นิวซีแลนด์เตรียมห้ามใช้มือถือในโรงเรียน แก้ปัญหานร.อ่านออกเขียนได้ลดลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744813

นิวซีแลนด์เตรียมห้ามใช้มือถือในโรงเรียน แก้ปัญหานร.อ่านออกเขียนได้ลดลง

1 ธ.ค. 2566 11:10 น.

นิวซีแลนด์เตรียมห้ามใช้มือถือในโรงเรียน แก้ปัญหานร.อ่านออกเขียนได้ลดลง

ทางการนิวซีแลนด์ เตรียมสั่งห้ามการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนทั่วประเทศ หลังพบว่าอัตราการอ่านออกเขียนได้ในกลุ่มเด็กนักเรียนลดลงจนอาจจะถึงขั้นวิกฤติ

นายกรัฐมนตรีคริสโตเฟอร์ ลูซอน ผู้นำคนใหม่ของนิวซีแลนด์ ประกาศจะใช้มาตรการงดการใช้โทรศัพท์มือถือภายในโรงเรียนทั่วประเทศ ภายใน 100 วัน หลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่ง เพื่อหวังจะพลิกสถานการณ์อัตราการรู้หนังสือของประเทศที่ลดลง โดยนโยบายนี้มีการทดลองใช้มาแล้วทั้งในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รวมทั้งฝรั่งเศส ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน

นายลูซอนระบุว่า การใช้มาตรการนี้จะช่วยหยุดพฤติกรรมติดโทรศัพท์มือถือซึ่งจะรบกวนสมาธินักเรียน โดยหวังว่านักเรียนจะหันไปให้ความสนใจกับการเรียนมากขึ้น ขณะที่อาจารย์ก็จะมีสมาธิกับการสอนหนังสือมากขึ้นเช่นกัน

โดยโรงเรียนในนิวซีแลนด์เคยมีคะแนนในการอ่านออกเขียนได้ติดอันดับที่ดีที่สุดในโลกมาก่อน แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าระดับการอ่านออกเขียนได้ลดต่ำลงจนถึงระดับที่นักวิจัยกังวลว่าอาจจะถึงจุดวิกฤติแล้ว

ด้านนักวิจัยจากศูนย์การศึกษาการกุศลของนิวซีแลนด์เตือนว่า การอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนในนิวซีแลนด์กำลังเข้าสู่วิกฤติตั้งแต่ปี 2022 โดยพบว่ามากกว่า 1 ใน 3 ของเด็กอายุ 15 ปี ยังอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ลูซอนสาบานตนขึ้นรับตำแหน่งผู้นำประเทศเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาก็เดินหน้าประกาศมาตรการหลายอย่างที่ขัดกับรัฐบาลชุดก่อนๆ โดยมีการยกเลิกมาตรการควบคุมยาสูบ ที่ห้ามขายบุหรี่ให้กับคนที่เกิดหลังปี 2008 ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขแสดงความกังวลว่าจะเกิดวิกฤติด้านสาธารณสุขตามมา นอกจากนี้ เขายังเห็นชอบที่จะเริ่มการสำรวจน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งอีกครั้ง ซึ่งขัดต่อนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของนางจาซินดา อาร์เดิร์น อดีตนายกรัฐมนตรี.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

‘มาดามเดียร์’ ชวนชาว ‘ประชาธิปัตย์’ ทั่วประเทศ ร่วมฟื้นศรัทธา-อุดมการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564614

02 ธ.ค. 2566

'มาดามเดียร์' ชวนชาว 'ประชาธิปัตย์' ทั่วประเทศ ร่วมฟื้นศรัทธา-อุดมการณ์

“มาดามเดียร์ วทันยา” โพสต์คลิปชวนชาว “ประชาธิปัตย์” ทั่วประเทศ ร่วมฟื้นฟูศรัทธา-อุดมการณ์ สร้างการเมืองที่เป็นธรรมและเท่าเทียม กลับมาเป็นสถาบันการเมืองที่ยั่งยืนด้วยกันอีกครั้ง ย้ำ 9 ธ.ค. จะได้พิสูจน์ว่าความเข้มแข็งที่แท้จริงของพรรค

2 ธ.ค. 2566 น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 4.59 นาที ผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “เดียร์ วทันยา บุนนาค” เพื่อสื่อสารไปยังสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และประชาชนทั่วประเทศ หลังการแถลงเปิดตัวอาสาสมัครลงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 โดยระบุว่า 

ท่ามกลางความสงสัยของผู้คนว่าพรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนไว้วางใจได้หรือไม่ สงสัยในพลังประชาธิปไตยและจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ และความฝันของประชาธิปัตย์ที่มีต่อประเทศนี้ในวันข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งกว่า 77 ปีที่พรรคประชาธิปัตย์ผ่านร้อนหนาววิกฤตมากมาย มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่จุดหัวใจความเป็นประชาธิปไตยที่อยู่ในสมาชิกพรรคทุกคนไม่เคยเปลี่ยน
 

