เฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณยุติมาตรการขึ้นดอกเบี้ยที่ใช้มาตลอด 2 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747742

 เฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณยุติมาตรการขึ้นดอกเบี้ยที่ใช้มาตลอด 2 ปี

14 ธ.ค. 2566 08:51 น.

เฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณยุติมาตรการขึ้นดอกเบี้ยที่ใช้มาตลอด 2 ปี

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม พร้อมเผยว่าอาจยุติมาตรการขึ้นดอกเบี้ยที่ใช้มาตลอดสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทะยานขึ้นทันทีรับสัญญาณที่ดี

สำนักข่าว CNN รายงานว่า 13 ธ.ค. นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจหยุดมาตรการขึ้นดอกเบี้ยที่ใช้มาตลอดสองปีที่ผ่านมา และอาจเริ่มลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปีหน้า โดยระบุว่า อัตราเงินเฟ้อได้ลดลงในปีนี้ และจะจับตามองตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดว่า นโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจยุติลง

นายพาวเวลล์ ระบุว่า นโยบายขึ้นดอกเบี้ยมาถึงจุดสูงสุดหรือเกือบสูงสุดแล้ว แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนของภาพรวมเศรษฐกิจ และยังไม่สามารถตัดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างเด็ดขาด แม้ว่าโดยรวมแล้วมีแนวโน้มว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงก็ตาม

โดยจากการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ 17 จาก 19 คน เผยว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ จะลดลงก่อนสิ้นปี 2566 ในอัตราเฉลี่ย 0.75% จากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 5.25%-5.50% ขณะที่ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดยังชี้ด้วยว่า ความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อกับอัตราการจ้างงานกำลังเข้าสู่จุดสมดุลที่ดีกว่าเดิม

ขณะที่ดัชนีหุ้นในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นทันทีรับข่าวนี้ ทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันก็ลดลงเช่นกัน.

IUCN เผย “บัญชีแดง” ฉบับใหม่ ชี้สัตว์ 44,000 ชนิดกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747737

IUCN เผย “บัญชีแดง” ฉบับใหม่ ชี้สัตว์ 44,000 ชนิดกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์

14 ธ.ค. 2566 07:20 น.

IUCN เผย “บัญชีแดง” ฉบับใหม่ ชี้สัตว์ 44,000 ชนิดกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์

องค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติ IUCN เผยแพร่รายงานสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ฉบับใหม่ ซึ่งพบว่าจำนวนสัตว์ในรายการเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 44,000 ชนิดแล้ว โดยบางส่วนได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เผยแพร่รายการสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ หรือ “บัญชีแดง” ฉบับใหม่ ออกมาแล้ว โดยระบุว่า สัตว์จำนวนมากกว่า 44,000 ชนิดทั่วโลก กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ โดยที่สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

นี่นับเป็นครั้งแรกที่บัญชีแดงของ IUCN ถูกเผยแพร่ออกมาที่การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ หรือ COP ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 28 ที่นครดูไบ และเพิ่งสิ้นสุดลงไปเมื่อวันพุธที่ 13 ธ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเตือนเหล่าผู้นำโลกถึงความเสียหายจากภาวะโลกร้อนที่มีต่อสัตว์ป่า

IUCN ระบุว่า ภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้น กำลังเป็นภัยต่อความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกของเรา ซึ่งบัญชีแดงฉบับล่าสุดมีการประเมินสิ่งมีชีวิตทั้งหมด 157,190 ชนิด และพบว่า 44,016 ชนิดในจำนวนนี้เสี่ยงที่จะสูญพันธุ์แล้ว

นอกจากนั้น นี่ยังเป็นครั้งแรกที่บัญชีแดงของ IUCN มีการประเมินสถานะของปลาน้ำจืดทั่วโลก โดยพวกเขาตรวจสอบปลาเกือบ 15,000 ชนิด และพบว่า ราว 1 ใน 4 ของจำนวนนี้เสี่ยงสูญพันธุ์ และเกือบ 1 ใน 5 ของปลาที่เสี่ยงสูญพันธุ์ ได้รับผลกระทบจากภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

ดร.แคเธอรีน เซเยอร์ นักวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพของปลาน้ำจืดของ IUCN กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศสร้างสภาวะที่ทำให้ระดับน้ำจืดลดลงสวนทางกับน้ำทะเลที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลรุกล้ำพื้นที่แม่น้ำ และเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของมัน นอกจากนั้นยังอาจมาพร้อมกับปัญหาอื่นๆ อย่าง มลภาวะ ด้วย

