ฟิลิปปินส์ฮึ่ม เปิดฐานสังเกตการณ์หน่วยยามฝั่งแห่งใหม่บนเกาะพิพาททิตู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2745057

ฟิลิปปินส์ฮึ่ม เปิดฐานสังเกตการณ์หน่วยยามฝั่งแห่งใหม่บนเกาะพิพาททิตู

2 ธ.ค. 2566 11:25 น.

ฟิลิปปินส์ฮึ่ม เปิดฐานสังเกตการณ์หน่วยยามฝั่งแห่งใหม่บนเกาะพิพาททิตู

ฟิลิปปินส์ทำพิธีเปิดฐานสังเกตการณ์ยามฝั่งแห่งใหม่ บนเกาะทิตู ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฟิลิปปินส์ พร้อมระบุว่าจะขยายความร่วมมือในการลาดตระเวนร่วมกับสหรัฐฯ และออสเตรเลีย เพื่อต่อสู้กับความแข็งกร้าวของจีนในน่านน้ำแถบทะเลจีนใต้

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2566 ฟิลิปปินส์ทำพิธีเปิดฐานสังเกตการณ์ยามฝั่งแห่งใหม่ บนเกาะทิตู หรือเกาะปักอาซา เกาะพิพาทในทะเลจีนใต้ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฟิลิปปินส์ พร้อมระบุว่าจะขยายความร่วมมือในการลาดตระเวนร่วมกับสหรัฐฯ และออสเตรเลีย เพื่อต่อสู้กับความแข็งกร้าวของจีนในน่านน้ำทะเลจีนใต้

นายเอดูอาร์โด อาโน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ฐานสังเกตการณ์ยามฝั่งแห่งใหม่ บนเกาะทิตู เป็นอาคารสามชั้นที่ติดตั้งเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ เรดาร์ ระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ การสื่อสารผ่านดาวเทียม และกล้องชายฝั่ง เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของหน่วยยามชายฝั่งจีน กองทัพเรือ กองทัพปลดปล่อยประชาชน และกองกำลังติดอาวุธของจีน ซึ่งบางครั้งไม่อาจคาดเดาได้ 

โดยเกาะทิตูเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งทางทหารของฟิลิปปินส์ ที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดทางยุทธศาสตร์ในทะเลจีนใต้ อย่างไรก็ตามจีนอ้างการครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่ชาติเอเชียหลายชาติ รวมไปถึงฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เวียดนาม ไม่เห็นด้วย

ทั้งนี้ การเผชิญหน้าในทะเลระหว่างเรือของจีนและฟิลิปปินส์ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นในปีนี้ ขณะที่สหรัฐฯ ย้ำว่า จำเป็นต้องปกป้องฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย หากกองกำลังฟิลิปปินส์ตกอยู่ภายใต้การโจมตีด้วยอาวุธ ซึ่งรวมถึงในทะเลจีนใต้.

ทำไมหยุดยิงล่ม? อิสราเอลอ้างฮามาสผิดสัญญา หวั่นนองเลือดยิ่งกว่าเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2745023

ทำไมหยุดยิงล่ม? อิสราเอลอ้างฮามาสผิดสัญญา หวั่นนองเลือดยิ่งกว่าเดิม

2 ธ.ค. 2566 08:30 น.

ทำไมหยุดยิงล่ม? อิสราเอลอ้างฮามาสผิดสัญญา หวั่นนองเลือดยิ่งกว่าเดิม

  • ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสสิ้นสุดลงแล้วในวันศุกร์ที่ 1 ธ.ค. หลังพักรบกันมานาน 7 วัน โดยไม่มีการต่อสัญญาเพิ่มเติม
  • ฝ่ายอิสราเอลเปิดฉากโจมตีในฉนวนกาซารอบใหม่ทันทีที่ข้อตกลงหมดอายุ โดยอ้างว่าฮามาสเป็นฝ่ายที่ผิดสัญญาและโจมตีพวกเขาก่อน แต่ฝ่ายฮามาสปฏิเสธ
  • การโจมตีครั้งใหม่ของอิสราเอลอาจคืบคลานไปถึงภาคใต้ของกาซา ที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งอาจทำให้เกิดการนองเลือดมากกว่าที่ผ่านมา

การหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ซึ่งขยายออกไปจาก 4 วันเป็น 7 วัน สิ้นสุดลงแล้วในวันศุกร์ที่ 1 ธ.ค. 2566 โดยไม่มีการยืดอายุข้อตกลงออกไปอีก หลังจากการเจรจาดำเนินมาถึงทางตัน อิสราเอลเปิดฉากโจมตีเข้าใส่ฉนวนกาซาอีกครั้ง พร้อมกล่าวหากลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ว่า ละเมิดข้อตกลงด้วยการโจมตีพวกเขาก่อน

สงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในฉนวนกาซา และทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 15,000 ศพ ได้หยุดพักเป็นเวลาสั้นๆ หลังดำเนินต่อเนื่องมาเกือบ 8 สัปดาห์ จากข้อตกลงหยุดยิงที่หลายประเทศมาเป็นตัวกลางเจรจา มีตัวประกันนับร้อยคนได้รับการปล่อยตัว สิ่งของช่วยเหลือถูกส่งเข้าไปช่วยชาวกาซาได้มากขึ้น