มาดามเดียร์ ชวนชาว ปชป.ร่วมฟื้นศรัทธา อุดมการณ์  สร้างการเมืองที่เป็นธรรมและเท่าเทียมมาดามเดียร์ ชวนชาว ปชป.ร่วมฟื้นศรัทธา อุดมการณ์ สร้างการเมืองที่เป็นธรรมและเท่าเทียม

แม้พรรคประชาธิปัตย์จะก้าวมาไกลแล้วจนถึงในวันที่เราต้องตั้งคำถามใหม่กับตัวเองว่า อนาคตของลูกหลานที่จะต้องอยู่ไปถึงศตวรรษหน้า อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในของพรรคประชาธิปัตย์ไปในลักษณะใด 

น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า วันนี้คือห้วงเวลาที่สำคัญที่สุดและเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เดินก้าวต่อไป จึงขออาสาเสนอตัวลงสมัครหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอยากเชิญชวนทุกคนกลับเข้ามาร่วมฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ให้แข็งแรง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ร่วมสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ เป็นธรรม รักษาคำพูด ไม่ใช่การเมืองแสวงหาอำนาจและประโยชน์ของตัวเอง เพื่อให้กลับมาเป็นความหวังของประเทศ และเป็นทางเลือกของผู้คนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งได้อีกครั้ง

ตนพร้อมที่จะยืนเคียงข้างกับทุกคนในทุกๆ ในความท้าทาย จะรับฟังทุกเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เราไม่เห็นพ้องต้องกัน เพราะต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและทำให้พรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นพรรคของประชาชนทุกคน เป็นพรรคที่เปิดกว้างพร้อมรับฟังและเคารพในเสียงของผู้คนที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในสังคมได้อย่างตรงจุด มีการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเท่าเทียม และมีคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พร้อมทั้งจะเปิดโอกาสให้คนทุกรุ่นที่มีไฟ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถสูง หลากหลายสาขาอาชีพโดยไม่ยึดติดกับระบบอุปถัมภ์ ได้เข้ามาช่วยกันนำประเทศชาติ สถาบันการเมืองต่างๆ และสถาบันสำคัญของชาติ ไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต 

‘มาดามเดียร์’ เปิดหน้าชิง หัวหน้า ‘พรรคประชาธิปัตย์’


ถือฤกษ์ 09.09 น. ‘มาดามเดียร์’ เปิดตัว ลงชิง ‘หัวหน้าพรรค ปชป.’คนที่ 9
 

มาดามเดียร์ ชวนชาว ปชป.ร่วมฟื้นศรัทธา อุดมการณ์  สร้างการเมืองที่เป็นธรรมและเท่าเทียมมาดามเดียร์ ชวนชาว ปชป.ร่วมฟื้นศรัทธา อุดมการณ์ สร้างการเมืองที่เป็นธรรมและเท่าเทียม

ชัยชนะครั้งนี้เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงที่เรามองหา และการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ ไม่ว่าเดียร์จะแพ้หรือชนะก็ไม่สำคัญ แต่มันควรจะเป็นชัยชนะของทุกคนในพรรคประชาธิปัตย์ ในการนำพาให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เติบโตงอกงามท่ามกลางใจของประชาชนอีกครั้ง นำพาความหวังของพี่น้องประชาชนที่เลือกเราไปสู่ความเป็นจริงและพบกับอรุณรุ่งวันใหม่ที่สดใสของประเทศไทย

และในวันที่ 9 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ เป็นอีกครั้งที่จะได้พิสูจน์ว่าความเข้มแข็งที่แท้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ที่มาจากความคงมั่นของอุดมการณ์ ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความหวัง โอกาส และ ความหวังอันแข็งแกร่ง จะยังมีหลงเหลืออยู่ในหัวใจของเราหรือไม่ เพราะนี่คือหลักการเริ่มต้นของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นเหตุผลที่เราจะต้องร่วมกันฟื้นศรัทธาของประชาชนในวันที่ก่อตั้งพรรคกลับมาเหมือนวันก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์

ตนเชื่อมั่นในตัวพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะพาเราจะไปถึงจุดนั้น และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมตนถึงมายืนในจุดนี้ และอยากจะขอให้ทุกคนมองไปยังเป้าหมายและเดินไปสู่อนาคตด้วยกัน เพราะเราจะไม่ใช่แค่พรรค แต่เราจะเป็นความหวัง และความศรัทธาของประชาชนเพราะประชาธิปัตย์เท่ากับประชาชน เพราะประชาชนคือประชาธิปัตย์

‘นฤมล’ เผยผลงาน ‘นายกฯ’ ดึงภาคเอกชนสหรัฐร่วมลงทุนในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564608

