เด็ก”บิ๊กตู่”เคลื่อนไหวแล้ว หลังประกาศเข้า รทสช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539464

23 ธ.ค. 2565

เด็ก"บิ๊กตู่"เคลื่อนไหวแล้ว หลังประกาศเข้า รทสช.

เด็ก”บิ๊กตู่” เคลื่อนไหวแล้ว “แรมโบ้”เตรียมกลับรังเก่า ด้าน2ส.ส.กทม.รอเวลาเตรียมเดินตาม ขณะที่”ธนกร”เชื่อคะแนนนิยมกลับมา เป็น”นายกรัฐมนตรี”อีกสมัยแน่นอน

ทันทีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศความชัดเจนอนาคตทางการเมืองจะไปอยู่ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ความเคลื่อนไหวของทีมสมุนจงรักภักดีก็มาทันควัน หนีไม่พ้นนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี 

ล่าสุดนายธนกร มองว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจประกาศวันนี้นั้น เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว จากนี้ไปจะได้เกิดความชัดเจน กระแสนิยมจากผู้ที่ชื่นชอบจะดีขึ้นตามมา เชื่อว่า ยังคงมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเหมือนเดิมและยังคงลงพื้นที่เพื่อทำงานให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไป เป็นผู้นำที่มีผลงานชัดเจน ซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รวมทั้งเห็นประชาชนมาก่อนคะแนนนิยมของตัวเอง มั่นใจว่าพล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยอย่างแน่นอน 

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า นายเสกสกล ยื่นหนังสือลาออกพรรคเทิดไทเป็นที่เรียบร้อย เตรียมย้ายร่วมงานกับพล.อ.ประยุทธ์  ซึ่งถือว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นพรรคที่นายเสกสกลร่วมก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่แรกด้วย คาดการณ์ว่า นายอานนท์ แสนน่าน จะตามมาด้วย และอาจเตรียมเปิดศึกเลือกตั้งกับพรรคเพื่อไทยในภาคอีสาน
 

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ส.ส.กทม.จากพรรคพลังประชารัฐ เตรียมเดินตามพล.อ.ประยุทธ์ คือ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัย ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพคู่กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมข้อความ ระบุว่า “ไม่เคยลืมที่มาของการได้เป็น ส.ส. ไม่ละทิ้งอุดมการณ์และความตั้งใจ ที่มีแต่การทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะไม่เดินตามกันไปค่ะ พร้อมแฮชแท็ก #เราไม่ทิ้งกัน #รวมไทยสร้างชาติ #รักเธอประเทศไทย”

อีกคนคือ นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ตรงไหน ตนก็จะไปอยู่ตรงนั้น ส่วนเรื่องการลาออกจากพรรคพลังประชารัฐคงไม่ใช่ตอนนี้เพราะมองว่าประชาชนคงรับไม่ได้หากลาออก จึงขอรอเวลาไปก่อน

“ก้าวไกล”เห็นต่าง ครูพาดพิง”พล.อ.เปรม”ควรตักเตือน ไม่ใช่จับเข้าคุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539459

23 ธ.ค. 2565

"ก้าวไกล"เห็นต่าง ครูพาดพิง"พล.อ.เปรม"ควรตักเตือน ไม่ใช่จับเข้าคุก

“ก้าวไกล”เผย กรณีครูพาดพิงถึง”พล.อ.เปรม” มองว่า ควรตักเตือน ไม่ใช่ล่าแม่มดหรือดำเนินคดีทางกฎหมาย ถามกลับ”บิ๊กตู่”ใครกันแน่สร้างความแตกแยก

จากกรณีดราม่าครูจากโรงเรียนชื่อดังในพื้นที่กทม. พูดในลักษณะด้อยค่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี ขณะสอนวิชาสังคมศึกษา ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บังคับใช้กฎหมายกับบุคคลที่สร้างความแตกแยก ทั้งในโรงเรียนและสถานศึกษา