ดร.เซเยอร์ระบุว่า ตอนนี้มีแหล่งกำเนิดอันตรายมากมายที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของสัตว์น้ำจืด “หนึ่งในนั้นคือความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล, การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ แต่ยังมีภัยอื่นๆ ที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งภัยคุกคามสำคัญอีกอย่างต่อปลาน้ำจืดคือ มลภาวะ, เขื่อนกับการดึงน้ำไปใช้, สายพันธุ์รุกรานต่างถิ่น และการจับปลาที่มากเกินไป”

หนึ่งในสายพันธุ์ปลาน้ำจืดที่ถูกย้ายจาก สายพันธุ์ที่ “มีความเสี่ยงน้อยที่สุด” ไปเป็น “ใกล้เสี่ยงสูญพันธุ์” คือปลาซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายที่สุดในโลกอย่าง ปลาแซลมอนแอตแลนติก หรือ ซัลโม ซาลาร์ (Salmo salar) โดย IUCN ระบุว่า หลักฐานใหม่แสดงให้เห็นว่าประชากรทั่วโลกของมัน ลดลง 23% ระหว่างปี 2549-2563

“หนึ่งในผลกระทบที่ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมีต่อแม่น้ำหรือสิ่งแวดล้อมทั้งหมดคือ ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น และเรามักคิดเสมอว่าเป็นเกี่ยวกับอุณหภูมิในอากาศ แต่ก็เป็นความจริงเช่นกันที่อุณหภูมิของผืนน้ำ ไม่ว่าจะน้ำจืดหรือน้ำเค็ม ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ปลาแซลมอนแอตแลนติกเป็นตัวอย่างสำคัญว่า ที่ใดที่อุณหภูมิน้ำเพิ่มขึ้น จะมีความเสี่ยงต่อสายพันธุ์ในนั้น เพราะมันลดความสามารถในการมีชีวิตอยู่และเจริญเติบโตของแซลมอนอายุน้อยและของไข่ ซึ่งหมายความว่า อัตราการมีชีวิตของมันไม่ได้เข้มแข็งเหมือนเดิมแล้ว”

ดร.เซเยอร์บอกด้วยว่า มลภาวะจากอุตสาหกรรมและการเกษตรและมีส่วนด้วย เช่น หากสารพิษจากการทำการเกษตรลงสู่น้ำ มันอาจเปลี่ยนระดับของสารอาหารในน้ำ ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ อย่างปรากฏการณ์ สาหร่ายสะพรั่ง (eutrophication) ซึ่งทำให้สาหร่ายเติบโตในปริมาณที่มากเกินไป หรือมลภาวะจากสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลงหรือสารกำจัดวัชพืช ส่วนผลกระทบจากอุตสาหกรรมก็อาจเป็นของเสียจากการทำเหมือง 

คำเตือนที่มาพร้อมกับบัญชีแดงของ IUCN มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจที่การประชุม COP28 มีความเคลื่อนไหว แต่รายงานก็มีข่าวเรื่องโครงการที่ประสบความสำเร็จ และหักล้างความเสียหายที่เกิดกับความหลากหลายทางชีวภาพได้ด้วย

ดร.เครก ฮิลตัน-เทย์เลอร์ หัวหน้าทีมนักวิจัยผู้เขียนรายงานบัญชีแดง กล่าวว่า “บัญชีแดงไม่ได้อัปเดตแต่ข่าวร้าย มันยังมีข่าวดีๆ ที่แสดงให้เห็นว่า เราทำสิ่งที่ถูกต้อง, แสดงให้เห็นว่า การอนุรักษ์สามารถประสบความสำเร็จได้ และเราสามารถสร้างความแตกต่าง และนำสายพันธุ์ต่างๆ กลับมา และช่วยพวกมันให้รอดจากการสูญพันธุ์”

หนึ่งในความสำเร็จใหญ่ที่สุดคือ โครงการฟื้นฟูกวางออริกซ์เขาดาบโค้ง (Scimitar-horned oryx) ที่เคยอาศัยอยู่มากมายในภูมิภาคซาเฮล ในอเมริกาเหนือ แต่ถูกกำจัดจนหมดสิ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 โดยถึงแม้ว่าพวกมันจะยังไม่แพร่หลายเหมือนเดิม แต่จำนวนของพวกมันก็กำลังเพิ่มขึ้น

“เมื่อปีก่อน มีกวางน้อยเกิดใหม่มากกว่า 200 ตัว จึงดูมีความหวังมากว่าสัตว์สายพันธุ์นี้จะกลับมาได้สำเร็จ พวกมันเคยถูกขึ้นบัญชีว่าเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์จากธรรมชาติ แต่ตอนนี้ถูกจัดเป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์แล้ว”