แต่อิสราเอลแสดงท่าทีชัดเจนมาตลอดว่า พวกเขาจะทำลายกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก โดยนักวิเคราะห์มองว่า การต่อสู้ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะดุเดือดกว่าช่วงก่อนพักรบ ขณะที่สหรัฐฯ ออกมาปรามรัฐบาลยิวให้ป้องกันความเสียหายต่อชาวกาซาให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่อิสราเอลจะทำตามหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ขณะที่นักวิเคราะห์กังวลว่า หากการต่อสู้คืบคลานไปถึงภาคใต้ของฉนวนกาซา ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอาจมากกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นพื้นที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างแออัด หลังคนนับล้านต้องอพยพลงมาจากแดนเหนือ เพื่อหนีปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินของอิสราเอล

ข้อตกลงหยุดยิงสิ้นสุด

กลุ่มฮามาสพยายามเจรจากับอิสราเอลเพื่อขอขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก ในวันพฤหัสบดีที่ 30 พ.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการพักรบ อย่างไรก็ตาม พวกเขาอ้างว่า กำลังประสบปัญหาในการหาตำแหน่งของตัวประกันเด็กและผู้หญิงให้ถึง 10 คน ซึ่งเป็นเงื่อนไขเพื่อขยายเวลาสัญญาเพิ่มอีก 1 วัน ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า

ต่อมาวันศุกร์ เพียง 1 ชั่วโมงก่อนที่การหยุดยิงจะสิ้นสุดลงในเวลา 7.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ก็รายงานว่ามีเสียงไซเรนเตือนภัยดังขึ้นที่ชุมชนใกล้ฉนวนกาซา และพวกเขาก็สามารถยิงสกัดจรวดที่ถูกปล่อยออกมาจากดินแดนเล็กๆ แห่งนี้ได้สำเร็จ

1 ชั่วโมงต่อมา กองทัพอิสราเอลออกมายืนยันว่า การต่อสู้ในฉนวนกาซากลับมาเริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว โดยพวกเขาส่งเครื่องบินรบโจมตีเป้าหมายหลายจุดในดินแดนแห่งนี้ พร้อมกล่าวหาว่า กลุ่มฮามาสละเมิดเงื่อนไขในข้อตกลง

ไม่นานหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ก็ออกมาบอกว่า ฮามาสทำตามสัญญาที่ว่าจะปล่อยตัวประกันหญิงทุกคนในวันนี้ (วันศุกร์) ไม่ได้ และยิงจรวดเข้าใส่พลเมืองอิสราเอล

ด้านกลุ่มฮามาสกล่าวโทษอิสราเอลว่า เป็นฝ่ายเริ่มการต่อสู้ก่อน และว่า รัฐบาลยิวปฏิเสธเงื่อนไขทุกอย่างที่พวกเขาเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนกับตัวประกันคนอื่นๆ “ผู้รุกรานตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเริ่มการรุกรานอย่างไร้ความสำนึกใหม่อีกครั้ง” ฮามาสยังโทษ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า เป็นผู้มอบไฟเขียวให้อิสราเอลโจมตีสานต่ออาชญากรรมในกาซา

แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายลง กระทรวงต่างประเทศของกาตาร์ยืนยันว่า การเจรจาระหว่างอิสราเอลกับฮามาสยังคงดำเนินต่อไป โดยมีพวกเขาและอียิปต์เป็นตัวกลางเจรจา เพื่อกลับไปหยุดยิงให้ได้อีกครั้ง แม้จะเริ่มมีเสียงเรียกร้องจากเจ้าหน้าที่อิสราเอลให้ยกเลิกการเจรจาแล้วก็ตาม

ภาคใต้กาซาตกเป็นเป้าหมาย

กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า พวกเขาโจมตีเป้าหมายในฉนวนกาซามากว่า 200 จุดนับตั้งแต่ 7.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น รวมถึงบางพื้นที่ในภาคใต้ ซึ่งนายเบนนี แกนต์ซ สมาชิกคณะรัฐมนตรีสงครามและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล กล่าวว่า พวกเขาพร้อมขยายกรอบการทำงาน เพื่อพาตัวประกันที่เหลือกลับบ้านแล้ว

IDF บอกด้วยว่า มีการจัดทำแผนที่ฉนวนกาซาใหม่โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นมากกว่า 2,000 เขต รวมถึง ‘เขตอพยพ’ เพื่อลดความสูญเสียต่อประชาชนในตอนที่พวกเขาโจมตีทางอากาศในพื้นที่พลเรือน โดยเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ IDF หย่อนใบปลิวจำนวนมากลงสู่หลายเมืองทางตอนใต้ของกาซา รวมถึงเมืองใหญ่ที่สุดอย่าง ข่านยูนิส เพื่อเตือนให้ประชาชนอพยพ