วันนี้ 23 ธ.ค. ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า ตนเห็นสิ่งที่ครูท่านนั้นตั้งข้อสังเกตในประเด็นเพศวิถีและข้อเท็จจริงบางอย่างเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์จริง และไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา และขบวนการจัดตั้งของสื่อบางฝ่าย ที่ทำการล่าแม่มด กดดัน ลงโทษ ครูท่านนั้นอย่างไม่เป็นธรรม อยากถามกลับไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ว่าใครกันแน่ที่กำลังสร้างความแตกแยกในสังคม เคลื่อนไหวกดดันให้ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง

ส่วนการพูดถึง พล.อ.เปรม ในลักษณะอคติทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและข้อเท็จจริงบางอย่างที่เป็นลักษณะเรื่องเล่านั้น ควรมีการบอกนักเรียนก่อนทุกครั้งว่า ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ แต่การแก้ปัญหาของกรณีนี้ควรเป็นการตักเตือน และอบรมทัศนคติครูเรื่องการเข้าใจความหลากหลายทางเพศทั้งระบบ ไม่ใช่ดำเนินการทางนิติสงคราม ทั้งทางกฎหมายและทางวินัย รวมทั้งใช้การกดดันทางสังคมอย่างการล่าแม่มดแบบที่บางฝ่ายกระทำอยู่ในปัจจุบัน
 

ธัญวัจน์ ฝากไปยังนายกรัฐมนตรีและผู้ที่มีอำนาจในประเทศนี้ ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิเสรีภาพในสถานศึกษา การต่อต้านการบูลลี่รังแกกัน การทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ การทำความเข้าใจเรื่องการเคารพสิทธิเหนือชีวิตและร่างกายของนักเรียน การปฏิรูปชั้นเรียนและหลักสูตรให้ก้าวหน้าสร้างสรรค์ มีเสรีภาพในการพูดและปลอดภัย การลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของครูผู้สอน การคิดหาวิธีการเพิ่มทรัพยากรสนับสนุนเด็กระดับประถมศึกษาและปฐมวัย การเปลี่ยนวิธีการประเมินวัดผลการศึกษา ในระดับเดียวกันกับการล่าแม่มดครั้งนี้ เชื่อได้เลยว่าการศึกษาไทยจะต้องพัฒนามากกว่าแบบที่เป็นในทุกวันนี้อย่างแน่นอน

เพื่อไทย เตรียมตรวจสอบ ‘งบกลาง’ หวั่นถูกใช้เอื้อประโยชน์ทางการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539468

23 ธ.ค. 2565

เพื่อไทย เตรียมตรวจสอบ 'งบกลาง' หวั่นถูกใช้เอื้อประโยชน์ทางการเมือง

แต่งตั้ง ‘เลขาธิการนายกฯ’ มีเงื่อนงำ เพื่อไทยสงสัย เตรียมตรวจสอบการใช้งบกลาง เอการเมืองหรือไม่ ช่วงปลายสมัยของรัฐบาล

ชุมสาย ศรียาภัย รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย จะใช้ฐานะที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบการใช้งบกลาง ในช่วงปลายสมัยของรัฐบาล เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณที่ผิดวัตถุประสงค์ ขัดต่อกฎหมาย และเพื่อปกป้องประโยชน์ของพี่น้องประชาชน 

หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีคำสั่งสลับเก้าอี้แต่งตั้งนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นเลขาธิการนายกฯโดยโยกนายดิสทัต โหตระกิต ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  ทั้งที่ไม่มีความผิดหรือไม่เหมาะสมประการใด

มีคำถามว่าในการสลับตำแหน่งครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างความนิยมให้พรรคการเมืองในการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ ทั้งยังอาจตีความได้ว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ด้วยการใช้สถานะหรือตำแหน่งกระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองโดยมิชอบตามที่กำหนดในมาตรฐานทางจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา186 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ 2562 หรือไม่

ชุมสาย ศรียาภัย รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยชุมสาย ศรียาภัย รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

ชุมสายถามว่า กรณีนี้ส่อเจตนาถึงความไม่สุจริตหรือไม่ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เตรียมตัวจะไปทำงานการเมือง เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยได้ร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคก่อนหน้านี้บ้างแล้ว ถือเป็นการทำงานการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติโดยพฤตินัย

ดังนั้นการแต่งตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองที่ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมจะไปสังกัด ให้เป็นเลขาธิการนายกฯในช่วงนี้ อาจเป็นไปโดยมีวาระซ่อนเร้น เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย ว่าเป็นการต่างตอบแทนกันในทางการเมือง หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนกับพรรคยิ่งกว่าประโยชน์ของประชาชนหรือไม่   โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับงบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน หรือการอนุมัติโครงการต่างๆ มากมายช่วงท้ายๆของรัฐบาล

“ ดีลนี้มีเดิมพันด้วยภาษีและประโยชน์ของพี่น้องประชาชน น่าเชื่อว่ามีวาระซ่อนเร้นแน่นอน เพราะเลขาธิการนายกฯอนุมัติ ในเรื่องสำคัญได้หลายเรื่อง เรื่องนี้พล.อ.ประยุทธ์ ควรมีความละอายทางการเมืองบ้าง แต่สังคมคงคาดหวังจริยธรรมจากบุคคลที่เคยเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ฉีกรัฐธรรมนูญมาแล้วได้ยาก” ชุมสาย กล่าว

“อนุทิน”ตอบชัด วันนี้ราชสีห์ของหนูคือใคร? หลัง”บิ๊กตู่” เตรียมสังกัดรทสช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539451

23 ธ.ค. 2565

"อนุทิน"ตอบชัด วันนี้ราชสีห์ของหนูคือใคร? หลัง"บิ๊กตู่" เตรียมสังกัดรทสช.

“อนุทิน”ตอบชัด วันนี้ราชสีห์ของหนูคือประชาชน หลัง”บิ๊กตู่”ประกาศเตรียมสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมแข่งกันทำงานให้บ้านเมือง

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 65 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม โดยกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกพรรคถือเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่แข่งกันทำงานให้ประชาชน 

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวถามว่าหนูจะยังช่วยราชสีห์อยู่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ราชสีห์ของหนูวันนี้คือประชาชน” 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน เคยให้สัมภาษณ์ในวันที่เปิดรับสมัคร ส.ส. ของพรรคเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้หนูจะไม่ช่วยราชสีห์แล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบกลับว่า หนูก็ยังเป็นหนูวันยังค่ำ อีก 50 ปี ตนก็ยังชื่อหนูอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ชื่อสิงโต เราเป็นหนูที่พร้อมจะช่วยราชสีห์ เมื่อราชสีห์ทำงานให้กับบ้านเมืองให้กับประเทศชาติก็ไปด้วยกันได้ ราชสีห์มุดรูไม่ได้แต่หนูมุดรูได้ หนูตะปบเสือไม่ได้ แต่หนูก็ช่วยราชสีห์เวลาที่ต้องการการทำงานร่วมกัน” ข่าว

“จุรินทร์”เตือน”บิ๊กตู่”ประกาศสังกัดพรรค สวมหัวโขน”นายกฯ”ต้องระวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539448

23 ธ.ค. 2565

"จุรินทร์"เตือน"บิ๊กตู่"ประกาศสังกัดพรรค สวมหัวโขน"นายกฯ"ต้องระวัง

“จุรินทร์”เตือน”บิ๊กตู่”ประกาศสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ ทำสถานภาพการเมืองเปลี่ยน ทำหน้าที่ต้องระวัง ไม่ยืนยันจุดยืนขั้วไหน รอเลือกตั้งก่อน

หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนแล้วว่า เตรียมจะเข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมเข้าสู้การเลือกตั้งในปีหน้า2566  

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เป็นธรรมชาติ เพราะกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ไกลสุดก็สภาหมดวาระวันที่ 23-24 มี.ค.2566 กรณีของพล.อ.ประยุทธ์ที่จะไปเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น ก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด แต่มาในฐานะของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าไปเป็นสมาชิกพรรคการเมือง สถานภาพก็อาจจะเปลี่ยนไปบ้าง เปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่เดิม ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่จะเกิดขึ้น 

ตนไม่สามารถคาดคะเนได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พอเห็นภาพก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีอย่างระมัดระวังขึ้น เพราะถ้าท่านสมัครสมาชิกพรรคเมื่อไหร่ ก็เท่ากับมีพรรคการเมืองสังกัด ที่มีความชัดเจนแล้วในทางการเมือง 