นอกจากนั้น ยังมีข่าวดีจากคาซัคสถาน, มองโกเลีย และอุซเบกิสถาน เมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถฟื้นฟูประชากรกวางแอนทีโลปสายพันธุ์ ไซกะ และสายพันธ์อื่นๆ กลับมาได้ หลังจากพวกมันได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการล่าสัตว์ จนจำนวนลดลงอย่างมาก และยังเสี่ยงต่อโรคภัยที่มักจะเชื่อมโยงกับภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศด้วย

“จนถึงปี 2565 มีประชากรพวกมันในธรรมชาติราว 1.3 ล้านตัว และบางทีในปีนี้อาจเพิ่มจนเกินกว่า 2 ล้านตัว” ดร.ฮิลตัน-เทย์เลอร์ กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : ap

สลด รถหลายคันชนกันบนทางหลวงเวเนซุเอลา ไฟลุกท่วมดับแล้ว 8 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747730

สลด รถหลายคันชนกันบนทางหลวงเวเนซุเอลา ไฟลุกท่วมดับแล้ว 8 ศพ

14 ธ.ค. 2566 04:05 น.

สลด รถหลายคันชนกันบนทางหลวงเวเนซุเอลา ไฟลุกท่วมดับแล้ว 8 ศพ

(ภาพจาก TWITTER / @CPEREZAMPUEDA)

เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนบนถนนสายหนึ่งบริเวณชานกรุง การากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ธ.ค. 2566 ว่า รถบรรทุกคันหนึ่งพุ่งเข้าชนกลุ่มรถยนต์ที่หยุดอยู่บนถนนหลวงระหว่างกรุงการากัสกับเมืองกวาเรนาส เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุก่อนหน้านี้ โดยหนึ่งในนั้นเป็นรถที่บรรทุกสารไวไฟมาเต็มคัน ส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้ที่เกิดเหตุอย่างรุนแรง

ขณะที่นายคาร์ลอส เปเรซ อัมปูเอดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงจัดการความเสี่ยงของเวเนซุเอลา บรรยายเหตุการณ์ให้สื่อท้องถิ่นฟังว่า เมื่อเวลาประมาณ 7.00 น. วันพุธที่ 13 ธ.ค. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น “เกิดอุบัติเหตุเล็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุก 1 คัน กับรถยนต์อีก 3 คัน บนถนนการากัส-กวาเรนาส ที่กำลังมีการซ่อมแซมพื้นยางมะตอยเก่า”

นายอัมปูเอดาบอกอีกว่า จากนั้นราว 15 นาที รถบรรทุกอีกคันก็พุ่งเข้าใส่จุดเกิดเหตุดังกล่าว ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่คันขับจะไม่เห็นว่าเกิดอุบัติเหตุอยู่ เนื่องจากสภาพอากาศย่ำแย่

ด้านผู้ว่าการรัฐมิรานดา เปิดเผยว่า มีรถยนต์ถึง 16 คันถูกไฟไหม้ในเหตุการณ์นี้ และมีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 8 ศพ โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยฉุกเฉินถูกส่งมาจากกรุงการากัส เพื่อดับเพลิงและช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บที่ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า มีจำนวนเท่าใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

Tesla เรียกคืนรถ 2 ล้านคันในสหรัฐฯ ระบบออโต้ไพลอตมีข้อบกพร่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747729

Tesla เรียกคืนรถ 2 ล้านคันในสหรัฐฯ ระบบออโต้ไพลอตมีข้อบกพร่อง

14 ธ.ค. 2566 03:07 น.

Tesla เรียกคืนรถ 2 ล้านคันในสหรัฐฯ ระบบออโต้ไพลอตมีข้อบกพร่อง

บริษัท เทสล่า เรียกคืนรถยนต์มากกว่า 2 ล้านคันในสหรัฐฯ หลังจากหน่วยงานตรวจสอบพบว่าระบบช่วยขับรถ หรือ ออโต้ไพลอต มีข้อบกพร่องบางส่วน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 13 ธ.ค. 2566 ว่า สำนักงานบริหารความปลอดภัยจราจรทางหลวงแห่งชาติ (NHTSA) ของสหรัฐฯ เผยผลการสืบสวนเรื่องความปลอดภัยของระบบช่วยขับรถ หรือ ออโต้ไพลอต ของบริษัท เทสล่า ซึ่งดำเนินมานานร่วม 2 ปี โดยได้ข้อสรุปว่า ระบบออโต้ไพลอตนี้ มีข้อบกพร่องบางส่วน