02 ธ.ค. 2566

'นฤมล' เผยผลงาน 'นายกฯ' ดึงภาคเอกชนสหรัฐร่วมลงทุนในไทย

‘นฤมล’ เผย ‘นายกฯ’ ประชุมเอเปค สร้างความเชื่อมั่นภาคเอกชนสหรัฐฯ จนนักลงทุนสนใจร่วมลงทุนในไทย โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีและดิจิทัลฯ รวมถึงการค้าระหว่าง 2 ประเทศ

ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย ให้การต้อนรับ นายรอเบิร์ต เอฟ โกเด็ก (Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมหารือถึงประเด็นความร่วมมือด้านการลงทุนร่วมกัน

ศาสตราจารย์นฤมล เปิดเผยว่า ทูตสหรัฐ ฯ ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของการเยือนสหรัฐฯ ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในการเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอปเค ครั้งที่ 30 ระหว่างวันที่ 12-19 พ.ย. 2566 ณ นครซานฟรานวิสโก สหรัฐฯ ที่ผ่านมา 

'นฤมล' เผยผลงาน 'นายกฯ' ดึงภาคเอกชนสหรัฐร่วมลงทุนในไทย

โดยนายกรัฐมนตรีหารือกับภาคเอกชนสหรัฐฯ สร้างความเชื่อมั่นเชิญชวนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกว่า 10 ราย ซึ่งภาคเอกชนฝากให้ความสนใจและสนับสนุนนโยบายด้านการค้าและการลงทุนของรัฐบาล โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีและดิจิทัล นวัตกรรม และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยสัปดาห์ที่แล้วนักธุรกิจของ USABC ได้เข้าพบรัฐบาลไทยแล้ว และทูตสหรัฐฯ ย้ำความสำคัญต่อประเทศไทยในฐานะพันธมิตรที่แน่นแฟ้น และเป็นหนึ่งในประเทศที่เอกชนสหรัฐฯ ให้ความสนใจมาลงทุน 

ศาสตราจารย์นฤมล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การส่งเสริมภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุน หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) ได้เสนอแนวคิด Five to Thrive เพื่อส่งเสริมและเพิ่มมูลค่าการลงทุนของภาคเอกชนสหรัฐฯ ในไทยในอนาคต รวมถึงสนใจลงทุนด้าน Data center ของ AWS (Amazon Web Service) เพื่อสนับสนุนการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทยไปยังตลาดสหรัฐเพิ่มเติมด้วย

สำหรับแนวทางความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-สหรัฐเพิ่มเติม ได้แก่ 1) ด้านตลาดทุนในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนา Green investment fund เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสนับสนุนโครงการภายใต้นโยบาย Green Economy 2) ด้านสาธารณสุขในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาร่วมสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศไทยให้เป็น Medical Hub ของอาเซียน 3) ด้านเกษตรกรรม ในการร่วมลงทุนพัฒนาเกษตรอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมการเพิ่มผลิตผลให้กับภาคการเกษตร และเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรตามเป้าหมายของรัฐบาลปัจจุบัน

'นฤมล' เผยผลงาน 'นายกฯ' ดึงภาคเอกชนสหรัฐร่วมลงทุนในไทย

‘สมศักดิ์’ เผยข่าวดี ‘มาเลเซีย’ อยากลงทุนพื้นที่ชายแดนใต้ เสนอของดเก็บภาษี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564550

01 ธ.ค. 2566

'สมศักดิ์' เผยข่าวดี 'มาเลเซีย' อยากลงทุนพื้นที่ชายแดนใต้ เสนอของดเก็บภาษี

‘สมศักดิ์’ เยือน ‘มาเลเซีย’ หาแนวทางพัฒนาชายแดนใต้ รับทราบคำแนะนำ ให้ความสำคัญสอนศาสนา เตรียมดึงเอกชนลงทุนด้านอุตสาหกรรมเพิ่ม หลังมีสัญญาณที่ดี

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชานแดนภาคใต้ (กพต.) พร้อมด้วย นายกิตติกร โล่ห์สุนทร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าพบคณะภายใต้การนำของ ดาโต๊ะ ซะรี ฟาลิดา ยูโซฟ (DATO’SRI HAJI FADILLAH BIN HAJI YUSOF) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเพาะปลูกและสินค้า ประเทศมาเลเซีย  DATUK CHAN FOONG HIN รัฐมนตรีช่วยว่าการด้านเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร และ YB DATUK MOHAMAD BIN ALAMIN รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้ง คณะภายใต้การนำของ ดาโต๊ะ สิรี ดร. อาหมัด ซาฮิด ฮามีดี (YAB Dato Seri Dr. Ahmad Zahid Hamidi) รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพื่อขอรับคำแนะนำ แนวทางและประสบการณ์ที่นำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างไทย-มาเลเซีย 

