในประเทศไทย เตรียมตัวพร้อมลุยทุกทริปด้วยโปรโมชันพิเศษ สําหรับลูกค้าที่ทํารายการซื้อและมีเบี้ยประกันภัยครบทุก ๆ 500 บาท ต่อรายการสั่งซื้อ รับทันที Lotus’s e-Coupon มูลค่า 100 บาท สูงสุดถึง 500 บาท เฉพาะช่องทางออนไลน์ MTI Connect เท่านั้น สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวให้สุดได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2565

นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมาหลายประเทศทั่วโลก ทยอยเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาจากสถานการณ์โควิด-19 เชื่อว่า หลายๆ คนคงคิดถึงการออกเดินทางการท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในเดือนธันวาคม ที่มีวันหยุดสำคัญหลายช่วง  เราจึงขอนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ “เมืองไทย Happy Trip” ประกันภัยที่ตอบโจทย์นักเดินทาง ที่ทำให้ทุกคนมั่นใจ อุ่นใจ และสนุกกับช่วงเวลานี้อย่างไร้กังวล จะเที่ยวคนเดียวหรือไปแบบครอบครัว ก็พร้อมดูแลอย่างครอบคลุม”

 ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ “เมืองไทย Happy Trip” ให้ความคุ้มครองทุกเพศ ทุกวัย ครอบคลุมทุกการเดินทาง ทั้งแบบเที่ยวคนเดียว เที่ยวเป็นครอบครัวออกทริปกับเดอะแก๊ง เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นราคาหลักร้อย โดยมีแผนรองรับ ดังนี้

– Individual Plan (แผนรายเดียว) เหมาะสําหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินทาง มีให้เลือกทั้งรายเที่ยวและรายปีด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 165 บาท คลิก : https://bit.ly/3OgrDRG

– Family Plan (แผนรายครอบครัว) เหมาะสําหรับผู้ที่วางแผนเดินทางต่างประเทศแบบกลุ่มเล็กไม่เกิน 4 คน ไม่จําเป็นต้องเป็นพ่อแม่ลูกในครอบครัวเดียวกัน เพียงต้องมีเด็ก 1 ท่าน (อายุ 1 – 20 ปี) และผู้ใหญ่ 1 ท่าน (อายุ 21 ปีขึ้นไป) ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 496 บาทต่อกรมธรรม์ คลิก : https://bit.ly/3OhCuL4

– Group Plan (แผนรายกลุ่ม) เหมาะสําหรับการเดินทางพร้อมกัน ตั้งแต่ 6-20 ท่าน เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 148 บาทต่อท่าน คลิก : https://bit.ly/3PBUsJd

แคมเปญส่งเสริมการขายนี้ดําเนินการผ่านบริษัท กําลังใจโบรคเกอร์จํากัด ลูกค้าควรทําความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทําประกันภัยทุกครั้ง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Call Center 1484 หรือศึกษาข้อมูลและผลิตภัณฑ์ประกันภัยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ http://www.muangthaiinsurance.com

-(016)

สกสว.คว้ารางวัลหน่วยงานคุณภาพ ด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695477

สกสว.คว้ารางวัลหน่วยงานคุณภาพ ด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ

สกสว.คว้ารางวัลหน่วยงานคุณภาพ ด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.12 น.

สกสว.คว้ารางวัลหน่วยงานคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ สำหรับหน่วยงานระดับกรม ในพิธีมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัล

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัลประจำปี 2565 Digital Government Awards 2022 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. เพื่อเป็นเกียรติและเชิดชูหน่วยงานที่มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐต่อไป โดยมีนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานภาครัฐร่วมเป็นเกียรติในพิธีดังกล่าว

 ในการนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบรางวัลหน่วยงานคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ แก่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยมี รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. เป็นผู้รับมอบ โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล สรุปความว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานไปศึกษาเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ หลายอย่างเดินหน้าบนฐานของดิจิทัลที่เข้าถึงคนจำนวนมากอย่างรวดเร็ว จึงต้องปรับรูปแบบการทำงานให้รวดเร็วและปลอดภัย สิ่งสำคัญคือการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ ขับเคลื่อนและใช้ประโยชน์เพื่อให้เกิดห่วงโซ่ดิจิทัลทั้งระบบ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐมีส่วนร่วมกันขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและติดตามผลได้ มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยร่วมกันต่อยอดขยายผลให้ใช้ประโยชน์ได้จริงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ตรวจสอบได้ โปร่งใส ตอบโจทย์ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำภายใต้บริบทของประเทศ ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐจะต้องมุ่งเน้นการบริหารจัดการข้อมูลดิจิทัลให้ทันสมัยและถูกต้อง เร่งยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัลของเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้มีความเชี่ยวชาญและจำนวนเพียงพอ และที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งเน้นย้ำถ้อยแถลงเกี่ยวกับนโยบาย BCG ในการประชุม APEC ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนต่อไปในเวทีนานาชาติ ท่ามกลางปัญหาโลกร้อนและความขัดแย้งต่าง ๆ จึงต้องทำความเข้าใจ คิดให้ทัน ไปให้ไกล และทำให้ถึง”

 ด้านผู้อำนวยการ สกสว. ได้กล่าวขอบคุณทีมเทคโนโลยีดิจิทัลและทีมงาน สกสว. ทุกคนที่มีส่วนร่วมกันดำเนินการและสนับสนุนความก้าวหน้าของ สกสว. ในด้านดิจิทัล และทุก ๆ ด้าน ทั้งนี้ สพร.ได้จัดทำโครงการสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของหน่วยงานภาครัฐ โดยมุ่งหวังว่าข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะสามารถสะท้อนถึงปัญหา ความท้าทาย อุปสรรค รวมถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งผลการดำเนินงานด้านดิจิทัลของ สกสว. ในปี พ.ศ. 2565 ได้รับรางวัล “หน่วยงานคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance)” สำหรับหน่วยงานระดับกรม นับเป็นการได้รับรางวัลติดต่อกันเป็นปีที่สองหลังจากก่อตั้งหน่วยงานเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 โดยคณะกรรมการได้พิจารณาจากระดับการดำเนินการการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านการเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐ และด้านการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูล ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลการพัฒนากองทุนและความร่วมมือกับภาคเอกชน การนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ การออกแบการเก็บข้อมูลในระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS) การบริหารงบประมาณ ววน. และการติดตามและประเมินผล

 ทั้งนี้ การดำเนินงานใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ ประกอบด้วย 1) การกำหนด สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบในการบริหารจัดการข้อมูลของแต่ละส่วนงาน 2) กำหนดสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบของผู้ครอบครองข้อมูลและผู้ควบคุมข้อมูลตามวงจรชีวิตข้อมูล 3) มีระบบบริหารและกระบวนการจัดการและ คุ้มครองข้อมูลตามวงจรชีวิตข้อมูล 4) กำหนดนโยบาย/กฎเกณฑ์การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูล 5) กำหนดมาตรการหรือกระบวนการตรวจสอบ ประเมินคุณภาพข้อมูล ได้แก่ ถูกต้อง ครบถ้วน สอดคล้องกัน เป็นปัจจุบัน ตรงความต้องการผู้ใช้และพร้อมใช้ 6) จัดทำบัญชีรายชื่อข้อมูล คำอธิบายข้อมูล และพจนานุกรมข้อมูล และ 7) ประกาศบัญชีรายชื่อข้อมูลกลาง และคำอธิบายชุดข้อมูลดิจิทัลกลาง ผ่านระบบเว็บไซต์หน่วยงาน, GD Catalog, data.go.th, GDX หรือ Linkage Center

-(016)

รพ.สมิติเวช ธนบุรี จับมือพันธมิตร MOU รับมือความเสี่ยงโรคภูมิแพ้อาหารในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695475

รพ.สมิติเวช ธนบุรี จับมือพันธมิตร MOU รับมือความเสี่ยงโรคภูมิแพ้อาหารในโรงเรียน

รพ.สมิติเวช ธนบุรี จับมือพันธมิตร MOU รับมือความเสี่ยงโรคภูมิแพ้อาหารในโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.05 น.

สถาบันโรคภูมิแพ้และหอบหืดสมิติเวช โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี (SAIA) ลงนาม MOU ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส), คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ในความร่วมมือโครงการวิจัยเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้อาหารในโรงเรียนที่เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้และแนวทางรับมือความเสี่ยงโรคภูมิแพ้อาหารในโรงเรียน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ปกิต วิชยานนท์ หัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาระหว่างสถาบันโรคภูมิแพ้และหอบหืดสมิติเวช โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี เปิดเผยว่า สถาบันโรคภูมิแพ้และหอบหืดสมิติเวช โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี (SAIA) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ในการจัดทำโครงการวิจัยการประเมินความพร้อมของโรงเรียนในการดูแลนักเรียนที่แพ้อาหาร และ การพัฒนาสื่อดิจิทัลบนแอปพลิเคชัน เพื่อ่ให้ความรู้และเพิ่มพูนศักยภาพในการดูแลแก่บุคลากรของโรงเรียนและผู้ปกครองในการรักษาโรคแพ้อาหาร เพื่อรับมือกับอุบัติการณ์การแพ้อาหารที่เพิ่มขึ้นในโรงเรียน โดยดำเนินงานภายใต้ทุนวิจัยและพัฒนาจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สวรส) ปีพศ. 2565

“การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จะนำความรู้ที่ได้จากผลการวิจัยไปใช้สำหรับสร้างแนวทางให้ความรู้เกี่ยวกับโรคแพ้อาหารให้แก่บุคลากรในโรงเรียน ตลอดจนเขียนแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคแพ้อาหารในโรงเรียน ช่วยแก้ไขปัญหาของการแพ้อาหารในโรงเรียนที่เพิ่มขึ้น เนื่องด้วยปัจจุบันโรงเรียนไม่ทราบถึงประวัติการแพ้อาหารของเด็ก รวมถึงขาดระบบการจัดการเพื่อป้องกันการสัมผัสอาหารที่แพ้ และขาดระบบการดูแลช่วยเหลือเมื่อเด็กมีอาการแพ้อาหาร” ศ.เกียรติคุณ นพ.ปกิต กล่าว

 โดยการดำเนินงานหลังจากนี้จะเริ่มต้นด้วยการเขียนแบบบันทึกการเก็บข้อมูลความรู้พื้นฐานโรคแพ้อาหารของบุคลากรในโรงเรียน ต่อด้วยการประสานกับทางโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการวิจัย สร้างในส่วนของแอปพลิเคชัน เพื่อลงข้อมูลการวิจัย จากนั้นจะเก็บข้อมูลจากบุคลากรในโรงเรียน นำลงในสื่อดิจิทัล ในรูปแบบของ LINE OA หรือ เว็บบล็อก

ดร.อดิภัทร ชัยชนะสกุล กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจดิจิทัล เฮลท์ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ทรู ดิจิทัล มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการวิจัยฯ เพื่อเพิ่มความตระหนักในปัญหาโรคแพ้อาหารและยกระดับการดูแลสุขภาพเด็กและผู้ป่วยในโรงเรียนที่เป็นโรคแพ้อาหารให้ได้รับการป้องกันและช่วยเหลืออย่างถูกต้องและทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากอาการแพ้ที่รุนแรง   โดย ทรู ดิจิทัล นำศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและความเชี่ยวชาญ พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เชื่อมโยงระบบต่างๆ ครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ ระบบจัดเก็บข้อมูล  การลงทะเบียน การประเมินความพร้อมของโรงเรียน เพื่อนำไปวิเคราะห์และประมวลผลในการวิจัย  ระบบข้อมูลความรู้ในรูปแบบสื่อดิจิทัล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคแพ้อาหารและคำแนะนำในการดูแลผู้ป่วย และ ระบบวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตอาการของผู้ป่วย พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลเบื้องต้นให้สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันทีที่พบอาการ  ซึ่ง ทรู ดิจิทัล ได้ออกแบบแพลตฟอร์มให้ใช้งานง่าย และสามารถรองรับการใช้งานของโรงเรียนในโครงการที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปสู่บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ได้ในอนาคต  สอดคล้องกับความมุ่งมั่นตั้งใจของทรู ดิจิทัล ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ศ.เกียรติคุณ นพ.ปกิต กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของโรคภูมิแพ้อาหารในสมัยก่อนหลักๆ จะเกิดจาก “กรรมพันธุ์” พ่อแม่สู่ลูก คือหากพ่อหรือแม่แพ้อาหารประเภทใดประเภทหนึ่ง ลูกก็จะได้รับกรรมพันธุ์การแพ้อาหารชนิดนั้นมา 25% แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคแพ้อาหารทั้งคู่ ลูกก็จะได้รับกรรมพันธุ์การแพ้อาหารชนิดนั้นมา 75%  ในปัจจุบันผู้ป่วยเด็กที่แพ้อาหารมีมากขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลก ซึ่งอาจเกิดจาก “พฤติกรรม” ที่เปลี่ยนไปจากการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารที่สะอาด ซึ่งทำให้ร่างกายได้รับเชื้อโรคน้อยลง ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายที่เคยต่อสู้กับเชื้อโรคหันไปต่อสู้กับสารอาหารที่เข้าสู่ร่างกายแทนถือเป็นการทำงานอย่างผิดปกติต่อระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย  อาหารส่วนใหญ่ที่คนไทยแพ้ ได้แก่ นมวัว ไข่ไก่ แป้งสาลี ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และอาหารทะเล ซึ่งจะทำปฏิกิริยาต่อร่างกาย 5 ระบบ ได้แก่ ระบบผิวหนัง มีอาการเป็นลมพิษเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ผิวหนังอักเสบบวมรอบๆ ปากและตา ระบบหายใจ มีอาการจมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบบวมบริเวณกล่องเสียงและหลอดลม เป็นหืด ระบบทางเดินอาหาร มีอาการคันปาก คันคอ คันลิ้น ปวดท้อง อาเจียน และลำไส้อักเสบเวลาถ่ายอาจมีเลือดปะปนออกมาด้วย ระบบประสาท มีอาการทำให้ผู้ป่วยมึนงง ระบบหัวใจ มีอาการความดันโลหิตต่ำ และอาจถึงขั้นเกิดอาการช็อกได้

“สำหรับโรคภูมิแพ้อาหารคนไทยบางส่วนอาจจะมองว่าไม่อันตราย ไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง หากมีอาการแพ้อาจจะมีเพียงผื่นคันหรืออาการอื่นๆแค่เล็กน้อย ไม่ส่งผลต่อชีวิต แต่ความจริงแล้วหากผู้ป่วยมีการอาการแพ้มากกว่า 2 ระบบ หรือที่เรียกว่าอาการแพ้รุนแรง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยอาการหนักถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ทางทีมวิจัยจึงหวังว่าโครงการนี้จะเป็นตัวช่วยให้บุคลากรและผู้ปกครองตระหนักและรู้เท่าทันโรคภูมิแพ้อาหารที่เกิดในโรงเรียน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจส่งผลถึงชีวิต” ศ.เกียรติคุณ นพ.ปกิต กล่าว

-(016)

‘LOOKBOOKLOOKBOOK’ แบรนด์เสื้อผ้ายอดขายหลักล้าน จากความรักแฟชั่นของ 3 สาว สู่ร้านออนไลน์สุดปังบนลาซาด้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695333

‘LOOKBOOKLOOKBOOK’ แบรนด์เสื้อผ้ายอดขายหลักล้าน  จากความรักแฟชั่นของ 3 สาว สู่ร้านออนไลน์สุดปังบนลาซาด้า

‘LOOKBOOKLOOKBOOK’ แบรนด์เสื้อผ้ายอดขายหลักล้าน จากความรักแฟชั่นของ 3 สาว สู่ร้านออนไลน์สุดปังบนลาซาด้า

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้าที่สาวๆ นักช้อปออนไลน์รู้จักกันดี คงต้องมีชื่อของ “LOOKBOOKLOOKBOOK” ติดอยู่ในอันดับต้นๆ นอกจากจะโดดเด่นเรื่องสไตล์การออกแบบที่มี
เอกลักษณ์สดใสแบบหญิงสาวที่มีบุคลิกซุกซน ขี้เล่น และสนุกสนานกับการแต่งตัว โดนใจสายแฟชั่นแล้ว ยังเป็นหนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้า Ready to wear ยอดนิยมที่ประสบความสำเร็จสูงมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแคมเปญ 11.11 ล่าสุดของ ลาซาด้า ที่กวาดยอดขายหลักล้านบาทภายใน 1 วัน จนทำให้หลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า สูตรสำเร็จอะไรที่ช่วยให้ “LOOKBOOKLOOKBOOK” โลดแล่นในวงการแฟชั่นและครองใจนักช้อปชาวไทยมานานถึง 12 ปี และยังมีแนวโน้มเติบโตสดใสอย่างต่อเนื่อง

ย้อนไปเมื่อ 12 ปีที่แล้ว จีน-วนิชชา ตรีทิพย์สถิตย์, อิงค์-อิงครัต อุนนกิตติ และ กลุ่มเพื่อนสาวผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ ในขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาชั้นปี 4 ที่ชื่นชอบการแต่งตัวตามเทรนด์แฟชั่น และปิ๊งไอเดียที่จะลองขายเสื้อผ้าสนุกๆ เป็นงานอดิเรก ก่อนจะขยับขยายเป็นธุรกิจจริงจังมากขึ้น โดยคอลเลคชั่นแรกเป็นการขายผ่านเว็บบอร์ด และในปีที่เริ่มทำธุรกิจนั้นเอง LOOKBOOKLOOKBOOK ได้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเป็นช่องทางสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนวัยใกล้เคียงกันที่ชื่นชอบการแต่งตัวเหมือนๆ กัน และมีแชร์แบรนด์ LOOKBOOKLOOKBOOK ไปยังกลุ่มอื่นๆ ทำให้มีการขยายกลุ่มลูกค้าอย่างรวดเร็ว วิธีการขายนั้นเริ่มจากขายของผ่านเพจบนโซเชียลมีเดียเพื่อบอกลูกค้าถึงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับสินค้า และรับออเดอร์ทางอีเมลเป็นหลัก เพราะสมัยนั้นตลาดสินค้าออนไลน์ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก และนั่นคือช่วงที่แบรนด์เริ่มตั้งไข่และเริ่มต้นสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นรายแรกๆ

หลังจากเริ่มขายไปได้ไม่นาน ปรากฏว่า คอลเลคชั่นแรกของแบรนด์ ได้กระแสตอบรับที่ดีเกินคาด เมื่อมาถึงคอลเลคชั่นที่ 3 ในปีแรกก็เช่นกัน พลังของกระแสปากต่อปาก ส่งผลให้เสื้อผ้าของแบรนด์เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการมาก ภายใน 1 นาทีแรกที่เปิดจอง มีคนส่งอีเมลมากกว่าร้อยเมล และไม่ว่าแบรนด์จะไป Pop up ที่ไหน ก็มีคนมารอคิว บางคนมารอตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อให้ทันเปิดขายตอน 10 โมง ซึ่งเป็นความประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับการเลือกสไตล์เสื้อผ้าที่จะมาวางขายนั้น 3 สาว LOOKBOOKLOOKBOOK เล่าให้ฟังว่า เพลเยอร์หรือผู้เล่นในตลาดเสื้อผ้าออนไลน์เมื่อ 12 ปีที่แล้วไม่ได้มีเยอะเมื่อเทียบกับในปัจจุบัน แหล่งช้อปปิ้งใหญ่ๆ ที่คนไปหาซื้อเสื้อผ้ากันจึงมักจะเป็นจตุจักร แพลทินัม หรือไม่ก็ในห้าง จึงทำให้แบรนด์มองเห็นช่องทางในตลาดที่สามารถทำธุรกิจต่อยอดได้ เลยตัดสินใจเข้าไปเซต position ตรงจุดนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อมีทางเลือกในการหาซื้อเสื้อผ้าที่หลากหลายและสะดวกสบายมากขึ้นนอกเหนือจากการไปเดินห้างหรือสถานที่อื่นๆ โดยตั้งราคาไว้ที่หลักร้อยปลายๆ ถึงหนึ่งพันกว่าบาท และแบรนด์มั่นใจว่า สินค้ามีคุณภาพที่ดีกับลูกค้า

“การที่แบรนด์ครองใจลูกค้ามายาวนาน ทั้งลูกค้าเก่าที่เติบโตมาพร้อมกัน และลูกค้าใหม่ที่ยังเป็นนักศึกษา รวมถึงกลุ่ม First jobber หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วัยทำงานได้นั้น คือการเข้าใจและคำนึงถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการเสมอ โดยนึกอยู่เสมอว่าเปรียบเสมือนว่าตัวเราเป็นลูกค้าเอง ซึ่งจะทำให้เราสามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าและนำเสนอสินค้าที่พวกเขาจะเลือกสวมใส่ได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ เรามีความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ตั้งแต่การผลิตเสื้อผ้า การโปรโมทแบรนด์ การนำเสนอคอนเซ็ปต์ของแต่ละคอลเลคชั่น การให้ความใส่ใจตั้งแต่การดีไซน์ จนรวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ทีมงานของเราก็ไม่เคยมองข้าม รวมไปถึงการตอบคำถามลูกค้าของแอดมิน การจัดส่งที่ตรงต่อเวลา การบรรจุสินค้าให้เรียบร้อยสวยงาม พร้อมรับฟังฟีดแบ๊กลูกค้า เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการทำหน้าที่เป็นไกด์ที่ช่วยแนะนำสไตล์การแต่งตัวให้ลูกค้า ทั้งหมดนี้ทำให้คุณภาพร้านอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยมจนสามารถซื้อใจและทำให้ลูกค้าประทับใจ และยังมีลูกค้าหลายคนที่บอกว่า LOOKBOOKLOOKBOOK ทำให้พวกเขากล้าแต่งตัวมากขึ้น รู้สึกสนุกและเพลิดเพลินไปกับการแต่งตัว ลุกขึ้นมาดูแลตัวเองและเสริมลุคสวยสุดปังด้วยการใส่ชุดของร้าน กลายเป็นแรงบันดาลใจดีๆ ที่ส่งต่อให้ลูกค้าในทุกครั้งที่สวมใส่เสื้อผ้าของแบรนด์”

สำหรับกลยุทธ์การขายเพื่อต่อยอดการเข้าถึงลูกค้าในวงกว้าง 3 สาว LOOKBOOKLOOKBOOK เผยว่า ร้านเลือกขายเสื้อผ้ากับลาซาด้าเพียงเจ้าเดียวมากว่า 4 ปีแล้ว เนื่องจากร้านต้องการให้ลูกค้าจดจำช่องทางการขายโดยง่าย และมองว่าคุณภาพมาตรฐานของแพลตฟอร์มลาซาด้าตอบโจทย์แบรนด์ได้อย่างตรงจุด โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการเติบโตของแพลตฟอร์มควบคู่ไปด้วยกัน และทางลาซาด้าเองก็มีความพร้อมในการสนับสนุนร้านค้า (Seller) อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเครื่องมือวิเคราะห์ทางธุรกิจ อย่าง Business Advisor ที่ช่วยวิเคราะห์ได้ว่า ช่วงไหนลูกค้า Add to cart เยอะ ช่วงไหนคนเข้ามาดูสินค้าเยอะ และดูสินค้าชิ้นไหนบ้าง ทำให้ร้านสามารถคาดการณ์และจัดเตรียมสต๊อกสินค้าเพื่อตอบรับกับความต้องการของลูกค้าได้

การจัดแคมเปญและโปรโมชั่นต่างๆ ร่วมกับลาซาด้า อาทิ แคมเปญ Double Digit ที่จัดขึ้นแทบจะทุกเดือนยังเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่ช่วยให้ร้านค้าเพิ่มความนิยมและดึงดูดลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะแคมเปญ 11.11 ที่ถือเป็นแคมเปญบุกเบิกก่อนที่จะมีแคมเปญ Double Digit ในเดือนอื่นๆ ตามมา ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับร้านค้า ขณะที่ลูกค้าเองก็รู้สึกพึงพอใจและสนุกสนานกับการช้อปมากขึ้นกับโปรโมชั่นที่น่าสนใจและสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย เรียกได้ว่า เป็นการได้ประโยชน์แบบ win-win ทั้งสองฝ่าย

“เมื่อร้านต้องการความช่วยเหลือหรือคำแนะนำในการขายทางร้านสามารถสอบถามลาซาด้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยลาซาด้ามีความใส่ใจร้านค้าเป็นอย่างดีในทุกขั้นตอน โดยมีการพูดคุยสอบถามถึงฟีดแบ๊กของแคมเปญครั้งที่ผ่านมาว่า ผลตอบรับเป็นอย่างไร และอยากให้ทางแพลตฟอร์มช่วยปรับปรุงจุดใดบ้าง เพื่อให้ทั้งร้านค้าและลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุดจากการช้อปปิ้งสินค้าบนแพลตฟอร์ม สำหรับผู้ที่กำลังมองหาลู่ทางการขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์กับลาซาด้า ขอให้เรียนรู้และศึกษาวิธีการใช้เครื่องมือทางธุรกิจ และทดลองเข้าร่วมในแคมเปญต่างๆ ที่ลาซาด้าจัดขึ้น รับรองได้ว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายและช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักได้มากขึ้น พร้อมเติบโตไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน”

เปิดร้านกับ Lazada ได้ง่ายๆ เพียงคลิก https://lzd.co/3hXJnqj โดยเงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.lazada.co.th และสามารถช้อปเสื้อผ้าสุดคิ้วท์จาก LOOKBOOKLOOKBOOK ได้ที่ https://lzd.co/3gyrSwo