นายจุรินทร์ยังส่วนไม่ขอวิจารณ์ถึงกรณีแต่งตั้งให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเลขาธิการนายกฯ ว่า พรรคจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ขอให้เป็นหน้าที่สังคมที่จะมีความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์

ส่วนจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนว่า ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินก่อน ผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไร แล้วก็ถือหลักระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา เป็นหลักที่เรายืนหยัดมาตลอด ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั่นคือ ใครรวมเสียงข้างมากได้คนนั้นก็เป็นรัฐบาล เสียงข้างน้อยก็ไปเป็นฝ่ายค้าน และตนตอบล่วงหน้าไม่ได้ว่า จะร่วมเดินกับแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในขั้วเดิมหรือไม่ เพราะไม่ทราบว่าสุดท้ายแล้วผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร 

อดีตรองเลขาฯ ‘ป.ป.ช.’ ขอศาลปกครอง ยกเลิกคำสั่งไล่ออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539447

23 ธ.ค. 2565

อดีตรองเลขาฯ 'ป.ป.ช.' ขอศาลปกครอง ยกเลิกคำสั่งไล่ออก

คำสั่งไล่ออก ไม่เป็นธรรม อดีตรองเลขาฯป.ป.ช. ร้องศาลปกครอง ไม่ได้รับความยุติธรรมในการพิจารณาคดี ‘ร่ำรวยผิดปกติ’

หลังจากประหยัด พวงจำปา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป.ป.ช. และกรรมการป.ป.ช. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-2 ต่อศาลปกครอง โดยขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของประธานป.ป.ช. เมื่อวันที่ 26 ส.ค.65 ที่มีคำสั่งลงโทษไล่นายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ออกจากราชการ ในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ

กรณีเกิดจากการนำเอารายการทรัพย์สินห้องชุดที่สหราชอาณาจักร และบัญชีธนาคารกรุงเทพ 3 บัญชี ของธนาคารกรุงเทพ สาขาลอนดอน ที่คู่สมรสถือครองแทนบุคคลอื่นที่นายประหยัด ได้มีหนังสือยื่นชี้แจงประกอบรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินฯ ที่ยื่นเป็นครั้งแรกให้มีความสมบูรณ์

ป้องกันการนำมาเป็นเหตุการกลั่นแกล้ง กล่าวหา เมื่อ นายประหยัด จะสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.มาเป็นทรัพย์สินแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับ นายประหยัด ว่าปกปิดทรัพย์สิน ซึ่งไม่ใช่เป็นการตรวจสอบพบเองของกรรมการ ป.ป.ช. เหมือนคดีอื่นทั่วไป หรือมีเรื่องร้องเรียนจากบุคคล หรือสื่อมวลชนเหมือนคดีอื่น 

และไม่ได้เปิดโอกาสให้นายประหยัด ชี้แจง แต่กลับเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งคณะดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สิน และแจ้งข้อกล่าวหาทันทีผิดกับกรณีการตรวจสอบกรณีอื่นๆ 

แม้เจ้าตัวขอให้ถ้อยคำชี้แจงด้วยตนเองต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ เพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ซักถามจนหมดข้อสงสัย แต่ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ได้แจ้งที่ประชุมว่ามีพยานเอกสารชัดเจนแล้วไม่จำเป็นต้องอนุญาตให้ นายประหยัด มาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการไต่สวนอีก 

การไม่ให้นายประหยัด มาให้ถ้อยคำ จึงขัดกับหลักการไต่สวนที่สุจริต เป็นธรรมให้กับผู้ถูกกล่าวหา และทำให้นายประหยัด ได้รับโทษให้ออกจากราชการ ไม่มีโอกาสเป็นเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.

นายประหยัดฯ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า กรณีที่เขาได้ร้องเรียน น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และ น.ส.อพาลินทุ์ ลิ้มธเนธกุล กรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 และมีการติดตามทวงถาม แต่กลับไม่มีความคืบหน้านั้น

เพราะหากตอบชี้แจง หรือรับดำเนินคดีดังกล่าว พนักงานไต่สวนจะกลายเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ขัดแย้ง โกรธเคือง กับ นายประหยัด และเข้าองค์ประกอบมาตรา 56 ต้องขอถอนตัว ไม่สามารถไต่สวนดำเนินคดี หรือลงมติชี้มูล นายประหยัดได้ และทำให้คะแนนเสียงกรรมการเป็น 4:3 ไม่ชี้มูลความผิดนายประหยัด และคดีตกไปทันที

นายประหยัด ยังร้องเรียนถึงกรณีการถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของคณะกรรมการไต่สวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่งตั้งขึ้น ไม่ปรากฏว่า นายประหยัด มีการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ อันจะเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงแต่อย่างใด 

การลงมติชี้มูลร่ำรวยผิดปกติ นายประหยัด ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา กับพลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้บังคับบัญชา (ในขณะนั้น) เมื่อเปรียบเทียบคดีตรวจสอบทรัพย์สินนาฬิกาหรูของนักการเมืองที่ พลตำรวจเอก วัชรพล  ขอถอนตัวตามมาตรา 56 แต่กับกรณีนายประหยัด ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา กลับร่วมลงมติชี้มูล นายประหยัด จนเป็นเหตุให้มีคะแนน 4:4 จนนายประหยัดถูกไล่ออก เป็นการดำเนินการ 2 มาตรฐานหรือไม่

cr กรุงเทพธุรกิจ

ชัดแล้ว พล.อ.’ประยุทธ์’ เข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539423

23 ธ.ค. 2565

ชัดแล้ว พล.อ.'ประยุทธ์' เข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

ยอมรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนเดียว ของ’พรรครวมไทยสร้างชาติ’ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ อ้าง ยังมีภาระกิจต้องสานต่อ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลที่ตัดสินใจประกาศรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติในวันนี้เพราะพรรคพลังประชารัฐได้ประกาศเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร ในฐานะหัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงตัดสินใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติและเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว

เพื่อให้เกิดความชัดเจน ไม่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่เสียหาย และต้องการสานต่อสิ่งต่างๆที่ทำไว้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะให้การสนับสนุนในห้วงเวลาที่เหลืออยู่หรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ฟังเสียงสัมภาษณ์พล.อ.ประยุทธ์ ได้ที่นี่

เพื่อไทย หนุนเอกชน ขอรัฐบาลระงับขึ้น’ค่าไฟ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539412

23 ธ.ค. 2565

เพื่อไทย หนุนเอกชน ขอรัฐบาลระงับขึ้น'ค่าไฟ'

อย่าเพิ่งขึ้น’ค่าไฟ’ เพื่อไทยหนุนเอกชน ขอรัฐบาลตั้งคณะกรรมการร่วมฯ ระงับใบอนุญาติโรงไฟฟ้า ยุติปัญหาปริมาณล้นเกิน

พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจสนับสนุนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า และสมาคมธนาคารไทย ที่ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการขึ้นค่าไฟฟ้า พร้อมขอเข้าพบ พลเอกประยุทธ์ เพื่อชี้แจง และจะแถลงข่าวในวันนี้

โดยเห็นว่าการตรึงราคาค่าไฟฟ้าของครัวเรือนเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ไม่ควรผลักภาระการตรึงราคาไฟฟ้าของครัวเรือนไปภาคส่วนอื่น เช่นภาคธุรกิจ ภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งไม่ยุติธรรม ควรขยายเงินกู้ให้กับ กฟผ. เป็น 2 ปี เพื่อให้ กฟผ. แบกรับภาระแทนประชาชนไปก่อน โดยหยุดการส่งเงินกำไรเข้าคลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้และควรทำ 

การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ควรปรับอัตโนมัติแบบขั้นบันได เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ  ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีการปรับตัวหรือบริหารจัดการพลังงาน เช่น การปรับกระบวนการผลิตให้มาใช้ไฟฟ้าในช่วงไฟฟ้ามีราคาถูก หรือออฟพีคมากขึ้น และเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนด้านพลังงาน หรือกรอ.ด้านพลังงาน  เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันกับภาคเอกชน

นอกจาก 5 ข้อเสนอของ กกร. แล้ว คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ยังเรียกร้องให้รัฐบาลระงับการให้ใบอนุญาตไฟฟ้าจำนวน 5.203 เมกกะวัตต์ไว้ก่อน แม้ว่าจะเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนที่เป็นทิศทางของโลก 

เพราะปัจจุบันมีการผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการสูงกว่า 50% บางครั้งสูงถึง 57% ซึ่งทำให้เสียค่าความพร้อมสูงมากและยังมีโรงงานไฟฟ้าที่ได้ใบอนุญาตที่จะสร้างเสร็จเพิ่มอีก 
 

การให้ใบอนุญาตไฟฟ้าเพิ่มจะทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าล้นกว่าเดิม
นอกจากนี้จากข้อมูลที่ได้รับทำให้มีข้อสงสัยว่าจะมีการเอื้อประโยชน์ผู้ผลิตรายใหญ่ ล็อกสเป็กให้นายทุนบางรายเท่านั้น

ตั้งคณะกรรมการสอบ สาเหตุ “เรือหลวงสุโขทัย” อับปาง ส่งหมู่เรือเข้าสำรวจแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539409

23 ธ.ค. 2565

ตั้งคณะกรรมการสอบ สาเหตุ "เรือหลวงสุโขทัย" อับปาง ส่งหมู่เรือเข้าสำรวจแล้ว

เสนาธิการทหารเรือ เข้าขี้แจง กมธ.ทหาร เผย ตั้งคณะกรรมการหาสาเหตุ “เรือหลวงสุโขทัย” อับปาง ขณะ ส่งหมู่เรือเข้าไปสำรวจ และเก็บกู้เรือแล้ว

ที่รัฐสภา พลเรือเอกชลธิศ นาวานุเคราะห์ เสนาธิการทหารเรือ พร้อมด้วยโฆษกกองทัพเรือและเจ้ากรมอู่ทหารเรือเข้าชี้แจงกรณี “เรือหลวงสุโขทัย” อับปางต่อกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร โดย พลเอกชลธิศ กล่าวภายหลังการเข้าชี้แจง ว่า

ประเด็นแรกเรื่องของกำลังพลที่อาจติดอยู่ใน “เรือหลวงสุโขทัย” ที่ อับปาง จากการตรวจสอบ ก่อนที่เรือจะอับปางลง กำลังพล ทั้งหมดได้ขึ้นมาอยู่ในบริเวณที่ไม่จมน้ำแล้ว แต่เมื่อเรืออับปางไปแล้วอาจมีพลังดูดของน้ำ โดยขณะนี้ได้มีการส่งหมู่เรือเข้าไปสำรวจและกู้เรือไปถึงพื้นที่แล้ว เป็นเรือลากทำลายทุ่นระเบิด และได้ส่งยานลงไปสำรวจความเสียหายและวิธีเก็บกู้เรือขึ้นมา ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ จะเป็นการค้นหากำลังพลที่อาจถูกพลังน้ำดูดลงไปด้วย

นอกจากนี้ ทาง กองทัพเรือ ยังดำเนินการลาดตระเวณค้นหากำลังพลจำนวน 23 นาย ที่ยังประสบเหตุอยู่ในทะเล ซึ่งในส่วนนี้ได้มีการปฏิบัติงานร่วมกับกองทัพอากาศ ซึ่งได้สนับสนุนอากาศยาน รวมถึงยังมีการปฏิบัติงานร่วมกับกรมตำรวจ กรมเจ้าท่า และ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.)

“ทุกนาทีมีค่า กำลังพลที่อยู่ในน้ำ ก็เปรียบเสมือนครอบครัว เราคิดถึงเพื่อนร่วมงาน พี่น้อง เพราะฉะนั้นจะดำเนินการเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งในเรื่องของเรือ อากาศยาน อากาศยานไร้คนขับ และความร่วมมือของทุกหน่วยงาน”

สำหรับการแบ่งพื้นที่สำรวจจากจุดที่เรือ อับปาง ได้มีการแบ่งคร่าวๆ กว้างยาว ประมาณ 20 ไมล์ทะเล ซึ่งปัจจุบันมีทิศทางน้ำไหลมาทิศใต้ และทิศทางลมไหลเข้าแผ่นดิน แบ่งพื้นที่เป็นหน่วยย่อยออกมา 15 หน่วยแล้ว และใช้อากาศยานเป็นเครื่องมือหลัก ในการลาดตระเวน เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว และใช้เรือเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้พบสิ่งของที่มาจาก “เรือหลวงสุโขทัย” และซากเรืออื่นๆ เป็นการพิสูจน์ว่าการดำเนินการค้นหามีทิศทางถูกต้องแล้ว และจะดำเนินการต่อไป

