‘ไชยา’ดันผ้าขิดสลับหมี่ ชูSoft Powerหนองบัวลำภู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774547

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ เตรียมผลักดันผ้าขิดสลับหมี่ ลายบัวลุ่มภู ผ้าฝ้ายแกมไหมทอมือลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัด เป็น Soft Power จ.หนองบัวลำภู ซึ่งมีการพัฒนาลวดลายโดยระดมความคิดของนักทอผ้า เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ได้มอบหมายกรมหม่อนไหม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่ตลอดกระบวนการผลิต ประกอบด้วย 1.ช่วงต้นน้ำ ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อให้ได้เส้นไหมสำหรับการทอผ้าที่มีคุณภาพ 2.ช่วงกลางน้ำส่งเสริมพัฒนาระบบการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกันวิธีการพื้นบ้าน และ 3.ช่วงปลายน้ำ ส่งเสริมการขาย พัฒนาบรรจุภัณฑ์ รวมถึงจัดหาตลาดในการจำหน่ายสินค้า เพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาดของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ได้มอบหมายกรมหม่อนไหม มอบผ้าขิดสลับหมี่ต้อนรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร เพื่อกระจายความรับรู้ผลิตภัณฑ์สู่ระดับประเทศและสามารถต่อยอดไปยังระดับโลก

สำหรับ จ.หนองบัวลำภู มีกลุ่มทอผ้าพื้นเมือง 533 กลุ่ม ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องการทอผ้าพื้นเมืองลวดลายเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะ “ผ้าขิดสลับหมี่”ลายบัวลุ่มภู ที่มีการผสมผสานทั้งผ้าขิดและผ้ามัดหมี่ไว้ในผืนผ้าเดียวกัน ทำให้เกิดลวดลายที่สวยงาม สื่อถึงวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของหนองบัวลำภู ซึ่งมีโทนสีชมพูจากการย้อมสีธรรมชาติ จัดเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทผ้า เครื่องแต่งกายที่สำคัญของ จ.หนองบัวลำภู รวมถึงได้รับการประกาศให้เป็นผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดหนองบัวลำภูเมื่อปี 2565 และเผยแพร่ไปยังกลุ่มทอผ้าพื้นเมือง เพื่อการกระจายรายได้ในชุมชนอย่างกว้างขวาง

‘ธรรมนัส’ย้ำแผนจัดการน้ำ เตรียมมาตรการเพาะปลูกฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774543

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความก้าวหน้านโยบายบริหารจัดการน้ำและมาตรการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2566/67 ว่าแม้ว่าประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม 2566 แต่จากข้อมูลพบว่าปริมาณฝนสะสมยังต่ำกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 8 และการกระจายตัวของฝนไม่ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทั้งนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) และปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งส่งผลให้ในบางพื้นที่จะประสบกับสภาวะขาดแคลนน้ำและปริมาณน้ำต้นทุนอาจจะมีไม่เพียงพอให้ใช้ในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 มีการประเมินว่าจะมีสถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงและต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งได้มีการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ 16.51 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่นอกเขตชลประทาน 9.17 ล้านไร่ ในเขตชลประทานบริเวณพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 7.34 ล้านไร่ แต่เนื่องจากมีปริมาณฝนตกมากในช่วงปลายฤดู จึงสั่งการให้กรมชลประทาน เร่งเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด และมอบนโยบายให้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่คาดว่าจะเป็นน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้งนี้ 39,457 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปี 2565 มีน้ำต้นทุน 43,740 ล้านลบ.ม. ทำให้สามารถสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศได้ 10.66 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 8.13 ล้านไร่ (ในเขต ชป. 5.80 ล้านไร่นอกเขต ชป. 2.33 ล้านไร่) และพืชไร่พืชผัก 2.53 ล้านไร่ (ในเขต ชป. 0.57 ล้านไร่ นอกเขต ชป. 1.96 ล้านไร่) สำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา จากเดิมคาดว่าจะไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูก แต่ในช่วงแล้งนี้สามารถสนับสนุนให้เพาะปลูกข้าวนาปรังได้ 4.20 ล้านไร่ แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 3.03 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 1.17 ล้านไร่

“ได้มอบนโยบายให้กรมชลประทาน วางแผนบริหารจัดการน้ำต้นทุน และดำเนินการเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุดสำหรับฤดูแล้งที่จะถึงนี้ สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานส่งเสริมการปลูกพืช ใช้น้ำน้อย พร้อมให้เร่งหาแนวทางส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง นอกจากนี้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 เพื่อเร่งทำฝนบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร และเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ ในช่วงปลายฤดูฝน ทั้งนี้ นโยบายการบริหารจัดการน้ำที่ดีจะช่วยเก็บรักษาน้ำไว้ให้สามารถใช้ในกิจกรรมต่างๆทั้งการอุปโภค-บริโภค และการเพาะปลูกได้ตลอดจนถึงช่วงสิ้นสุดปรากฏการณ์เอลนีโญ” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รองปลัดฯถกสมาคมสัตวแพทย์เอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774544

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าร่วมประชุมสภาแห่งสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย ครั้งที่ 45 (The 45th FAVA Council Meeting) ร่วมกับผู้แทนประเทศสมาชิกกว่า 20 ประเทศ โดยมี Dr. Isao Kurauchi ประธานกรรมการสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย (FAVA) เป็นประธาน ที่เมืองกูจิงรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมหารือถึงผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย (FAVA) รวมถึงวางแผนจัดกิจกรรม/ความร่วมมือกับประเทศสมาชิก ตลอดจนปรับปรุงคู่มือ FAVA Constitution and By-Laws ให้เป็นปัจจุบัน โดยนายเศรษฐเกียรติ ร่วมกล่าวรายงานผลการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมาของสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ
กับ FAVA ประกอบด้วย 1.การเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการสัมมนา “FAVA-FAO-TVMA Regional Seminaron Innovations in Good Farming Practices; A Key Success for the Prevention and Control Transboundary Animal Diseases and Antimicrobial Resistance” 2.การเข้าร่วมการประชุม 38th World Veterinary Association Congress และ 3.การเป็นเจ้าภาพร่วมจัดเสวนา “FAVA-FAO-TVMA, Lunch Symposium for veterinary students” และกล่าวถึงความท้าทายในการจัดการปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสำหรับภาควิชาชีพสัตวแพทย์ ต้องบูรณาการความร่วมมือหลายภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหา นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทย เตรียมเสนอตัวเข้าร่วมการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม FAVA Council Meeting ครั้งที่ 47 ในปี 2568 โดยมีสมาคมสัตวแพทย์อินเดีย (Indian Veterinary Association: IVA) เป็นผู้เข้าร่วมการคัดเลือก

‘ธรรมนัส’เปิดงาน’เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774581

'ธรรมนัส'เปิดงาน'เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566'

‘ธรรมนัส’เปิดงาน’เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.51 น.

“ธรรมนัส”เปิดงาน”เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566” หวังเชื่อมตลาดในและต่างประเทศ สร้างมูลค่าข้าวหอมมะลิ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 13 ธันวาคม 2566 ณ ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด โดยมี นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรเพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกรด้วยการผลักดันส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ตามนโยบาย 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ในส่วนของการส่งเสริมศักยภาพข้าวไทยนั้น ได้ให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าข้าวให้กับเกษตรกรไทย เกิดการสร้างงานเป็นการเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางการค้า โดยใช้องค์ความรู้จากการวิจัยด้านนวัตกรรมการแปรรูป เพื่อนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยและได้คุณภาพตามมาตรฐาน

ทั้งนี้ ข้าวหอมมะลิ เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดร้อยเอ็ด โดยจังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ในทุ่งกุลาร้องไห้ถึงร้อยละ 46 ของพื้นที่ทุ่งกุลาทั้งหมด 2.1 ล้านไร่ ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด 986,807 ไร่ สุรินทร์ 575,993 ไร่ ศรีสะเกษ 287,000 ไร่ มหาสารคาม 193,890 ไร่ และ ยโสธร 64,000 ไร่ เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งมีการปรับปรุงและรับรองพันธุ์ในปี 2502 ในชื่อ “ขาวดอกมะลิ 105” ถือเป็นสายพันธุ์ข้าวที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ คนทั่วไปจะรู้จักจากคำนิยามว่า “หอม-เรียวยาว-ขาวนุ่ม” ด้วยคุณสมบัติพิเศษ คือ ความนุ่มของข้าว และกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จนทั่วโลกยอมรับว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก จนได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI

สำหรับงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในกระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่ สู่การทำเกษตรสร้างมูลค่า เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงตลาด ระหว่าง กลุ่มกษตรกรและผู้รับซื้อข้าวทั้งในและต่างประเทศ ให้มีช่องทางการขายที่หลากหลาย โดยอาศัยความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตรเป็นกำลังสำคัญ ซึ่งจะเป็นอีกพลังที่เข้มแข็งในการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร ตลอดจนสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้โดยใช้ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อยกระดับภาคเกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรไทย ให้กินดีอยู่ดี โดยได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการต่าง ๆ องค์กรภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมจังหวัดร้อยเอ็ด สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด ชมรมโรงสีข้าวจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนกลุ่มองค์กรเกษตรกร และผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ

ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมและนิทรรศการต่าง ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ 1) นิทรรศการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดย กรมส่งเสริมการเกษตร 2) นิทรรศการ การส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิในพื้นที่ทุ่งกุลาทั้ง 5 จังหวัด โดยสำนักงานเกษตรจังหวัด 5 จังหวัดในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร มหาสารคาม) 3) นิทรรศการ การผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพดี โดย ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด 4) นิทรรศการ ประกวดค้นหาสุดยอดความหอมของข้าวหอมมะลิโลกของจังหวัดร้อยเอ็ด โดย สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด 5) การเจรจาการค้าข้าวหอมมะลิและจัดทำบันทึกข้อตกลง ระหว่างผู้ขายข้าวในจังหวัดร้อยเอ็ดและผู้รับซื้อจากในและต่างประเทศดำเนินการ โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด 6) นิทรรศการผลงานด้านนวัตกรรมทางด้านการผลิต การแปรรูป สินค้าทางการเกษตร โดย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดร้อยเอ็ด และ 7) นิทรรศการเรื่อง การพัฒนาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาด้วยการวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดย หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าตรวจเยี่ยม’ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774474

'อธิบดีกรมการข้าว'เข้าตรวจเยี่ยม'ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด'

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าตรวจเยี่ยม’ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.21 น.

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด และรับฟังปัญหาอุปสรรคการดำเนินงาน โดยมี นายศราวุธ ประดับคำ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด พร้อมด้วย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ บุคลากรภายในศูนย์ ให้การต้อนรับ​อย่างอบอุ่น ​ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

– 006

6 วิธีถนอมดวงตา ป้องกัน Computer Vision Syndrome

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774490

6 วิธีถนอมดวงตา ป้องกัน Computer Vision Syndrome

6 วิธีถนอมดวงตา ป้องกัน Computer Vision Syndrome

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า Office Syndrome หรืออาการป่วยที่เกิดจากการทำงานออฟฟิศ ด้วยพฤติกรรมเคยชิน ทั้งจากลักษณะท่าทางที่ไม่เหมาะสมกับสรีระ และโครงสร้างของร่างกายเป็นประจำ และการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ก็อาจจะเป็นสาเหตุของอาการป่วยอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome ได้เช่นกัน

Computer Vision Syndrome (CVS) เป็นอาการป่วยที่เกิดจากการใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์สมาร์ทโฟน รวมถึงแท็บเลต เป็นเวลานานๆ เป็นเวลานาน ซึ่งโดยเฉลี่ย จะเกิดกับ 90% ของผู้ที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้เป็นประจำ อาการของ Computer Vision Syndrome รวมถึงอาการเคืองตา ตามัว แพ้แสง ไปจนกระทั่งอาการปวดศีรษะปวดคอ และหลัง ที่สำคัญ หลายๆ ครั้ง เราไม่รู้ว่าอาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากการใช้เวลากับหน้าจอมากจนเกินไปโดยไม่ได้ให้สายตาได้พัก และทำให้ไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด

อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบัน การไม่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เหล่านี้คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก สิ่งสำคัญคงจะเป็นการป้องกันอาการป่วยที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงการใช้สายตาในระดับที่เหมาะสม และให้สายตาได้พักเป็นระยะๆ ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก มาแนะ 6 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยป้องกัน Computer Vision Syndrome

1.ปรับตำแหน่ง ระยะห่าง และมุมการมองจอให้เหมาะสม หน้าจอ ควรจะอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาของเราประมาณ 10-15 ซม. เพื่อให้เราสามารถก้มศีรษะลงเล็กน้อย และ เว้นระยะห่างระหว่างหน้าจอกับตาของเราให้เหมาะสม ระยะห่างที่เหมาะสมที่สุด คือประมาณ 50-60 ซม.

2.ปรับแสงสว่างโดยรอบให้เหมาะสม และพยายามลดแสงสะท้อนจากหน้าจอ แสงสว่างที่มากจนเกินไปอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตา ขณะที่มีการใช้งานกับจอคอมพิวเตอร์ เราสามารถปรับแสงสว่างให้ลดลงได้ โดยปริมาณแสงที่เหมาะสมคือความสว่างเพียงครึ่งหนึ่งของแสงสว่างภายในห้องปกติ ซึ่งเราสามารถลดปริมาณของแสงได้ด้วยการปิดม่าน หรือดับไฟบางดวงในห้องทำงานลงบ้าง นอกจากนั้น เพื่อช่วยลดแสงสะท้อนจากหน้าจอในกรณีที่แสงมาจากด้านหลังผู้ใช้ และป้องกันแสงจ้าจากหลังจอ กรณีที่แสงมาจากด้านหลังจอคอมพิวเตอร์เราควรจัดวางหน้าจอโดยให้แสงหลักมาจากด้านข้างของผู้ใช้งาน

3.กะพริบตาบ่อยๆ และให้สายตาได้พัก สาเหตุของอาการตาแห้ง อาจมีสาเหตุมาจากการเพ่งสายตาเป็นเวลานานๆ เพราะฉะนั้น ในระหว่างการใช้งานกับจอคอมพิวเตอร์ อย่าลืมกะพริบตาบ่อย หรือในทุกๆ ระยะ 20 นาที ให้หลับตา สลับกับลืมตาช้าๆ ประมาณ 10 ครั้ง เพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อจากการเพ่ง และลดอาการตาแห้ง

4.พักสายตาเป็นระยะ หลังจากการใช้งานของสายตากับหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ควรเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นเป็นระยะสั้นๆ โดยในทุกๆ 2 ชั่วโมง ควรให้สายตาได้พักอย่างน้อย 15 นาที และในทุกๆ 20-30 นาที ของการใช้สายตากับหน้าจอ ควรพักสายตาด้วยการละสายตาจากจอ และมองออกไปไกลๆ สัก 15-20 วินาที หรือจะมองไกล สลับการการมองใกล้ๆ ครั้งละ 10-15 วินาที ทำอย่างนี้สัก 10 ครั้ง ก็จะช่วยให้สายตาได้พักอีกด้วย

5.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนที่น้อยจนเกินไป นอกจากส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกับดวงตาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ดังนั้นอย่าลืมจัดตารางให้กับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

6.ตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความอ่อนไหว และควรได้รับการดูแลเป็นอย่างดีผู้ที่ใช้สายตากับหน้าจอเป็นประจำ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจดูความผิดปกติทางสายตา หรืออาการป่วยที่อาจเกิดขึ้น เพราะการทราบถึงอาการผิดปกติในระยะแรก ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะรักษา หรือป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นได้การพบแพทย์ และตรวจความผิดปกติของสายตา เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ที่อาจเริ่มมีอาการทางสายตาที่เกิดตามวัยได้อีกด้วย

‘โรคประสาทหูเสื่อม’ ภัยร้ายที่มาพร้อมเสียงดัง เสี่ยงสูญเสียการได้ยินก่อนวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774488

‘โรคประสาทหูเสื่อม’ ภัยร้ายที่มาพร้อมเสียงดัง เสี่ยงสูญเสียการได้ยินก่อนวัย

‘โรคประสาทหูเสื่อม’ ภัยร้ายที่มาพร้อมเสียงดัง เสี่ยงสูญเสียการได้ยินก่อนวัย

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.00 น.

ทุกวันนี้เราหันไปทางไหนก็เจอแต่คนใส่หูฟัง บางคนใส่นานติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน บางคนใส่แล้วเปิดเสียงดังจนคนข้างๆ ได้ยิน รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกว่าการได้ยินผิดปกติไม่ชัดเหมือนเดิม ซึ่งอาจเป็นอาการของ “โรคประสาทหูเสื่อม” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ภาวะหูตึง” ที่ปกติมักจะพบได้ในผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันกลับพบเจอได้มากขึ้นในกลุ่มคนที่ยังอายุไม่มากนัก

ผศ.พญ.กวินญรัตน์ จิตรอรุณฑ์ โสต ศอ นาสิก (Otolaryngology) นาสิกวิทยาและโรคภูมิแพ้ ศูนย์หู คอ จมูก โรงพยาบาลวิมุต ให้ข้อมูลว่า โรคประสาทหูเสื่อม คือภาวะการสูญเสียการได้ยินเนื่องจากเซลล์ประสาทหูเสื่อมสภาพ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้น การได้ยินเสียงดังบ่อยๆ การอักเสบหรือติดเชื้อ เป็นต้น โดยเฉพาะช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป
ร่างกายจะสร้างเซลล์ประสาทการได้ยินขึ้นมาทดแทนเซลล์ที่ตายได้ไม่เท่าตอนอายุน้อย ทำให้การได้ยินเสื่อมลง เรียกว่าอาการประสาทหูเสื่อมตามธรรมชาติ อีกทั้งถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ กรรมพันธุ์ โรคเบาหวาน หรือโรคทางระบบประสาทอื่นๆ ก็ยิ่งกระตุ้นให้การได้ยินเสื่อมเร็วขึ้นได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม คือ การใส่หูฟัง เพราะมีผลทำให้การได้ยินลดลงพอสมควร โดยเฉพาะหูฟังประเภทที่ใส่เข้าไปในรูหู พอเปิดเสียงดังมากๆ จะมีความดันเข้าไปในหู ทำให้เซลล์ประสาทหูทำงานหนัก ส่งผลให้สูญเสียการได้ยินก่อนวัยอันควร วิธีการสังเกตว่าเราเริ่มมีอาการประสาทหูเสื่อมหรือยังนั้นทำได้ง่ายๆ โดยอาการที่เห็นได้ชัด คือ เปิดทีวีหรือลำโพงเสียงดังจนรบกวนคนอื่น ไม่ได้ยินเสียงคนข้างๆ พูด ในบางคนอาจมีปัญหาเสียงรบกวนในหู อาทิ เสียงวี๊ๆ เหมือนเสียงลม หรือเสียงซ่าๆ คล้ายเสียงทีวีเสีย ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์

โรคประสาทหูเสื่อม โดยทั่วไปจะค่อยๆ สูญเสียการได้ยิน ซึ่งมักเป็นไปตามวัย แต่มีอีกโรคหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการได้ยินแบบฉับพลัน คือ โรคหูตึงเฉียบพลัน ที่เกิดได้ในทุกช่วงวัย บางคนมีอาการตื่นมาตอนเช้าหูอื้อไปหนึ่งข้าง หรืออยู่ดีๆ ก็เวียนหัวและหูไม่ได้ยินขึ้นมา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ประสาทหูบาดเจ็บจากการได้ยินเสียงดัง (Acoustic Trauma) อุบัติเหตุ เนื้องอกบริเวณฐานสมอง หรือโรคอื่นๆ ที่มีผลต่อระบบประสาท

อย่างไรก็ตาม โรคประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน ยิ่งมารักษาเร็วก็ยิ่งมีโอกาสหายสูง ซึ่งสามารถรักษาได้หลายวิธี ได้แก่ การให้สเตียรอยด์แบบรับประทาน (high dose steroids) เป็นเวลา 5-7 วัน การฉีดสเตียรอยด์เข้าไปในหูชั้นกลางผ่านเยื่อแก้วหู (intratympnanic steroid injection) เพื่อช่วยลดการอักเสบของประสาทหู นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีวิธีที่เรียกว่า Hyperbaric Oxygen Therapy ที่จะใช้ออกซิเจนความดันสูงช่วยในการรักษา จะช่วยเพิ่มโอกาสที่การได้ยินจะกลับมาดีขึ้น

โรคประสาทหูเสื่อม ถือว่าเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ เพราะการฟื้นฟูประสาทการได้ยินนั้นทำได้ยาก จึงทำได้เพียงประคับประคองไม่ให้เสื่อมเร็ว เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่เสียงดัง หากเป็นโรคเบาหวานหรือโรคทางระบบประสาทอื่นๆ ก็ยิ่งต้องควบคุมอาการให้ดีเพื่อไม่ให้ไปกระตุ้นอาการประสาทหูเสื่อม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรคนี้จะไม่สามารถรักษาได้ แต่คนที่สูญเสียการได้ยินมากๆ ก็สามารถใส่เครื่องช่วยฟังได้เช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาจนมีขนาดกะทัดรัด และสามารถปรับระดับการได้ยินให้เหมาะสมกับแต่ละคน

“โรคประสาทหูเสื่อม ถือเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น แต่เมื่อในปัจจุบันเราเจอกับเสียงดังบ่อยขึ้นกว่าเดิมทั้งในและนอกบ้าน การเสื่อมของหูก่อนวัยอันควรอาจเกิดขึ้นกับหลายๆ คนได้ เราจึงควรป้องกันหูของเรา ด้วยการหลีกเลี่ยงเสียงดังที่ไม่จำเป็น เพื่อให้หูของเราได้ยินชัดตามวัยและไม่สูญเสียการได้ยินก่อนวัยอันควร” ผศ.พญ.กวินญรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคประสาทหูเสื่อม สามารถมาขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ โรงพยาบาลวิมุต ชั้น 5 ศูนย์หู คอ จมูก หรือโทร.นัดหมาย 02-0790050 เวลา 08.00-20.00 น. หรือใช้บริการ Telemedicine ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ผ่าน ViMUT Application คลิก https://bit.ly/372qexX

ผศ.พญ.กวินญรัตน์ จิตรอรุณฑ์

ผศ.พญ.กวินญรัตน์ จิตรอรุณฑ์

สยามเซ็นเตอร์ จับมือ ป๊อป มาร์ท เปิดตัวป๊อปอัพสโตร์เต็มรูปแบบแห่งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774497

สยามเซ็นเตอร์ จับมือ ป๊อป มาร์ท เปิดตัวป๊อปอัพสโตร์เต็มรูปแบบแห่งแรก

สยามเซ็นเตอร์ จับมือ ป๊อป มาร์ท เปิดตัวป๊อปอัพสโตร์เต็มรูปแบบแห่งแรก

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ร่วมกับ บริษัท ป๊อป มาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข เปิด “The First POP MART POP UP in THAILAND @ Siam Center” หรือ ป๊อป มาร์ท ป๊อป อัพ สโตร์ แห่งแรกในประเทศไทย เต็มรูปแบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมคอลเลคชั่นสุดลิมิเต็ด วางจำหน่ายที่แรก เฉพาะที่นี่เท่านั้น อีกทั้ง เป็น Be The First เชิญชวนให้ทุกคนมาเช็คอินในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ ٢٩ กุมภาพันธ์ 2567ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

POP MART POP UP STORE ได้รับการครีเอทสร้างให้เป็นเดสติเนชั่นที่พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่น่าจดจำ ภายใต้คอนเซ็ปต์ POP Crown Hotel โรงแรมแนวป๊อปสุดชิคพร้อมพบกับน้องๆ IPs อันเป็นที่นิยมตลอดกาล ที่มาคอยต้อนรับ ดีไซน์พื้นที่ด้วยสีเหลืองสดใสสะดุดตาอันเป็นเอกลักษณ์ของ POP MART บ่งบอกถึงความสนุกสนาน ประดับประดาด้วยการตกแต่งในเทศกาลคริสต์มาสเพื่อจุดประกายช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองมอบประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่ไม่เหมือนใคร เป็นรูปแบบที่เต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน น่าจดจำ และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ

Lay out ภายในงานมีการออกแบบจัดสรรอย่างลงตัว บนพื้นที่ขนาด 100 ตร.ม. บริเวณเอเทรียม 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ พร้อมเพลิดเพลินในการเยี่ยมชม อาร์ตทอย Ips ต่างๆที่ใครเห็นก็ต้องหลงรักและอดใจไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็น Blind Box สุดฮิต, Mega Space Molly 400%, คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด, คอลเลคชั่นที่หายาก, Big Figure, Figurine ต่างๆ และ POP BEAN สุดน่ารัก รวมถึงมีกิจกรรมป๊อปๆ มากมายที่พร้อมจะให้แฟนๆ อาร์ตทอย ได้เข้ามาร่วมสนุกและเฉลิมฉลองในช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นนี้

นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งรวมของขวัญ “POP Christmas Unboxing The Joy” กิมมิคป๊อปๆ ที่จะทำให้แฟนๆมีความสนุก ตื่นเต้น ลุ้นระทึก จากความเพลิดเพลินไปกับการแกะกล่องของขวัญ เพื่อมอบของขวัญให้ตัวคุณเองและแบ่งปันความสุขให้กับคนที่คุณรักผ่านของขวัญที่ดีที่สุด ซึ่งเราหวังว่า POP MART POP UP STORE ณ ที่แห่งนี้จะกลายเป็นพื้นที่จุดประกายไอเดียเพื่อให้คุณได้มีความสนุกกับการเลือกหาของขวัญดีๆ ที่คุณชื่นชอบในเทศกาลคริสต์มาสนี้ โดยเราเชื่อว่า เมื่อทุกคนได้รับของขวัญจาก POP MART แล้ว ความหมายของความสุขไม่ได้มาจากเพียงสิ่งที่แกะจากกล่องของขวัญเท่านั้น แต่ทว่าสิ่งที่มีความหมายมากไปกว่านั้น คือการส่งมอบความสุขและความรักที่มีอยู่ในความตั้งใจของผู้ให้ของขวัญ

สัมผัสห้วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ‘Gaysorn Christmas Village 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774493

สัมผัสห้วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ‘Gaysorn Christmas Village 2023’

สัมผัสห้วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ‘Gaysorn Christmas Village 2023’

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดงาน “Gaysorn Christmas Village 2023”

พบกับห้วงเวลาแห่งความสุขในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เมื่อ “เกษรวิลเลจ” (Gaysorn Village) Placemaking Destination แห่งแรกและแห่งเดียวใจกลางกรุงเทพฯ ได้จัดงาน “Gaysorn Christmas Village 2023” ด้วยการเนรมิตทั่วทุกพื้นที่ของเกษรวิลเลจให้กลายเป็นสถานที่ซึ่งอบอวลไปด้วยช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ท่ามกลางฟลอร์แห่งความสุขที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Salute your Chosen Star” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดวงดาวแห่งเบธเลเฮมบนยอดต้นคริสต์มาส สัญลักษณ์แห่งความหวังอันสว่างไสวที่ทุกคนคุ้นเคย ผสมผสานกับวัฒนธรรมดิสโก้ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกบันทึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของพื้นที่เกษรวิลเลจในช่วงปี 1970 ซึ่งเป็นยุคที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และสะท้อนถึงการเลือกใช้ชีวิตอย่างมีอิสรเสรี โดยสามารถเข้าเยี่ยมชมความงดงามของ “Gaysorn Christmas Village 2023” ที่สร้างสรรค์ร่วมกับ “อเมริกัน เอ็กซ์เพรส” (American Express) ได้ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 7 มกราคม 2567

โดยภายในงานมีเหล่าเซเลบริตี้เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ พร้อม สิริสันต์, ชลลดา เมฆราตรี, เฌอปัฐน์ กิตติพรวริษฐ์, สะคราญกมล อุทัยศรี, ชวนล ไคสิริ, พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล, ปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช, วันชนะ เอี่ยมพิกุล, สิรินดา ปรีชาวิทยากุล, ปวณรี โตแสง, ภาคภูมิ ศิลปโสภณ และอีกมากมาย 

ชาญ ศรีวิกรม์ ประธานบริหารกลุ่มเกษร พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “หลังจากที่เรายกระดับให้ เกษร วิลเลจ เป็น Placemaking Destination หรือพื้นที่ที่ให้ทุกคนได้สร้างแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ได้ในแบบฉบับของตัวเอง เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ที่มากกว่าเดิม ภายใต้แนวคิด Live Your Own Legacy ที่ต้องการให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างสุนทรีย์ในชุมชนที่มีอัตลักษณ์และพื้นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างไม่รู้จบบนย่านราชประสงค์แห่งนี้ โดยเทศกาลคริสต์มาสในปีนี้ มีแนวคิดตั้งต้นมาจากยุค Postmodern กับการนำกลิ่นอายในยุคสมัยนั้นที่ผู้คนรักในอิสระและเสรีภาพมาตีความใหม่ ประกอบการเล่าเรื่องราวของตำนานดวงดาวแห่งเบธเลเฮม ดวงดาวที่คอยนำทางให้กับผู้คน งานครั้งนี้จึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาในคอนเซ็ปต์ Salute your Chosen Star เพื่อเชิญชวนให้ทุกคนมาค้นหาและเฉลิมฉลองกับดวงดาวของคุณเอง ภายใต้บรรยากาศการตกแต่งของกลุ่มดาวดิสโก้ พร้อมซานตาคลอสและเอลฟ์ที่จะมาปลุกความสนุกด้วยกลิ่นอายครั้งวันวานจากยุค 70 โดยไฮไลท์ของงานครั้งนี้คือ Santa on Leave กับการที่ซานตาคลอสได้ออกมาใช้ชีวิตกับช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานที่ Gaysorn Christmas Village แห่งนี้”

สำหรับการตกแต่งภายในของ “Gaysorn Christmas Village 2023” ได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 โซน ประกอบไปด้วยโซน BTS Link : The Milky way ที่ถูกเนรมิตให้เป็นทางช้างเผือกจากเรื่องราวของดวงดาวแห่งเบธเลเฮมในพระคัมภีร์ไบเบิล ได้ถูกนำมาตีความขึ้นใหม่ ให้ดวงดาวเปรียบเสมือนสิ่งที่นำทางไปสู่รูปแบบการใช้ชีวิตที่ต้องการ เพราะดาวทุกดวงและเส้นทางทุกสายย่อมมีความสวยงามในแบบของตัวเอง ดังนั้น ทางช้างเผือกแห่งนี้จึงอบอวลไปด้วยกลุ่มดาวมากมายและซานตาคลอสในท่าทาง “The Disco Finger” ท่าเต้นไอคอนิกจากยุค 70 ที่สะท้อนถึงการเป็นตัวของตัวเองเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและเชิญชวนให้ทุกคนมาค้นหาดวงดาวในแบบฉบับของตนที่เกษรวิลเลจ โซน Atrium : The Dancing Universe ท้องฟ้ายามราตรีในวันคริสต์มาสอาจระยิบระยับด้วยหมู่ดาว ค่ำคืนคริสต์มาสที่เกษร วิลเลจ จึงมีปรากฏการณ์พิเศษที่ดวงดาวต่างๆ ได้โคจรมาบรรจบเป็นกลุ่มดาว Mirror Ball ที่ส่องแสงสว่างไสวพร้อมปลุกความสนุกสนาน โซน Cocoon walk : The Nebula เกษรเดอะโคคูน สัญลักษณ์แห่งการถือกำเนิดสิ่งใหม่ที่เปรียบเสมือนเป็นรอยต่อระหว่างอดีตกับอนาคตที่เปรียบเสมือนกับ “เนบิวลา” กลุ่มดวงดาวที่เปล่งประกายสวยงามแห่งฟากฟ้า ก่อนที่จะรวมตัวกันเป็นดาวดวงใหญ่ และเมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลับมาเป็น “เนบิวลา” อีกครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงการเกิดใหม่อยู่เสมอ ซึ่งสามารถสร้างความสวยงามและแรงบันดาลใจได้อย่างไม่รู้จบและ Cocoon Bar & Courtyard : The Starry Night ในค่ำคืนคริสต์มาสที่เกษรวิลเลจ ซานตาคลอสและเอลฟ์ขอชวนทุกคนมาร่วมสนุกภายใต้แสงดาวระยิบ ระยับ เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรี และเต้นรำกันอย่างสนุกสนานที่ “Gaysorn Christmas Village 2023” แห่งนี้

ชาญ ศรีวิกรม์ กล่าวต่อว่า “และนอกจากการสร้างสรรค์พื้นที่แห่งนี้แล้ว แน่นอนว่าเกษร วิลเลจยังสามารถตอบโจทย์ช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกคนได้ในทุกๆ ด้านอย่างแน่นอน ผ่านประสบการณ์ที่แตกต่างกันทั้ง อาหารเลิศรสประสบการณ์เสพงานศิลป์ แหล่งช็อปปิ้ง การดูแลสุขภาพในแบบฉบับคนเมือง ครบครันด้วยสถานที่ทำงานและสังคมที่สร้างแรงบันดาลใจบนแยกราชประสงค์ หมุดหมายสำหรับที่ตั้งสำนักงานขององค์กรระดับนานาชาติชั้นนำ ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในช่วงเทศกาลคริสต์มาสหรือแม้กระทั่งวันธรรมดาวันหนึ่ง เกษรวิลเลจจะสามารถเติมเต็มความสุขให้กับทุกคนได้”

พร้อม สิริสันต์ และชลลดา เมฆราตรี

พร้อม สิริสันต์ และชลลดา เมฆราตรี

ฟ้าฟื้น เต็มบุญเกียรติ, ชาย ศรีวิกรม์, จิรัสย์ วัฒนภัทรเศรษฐ์

ฟ้าฟื้น เต็มบุญเกียรติ, ชาย ศรีวิกรม์, จิรัสย์ วัฒนภัทรเศรษฐ์

เปิดไฟต้นคริสต์มาส MBK Sparkling Happiness X Sahred Toy คอลแลปส์ศิลปินป๊อปอาร์ต เชื่อมต่อความสุข ฉลองเทศกาลส่งท้ายปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774501

เปิดไฟต้นคริสต์มาส MBK Sparkling Happiness X Sahred Toy คอลแลปส์ศิลปินป๊อปอาร์ต เชื่อมต่อความสุข ฉลองเทศกาลส่งท้ายปี

เปิดไฟต้นคริสต์มาส MBK Sparkling Happiness X Sahred Toy คอลแลปส์ศิลปินป๊อปอาร์ต เชื่อมต่อความสุข ฉลองเทศกาลส่งท้ายปี

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองเคาท์ดาวน์สู่ปีใหม่ 2567 เริ่มขึ้นแล้ว ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ได้แก่ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์, พาราไดซ์พาร์ค, เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9, เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ เปิดไฟประดับต้นคริสต์มาส MBK Sparkling Happiness X Sahred Toy ภายใต้แนวคิด Connecting Happiness เชื่อมต่อความสุข ส่งมอบความสนุกสุดหรรษาให้ทุกคนได้เอนจอยทุกโมเมนต์ในช่วงเวลาพิเศษส่งท้ายปี โดยจับมือศิลปินป๊อปอาร์ตแห่งยุค Sahred Toy หรือ ต๊อด-อารักษ์ อ่อนวิลัย ร่วมรังสรรค์ต้นคริสต์มาสลายเส้นการ์ตูนสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

สำหรับ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เคเซ็นเตอร์ แลนด์มาร์ค ชมไฟต้นคริสต์มาสใจกลางกรุงเทพฯ ที่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาถ่ายรูปเช็คอิน ปีนี้ต้นคริสต์มาส MBK Sparkling Happiness X Sahred Toy ยกขบวนความน่ารักของเหล่าการ์ตูนคาแร็กเตอร์สีสันสดใสที่มีความสนุกสนานขี้เล่น ประดับประดาบนต้นคริสต์มาสที่มีความสูง 9 เมตร ลำต้นโดดเด่นด้วยซานต้ายักษ์ที่ในมือยื่นกล่องของขวัญเป็นตัวแทนส่งต่อความสุขให้กับผู้มาชมพร้อมผองเพื่อนที่มาเติมเต็มความสนุกสุดหรรษา ทั้งกวางเรนเดียร์ ไม้เท้าแคนดี้ กระดิ่งสีทอง รวมถึงประติมากรรม Makrub (มาครับ) ไอคอนของเอ็ม บี เคเซ็นเตอร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าศูนย์ฯ เป็นจุดยอดนิยมเช็คอินของนักท่องเที่ยวที่มาเยือน เป็นอีกไฮไลท์ประดับอยู่บนต้นคริสต์มาสด้วยคาแร็กเตอร์น่ารักคูลๆ และตระการตากับว่าวจุฬา เสาชิงช้ารถตุ๊กตุ๊ก ยักษ์ทวารบาล รถไฟฟ้า BTS ซานต้าขับรถตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ ซึ่งเป็นการนำเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาร่วมรังสรรค์ต้นคริสต์มาสที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครนับเป็นความโดดเด่นของต้นคริสต์มาส MBK Center มอบประสบการณ์แปลกใหม่ให้ผู้มาชมได้ตื่นตาตื่นใจกับไอเดียการผสมผสานอย่างกลมกล่อมลงตัวของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก นอกจากโซนต้นคริสต์มาสที่โดดเด่นกลางลาน SKY WALK บนพื้นที่กว่า 1,300 ตร.ม. ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ยังเนรมิตอาณาจักรแห่งความสุขสุดหรรษา แบ่งเป็น โซน CONNECTING HAPPINESS เหล่าศิลปินมากฝีมือร่วมวาดลวดลายสุดสร้างสรรค์และสื่อถึงความหมายดีๆ ลงบนตัวอักษรคำว่า MBK CONNECTINGHAPPINESS ที่มีการจัดเรียงสวยงามเป็นอีกจุดไฮไลท์ให้ทุกคนได้เสพงานศิลป์และถ่ายรูปเช็คอิน โดยชิ้นงานคำว่า M B K ออกแบบโดย Sahred Toy, ชิ้นงาน CONNECTING ออกแบบ โดยกลุ่มศิลปินคนพิเศษ MBH Made By Heart และคำว่า HAPPINESS ออกแบบโดย โซคูล พรหมพัฒน์ โชติสิรดานันท์ ศิลปินผู้มีความบกพร่องทางด้านการเคลื่อนไหว แต่มีพรสวรรค์ใช้ปากวาดภาพสร้างสรรค์ ส่วนงานศิลป์ชั้นเยี่ยม โซนนิทรรศการภาพวาด จัดแสดงผลงานภาพวาดของกลุ่มศิลปินคนพิเศษ MBH Made By Heart และศิลปินพิเศษอีกมากมาย สร้างสรรค์ผลงานให้ทุกคนได้ดื่มด่ำเสพงานศิลป์เพลินใจ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่การแสดงดนตรีจาก Bangkok Street Performer ในโครงการ Colorful Bangkok ของกรุงเทพมหานคร ร่วมส่งมอบความสุขให้กับคนกรุงและลูกค้า ได้แก่ การแสดงดนตรีของศิลปินเปิดหมวกขับกล่อมบทเพลงอันไพเราะ การแสดงหุ่นนิ่ง ละครใบ้กายกรรม Juggling โบโซ่บิดลูกโป่งขี่จักรยานล้อเดียว Super bomb และ หลุยส์ ตัวตลก

ค่ำคืนพิเศษการเปิดไฟประดับต้นคริสต์มาส สมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้าบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ต้อนรับศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการ กทม. เป็นประธานเปิดไฟต้นคริสต์มาสพร้อมด้วย สุรเชษฐ์ แสงชโยสวัสดิ์ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), Sahred Toy หรือ ต๊อด-อารักษ์ อ่อนวิลัย และผู้บริหารระดับสูงของเอ็ม บี เค ร่วมเปิดไฟต้นคริสต์มาส นอกจากนี้ยังมีศิลปิน T-POP น้องใหม่มาแรงเกิร์ลกรุ๊ปวง BERRY BERRY จากค่าย idx entertainment บอยกรุ๊ปลุคโอปป้าวง TOMORROW จากค่ายSeven Star Studio ร่วมชมไฟต้นคริสต์มาสและร่วมมอบโชว์สุดพิเศษสร้างความประทับใจให้ผู้ชมงานลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ร่วมเก็บภาพความทรงจำดีๆ สัมผัสความสนุกสุดหรรษาเช็คอินจุดไฮไลท์ชมไฟประดับต้นคริสต์มาสใจกลางกรุงได้ที่ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ร่วมส่งมอบความสุขให้เบ่งบานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุง หากหลงใหลในเสน่ห์ของคาแร็กเตอร์ที่ Sahred Toy ออกแบบ สามารถเก็บสะสมของพรีเมียม Limited Edition ตกแต่งด้วยการ์ตูนคาแร็กเตอร์สุดน่ารักของ Sahred Toy ในรูปแบบของ Card Holder และกระเป๋าเดินทางได้ตามเงื่อนไขของศูนย์ฯ รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mbk-center.co.thหรือ เฟซบุ๊ก mbkcenterth