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า จากการหารือกับรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ให้คำแนะนำด้านการศึกษา ที่ไทยควรให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษากับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เพราะเป็นโรงเรียนที่มีบทบาทสำคัญต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงมีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงการมีโปรแกรมการฝึกอบรมระยะสั้น เพื่อป้อนคนเข้าสู่การทำงานในทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ด้านการส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุน ทางมาเลเซียมีข้อเสนอต้องการให้ ผู้ประกอบการภาคเอกชนของประเทศมาเลเซียไปลงทุนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ในลักษณะของพื้นที่อุตสาหกรรมมากขึ้น โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรม ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของพื้นที่ทั้งสองประเทศ เพราะการมีธุรกิจและอุตสาหกรรมที่พัฒนาร่วมกัน จะทำให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างหลากหลาย รวมถึงจะนำไปสู่การเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานของประชาชนในพื้นที่มากขึ้น 

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

ส่วนการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ทางมาเลเซีย แนะนำการส่งเสริมการค้าขายที่เป็นไปโดยถูกต้อง และลดเงื่อนไขข้อจำกัดทางกฎหมายให้มากขึ้น เช่น การกำหนดเขตสินค้าปลอดภาษี หรือ สินค้านำเข้าต่างๆ ที่ประชาชนของทั้งสองประเทศ มีความต้องการร่วมกัน จึงมีข้อแนะนำให้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาเขตเศรษฐกิจ และการกำหนดสำนักงานเขตพัฒนาร่วมไทยมาเลย์ เพื่อผลักดันกระบวนการทำงานต่างๆให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งคณะกรรมการจะเป็นกลไกสำคัญผลักดันการทำงานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนเรื่องความมั่นคง มีความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น อาทิ การให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผู้เห็นต่างจากรัฐ ในกรณีของการเข้าเมือง เพื่อหลบหนีข้อกฎหมายจากการกระทำผิดกฎหมายในประเทศนั้น ความร่วมมือการแก้ไขปัญหายาเสพติด และความมั่นคงอื่นๆซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะทำงาน หรือ มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาหารือและวางแผนร่วมกันต่อไป โดยการพูดคุยหารือในครั้งนี้ เป็นไปในทิศทางที่ดี หลังท่านเศรษฐา ได้เดินทางไปหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้นายสมศักดิ์นยังได้หารือการแก้ปัญหาอุทกภัยว่า เนื่องจากรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้รับการมอบหมายให้เป็นประธานในส่วนของการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ ดังนั้นจึงมีข้อเสนอสำคัญในส่วนของการวางแผนการจัดการภัยพิบัติพื้นที่ร่วมชายแดนไทยมาเลเซีย โดยเฉพาะการทำแผนการจัดการป้องกันระบบน้ำท่วม การทำแผนอพยพย้ายประชาชนของทั้งสองประเทศ ในกรณีเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมกระทันหัน หรือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ โดยจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและกระบวนการทำงานร่วมกันของทั้งสองประเทศ ผ่านแผนปฏิบัติการที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนทั้งสองประเทศ ประสบปัญหาและต้องได้รับการแก้ไขเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นการเร่งด่วน ซึ่งตนในฐานะกำกับดูแล สทนช. ก็สนับสนุนที่จะดำเนินการส่วนของการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติแห่งชาติร่วมกัน โดยถือว่า เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ทั้งสองประเทศ จะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

“จากคำมั่นของรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ท่าน ที่จะดำเนินการทำทุกสิ่งเพื่อให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรือง และมาเลเซียพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลไทยในทุกประเด็นตามที่นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้มีการศึกษาหารือและเห็นชอบร่วมกันในการทำงาน 4 ประเด็นได้แก่ ด้านความมั่นคง ด้านการค้าชายแดน ด้านการท่องเที่ยว และด้านการเกษตร ผมจึงมั่นใจว่า จะทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ดีขึ้นอย่างแน่นอน” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว 

นายสมศักดิ์หารือมาเลเซียแนวทางพัฒนาชายแดนใต้นายสมศักดิ์หารือมาเลเซียแนวทางพัฒนาชายแดนใต้

นายสมศักดิ์หเข้าพบรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของมาเลเซียนายสมศักดิ์หเข้าพบรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของมาเลเซีย

ลุ้นคำพิพากษา ‘กบฏ’ ‘กปปส.’ ไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564534

01 ธ.ค. 2566

ลุ้นคำพิพากษา 'กบฏ' 'กปปส.' ไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์

ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษา 7 ‘กปปส.’ คดี ‘กบฏ’ ก่อการร้าย ไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จตุพร โผล่ให้กำลังใจทนายนกเขานิติธร ล้ำเหลือ

ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดี กปปส. ชุดเล็กร่วมกันกบฏ ก่อการร้าย หมายเลขดำอ.2732/2562   ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ4 เป็นโจทก์ฟ้องนายนัสเซอร์ ยีหมะ,นายอุทัย ยอดมณี,นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา น.ส.จิตภัสร์ หรือตั๊น กฤดากร ,นายพานสุวรรณ ณ แจ้ง ,นายประกอบกิจ อินทร์ทอง และนายกิตติศักดิ์ ปรกติ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-7

ในความผิด ฐาน ร่วมกันมั่วสุม เป็นกบฏสมคบกันใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ฯ โดยมีนาย จตุพร พรหมพันธุ์ คณะหลอมรวมประเทศไทยเดินทางมาให้กำลังใจด้วย

คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 16 ต.ค.2562 สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย.2556-1พ.ค.2557 จำเลยกับพวกซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มคณะกรรมกาประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข( กปปส.) โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เป็นจำเลย

ศาลพิพากษาลงโทษได้ร่วมกันกับพวกจำเลยคดีนี้ มั่วสุม เป็นกบฏสมคบกันใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ต่อต้านการบริหารราชการแผ่นดินและขับไล่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้พ้นจากตำแหน่ง ยุยง ปลุกระดม ให้ประชาชนกระด้างกระเดื่อง พวกจำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความในคดี กล่าวว่า คดีนี้เป็นกบฎ กปปส. ชุดกลาง จำเลย 7 คน โดยศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมฯ เช่นเดียวกับกรณีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำ กปปส.

ทนายความยังยอมรับว่า การชุมนุมมีผู้รักชาติรักแผ่นดินมาเป็นร่วมจำนวนมาก ดังนั้นพฤติการณ์ก็จะแยกออกเป็นกลุ่ม และในแต่ละกลุ่มพฤติการณ์ก็จะต้องแยกออกเป็นรายบุคคลอีก ซึ่งมองว่า ตามหลักการทางอาญาแล้ว การจะพิจารณาแบบเหมารวมไม่สามารถทำได้

ส่วนแนวทางในการต่อสู้ทางคดียืนยันว่า เป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ใช้ความรุนแรง รวมถึงลักษณะของการปราศรัย มีการแปลเนื้อหาข่าวสารให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเข้าใจ เพื่อไม่ให้เกิดความคาดเคลื่อนในการรายงานข่าว

‘ธรรมนัส’ออกมาตรการเพิ่มใช้‘ยาง’ในประเทศ ขอไฟเขียว ครม.ให้‘รถยนต์ราชการ’ใช้ที่‘กยท.’ผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772710

‘ธรรมนัส’ออกมาตรการเพิ่มใช้‘ยาง’ในประเทศ ขอไฟเขียว ครม.ให้‘รถยนต์ราชการ’ใช้ที่‘กยท.’ผลิต

‘ธรรมนัส’ออกมาตรการเพิ่มใช้‘ยาง’ในประเทศ ขอไฟเขียว ครม.ให้‘รถยนต์ราชการ’ใช้ที่‘กยท.’ผลิต

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.47 น.

‘ธรรมนัส’เดินหน้าออกมาตรการเพิ่มการใช้‘ยาง’ในประเทศ เร่งหน่วยงานภาครัฐขับเคลื่อนการทำ‘ถนนยางพาราซอยซีเมนต์’ เตรียมขอไฟเขียว ครม.ให้‘รถยนต์ราชการ’ใช้ล้อยางที่‘กยท.’ผลิต

1 ธันวาคม 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรฯเร่งสร้างเสถียรภาพให้กับยางพาราด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐจะต้องกำหนดเป็นนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยางพาราในการทำถนนยางพาราซอยซีเมนต์ของหน่วยภาครัฐที่จะต้องทำถนน นอกจากจะเพิ่มปริมาณการใช้ยางได้ในปริมาณที่มากแล้ว ถนนยังมีความทนทานมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น สามารถป้องกันการซึมผ่านของน้ำได้ดี ลดการเกิดฝุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้หารือเบื้องต้นกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับให้รถยนต์ของหน่วยราชการใช้ล้อยางที่การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ผลิต โดยออกเป็นมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีผลบังคับใช้

สำหรับการผลิตล้อยางของ กยท. ล่าสุดได้เจรจากับโรงงานผลิตล้อยางของจีนรายใหญ่ในประเทศไทยที่มีโรงงานอยู่ที่จังหวัดระยอง ถึงแนวทางการร่วมลงนาม MOU ในการผลิตล้อยางให้กับ กยท. โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานใหม่ เพื่อมีความพร้อมที่จะผลิตล้อยางให้กับ กยท. ได้ทันที รองรับการใช้ล้อยางรถยนต์ของหน่วยงานราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และทหาร ซึ่งรถยนต์แต่ละคันมีอายุใช้ล้อยางประมาณ 2-3 ปี ก็จะต้องเปลี่ยนใหม่  ซึ่งหากดำเนินการได้เป็นรูปธรรมจะทำให้การใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน รวมถึงได้สั่งการให้ กยท. ดำเนินการปรับสมดุลปริมาณยางในประเทศ  โดยเร่งตรวจสอบสต๊อกยาง ตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน พื้นที่สวนยาง และปริมาณผลผลิตยาง เพื่อจัดทำฐานข้อมูลยางที่ครอบคลุมทั้งประเทศ (Big Data)  ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการยาง กำหนดนโยบาย มาตรการต่างๆ ด้านยางได้อย่างสอดคล้อง เหมาะสมกับสถานการณ์  สามารถรองรับการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของยางพาราไทยอีกด้วย

ขณะที่การเร่งปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราผิดกฎหมายก็ต้องทำคู่ขนาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทีมปฏิบัติการพิเศษ “พญานาคราช” จะสอดส่องและเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้ายางผิดกฎหมาย หากพบเบาะแสผู้กระทำผิดให้แจ้งหน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการจับกุมทันที พร้อมทั้งให้ กยท.บูรณาการร่วมทำงานกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งจุดตรวจสินค้าเกษตร ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในเส้นทางที่มีการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะตามแนวตะเข็บชายแดนประเทศเมียนมา หากเป็นยางพาราที่ขอใช้เส้นทางในประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 จะต้องมีเอกสารที่ถูกต้องและชัดเจนตรงกับปริมาณยางที่ขอผ่าน

ด้านนายณกรณ์  ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า  กยท. มุ่งเน้นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ โดยจะผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรม  โดยเฉพาะการยกระดับสินค้าเกษตร “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูล ค่าสูง” โดยกำหนดเป้าหมายนำร่อง จำนวน 120 แห่งทั่วประเทศ ผ่านโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ (Smart Farm) ภายใต้แผนสร้างความเข้มแข็งให้สอดคล้องกับการพัฒนายางพาราทั้งระบบ ประกอบด้วย การอบรมพัฒนาความรู้ด้านยางพาราครบวงจร ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน การบริหารจัดการ และการจัดการด้านการตลาด ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อก้าวไปสู่ Smart Farm  

“สถานการณ์ราคายางขณะนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นนอกจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลให้ผลผลิตทั่วโลกลดลงขณะที่ความต้องการมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าเงินบาทอ่อนค่าแล้ว นโยบายด้านยางพาราของรัฐบาลที่ชัดเจน และที่สำคัญการประกาศสงครามกับยางพาราเถื่อน โดยสั่งปราบปรามอย่างจริงจังของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ล้วนแต่เป็นปัจจัยบวกสนับสนุนให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้น โดยล่าสุด ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับราคา 55.23 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นดิบ 52.60 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำยางสดราคา 52.30 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 15 เดือน” นายณกรณ์  กล่าว

ผู้เลี้ยงหมูขอ‘อย.’ตรวจเข้มสารเร่งเนื้อแดงในหมูทุกจุดจำหน่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772699

ผู้เลี้ยงหมูขอ‘อย.’ตรวจเข้มสารเร่งเนื้อแดงในหมูทุกจุดจำหน่าย

ผู้เลี้ยงหมูขอ‘อย.’ตรวจเข้มสารเร่งเนื้อแดงในหมูทุกจุดจำหน่าย

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.17 น.

ผู้เลี้ยงหมูขอ‘อย.’ตรวจเข้มสารเร่งเนื้อแดงในหมูทุกจุดจำหน่าย

1 ธันวาคม 2566 นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ศิริปุณย์ รองเลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และประธานชมรมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดฉะเชิงเทรา เผยถึงสถานการณ์การสืบสวนสอบสวนและปราบปรามหมูเถื่อนที่กำลังเข้มข้นอยู่ในขณะนี้ทำให้ทราบว่าตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา มีการลักลอบนำหมูเถื่อนเข้ามาแล้วกว่า 2,385 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยเข้ามาปะปนอยู่ในห้องเย็นและท้องตลาดของไทยเป็นจำนวนมากหลายหมื่นตันในสภาพหมูแช่แข็ง ไม่ใช่มีเพียง 161 ตู้คอนเทนเนอร์ที่จับกุมได้ ณ แหลมฉบังเท่านั้น เชื่อว่าหมูเหล่านั้นกระจายวางขายให้ผู้บริโภคไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ และปัจจุบันมันยังไม่หมดไป โดยยังคงมีวางจำหน่ายแทรกอยู่ตามท้องตลาดทั่วไทย หรือรอเวลาเล็ดลอดออกมาขาย 

สิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดสำหรับผู้บริโภคคือสารตกค้างในเนื้อหมูเถื่อนเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สารเร่งเนื้อแดง” เนื่องจากหมูเถื่อนส่วนใหญ่ เป็นหมูลักลอบนำเข้าจากประเทศแถบอเมริกาใต้ ซึ่งมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงได้อย่างเสรี เพื่อหวังผลด้านลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในประเทศ ขณะที่ประเทศไทยไม่อนุญาตให้ใช้สารดังกล่าวเพราะความห่วงใยในผู้บริโภคเป็นสำคัญ ด้วยสารเร่งเนื้อแดงมีผลกระตุ้นหัวใจให้ทำงานหนัก เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน 

“ในฐานะเกษตรกรซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วย จึงอยากขอให้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ปูพรมตรวจสารเร่งเนื้อแดงในทุกจุดจำหน่ายเนื้อหมูทั่วประเทศ ตรวจให้หมดทั้งแผงหมูสดในตลาด ร้านขายหมูติดแอร์ หรือแม้แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ  เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของผู้บริโภคในการบริโภคเนื้อหมู ตลอดจนเพื่อสุขอนามัยที่ดีของประชาชนคนไทยลดโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว ถือว่าเป็นการป้องกันก่อนรัฐต้องเสียงบประมาณในการรักษาอาการเจ็บป่วยของประชาชนที่จะตามมาอีกมากหากปล่อยให้รับประทานสารเร่งเนื้อแดงจากหมูเถื่อนกันทั้งประเทศ” น.สพ.วรวุฒิ กล่าว 

ทั้งนี้ หมูเถื่อนแช่แข็ง สามารถเก็บในห้องเย็นได้นาน 1 ปี จากใบขนสินค้าเข้าราชอาณาจักรไทยจำนวนมาก เมื่อเทียบกับจำนวนที่จับได้ นับว่ายังมีหมูเถื่อนเหลือรอดจากการถูกจับกุมอีกจำนวนมหาศาล ซึ่งหากมีการขนย้ายไปยังแหล่งจำหน่ายได้แล้ว เช่น ตลาดหรือร้านอาหาร ก็ยากมากที่ประชาชนจะสังเกตเห็นหรือแยกได้ว่า ชิ้นใดเป็นหมูเถื่อน ชิ้นไหนเป็นหมูไทย ขณะที่หมูเถื่อนเก็บมานานกว่า 1 ปี ยังมีโอกาสขึ้นราและหมดอายุด้วย  จึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจสอบจาก อย.

สำหรับสารเร่งเนื้อแดงเป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจ ขยายหลอดลม สลายไขมัน เพิ่มระดับกลูโคสในเส้นเลือด เป็นตัวยาสำคัญที่ใช้ยาบรรเทาโรคหอบหืดของมนุษย์ แต่การที่นำมาใช้เลี้ยงสัตว์และเกิดตกค้างในเนื้อสัตว์ที่ผู้บริโภครับประทานเข้าไป  จึงมีผลต่อการทำงานของระบบประสาท ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหลอดเลือด หลอดลม กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น เป็นอันตรายมากสำหรับหญิงมีครรภ์  ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไฮเปอร์ไทรอยด์ 

สระแก้ว พบมะพร้าว 3 นาง 1 ในล้าน เชื่อให้โชค ต่างขอเลขเด็ดเจอเต็มตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772563

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ต.สระขวัญ อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว มีชาวบ้านร่ำลือกันว่าที่บ้านของนายสมหมาย มาบกลาง อายุ 64 ปี ต.สระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว พบมะพร้าว3 นาง ซึ่งหายาก โดยโอกาสพบเจอมีเพียง 1 ในล้าน ชาวบ้านต่างเชื่อเป็นมะพร้าวให้โชค จึงแห่มาขอเลขเด็ดกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังรับทราบผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่ พบนายสมหมาย เจ้าของบ้าน เมื่อถามถึงมะพร้าว3 นาง นายสมหมายได้ไปหยิบลูกมะพร้าวแก่หรือลูกมะพร้าวแห้งภายในบ้านจำนวน 1 ลูกออกมาให้ดู พบว่าเป็นลูกมะพร้าวแก่ๆ แห้งๆ หรือมะพร้าวห้าวที่ชาวบ้านส่วนใหญ่จะนำมาคั้นน้ำกะทิ แต่ที่ผิดสังเกตคือ มียอดมะพร้าวหรือต้นอ่อนมะพร้าวโผล่ทะลุเปลือกมะพร้าวออกมาทีเดียว 3 หน่อหรือ 3 ยอดเรียงกันสูงประมาณ 30 ซม.และมีรากโผล่ออกมาถึง 8 รากนายสมหมายกล่าวว่า นี่คือมะพร้าว 3 นาง ซึ่งเป็นมะพร้าวที่หายากมากจะมีเพียง 1 ในล้านเท่านั้น เชื่อว่าเป็นมะพร้าวนำโชคจึงเก็บรักษาไว้ภายในบ้าน และจะนำไปปลูกในสวนเพื่อเป็นสิริมงคล เพราะเป็นมะพร้าวที่แปลกมาก 1 ลูกมีหน่อออกมาถึง 3 หน่อ ตนเองเกิดมาอายุปูนนี้แล้วไม่เคยพบเห็น นี่เป็นครั้งแรก ปกติธรรมดาลูกมะพร้าวแก่ๆ หรือมะพร้าวห้าวจะมีหน่อหรือยอดแทงออกมาเพียงลูกละ 1 หน่อหรือ 1 ต้นเท่านั้น นานๆ ครั้งอาจจะเจอบ้างที่มี 2 หน่อ แต่ไม่เคยเห็นมะพร้าวแทงหน่อออกมาพร้อมกันถึง 3 หน่อ มีความสูงไล่เลี่ยกัน ซึ่งชาวบ้านโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่บอกว่าเขาเรียกกันว่ามะพร้าว 3 นาง เป็นของที่หายากมาก ต่อมาได้มีชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างแห่เดินทางมาขอดูมะพร้าว 3 นางที่บ้านของนายสมหมายกันอย่างคึกคัก

