‘มกอช.’ เดินหน้าขับเคลื่อนงานตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774839

'มกอช.' เดินหน้าขับเคลื่อนงานตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

‘มกอช.’ เดินหน้าขับเคลื่อนงานตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 09.10 น.

‘มกอช.’ เดินหน้าขับเคลื่อนงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้เล็งเห็น และให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Supply Chain) โดยการดำเนินงานภายใต้ภารกิจหลักว่าด้วย การกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค ตลอดจนการเจรจาระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน และแก้ปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร ประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป ในการขับเคลื่อนดังกล่าว มกอช. แบ่งเป็น 3 ช่วงการดำเนินงานให้ตรอบคลุมวงจรตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Supply Chain) ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ

ระดับต้นน้ำ มกอช. ได้มีการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร จำนวนทั้งสิน 409 เรื่อง แบ่งเป็น มาตรฐานทั่วไป 400 เรื่อง และมาตรฐานบังคับ 9 เรื่อง มาตรฐานการผลิตยั่งยืน ได้แก่ มาตรฐานการผลิตข้าวยั่งยืน มาตรฐานการผลิตกุ้งทะเลยั่งยืน มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มยั่งยืน โครงการ“แมลง”แหล่งอาหารอนาคต และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการใช้แมลงเป็นแหล่งโปรตีนในอาหาร ปัจจุบันมีจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวน 50 ราย

ระดับกลางน้ำ มกอช. ได้มีโครงการและภารกิจที่ทาง มกอช. ได้นำมาตรฐานสินค้าเกษตรนำไปเผยแพร่ ประยุกต์ใช้ รวมถึงการอบรมให้ความรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิเช่น การดำเนินงานการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ  โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน ที่ มกอช. ร่วมกับ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก โครงการพัฒนาระบบบริการภาครัฐ หรือระบบ CAB Service ระบบ TAS-License 

ระดับปลายน้ำ มกอช. ได้จัดทำโครงการและภารกิจที่พัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการส่งต่อผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ให้ถึงมือผู้บริโภค ได้แก่ โครงการส่งเสริมการบริโภคและใช้วัตถุดิบสินค้า Q (Q market) โครงการตรวจรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ประเภทโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) โครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า Q (Q Restaurant) และ Q Restaurant Premium  และ เว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน- ออนไลน์ DGT Farm เว็บไซต์รวบรวมสินค้าเกษตรที่ได้รับมาตรฐานกว่า 1,739 รายการ

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา มกอช. ได้มีผลงานที่เป็นประจักษ์ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้สินค้าเกษตรไทยน่าเชื่อถือในตลาดโลก ได้แก่ การประสบความสำเร็จในการเจรจาส่งออกผลมังคุดสดไปญี่ปุ่นโดยไม่ต้องอบไอน้ำ ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้จะส่งผลช่วยลดต้นทุนการผลิตและการส่งออกมังคุดของไทย ช่วยคงความสดใหม่และไม่สร้างความเสียหายให้กับผลมังคุดสด อีกทั้งช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาของมังคุด นอกจากนี้ มกอช. ยังได้ทำการเปิดตลาดเนื้อเป็ดปรุงสุกจากไทยไปออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเด็นการหารือภายใต้กรอบการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญ ด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหาร (SPS Expert Group) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย – ออสเตรเลีย ในการเปิดตลาดในครั้งนี้จะส่งผลช่วยผู้ประกอบการไทย สามารถที่จะส่งออกสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกไปออสเตรเลียได้ โดยการส่งออกมีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคออสเตรเลีย ก็จะมีทางเลือกในการเลือกซื้อและบริโภคสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกจากเพิ่มมากขึ้นด้วยด้วยเช่นกัน

“มกอช. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกโดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ นั่นคือ การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่องเพื่อครอบคลุมความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง อาทิ มาตรฐานผลิตภัณฑ์จิ้งหรีด มาตรฐานบังคับโรงรวบรวมและคัดบรรจุทุเรียน อีกทั้ง มกอช.ยังเล็งเห็นถึงการพัฒนาระบบดิจิทัล รวมถึงไปการขยายผลพัฒนาระบบ QR Trace on Cloud และ DGT Farm ทั้งนี้ มกอช. ยังมุ่งมั่นในการส่งเสริม และพัฒนาบุคลากรด้านมาตรฐาน ทั้ง Q อาสา และบุคลากรในสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการพัฒนาระบบ e-learning ด้านมาตรฐาน โดยขยายวิชา เพิ่มเติมจากมาตรฐาน GAP พืชอาหาร และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ไปยังมาตรฐานที่สำคัญอื่นๆ ภารกิจทางด้านการเจรจา มกอช. ยังคงมุ่งหน้าผลักดันในด้านการเจรจาให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตร และแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ ในระดับสากล รวมไปถึง การพัฒนาระบบการอนุญาต การกำกับดูแลการนำเข้าส่งออกตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มกอช. มุ่งมั่นดำเนินการตามภารกิจหลักขององค์ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ว่า ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยที่ดีขึ้น” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

รมว.เกษตรฯจี้มาตรการ เร่งมือช่วยเหลือชาวนาเกลือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774781

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ครั้งที่ 2/2566 โดยมีผู้แทนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลจาก 7 จังหวัด คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เกลือเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของคนไทย จึงต้องส่งเสริมและรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการทำนาเกลือให้อยู่คู่กับประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าเกลือ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ หารือมาตรการแทรกแซงราคาเกลือทะเล เพื่อให้กลไกราคาปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ประสานกับกระทรวงวัฒนธรรม ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวงานอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาด้านเกลือทะเล เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของเกลือทะเลไทย สร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเล และเป็นหนึ่งในแนวทางการส่งเสริม Soft power พร้อมทั้งเร่งผลักดันการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่นาเกลือทะเลไทยเป็นมรดกทางการเกษตรโลก (GIAHS)

รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องสามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนได้อย่างรวดเร็ว จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงให้ยกเลิกคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ ที่ 2411/2562 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 และมีคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ ที่ 881/2566 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2566 แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยขึ้นใหม่ มีอำนาจหน้าที่ 1.ศึกษา และกำหนด แนวทาง มาตรการการพัฒนาเกลือทะเลไทยทั้งระบบ 2.กำหนด และจัดทำแผนงานโครงการและงบประมาณ และบูรณาการการขับเคลื่อนการบริหารจัดการเกลือทะเลไทย ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด 3.กำกับ ดูแล และติดตามผลการปฏิบัติงานตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด และรายงานผู้บริหาร 4.เชิญหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลความเห็น และข้อเสนอแนะ รวมทั้งจัดส่งเอกสารและข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร 5.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม และ 6.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ ฤดูกาลผลิต 2565/66 มีเกษตรกรผู้ทำนาเกลือขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร 628 ครัวเรือน 2,495 แปลงพื้นที่ 23,307.21 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวม 521,054.51 ตัน (รวม 7 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร เพชรบุรี สมุทรสงคราม ปัตตานี ชลบุรีฉะเชิงเทรา และจันทบุรี) โดยคาดการณ์ปริมาณผลผลิตเกลือทะเล ปีการผลิต 2566/67 รวม 692,470.23 ตัน

‘ธรรมนัส’สั่งเร่งแก้ปัญหาชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774779

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจราชการในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อรับฟังสถานการณ์ด้านประมงและหารือแนวทางแก้ปัญหา โดยมีนายผล ดำธรรม ผวจ.สมุทรสาคร นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมตลาดทะเลไทย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ว่ามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมารับฟังและหารือแนวทางแก้ปัญหาจากกลุ่มชาวประมงผู้ประกอบการประมง และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มประกอบด้วย 1.เรือประมงในน่านน้ำไทยที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายด้านประมง

2.เรือประมงนอกน่านน้ำไทยที่ประสบปัญหาขาดแหล่งทำการประมงในน่านน้ำของรัฐชายฝั่งอื่นที่มีอยู่จำกัด และ 3.เรือประมงพื้นบ้านจับสัตว์น้ำได้น้อยลงเนื่องจากเรือมีขนาดเล็กไม่สามารถออกทำการประมงได้ไกล นอกจากนี้ ยังมีปัญหาน้ำเสียจากภาคเกษตรกรรม/อุตสาหกรรม/ครัวเรือน ปัญหาน้ำทะเลเน่าเสียจากปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom) และปัญหาราคาสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงตกต่ำ โดยระยะสั้นได้เน้นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับแรงงานซึ่งให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One stop service) การแก้ไขกฎหมายลำดับรองและการควบรวมกฎหมายฉบับต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคในการทำประมง/การนำเรือประมงออกนอกระบบ โดยเฉพาะการปรับปรุงอำนาจหน้าที่คณะกรรมการประมงจังหวัด ให้สามารถแก้ปัญหาประมงในพื้นที่ได้อย่างคล่องตัวและทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสั่งการให้มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนและเขตชายฝั่ง เพื่อเป็นแหล่งอาหารและฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยที่กรมประมง ได้จัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาภาคการประมง ซึ่งมี รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน

‘อนุชา’มอบรถเข็น สามล้อโยกผู้พิการ รุดจัดส่งที่ชัยนาท ให้เข้าถึงสวัสดิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774784

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีส่งมอบรถเข็นแบบนั่งและรถสามล้อโยก โครงการจัดหารถเข็นแบบนั่งและรถสามล้อโยกสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อเข้าถึงสิทธิสวัสดิการใน จ.ชัยนาท โดยมีนายชไมพร อำไพจิตรรอง ผวจ.ชัยนาท นายกันตพงศ์ รังษีสว่างรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วม ที่โรงเรียนศึกษาพิเศษชัยนาท จ.ชัยนาท

นายอนุชา กล่าวว่า ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นคณะกรรมการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ผลักดันและสนับสนุนให้ จ.ชัยนาท เสนอโครงการจัดหารถเข็นแบบนั่งและรถสามล้อโยกสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการใน จ.ชัยนาท จนได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสลากฯ และดำเนินโครงการจนสำเร็จลุล่วง

จากข้อมูลรายงานว่า ปัจจุบัน จ.ชัยนาท ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีผู้สูงอายุ 79,831 คน (ร้อยละ 25.08) และคนพิการ 14,470 คน(ร้อยละ 4.55) และมีผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถเข็นสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการหรือรถวีลแชร์ เพื่อการดำรงชีวิตประจำวันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.ชัยนาท จึงได้จัดทำและขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว เพื่อเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ 262 คัน ซึ่งนับเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม ที่มีประโยชน์และสอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการในปัจจุบันมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และคนพิการ

เกษตรฯจับมือพาณิชย์ จัดการข้าวเปลือกนาปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774780

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมนโยบายคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้พิจารณามาตรการบริหารจัดการข้าวเปลือกนาปี 2566/67 ได้แก่ 1.สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และ 2.การชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต๊อก โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมการข้าว และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

คกก.สร้างอาชีพฯชู’โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774865

คกก.สร้างอาชีพฯชู'โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้'

คกก.สร้างอาชีพฯชู’โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.05 น.

คกก.สร้างอาชีพ สร้างรายได้เกษตรกรที่ได้รับการพักหนี้ ชู“โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการพักชำระหนี้ ครั้งที่1/2566 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมบูรณาการกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำ “โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ให้กับเกษตรกรจำนวน 300,000 ราย หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อย และพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งการจัดทำโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรโดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการเชื่อมโยงและพัฒนาด้านการตลาด ยกระดับสู่ตลาด Modern Trade ตลาดออนไลน์ และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินด้วยการเพิ่มทักษะทางการเงินและดิจิทัล

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 1) กิจกรรมระยะที่ 1 : การปรับแนวคิด/ความรู้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และ Kick off โครงการ 2) กิจกรรมระยะที่ 2 : การฝึกอบรมภาคปฏิบัติให้แก่เกษตรกรรม (On the job training) 3) กิจกรรมระยะที่ 3 : การตรวจเยี่ยม แนะนำ ติดตามและประเมินผลเบื้องต้น และ 4) กิจกรรมระยะที่ 4 : การรวบรวมช่องทางการตลาด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดรายการอาชีพกว่า 100 โครงการครอบคลุม ด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกกิจกรรมที่ต้องการพัฒนาได้ตามความเหมาะสมอีกด้วย

‘พัชรวาท’ มอบของขวัญปีใหม่ แจกไม้มงคล 19 ชนิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774919

‘พัชรวาท’ มอบของขวัญปีใหม่ แจกไม้มงคล 19 ชนิด

‘พัชรวาท’ มอบของขวัญปีใหม่ แจกไม้มงคล 19 ชนิด

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.01 น.

“พัชรวาท” มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน แจกไม้มงคล 19 ชนิด 101,010 กล้า ผ่านพิธีพุทธาภิเษก จาก “สมเด็จธงชัย” ได้สิริมงคล – เพิ่มพื้นที่สีเขียว นำบัตรประชาชนมารับได้ตั้งแต่ 13-28 ธ.ค. พร้อมกันทั่วประเทศ

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ “พฤกษามหามงคล” โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ท่านเจ้าประคุณธงชัย) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระสงฆ์รวม 10 รูป ร่วมเจริญพระพุทธมนต์พุทธาภิเษกกล้าไม้มงคลกว่า 19 ชนิด จำนวน 101,010 กล้า พร้อมทั้งแจกจ่ายให้กับประชาชนเพื่อสิริมงคลและเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2567 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งใจมอบให้ประชาชน  

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ผลักดันและส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศ ด้วยวิธีสนับสนุนการปลูกและฟื้นฟูป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า ปลูกคน” สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม ประกอบกับช่วงโอกาสพิเศษในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2567 ที่กำลังจะมาถึง กระทรวงฯ โดยกรมป่าไม้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ “พฤกษามหามงคล” ซึ่งนำกล้าไม้มงคลกว่า 19 ชนิด อาทิ สักทอง พะยูง ไผ่สีสุก ล่ำซำ(สั่งทำ) หอมหมื่นลี้ จิกเศรษฐี หัวใจเศรษฐี  แผ่บารมี (หูกระจง) มั่งมี (เฉียงพร้านางแอ) ชะแมบทอง จำปี ขนุน พิกุล ทองหลาง ทรงบาดาล ชัยพฤกษ์ บุนนาค มะขาม และกันเกรา จำนวน 101,010 กล้า ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี จะได้นำกล้าไม้มงคลดังกล่าวแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ให้นำกลับไปปลูกเป็นสิริมงคลกับครอบครัวและที่อยู่อาศัย หรือนำไปปลูกตามสถานที่หน่วยงาน ซึ่งเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้

ทั้งนี้ประชาชนสามารถเดินทางมาขอรับกล้าไม้มงคลได้ระหว่างวันที่ 13-28 ธันวาคม 2566 ณ กรมป่าไม้ บางเขน กรุงเทพมหานคร โดยแบ่งเป็น 4 รอบ รอบละ 50 ท่าน ช่วงเช้ารอบแรกเวลา 9.00 น. และรอบสองเวลา 10.30 น. สำหรับช่วงบ่ายเริ่มเวลา 13.00 น. และรอบสุดท้ายเวลา 15.00 น. สามารถขอรับกล้าไม้ได้ท่านละ 50 ต้น โดยนำบัตรประชาชนมาลงทะเบียนรับกล้าไม้ พร้อมนำถุงผ้าหรือภาชนะมาใส่กล้าไม้ และขอความร่วมมือประชาชนในการงดใช้ถุงพลาสติกเพื่อช่วยลดโลกร้อน  

ด้านนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า นอกจากการจัดพิธีในส่วนกลางแล้ว ประชาชนในส่วนภูมิภาคก็สามารถขอรับกล้าไม้มงคลได้เช่นกัน โดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศจะจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ “พฤกษามหามงคล” พร้อมกับส่วนกลาง และประชาชนในพื้นที่สามารถโทรสอบถามและขอรับกล้าไม้มงคลได้ที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ทั่วประเทศ หรือ ติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่เว็บไซต์กรมป่าไม้ https://www.forest.go.th/nursery/requestseedling/seedlingnurserylocation/

นายจตุพร กล่าวอีกว่า สำหรับเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ คาดว่าจะมีประชาชนต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อกลับไปเยี่ยมครอบครัวจำนวนมาก กระทรวงทรัพย์ฯ โดยกรมป่าไม้ ได้จัดเตรียมของขวัญให้กับประชาชนในช่วงระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 66 – 1 ม.ค. 67 โดยจะยกเว้นค่าบริการท่องเที่ยวในป่านันทนาการ 3 แห่ง ได้แก่ ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง จ.ยะลา ป่านันทนาการหินสามวาฬ จ.บึงกาฬ และป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ จ.ปราจีนบุรี เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ได้เข้าไปท่องเที่ยวธรรมชาติกับครอบครัว นอกจากนี้ กรมป่าไม้ได้จัดจุดให้บริการประชาชน นักท่องเที่ยว เป็นจุดพักรถ จำนวน 297 จุด และให้บริการช่วยเหลืออำนวยความสะดวก บริการเครื่องดื่ม ผ้าเย็น ยาสามัญเบื้องต้น ให้ข้อมูลการเดินทาง และห้องสุขา ในช่วงเวลาดังกล่าว

-(016)

สปส. จับมือสถานพยาบาล 267 แห่ง ยกระดับการให้บริการผู้ประกันตนเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774915

สปส. จับมือสถานพยาบาล 267 แห่ง ยกระดับการให้บริการผู้ประกันตนเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

สปส. จับมือสถานพยาบาล 267 แห่ง ยกระดับการให้บริการผู้ประกันตนเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.55 น.

13 ธันวาคม 2566 เวลา 09.30 น. นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เป็นประธานพิธีลงนามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ ประจำปี 2567 ระหว่างสำนักงานประกันสังคม กับ สถานพยาบาลเอกชน โดยมี ผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม รวมทั้งผู้บริหารสถานพยาบาลเอกชน จำนวน 58 แห่ง สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมสมเกียรติฉายะศรีวงศ์ ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานประกันสังคม (สำนักงานใหญ่) จังหวัดนนทบุรี

นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การจัดพิธีลงนามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ ประจำปี 2567 ในครั้งนี้ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 ธันวาคม 2566 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถานพยาบาลเอกชนในโครงการประกันสังคม ได้รับทราบระเบียบ แนวทางปฏิบัติการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน ตามสัญญาจ้างบริการทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถจัดบริการอย่างมีคุณภาพ พร้อมร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน อีกทั้ง พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับบริการที่ดี และพึงพอใจเป็นสำคัญ

โดยปัจจุบัน ผู้ประกันตนมีแนวโน้มเลือกสถานพยาบาลเอกชนเพิ่มมากขึ้น เพราะเกิดจากความร่วมมือของสถานพยาบาลคู่สัญญาที่ร่วมกันพัฒนาคุณภาพทั้งมาตรฐานการรักษา และการให้บริการที่เป็นเลิศที่ดีเสมอมา ซึ่งในปี 2567 ได้มีสถานพยาบาลหลักเข้าร่วมโครงการลงนามเป็นสถานพยาบาลคู่สัญญาให้บริการทางการแพทย์ จำนวน 267 แห่ง แยกเป็นสถานพยาบาลภาครัฐ จำนวน 170 แห่ง และสถานพยาบาลเอกชน จำนวน 97 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 7 แห่ง

สำหรับการคัดเลือกสถานพยาบาลคู่สัญญาให้บริการทางการแพทย์ เพื่อการดูแลรักษาผู้ประกันตนตามมาตรฐานที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนด มีใจความสำคัญคือ ต้องทำการรักษาผู้ประกันตนจนสิ้นสุดการรักษาโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดวงเงินค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ สถานพยาบาลจะไม่เรียกเก็บเงินค่าบริการทางการแพทย์ มีระบบการส่งต่อไปยังสถานพยาบาลระดับที่สูงกว่าหรือสถานพยาบาลที่เชี่ยวชาญเฉพาะโรค เพื่อให้การบริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนที่เกินศักยภาพของสถานพยาบาลคู่สัญญาที่ให้การบริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน

“สำนักงานประกันสังคมยังคงมุ่งมั่น โดยยึดหลักการดำเนินงานภายใต้แนวทางของกระทรวงแรงงาน และรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ด้านการให้บริการทางการแพทย์ ลดความเหลื่อมล้ำ โดยบูรณาการงานด้านบริการทางการแพทย์อย่างเหมาะสม เท่าเทียม มีคุณภาพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในการยกระดับการบริการให้แก่ผู้ประกันตนให้ได้รับความสะดวกด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย”

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ในวันที่ 20 ธันวาคม 2566 นี้ สำนักงานประกันสังคมจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อร่วมพัฒนาระบบการให้บริการทางการแพทย์ทางไกล telemedicine หรือ telehealth ระบบนัดหมายให้บริการแก่ผู้ประกันตนล่วงหน้า เพื่อลดระยะเวลาการรอคอย พร้อมปรับรูปแบบการจัดบริการทางการแพทย์ให้เหมาะสมแก่ผู้ประกันตน และการบูรณาการการใช้สิทธิการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อดูแลรักษาผู้ประกันตนให้เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์อย่างดีที่สุด 

-(016)

เคล็ดลับเลือก ‘โยเกิร์ต’ สำหรับสาวๆ ที่ต้องการหุ่นเป๊ะ ผิวปัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774747

เคล็ดลับเลือก ‘โยเกิร์ต’ สำหรับสาวๆ ที่ต้องการหุ่นเป๊ะ ผิวปัง

เคล็ดลับเลือก ‘โยเกิร์ต’ สำหรับสาวๆ ที่ต้องการหุ่นเป๊ะ ผิวปัง

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

โยเกิร์ต หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ที่ส่งผลดีต่อร่างกาย โดยมีโพรไบโอติก ช่วยเรื่องของการขับถ่าย ช่วยปรับสมดุลและกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยลดไขมันเลว LDL และระดับโคเลสเตอรอลในเลือด และยังเป็นอาหารที่นำไปสร้างสรรค์เมนูได้หลากหลาย ไม่ว่าจะกินพร้อมท็อปปิ้งต่างๆ เป็นมื้อเช้า เป็นมื้อระหว่างวัน มื้อเย็น หรือผสมในเครื่องดื่มต่างๆ ก็ได้รสชาติที่อร่อยสดชื่น ช่วยให้อิ่มอยู่ท้องได้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่โยเกิร์ตจะขึ้นแท่นเป็นตัวช่วยให้กับคนที่รักสุขภาพและคนที่ต้องการควบคุมอาหาร

โยเกิร์ตในท้องตลาดมีมากมายหลากหลายให้ได้เลือกตามความชอบกัน แต่ถ้าใครยังไม่รู้จะเริ่มการเลือกโยเกิร์ตอย่างไรดี “ฟาร์มมิลโยเกิร์ต” มาแชร์ทริคการเลือกบริโภคโยเกิร์ต สำหรับสาวๆ ที่ต้องการตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนักกัน

ผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตมีให้เลือกทั้งที่ผลิตจากนม (Dairy) และไม่ได้ผลิตจากนม (Non-dairy) ซึ่งมีคุณค่าทางสารอาหารและรสชาติแตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญสำหรับการเลือกโยเกิร์ตของสายรักสุขภาพก็คือ อย่าลืมดูปริมาณน้ำตาลในส่วนประกอบ ควรดูข้อมูลส่วนประกอบเลือกอันที่มีน้ำตาลน้อย และควรเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ไม่ผสมผลไม้หรือส่วนประกอบอื่นเพราะมักจะมีน้ำตาลแฝงมาด้วย

สำหรับใครที่อยากคุมอาหาร ต้องมองหาอาหารที่มีโปรตีนและไฟเบอร์สูงเพราะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดการกินจุบจิบ การเพิ่มโปรตีนให้ร่างกายสามารถช่วยลดระดับ “ฮอร์โมนเกรลิน” ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความอยากอาหารและทำให้ร่างกายรู้สึกหิว นอกจากนี้ โปรตีนยังจำเป็นสำหรับการซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ พร้อมสำหรับการออกกำลังกายเพื่อสร้างหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มด้วย ดังนั้นหากใครกำลังเลือกโยเกิร์ตที่ดีต่อการควบคุมน้ำหนัก อย่าลืมดูปริมาณโปรตีนที่ฉลากข้างผลิตภัณฑ์ให้ดี

ใครที่ตั้งใจดูแลความสวยล้วนเข้าใจดีว่า ถ้าเราตั้งใจลดน้ำหนักหรือลดสัดส่วนลงแต่ไม่ดูแลผิวพรรณให้ดี ก็สร้างความสวยแบบเฮลตี้ไม่ได้ ดังนั้น การเติมอาหารให้กับผิวคืนความเปล่งปลั่งก็เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเลือกโยเกิร์ตที่มีส่วนประกอบของวิตามินต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอีซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงเซลล์ผิวให้สมบูรณ์

นอกจากเลือกโยเกิร์ตที่มีส่วนประกอบที่มีประโยชน์แล้ว การออกกำลังกายก็สำคัญไม่แพ้กัน ใครที่ต้องการรักษาสุขภาพต้องออกกำลังกายให้ได้ทั้ง 2 ประเภทคือ คาร์ดิโอเพื่อเผาผลาญพลังงาน เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ เต้น และเวทเทรนนิ่งเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เช่น ยกดัมเบล โยคะพิลาทิส และอย่าลืมสร้างพลังงานดีๆ ให้ร่างกายด้วยการกินโยเกิร์ตสักถ้วยก่อนออกกำลังกาย

สาวๆ รู้วิธีการเลือกโยเกิร์ตที่ดีต่อสุขภาพกันแล้ว เรามีวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด เพียงมองหาโยเกิร์ต แพลนต์เบสอย่าง “ฟาร์มมิลโยเกิร์ต” ซึ่งมีส่วนผสมหลักจากถั่วชิกพีและถั่วลันเตา มีโปรตีนสูง 10 กรัมมีโพรไบโอติกช่วยการขับถ่าย อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน และช่วยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอล ไม่มีส่วนผสมของนมวัว-ถั่วเหลือง เป็นวีแกน 100% และที่สำคัญมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าโยเกิร์ตส่วนใหญ่ในท้องตลาด

“ฟาร์มมิลโยเกิร์ต” โยเกิร์ตคุณภาพพรีเมียม มีวางจำหน่ายที่ วิลล่า มาร์เก็ต, เลมอนฟาร์ม, โลตัส (บางสาขา), ร้านใบเมี่ยง, ร้านนับแคล, ร้านออร์แกนิครูม,ร้านคลีนส์สเตชั่น และร้านอาหารและโรงพยาบาลชั้นนำ หรือ สามารถสั่งได้ผ่านช่องทางออนไลน์ LINE @farmillefood

Life & Health : แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมประเทศไทยในปี 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774746

Life & Health : แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมประเทศไทยในปี 2024

Life & Health : แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมประเทศไทยในปี 2024

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเองก็เช่นกัน เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างกว้างขวาง

ข้อมูลจาก ภูกิจ ดิศทรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทเรียล สมาร์ท จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2024แนวโน้มเทคโนโลยีดิจิทัลที่คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศไทย ได้แก่

● Digital Transformation การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล หมายถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในทุกมิติขององค์กร ทั้งในด้านการดำเนินงาน การจัดการ และการให้บริการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและองค์กร

● Artificial Intelligence (AI) ปัญญาประดิษฐ์ หมายถึงเทคโนโลยีที่เลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ สามารถใช้เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ทำงานอัตโนมัติ และสร้างสรรค์ผลงาน และนวัตกรรมใหม่ๆ

● 5G เครือข่าย ช่วยให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบายสื่อสารไร้สายความเร็วสูงใหม่ๆ

Digital Transformation ก้าวสำคัญสู่อนาคต

Digital Transformation เป็นเทรนด์สำคัญที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก ในประเทศไทยเองก็มีการส่งเสริมให้องค์กรต่าง ๆ เร่งดำเนินการ Digital Transformation เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก

สำหรับในปี 2024 คาดว่า Digital Transformation จะยังคงเป็นเทรนด์สำคัญในไทย โดยองค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้มากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ตัวอย่างการนำ Digital Transformation มาใช้ในไทย ได้แก่

● ภาคธุรกิจ : การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการผลิต การบริหารจัดการ Supply Chain และการให้บริการลูกค้า เช่น การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการตรวจจับสินค้าเสื่อมสภาพ การนำระบบคลาวด์มาใช้ในการจัดการข้อมูล และการนำโซเชียลมีเดียมาใช้ในการสื่อสารกับลูกค้า

● ภาครัฐ : การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการประชาชน เช่น การนำแอปพลิเคชั่นมาใช้ในการให้บริการประชาชน การนำบิ๊กดาต้ามาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล และการนำหุ่นยนต์มาใช้ในการให้บริการต่างๆ

AI เทคโนโลยีแห่งอนาคต

AI เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพที่จะพลิกโฉมและปฏิวัติทุกวงการ ตั้งแต่เมื่อ 1 ปีที่แล้วที่บริษัท OpenAI ได้เปิดตัว ChatGPT ทำให้โลกได้รู้จัก AI และ Generative AI อย่างแพร่หลาย และทุกๆ บริษัทด้านเทคโนโลยีตื่นตัวเรื่อง AI กันมากขึ้น ในประเทศไทยเองก็มีการนำ AI มาใช้ในหลากหลายภาคส่วน เช่น

● ภาคอุตสาหกรรม : การนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ และการจัดการ Supply Chain เช่น การนำ AI มาใช้ในการควบคุมเครื่องจักรอัตโนมัติ การนำ AI มาใช้ในการตรวจจับสินค้าเสื่อมสภาพ และการนำ AI มาใช้ในการจัดเส้นทางขนส่ง

● ภาคบริการ : การนำ AI มาใช้ในการให้บริการลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล และการขายสินค้า เช่น การนำ AI มาใช้ในตอบคำถามลูกค้า การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และการนำ AI มาใช้ในแนะนำสินค้า รวมถึงการสร้างสรรค์ Content รูปแบบใหม่ๆ ที่ใช้ทรัพยากรน้อยลง

● ภาคสาธารณสุข : การนำ AI มาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการพัฒนายารักษาโรค เช่น การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ การนำ AI มาใช้ในการรักษาโรคทางพันธุกรรม และการนำ AI มาใช้ในการพัฒนายารักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น

5G เครือข่ายแห่งอนาคต

5G เป็นเครือข่ายสื่อสารไร้สายความเร็วสูง ช่วยให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ5G รองรับการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบใหม่ๆ เช่น

● เทคโนโลยี AR/VR : เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นโลกเสมือนจริง สามารถใช้ในการเรียนรู้ การฝึกอบรม และการทำงาน

● เทคโนโลยี IoT : เทคโนโลยีที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ การเกษตรอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

● เทคโนโลยี Cloud Computing : เทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้จากทุกที่ในโลก สามารถใช้ในการจัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูล และให้บริการต่าง ๆ

ปัจจุบันในประเทศไทยเองมีเครือข่าย 5G ครอบคลุมมากกว่า 80% แล้วทั่วประเทศ สมมุติว่าคนไทย 10 คน จะมี 8 คน อยู่ในเครือข่ายที่รองรับ 5G แต่จะมีคนใช้งานจริงอยู่แค่ 2 คนเท่านั้น แต่ภายในปี 2025 คนไทยจะใช้งาน 5G มากขึ้นถึง 50% ด้วยกัน อ้างอิงโดยคุณนวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าส่วนงานการตลาดลูกค้าองค์กรและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท AIS

โดยสรุป Digital Transformation, AI, และ 5G เป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยในปี 2024 องค์กรต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เร็วมากขึ้นในทุกวันนี้

ทั้งนี้ ภาครัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียม และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทย สำหรับบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด เองก็เล็งเห็นถึงกระแสของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยที่กำลังก้าวไปอย่างรวดเร็ว บริษัทฯได้เข้าช่วยให้บริการด้านการจัดการ Big Data และ Digital Transformation ให้กับบริษัทหรือองค์กรต่างๆ รวมถึงการใช้ AI เข้าพัฒนาต่อยอดหรือส่งเสริมด้านการดำเนินธุรกิจและการตลาดให้กับลูกค้าสามารถเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.realsmart.co.th

สำหรับเทศกาลปีใหม่นี้ อาจารย์ คำพันธุ์ราชดา ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เปิดเผยว่าวิทยาลัยเทคโนโลยี พระมหาไถ่ พัทยา สถานศึกษาเพื่อคนพิการ ชวนทำบุญรับเทศกาลปีใหม่กับ โครงการ “น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มบุญ สุขคูณสอง” เพื่อให้น้องนักศึกษาผู้พิการได้ท้องอิ่ม ได้มีการศึกษาพร้อมฝึกทักษะวิชาชีพ สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืนโดยไม่เป็นภาระต่อสังคม ดังนั้น จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา สถานประกอบการร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อต่อลมหายใจให้คนพิการ ด้วยการมอบทุนอาหาร ทุนการศึกษา สิ่งของเครื่องใช้แก่น้องๆ นักศึกษาคนพิการที่อยู่ในความดูแลของวิทยาลัยฯ กว่า 160 คน ให้ได้อิ่มท้องครบ 3 มื้อ เริ่มต้นเพียงมื้อละ 5,000-20,000 บาท นับเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ในสิ่งดีๆ ด้วยการทำบุญช่วยเหลือผู้พิการ สามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ออมทรัพย์เลขที่บัญชี 3424736274นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หรือ โทร.038-196494

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