ใบปลิวของ IDF ระบุชื่อพื้นที่ 4 แห่ง และบอกให้ชาวกาซาไปหลบภัยที่เมืองราฟาห์ทันที พร้อมแนบคิวอาร์โค้ดสำหรับดูแผนที่ใหม่ของพวกเขา แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและการสื่อสารในกาซาเสียหายอย่างหนักจากการโจมตี ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและพลังงานได้ จึงยังไม่แน่ชัดว่าประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่าเขตใดเป็นที่ปลอดภัย

ด้านกระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ออกมาอ้างว่า มีประชาชนเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 178 ศพ นับตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มการโจมตีในฉนวนกาซาอีกครั้งในวันศุกร์ โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บในการโจมตี 589 ราย

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ

หวั่นนองเลือดมากกว่าเดิม

การเสียชีวิตจำนวนมากของประชาชนร่วม 15,000 คน ในฉนวนกาซา และมีผู้พลัดถิ่นอีกกว่า 1.8 ล้านคน ส่งผลให้สหรัฐฯ ซึ่งกำลังเผชิญเสียงตำหนิจากหลายฝ่ายทั่วโลก ต้องออกมาปรามอิสราเอลให้หลีกเลี่ยงการทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากในการทำสงครามขั้นถัดไป

เมื่อวันพฤหัสบดี นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เพิ่งเข้าพบกับเจ้าหน้าที่อิสราเอล เพื่อกล่าวย้ำว่า อิสราเอลต้องมีแผนรับรองความปลอดภัยของพลเรือน และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการพลัดถิ่นจำนวนมาก หรือสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงพยาบาล, สถานีไฟฟ้า และระบบน้ำประปา

แต่อิสราเอลจะทำตามหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งนายแฟรงก์ โลเวนสตีน อดีตทูตพิเศษในการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ในยุครัฐบาลโอบามา กล่าวว่า สิ่งนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า สหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของอิสราเอลมากแค่ไหน

นักวิเคราะห์กำลังกังวลว่า หากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีในภาคใต้ของกาซา จะทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตมากกว่าการต่อสู้ก่อนช่วงพักรบเสียอีก

นายริอัด คาห์วาจี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของสถาบันเพื่อวิเคราะห์การทหารในตะวันออกใกล้และอ่าวอาหรับ ซึ่งมีสำนักงานในดูไบ กล่าวว่า ภาคใต้ของกาซามีประชากรหนาแน่นมาก “พื้นที่นี้ถูกกำหนดเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอิสราเอลก็ให้ชาวปาเลสไตน์เกือบล้านคน ที่อาศัยอยู่ทางเหนืออพยพลงมา เพื่อปูทางสู่ปฏิบัติการทางทหารในแดนเหนือ ทั้งที่ยังมีการทิ้งระเบิดโจมตีในภาคใต้อยู่”

ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในภาคใต้ของกาซาจะดำเนินไปในรูปแบบใด อิสราเอลการใช้การโจมตีทางอากาศเพื่อรักษาชีวิตทหาร แต่เสี่ยงทำให้ประชาชนโดนลูกหลง หรือใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดินเป็นหลัก เพื่อลดความสูญเสียต่อพลเรือน แลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของทหารฝ่ายตัวเอง

แต่หากพวกเขายังคงทำให้เกิดภาพอาคารถูกทำลาย โดยมีศพเด็กทารกและผู้หญิงที่ถูกสังหารต้องถูกขุดขึ้นมาจากซากตึกอีกครั้ง พวกเขาอาจสูญเสียการสนับสนุนจากชาติตะวันตกไป

ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : bbccnn

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดหญิงคนแรกของสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว ในวัย 93 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2745016

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดหญิงคนแรกของสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว ในวัย 93 ปี

2 ธ.ค. 2566 06:00 น.

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดหญิงคนแรกของสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว ในวัย 93 ปี

แซนดรา เดย์ โอคอนเนอร์ ผู้พิพากษาศาลสูงสุดหญิงคนแรกของสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้วจากโรคแทรกซ้อน ขณะมีอายุได้ 93 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางแซนดรา เดย์ โอคอนเนอร์ สตรีคนแรกผู้ได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้วเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 1 ธ.ค. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น ที่เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา หลังจากเกิดอาการแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับโรคสมองเสื่อมและโรคทางเดินหายใจ โดยเธอมีอายุได้ 93 ปี

แซนดรา โอคอนเนอร์ นักการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมสายกลาง ได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน เป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดในปี 2524 และอยู่ในตำแหน่งนี้นานกว่า 24 ปีกระทั่งเกษียณอายุในปี 2549 เพื่อไปดูแลสามีที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ขณะที่ประธานาธิบดีในสมัยนั้นอย่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช แต่งตั้งนายซามูเอล อาลิโต มารับตำแหน่งแทน

ตามแถลงการณ์ของนายจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ เขาเรียกนางโอคอนเนอร์ว่า เป็นบุตรีแห่งชาวอเมริกันในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ผู้โชติช่วงในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้พิพากษาศาลสูงสุดหญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกา

“เธอรับมือกับความท้าทายด้วยความมุ่งมั่นไม่ท้อถอย, ด้วยความสามารถที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และด้วยการเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา” นายโรเบิร์ตส์ระบุ และเสริมว่า ผู้พิพากษาโอคอนเนอร์ยังเป็นผู้พิทักษ์กฎหมายอิสระที่ดุดัน และอุทิศตนเพื่อการศึกษาของพลเรือน

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาโอคอนเนอร์เกิดที่เมือง เอล ปาโซ รัฐเท็กซัส และเติบโตมาในครอบครัวผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ใกล้เมืองดันแคน รัฐแอริโซนา ก่อนที่เธอจะจบปริญญาตรีสาขาวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

ผู้พิพากษาโอคอนเนอร์เคยให้สัมภาษณ์ว่า ในงานแรกของเธอ เธอจำต้องทำงานโดยไม่ได้อะไรเลย รวมถึงออฟฟิศของตัวเอง ที่สำนักงานอัยการแขวง ซาน มาเตโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย “ไม่มีใครให้งานฉันเลย มันน่าโมโหมาก เพราะฉันทำได้ดีทั้งที่มหาวิทยาลัยและโรงเรียนกฎหมาย เพื่อนร่วมชั้นที่เป็นผู้ชายก็ไม่มีปัญหาอะไร”

แต่ถึงแม้จะเผชิญความยากลำบากจากการเป็นผู้หญิงในวงการกฎหมาย โอคอนเนอร์ก็ต่อสู้เรื่อยมาจนกระทั่งได้เป็รองอัยการแขวง ซาน มาเตโอ เคาน์ตี และได้เป็นผู้ช่วยอัยการสูงสุดรัฐแอริโซนา ในเวลาต่อมา

ในฐานะสมาชิกพรรครีพับลิกัน โอคอนเนอร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิกรัฐแอริโซนาในปี 2512 และได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 2 สมัย สมัยละ 2 ปี ก่อนที่เธอจะกลายเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ได้เป็นผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา

ต่อมาในปี 2517 โอคอนเนอร์ถอนตัวจากเรื่องการเมืองของพรรครีพับลิกัน และได้รับเลือกเป็นผู้พิพากษาของศาลสูงเขตมาริโคปา เคาน์ตี ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รัฐแอริโซนา ในปี 2522

ในปี 2524 ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน เสนอชื่อนางโอคอนเนอร์เป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดหญิงของแรกของประเทศ ตามสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียง ท่ามกลางข้อครหาว่า เขาทำเช่นนี้เพื่อดึงคะแนนเสียงจากผู้โหวตสตรีที่ตอนนี้สนับสนุนเขาน้อยมาก โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติเป็นเอกฉันท์ที่ 99 ต่อ 0 รับรองให้เธอเป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสโวย อิสราเอลโจมตีรอบใหม่ในกาซา ดับแล้ว 178 ศพ เจ็บอีกครึ่งพัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2745013

ฮามาสโวย อิสราเอลโจมตีรอบใหม่ในกาซา ดับแล้ว 178 ศพ เจ็บอีกครึ่งพัน

2 ธ.ค. 2566 04:50 น.

ฮามาสโวย อิสราเอลโจมตีรอบใหม่ในกาซา ดับแล้ว 178 ศพ เจ็บอีกครึ่งพัน

กลุ่มฮามาสออกมาอ้างว่า การโจมตีฉนวนกาซารอบใหม่ของอิสราเอล หลังข้อตกลงหยุดยิงสิ้นสุดลง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 178 ศพ บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ออกมาอ้างว่า มีประชาชนเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 178 ศพ นับตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มการโจมตีในฉนวนกาซาอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 1 ธ.ค. 2566 หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่ายสิ้นสุดลงเมื่อช่วงเช้ามืดวันเดียวกันนี้

ตามแถลงการณ์ของกระทรวงสาธารณสุข ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บในการโจมตีครั้งใหม่นี้ด้วย 589 ราย

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า มีตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสจับตัวไปเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ศพ คือนายเอลิยาฮู มาร์กาลิต วัย 75 ปี บิดาของ นีลี มาร์กาลิต พยาบาลหญิง โดยทั้งคู่ถูกลักพาตัวไปจากคิบบุตซ์ นีร์ ออซ พร้อมกันระหว่างการโจมตีเมื่อ 7 ต.ค. ก่อนที่ผู้เป็นลูกจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ส่วนรายที่ 2 คือนายกาย อีลุซ วัย 26 ปี วิศวกรและมือเบสของวงดนตรีชาวยิววงหนึ่ง โดยเขาถูกลักพาตัวไปหลังฮามาสโจมตีงานเทศกาลดนตรี Nova festival ที่เขตเรอิม ใกล้ชายแดนฉนวนกาซา

ด้านพลเรือตรี แดเนียล ฮาการี โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล ระบุว่า ตอนนี้ยังมีตัวประกันที่ถูกจับเอาไว้ในฉนวนกาซาอีกอย่างน้อย 136 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงและเด็ก 17 คน ขณะที่ศพของนาย โอฟีร์ ซาร์ฟาติ ตัวประกันที่มีข่าวว่าเสียชีวิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถูกส่งกลับถึงอิสราเอลแล้ว

ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยว่าทั้ง 3 คนเสียชีวิตได้อย่างไร และเสียชีวิตเมื่อไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

ยูเครนอ้าง วางระเบิดสะพานทางรถไฟ ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2745012

ยูเครนอ้าง วางระเบิดสะพานทางรถไฟ ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย

2 ธ.ค. 2566 04:12 น.