ทั้งนี้ ระบบช่วยขับรถของเทสล่า จะช่วยเรื่องการควบคุมพวงมาลัยขับขี่, เร่งความเร็ว หรือเบรก แต่ผู้ขับขี่ยังต้องวางมือบนพวงมาลัยตลอดเวลา และระมัดระวังสภาพถนน การจราจรโดยรอบ และผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ ซึ่งซอฟต์แวร์ของเทสล่าควรทำให้แน่ใจว่า ผู้ขับขี่จะมีสมาธิในการขับรถ และใช้ออโต้ไพลอตในเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น ขณะขับขี่บนทางหลวง

อย่างไรก็ตาม NHTSA ระบุว่า จากการสืบสวนอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ของเทสล่า 956 ครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่า “คุณสมบัติและขอบเขตการควบคุมของระบบออโตไพลอต อาจไม่เพียงพอป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่ใช้งานอย่างไม่ถูกต้อง”

“ระบบออโต้ไพลอตทำให้ผู้ขับขี่เกิดความเชื่อผิดๆ ว่ามีความปลอดภัย และง่ายต่อการทำให้เกิดการใช้งานอย่างไม่ถูกต้องในสถานการณ์อันตราย ซึ่งเทคโนโลยีนี้ของเทสล่าอาจไม่สามารถควบคุมรถบนถนนได้อย่างปลอดภัย”

“ระบบออโต้ไพลอตมีศักยภาพในการเพิ่มความปลอดภัย แต่มันจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ” NHTSA ระบุ และเสริมว่า พวกเขาจะคอยติดตามการทำงานของระบบออโต้ไพลอตของเทสล่าต่อไป หลังจากมีการอัปเดตซอฟต์แวร์แล้ว

ด้านเทสล่าประกาศเรียกคืนรถยนต์กว่า 2 ล้านคัน หรือเกือบทั้งหมดของรถยนต์ที่พวกเขาขายในสหรัฐฯ นับตั้งแต่เปิดตัวระบบออโต้ไพลอตในปี 2558 พร้อมระบุว่า พวกเขาจะส่งการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ “OTA” หรือ “Over The Air” ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ โดยไม่ต้องนำรถเข้าอู่หรือพบตัวแทนจำหน่าย แต่รายงานของ NHTSA ยังอ้างถึงโดยใช้คำว่า “เรียกคืน” อยู่

ขณะที่ในประกาศเรียกคืนของเทสล่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของ NHTSA แต่ตกลงว่าจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เพื่อแก้ไขความกังวลดังกล่าว ซึ่งรวมถึงเพิ่มการตรวจสอบตอนเปิดใช้งานระบบออโต้ไพลอต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินเดียผวา ชาย 2 คนบุกห้องประชุมสภา ในวันครบรอบโจมตี 14 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747728

อินเดียผวา ชาย 2 คนบุกห้องประชุมสภา ในวันครบรอบโจมตี 14 ศพ

14 ธ.ค. 2566 01:40 น.

อินเดียผวา ชาย 2 คนบุกห้องประชุมสภา ในวันครบรอบโจมตี 14 ศพ

ชาย 2 คนบุกรุกห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรอินเดีย พร้อมจุดกระป๋องควันทำให้เกิดความปั่นป่วน ในวันครบ 22 ปี เหตุโจมตีรัฐสภา 14 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 13 ธ.ค. 2566 เกิดเหตุผู้ต้องสงสัยชายอย่างน้อย 2 คนบุกรุกเข้าไปในห้องประชุมสภา ก่อนจะตะโกนสโลแกนบางอย่าง และจุดกระป๋องควันสี ทำให้เกิดความวุ่นวายในห้องประชุม ก่อนที่ทั้งคู่จะถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจับตัวและพาออกไป

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสมาชิกรัฐสภาผู้แทนราษฎร โดย สส.คนหนึ่งระบุว่า ผู้บุกรุกกระโดดข้ามรั้วกั้นจากชั้นที่นั่งของผู้เยี่ยมชมเข้าไปในห้องประชุม ทำให้การประชุมของสภาล่างและสภาสูงถูกระงับไปช่วงสั้นๆ ก่อนจะกลับมาเริ่มกันต่อในเวลาต่อมา

หลังเกิดเหตุ นายโอม บีร์ลา ประธานรัฐสภาออกมาเปิดเผยว่า พวกเขากำลังสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอให้ตำรวจกรุงนิวเดลีเข้าร่วมการสืบสวนด้วย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุของทั้งคู่คืออะไร

ขณะเดียวกัน มีชายหญิงคู่หนึ่งถูกควบคุมตัวด้วย หลังทั้งสองคนจุดกระป๋องควันระหว่างการประท้วงที่หน้าอาคารรัฐสภา