ส่วนการ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง นั้น ขณะนี้ได้มีการดำเนินการอยู่ ซึ่งเรื่องสำคัญที่จะต้องทำให้ความจริงปรากฏคือ สาเหตุของ เรือหลวงสุโขทัยอับปาง เพราะตั้งแต่รับราชการมา 35 – 36 ปี ไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ กองทัพเรือ เองจึงอยากหาสาเหตุ เพื่อดำเนินการแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ย้ำว่ากองทัพเรือเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าเหตุการณ์ “เรือหลวงสุโขทัย” อับปางในครั้งนี้ มีคำสั่งว่าไม่ให้เรือจมใช่หรือไม่ พลเอกชลธิศ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ในขั้นนี้จะเสนอข้อเท็จจริงเท่านั้น ความเห็นหรือข้อคิดเห็นต่างๆ ไม่ขอพูดถึง แต่ต้องดำเนินการสอบสวนและหาข้อเท็จจริง

พลเรือเอกชลธิศ นาวานุเคราะห์พลเรือเอกชลธิศ นาวานุเคราะห์

ขณะที่หลังการประชุม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ โฆษกกรรมาธิการ เปิดเผยผลการเข้าชี้แจงของเสนาธิการทหารเรือและคณะ ว่า ทางกรรมาธิการได้ขอข้อมูลบันทึกการซ่อมบำรุงย้อนหลังของ “เรือหลวงสุโขทัย” , การใช้งบประมาณในการซ่อมแซม, บันทึกข้อมูลการประสานงานระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้การเรือ ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม จนถึงเวลาเรืออับปาง ว่ามีการพูดคุยกันระหว่างผู้บัญชาการทหารเรือกับผู้การ “เรือหลวงสุโขทัย” ในช่วงระยะเวลา 7 ชั่วโมงก่อนหน้านั้นอย่างไร

รวมถึงขอข้อมูลอุทกศาสตร์กองทัพเรือ ว่าขณะนั้นคลื่นมีความสูงเท่าไหร่, ความเร็วลมเป็นอย่างไร  และมีการเตือนภัยก่อนออกเรือหรือไม่, รวมถึงบันทึกจำนวนชูชีพย้อนหลัง 7 วัน ว่ามีเพียงพอต่อกำลังพลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เรือพังจากจุดใด ต้องกู้เรือให้ได้ก่อนจึงจะสามารถทราบสาเหตุได้แน่ชัด โดย เสนาธิการทหารเรือ ได้ชี้แจงต่อกรรมาธิการว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัย เนื่องจากภัยธรรมชาติที่มีคลื่นสูง 4 – 5 เมตร โดยมีการประคับประคองเรือให้ถึงที่สุดแล้ว

นอกจากนี้ กองทัพยังได้ชี้แจงถึงการเข้าให้ความช่วยเหลือของ เรือหลวงกระบุรี และเรืออื่นๆ ที่ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้เพราะคลื่นสูงมาก อีกทั้งผู้การเรือหลวงสุโขทัย แจ้งว่าเรือที่เอียงอยู่ระหว่าง 60 ถึง 80 องศา การอยู่บนเรือจะปลอดภัยกว่าอยู่บนผิวน้ำ ส่วนเฮลิคอปเตอร์ก็ไม่สามารถบินต่ำได้เพราะกระแสลมแรง

ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้น ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้การเรือหลวงสุโขทัย มีความเป็นห่วงตัวเรือมากพอสมควร เพราะใน กองทัพเรือ มีคำสั่งว่าเรือจมไม่ได้ เนื่องจากเป็นเรือหลักของกองทัพ ทำให้กำลังพลและผู้การ “เรือหลวงสุโขทัย” ตัดสินใจที่จะปกป้องเรือจนลืมคิดถึงชีวิตตัวเอง

นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงการกู้ “เรือหลวงสุโขทัย” ขึ้นมาว่า สามารถกู้เรือได้ 100% แต่ต้องอาศัยเรือของเอกชนด้วย เนื่องจากต้องใช้เรือขนาดใหญ่และใช้เครนในการยก ส่วนโอกาสที่ กำลังพลที่สูญหายจะมีชีวิตรอดอยู่ ยอมรับว่ามีโอกาสน้อยเนื่องจากผ่านมาหลายวันแล้ว แม้จะมีเสื้อชูชีพก็ตามแต่การทำงานของชูชีพอาจจะมีประสิทธิภาพต่ำลง รวมถึงอุณหภูมิในน้ำทะเลจะมีความหนาวเย็น และยังมีเรื่องสัตว์ใหญ่ในทะเล แต่ก็ยังภาวนาให้พบผู้รอดชีวิต

Rolex Day-Date: The watch that defined a generation

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/pr-news/more/pr-news/40023386

Rolex Day-Date: The watch that defined a generation

Rolex Day-Date: The watch that defined a generation

FRIDAY, DECEMBER 23, 2022

A deep look into one of Rolex’s most iconic timepieces

Dubbed “the President’s Watch” by enthusiasts and the general media, the Rolex Day-Date has earned a rightful place among the most significant watches of our time.

And while most will recognize the Day-Date by its all-gold models, this invaluable timepiece represents so much more than just opulence, class, and sophistication.

So in celebration of the historic Rolex Day-Date, let’s explore its true origins, to find out what sets it apart from other models, and how it still remains timelessly iconic through almost seven decades since its first launch.


Innovating since 1956

Upon its first release in 1956—the same year that late rock icon and Rolex-owner Elvis Presley entered the United States’ music charts for the first time—the Rolex Day-Date immediately made history.

It was the first calendar wristwatch to indicate the day of the week, spelled out in full on its dial. This was considered by many as an incredible achievement of technical prowess at the time of its inception.

Furthermore, since its creation, the Day-Date has only been made from precious metals, which include 18-carat yellow, white, or Everose gold—Rolex’s very own version of rose gold—or 950 platinum.

One of the most prominent features of the timepiece is its ability to display the day of the week in the buyer’s language of choice. Buyers can currently select from 26 languages in total, including English, Dutch, Spanish, Moroccan, Indonesian, and Italian, to name a few.

Additionally, the Day-Date’s Oyster case means it is completely waterproof up to a depth of 100 meters, or 330 feet underwater. These features are found in both size varieties of the timepiece; As of 2020, the Day-Date only comes in 36 mm and 40 mm sizes.

Rolex Day-Date: The watch that defined a generation

Identity and Purpose

The Day-Date was born out of Rolex’s never-ending desire for more. In 1945, the watchmaker had just released the Datejust, which was its first watch to display the date at the 3 o’clock mark. And although it has become a legend in its own right, the Datejust is considered the predecessor of the Day-Date.

Rolex needed to innovate beyond the successes of the Datejust, with a more opulent, undeniably-luxurious option for its buyers. The birth of the Day-Date in the mid-50s was exactly that: the introduction of the brand’s new flagship model for years to come.

And it’s no surprise why this special timepiece has earned its reputation as “the President’s Watch,” as it has found its way around the wrists of the world’s most popular people. Let’s take a look at some of the most noteworthy individuals who are known for owning and wearing Day-Dates:

A true “President’s Watch”

The Day-Date has been proudly presented on the wrists of several US presidents, most notably Lyndon B. Johnson, who wore his model so frequently that it became synonymous with his time in the Oval Office. Other US presidents who have worn the Day-Date include Richard Nixon, Gerald Ford, and Ronald Reagan.

Outside of the Office, you’ll find the Day-Date on the wrists of globally-known athletes and celebrities. These include NBA icon Michael Jordan, the late James Gandolfini—also known as Tony Soprano from The Sopranos, and even the Dalai Lama himself.

Some might say the Rolex Day-Date is just one material object among an ocean of others that are simply flaunted among the rich.

But the invaluable timepiece’s popularity among the affluent and powerful comes as no coincidence. The Day-Date was purposely designed for leaders, and it is precisely because of Rolex’s ambition that it continues to be worn by them, over 60 years since it was first introduced to the public.

Time Midas is an official retailer of Rolex watches in Bangkok. For more information about available Day-Date models and more, visit its official website and buy Rolex Day-Date here.