ระแวงตู่ “เนวิน” มวลชนสายเขียว ขวางแผนดับกัญชาเสรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/536611

ขุนน้ำหมึก

19 พ.ย. 2565

ระแวงตู่ “เนวิน” มวลชนสายเขียว ขวางแผนดับกัญชาเสรี

เดิมพันสูง “เนวิน” ผู้จุดพลุพรรคผ่อน Party Party มวลชนกัญชาเคลื่อนทัพขวางการนำกัญชากลับเป็นยาเสพติด ระแวงลุงตู่ไฟเขียว ป.ป.ส.พลิกเกม เข้าทางทุนใหญ่

เดิมพันสูง “เนวิน” ผู้จุดพลุพรรคผ่อน Party Party ถักทอเครือข่ายสายเขียวทั่วไทย มวลชนกัญชา จึงเคลื่อนทัพขวางนำกัญชากลับเป็นยาเสพติด

“เนวิน” ต้นคิดกัญชาเสรี ส่งต่อภูมิใจไทย ขายฝันได้เป็นรัฐบาล ปลดล็อกกัญชาสำเร็จ แต่สะดุดปมขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล ลามไปถึงมือกฎหมายข้างกายลุงตู่

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เนวิน ชิดชอบ ประธานบริษัทบุรีรัมย์ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด ได้จุดพลุเรื่องกัญชาเสรี ผ่านสื่อออนไลน์ โดยยึดรูปแบบแคลิฟอร์เนียโมเดล เป็นการเปิดเสรี ใครจะปลูกกัญชา ใครจะค้ากัญชา แปรรูปกัญชา ก็ไปยื่นขออนุญาตจากรัฐ

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ เรื่องกัญชาเสรีก็มาไกลกว่าที่คิด ถึงขั้นปลดล็อกกัญชาพ้นยาเสพติด และมีร่างพระราชบัญญัติกัญชากัญชง กำลังรอพิจารณาวาระ 2 อยู่ในสภาฯ

ระหว่างการรอกฎหมายกัญชากัญชงฉบับแรก ก็มีปัญหาความขัดแย้งในสังคม และในพรรคร่วมรัฐบาล ถึงขั้นพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็นปรปักษ์ในสนามเลือกตั้ง

วันที่ 10 พ.ย.2565 นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ กรรมการแพทยสภา และนายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน  ยื่นฟ้องอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีสาธารณสุข และ ป.ป.ส. ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลมีคําสั่งให้เพิกถอนประกาศกระทรวงสาธารณสุข 8 ก.พ.2565 ให้กัญชาจัดเป็นยาเสพติด

วันที่ 12 พ.ย.2565 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ลงนามในประกาศ สธ. เรื่องสมุนไพรควบคุม(กัญชา) ฉบับใหม่ ควบคุมช่อดอกกัญชา ห้ามขายกัญชาให้นักเรียนนักศึกษา ห้ามขายออนไลน์ และห้ามโฆษณาทุกกรณี 
 

บังเอิญว่า ในที่ประชุม ครม.เมื่อ 15 พ.ย.นี้ รองนายกฯ อนุทิน ไปราชการต่างประเทศ มีรัฐมนตรีหลายคนซักถามเรื่องประกาศ สธ.เรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา) ตามมาด้วย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้นำมอบหมายให้คณะกรรมการ ป.ป.ส.พิจารณาประกาศ สธ. พร้อมเสนอความเห็น

ประเด็นรองนายกฯ วิษณุ เทกแอ็กชั่นเรื่องประกาศ สธ.ฉบับใหม่ ถูกขยายกลายเป็นขบวนการล้มกัญชาเสรี และจะนำกัญชากลับเป็นยาเสพติดอีกครั้ง

ว่ากันว่า อุณหภูมิการเมืองในบ้านใหญ่บุรีรัมย์ทะลุองศาเดือด จึงมีการขับเคลื่อนมวลชนกัญชา ถึงขั้นเสนอให้พรรคภูมิใจไทย ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล

‘มวลชนกัญชา’

กลยุทธ์ของ “เนวิน” ที่เจาะเข้าไปหากลุ่มกัญชาเพื่อการแพทย์ และช่วยเหลือเรื่องการถูกจับกุมกรณีน้ำมันกัญชา ตั้งแต่ปี 2560 ถือว่าได้ใจสายเขียวไปเต็มๆ

พลันที่มีกระแสข่าวจะดึงกัญชาเข้าสู่โหมดยาเสพติด “เครือข่ายประชาชนเพื่อการมีกฎหมายควบคุมกัญชาในประเทศไทย” จึงมีนัดหมายรวมพลทวงคืนกัญชาจากยาเสพติด ที่หน้าสำนักงาน กพร. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 22 พ.ย.2565

มวลชนกัญชายื่นข้อเสนอเดียวคือ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะต้องไม่นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ในทางตรงกันข้ามต้องเร่งผลักดันให้ พ.ร.บ.กัญชาบังคับใช้

พลพรรคสายเขียว มองว่า การเดินเกมของนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ที่คัดค้านร่างกฎหมายกัญชา เพราะกลัวจะเสียเปรียบคู่แข่งขันอย่างพรรคภูมิใจไทย จึงต้องเดินเกมเตะตัดขา 

‘พรรคกัญชา’