ทั้งนี้ เหตุบุกรุกดังกล่าว เกิดขึ้นในวันครบ 22 ปี เหตุกลุ่มติดอาวุธบุกโจมตีรัฐสภา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ รวมมือปืนทั้ง 5 คน

ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน ประธานาธิบดี ดรูปาดี มูร์มู, นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี และแกนนำคนอื่นๆ เพิ่งร่วมพิธีไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตในการโจมตีครั้งนั้น ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2544 ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝนตก-น้ำท่วมเต็นท์ ซ้ำเติมผู้พลัดถิ่นกาซา หวั่นถูกผลักดันไปอียิปต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747721

ฝนตก-น้ำท่วมเต็นท์ ซ้ำเติมผู้พลัดถิ่นกาซา หวั่นถูกผลักดันไปอียิปต์

14 ธ.ค. 2566 00:02 น.

ฝนตก-น้ำท่วมเต็นท์ ซ้ำเติมผู้พลัดถิ่นกาซา หวั่นถูกผลักดันไปอียิปต์

เกิดฝนตกช่วงข้ามคืนในฉนวนกาซา และทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ซ้ำเติมความเป็นอยู่ของผู้พลัดถิ่นชาวปาเลสไตน์ ซึ่งต้องอพยพหลบหนีความรุนแรงของสงครามอิสราเอล-ฮามาส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 13 ธ.ค. 2566 ฝนฤดูหนาวตกลงมาในพื้นที่ทางใต้ของฉนวนกาซา ซึ่งกำลังถูกโจมตีอย่างหนักโดยกองทัพอิสราเอล ซ้ำเติมชาวปาเลสไตน์ที่ต้องอพยพออกจากบ้านเพื่อหลบหนีความรุนแรง และทำให้ตอนนี้พวกเขาต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์ชั่วคราวท่ามกลางน้ำท่วมขัง

ที่ค่ายชั่วคราวในเมืองราฟาห์ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยทราย ผู้พลัดถิ่นพยายามฟื้นตัวหลังจากฝนตกลงมาในตอนกลางคืน บางครอบครัวมีเต็นท์เป็นกิจจะลักษณะก็ยังพออาศัยอยู่ได้ แต่บางครอบครัวใช้เต็นท์ประดิษฐ์จากผ้าใบกันน้ำหรือพลาสติกบางๆ หลายคนไม่มีแม้แต่ผ้ารองพื้น ทำให้ต้องนอนบนทรายเปียก

นางยาสมิน มฮานี หนึ่งในผู้อพยพเล่าว่า เธอตื่นมาตอนกลางคืนแล้วพบว่าลูกคนเล็กวัย 7 เดือน เปียกโชกไปด้วยน้ำ โดยเธอกับครอบครัวอพยพมายังเมืองราฟาห์ หลังบ้านถูกทำลายในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ซึ่งทำให้เธอเสียลูกไป 1 คน และตอนนี้เธอกับสมาชิกครอบครัวอีก 4 คนต้องอาศัยอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันในเต็นท์ชั่วคราว

“บ้านของเราถูกทำลาย ลูกของเราเสียชีวิต และฉันกำลังเผชิญกับเรื่องทั้งหมดนี้ นี่เป็นที่ที่ 5 แล้วที่เราต้องย้ายมา หนีจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งโดยไม่มีอะไรเลยนอกจากเสื้อทีเชิ้ตที่ใส่อยู่” นางมฮานีบอกกับสื่อขณะตากผ้าที่หน้าเต็นท์

ทั้งนี้ เมืองราฟาห์ อยู่ทางใต้สุดของฉนวนกาซา มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศอียิปต์ และเป็นจุดหมายที่ผู้อพยพหนีภัยสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาสเดินทางมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบางครอบครัวเริ่มกังวลว่าพวกเขาอาจถูกบีบบังคับให้ต้องอพยพไปยังอียิปต์

นางอินนาส แม่ลูก 5 วัย 38 ปี เล่าว่า เธอกับครอบครัวอพยพมาแล้ว 4 ครั้งนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ครั้งแรกจากย่านทวาม (Twam) ตอนเหนือของกาซา ไปยังย่าน เทล อัล-ฮาวา ที่อยู่ติดกัน จากนั้นจึงไปยังที่ค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต (Nuseirat) ตอนกลางของกาซา ก่อนจะไปเมืองข่านยูนิสในภาคใต้ และมาจบที่เมืองราฟาห์

ครอบครัวของอินนาสเคยเป็นเจ้าของอาคารสูง 5 ชั้น ซึ่งเป็นทั้งบ้านและซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ทุกอย่างถูกทำลายไปหมดแล้ว “ฉันหวังว่าสงครามนี้จะจบลง และกองทัพอิสราเอลจะไม่รุกรานราฟาห์ทางภาคพื้นดิน ฉันกลัวว่าอาจจะต้องอพยพไปยังอียิปต์”

“นั่นเป็นฝันร้ายที่สุดของเรา พวกเขาจะขยายสงครามภาคพื้นมายังราฟาห์มั้ย? ถ้ามันเกิดขึ้นเราจะไปที่ไหน? ลงทะเลหรือไปไซนายอย่างนั้นหรือ?” นางอินนาสกล่าว “เราขอเรียกร้องให้โลกหยุดอิสราเอล เราไม่อยากไปจากกาซา”

ด้านอิสราเอลยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้มีแผนการผลักดันชาวปาเลสไตน์ไปยังเมืองไซนายของอียิปต์ ขณะที่อียิปต์ก็บอกว่า พวกเขาไม่อยากให้มีผู้คนจำนวนมากอพยพเข้ามาจากกาซาเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ครั้งประวัติศาสตร์ COP28 บรรลุข้อตกลง ‘เปลี่ยนผ่าน’ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747645

ครั้งประวัติศาสตร์ COP28 บรรลุข้อตกลง ‘เปลี่ยนผ่าน’ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

13 ธ.ค. 2566 18:59 น.

ครั้งประวัติศาสตร์ COP28 บรรลุข้อตกลง ‘เปลี่ยนผ่าน’ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ที่ประชุม COP28 บรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ ‘เปลี่ยนผ่าน’ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรก หวังลดความเลวร้ายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังต้องต่อเวลาการประชุมออกมาอีกหนึ่งวัน 

เมื่อวันพุธที่ 13 ธ.ค. 2566 ในที่สุด การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 28 หรือ COP28 ที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีชาติสมาชิกเกือบ 200 ประเทศ สามารถบรรลุข้อตกลง ‘เปลี่ยนผ่าน’การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อพยายามไม่ให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกเลวร้ายลงไปกว่านี้ และจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงกว่าก่อนยุคอุตสาหกรรม เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

การบรรลุข้อตกลงที่สร้างความยินดีเป็นอย่างยิ่งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ประชุม COP28 ต้องขยายเวลาการประชุมออกไปอีกหนึ่งวัน เนื่องจากไม่สามารถบรรลุตกลงกันได้เกี่ยวกับร่างข้อตกลง จากกำหนดเดิมของการประชุม COP28  ที่ต้องปิดการประชุมในวันที่ 12 ธ.ค. หลังจากเริ่มการประชุมเมื่อ 30 พ.ย. 2566

ที่ประชุม COP28 ที่นครดูไบ บรรลุข้อตกลงเปลี่ยนผ่านการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อ 13 ธ.ค.2566 เพื่อพยายามป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลวร้ายลงกว่านี้

สุลต่านบิน อาห์เหม็ด อัล จาเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บรรษัทบริหารธุรกิจน้ำมัน Adnoc ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้เป็นประธาน COP28 เรียกการบรรลุข้อตกลงเปลี่ยนผ่านการใช้ฟอสซิลนี้ เป็นข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ แต่ก็กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จที่แท้จริงของข้อตกลงนี้คือการปฏิบัติให้สำเร็จ

‘พวกเรามีภาษาสำหรับเชื้อเพลิงฟอสซิลในข้อตกลงสุดท้าย ของพวกเราเป็นครั้งแรกเท่าที่เคยเกิดขึ้น’ สุลต่านอัล จาเบอร์ กล่าวด้วยความดีใจ ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากทั่วโลกมีความเห็นว่าการที่ที่ประชุม COP28 บรรลุข้อตกลงเปลี่ยนผ่านการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ทุกประเทศมุ่งไปสู่การยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ทั้งนี้ กว่าที่สมาชิกทุกประเทศของที่ประชุม COP28 จะบรรลุข้อตกลงเปลี่ยนผ่านการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น มีการแก้ไขภาษาที่ใช้ในร่างข้อตกลงหลายครั้ง โดยกว่า 100 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา  และสหราชอาณาจักร รวมถึงประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะโลกร้อน สนับสนุนให้ใช้ถ้อยคำที่หนักแน่นว่า ‘ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล’

แต่ชาติสมาชิกองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC (โอเปก) รวมถึงซาอุดีอาระเบีย มีความเห็นว่า การใช้คำให้ ‘ยุติ’ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล นั่นเป็นคำที่แรงเกินไป ก่อนจะมีการแก้ไขเป็นคำว่า ‘ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล’ แต่ก็ถูกคัดค้าน กระทั่งสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้เมื่อเปลี่ยนมาใช้คำว่า ‘เปลี่ยนผ่าน’ ในท้ายที่สุด

ที่มา : BBC , Aljazera

สงครามยูเครนยังโหด รัสเซียระดมยิงมิสไซล์ ถล่มเคียฟ ทำ รพ.เด็กพังเสียหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747534

สงครามยูเครนยังโหด รัสเซียระดมยิงมิสไซล์ ถล่มเคียฟ ทำ รพ.เด็กพังเสียหาย

13 ธ.ค. 2566 14:57 น.

สงครามยูเครนยังโหด รัสเซียระดมยิงมิสไซล์ ถล่มเคียฟ ทำ รพ.เด็กพังเสียหาย

กองทัพรัสเซียระดมโจมตีกรุงเคียฟ ทำโรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่ง บ้านหลายหลัง ได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ขณะ ปธน.เซเลนสกี เยือนสหรัฐฯขอความช่วยเหลือทางทหารเพิ่มเติม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสงครามในยูเครนยังคงหฤโหด หลังจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียเริ่มทำสงครามตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2565 โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้(13 ธ.ค.2566) กองทัพรัสเซียระดมโจมตีทางอากาศถล่มกรุงเคียฟ เมืองหลวงยูเครน และมีจรวดลูกหนึ่งตกใส่โรงพยาบาลเด็ก อพาร์ตเมนต์ และบ้านหลายหลัง เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 45 ราย 

ประชาชนในกรุงเคียฟต้องตกใจตื่น หลังได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นต่อเนื่องหลายระลอก ขณะที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนสกัดมิสไซล์ที่กองทัพรัสเซียยิงมาโจมตีกรุงเคียฟ เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันพุธที่ 13 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น 

บ้านเรือนในกรุงเคียฟถูกไฟไหม้ หลังรัสเซียยิงมิสไซล์มาโจมตีเมื่อเช้าวันที่ 13 ธ.ค.2566

นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ยังเปิดเผยว่า มีอพาร์ตเมนต์หนึ่งหลัง บ้านหนึ่งหลังและรถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้ ขณะที่กระจกหน้าต่างหลายบานและบริเวณทางเข้าโรงพยาบาลเด็กในเขต ดนีโปรสคยี ได้รับความเสียหาย รวมทั้งเศษจรวดยังทำให้ระบบจ่ายน้ำประปาของโรงพยาบาลได้รับความเสียหายด้วย

เบื้องต้น ยังไม่รู้ชัดเจนว่ากองทัพรัสเซียใช้อาวุธพิเศษชนิดใดในการโจมตี หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีจรวดรัสเซียถูกยิงมาโจมตีชานกรุงเคียฟ ทำให้บ้านหลายหลังได้รับความเสียหาย

มีรายงานว่า กองทัพรัสเซียระดมโจมตีกรุงเคียฟ  ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีแห่งยูเครน ไปเยือนสหรัฐฯครั้งใหม่ เพื่อเรียกร้องให้นักการเมืองฝ่ายขวาของพรรครีพับลิกันยอมสนับสนุนความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนเพิ่มเติม เป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ 

ที่มา : Aljazeera

เผยคลิปวินาทีอาคารพังถล่มในนิวยอร์ก กู้ภัยไม่พบคนติดใต้ซากอาคาร (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747561

เผยคลิปวินาทีอาคารพังถล่มในนิวยอร์ก กู้ภัยไม่พบคนติดใต้ซากอาคาร (คลิป)

13 ธ.ค. 2566 14:28 น.

เผยคลิปวินาทีอาคารพังถล่มในนิวยอร์ก กู้ภัยไม่พบคนติดใต้ซากอาคาร (คลิป)

หน่วยงานคมนาคมขนส่งของสหรัฐฯ เผยคลิปภาพวินาทีที่อาคารพักอาศัยในนิวยอร์กพังถล่มลงมาบางส่วนวานนี้ โดยกล้องหน้ารถของรถโดยสารสามารถบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ได้ 

โลกโซเชียลมีการเผยแพร่คลิปภาพจากกล้องหน้ารถโดยสารคันหนึ่งที่บังเอิญมาประสบเหตุอาคารพักอาศัย 7 ชั้นในย่านบร็องซ์ พังถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา โดยจากคลิปจะเห็นว่านั่งร้านเหล็กเริ่มขยับไหวไปมา ก่อนที่คนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งรถยนต์ที่จอดอยู่อีกคันหนึ่ง จะรีบวิ่งหนี และรีบถอยออกมาหวิดถูกซากอาคารถล่มทับอย่างฉิวเฉียด

ดูคลิป ที่นี่

โดยล่าสุดหน่วยกู้ภัยยืนยันว่า จากปฏิบัติการค้นหานานหลายชั่วโมง ไม่มีผู้ใดติดอยู่ในซากอาคารดังกล่าวแม้แต่คนเดียว ทำให้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต มีเพียงผู้บาดเจ็บเล็กน้อยจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ 2 คน ส่วนสาเหตุของการพังถล่มยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน

ทั้งนี้ อาคารแห่งนี้เป็นอพาร์ตเมนต์พักอาศัยที่สร้างตั้งแต่ปี 1927 และมีคนพักอาศัยอยู่หนาแน่น ในขณะที่ด้านล่างเป็นร้านค้า โดยอาคารอยู่ในระหว่างการบูรณะซ่อมแซม หลังพบว่ามีรอยร้าว และมีอิฐหลุดออกจากตัวอาคารบางส่วน แต่การซ่อมแซมยังไม่แล้วเสร็จ ก็เกิดเหตุโครงสร้างบางส่วนพังถล่มลงมาเสียก่อน.

ที่มา : เอพี

ญี่ปุ่นเตรียมใช้ธนบัตรออกแบบใหม่ 3 ชนิด ดีเดย์ 3 ก.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747498

ญี่ปุ่นเตรียมใช้ธนบัตรออกแบบใหม่ 3 ชนิด ดีเดย์ 3 ก.ค.

13 ธ.ค. 2566 11:40 น.

ญี่ปุ่นเตรียมใช้ธนบัตรออกแบบใหม่ 3 ชนิด ดีเดย์ 3 ก.ค.

ญี่ปุ่นประกาศเตรียมใช้ธนบัตรที่ออกแบบใหม่ 3 ชนิด ในวันที่ 3 กรกฎาคมปีหน้า ซึ่งถือว่าเป็นการออกธนบัตรแบบใหม่มาใช้งานครั้งแรกในรอบ 20 ปี

กระทรวงคลังและธนาคารกลางของญี่ปุ่น หรือ BOJ แถลงต่อสื่อมวลชนว่าจะเริ่มใช้ธนบัตรที่ออกแบบใหม่จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ 10,000 เยน 5,000 เยน และ 1,000 เยน เริ่มนำออกใช้ในวันที่ 3 กรกฎาคม ปี 2567 ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่มีการเปลี่ยนโฉมหน้าของธนบัตรของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถึงแม้จะมีการนำธนบัตรใหม่เข้ามาหมุนเวียนในระบบแล้ว แต่ธนบัตรแบบเก่าก็ยังคงสามารถใช้ได้ตามกฎหมาย

สำหรับธนบัตรแบบใหม่มูลค่า 10,000 เยน จะเป็นภาพของ เออิจิ ชิบุซาวะ บิดาแห่งทุนนิยมของญี่ปุ่น ขณะที่ธนบัตรมูลค่า 5,000 เยน จะเป็นภาพของ อุเมโกะ สึดะ นักการศึกษา ซึ่งผลักดันให้ผู้หญิงได้รับการศึกษาสูงขึ้น และธนบัตรมูลค่า 1,000 เยนจะเป็นภาพของ ชิบะซาบุโร่ คิตะซาโตะ ในฐานะที่เขาเป็นแพทย์และนักจุลชีววิทยาที่พัฒนาเซรุ่มต้านพิษบาดทะยัก

ส่วนด้านหลังของธนบัตรมูลค่า 10,000 เยน จะเป็นภาพของสถานีรถไฟโตเกียว ส่วนธนบัตร 5,000 เยน จะมีรูปดอกวิสทีเรีย หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่าดอกฟูจิ และธนบัตร 1,000 เยน จะมีภาพคลื่นยักษ์นอกชายฝั่งคานางาวะ โดยมีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง ซึ่งวาดโดย คัทสึชิกะ โฮคุไซ ซึ่งจะใช้ระบบโฮโลแกรมในการพิมพ์ เพื่อป้องกันการปลอมแปลง

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ BOJ พบว่า จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม ปี 2565 ญี่ปุ่นมีการใช้ธนบัตรหมุนเวียนในระบบมากถึง 18.59 พันล้านใบ หากมีการนำธนบัตรดังกล่าวมาวางเรียงกันในแนวนอน จะคิดเป็น 8 เท่าของระยะทางจากโลกไปดวงจันทร์เลยทีเดียว.

ที่มา: Nikkei