สว.ฝรั่งเศสก่อเรื่องฉาว วางยา-พยายามล่วงละเมิดทางเพศ สส.หญิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2741769

สว.ฝรั่งเศสก่อเรื่องฉาว วางยา-พยายามล่วงละเมิดทางเพศ สส.หญิง

19 พ.ย. 2566 09:50 น.

สว.ฝรั่งเศสก่อเรื่องฉาว วางยา-พยายามล่วงละเมิดทางเพศ สส.หญิง

อัยการฝรั่งเศสเผยวุฒิสมาชิกรายหนึ่งกำลังเผชิญข้อหาวางยาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิง โดยมีเจตนา “ข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศ”

อัยการฝรั่งเศสยืนยันว่า วุฒิสมาชิกโจเอล เกร์ริโอ กำลังเผชิญข้อหาวางยาเพื่อนสมาชิกสภานิติบัญญัติโดยมีเจตนา “ข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศ” ส่งผลให้เขาถูกพักงาน จากทั้งพรรคฮอไรซันส์ และวุฒิสภา

สมาชิกวุฒิสภาวัย 66 ปี ถูกจับกุมที่บ้านของเขาในกรุงปารีสเมื่อวันพฤหัสบดี ฐานพยายามทำร้ายนางซานดรีน จอสโซ วัย 48 ปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขาถูกกล่าวหาว่าวางยาในเครื่องดื่มของเธอหลังจากที่เขาเชิญเธอไปที่บ้านของเขา

เกร์ริโอถูกควบคุมโดยฝ่ายตุลาการเมื่อวันศุกร์ระหว่างรอผลการสอบสวน ซึ่งจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของเขา อัยการกล่าวว่านักการเมืองทั้งสองคนรู้จักกันมานานแต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน

ด้านพรรคฮอไรซันส์ พรรคการเมืองขวากลาง ซึ่งเป็นพันธมิตรกับพรรคเรเนซองส์ ของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ได้สั่งพักงานโดยมีผลทันที และเริ่มดำเนินการทางวินัย ซึ่งอาจนำไปสู่การการขับออกจากพรรคอย่างถาวร ด้านกลุ่มวุฒิสภาของเขา ซึ่งรวมถึงวุฒิสมาชิกจากพรรคฮอไรซันส์ และพรรคการเมืองฝ่ายขวากลางอื่นๆ ประกาศว่ากำลังดำเนินการตามขั้นตอนเดียวกัน

ตามการระบุของสำนักงานอัยการกรุงปารีส นายเกร์ริโอกำลังเผชิญกับการถูกตั้งข้อข้อกล่าวหาเบื้องต้นว่า “กระทำการบางอย่างกับบุคคล โดยใช้สารที่อาจจะทำให้สติปัญญาหรือการควบคุมการกระทำของพวกเขาบกพร่อง เพื่อหวังข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศ” ด้านทนายความของเขากล่าวว่าเขาปฏิเสธข้อกล่าวหา นอกจากนี้ เขายังถูกตั้งข้อหาครอบครองยาเสพติดอีกด้วย

เกร์ริโอถูกจับกุมหลังจากที่จอสโซ ยื่นคำร้องทางกฎหมาย เขาถูกควบคุมตัวภายใต้กฎการกระทำผิดซึ่งหน้า ซึ่งให้อำนาจพิเศษแก่ผู้สืบสวน เช่น ยกเลิกความคุ้มกันของรัฐสภา เจ้าหน้าที่ได้ทำการค้นหาหลักฐานที่สำนักงานและบ้านของเขา ซึ่งทีมสืบสวนพบยาอี ซึ่งเป็นยาออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดทั้งฤทธิ์กระตุ้นและอาการประสาทหลอน

เกร์ริโอและเหยื่อที่ถูกกล่าวหาถูกสอบปากคำร่วมกันต่อหน้าทนายของพวกเขา เป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงในวันศุกร์ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปในฝรั่งเศสที่เรียกว่า “การเผชิญหน้า” หลังจากที่เขาได้รับการปล่อยตัวจากการควบคุมตัวของตำรวจ สมาชิกวุฒิสภาก็ถูกควบคุมตัวโดยฝ่ายตุลาการ และถูกห้ามไม่ให้ติดต่อกับจอสโซหรือพยานคนใดก็ตาม

ภายใต้กฎหมายฝรั่งเศส ข้อกล่าวหาเบื้องต้นหมายความว่าผู้พิพากษาที่สอบสวนมีเหตุผลหนักแน่นที่จะสงสัยว่ามีการกระทำผิด แต่ต้องการเวลาเพิ่มเติมในการพิจารณาว่าจะส่งคดีไปพิจารณาคดีหรือไม่ โดยข้อกล่าวหาต่อนายเกร์ริโอ มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปีและปรับ 75,000 ยูโร หรือราว 2.87 ล้านบาท.

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เลื่อนคอนเสิร์ตที่ริโอเดจาเนโร หลังแฟนเพลงเสียชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2741761

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เลื่อนคอนเสิร์ตที่ริโอเดจาเนโร หลังแฟนเพลงเสียชีวิต

19 พ.ย. 2566 09:07 น.

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เลื่อนคอนเสิร์ตที่ริโอเดจาเนโร หลังแฟนเพลงเสียชีวิต

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เลื่อนคอนเสิร์ตที่เธอมีกำหนดแสดงในนครริโอ เด จาเนโร เมื่อวันเสาร์ หลังจากแฟนเพลงคนหนึ่งเสียชีวิตก่อนการแสดงเมื่อวันศุกร์

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เลื่อนคอนเสิร์ตที่เธอมีกำหนดแสดงในนครริโอ เด จาเนโร  ประเทศบราซิล เมื่อวันเสาร์ (18 พ.ย.) หลังจากแฟนเพลงคนหนึ่งเสียชีวิตก่อนการแสดงของเธอในวันศุกร์ การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ผู้คนหมื่นกำลังรอชมการแสดงอยู่ที่สนามกีฬาแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์คอนเสิร์ต “อีราส ทัวร์” 

สวิฟต์โพสต์บนอินสตาแกรมว่า “ความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของแฟนๆ นักเต้น และทีมงานของฉันต้องมาก่อนเสมอ” เธอยังกล่าวว่า เธอเสียใจกับการเสียชีวิตของแฟนเพลงหญิง และหัวใจของเธอได้แตกสลาย โดยเสริมว่า “เธอสวยอย่างไม่น่าเชื่อและยังเด็กเกินไป”

สวิฟต์เขียนว่า “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันกำลังเขียนคำเหล่านี้ แต่ด้วยใจที่แตกสลายที่ฉันบอกว่าเราสูญเสียแฟนไปเมื่อคืนนี้ก่อนการแสดงของฉัน ฉันบอกไม่ได้เลยว่าฉันเสียใจมากแค่ไหน”

บราซิลกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เจ้าหน้าที่ออกคำเตือนถึงอันตรายต่อชีวิตเนื่องจากอุณหภูมิในเมืองริโอ เด จาเนโร ที่สูงถึง 39.1 องศาเซลเซียสเมื่อวันศุกร์ อย่างไรก็ตาม การแสดงของป๊อปสตาร์ชาวอเมริกันจะยังคงจัดขึ้นตามกำหนดเดิมในวันจันทร์

จากการระบุของผู้จัดงาน น.ส.อนา คลารา เบเนวิเดส มาชาโด วัย 23 ปี ได้ขอความช่วยเหลือที่สนามหลังจากรู้สึกไม่สบาย เธอถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลแต่เสียชีวิตในหนึ่งชั่วโมงต่อมา ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ โฟห์ลา เดอเซาเปาโล ของบราซิล ระบุสาเหตุของการเสียชีวิตว่าเกิดจากภาวะหัวใจหยุดเต้น

เทย์เลอร์ สวิฟต์ วัย 33 ปี กล่าวว่าเธอไม่สามารถพูดเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวจากบนเวทีได้ เพราะเธอรู้สึก “จมอยู่กับความเศร้าโศก” ทุกครั้งที่เธอพยายามจะพูดถึงเรื่องนี้ “ฉันอยากจะบอกว่าตอนนี้ฉันรู้สึกสูญเสียอย่างสุดซึ้ง และหัวใจที่แตกสลายของฉันก็ส่งไปยังครอบครัวและเพื่อนๆ ของเธอ” เธอยังเสริมว่านี่คือ “สิ่งสุดท้าย” ที่เธอคิดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อเธอทัวร์คอนเสิร์ตที่บราซิล และกล่าวว่าเธอมีข้อมูลอื่นๆ เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการเสียชีวิต

ในวิดีโอและรูปภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย พบว่าสวิฟต์ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ในสนามกีฬาแจกน้ำให้แฟนๆ ในระหว่างคอนเสิร์ต และในขณะที่กำลังร้องเพลง All Too Well มีคนเห็นเธอขว้างขวดน้ำเข้าไปในฝูงชน

นายกเทศมนตรีเมืองริโอ เอดูอาร์โด ปาเอส โพสต์บน X ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเขาได้ขอให้ผู้จัดคอนเสิร์ตแก้ไขหลายเรื่อง รวมถึงการเพิ่มจุดจ่ายน้ำและจุดบริการฉุกเฉิน

นายฟลาวิโอ ดิโน รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของบราซิล ยังโพสต์บน X ว่าแฟนๆ ต้องได้รับอนุญาตให้นำขวดน้ำมาที่สถานที่จัดงานได้ เขาสั่งให้บริษัท T4F Entertainment ซึ่งจัดอีราส ทัวร์ ในบราซิล จัดหาน้ำดื่มฟรีและสามารถเข้าถึงได้ง่ายให้กับแฟนๆ

ทั้งนี้ สวิฟต์มีกำหนดแสดงคอนเสิร์ตอีกสองรอบในริโอ เด จาเนโร ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองเซาเปาโล.

สงครามกลางเมืองเมียนมา จุดวัดใจผู้นำ “มินอ่องหล่าย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2741648

สงครามกลางเมืองเมียนมา จุดวัดใจผู้นำ “มินอ่องหล่าย”

19 พ.ย. 2566 05:46 น.

สงครามกลางเมืองเมียนมา จุดวัดใจผู้นำ “มินอ่องหล่าย”

นับตั้งแต่อดีตกาล…ดินแดนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของพรมแดนประเทศไทยมักเกิดความวุ่นวายอยู่เป็นเนืองๆจากปัญหาความขัดแย้งของกลุ่ม “ชาติพันธุ์”

หากมีใครขึ้นมาเป็นใหญ่ รวบอำนาจได้ สถานการณ์ก็จะเงียบสงบกันไปได้พักหนึ่ง อย่างช่วงเวลาของอาณาจักรตองอู อาณาจักรอังวะ ไล่จนมาถึงรัฐบาลพลเรือน-ทหาร “เมียนมา” ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การรัฐประหาร 1 ก.พ.2564 อำนาจบริหารของผู้นำ “อองซาน ซูจี” ถูกดึงกลับไปอยู่ในมือของ พล.อ.อาวุโส “มิน อ่อง หล่าย” ผู้บัญชาการสูงสุดทัดมาดอว์ (กองทัพเมียนมา) ได้ส่งผลให้เสถียรภาพของดินแดนเกิดความสั่นคลอนอีกครั้ง ประชาชนจำนวนมหาศาลพากันเรียกหาระบบประชาธิปไตยแบบตะวันตก จัดการชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ นำไปสู่การใช้กำลังความมั่นคงเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

และตามประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยไม่รู้จบ การคุยกันไม่รู้เรื่องหรือการปิดประตูเจรจาหารืออย่างสิ้นเชิงย่อมนำไปสู่การใช้กำลังในที่สุด นักเรียน นักศึกษา ประชาชนวัยทำงานทยอยกัน “เข้าป่าจับปืน” ภายใต้สังกัด “กองกำลังติดอาวุธประชาชน PDF” ของกลุ่มการเมืองเก่าที่ถูกทหารยึดอำนาจ

จากชูป้ายประท้วง ถือโทรโข่งด่าทอ ขว้างไม้ขว้างหิน กลายเป็นถือปืนอาก้า จรวดอาร์พีจี ออกรบสไตล์กองโจร สาดกระสุนใส่ทหารรัฐบาล และใช้พื้นที่หุบเขาในรัฐสะกาย ทางภาคเหนือเป็นฐานที่มั่นในการต่อสู้ องค์กรอิสระสหรัฐฯประเมินตัวเลขบาดเจ็บล้มตายกว่า 40,000 คน

สถานการณ์รบราฆ่าฟันยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาแล้วกว่า 2 ปี และยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงเช่นไร เพราะทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านต่างอ้างความชอบธรรมว่าตัวเองคืออำนาจบริหารของจริง

กระนั้น ในช่วงปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา มีสัญญาณว่าการสู้รบกำลังเข้าขั้นหนักหน่วงกว่าครั้งไหนๆ หลังกลุ่มพีดีเอฟฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ประสบความสำเร็จในการดึงกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐต่างๆที่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับกองทัพเมียนมาเข้ามาเป็นแนวร่วม และปฏิบัติการโจมตีในลักษณะทำสงครามเต็มรูปแบบ ไม่ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสมรภูมิยุโรปตะวันออกแต่อย่างใด

โดยเสียงเป่านกหวีดเริ่มขึ้นในพื้นที่ตอนเหนือของ “รัฐฉาน” ทางภาคตะวันออกของเมียนมา ซึ่งอยู่ติดกับพรมแดนจีน กองกำลังพีดีเอฟ ร่วมกับกองกำลังติดอาวุธพันธมิตรประชาธิปไตย MNDAA ที่มาจากการรวมตัวของกลุ่มโกก้าง กลุ่มตาอ้าง และกลุ่มอาระกัน ได้เปิดฉากรุกครั้งใหญ่ภายใต้รหัสปฏิบัติการ “1027” ส่งนักรบเข้าตีเมือง และค่ายทหารของทัดมาดอว์แบบฉับพลัน เพื่อตัดผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารจากการค้าขาย กับจีน

แน่นอนว่ารัฐบาลเมียนมาย่อมดำเนินการตอบโต้อย่างรุนแรง ส่งกำลังเสริมเข้าไปในพื้นที่ และใช้แสนยานุภาพของกองทัพอากาศบดขยี้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ผลปรากฎว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็มีรายงานเพิ่มเติมว่า แนวร่วมต่อต้านรัฐบาลได้ประสบความสำเร็จในการยึดเมือง อย่างน้อย 10 เมือง และค่ายทหารกว่า 140 แห่ง ในทางตอนเหนือของรัฐฉาน

ตามด้วยข่าวว่า ค่ายทหารของกองทัพเมียนมาถูกบุกยึดหรือโจมตี ทั้งในรัฐคะฉิ่น ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐสะกายในภาคกลางตอนเหนือ รัฐชีน ทางภาคตะวันตกติดพรมแดนอินเดีย รัฐยะไข่ ทางภาคตะวันตกติดพรมแดนบังกลาเทศ ลามไปจนถึงเมียนมาตอนล่างอย่างรัฐมอญและรัฐกะยาที่มีพรมแดนติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนของประเทศไทย

โดยเป็นปฏิบัติการร่วมของพีดีเอฟกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังเอกราชคะฉิ่น KIA กองทัพอาระกันในยะไข่ AA กองกำลังติดอาวุธรัฐชีน CNDF ไปจนถึงกองกำลังปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง KNLA ซึ่งเป็นหน่วยความมั่นคงของกลุ่มกะเหรี่ยง KNU ที่คนไทยคุ้นชินกันดี

จะไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด หากเป็นการปฏิบัติการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เนื่องด้วยกลุ่มชาติพันธุ์มักต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมาอยู่เป็นระยะๆ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการปกครองและผลประโยชน์ในพื้นที่เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กลับกลายเป็นว่า กลุ่มต่างๆกลับดำเนินการโจมตีในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเหมือนกับนัดแนะกันมา ประกอบกับมีสัญญาณผิดปกติจากรัฐบาลเมียนมาเพิ่มมากขึ้น ทั้งกรณีที่ประธานาธิบดีมินห์ ฉ่วย กล่าวเตือนว่า “หากไม่รีบควบคุมสถานการณ์ ประเทศอาจถูกแยกเป็นส่วนๆ” รวมถึงการที่รัฐบาลประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ขัดแย้ง และการประกาศระดมกำลังสำรองทั่วประเทศ เพื่อเสริมไพร่พลกองทัพทัดมาดอว์

งานนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า สถานการณ์จะเดินไปสู่จุดใด เพราะหากมองในภาพรวมแล้ว เมียนมา ณ เพลานี้ ที่รัฐบาลยังคุมฐานอำนาจในภาคกลางไว้ได้ แต่ภูมิภาครอบๆกำลังเกิดการก่อกบฏชิงหัวเมือง ก็ไม่ต่างอะไรกับประเทศที่ตกอยู่ในภาวะ “สงครามกลางเมือง” (Civil War)

พล.อ.อาวุโส “มิน อ่อง  หล่าย” จะแก้เกม แบบไหน จะใช้สูตรขจัดให้ราบก็ย่อมเผชิญศึกหลายแนวรบ ไม่รวมถึงเรื่องขวัญกำลังใจของเหล่าทหารในกองทัพที่อาจมีอุดมการณ์การเมืองต่างขั้วหลบซ่อนอยู่

หรือจะใช้สูตรเจรจา “ผลประโยชน์” กับกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อให้ยอมถอนตัวจากแนวร่วมพีดีเอฟ โดยเฉพาะผลประโยชน์ใต้ดินที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ อย่างศูนย์คอลเซ็นเตอร์ การผลิตยาเสพติด และเหมืองเถื่อนก็ย่อมสุ่มเสี่ยง ที่อาจจะไปทับเส้นกับตัวละครลับ กลุ่มผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกรัฐบาล

หรือสุดท้ายจะตัดสินใจทำในสิ่งที่เป็นไปได้ยากยิ่ง นั่นคือเปิดกระบวนการเจรจาระดับประเทศเพื่อความปรองดอง และมอบโอกาสอีกครั้งให้แก่ฝ่ายที่เรียกร้องทวงถาม “ประชาธิปไตย”.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

บ.ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ แอปเปิล ไอบีเอ็ม ระงับลงโฆษณาใน “X” (ทวิตเตอร์เดิม)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2741645

บ.ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ แอปเปิล ไอบีเอ็ม ระงับลงโฆษณาใน "X" (ทวิตเตอร์เดิม)

18 พ.ย. 2566 22:00 น.

บ.ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ แอปเปิล ไอบีเอ็ม ระงับลงโฆษณาใน “X” (ทวิตเตอร์เดิม)

บริษัทแอปเปิล ดิสนีย์ ไอบีเอ็ม และบริษัทชั้นนำอีกมากมายจากของสหรัฐฯ ทยอยระงับลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ของอีลอน มัสก์ หลังพบโฆษณาของบริษัทอยู่ท่ามกลางโพสต์ข้อความแสดงความเกลียดชังชาวยิว

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน องค์การไม่แสวงหาผลกำไร ‘มีเดีย แมตเทอร์ส ‘(Media Matters) เปิดเผยวานนี้ (17 พ.ย.) บริษัทชั้นนำสัญชาติอเมริกันหลยบริษัท อาทิ บริษัทแอปเปิล(Apple) ดิสนีย์ ไอบีเอ็ม (IBM) วอร์เนอร์ บราเธอร์ส และไลออนส์เกต เอนเตอร์เทนเมนต์ ได้ทยอยระงับลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม X หรือทวิตเตอร์เดิม หลังพบว่าโฆษณาของบริษัทอยู่ท่ามกลางโพสต์ข้อความที่แสดงความเกลียดชังต่อต้านชาวยิว

ขณะที่ นายอีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์ม X ยังแสดงความเห็นด้วยกับข้อความต่อต้านชาวยิวใน X ที่กล่าวหาสมาชิกชุมชนชาวยิวกำลังปลุกระดมความเกลียดชังคนผิวขาว

โฆษกของไลออนส์ เกต เอนเตอร์เทนเมนต์ (Lionsgate Entertainment) บริษัทผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ชื่อดังของสหรัฐฯ กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า สาเหตุที่บริษัทหยุดซื้อโฆษณาบน X เนื่องจากอีลอน มัสก์ ได้ทวีตข้อความทาง X ต่อต้านชาวยิวเมื่อเร็วๆ นี้

ขณะที่ บริษัทไอบีเอ็ม (IBM) แถลงถึงสาเหตุการระงับลงโฆษณาบน X เนื่องจากมีรายงานว่าโฆษณาของบริษัทถูกแสดงใน X ที่อยู่ถัดจากข้อความสนับสนุนพรรคนาซีเยอรมนี 

ด้าน นายมัสก์ ซึ่งเข้ามาซื้อกิจการบริษัททวิตเตอร์ (Twitter) เมื่อปีก่อน และเปลี่ยนชื่อเป็น X ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ยืนยันว่าข้อความของเขาไม่ได้มีเนื้อหาต่อต้านชาวยิว พร้อมขู่จะฟ้องร้องบริษัทต่างๆ ที่ระงับลงโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเขา

นอกจากนี้ มีเดียแมตเทอร์สยังเปิดเผยอีกว่า จากการสำรวจพบว่าโฆษณาของบริษัทใหญ่ๆ บน X มันจะถูกโฆษณา หรือโปรโมตถัดจากโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านชาวยิว เช่น ข้อความของอดอร์ฟ ฮิตเลอร์ การสรรเสริญพรรคนาซี และการปฏิเสธเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ขณะที่เมื่อ 17 พ.ย. ทำเนียบขาวออกมาประณามการกระทำของ อีลอน มัสก์ ว่าเป็นการส่งเสริมการต่อต้านชาวยิวอย่างน่ารังเกียจ และเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้

“เราขอประณามการส่งเสริมความเกลียดชังต่อต้านชาวยิว และการเหยียดเชื้อชาติอย่างน่ารังเกียจนี้ ซึ่งขัดกับค่านิยมหลักของเราในฐานะชาวอเมริกัน” โฆษกทำเนียบขาว กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : CNA

รบ.รัสเซียยื่นฟ้องต่อศาลสูง ตีตรา “ขบวนการ LGBTQ+” เป็นกลุ่มหัวรุนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2741602

รบ.รัสเซียยื่นฟ้องต่อศาลสูง ตีตรา "ขบวนการ LGBTQ+" เป็นกลุ่มหัวรุนแรง

18 พ.ย. 2566 20:10 น.

รบ.รัสเซียยื่นฟ้องต่อศาลสูง ตีตรา “ขบวนการ LGBTQ+” เป็นกลุ่มหัวรุนแรง

รบ.รัสเซียยื่นฟ้องต่อศาลสูงสุดของประเทศให้วินิจฉัย “ขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ ระหว่างประเทศ” เป็นกลุ่มหัวรุนแรง 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กระทรวงยุติธรรมของรัสเซียได้ยื่นฟ้องต่อศาลสูงสุดของประเทศ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 พ.ย. 2566 เพื่อให้วินิจฉัยให้ “ขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ LGBTQ+ ระหว่างประเทศ” เป็นกลุ่มหัวรุนแรง อ้างว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมดังกล่าวมีการทำกิจกรรมที่ยุยงให้เกิดความไม่ลงรอยกันทางสังคมและศาสนา โดยศาลสูงสุดของรัสเซียจะมีการพิจารณาคดีนี้ในวันที่ 30 พ.ย. 2566

กระทรวงยุติธรรมระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ทางออนไลน์ถึงการยื่นฟ้องครั้งนี้ว่า เป็นเพราะเล็งเห็นถึง “สัญญาณและพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงธรรมชาติของกลุ่มหัวรุนแรง” ในกิจกรรมของ “ขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ ระหว่างประเทศ” ในประเทศรัสเซีย ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นถือได้ว่าเป็นการ “ยุยงให้เกิดความไม่ลงรอยกันทางสังคมและศาสนา”

ทั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าการยื่นฟ้องเรียกร้องให้ตัดสินว่า ขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ คือกลุ่มหัวรุนแรง จะครอบคลุมถึงขบวนการ LGBTQ+ ของรัสเซียเองด้วยหรือไม่ หรือจะเป็นการยื่นฟ้องเฉพาะขบวนการเคลื่อนไหวระหว่างประเทศ

การเคลื่อนไหวของทางการรัสเซียในครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการรุนแรงที่สุดในการปราบปรามสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ ในรัสเซีย ที่ดำเนินมายาวนานนับทศวรรษภายใต้การนำของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้ซึ่งยึดมั่นใน “คุณค่าของครอบครัวแบบดั้งเดิม” มาเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองประเทศ

ในปี 2556 รัฐบาลรัสเซียได้ออกกฎหมายจำกัดสิทธิของ LGBTQ+ ฉบับแรก ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นกฎหมาย “โฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับเกย์” โดยห้ามไม่ให้มีการแสดง “ความสัมพันธ์ทางเพศที่ไม่เป็นไปตามประเพณี” ในที่สาธารณะในหมู่ผู้เยาว์ และต่อมาในปี 2563 ปูตินได้ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถมีสิทธิดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซียต่อไปได้อีก 2 สมัย รวมถึงห้ามการแต่งงานของคนเพศเดียวกันด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : AP

จีนจ่อขึ้นแท่น เบอร์หนึ่ง ‘ผู้ส่งออกรถยนต์’ รายใหญ่สุดของโลก ปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2741710

จีนจ่อขึ้นแท่น เบอร์หนึ่ง ‘ผู้ส่งออกรถยนต์’ รายใหญ่สุดของโลก ปี 2566

18 พ.ย. 2566 18:39 น.

จีนจ่อขึ้นแท่น เบอร์หนึ่ง ‘ผู้ส่งออกรถยนต์’ รายใหญ่สุดของโลก ปี 2566

จีนแรงไม่หยุด จ่อขึ้นแท่นผู้ส่งออกรถยนต์ รายใหญ่สุดของโลก ในปีนี้อย่างแน่นอน หลัง 10 เดือนแรกของปี 2566 ส่งออกรถยนต์ไปแล้วเกือบ 3.9 ล้านคัน

18 พ.ย. 2566 สำนักข่าวซินหัวรายงาน เจ้าหน้าที่สภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของจีน รายงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (17 พ.ย.) ว่าจีนจะกลายเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกภายในปีนี้อย่างแน่นอน ขณะที่ปริมาณการส่งออกรถยนต์ของจีน ช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคมของปีนี้ สูงแตะ 3.9 ล้านคัน

นายหวัง เซี่ย หัวหน้าสภาย่อยด้านยานยนต์ของสภาส่งเสริมฯ กล่าวคำข้างต้นที่งานจัดแสดงยานยนต์นานาชาติแห่งกว่างโจว ครั้งที่ 21 โดยนายหวังเผยว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนได้ก้าวสู่ความเป็นสากลอย่างแข็งแกร่ง แม้สภาพแวดล้อมระหว่างประเทศมีความซับซ้อน

ตามรายงานระบุว่า ปริมาณการส่งออกยานยนต์ของจีนในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปีนี้ รวมอยู่ที่ 1.07 ล้านคัน ซึ่งแซงหน้าญี่ปุ่นจนกลายเป็นผู้ส่งออกยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกครั้งแรก ส่วนปริมาณการส่งออกในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 59.7 เมื่อเทียบปีต่อปี รวมอยู่ที่ 3.92 ล้านคัน

ราคาส่งออกยานยนต์ต่อคันในช่วงสามไตรมาสแรก (มกราคม-กันยายน) ของปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 137,000 หยวน (ราว 685,000 บาท) จาก 85,000 หยวน (ราว 425,000 บาท) ในปี 2014

นายหวัง กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกของห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์จีนในปี 2544 อยู่ที่เพียง 1.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.52 หมื่นล้านบาท) ครองส่วนแบ่งโลกเพียงร้อยละ 0.65 แต่มูลค่าดังกล่าวในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคมของปีนี้สูงเกือบ 1.22 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.31 ล้านล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 5.5 ของทั้งหมดทั่วโลก

นายหวัง ยังพูดเสริมว่าตลาดยานยนต์ของจีนจะมีการเติบโตใหม่ๆ ตามการดำเนินชุดนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการบริโภค รวมถึงการทยอยฟื้นตัวของความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ที่มา : ข้อมูล – ภาพ Xinhua

ประณาม อิสราเอล ก่ออาชญากรรม โหดเกินสั่งอพยพคนไข้ ออกจาก รพ.อัลชีฟา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2741703

ประณาม อิสราเอล ก่ออาชญากรรม โหดเกินสั่งอพยพคนไข้ ออกจาก รพ.อัลชีฟา

18 พ.ย. 2566 17:48 น.

ประณาม อิสราเอล ก่ออาชญากรรม โหดเกินสั่งอพยพคนไข้ ออกจาก รพ.อัลชีฟา

ประณาม อิสราเอลก่ออาชญากรรม สั่งหมอให้อพยพคนไข้ คนเจ็บ ออกจากโรงพยาบาลอัลชีฟาโดยด่วน หลังบุกยึดโรงพยาบาลเมื่อ 3 วันก่อน จนต้องทิ้งคนป่วยกว่า 100 รายไว้ข้างหลัง

เมื่อ 18 พ.ย. 2566 สำนักข่าวอัลจาซีรารายงาน แพทย์หลายคนในโรงพยาบาลอัลชีฟา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่ที่สุดในฉนวนกาซา เปิดเผยว่า กองทัพอิสราเอลได้มีคำสั่งให้แพทย์รีบอพยพคนไข้ คนเจ็บ ออกจากโรงพยาบาลอัลชีฟาโดยด่วน จนสร้างความโกลาหลอย่างยิ่ง อีกทั้งให้เวลาอพยพแค่เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจากทหารอิสราเอลได้บุกยึดโรงพยาบาลอัลชีฟาตั้งแต่ 3 วันก่อน โดยอ้างว่า กลุ่มฮามาสมีอุโมงค์ใต้ดินอยู่ใต้โรงพยาบาล และโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของกลุ่มฮามาส แต่ถึงขณะนี้กองทัพอิสราเอลยังไม่พบหลักฐานเหล่านี้แต่อย่างใด

กระทรวงสาธารณสุขของฉนวนกาซา แจ้งว่า ขณะนี้มีการอพยพคนไข้ออกจากโรงพยาบาลอัลชีฟาได้แล้วประมาณ 450 คน แต่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จำต้องทิ้งคนไข้อีกราว 120 คนไว้ข้างหลัง เพราะคนไข้เหล่านี้ไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้

ทหารอิสราเอลบุกเข้ายึดโรงพยาบาลอัลชีฟา ในเมืองกาซาซิตี้ ทางตอนเหนือของฉนวนกาซา เมื่อ 15 พ.ย. 2566

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศของรัฐปาเลสไตน์ ออกแถลงการณ์ประณามกองทัพอิสรเอลที่สั่งให้แพทย์อพยพคนไข้ คนบาดเจ็บ ออกจากโรงพยาบาลอัลชีฟา เพราะจะยิ่งเป็นการก่อให้เกิดหายนะด้านมนุษยธรรม ที่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซากำลังเผชิญอยู่นั้นเลวร้ายมากขึ้น และจะเป็นการเพิ่มความกดดันอย่างใหญ่หลวงให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ที่ต้องรองรับให้การรักษาคนไข้เพิ่มมากขึ้น

ด้านผู้บริหารโรงพยาบาลอัลชีฟา เปิดเผยว่า นับตั้งแต่อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลอัลชีฟาเมื่อ 11 พ.ย. ทำให้โรงพยาบาลไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ เป็นเหตุให้มีคนไข้เสียชีวิตแล้ว 40 ราย ในจำนวนนี้เป็นทารกคลอดก่อนกำหนด 4 ราย หลังจากต้องถูกนำออกจากตู้อบ จนสร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

กองทัพเมียนมาโหด โจมตีทางอากาศรัฐชิน ระเบิดลง ร.ร. เด็กตาย 8 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2741601

กองทัพเมียนมาโหด โจมตีทางอากาศรัฐชิน ระเบิดลง ร.ร. เด็กตาย 8 ศพ

18 พ.ย. 2566 15:02 น.

กองทัพเมียนมาโหด โจมตีทางอากาศรัฐชิน ระเบิดลง ร.ร. เด็กตาย 8 ศพ

กองทัพเมียนมาโจมตีหมู่บ้านห่างไกลในรัฐชิน ทิ้งระเบิดตกใส่โรงเรียน ทำให้เด็กนักเรียนเสียชีวิต 8 ศพ

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาเปิดเผยวานนี้ (17 พ.ย.) การโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาต่อหมู่บ้านวู่ลู่ ทางตอนใต้ของเมืองมาตูปี ในรัฐชิน เมื่อวันพุธที่ 15 พ.ย. ได้สังหารพลเรือนอย่างน้อย 11 ศพ ซึ่ง 8 ศพเป็นเด็ก และมีผู้บาดเจ็บอีก 4 ราย

Ngai Tam Maung รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกิจการด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government: NUG) รัฐบาลคู่ขนานในเมียนมา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาได้ส่งเครื่องบินรบ 2 ลำ ทิ้งระเบิดใส่อาคารบ้านเรือนในหมู่บ้านวู่ลู่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านห่างไกลในหุบเขาทางตอนใต้ของรัฐชิน

ขณะที่มีระเบิดตกใส่อาคารโรงเรียนที่มีเด็กๆ กำลังเรียนหนังสืออยู่ ส่งผลให้นักเรียนเสียชีวิต 8 ศพ และผู้ใหญ่อีก 3 ศพ อีกทั้งยังมีบ้านเรือนได้รับความเสียหายอีก 18 หลัง

สถานการณ์การสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมาและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารกลับมาดุเดือดอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกองกำลังพันธมิตรต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารเริ่มปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายฐานที่มั่นทางทหารของกองทัพเมียนมาหลายแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในรัฐฉาน กะยา และยะไข่ ซึ่งการโจมตีฐานที่มั่นทางทหารดังกล่าวก็เป็นเหตุให้กองทัพเมียนมาโจมตีตอบโต้ และเพิ่มการโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมา

ขณะที่รัฐชินตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของกองทัพเมียนมานับตั้งแต่วันที่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2564 เนื่องจากรัฐชินเป็นหนึ่งพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหนต่อต้านรัฐบาลมาโดยตลอด และยังมีกลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาล โดยกลุ่มกบฏในรัฐชิน หรือแนวร่วมแห่งชาติรัฐชิน ก็เพิ่งยึดเมืองชายแดน Rihkhawda ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเมืองชายแดนติดกับอินเดีย

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในเมียนมา กล่าวว่า สหประชาชาติได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ทั้งกองทัพเมียนมาภายใต้การนำของรัฐบาลเผด็จการทหาร และกลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาล ใช้ความยับยั้งชั่งใจในปฏิบัติการทางทหาร และคำนึงถึงเรื่องมนุษยธรรมเป็นหลัก เนื่องจากเป็นอันตรายต่อพลเมืองผู้บริสุทธิ์

ตามรายงานของสหประชาชาติระบุว่า การสู้รบครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2566 มีพลเรือนเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 70 ราย และบาดเจ็บกว่า 90 ราย โดยมีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 200,000 ราย แต่ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่กองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจในปี 2564 จะพบว่ามีชาวเมียนมาเกือบ 1.7 ล้านคน ที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : AP

สงครามอิสราเอล-ฮามาส 42 วัน อ้างพบปากอุโมงค์ ใต้ รพ.อัลชีฟา ในฉนวนกาซา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2741622

สงครามอิสราเอล-ฮามาส 42 วัน อ้างพบปากอุโมงค์ ใต้ รพ.อัลชีฟา ในฉนวนกาซา

18 พ.ย. 2566 14:13 น.

สงครามอิสราเอล-ฮามาส 42 วัน อ้างพบปากอุโมงค์ ใต้ รพ.อัลชีฟา ในฉนวนกาซา

สงครามอิสราเอลในฉนวนกาซา ผ่านมา 42 วัน หรือ 6 สัปดาห์  หลังจากกลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลพร้อมกับจับกุมตัวประกันไปกว่า 240 คน เมื่อ 7 ตุลาคม และอิสราเอลได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฉนวนกาซาอย่างหนัก เพื่อหวังปราบปรามกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก จนเป็นเหตุให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วกว่า 11,000 ศพ 

  • ทหารอิสราเอลยังคงยึดโรงพยาบาลอัลชีฟา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่ที่สุดในฉนวนกาซา หลังบุกเข้ามาในโรงพยาบาลเป็นวันที่ 3 และทำให้แผนกรังสีวิทยาของโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย อีกทั้งทหารอิสราเอลยังมีการขนย้ายศพออกมาจากโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
  • กองทัพอิสราเอลแถลงเมื่อคืนวันพฤหัสฯ ที่ 16 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น อ้างว่าทหารอิสราเอลพบปากทางเข้าอุโมงค์ใต้ดินอยู่บริเวณโรงพยาบาลอัลชีฟาแล้ว และยังคงยืนยันว่ากลุ่มฮามาสมีศูนย์บัญชาการอยู่ใต้โรงพยาบาลอัลชีฟา แต่จนถึงขณะนี้ทหารอิสราเอลยังไม่พบหลักฐานที่จะยืนยันข้อกล่าวหานี้ที่อิสราเอลอ้างเป็นเหตุให้ผลในการโจมตีและบุกยึดโรงพยาบาลอัลชีฟา
  • สถานการณ์ที่โรงพยาบาลต่างๆ ในฉนวนกาซายังคงเลวร้าย หลังทหารอิสราเอลบุกยึดโรงพยาบาล โดยอ้างว่ากลุ่มฮามาสมีอุโมงค์ใต้ดิน และฐานบัญชาการอยู่ใต้โรงพยาบาลเหล่านี้
  • อดีตนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัดแห่งมาเลเซีย กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 17 พ.ย.ว่า สถานพยาบาลแห่งหนึ่งที่เขาตั้งขึ้นในฉนวนกาซาได้ถูกทำลายจากการโจมตีของอิสราเอล
  • ระบบโทรคมนาคมสื่อสารในพื้นที่ส่วนใหญ่ของฉนวนกาซาไม่สามารถใช้การได้จากการโจมตีของอิสราเอล จึงทำให้กระทรวงสาธารณสุขฉนวนกาซาประสบความยากลำบากในการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนชาวปาเลสไตน์ที่เสียชีวิต และบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล
  • อิสราเอลโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยจาบาเลีย ในฉนวนกาซา เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ 16 พ.ย. เป็นเหตุให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ศพ
  • กองทัพซีเรีย แถลงว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซีเรียสามารถยิงสกัดมิสไซล์หลายลูกของอิสราเอลที่ยิงมาโจมตีรอบกรุงดามัสกัส เมืองหลวงซีเรีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา.

ที่มา : Aljazeera

‘นายกรัฐมนตรี’ ย้ำ 3 แนวทางในเวที ‘เอเปค 2023’ ยั่งยืน-เปิดกว้าง-เชื่อมโยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563640

18 พ.ย. 2566

‘นายกรัฐมนตรี’ ย้ำ 3 แนวทางในเวที ‘เอเปค 2023’ ยั่งยืน-เปิดกว้าง-เชื่อมโยง

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้เสนอ 3 มุมมองที่เป็นประโยชน์ ต่อเวทีผู้นำ ‘เอเปค 2023’ ความยั่งยืน-การค้าการลงทุนที่เปิดกว้าง-ความเชื่อมโยง เชื่อมั่นจะเป็นแนวทางที่มีพลัง ฟื้นตัวได้ และสงบสุข เผย อนาคตเตรียมเยือน สหภาพยุโรป-อินเดีย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ในรูปแบบ Retreat (APEC Economic Leaders’ Retreat (Session II)) ในหัวข้อ “Interconnectedness and Building Inclusive and Resilient Economies” พร้อมร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่ 30 โดยนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สรุปสาระสำคัญดังนี้

‘นายกรัฐมนตรี’ ย้ำ 3 แนวทางในเวที ‘เอเปค 2023’ ยั่งยืน-เปิดกว้าง-เชื่อมโยง

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ต่อระบบการค้าพหุภาคีและเอเปค เพื่อมุ่งสู่ประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และสงบสุข โดยวานนี้ ได้มีการหารือและสนทนาเกี่ยวกับวิธีการต่อสู้กับปัญหาสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนายกฯ เห็นพ้องกับผู้นำทุกคนว่า ถึงเวลาที่ต้องลงมือแล้ว โดยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว นายกฯ ได้เสนอ 3 มุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อเอเปค

1. ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสานต่อพัฒนาการเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเอเปคมีความก้าวหน้าอย่างมากในปีนี้ จากโครงการมากกว่า 280 โครงการที่ตอบสนองต่อเป้าหมายฯ นี้ ในขณะที่ ABAC เดินหน้าผลักดันการจัดทำ BCG Pledge รวมถึงการจัดการประชุม Sustainable Future Forum ครั้งแรก เพื่อกระตุ้นธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

‘นายกรัฐมนตรี’ ย้ำ 3 แนวทางในเวที ‘เอเปค 2023’ ยั่งยืน-เปิดกว้าง-เชื่อมโยง

2. เปิดการค้าและการลงทุนอย่างเติบโตและรุ่งเรือง เอเปคสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดกฎเกณฑ์ โดยมี WTO เป็นแกนกลางนั้น ถือเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมไปสู่ผลลัพธ์ที่มีความหมายในการประชุมรัฐมนตรีครั้งต่อไป (the Thirteenth Ministerial Conference (MC13) ซึ่ง ไทย ผลักดันความพยายามอย่างต่อเนื่องในเรื่องเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) เพื่อความก้าวหน้าในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค และ ไทยจะเร่งเจรจา FTA อื่นๆ ในเชิงรุก รวมทั้งยกระดับการเจรจาที่มีอยู่เพื่อรับมือกับความท้าทายทางการค้าที่จะเกิดขึ้นใหม่

3. เสริมสร้างความเชื่อมโยง เพื่อเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น โดย ไทยกำลังเดินหน้าโครงการ Landbridge เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งยังได้อนุมัติวีซ่าฟรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และสนับสนุนความต่อเนื่องของบัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปค (APEC Business Travel Card) ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อสนับสนุน MSMEs และสตาร์ทอัพอีกด้วย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยังกล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า กลับถึงประเทศไทยคราวนี้ คงพักการเยือนต่างประเทศเอาไว้ก่อน แต่มีแผนจะเยือนกลุ่มสหภาพยุโรป(European Union: EU) และอินเตีย ในอนาคต

ทั้งนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมประชุมผู้นำเอเปค หรือ APEC 2023 ระหว่างวันที่ 12-19 พ.ย.2566 ที่รัฐซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่19 พ.ย. นี้ 

‘นายกรัฐมนตรี’ ย้ำ 3 แนวทางในเวที ‘เอเปค 2023’ ยั่งยืน-เปิดกว้าง-เชื่อมโยง
‘นายกรัฐมนตรี’ ย้ำ 3 แนวทางในเวที ‘เอเปค 2023’ ยั่งยืน-เปิดกว้าง-เชื่อมโยง