อำนาจเจริญ ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ให้บริการตรวจหาโรค รักษาฟรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772565

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. บริการประชาชนในพื้นที่ ต.โพนทอง อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ และได้มอบชุดยาพระราชทาน จำนวน 50 ชุด ให้ผู้นำชุมชนไปแจกจ่ายประชาชนที่มีฐานะยากจน ในพื้นที่ จำนวน 50 ครัวเรือน โดยมี นายแพทย์ปฐมพงศ์ ปรุโปร่ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ นำทีม แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ออกให้บริการช่วยเหลือประชาชน ในการรักษาป้องกันโรค และส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพอนามัยของประชาชน ที่โรงเรียนบ้านโพนทอง หมู่ที่ 9 ต.โพนทอง อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญโรงพยาบาลอำนาจเจริญ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว.ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป บริการด้านทันตกรรม บริการแพทย์แผนไทย แนะนำการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมโรคติดต่อตามฤดูกาล การตรวจเช็คมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ตลอดจนชี้แจงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ แก่ประชาชน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะช่วงนี้ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ต้องรักษาสุขภาพตนเองให้ดี เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และปรุงสุกใหม่ๆ พักผ่อน นอนหลับให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกาย ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง สำหรับจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับพระราชทานให้เป็นจังหวัด พอ.สว. ลำดับที่ 49 เมื่อปีพุทธศักราช 2537 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีอาสาสมัคร พอ.สว.สายแพทย์ พยาบาล สาธารณสุขและอื่นๆ รวม 1,558 คน ได้จัดกิจกรรมออกปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

คปก.เคาะชื่อออกโฉนดเพื่อการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772566

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 6/2566 ว่าได้ติดตามความคืบหน้าการยกระดับเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อยกระดับเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 11 ข้อ พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายและระเบียบ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อปรับปรุงสิทธิการถือครองที่ดิน ส.ป.ก.ขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งคณะอนุกรรมการได้ประชุมพิจารณาแก้ไขระเบียบ คปก.ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ที่ประชุม คปก.มีมติรับทราบความก้าวหน้าในการแก้ไขระเบียบ คปก.ทั้ง 3 ฉบับ ตามที่คณะอนุกรรมการเสนอ ซึ่งถือว่าเป็นความคืบหน้าตาม Roadmap ที่ได้วางไว้ในการยกระดับเอกสารสิทธิเป็น “โฉนดเพื่อเกษตรกรรม” ซึ่งหลังจากนี้ ส.ป.ก.จะได้นำร่างระเบียบ คปก.ทั้ง 3 ฉบับ ไปดำเนินการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป และจะนำกลับมาให้ คปก.เห็นชอบร่างฉบับสุดท้าย เพื่อให้ รมว.เกษตรฯ ลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2566 และเริ่มแจกโฉนดเพื่อเกษตรกรรมฉบับแรกทันวันที่ 15 มกราคม 2567

สำหรับคณะอนุกรรมการได้ดำเนินการปรับปรุงระเบียบ คปก.ภายใต้กรอบแนวทาง 4 ข้อ โดยการเปลี่ยน ส.ป.ก.เป็นโฉนดเพื่อเกษตรกรรม มีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ และถือครองทำประโยชน์เกิน 5 ปีขึ้นไป โดยมอบให้ ส.ป.ก.ทุกจังหวัด เร่งสำรวจว่ามีกี่ราย ต้องมีแนวทางป้องกันไม่ให้โฉนดตกไปอยู่ในมือของนายทุน โดยมีการตรวจสอบทุก 5 ปี ว่าเกษตรกรนำที่ดินไปใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ได้มีการแก้กฎหมาย แต่เป็นการใช้ระเบียบของ ส.ป.ก.