ช่วงหาเสียงปี 2562 “เนวิน” ได้ตั้งพรรคผ่อน Party Party ที่มีโลโก้เป็นรูปวงกลมล้อมใบกัญชา 7 แฉก ขายแนวคิดกัญชาเสรี โดยยึดรูปแบบแคลิฟอร์เนีย

“คืออย่างนี้นะ พรรคผ่อน ทำเรื่องนี้มาก่อนพรรคภูมิใจไทย ถ้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันจะทำอย่างนี้ ผมก็ต้องเชียร์พรรคภูมิใจไทย” เนวินบอกกับนักข่าว 

  เนวิน และอนุทิน มีเดิมพันสูงกับกัญชาเสรี เนวิน และอนุทิน มีเดิมพันสูงกับกัญชาเสรี

ก่อนวันเลือกตั้ง 22 มี.ค.2562 เนวิน ชิดชอบ เปิดการแถลงข่าวการจัดกิจกรรมกัญชาพันธุ์บุรีรัมย์ เพื่อการแพทย์ ครั้งแรกในประเทศไทย 

หลังเลือกตั้ง สายเขียวคนกัญชาหลั่งไหลไปร่วมงานพันธุ์บุรีรัมย์ วันที่ 19-21 เม.ย.2562 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

“ผมต้องการเห็นกัญชานี้มันเสรี แล้วเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน” เนวินลั่นคำในวันนั้น หากว่า พวกเราเลือกภูมิใจไทยเข้าสภาฯ ไปแล้ว ไม่เดินหน้านโยบายกัญชาเสรี ตัวเขาจะออกมาไล่เอง

มาถึงชั่วโมงนี้ รัฐบาลประยุทธ์ กำลังเล่นเกมตุกติก จะดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด มวลชนกัญชาจึงเคลื่อนทัพประชิดทำเนียบรัฐบาล

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ      โดย … ขุนน้ำหมึก

“หลวงปู่สงัด” สมเด็จบ้านนอก องค์ที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่มีตำแหน่ง มส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/536563

เปรียญ12

19 พ.ย. 2565

"หลวงปู่สงัด" สมเด็จบ้านนอก องค์ที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่มีตำแหน่ง มส.

มารู้จัก หลวงปู่สงัด เจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง หลังได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ขึ้นเป็น “สมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์” นับได้ว่าเป็น “สมเด็จในภูมิภาค” หรือบ้านนอก รูปแรกนับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 และเป็นรูปที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อการปกครองคณะสงฆ์ไทย ตาม พรบ.สงฆ์ ร.ศ. 121 พ.ศ. 2484 และ 2505 ให้มีศูนย์กลางบริหารอยู่ในกรุงเทพมหานครนั้น ทำให้คณะสงฆ์ไทย ตาม พรบ.สงฆ์ หรือบ้านนอกที่มีศักยภาพ ถูกมองข้าม จึงไม่ได้เลื่อนสมณศักดิ์ให้สูงสมกับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งไม่ได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ทั้งๆ ที่ มส.มอบตำแหน่งใหญ่ให้เหมือนให้ทำแต่งาน แต่ไม่เพิ่มอิสริยยศ หรือที่นั่งใน มส.ให้เทียบกับเจ้าคณะใหญ่อื่นๆอีก 3 รูป บวกกับเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตไม่ได้ ที่แต่ละท่านเป็นสมเด็จพระราชาคณะ

และ มส. อาทิ. สมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นเจ้าคณะใหญ่ หนตะวันออก, สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง, พระพรหมโมลี รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ, สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต  ล้วนมีที่นั่งใน มส.

พระเถระที่อาภัพนี้ได้แก่ พระพรหมจริยาจารย์(สงัด) เจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง ที่ มส.ตั้งให้เป็น “เจ้าคณะใหญ่หนใต้” เมื่อ  พ.ศ.2550  มีตำแหน่งใหญ่ อิสริยยศเป็นแค่เจ้าคณะรอง และไม่มีที่นั่งใน มส.
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ โปรดให้สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ 2 รูป เจ้าคณะรอง 4 รูป และให้เลื่อน และตั้งพระราชาคณะชั้นธรรม 7 รูป ชั้นเทพ 8 รูป ชั้นราช 14 รูป ชั้นสามัญ 30 รูป

ซึ่งสมเด็จพระราชาคณะ 1  ใน 2 รูปนั้น โปรดให้สถาปนา พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด) เจ้าอาวาส วัดกะพังสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ขึ้นเป็นสมเด็จ มีราชทินนาม จารึกในสุพรรณบัฏ ว่า “สมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์”  จึงเป็น “สมเด็จในภูมิภาค” หรือบ้านนอก รูปแรก นับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

 "สมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์"  เจ้าอาวาส วัดกะพังสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง“สมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์” เจ้าอาวาส วัดกะพังสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง "สมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์"  สมเด็จในภูมิภาครูปแรก นับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 “สมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์” สมเด็จในภูมิภาครูปแรก นับตั้งแต่รัชกาลที่ 5

สมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ นามเดิม สงัด ปญฺญาวุโธ วุฒิป.ธ. 7 เชี่ยวชาญระบบบัญชีมาก   เกิดเมื่อ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2471 อายุ 94 ปี
ส่วนจะมีที่นั่งในมหาเถรสมาคม หรือไม่นั้น ตาม พ.ร.บ 2505 แก้ไขใหม่ ใหัเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย  อย่างไรก็ตาม ในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 เคยมีการสถาปนาพระราชาคณะชั้นธรรม และเจ้าอาวาสวัดในภูมิภาคขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ 1 รูป  

ราชทินนาม จารึกในสุพรรณบัฏ ว่า "สมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์" ราชทินนาม จารึกในสุพรรณบัฏ ว่า “สมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์”

 วัดกะพังสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดตรังวัดกะพังสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง


กล่าวคือ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 พระองค์โปรดให้สถาปนา พระธรรมราชานุวัตร (พุก) เจ้าอาวาส วัดศาลาปูน พระอารามหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีราชทินนามว่า “สมเด็จพระพุฒาจารย์” นับว่าเป็น สมเด็จในภูมิภาคองค์แรก

หนังสือเรื่องตั้งพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ ในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่าประวัติว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) เป็นคนนครไชยศรี เกิดในรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2337 มาอยู่กรุงเทพตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุครบบวช ได้บวชพระที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพ ในรัชกาลที่ 2 สอบได้เปรียญ 3 ประโยค ดำรงตำแหน่งเป็นฐานานุกรมของสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุ 
ต่อมาได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระญาณไตรโลก และเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) สิ้นพระชนม์

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก)

ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ ที่ “พระธรรมราชานุวัตร” ตำแหน่งอธิบดีสงฆ์ 4 หัวเมือง และโปรดให้ไปครองวัดศาลาปูน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2394
“ถึงรัชกาลที่ 5  พ.ศ.2422 ทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์”                                                  ในพระบรมราชโองการที่สถาปนา สรรเสริญว่า พระธรรมราชานุวัตร เจ้าคณะใหญ่กรุงเก่า ประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งแต่ปฐมวัย ถึงปัจฉิมวัย โดยอาการ สมจริยาเรียบร้อย ไม่มีอธิกรณ์ใด ให้ขุ่นเคืองในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และบริหารคณะสงฆ์เป็นที่ยำเกรงในแขวงกรุงเทพ ทวาราวดีศรีอยุธยาโบราณ สมควรเป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ จึงโปรดสถาปนาเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์

ท่านดำรงขันธ์ถึง พ.ศ. 2427 ได้ถึงแก่มรณภาพ สิริ อายุ 90 ปี และรัชกาลที่ 5 โปรดให้ออกเมรุ ณ วัดศาลาปูน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เรื่อง : เปรียญ12

กลัวหายยกซุ้ม “ประวิตร” บุกถิ่น “วราเทพ” สกัดรีเทิร์น พท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/536551

ขุนน้ำหมึก

18 พ.ย. 2565

กลัวหายยกซุ้ม “ประวิตร” บุกถิ่น “วราเทพ” สกัดรีเทิร์น พท.

ลุยกำแพงเพชร “ประวิตร” ชิงมัดใจซุ้ม “วราเทพ” หวั่นไหลกลับเพื่อไทย เพราะเจ๊แดงเรียกระดมพลศิษย์เก่าวังบัวบาน ทีมธรรมนัส ไผ่ ลิกค์ จบดีล พท. เตรียมคืนรัง พปชร.

ลุยถิ่นชากังราว “ประวิตร” ชิงมัดใจซุ้ม “วราเทพ” ไม่ให้ไหลกลับเพื่อไทย ส่วน ไผ่ ลิกค์ ส่อเค้าจะคืนรัง พปชร.

“ประวิตร” รู้ดีซุ้มวราเทพ ลอยตัว รอการตัดสินใจนาทีสุดท้าย บ้านใหญ่วังบัวบาน ก็เรียกหา บ้านป่ารอยต่อก็อยากรั้งเอาไว้

วันจันทร์ที่ 21 พ.ย.2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีคิวลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กำแพงเพชร โดยพ่วง สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เจ้าเก่าตามไปด้วย

แน่นอน ลุงป้อมไปเหยียบกำแพงเพชร ก็ต้องไปพื้นที่ ส.ส.พลังประชารัฐ โดยจุดแรกคือ โรงเรียนปางศิลาทองศึกษา ต.โพธิ์ทอง อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร มอบนโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ซึ่งเป็นพื้นที่ของ อนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร เขต 3

จุดที่สอง วัดวังไร่มณีราษฎร์ ต.ลานดอกไม้ อ.โกสัมพีนคร จ.กำแพงเพชร ติด ตามงานบริหารจัดการน้ำ อันเป็นพื้นที่ของ เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร เขต 2

ทั้ง ส.ส.อำนวย และ ส.ส.เพชรภูมิ ล้วนอยู่ในซุ้มวราเทพ หรือกลุ่มกำแพงเพชรสามัคคี ที่อยู่คนละซุ้มกับไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เขต 1 พรรคเศรษฐกิจไทย

ซุ้มวราเทพ มี ส.ส.เขต 3 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ในระยะหลัง ส.ส.ซุ้มนี้มักจะเคลื่อนไหวทำกิจกรรมร่วมกับ ส.ส.นครสวรรค์ ซุ้มหิมาลัย ผิวพรรณ เนื่องจากมีเขตเลือกตั้งติดต่อกัน

เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2565 ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า ได้มีโอกาสเข้าพบบิ๊กป้อม เพื่อสอบถามเรื่องถ่ายทอดฟุตบอลโลก ซึ่งคอการเมืองมองว่า ไผ่เข้าบ้านป่ารอยต่อฯ ไม่ใช่เรื่องบอลโลก

คนในพรรค พปชร.ต่างก็รู้ว่า ไผ่ เป็นเด็กดีของลุงป้อม เพราะเขาเป็นมือขวา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ด้วยเหตุนี้ ลุงป้อมจึงไม่มีคิวลงพื้นที่ของ ส.ส.ไผ่  

‘บ้านใหญ่รัตนากร’

“ประวิตร” กับ วราเทพ รัตนากร มีระยะห่างกันพอสมควร เพราะตอนที่วราเทพยกทีมกำแพงเพชรเข้า พปชร.ปลายปี 2561 ก็เข้ามาทางสายสมศักดิ์ เทพสุทิน และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 

เสี่ยต๋อง-วราเทพ รัตนากร เป็นลูกชายกำนันลิ้ม หรือสุวิทย์ รัตนากร อดีตกำนัน ต.ระหาน อ.บึงสามัคคี จ.กำแพงเพชร (แยกมาจาก อ.ขาณุวรลักษบุรี) มีพี่ชาย-สุนทร รัตนากร เป็นนายก อบจ.กำแพงเพชร 3 สมัย

กำนันลิ้ม เป็นผู้กว้างขวางในเขตรอยต่อ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร และ อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ มีธุรกิจค้าพืชไร่ และปั๊มน้ำมัน เมื่อวราเทพ เรียนจบปริญญาโทจากสหรัฐฯ ก็กลับเมืองไทย เพื่อลงสมัคร ส.ส.กำแพงเพชร ปี 2535

แรก ๆ วราเทพ เดินตามเรืองวิทย์ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร หลายสมัย เมื่อปีกกล้าขาแข็ง วราเทพก็ไปร่วมวง ส.ส.กลุ่ม 16 และเป็นมือทำงานให้เจ๊แดง เยาวภา สมัยพรรคไทยรักไทย

ระยะหลัง วราเทพ จับมือกับ สนั่น สบายเมือง อดีต ส.ส.กำแพงเพชร ที่มีฉายาว่า เจ้าพ่อคลองขลุง เพราะเป็นนายกสมาคมชาวไร่อ้อย เขต 6 และเป็น สจ.กำแพงเพชร เขต อ.คลองขลุง มายาวนานหลายสิบปี

ต่อมา สนั่น สบายเมือง วางมือทางการเมือง และส่งไม้ต่อให้ลูกเขย อนันต์ ผลอำนวย เป็น ส.ส.กำแพงเพชร ในปัจจุบัน

‘สองซุ้มชากังราว’

“ประวิตร” ก็รู้ว่า ส.ส.กำแพงเพชร มี 2 ซุ้ม คือ กำแพงเพชรสามัคคี(วราเทพ) กับกำแพงเพชรพัฒนา(เรืองวิทย์ ลิกค์) โดย ไผ่ ลิกค์ ลูกชายเรืองวิทย์ เลือกไปกับ ร.อ.ธรรมนัส ส่วนซุ้มวราเทพ อยู่ข้างซุ้มสามมิตร และซุ้มหิมาลัย 

ความบาดหมางระหว่าง 2 ซุ้ม มาจากการเลือกตั้งนายก อบจ.กำแพงเพชร โดยวราเทพ หนุนพี่ชาย สุนทร รัตนากร และเรืองวิทย์ ลิกค์ หนุนจุลพันธ์ ทับทิม อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร

ซุ้มวราเทพ มี ส.ส. 4 คน คือ เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.เขต 2, อนันต์ ผลอำนวย ส.ส.เขต 3 ,ปริญญา ฤกษ์หร่าย ส.ส.เขต 4 และสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ

วราเทพ ,อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย วราเทพ ,อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย

พักหลัง มีข่าวว่า ผู้ใหญ่บ้านจันทร์ส่องหล้า และเจ้าแม่วังบัวบาน เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อยากให้วราเทพ มาช่วยนำทัพเพื่อไทยเมืองชากังราว 

ว่ากันว่า ซุ้มวราเทพไปอยู่เพื่อไทย ก็หาเสียงง่าย งานเบา แต่หากยังอยู่ พปชร. คงต้องเหนื่อยหืดจับเหมือนสมัยที่แล้ว
    
    
    

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ      โดย … ขุนน้ำหมึก 

“หมอวรงค์” ปักธงภาคใต้ ฐานใหญ่ไทยภักดี DNA เดียวกัน ปกป้องสถาบันฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536633

19 พ.ย. 2565

"หมอวรงค์" ปักธงภาคใต้ ฐานใหญ่ไทยภักดี DNA เดียวกัน ปกป้องสถาบันฯ

นพ.วรงค์ เดชวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ปักธงภาคใต้ ฐานใหญ่ไทยภักดี DNA เดียวกัน ปกป้องสถาบันฯเพิ่มความเข้มงวด112

“พรรคไทยภักดี” นำโดยนายถาวร เสนเนียม ประธานพรรคไทยภักดี, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค  ร่วมประชุมแต่งตั้งตัวแทน “พรรคไทยภักดี” เขตเลือกตั้งที่ 2 ณ  ห้องประชุมบ้านไร่ตะวันหวาน ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ  จังหวัดกระบี่ 

นพ.วรงค์ กล่าวว่า ได้รับการต้อนรับที่เกินคาด และอบอุ่น หัวใจที่จะต้องดู คือหัวใจของคนใต้ด้วยกัน ลองกรีดเลือดออกมาดู ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอ  เพราะดีเอ็นเอของพี่น้องคนใต้กับ“พรรคไทยภักดี” ตรงกันแน่นอน  ถามว่าตรงเรื่องอะไรบ้าง  1.คนจริง 2.นักสู้  3.รักความถูกต้อง  อีกทั้งปกป้องสถาบันฯ และสู้ปราบโกง  จริงๆแล้วการต่อสู้ทางการเมืองต้องสู้เต็มที่  ตนยืนยันว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา “ภาคใต้” เป็นฐานใหญ่ของ“พรรคไทยภักดี” 

ตนเชื่อว่านิสัยของพี่น้องคนใต้ ความผูกพันกับสถาบันเบื้องสูงอยู่ในหัวใจของทุกคน และที่สำคัญที่สุดคือ การที่ม็อบเหล่านี้กระทำการภายใต้การ สนับสนุนของต่างชาตินั้นมันเลวร้ายที่สุด สมัยก่อนตนเรียกม็อบพวกนี้ว่า ม็อบชังชาติ แต่มีเชื่อมโยงกับต่างชาติ NGO ของต่างประเทศ ต้องถือว่าพวกนี้กำลังขายชาติ 

นพ.วรงค์กล่าวต่อว่า ต้องการจะเชิญชวนพี่น้องให้ติดตามสถานการณ์ของม็อบต่างๆที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าพวกนี้ไม่ยอมหยุด  ไทยเป็นประเทศที่เนื้อหอมที่มหาอำนาจเข้ามาครอบงำไทย เหมือนกับเหตุการณ์ที่ยูเครนที่กลุ่มประเทศตะวันตกเข้ามาครอบงำประเทศยูเครนแล้วสุดท้ายยูเครนลุกเป็นไฟ  

“ประเทศเราเป็นประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์หรือเรียกว่าราชอาณาจักรไทยมา 700-800 ร้อยปี อยู่ๆมามีคนกลุ่มนี้สมคบกับต่างชาติต้องการจะเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศรับไม่ได้โดยเด็ดขาด  สถานการณ์ของประเทศปัญหาต้องแก้ที่นักการเมืองเลวไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์” นพ.วรงค์ระบุ 

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี

หัวหน้าพรรคไทยภักดีกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า แม้ “พรรคไทยภักดี” จะเป็นพรรคการเมืองตั้งใหม่ เสียเปรียบพรรคเก่าๆพรรคใหญ่ๆทุกประตู แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เป็นรองนั้น คือ หัวใจของการเป็นนักสู้ ถึงวันหนึ่งถ้าตกผลึกในข้อมูลที่สอบถามความคิดเห็นจากประชาชน ที่ฝ่ายจ้องล้มล้างจะแก้มาตรา 112 ทุกพรรคการเมืองประกาศว่าไม่แก้ แต่ไทยภักดีจะเพิ่มเติมมาตรา 112 ให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น 

หมอวรงค์ปักธงภาคใต้หมอวรงค์ปักธงภาคใต้

หมอวรงค์ปักธงภาคใต้หมอวรงค์ปักธงภาคใต้

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ชวนนายกรัฐมนตรี เยือน ‘จีน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536607

19 พ.ย. 2565

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ชวนนายกรัฐมนตรี เยือน 'จีน'

บทเรียนชีวิต ประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’ เคยยากลำบากมาก่อน ชวนนายกรัฐมนตรีไทยเยือนจีน ศึกษาการแก้ปัญหาความยากจน

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ชื่นชมนายกรัฐมนตรี ที่สามารถรับมือกับโรคโควิด-19 สำเร็จด้วยดี ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากนานาชาติ และมีแนวคิดแก้ปัญหาให้กับประชาชนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยจีนพร้อมสนับสนุนเสถียรภาพทางการเมืองและความปรองดองของไทย เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติในระยะยาว

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค ไทยคู่ฟ้าภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค ไทยคู่ฟ้า

มีรายงานว่า ระหว่างหารือรัฐมนตรีเต็มคณะ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เล่าชีวิตตัวเองในการต่อสู้กับความยากจน ว่า ประสบการณ์ในชีวิตของเขาใช้เวลาในชนบทถึง7 ปีสมัยการปฏิรูปวัฒนธรรมของจีน

ความยากลำบากนับตั้งแต่บัดนั้น ทำให้สัญญากับตัวเองว่า ถ้าเขามีความสามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้เขาจะทำอย่างเต็มที่

รัฐบาลจีนมีบุคลากรที่ดูแลเรื่องการแก้ไขความยากจนโดยเฉพาะ ให้ประขาชน 100 ล้านกว่าคน พ้นจากความยากจนมาตรการต่างๆเข้มงวด  เมื่อคุยกับเลขาธิการใหญ่ของมณฑลต่างๆก็ตกลงกันว่า ถ้าไม่สามารถแก้ไขความยากจนไม่ได้ ก็กลับบ้านไป


รัฐบาลจีน ช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น และ ประชาชนจีนมีความสามารถด้วยตนเองในการพัฒนาความสามารถของตัวเอง และ รัฐบาล ปรารถนาดีที่จะให้พ้นจากความยากจน จีนยินดีที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนกับไทย โดยใช้เวที ต่างๆในการจัดForum  ความร่วมมือต่างๆ

พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีจีน ยังได้เชิญชวนให้ พลเอกประยุทธ์ เดินทางไปศึกษาการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ประเทศจีนเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขความยากจนของทั้งสองประเทศ

โค้งสุดท้าย’เอเปค’ ไทยส่งไม้ต่อให้สหรัฐอเมริกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536594

19 พ.ย. 2565

โค้งสุดท้าย'เอเปค'  ไทยส่งไม้ต่อให้สหรัฐอเมริกา

ปิดฉากเอเปค 2022 นายกฯชื่นมื่น ลงนามปฏิญญากรุงเทพฯ ส่งไม้ต่อให้ ‘สหรัฐอเมริกา’ เป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งหน้า

การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 29 รูปแบบ Retreat ช่วงที่ 2 หัวข้อ การค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กห. ย้ำถึงความสำคัญของการค้าและการลงทุนที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมทั้งภูมิภาคและโลก และเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือในเอเปค

บรรยากาศประชุมเอเปค บรรยากาศประชุมเอเปค

องค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่เอเปคสนับสนุน และสนับสนุนมาโดยตลอด คือ ระบบการค้าพหุภาคี โดยมี WTO เป็นแกนหลัก

นอกจากนี้ ยังมุ่งขับเคลื่อนวาระเรื่องเขตการค้าเสรีเอเชีย – แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia- Pacific: FTAAP) เน้นการจัดทำแผนงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนวาระ FTAAP ต่อไป ซึ่งจะช่วยสร้างศักยภาพและเตรียมเศรษฐกิจให้พร้อมสำหรับยุคหน้า


เอเปคเห็นพ้องกันว่าต้องทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมความมั่งคั่งและความกินดีอยู่ดีของ ปชช. ทุกคนในภูมิภาค สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มี WTO เป็นศูนย์กลาง รวมทั้งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนวาระ FTAAP


โดยในช่วงท้าย ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้ร่วมรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี ค.ศ. 2022 และเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG

นายกฯส่งไม้ต่อเจ้าภาพเอเปคครั้งหน้า ให้สหรัฐอเมริกานายกฯส่งไม้ต่อเจ้าภาพเอเปคครั้งหน้า ให้สหรัฐอเมริกา

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมพิธีส่งมอบตำแหน่งเจ้าภาพเอเปคให้สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่ารู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปี 65 และขอบคุณการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากทุกเขตเศรษฐกิจมาโดยตลอด

นางรีเบคกา สตามาเรีย ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการเอเปค กล่าวชื่นชมประเทศไทยในช่วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคว่า การเป็นเจ้าภาพงานประชุมเอเปค 2022 ของไทยในปีนี้ ในแง่โลจิสติกส์และสถานที่ต่าง ๆ ถือว่าอยู่ใน ระดับเวิลด์คลาส และจัดการได้เยี่ยมยอด เอาใจใส่ดูแลให้ผู้เข้าร่วมประชุมมีความปลอดภัย ทั้งจากการเดินทางและจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19

ไทยพร้อมรับฟังคำแนะนำรับมือ ‘ผู้สูงอายุ’ จาก IMF

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536588

19 พ.ย. 2565

ไทยพร้อมรับฟังคำแนะนำรับมือ 'ผู้สูงอายุ' จาก IMF

นายกรัฐมนตรีหารือกรรมการจัดการ ‘IMF’ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน เตรียมรองรับสังคมผู้สูงอายุ ในอนาคต

นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กห. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายกฯหารือ กรรมการจัดการ IMFนายกฯหารือ กรรมการจัดการ IMF
นายกฯ กล่าวต้อนรับกรรมการจัดการ IMF สู่ประเทศไทย พร้อมชื่นชม IMF ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินโลกท่ามกลางภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง

กรรมการจัดการ IMF มองว่าการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น สิ่งที่สำคัญคือการส่งเสริมและสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning) รวมทั้งฝึกฝนทักษะให้กับสังคมคนรุ่นใหม่ด้วย

การพบกันในครั้งนี้ ต่างเห็นพ้องว่าผลกระทบของสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้หลายประเทศได้รับผลกระทบ

รัฐบาลไทยขอบคุณและพร้อมรับฟังคำแนะนำของกรรมการจัดการ IMF เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ซึ่งไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว

ส่วนการหารือทวิภาคีกับนางสาวจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ก่อนหน้านี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว ความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เป็นต้น

นายกฯหารือนายกรัฐมนตรี นิวซีแลนด์นายกฯหารือนายกรัฐมนตรี นิวซีแลนด์

นายกฯ ชื่นชมบทบาทของนิวซีแลนด์ในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และยินดีที่นิวซีแลนด์จะเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของ ACMECS

โดยเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างบทบาทระหว่างกัน มุ่งเน้นสาขาด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การบริหารจัดการน้ำ การเกษตรอัจฉริยะ นวัตกรรมทางอาหาร พลังงานทดแทน รวมไปถึงการศึกษา

ขณะที่การหารือกับนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ไทยและออสเตรเลียได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 70 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยทั้งสองฝ่ายร่วมหารือในส่วนของความท้าทายสำคัญในโลกซึ่งทำให้ทุกประเทศในโลกต้องร่วมมือกัน

นายกฯหารือ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียนายกฯหารือ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย

ด้านนายกฯ ออสเตรเลีย ชื่นชมวิสัยทัศน์และนโยบายของไทยที่มีส่วนคล้ายนโยบายของออสเตรเลีย โดยเฉพาะในส่วนของการรักษาสิ่งแวดล้อม

นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมที่ออสเตรเลียให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น จึงน่าจะกระชับความร่วมมือระหว่างกันมากยิ่งขึ้นได้ โดยเฉพาะในสาขาด้านการพัฒนาเทคโนโลยีปล่อยมลพิษต่ำ การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และนิเวศบลูคาร์บอน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญระหว่างกัน

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536581

19 พ.ย. 2565

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ หารือกับมกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย พร้อมต่อยอดความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน ในโอกาสนี้ ซาอุฯ ย้ำพร้อมอยู่เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

เวลา 22.40 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าเฝ้าฯ หารือทวิภาคีกับ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด (His Royal Highness Prince Mohammed bin Salman bin Abdulaziz Al Saud) มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และ ในฐานะแขกพิเศษของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ปี 2565

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส
นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

ในการหารือประกอบด้วยบุคคลสำคัญของไทย ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทย, นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้น นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

นายกรัฐมนตรีซาบซึ้งสำหรับการตอบรับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และการตอบรับเข้าร่วมการประชุม เอเปค ในฐานะแขกพิเศษของไทย พร้อมกล่าวถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักร ซาอุดีอาระเบีย และแสดงความยินดีที่มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำถึงความพร้อมของไทยที่จะทำงาน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างทั้งสองประเทศ โดยยินดีที่ความร่วมมือทวิภาคีในทุกด้านมีความคืบหน้า และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในทุกระดับ

มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย มีพระราชดำรัสตอบว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนซาอุดีฯ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้หารือในประเด็นต่างๆ และมีการทำข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ซึ่งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกันจะทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอีกมาก โดยซาอุดีฯ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่างๆ กับไทย อาทิ การลงทุน สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

ทั้งสองฝ่ายได้หารือ และติดตามผลการดำเนินการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ และการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพระหว่างกัน ดังนี้

ด้านความร่วมมือทวิภาคี การเชิญ ซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ปี 2565 ในฐานะแขกพิเศษ โดยเห็นถึงการมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นการแสดงถึงความจริงใจของไทยที่จะร่วมส่งเสริมความร่วมมือทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ที่ไทยสามารถเป็นหุ้นส่วนของซาอุดีอาระเบียในภูมิภาคได้ โดยต่างยินดีที่ไทยและซาอุดีฯ มีการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา รวมถึงการจัดทำแผนการขับเคลื่อนและส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – ซาอุดีอาระเบีย และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสภาความร่วมมือซาอุดีฯ – ไทย เพื่อเป็นรากฐานในการดำเนินการส่งเสริมความร่วมมือและเป็นกลไกติดตาม ซึ่งผู้นำทั้งสองต่างขอให้นำแผนดังกล่าวไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ด้านเศรษฐกิจ ไทยย้ำความพร้อมที่จะสนับสนุนในด้านความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ (Mega-projects) ต่าง ๆ ในซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ไทยพร้อมร่วมมือในด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะข้อริเริ่มซาอุดีอาระเบียตามวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Vision 2030) ซาอุดีฯ สีเขียวและตะวันออกกลางสีเขียว และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจ BCG ของไทย โดยซาอุดีฯ ให้ความสำคัญกับการลงทุนในไทย ซึ่งด้วยวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบียจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทย และภาคเอกชนของไทยในการส่งเสริมการค้า การลงทุนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โอกาสนี้ ไทยและซาอุดีฯ ยังเห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน โดยไทยพร้อมร่วมกับซาอุดีฯ ขับเคลื่อนความร่วมมือตามเอกสาร White Paper ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และในด้านแรงงาน ทั้งสองฝ่ายมุ่งกระชับความร่วมมือ โดยซาอุดีฯ มองว่า แรงงานไทยถือเป็นแรงงานที่มีฝีมือติดอันดับต้นๆ ของโลก พร้อมได้เชิญชวนแรงงานไทยให้ไปทำงานที่ซาอุดีฯ ซึ่งจะมีโอกาสที่ดีสำหรับแรงงานไทยอีกมาก

ด้านสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ไทยยินดีที่การเดินทางไปมาระหว่างกันมีความสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณฝ่ายซาอุดีฯ สำหรับทุนการศึกษาประจำปีแก่นักเรียนและนักศึกษาของไทย หวังว่าจะมีความร่วมมือกันมากขึ้น พร้อมได้กล่าวเสนอให้มีการส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา ในสาขาอาหารและโภชนาการ (อาหารฮาลาล) การเกษตร ปิโตรเคมี การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการผลิต

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส
นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

ภายหลังจากการหารือข้อราชการ นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลเชิญ มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักร ซาอุดีอาระเบีย ทรงเป็นสักขีพยานร่วมในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสาร จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่

  1. ข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
  2. บันทึกความเข้าใจการจัดตั้งสภาความร่วมมือซาอุดี – ไทย
  3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย
  4. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการลงทุนโดยตรง ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และ
  5. บันทึกความเข้าใจระหว่างองค์กรกากับดูแลและต่อต้านการทุจริต ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ราชอาณาจักรไทยว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ณ โถงตึกสันติไมตรี ก่อนเข้าร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำ ในเวลาประมาณ 00.05 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก)

“แฟชั่น” ผ้าไหมไทยในงานเอเปค ดังไกลทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536576

19 พ.ย. 2565

"แฟชั่น" ผ้าไหมไทยในงานเอเปค ดังไกลทั่วโลก

รัฐบาลชื่นชมแฟชั่นโชว์ “ผ้าไหม” ไทยจากดีไซเนอร์21เขตเศรษฐกิจเอเปค สอดรับแนวคิด BCG ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลชื่นชมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) 2022 ที่มีการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทย  Thai Silk Through The Eyes of APEC ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริเวณศูนย์สื่อมวลชน เมื่อค่ำวานนี้ สร้างความประทับใจ และความพิเศษ

ภาพประกอบ แฟชั่นผ้าไหม เอเปคภาพประกอบ แฟชั่นผ้าไหม เอเปค


เนื่องจากใช้ผ้าไหมไทยมรดกอันล้ำค่า ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสีสันสดใสเงางามจากภูมิปัญญาไทย  ผ่านการออกแบบโดยดีไซเนอร์จากเขตเศรษฐกิจเอเปคทั้ง 21 เขต ได้แก่ ประเทศไทย , สหรัฐอเมริกา , ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์, เวียดนาม , สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์ , เปรู , ปาปัวนิวกินี , เม็กซิโก , มาเลเซีย , เกาหลีใต้ , อินโดนีเซีย , ฮ่องกง , ไต้หวัน , จีน , ชิลี , แคนาดา , บรูไน , รัสเซีย และออสเตรเลีย

การแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทยจากผลงานของดีไซเนอร์21 เขตเศรษฐกิจเอเปค สื่อถึงเจตนารมณ์ในการให้ผ้าไหมเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ  เชื่อมต่อความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบของทุกเขตเศรษฐกิจเข้าด้วยกันรวมเป็นหนึ่งเดียว  ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของแต่ละเขตเศรษฐกิจ

สอดรับกับแนวคิดที่ไทยนำเสนอแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นแนวทางที่ไทยนำเสนอต่อที่ประชุมเอเปค ในแนวทางส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน รวมถึงหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ตามเป้าหมายกรุงเทพฯ

ภาพประกอบแฟชั่นผ้าไหม เอเปคภาพประกอบแฟชั่นผ้าไหม เอเปค

ผ้าไหมไทยเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอยู่แล้ว เมื่อผ่านการออกแบบจากดีไซเนอร์นานาชาติ ช่วยให้ผ้าไหมเป็นหนึ่งในผ้าที่สามารถนำไปสร้างสรรค์ได้หลากหลายรูปแบบ  ส่งเสริมให้รักษาฐานความนิยม และต่อยอดเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าได้ทั่วโลก

เป็นไปตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งมั่นส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ให้กลายเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมทั้ง 5 F ได้แก่ 1. Food (อาหาร) 2. Film (ภาพยนตร์และวีดิทัศน์) 3. Fashion (การออกแบบแฟชั่นไทย) 4. Fighting (ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย)  และ5.Festival (เทศกาลประเพณี)

เพื่อให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างงาน สร้างรายได้และการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรอย่างยั่งยืน

‘ตุ้ย ธีรภัทร์’ตอบรับ ‘ดร.อุษณีย์’ร่วมงาน ‘Stop Violence Against Women and Girls’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/693062

'ตุ้ย ธีรภัทร์'ตอบรับ 'ดร.อุษณีย์'ร่วมงาน 'Stop Violence Against Women and Girls'

‘ตุ้ย ธีรภัทร์’ตอบรับ ‘ดร.อุษณีย์’ร่วมงาน ‘Stop Violence Against Women and Girls’

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 12.53 น.

ด้วยชีวิตจริงเป็นคุณพ่อลูกหนึ่ง และสวมบทบาทคุณพ่อลูกสาวสามในละคร ซึ่งในเรื่องมีฉากลูกถูกทำร้าย ตุ้ย ธีรภัทร์ สัจจกุล จึงอินกับเรื่องการยุติความรุนแรงในเด็กและสตรีเป็นพิเศษ ทันทีที่เพื่อนรัก ตุ๊กดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอนายกสโมสรซอนต้า กรุงเทพ 1ชวนมาร่วมงานStop Violence Against Women and Girls”จึงตอบรับอย่างไม่ลังเล พร้อมชวนแฟนคลับแสดงพลังที่ยิ่งใหญ่พร้อมกัน ในวันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.30 น. ณ ลานกิจกรรม ชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์