ยูเครนอ้าง วางระเบิดสะพานทางรถไฟ ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย

ยูเครนอ้าง เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงวางระเบิดโจมตีรถไฟขนสินค้า และสะพานทางรถไฟในแคว้นไซบีเรีย ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่อาวุโสของยูเครน ว่า สายลับของสำนักงานความมั่นคงยูเครน (SBU) วางระเบิดโจมตีสะพานทางรถไฟในแคว้นไซบีเรีย ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย เพื่อทำให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่รัสเซียใช้เพื่อจุดประสงค์ทางทหารเป็นอัมพาต

แหล่งข่าวรายนี้ระบุว่า เมื่อช่วงเย็นวันพุธ (29 พ.ย.) สายลับของ SBU จุดระเบิดบนรถไฟขบวนหนึ่งขณะกำลังวิ่งผ่านอุโมงค์ ‘เซเวโรมูย์สกี’ (Severomuysky) บนทางรถไฟสาย ไบคาล อามูร์ (Baikal Amur) ในภูมิภาคบูร์ยาเตีย (Buryatia) ของแคว้นไซบีเรีย ซึ่งเป็นอุโมงค์ทางรถไฟที่ยาวที่สุดของรัสเซีย โดยมีระยะทางถึง 15 กม.

ต่อมาในวันพฤหัสบดี (30 พ.ย.) ระเบิดซึ่งวางเอาไว้ที่สะพานเชอร์ตอฟ (Chertov) ความสูง 35 ม. ซึ่งอยู่บนเส้นทางสาย ไบคาล อามูร์ เช่นกัน ก็ทำงานในขณะที่รถไฟขนสินค้าขบวนหนึ่งข้ามผ่าน โดยรถไฟขบวนนี้ใช้สะพานเชอร์ตอฟเป็นเส้นทางสำรอง หลังเกิดการโจมตีครั้งแรก

ด้าน Baza สื่อรัสเซียรายงานว่า ถังเชื้อเพลิงดีเซลของรถไฟขนสินค้าขบวนที่ยูเครนกล่าวอ้าง เกิดติดปะทุขึ้นมา ขณะใช้ทางสำรอง ทำให้ตู้ขนสินค้า 6 ตู้ถูกเพลิงไหม้ โดยไม่ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้หรือไม่ ส่วนสาเหตุของการระเบิดยังไม่ทราบแน่ชัด

ส่วนหนังสือพิมพ์ Kommersant ของรัสเซีย รายงานอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนของรัสเซียมีข้อสรุปว่า เหตุระเบิดบนทางรถไฟสาย ไบคาล อามูร์ เป็นการก่อการร้ายของบุคคลไม่ทราบฝ่าย

การทางรถไฟรัสเซียระบุว่า รถไฟต้องเปลี่ยนเส้นทางหลังการโจมตีครั้งแรก เพิ่มเวลาเดินทางขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ส่งผลต่อการขนส่ง ขณะที่แหล่งข่าวอีกคนบอกกับสื่อรัสเซียว่า เส้นทางสำรองนี้ยังใช้การได้ และมีรถไฟสินค้าวิ่งผ่านในวันศุกร์

ทั้งนี้ ทางรถไฟสาย ไบคาล อามูร์ เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านพื้นที่ทางตะวันออกของแคว้นไซบีเรีย และภูมิภาคทางตะวันออกไกลของรัสเซีย โดยวิ่งไปถึงชายแดนประเทศจีน อยู่ห่างจากชายแดนยูเครนหลายพันกิโลเมตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters , bbc

จอร์จ ซานโตส โดนโหวตไล่พ้นสภาผู้แทนราษฎร ข้อหาผิดจริยธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2745003

จอร์จ ซานโตส โดนโหวตไล่พ้นสภาผู้แทนราษฎร ข้อหาผิดจริยธรรม

2 ธ.ค. 2566 02:15 น.

จอร์จ ซานโตส โดนโหวตไล่พ้นสภาผู้แทนราษฎร ข้อหาผิดจริยธรรม

จอร์จ ซานโตส สส.รีพับลิกัน ถูกโหวตขับไล่ออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ แล้ว หลังถูกแฉว่า เขาทำผิดจริยธรรมหลายอย่าง

เมื่อวันศุกร์ที่ 1 ธ.ค. 2566 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านมติด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 311 เสียง คัดค้าน 114 เสียง ให้ขับนาย จอร์จ ซานโตส สส.รัฐนิวยอร์กจากพรรครีพับลิกัน ออกจากสภา หลังจากเขาถูกฟ้องร้องในข้อหาละเมิดจริยธรรม ซึ่งนี่ทำให้เขาเป็น สส.คนที่ 6 ในประวัติศาสตร์เท่านั้นที่ถูกโหวตขับออกจากสภา

นายซานโตสรอดจากการลงมติขับไล่ครั้งก่อน แต่กระแสต่อต้านเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย หลังจากคณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่รายงานความยาว 56 หน้า เกี่ยวกับการละเมิดจริยธรรมของเขา ซึ่งรวมถึงการใช้เงินทุนหาเสียงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และโกหกผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและผู้บริจาคเงินสนับสนุนหลายครั้ง

หลังจากรายงานดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมา นายซานโตสก็ประกาศไม่ลงสมัครรับการเลือกตั้งสมัยหน้า แต่ปฏิเสธที่จะลาออก

ทั้งนี้ เสมียนสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จะเป็นผู้ดูแลสำนักงานนายซานโตสเป็นการชั่วคราว และนางเคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กจากพรรคเดโมแครต จะกำหนดเวลาเลือกตั้งซ่อม เพื่อหาผู้มาดำรงตำแหน่งแทนนายซานโตสในเร็วๆ นี้

อนึ่ง การขับออกจากสภาถือเป็นบทลงโทษรุนแรงที่สุดสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาถึง 2 ใน 3 จึงจะเกิดขึ้นได้ โดยนายซานโตสเป็น สส.คนแรกที่ถูกโหวตขับออกจากสภาในรอบกว่า 2 ทศวรรษ และเป็นคนแรกนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ที่ถูกขับไล่ด้วยข้อหาอื่นที่ไม่ใช่อาชญากรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกาซาต่อ เตือน ปชช. อพยพจากเมืองข่านยูนิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744996

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกาซาต่อ เตือน ปชช. อพยพจากเมืองข่านยูนิส

2 ธ.ค. 2566 01:40 น.

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกาซาต่อ เตือน ปชช. อพยพจากเมืองข่านยูนิส

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีในฉนวนกาซาต่อแล้ว หลังจากข้อตกลงหยุดยิงซึ่งดำเนินมานาน 7 วันสิ้นสุดลง โดยมีเป้าหมายโจมตีในพื้นที่ทางใต้ของกาซาด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินรบของกองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาอีกครั้ง ในวันศุกร์ที่ 1 ธ.ค. 2566 โดยกองทัพกล่าวหากลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มนี้ว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ด้วยการยิงโจมตีเข้าสู่อิสราเอล แต่ฝ่ายฮามาสปฏิเสธ

การโจมตีของอิสราเอลเกิดขึ้นหลังจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายสิ้นสุดลง หลังดำเนินมานาน 7 วัน โดยในระหว่างนั้น กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันออกมา 110 คน ส่วนใหญ่เป็นไปตามข้อตกลงกับอิสราเอล แต่บางส่วนก็เป็นผลจากการเจรจาแยกต่างหาก ขณะที่อิสราเอลปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์รวม 240 คน

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า การโจมตีรอบใหม่ของพวกเขารวมถึงพื้นที่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซาด้วย โดยในวันศุกร์ IDF หย่อนใบปลิวลงสู่เมืองข่านยูนิส (Khan Yunis) เมืองใหญ่สุดในภาคใต้ของกาซา เรียกเมืองแห่งนี้ว่าเป็น “เขตสู้รบ” และเรียกร้องให้ประชาชนอพยพออกไป

ขณะเดียวกัน กระทรวงต่างประเทศของกาตาร์ยืนยันว่า การเจรจาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสเพื่อการหยุดยิงและปล่อยตัวประกันเพิ่มเติม ยังดำเนินต่อไป โดยมีพวกเขากับอียิปต์เป็นตัวกลางเจรจา แม้ว่าความเป็นศัตรูจะหวนกลับมาแล้วก็ตาม

กาตาร์ยังประณามการโจมตี หรือการบีบให้ประชาชนในกาซากลายเป็นผู้พลัดถิ่น และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที เพื่อให้รถส่งสิ่งของช่วยเหลือเข้าสู่กาซาได้อย่างไม่มีอุปสรรค

อย่างไรก็ตาม ผู้เห็นเหตุการณ์ที่ด้านราฟาห์ บริเวณชายแดนอียิปต์-กาซา ระบุว่า ไม่มีรถบรรทุกขนเสบียงและความช่วยเหลือเข้าสู่กาซาแล้ว นับตั้งแต่การหยุดยิงสิ้นสุดลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หญิงยูกันดาอายุ 70 ปี คลอดลูกแฝด เป็น 1 ในคุณแม่อายุมากที่สุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744837

หญิงยูกันดาอายุ 70 ปี คลอดลูกแฝด เป็น 1 ในคุณแม่อายุมากที่สุดในโลก

1 ธ.ค. 2566 13:03 น.

หญิงยูกันดาอายุ 70 ปี คลอดลูกแฝด เป็น 1 ในคุณแม่อายุมากที่สุดในโลก

คุณยายชาวยูกันดา กลายเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่มีอายุมากที่สุดในโลกที่ให้กำเนิดบุตร หลังจากที่เธอคลอดฝาแฝดชายหญิงจากการทำเด็กหลอดแก้ว ในวัย 70 ปี

ซาฟินา นามูกวาย่า คุณยายชาวยูกันดาวัย 70 ปี สร้างความฮือฮา หลังให้กำเนิดฝาแฝดชายหญิง 1 คู่ ด้วยการผ่าคลอด ที่โรงพยาบาลในยูกันดาจากการตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้คุณยายกลายมาเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่อายุมากที่สุดในโลกที่ให้กำเนิดบุตร และเป็นผู้หญิงอายุมากที่สุดในแอฟริกาที่ให้กำเนิดบุตรด้วย

คุณยายนามูกวาย่า ระบุว่า การให้กำเนิดลูกแฝดครั้งนี้ของเธอเหมือนกับปาฏิหาริย์ แม้ว่าสามีของเธอจะทิ้งเธอไป หลังทราบว่าเธอจะให้กำเนิดลูกแฝด โดยเธอต้องการมีลูกอยู่เป็นเพื่อนเธอในยามที่เธอแก่ลง ซึ่งการคลอดลูกครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของเธอในรอบ 3 ปี หลังจากที่เธอเคยให้กำเนิดบุตรสาวคนแรกมาแล้วเมื่อปี 2020

ขณะที่ทางโรงพยาบาลได้แสดงความยินดีกับเธอ เพราะความสำเร็จในการให้กำเนิดบุตรในช่วงอายุมากขนาดนี้ นับว่าเป็นความสำเร็จทางการแพทย์ที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณมนุษย์ โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2019 เคยมีคุณยายชาวอินเดียวัย 73 ปีที่ให้กำเนิดฝาแฝดจากการทำเด็กหลอดแก้วเช่นกัน.

ที่มา : BBC

เจ้าของฟาร์มสุนัขเกาหลีใต้ปะทะตำรวจ ประท้วงแผนห้ามบริโภคเนื้อสุนัข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744843

เจ้าของฟาร์มสุนัขเกาหลีใต้ปะทะตำรวจ ประท้วงแผนห้ามบริโภคเนื้อสุนัข

1 ธ.ค. 2566 13:01 น.

เจ้าของฟาร์มสุนัขเกาหลีใต้ปะทะตำรวจ ประท้วงแผนห้ามบริโภคเนื้อสุนัข

เกษตรกรชาวเกาหลีใต้กว่า 200 คน ที่เพาะเลี้ยงสุนัขเพื่อการบริโภค ออกมาเดินขบวนในกรุงโซล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกแผนการห้ามการบริโภคเนื้อสุนัข

เกษตรกรชาวเกาหลีใต้ประมาณ 200 คน ที่เพาะเลี้ยงสุนัขเพื่อการบริโภค ออกมาเดินขบวนเมื่อวันพฤหัสบดี (30 พ.ย.) ใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงโซล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกแผนการห้ามการบริโภคเนื้อสุนัขที่มีมานานหลายศตวรรษ

เกษตรกรหลายสิบคนที่พยายามขับรถบรรทุกเข้าไปในถนนหน้าทำเนียบประธานาธิบดี พร้อมสุนัขในกรงที่พวกเขาตั้งใจจะปล่อยในสถานที่ดังกล่าว แต่ถูกตำรวจสกัดออกไป หลังตรวจพบกรงสุนัขที่ถูกคลุมด้วยผ้า

พรรครัฐบาลของประธานาธิบดียุน ซอกยอล ออกร่างกฎหมายห้ามการเพาะพันธุ์และการขายสุนัขเพื่อการบริโภค และเสนอการชดเชยทางการเงินแก่ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเนื้อสุนัข ที่ถูกบังคับให้ปิดกิจการภายในระยะเวลา 3 ปี

สมาชิกพรรครัฐบาลกล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติความขัดแย้งเรื่องการบริโภคเนื้อสุนัข และเสริมว่าได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากพรรคฝ่ายค้านซึ่งปัจจุบันควบคุมรัฐสภา และจากสาธารณชน

ปัจจุบันชาวเกาหลีใต้มากกว่า 6 ล้านครัวเรือน ในประเทศที่มีประชากรประมาณ 51 ล้านคน เลี้ยงสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยง ขณะที่นายยุนและภรรยาของเขา คิม กอนฮี เป็นเจ้าของสุนัข 6 ตัว ซึ่งรวมถึงสุนัขนำทางที่เกษียณแล้วหนึ่งตัวและสุนัขกู้ภัยหนึ่งตัว

ผลสำรวจความคิดเห็นของแกลลัพโพล เกาหลีใต้ เมื่อปีที่แล้วพบว่า เกือบ 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เห็นด้วยกับการบริโภคเนื้อสุนัข โดยมีเพียง 8% เท่านั้นที่บอกว่าพวกเขาบริโภคเนื้อสุนัขในปีที่ผ่านมา ลดลงจาก 27% ในปี 2558

จู ยองบง ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมและเป็นผู้นำการชุมนุมเมื่อวันพฤหัสบดี กล่าวว่า นักการเมืองไม่มีสิทธิ์สั่งยกเลิกอุตสาหกรรมเนื้อสุนัข หรือตัดสินใจว่าประชาชนจะเลือกรับประทานอะไร

เขากล่าวว่า “เราไม่สามารถเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่ามันเป็นสิ่งที่ป่าเถื่อน เพราะทุกประเทศที่มีประเพณีการเลี้ยงสัตว์ ก็เคยบริโภคสุนัขมาแล้ว และยังมีประเทศอีกหลายประเทศที่ทำเช่นนั้น”

นายจูกล่าวว่า เกษตรกรถูกกีดกันจากการอภิปรายเกี่ยวกับร่างกฎหมายนี้โดยสิ้นเชิง และข้อเสนอการชดเชยทางการเงินนั้นไม่เพียงพอ เนื่องจากพวกเขาจะสูญเสียทั้งอาชีพและการดำรงชีวิต

กลุ่มเกษตรกรปะทะกับตำรวจที่มีจำนวนมากกว่า และตั้งเครื่องกีดขวางเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาข้ามถนนเพื่อเข้าใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี ผู้จัดการประท้วงเปิดเผยว่า ผู้ประท้วง 3 คน รวมทั้งนายจู ถูกตำรวจควบคุมตัวในที่เกิดเหตุ

ในขณะที่การบริโภคเนื้อสุนัขได้รับความนิยมลดลง แต่เกษตรกรและเจ้าของร้านอาหารที่เสิร์ฟเนื้อสุนัขกลับต่อสู้เพื่อให้การบริโภคสุนัขเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เกษตรกรกล่าวหาสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเป็นนักวิจารณ์เรื่องการบริโภคเนื้อสุนัข ว่าใช้สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าการกดดันรัฐบาลและพรรครัฐบาลอย่างไม่เหมาะสมให้นำคำสั่งห้ามนี้มาใช้

ทำเนียบประธานาธิบดี ระบุว่า “สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งได้กล่าวถึงประเด็นนี้ด้วยความสนใจอย่างยิ่ง และทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ได้รับการสนับสนุนและเป็นเอกฉันท์ เช่นเดียวกับจากพรรคฝ่ายค้าน” 

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

อุตุนิยมวิทยาโลกประกาศ ปี 2566 ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744833

อุตุนิยมวิทยาโลกประกาศ ปี 2566 ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

1 ธ.ค. 2566 11:55 น.

อุตุนิยมวิทยาโลกประกาศ ปี 2566 ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกประกาศว่า ปี 2566 จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิโลกสูงขึ้นประมาณ 1.4 องศาเซลเซียส เหนือระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) ระบุเมื่อวันพฤหัสบดี (30 พ.ย.) ขณะที่อีก 1 เดือนจะสิ้นสุดปี แต่ปี 2566 ภาวะโลกร้อนจะส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นประมาณ 1.4 องศาเซลเซียส เหนือระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม

รายงานสถานะสภาพภูมิอากาศโลก ของ ดับเบิลยูเอ็มโอ ยืนยันว่าปี 2566 จะเป็นปีที่อบอุ่นที่สุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าสถิติเดิมที่บันทึกได้ในปี 2559 ซึ่งโลกมีอุณหภูมิอุ่นกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.2 องศาฯ ที่ทำให้บรรดาผู้นำโลกที่ร่วมการประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศประจำปีขององค์การสหประชาชาติ หรือ COP28 ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่นครดูไบต้องเผชิญความท้าทายในการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเร็วขึ้น

ปีเตอร์รี ทาลาส เลขาธิการดับเบิลยูเอ็มโอ กล่าวว่า “ระดับก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิโลกสูงเป็นประวัติการณ์ ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ น้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกต่ำเป็นประวัติการณ์” 

อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยรายงานดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าโลกกำลังจะเกินขีดจำกัดภาวะโลกร้อนในระยะยาวที่ 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเป็นตัวเลขสูงสุดในการหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดหายนะ ภายใต้ข้อตกลงปารีสปี 2558

รายงานระบุว่า ปีนี้ น้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกในช่วงฤดูหนาว ขยายตัวต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยน้อยกว่าสถิติครั้งก่อนประมาณ 1 ล้านตารางกิโลเมตร รายงานยังระบุว่า ธารน้ำแข็งของสวิตเซอร์แลนด์สูญเสียปริมาตรที่เหลืออยู่ประมาณ 10% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่ป่าเป็นประวัติการณ์ในแคนาดา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 5% ของพื้นที่ป่าของประเทศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ประกอบกับการปรากฏของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ในแปซิฟิกตะวันออก ยิ่งผลักให้โลกเข้าสู่ขอบเขตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ปีหน้าอาจเลวร้ายกว่านั้น เนื่องจากผลกระทบของเอลนีโญมีแนวโน้มที่จะถึงจุดสูงสุดในฤดูหนาวนี้ และส่งผลให้อุณหภูมิจะสูงขึ้นในปี 2567.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign