‘เฉลิมชัย’มุ่งทวงแชมป์ส่งออก ชูศูนย์ข้าวชุมชนกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีถึงมือชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694296

‘เฉลิมชัย’มุ่งทวงแชมป์ส่งออก ชูศูนย์ข้าวชุมชนกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีถึงมือชาวนา

‘เฉลิมชัย’มุ่งทวงแชมป์ส่งออก ชูศูนย์ข้าวชุมชนกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีถึงมือชาวนา

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.55 น.

‘รมว.เฉลิมชัย’ ชูศูนย์ข้าวชุมชนเป็นศูนย์กระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีส่งตรงถึงมือพี่น้องชาวนา พร้อมสนับสนุนเป็นจุดเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง หวังทวงแชมป์ส่งออกข้าวกลับคืนมา

25 พฤศจิกายน 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด ปี 2566 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 25 พฤศจิกายน 2565 พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ นโยบายด้านการผลิตข้าวและการสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรชาวนา โดยมีนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมเกียรติ กอไพศาล ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ โรงแรมบางกอกพาเลส เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ กรมการข้าว เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหน้าที่ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การศึกษา วิจัย และพัฒนาพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว อีกทั้งดำเนินการเกี่ยวกับการผลิตและส่งเสริมสนับสนุนเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งครอบคลุมการส่งเสริมสนับสนุนในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้กับชาวนาทั่วประเทศผ่านศูนย์ข้าวชุมชน และมีแผนการพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชนโดยการสนับสนุนและผลักดันให้ศูนย์ข้าวชุมชนที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกระดับชาวนาจากผู้ผลิตข้าวเป็นผู้ประกอบการด้านข้าว

ปัจจุบันกรมการข้าวได้เปิดรับการขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชนตามระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ. 2560 แล้ว จำนวน 2,977 ศูนย์ ในพื้นที่ 74 จังหวัด และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ เพื่อเป็นองค์กรในการขับเคลื่อนนโยบาย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว สู่ชาวนาในพื้นที่ ตลอดจนสร้างเครือข่ายองค์กรชาวนาให้มีความเข้มแข็งในด้านการผลิตและการตลาด รวมทั้งการอนุรักษ์ ฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวกับข้าวและชาวนา ดังนั้นเพื่อให้ผู้นำองค์กรศูนย์ข้าวชุมชนได้รับทราบถึงนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปกำหนดแนวทางในการพัฒนาการผลิตข้าวในพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับเกษตรกรโดยเฉพาะอาชีพการทำนา โดยได้มีนโยบายช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมให้พี่น้องชาวนามีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาโดยตลอด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เห็นถึงแนวทางในการแก้ปัญหาของพี่น้องชาวนาให้ครอบคลุมทั่วถึงในระดับพื้นที่ จึงได้มีนโยบายให้กรมการข้าวพัฒนาและสนับสนุนให้ “ศูนย์ข้าวชุมชน” เป็นศูนย์รวมในการบูรณาการงานด้านข้าวของทุกส่วนราชการในพื้นที่ โดยเป็นแหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์และข้าวคุณภาพดีให้แก่ชุมชนได้ใช้อย่างพอเพียงและต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว การลดต้นทุนการผลิตข้าว การแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าว โดยมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง รวมไปถึงการสร้างความเข้มแข็งของชาวนาผ่านการพัฒนาที่เป็นระบบและทั่วถึง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนซึ่งจะเป็นแกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนให้ศูนย์ข้าวชุมชนก้าวสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ มุ่งหวังให้ประธานศูนย์ข้าวชุมชนและพี่น้องชาวนาทุกจังหวัด ได้ร่วมกันเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนากระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนทั้งประเทศ ให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐานและตรงความต้องการของตลาด เพื่อลดการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของผู้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรชาวนา ร่วมบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในพื้นที่ต่อไป โดยสิ่งสำคัญที่ขอเน้นย้ำคือ “การรักษาคุณภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์และข้าวคุณภาพดีของศูนย์ข้าวชุมชนทุกแห่งไว้” และขอให้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งในการแก้ปัญหาด้านการผลิตข้าวร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้ชาวนาในชุมชนมีผลผลิตข้าวคุณภาพดี มีรายได้ที่มั่นคง สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขกับอาชีพที่มีความสำคัญต่อคนไทยทั้งประเทศบนรากฐานแห่งความพอเพียงอย่างยั่งยืน

“รัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง โดยในส่วนของพี่น้องชาวนานั้น ข้าวถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันในการพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด กระทรวงเกษตรฯ จึงพร้อมที่จะสนับสนุนทั้งในเรื่องปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงงบประมาณ เพื่อให้ศูนย์ข้าวชุมชนที่เปรียบเสมือนตัวแทนของกรมการข้าว และเป็นหัวใจสำคัญที่จะเป็นศูนย์กลางในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้สามารถส่งถึงมือพี่น้องชาวนาได้โดยตรง และทวงแชมป์ส่งออกข้าวกลับคืนมาให้ได้ต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

-005

อ.ต.ก.เปิดคลังสินค้า ช่วยเหลือเกษตรกร นำข้าวมาตากแดด เก็บรักษาปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694134

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา เกษตรกรหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบ ผลผลิตเกิดความเสียหาย ประกอบกับเดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวนาในหลายพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวพร้อมกัน มีความจำเป็นต้องนำผลผลิตไปตากแดดที่ลานตากเพื่อไล่ความชื้น แต่เนื่องจากพื้นที่ซึ่งใช้ตากนั้นมีจำกัด หลายรายต้องนำข้าวเปลือกไปตากแดดบนถนนลาดยาง ทางผู้สัญจรและต้องใช้เวลาตากแดดประมาณ 3-4 วันข้าวถึงจะแห้ง ซึ่งการวางวัตถุสิ่งของบนถนนโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานจราจร ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สำหรับปัญหาดังกล่าว ทาง อ.ต.ก.ได้เปิดพื้นที่คลังสินค้า อ.ต.ก.ทั่วทุกภูมิภาค ที่มีอยู่ 6 แห่ง ได้แก่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา, อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา, อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์, อ.เมือง จ.ขอนแก่น, อ.เมือง จ.สงขลา และ อ.เมือง จ.ตรัง ที่ใช้เก็บรักษาปัจจัยการผลิตและผลิตผลทางการเกษตร และเป็นสถานที่จัดงานตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร โดยพื้นที่ดังกล่าวมีเพียงพอให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบได้นำผลผลิตเข้ามาตากในพื้นที่คลังฯ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อทำการปรับลดความชื้นก่อนระบายผลผลิตสู่ท้องตลาด ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรนำผลผลิตเข้ามาตากแดดในพื้นที่บ้างแล้ว โดยเฉพาะ อ.ต.ก.ที่ อ.โนนไทย ใกล้เต็มพื้นที่ เนื่องจากบริเวณโดยรอบมีเกษตรกรปลูกข้าวหลายครัวเรือน ประกอบกับพื้นที่ อ.ต.ก.มีความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในการเก็บรักษาผลผลิตการเกษตร

‘มนัญญา’ชมวิถีควายปลัก FAOยกเป็นมรดกโลกทางเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694136

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ รับฟังรายงานจากองค์กรเครือข่ายผู้เลี้ยง “ควายปลัก” (ควายน้ำ) แห่งทะเลน้อยที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางการเกษตร (GIAHS) ของไทย จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง จากนั้นเดินทางไปมอบถุงยังชีพปศุสัตว์และหญ้าแห้งพระราชทาน 4 ตัน ให้กับตัวแทนเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงควายทะเลน้อย และพบปะรับฟังปัญหาและให้กำลังใจแก่กลุ่มสหกรณ์ จ.พัทลุง

“ยินดีกับพี่น้องชาวพัทลุงและถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่ระบบการเลี้ยงควายปลักพื้นที่ทะเลน้อยได้รับประกาศเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของไทย ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของชุมชนในพื้นที่ จึงขอให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ควายปลักให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น และที่สำคัญคน สัตว์และป่า ต้องอยู่ร่วมกันได้และใช้ประโยชน์ในถิ่นที่อยู่อาศัย สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ทะเลน้อยถือเป็นแหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันรักษา ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมให้การสนับสนุน และบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์อย่างยั่งยืนต่อไป” น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรหัวป่าเขียว จำกัด กลุ่มองค์กรเครือข่าย และประชาชน ประมาณ 300 ครัวเรือน ประกอบอาชีพเลี้ยงควายปลัก ในพื้นที่ป่าชื้นเขตอนุรักษ์ห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เนื้อที่ประมาณ 280,000 ไร่และมีพื้นที่ชุ่มน้ำสามารถเลี้ยงปศุสัตว์ได้ ประมาณ 17,500 ไร่ ทำให้เกิดวิถีวัฒนธรรมการเลี้ยงควายปลัก (ควายน้ำ ปัจจุบันมีประมาณ 4,400 ตัว ควายจะมีการผสมพันธุ์แบบเลือดชิดทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่น้ำท่วมแหล่งพืชอาหารสัตว์ที่ควายหากินทุกปีในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน จะประสบปัญหาขาดแคลนทำให้ควายตายปีละ 100-200 ตัวทุกปี

ในปี 2560 เป็นต้นมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นถึงความสำคัญของวิถีวัฒนธรรมดังกล่าว ได้ประสานขอขึ้นทะเบียน “ควายปลัก” (ควายน้ำ) แห่งทะเลน้อย เป็นมรดกโลกทางการเกษตร (GIAHS) ของไทย จาก FAO ทางคณะกรรมการตรวจสอบพื้นที่จริงในการขอรับรอง ระบบการเลี้ยงควายปลัก (ควายน้ำ) ในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย และได้รับรองขึ้นทะเบียนควายปลัก หรือควายน้ำทะเลน้อย ซึ่งเป็นปศุสัตว์ชนิดแรกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกเกษตรโลก สำหรับในด้านการตลาดสหกรณ์ฯ ร่วมกับพันธมิตรเครือข่าย และเกษตรกรสามารถขายควายไปยังประเทศมาเลเซีย หรือการบริโภคในท้องถิ่น ราคาเฉลี่ยตัวละ 40,000-50,000 บาท สร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 50,000-100,000 บาทต่อครัวเรือน

ไทย-เวียดนามร่วมมือด้านสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694131

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้การต้อนรับ นายเหวียน ซวน ฟุก ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล โดยมีการหารือข้อราชการแบบเต็มคณะ ซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร คือไทยและเวียดนาม เห็นพ้องที่จะผลักดันความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมของทั้งสองประเทศและภูมิภาค และทั้งสองฝ่ายจะเร่งอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน ทั้งการนำเข้า ส่งออก และการนำผ่านสินค้าไปประเทศที่สาม โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ได้แก่ มะม่วง และเงาะจากไทย และสินค้าปศุสัตว์ ได้แก่ ลูกไก่ และไข่ฟักพ่อแม่พันธุ์จากไทย นอกจากนี้ฝ่ายไทย ยังขอให้ทั้งสองประเทศส่งเสริมการผลิตข้าวเพื่อขยายตลาดในอาเซียน และเตรียมความพร้อมร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนปุ๋ยและอาหารสัตว์

ทั้งนี้ การค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยและเวียดนาม ช่วงปี 2562-2564 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปเวียดนามร้อยละ 4.42 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร คิดเป็นมูลค่าส่งออกเฉลี่ยปีละ 56,310 ล้านบาท โดยมีอัตราการส่งออกลดลงเฉลี่ยร้อยละ 12.36 ต่อปี สินค้าเกษตรส่งออกจากไทยไปเวียดนาม ได้แก่ นมยูเอชที และนมถั่วเหลือง ทุเรียน น้ำตาล สุกรมีชีวิต อาหารปรุงแต่ง เช่น เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง และครีมเทียม

ขณะเดียวกัน ช่วงปี 2562-2564 ไทยมีสัดส่วนการนำเข้าจากเวียดนามร้อยละ 4.51 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรจากโลกคิดเป็นมูลค่าการนำเข้าเฉลี่ยปีละ 23,967 ล้านบาท มีอัตราการนำเข้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 7.06 ต่อปี สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เนื้อปลาแบบฟิลเลของปลาอื่นๆ เช่น เนื้อปลาซูริมิสดหรือแช่เย็นกาแฟ อาหารปรุงแต่ง เช่น เต้าหู้แอลกอฮอล์ผง และครีมเทียม ผลไม้แช่แข็ง เช่น สับปะรด ทุเรียน ลำไย มังคุด ลิ้นจี่ และมะม่วง ปลาหมึกกระดองและปลาหมึกกล้วยแห้ง

กรมข้าวลงพื้นที่ภาคใต้ถก เพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694133

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ เข้าร่วมสัมมนาการพัฒนามูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามคำเชิญของคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฏร โดยนายสราวุธ อ่อนละมัยโฆษกคณะกรรมาธิการฯ ที่ จ.ชุมพร และร่วมลงพื้นที่พบปะพี่น้องเกษตรกร ในระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน2565 โดยมีนายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานการเปิดสัมมนาดังกล่าว

ในการนี้ รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้แทนศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี กรมการข้าว ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมทั้งพบปะหารือผู้นำเกษตรกร และประธานศูนย์ข้าวชุมชน จ.ชุมพร อีกทั้งได้บรรยายพิเศษ สนับสนุนนโยบายตลาดนำการผลิต และการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม เป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่าและคุณภาพผลผลิตแก่ผู้นำเกษตรกรกว่า 500 คน และผู้แทนส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่

‘ประภัตร’ ลงพื้นที่โคราช มอบโคโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694230

‘ประภัตร’ ลงพื้นที่โคราช มอบโคโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ประภัตร’ ลงพื้นที่โคราช มอบโคโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 20.05 น.

‘ประภัตร’ ลงพื้นที่โคราช มอบโคในโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ พร้อมเดินหน้าโครงการสานฝันสร้างอาชีพ สร้างทางเลือกสร้างรายได้แก่ครัวเรือนเกษตรกร

24 พฤศจิกายน 2565 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบโคในโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ พร้อมชี้แจงโครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร ณ วิทยาลัยเทคนิคปากช่อง อ.ปากช่อง และเทศบาลตำบลหนองไข่น้ำ อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมี นายวิวัฒน์ ไชยชอุ่ม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำประชาชน และเกษตรกรเข้าร่วม

นายประภัตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ซึ่งเกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานโค – กระบือช่วยเหลือให้เกษตรกรมีปัจจัยการผลิตเป็นของตนเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าแรงงานโค-กระบือในการทำนาปลูกข้าว เป็นลักษณะของการอยู่ร่วมกัน พึ่งพากันตามธรรมชาติ การใช้แรงงานสัตว์ก็เป็นการเลือกใช้พลังงานจากธรรมชาติแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นทรัพยากรที่นับวันจะเหลือน้อยลงไป และมีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์หลายทางแก่พี่น้องเกษตรกร 

อย่างไรก็ตามในวันนี้มีความยินดีที่ได้ส่งมอบโคในโครงการฯ ดังกล่าว จำนวน 27 ตัว ให้แก่เกษตรกร 27 ราย ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค – กระบือเป็นของตนเอง ได้ใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม อีกทั้งยังสามารถนำมูลโคไปใช้เป็นปุ๋ยคอก ช่วยลดรายจ่ายและทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอีกด้วย

นายประภัตร ยังได้ชี้แจงและขอความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์และสนับสนุนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ “โครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” โดยโครงการนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีวัตถุประสงค์เพื่อปล่อยสินเชื่อสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตร อาชีพนอกภาคเกษตร หรือการลงทุนค้าขาย เพื่อเสริมรายได้ในครัวเรือน เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับชัดเจน มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต สามารถสร้างรายได้ในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกินจำนวน 100,000 บาท แต่ต้องไม่เกินค่าใช้จ่ายและหรือค่าลงทุนจริงของลูกค้าแต่ละราย

ทั้งนี้ สามารถยื่นความประสงค์ขอกู้ตามโครงการได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ 1) ยื่นขอกู้เงินที่ธนาคาร ธ.ก.ส. สาขาที่ตนเองมีภูมิลำเนาหรือที่ตั้งของโครงการ (Walk In) และ 2) ให้ผู้ขอกู้ลงทะเบียนยื่นขอสินเชื่อผ่านช่องทาง Line Official : BAAC Family และนัดหมายผู้ขอกู้ผ่านระบบนัดหมาย ซึ่งสามารถขอคำปรึกษาเบื้องต้นได้ที่หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในภูมิลำเนา ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือสำนักงานประมงในท้องที่

-005

สยบลือขาย‘วัวแดง’!มนัญญาแจงยิบแค่ให้สิทธิ์ใช้แบรนด์‘นมผงเลี้ยงทารก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694225

สยบลือขาย‘วัวแดง’!มนัญญาแจงยิบแค่ให้สิทธิ์ใช้แบรนด์‘นมผงเลี้ยงทารก’

สยบลือขาย‘วัวแดง’!มนัญญาแจงยิบแค่ให้สิทธิ์ใช้แบรนด์‘นมผงเลี้ยงทารก’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 19.43 น.

‘มนัญญา’ ยืนยันไม่มีการขายแบรนด์ ‘วัวแดง’ ให้ต่างชาติ แค่ให้สิทธิ์ใช้แบรนด์เฉพาะ ‘นมผงเลี้ยงทารก’ มีเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีและแบ่งปันผลประโยชน์ เบื้องต้น อ.ส.ค.อยู่ระหว่างหารืออัยการสูงสุด

24 พฤศจิกายน 2565 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือในประเด็น การอนุญาตให้เอกชนใช้เครื่องหมายการค้า “ไทย-เดนมาร์ค” หรือนมวัวแดง ร่วมกับนางสาวณัฐภร แก้วประทุม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (สร.อ.ส.ค.) นายสาวิทย์ แก้วหวาน ที่ปรึกษาสมาพันแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) โดยมี นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม นายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

น.ส.มนัญญา เปิดเผยว่า จากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า อ.ส.ค.จะขายแบรนด์ไทย-เดนมาร์กให้ต่างประเทศเพื่อผลิตและจำหน่ายนมผง ซึ่งผิดวัตถุประสงค์การก่อตั้ง อ.ส.ค. นั้น วันนี้ได้เชิญสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (สร.อ.ส.ค.) มาประชุมและหารือร่วมกับ นายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. เพื่อทำความเข้าใจที่ตรงกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ต่างฝ่ายต่างมีชุดข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิด ซึ่งทั้งสองหน่วยงานต่างเป็นองค์เดียวกัน ควรมีความเข้าใจที่ตรงกัน

“อ.ส.ค. ได้ชี้แจงในที่ประชุมว่าโครงการดังกล่าวเป็นการอนุญาตให้เอกชนใช้เครื่องหมายการค้าเท่านั้น ไม่ใช่การขายแบรนด์ตามที่มีการพูดถึง เป็นเพียงการให้สิทธิ์การใช้เครื่องหมายการค้า เฉพาะ “นมผงเลี้ยงทารก” เท่านั้น ซึ่งยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ทำเช่นนั้น เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า อ.ส.ค. ก่อตั้งมาเพื่อเกษตรกรคนไทย โครงการนี้จึงเป็นเพียงการอนุญาตเครื่องหมายการค้าเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขในเรื่องของการแบ่งปันผลกำไร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนมผงสำหรับเลี้ยงทารก ซึ่งเป็นนมสูตร 2 สำหรับทารกหลังหย่านมอายุ 6 เดือนถึง 1 ปี เท่านั้น  เพราะปัจจุบันในประเทศไทยไม่มีโรงงานใดมีศักยภาพที่จะผลิตได้ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างไรก็ตาม อ.ส.ค. ได้ชี้แจงว่า ขั้นตอนของโครงการนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดโดยสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ดังนั้น ระหว่างนี้จึงให้ อ.ส.ค. และ สร.อ.ส.ค. ไปหารือทำความเข้าใจกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับ อ.ส.ค.และประเทศ และไม่กระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม” น.ส.มนัญญา กล่าว

ด้านนายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. กล่าวว่า อ.ส.ค. ได้ทำการศึกษาโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2564 และเคยนำชี้แจงต่อที่ประชุมบอร์ด อ.ส.ค.  แล้ว รวมถึงชี้แจงต่อที่ประชุมใหญ่ สร.อ.ส.ค.  เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ถึงแนวทางการพัฒนาธุรกิจ อ.ส.ค. ซึ่งมีโครงการนี้อยู่ด้วย ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าไม่ใช่การขายแบรนด์ แต่เป็นการอนุญาติให้ใช้สิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าเฉพาะผลิตภัณฑ์ “นมผงเลี้ยงทารก” เท่านั้น (หลังหย่านมอายุ 6 เดือนถึง 1 ปี) นมผงสำหรับทารกเป็นกลุ่มอาหารควบคุมเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยไม่มีโรงงานผลิตนมผงสำหรับทารก และหาก อ.ส.ค.จะลงทุนตั้งโรงงานต้องใช้งบประมาณมูลค่ากว่า 2,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบที่สูงมาก เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ และต้องมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ หรือห้องแลป นอกจากนั้น โอกาสการแข่งขันทางการตลาดกับเอกชนผู้ผลิตนมผงเลี้ยงทารกรายใหญ่เป็นไปได้ยาก เพราะตลาดนมผงทารกในขณะนี้เป็นแบรนด์จากต่างประเทศทั้งหมด

“ก่อนหน้านี้ได้มีการหารือร่วมกับกงสุลไทยประจำออสเตรเลีย ที่จะนำนมผงมาจำหน่ายในไทยภายใต้แบรนด์วัวแดง จึงมีการหารือมาเป็นลำดับ โดยมีเงื่อนไขแบ่งปันผลประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาทต่อปี และอาจเพิ่มขึ้นตามยอดรายได้สุทธิ นอกจากนั้นยังมีเงื่อนไขว่า จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตนมผงทารก ตั้งแต่การเลี้ยงโคนมในระบบปิดให้ได้น้ำนมดิบคุณภาพดี เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (High Technology) การพัฒนาคน รวมถึงผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์จะต้องเป็นผู้ทำการตลาดเอง และหากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ อ.ส.ค.ก็มีสิทธิ์ยกเลิกสัญญา โดยที่ อ.ส.ค. ไม่ต้องมีการลงทุนใด ๆ และยืนยันว่าไม่กระทบกับธุรกิจหลักของ อ.ส.ค. เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคต่างกัน (ทารกหลังหย่านมอายุ 6 เดือนถึง 1 ปี)  และไม่กระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เนื่องจากคุณภาพน้ำนมที่เกษตรกรไทยผลิตได้ยังไม่สามารถใช้ผลิตนมผงสำหรับทารกได้ ซึ่งต้องมีการพัฒนาการเลี้ยงโคนมในประเทศต่อไป” ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. กล่าว

ปัจจุบันน้ำนมดิบในประเทศมีปริมาณ 2,500 ตันต่อวัน จากเดิมที่ผลิตได้ 3,300 ตันต่อวัน ปริมาณน้ำนมลดลงเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบหลักที่นำเข้าในการผลิตอาหารสัตว์ราคาสูงขึ้น เป็นผลกระทบสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ทำให้เกษตรกรเลิกเลี้ยงวัวนม ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำนมดิบ 20.50 บาทต่อกิโลกรัม และจากปริมาณผลผลิตที่ลดลงจึงมีการแย่งซื้อ เอกชนกว้านซื้อน้ำนมดิบหน้าศูนย์ราคาน้ำนมดิบ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 24 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจโคนมรวมทั้ง อ.ส.ค. ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น

ขณะที่นางสาวณัฐภร แก้วประทุม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (สร.อ.ส.ค.) กล่าวว่า ยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่ได้รับการสื่อสารโดยตรงจาก ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. ตลอดจนเอกสารโครงการงานวิจัยต่าง ๆ จึงต้องไปยื่นเรื่องร้องต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหลังจากนี้จะมีการหารือร่วมกันกับ ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. ให้มากขึ้น และเห็นว่า อ.ส.ค. ควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ อ.ส.ค. มีอยู่แล้วให้ดี และต้องสร้างความมั่นใจกับเกษตรกรผู้เลี้ยงนม ตลอดจนสมาชิก อ.ส.ค. ว่า สมาชิกจะไม่ได้รับผลกระทบ

ชวนส่งความสุขกับแคมเปญ‘Blissful Hampers 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694099

ชวนส่งความสุขกับแคมเปญ‘Blissful Hampers 2023’

ชวนส่งความสุขกับแคมเปญ‘Blissful Hampers 2023’

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กูร์เมต์ มาร์เก็ต พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตมาตรฐานระดับโลก ร่วมส่งความสุขรับปีใหม่จัดแคมเปญ “Blissful Hampers 2023” ชวนส่งมอบความรักและของขวัญแทนคำขอบคุณจากใจให้คนพิเศษด้วยกระเช้าของขวัญและกิ๊ฟเซตสุดพรีเมียม ที่คัดสรรสินค้าคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลกที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ มาให้เลือกกว่า 100 รูปแบบ ตั้งแต่วันนี้-15 มกราคม 2566

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขรับปีใหม่กูร์เมต์ มาร์เก็ต ได้รังสรรค์กระเช้าของขวัญและกิ๊ฟเซตสุดพรีเมียมกว่า 100 รูปแบบ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Super Blessed’ ที่สุดแห่งคำอวยพรแทนคำขอบคุณจากใจด้วยกระเช้าของขวัญสุดล้ำค่าแด่คนที่คุณรัก โดยคัดสรรสินค้าคุณภาพดีที่สุดจากทั่วประเทศและทั่วทุกมุมโลกจนได้กระเช้าของขวัญและกิ๊ฟเซตสุดพรีเมียมที่ครบทุกไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ถูกใจผู้ให้และผู้รับ อาทิ “กระเช้า World Of Fruit” กระเช้าผลไม้สดที่คัดสรรผลไม้คุณภาพดีจากแหล่งที่ดีที่สุดทั้งในและต่างประเทศ, “กระเช้าคัดไทย” กระเช้าที่รวมสินค้าของดีของอร่อยจากชุมชนคนไทยทั้ง 5 ภาค, “กระเช้า Natural Goodness” กระเช้ารวมสินค้าคุณภาพจากธรรมชาติที่ดีที่สุด, “กระเช้า Lifestyle Gift Sets” กระเช้าสินค้าสำหรับคนรักตัวเองและอยากดูแลสุขภาพ, “กระเช้า The Ultimate Pet Care” กระเช้าสัตว์เลี้ยงสำหรับคนรักน้องหมาน้องแมว และอีกหนึ่งกระเช้าสุดพิเศษสำหรับปีนี้ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง กูร์เมต์ มาร์เก็ต สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน และสถานทูตอิตาลี คือ “กระเช้าสินค้าสุดพรีเมียมส่งตรงจากอิตาลี” การันตีสินค้าอิตาลีแท้ 100% นอกจากนี้ ยังมีกระเช้าของขวัญและสินค้าของขวัญคอลเลคชั่นปีใหม่จากหลากหลายแบรนด์ดังอีกมากมาย พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าสนับสนุนและสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องด้วยการนำกระเช้าที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติหลากหลายดีไซน์จากฝีมือชุมชนหัตถกรรมไทยทั่วประเทศ และมีบริการ Gift & Wrap สำหรับลูกค้าที่ต้องการสร้างสรรค์กระเช้าของขวัญในสไตล์ของตัวเองได้เช่นกัน”

สนใจสามารถสั่งซื้อได้หลากหลายช่องทาง ทั้ง Online Shopping : คลิกเดียวจบตลอด 24 ชั่วโมง ที่ http://www.GourmetMarketThailand.com หรือเลือกช้อปที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ทุกสาขา ติดตามละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook : Gourmet Market Thailand

Pomelo หนุนแบรนด์แฟชั่นไทยเติบโตหลังโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694107

Pomelo หนุนแบรนด์แฟชั่นไทยเติบโตหลังโควิด-19

Pomelo หนุนแบรนด์แฟชั่นไทยเติบโตหลังโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Pomelo แพลตฟอร์มแฟชั่น Omnichanel ชั้นนําของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่งมอบมากกว่าสไตล์และแฟชั่น ตั้งแต่การกลับมาของการช้อปออฟไลน์ไปจนถึงการสนับสนุนแบรนด์ไทยในอุตสาหกรรมแฟชั่น โดย Pomelo ได้นำเทรนด์หลังยุคโควิด-19 มาปรับใช้ในกลยุทธ์ทั้งสำหรับธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้า ธุรกิจแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซแหล่งรวมแบรนด์ไลฟ์สไตล์ และธุรกิจ Prism แบรนด์โซลูชั่น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในช่วงปีที่ผ่านมา ธุรกิจทั่วภูมิภาคได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาด ทำให้ Pomelo เล็งเห็นความสำคัญในการสร้างโอกาสให้แบรนด์ในภูมิภาคผ่านการช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงและค้นพบแบรนด์ต่างๆ ได้ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น โดยปัจจุบัน 75% ของแบรนด์ในแพลตฟอร์ม Pomelo เป็นแบรนด์ไทย อาทิ Merge, Two Twice หรือ Vinn Patararinซึ่งได้เข้าร่วมบนแพลตฟอร์มในปี 2022 นี้นอกจากนี้ Pomelo ยังหนุนแบรนด์ไทยต่างๆ ผ่านแคมเปญทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็น  Rising Star Week หรือ Brand Festและในปีหน้า Pomelo มีแผนที่จะสานต่อความมุ่งมั่นในการสนับสนุนคอมมิวนิตี้ผ่านโครงการพัฒนานักศึกษาจบใหม่สู่การเป็นดีไซเนอร์หน้าใหม่

นอกจากนี้ Pomelo ยังเน้นทิศทางสินค้าของแบรนด์ให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์หลังโควิด-19 โดยแบรนด์ได้มองเห็นการเติบโตของกลุ่มสินค้าหมวด workwearที่มียอดขายเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการเปิดประเทศบวกกับนโยบายการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปนี้ Pomelo จึงมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าหมวด workwear ที่ยังคงไว้ซึ่งสไตล์แบบ #PomeloGirls

ขณะที่ E-Commerce เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงวิกฤตโรคระบาด ภายหลังโควิด-19 เรากลับเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกค้าในกลุ่ม Gen Z (อายุ 19-24 ปี) ที่กลับมาช้อปปิ้งที่หน้าร้านมากขึ้น โดยปัจจุบัน 78% ของลูกค้า Gen Z ของแบรนด์ Pomelo กำลังช้อปปิงผ่านช่องทางออฟไลน์ที่ตอบโจทย์ประสบการณ์การสัมผัสและทดลองสวมใส่สินค้า โดย Pomelo เชื่อว่าโมเดลแบบมีหน้าร้าน หรือ brick-and-mortarจะต้องพัฒนาและปรับตัว แต่จะไม่สูญหายไปและยังคงมีความสำคัญต่อวงการค้าปลีก ทำให้ Pomelo มุ่งพัฒนาประสบการณ์แบบ omnichannel ให้แก่ลูกค้าผ่านบริการเหนือระดับอย่าง Tap.Try.Buy ที่เชื่อมต่อโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ Pomelo ได้เล็งเห็นว่าโควิด-19 ได้สร้างความตระหนักรู้ในเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มลูกค้า โดยสินค้าที่ทำจากวัสดุรักษ์โลกและผ่านกระบวนการเป็นมิตรต่อโลกนั้น คิดเป็นสัดส่วน 5.6% ของสินค้าทั้งหมดที่ลูกค้าเข้าชมผ่านช่องทางออนไลน์ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเปรียบเทียบกับสัดส่วนเพียง 0.8% ในเดือนตุลาคม ปี 2563 ซึ่งเทรนด์นี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของ Pomelo ที่มุ่งเพิ่มกลุ่มสินค้าที่สนับสนุนความยั่งยืนเป็นสัดส่วน 40% ของสินค้าทั้งหมดของแบรนด์

อย่างไรก็ตาม วิกฤตโรคระบาดได้ทำให้ธุรกิจและคอมมิวนิตี้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น อีกทั้ง ยังเผยให้เห็นถึงความสำคัญของระบบนิเวศอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มีการร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรทางกลยุทธ์ ซึ่งช่วยให้ผู้เล่นขนาดเล็กได้เติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ในขณะที่ลูกค้าเองก็จะได้เข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เพื่อเป็นการตอบรับต่อเทรนด์การกลับมาของการช้อปปิ้งออฟไลน์ Prism ได้จัดตั้งโปรแกรม“Site to Store” เพื่อมอบโอกาสให้อินสตาแกรม แบรนด์ ได้มีพื้นที่ออฟไลน์ในหน้าร้านของ Pomelo และได้เติบโตผ่านการตลาดแบบ omnichannel  ที่แข็งแรงในโลกหลังโควิด-19

‘แม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์’ เวทีพลิกชีวิต สู่เส้นทางเชฟมืออาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694108

‘แม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์’ เวทีพลิกชีวิต สู่เส้นทางเชฟมืออาชีพ

‘แม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์’ เวทีพลิกชีวิต สู่เส้นทางเชฟมืออาชีพ

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เชฟอาชีพและเชฟมือสมัครเล่นผู้คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันการประกอบอาหาร “แม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ 2022” เผยอาชีพเชฟ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การจะพิสูจน์ฝีมือเชฟให้เป็นที่ยอมรับ ต้องผ่านเวทีการแข่งขันในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ยิ่งแข่งขันยิ่งพัฒนาฝีมือให้ดียิ่งขึ้น และเวที “แม็คโครโฮเรก้า ชาเลนจ์” คือคำตอบที่ผู้เข้าแข่งขันต่างเลือกที่จะยืนหยัดในเวทีนี้

การประชันฝีมือของเชฟอาชีพและเชฟมือสมัครเล่นในเวทีแม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ 2022 ปีนี้ เข้มข้นตั้งแต่คัดเลือกตัวแทนของทั้ง 5 ภูมิภาค ด้วยโจทย์สุดท้าทาย ภายใต้แนวคิด “วิถีท้องถิ่นเข้มแข็ง (The Local Strong)” สื่อถึงความเข้มแข็งโดดเด่น ของวัตถุดิบท้องถิ่นในทุกมิติ เพื่อพิสูจน์ฝีมือเชฟ ผ่านการรังสรรค์เมนูอาหาร โดยเวทีแห่งนี้ได้การรับรองจากสมาคมเชฟโลกหรือ World Association of Chef Societies (WACS) ให้เป็นการแข่งขันปรุงอาหารที่ใช้กฎระเบียบและกติกาการแข่งขันทั้งหมด ตามมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง ทำให้ผู้แข่งขันได้รับประสบการณ์ ความรู้แนวทางการแก้ปัญหา รวมถึงแรงบันดาลใจ และเครือข่ายพันธมิตร ที่สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้

เชฟอิน หรือ ณรงค์ฤทธิ์ แซ่ขอ ผู้ก่อตั้ง บริษัทกำลังอิน จำกัด และอินฟลูเอนเซอร์ที่มียอดติดตามใน TikTok ราว 1.1 ล้านคน และมีเฟซบุ๊ค แฟนเพจ และผู้ติดตามในอินสตาแกรม 2-3 แสนคน ซึ่งเวที “แม็คโครโฮเรก้า ชาเลนจ์” มีส่วนสำคัญในการผลักดันเส้นทางอาชีพของเชฟอินมาถึงจุดนี้

“เพียงแค่เชฟวิลเมนต์บอกผมว่า นี่คือจานโปรเฟสชั่นนอลที่ผมต้องการ ผมถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว” เชฟอินกล่าวถึงการแข่งขันรอบสุดท้ายเพื่อชิงแชมป์ประเทศไทย แม้เขาจะพลาดรางวัลชนะเลิศ เพราะใช้เวลาเกินกำหนด แต่การยอมรับในเมนูอาหารที่เขารังสรรค์ขึ้น ถือว่าเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขาแล้ว

เชฟอิน รู้ตัวว่าต้องการเป็นเชฟตั้งแต่มัธยมต้นจึงฉีกกฎของที่บ้าน ซึ่งปกติลูกทุกคนจะเรียนสายอาชีวะ ด้วยความที่เขาอยากไปได้ไกล และหาโอกาสที่มากขึ้น จึงตัดสินใจเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต โดยยอมที่จะเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย เพื่อจะได้เรียนในสายอาชีพเชฟตามที่ฝันไว้ ระหว่างเรียนก็เข้าประกวดหลายเวทีเพื่อพัฒนาตัวเอง รวมทั้งเข้าประกวดในเวทีแม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ อีกหลายครั้งต่อมา เพื่อตามความฝัน

“สิ่งที่ได้จากเวทีแม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ ไม่ใช่แค่การได้พัฒนาตัวเอง หรือสร้างแรงบันดาลใจในอาชีพเชฟเท่านั้น แต่เรายังได้คอนเนคชั่น ทำให้เราเป็นที่รู้จักในวงการอาหาร และยิ่งวันนี้เรามีสื่อออนไลน์ ทำให้สามารถขยายขอบเขตการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่สนใจในอาชีพเชฟ ได้เข้ามาแข่งขัน พัฒนาฝีมือให้ดียิ่งขึ้น แม็คโครเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเชฟเข้าสู่วงการอาหาร นี่คือสิ่งที่อยากขอบคุณตลอดหลายปีที่ผ่านมา” เชฟอิน กล่าว

ดังนั้น สำหรับเด็กรุ่นใหม่ เวที “แม็คโคร โฮเรก้าชาเลนจ์” เป็นเวทีที่ท้าทาย ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ การแข่งขันจะช่วยฝึกฝน และพัฒนาฝีมือ สำหรับการเข้าสู่เวทีนี้ไม่ได้มาแข่งขันเพื่อชนะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเวทีช่วยสร้างเครือข่ายพันธมิตร สร้างแรงบันดาลใจ ที่จะนำไปต่อยอดพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งในเส้นทางสายอาชีพเชฟต่อไป

ขณะที่ แสงเทียน สิงห์แก้ว ผู้ชนะเลิศเวทีการประกวดแม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ 2022 ในรุ่นมืออาชีพ ซึ่งเข้าประกวดเวทีนี้เป็นครั้งที่ 4 และเคยได้รับรางวัลระดับเยาวชนมาแล้วในปี 2017 กลับมาแข่งขันอีกครั้งในรุ่นมืออาชีพ ในปี 2018 และได้รางวัลอีกครั้งในการแข่งขันประเภทคู่ ในปี 2019 จนได้แชมป์ประเทศไทย ช่วงเตรียมตัวไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ เกิดการแพร่ระบาดโควิด19 จึงกลับมาแข่งในปี 2022จนประสบความสำเร็จอีกครั้งกับแชมป์ประเทศไทยในรุ่นมืออาชีพ

เชฟแสงเทียน กล่าวว่า การแข่งขันเวทีแม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ โจทย์ที่ได้รับยากขึ้นเรื่อยๆ และมีความท้าทายมากขึ้นจากวัตถุดิบ มีทั้งวัตถุดิบท้องถิ่นและนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสที่ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง สำหรับปีนี้ โจทย์วัตถุดิบปริศนา คือปลาทรายแดง และชะอม ทำอย่างไรจะยกระดับวัตถุดิบในท้องถิ่นให้มีมูลค่า สามารถขึ้นโต๊ะภัตตาคารหรูเป็นอาหารระดับ Fine Dining ได้ เป็นความท้าทาย
อย่างมาก

เมนูที่แสงเทียนรังสรรค์ขึ้น จนชนะรางวัลในปีนี้ประกอบด้วย เมนู APPETIZER เปาะเปี๊ยะปลาทรายแดงผัดต้มยำ ซีฟู้ดชะอมยัดไส้เต้าหู้ ซอสมิโซะมะกรูดพีชคอมโพด MAIN COURSE Butter Poach Red Mullet Filling ผัดเผ็ด ฟักทองพูเร มันฝรั่งทอดเนย White Wine Sauce มะกรูด

“อยากกลับมาประกวดอีกทุกปี โจทย์ยิ่งยากขึ้น อาหารที่ทำก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ สิ่งที่เราได้จากเวทีนี้ คือ หนึ่ง เราได้พัฒนาตัวเองมากขึ้น เพราะแต่ละปีโจทย์จะเปลี่ยนไป ถ้าไม่มีการพัฒนา มีโอกาสตกรอบได้สอง ได้พัฒนาทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การบริหารจัดการในครัว ซึ่งในฐานะเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจร้านอาหาร เรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง และสุดท้าย สิ่งที่ได้รับคือความภาคภูมิใจ” เชฟแสงเทียน กล่าว

ด้าน เชฟปฏิภาณ ประกาสิทธิ์ ผู้ชนะเลิศในรุ่นเยาวชน ซึ่งมาแข่งขันในปีนี้เป็นปีแรก ตามรอยรุ่นพี่ และสามารถเอาชนะได้ สำหรับเขาการได้รับรางวัลในเวทีแม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ ไม่ใช่แค่การชนะใจกรรมการ แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจให้ครอบครัว รวมถึงการได้รับการยอมรับและสนับสนุนกับอาชีพเชฟ ที่เคยได้รับคำดูถูกมาก่อน

“อยากสร้างการยอมรับ โดยเฉพาะกับครอบครัว เคยเข้าประกวดมาหลายเวที และตัดสินใจเข้ามาแข่งขันในเวทีนี้ ซึ่งเป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และคิดว่าจะเป็นเวทีสุดท้าย ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว อาจต้องตัดสินใจเดินทางในสายอาชีพนี้ด้วยตัวเอง เพราะนี่คือความฝัน” ปฏิภาณ เล่าด้วยความมุ่งมั่น

สำหรับเมนูที่ ปฏิภาณ รังสรรค์ขึ้น จนชนะใจกรรมการ ประกอบด้วย APPETIZER Duck Breast Slice Roll, Grilled Egg Plant with Spicy Thai Mango Sauce, Stir-fried Pumpkin with Egg Puree MAIN COURSE Pan-seared Duck Breast, Duck Thigh Chili Plate & Salad Egg York Pot Pie, Duck Holy Basil Meat Ball, Potato Roasties, Sauteed Vegetable, Tamarind Sauce

เชฟปฏิภาณ กล่าวทิ้งท้ายว่า การได้แชมป์ว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์เป็นสิ่งที่ยากกว่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือการฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการทำธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านประเภท Fine Dining มีความกดดันสูง แต่เรามองเป็นความท้าทาย ถ้าเราทำได้ จะเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าได้ไปต่อ และพัฒนาไปจนถึงจุดที่สามารถยืนอยู่ได้อย่างภาคภูมิใจ การแข่งขันในเวทีแม็คโคร โฮเรก้าชาเลนจ์ ทำให้รู้สึกว่าจะไปยืนที่จุดนั้นได้ ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายชีวิตของตัวเอง