กกต.อินโดฯ รับรองชื่อ 3 ผู้สมัครชิงตำแหน่ง ปธน. ในศึกการเลือกตั้งเดือน ก.พ. ปีหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2740413

กกต.อินโดฯ รับรองชื่อ 3 ผู้สมัครชิงตำแหน่ง ปธน. ในศึกการเลือกตั้งเดือน ก.พ. ปีหน้า

14 พ.ย. 2566 09:37 น.

กกต.อินโดฯ รับรองชื่อ 3 ผู้สมัครชิงตำแหน่ง ปธน. ในศึกการเลือกตั้งเดือน ก.พ. ปีหน้า

คณะกรรมการการเลือกตั้งของอินโดนีเซีย ประกาศรับรองชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี จำนวน 3 คน สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 คณะกรรมการการเลือกตั้งของอินโดนีเซีย ประกาศรับรองชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี จำนวน 3 คน สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

โดยผู้ผ่านการรับรองทั้ง 3 คน ได้แก่ นายปราโบโว สุเบียนโต อดีตนายพลกองกำลังพิเศษ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม พร้อมด้วยนายกันจาร์ ปราโนโว ผู้สมัครพรรครัฐบาล ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการชวากลาง 2 สมัย และนายอานีส บาสเวดัน อดีตหัวหน้ามหาวิทยาลัยอิสลาม ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาจนถึงปีที่แล้ว

โดยชาวอินโดนีเซียผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 205 ล้านคน จะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 

จากการสำรวจความคิดเห็นชาวอินโดนีเซียล่าสุด เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา พบว่า นายปราโบโว วัย 72 ปี มีคะแนนนำห่างผู้สมัครอีกสองคน แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากคู่ชิงรองประธานาธิบดีของเขา ได้แก่ นายยิบราน ราคาบูมิง ราคา วัย 36 ปี บุตรชายของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เพิ่งผ่านการรับรองจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งลงมติ 5 ต่อ 4 เสียง ให้เขาลงสมัครเลือกตั้งได้ ทั้งที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 40 ปี สำหรับผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี โดยศาลระบุว่า จะยกเว้นให้กับนายราคา เนื่องจากปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองสุราการ์ตา 

ขณะที่บรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจนี้ว่าเป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง ซึ่งบ่อนทำลายกระบวนการประชาธิปไตย 

โดยสำนักโพล Indikator Politik Indonesia ระบุว่า 39.7% จะเลือกนายสุเบียนโต ในขณะที่ 30% จะเลือกนายกันจาร์ ปราโนโว ขณะที่บรรดาผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดี และคู่หูชิงรองประธานาธิบดี จะเริ่มการหาเสียงเลือกตั้งเป็นเวลา 75 วัน ในวันที่ 28 พ.ย.นี้ ซึ่งรวมถึงการดีเบตชิงตำแหน่งประธานาธิบดี 5 ครั้ง.

เหยื่อสงครามในกาซาเฉียด 12,000 ศพ อิสราเอลอ้างฮามาสแฝงตัวใน รพ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2740398

เหยื่อสงครามในกาซาเฉียด 12,000 ศพ อิสราเอลอ้างฮามาสแฝงตัวใน รพ.

14 พ.ย. 2566 06:30 น.

เหยื่อสงครามในกาซาเฉียด 12,000 ศพ อิสราเอลอ้างฮามาสแฝงตัวใน รพ.

ผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาจากการโจมตีของอิสราเอล เพิ่มขึ้นจนเฉียด 12,000 ศพแล้ว ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลอ้างว่า นักรบฮามาสแฝงตัวในกลุ่มคนที่โรงพยาบาลในกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดจากการต่อสู้ในฉนวนกาซา ในวันจันทร์ที่ 13 พ.ย. 2566 โดยระบุว่าตอนนี้ จำนวนผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นเป็น 11,180 ศพแล้ว เป็นเด็ก 4,609 ศพ ผู้หญิงอีก 3,100 ศพ ขณะที่มีผู้บาดเจ็บ 28,200 ราย

ตามการเปิดเผยของกระทรวงสาธารณสุข คนไข้ในโรงพยาบาล อัล-ชีฟา (Al-Shifa) ทางเหนือของฉนวนกาซา เสียชีวิตถึง 15 ศพในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รวมถึงเด็กทารกแรกเกิด 6 ศพ เนื่องจากภาวะขาดแคลนพลังงานอุปกรณ์ทางการแพทย์ ส่วนบุคคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตไปแล้ว 202 ศพ นับตั้งแต่การโจมตีเริ่มขึ้น รถพยาบาลเสียหายจนใช้การไม่ได้ 53 คัน

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ระบุว่า พวกเขาไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตในวันอาทิตย์ เนื่องจากอิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลหลายแห่งทำให้ไม่สามารถนับจำนวนที่แน่ชัดได้

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุในวันจันทร์ว่า พวกเขาสังหารกลุ่มนักรบฮามาสที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มพลเรือน ที่โรงพยาบาล อัล-กุดส์ (Al-Quds) โดยคนกลุ่มนี้ยิงโจมตีทหารของพวกเขาจากทางเข้าโรงพยาบาล

“ระหว่างปฏิบัติการของกองพันที่ 188 มีอาร์พีจีและอาวุธปืนขนาดเล็กถูกยิงเข้าใส่กลุ่มทหารโดยตรงจากทิศทางของโรงพยาบาล อัล-กุดส์ ในกาซา ซิตี้” IDF ระบุในแถลงการณ์ “การยิงโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายที่ฝังตัวเองในกลุ่มพลเรือนที่ทางเข้าโรงพยาบาล”

IDF บอกอีกว่า ทหารยิงตอบโต้ และมีนักรบติดอาวุธ 21 คนเสียชีวิตในการปะทะ โดยที่ฝ่ายกองทัพไม่มีผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (PRCS) ออกมาโต้แย้งว่า คำกล่าวอ้างของ IDF ไม่เป็นความจริง ไม่มีกลุ่มติดอาวุธอยู่ในโรงพยาบาล อัล-กุดส์ และไม่มีการยิงเกิดขึ้นจากภายในโรงพยาบาล ไม่เพียงเท่านั้น คำพูดของกองทัพอิสราเอลยังเป็นการยืนยันว่า พวกเขายังคงโจมตีเข้าใส่และปิดล้อมโรงพยาบาล ซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เมียนมาปะทะฝ่ายต่อต้านเพิ่มอีก 2 จุด คนนับพันหนีข้ามพรมแดนไปอินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2740397

เมียนมาปะทะฝ่ายต่อต้านเพิ่มอีก 2 จุด คนนับพันหนีข้ามพรมแดนไปอินเดีย

14 พ.ย. 2566 05:30 น.

เมียนมาปะทะฝ่ายต่อต้านเพิ่มอีก 2 จุด คนนับพันหนีข้ามพรมแดนไปอินเดีย

ทหารเมียนมาปะทะกับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านเพิ่มอีก 2 จุดในวันจันทร์ ขณะที่ความรุนแรงในประเทศทำให้คนนับพันหนีข้ามพรมแดนเข้าสู่อินเดีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัฐบาลเมียนมาปะทะกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์เพิ่มอีก 2 จุดในวันจันทร์ที่ 13 พ.ย. 2566 หลังจากกลุ่มติดอาวุธโจมตีด่านรักษาความปลอดภัย 2 จุด โดยเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนหลายพันคนหลบหนีข้ามชายแดนเข้าสู่ประเทศอินเดีย

รัฐบาลทหารเมียนมากำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 หลังจากกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาล 3 กลุ่ม ออกมาโจมตีสอดประสานกันในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และปะทะกับกองทัพรัฐบาลในหลายพื้นที่ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ยึดเมืองและค่ายทหารได้หลายแห่ง

ในวันจันทร์ กองทัพอาระกัน (Arakan Army : AA) 1 ใน 3 กลุ่มติดอาวุธที่ออกมาเคลื่อนไหวในการต่อสู้ครั้งล่าสุด อ้างว่า พวกเขายึดด่านรักษาความปลอดภัยในเมืองราเธดอง (Rathedaung) และเมืองมินเบีย (Minbya) ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของประเทศ โดยทั้ง 2 แห่งห่างกันราว 200 กม. และการต่อสู้ยังคงดำเนินอยู่

ชาวบ้านในเมืองราเธดองระบุว่า เสียงปืนดังขึ้นตั้งแต่ก่อนรุ่งสางวันจันทร์ ตามด้วยการโจมตีด้วยปืนใหญ่นานหลายชั่วโมง โดยมีกลุ่มติดอาวุธมาปิดกั้นทางเข้าออกและเสริมการป้องกันตามอาคารฝ่ายบริหารของเมือง นอกจากนั้นยังมีการต่อสู้เกิดขึ้นในรัฐชิน ซึ่งติดชายแดนอินเดีย โดยกลุ่มติดอาวุธโจมตีค่ายทหาร 2 แห่ง

เจ้าหน้าที่ชายแดนของอินเดียเปิดเผยว่า มีประชาชนราว 5,000 คนจากเมียนมาข้ามเข้าสู่รัฐมิโซรัม เพื่อขอลี้ภัยจากการต่อสู้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ท่านทูตไทยเจรจาอิสราเอล เร่งช่วย 25 ตัวประกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2740386

ท่านทูตไทยเจรจาอิสราเอล เร่งช่วย 25 ตัวประกัน

14 พ.ย. 2566 05:02 น.

ท่านทูตไทยเจรจาอิสราเอล เร่งช่วย 25 ตัวประกัน

เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ รุดหารือ สส. อิสราเอล-ประธาน กมธ.แรงงานต่างชาติ เรียกร้อง ให้ทางการอิสราเอลเร่งติดตามตัวประกันคนไทย คุ้มครองความปลอดภัยของแรงงานไทยที่ยังทำงานอยู่ รวมถึงจัดตั้งกองทุน Deposit Fund สำหรับแรงงานต่างชาติในภาคเกษตรกรรม ด้านปลัดกระทรวงแรงงานย้ำ สัปดาห์นี้จ่ายเงินเยียวยา ได้ครบทั้งกลุ่มรับเงิน 1.5 หมื่นบาท ผู้บาดเจ็บและ แรงงานที่เสียชีวิต ส่วนร่าง 5 เหยื่อสงครามกลุ่มล่าสุด รอขั้นตอนการนำกลับไทย ขณะเดียวกันยังต้องลุ้นการปล่อยตัวประกันที่คาดมีสตรีและเด็ก ราว 80 คน แลกกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ หลังกลุ่มฮามาสส่อยึกยัก ระงับการเจรจา อ้างกองทัพยิวยังถล่มรอบ รพ. อัล-ชิฟาอย่างต่อเนื่อง

ที่กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 13 พ.ย. นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานไทยในอิสราเอลว่า จำนวนผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 39 ราย เป็นข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากทางการอิสราเอล ส่วนที่ว่ามีเพิ่มขึ้นอีกนั้นจะไปเอาข้อมูลที่คนงานพูดหรือที่สื่อทางอิสราเอลพูดไม่ได้ ต้องมีการยืนยันอัตลักษณ์บุคคลจากทางการอิสราเอล กระทรวงแรงงานได้ติดตามข้อมูลตลอดเวลา โดยสำนักงานแรงงานไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ จะประสานกับทางอิสราเอลว่ามีตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือถูกจับเป็นตัวประกันเพิ่มเติมหรือไม่ ขณะนี้ตัวเลขยังคงเดิม เสียชีวิต 39 ราย ถูกจับเป็นตัวประกัน 25 ราย ในส่วนของผู้เสียชีวิต 5 รายสุดท้าย ยังอยู่ในขั้นตอนรอนำร่างกลับไทย

ส่วนกรณีกระทรวงแรงงานเสนอให้นำงบกลางมาจ่ายเยียวยาให้แรงงานที่กลับจากอิสราเอลรายละ 5 หมื่นบาท ที่ตอนนี้ยังคาราคาซังอยู่นั้น นายไพโรจน์ กล่าวว่า เอกสารทุกอย่างเตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว แต่ต้องรอการยืนยันจากสำนักงบประมาณ ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตอนนี้ยังไม่มีหนังสือตอบกลับจากสำนักงบประมาณ จะเร่งตามเรื่องอีกครั้ง ถ้าสัปดาห์นี้เข้าไม่ทัน ต้องรอสัปดาห์ต่อไป ส่วนการเยียวยาจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศของกระทรวงแรงงาน รายละ 1.5 หมื่นบาท จากจำนวนที่เดินทางกลับมากว่า 9 พันคน ยื่นขอเยียวยากว่า 7 พันคน จ่ายไปเกือบ 5,000 คน ในสัปดาห์นี้น่าจะจ่ายครบทั้งหมด รวมทั้งกรณีบาดเจ็บรายละ 30,000 บาท และเสียชีวิต 40,000 บาท

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่าเมื่อวันที่ 12 พ.ย. น.ส.พรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้พบหารือกับนายเอลิยาฮู เรวิโว (Eliyahu Revivo) สมาชิกรัฐสภาอิสราเอลและประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยแรงงานต่างชาติ โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้เรียกร้องให้ทางการอิสราเอลเร่งติดตามตัวประกันคนไทย คุ้มครองความปลอดภัยของแรงงานไทยที่ยังอยู่ในอิสราเอล และขอให้นายเรวิโวช่วยผลักดันการจัดตั้งกองทุน Deposit Fund สำหรับแรงงานต่างชาติในภาคเกษตรกรรม และการเจรจาความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอิสราเอลเพื่อจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในภาคการก่อสร้างของอิสราเอลด้วย ในการนี้นายเรวิโว ยืนยันว่าทางการอิสราเอลจะติดตามและช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยเฉกเช่นกับชาวอิสราเอล และยินดีที่จะผลักดันการจัดตั้งกองทุน Deposit Fund อันจะเป็นการปกป้องและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทย ตลอดจนผลักดันให้การจัดทำความตกลงกับรัฐบาลไทยเพื่อจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในภาคการก่อสร้างของอิสราเอลบรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว

ส่วนบรรยากาศการฌาปนกิจศพนายไกรสร อรัญถิตย์ หรือเหลย อายุ 29 ปี แรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิตจากกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสบุกโจมตีแคมป์ที่พัก ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 13 พ.ย.พ่อแม่พี่น้องตลอดจนภรรยาของผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่หน่วยของรัฐและกลุ่มเพื่อนผู้ตายที่ทำงานในอิสราเอลได้ร่วมเคลื่อนขบวนศพนายไกรสร ออกจากบ้านหนองบัวแดง ต.หนองไผ่ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ไปที่เมรุสำนักสงฆ์ป่าช้าบ้านหนองปิงน้อย เพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจ โดยมีนายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานในพิธี และทอดผ้าไตรมหาบังสุกุล จากนั้นเป็นการวางดอกไม้จันทน์ และครอบครัวเพื่อนๆได้ร่วมส่งดวงวิญญาณแรงงานหนุ่มรายนี้ด้วยความโศกเศร้า

สำหรับสถานการณ์การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอล (IDF) กับกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาสที่เกิดขึ้นมากว่า 1 เดือน จนถึงวันที่ 13 พ.ย.การสู้รบยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยกองทัพอิสราเอลได้ทิ้งระเบิดใส่บริเวณโรงพยาบาล ที่เชื่อว่ามีฐานที่มั่นอยู่ใต้บริเวณดังกล่าว ทำให้โรงพยาบาลตกอยู่ในสภาวะวิกฤติ ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างแถลงขององค์การอนามัยโลก (WHO) ว่า โรง พยาบาลอัล-ชิฟา โรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ในเมืองกาซาซิตี้ ทางเหนือของฉนวนกาซา ไม่มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคเป็นเวลา 3 วัน ยารักษาโรค อาหาร มีไม่เพียงพอ รวมถึงยังขาดแคลนเชื้อเพลิงสำหรับใช้ในโรงพยาบาล ทำให้ไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลใดๆได้ เช่นเดียวกับโรงพยาบาลอัล-คุดส์ ในเมืองกาซาซิตี้ ที่ประสบปัญหาเดียวกัน ทำให้ต้องระงับการดำเนินงานชั่วคราว แม้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทุกวัน นอกจากนี้ WHO ยังเผยว่า มีทารกแรกเกิดจำนวน 36 คน เสี่ยงเสียชีวิต

ส่วนความคืบหน้าของการเจรจาปล่อยตัวประกัน สำนักข่าวไทม์ส ออฟ อิสราเอล รายงานว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มฮามาสและกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ในฉนวนกาซาอาจปล่อยตัวประกันนับร้อยคนที่ถูกจับไปคุมขังในฉนวนกาซาตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมเสริมว่า การกดดันทางทหารเป็นวิธีที่ช่วยให้อิสราเอลมีโอกาสในการพาตัวประกันกลับบ้านมากขึ้น ขณะที่สำนักข่าวเอ็นบีซีนิวส์ยังรายงานอ้างทางการสหรัฐอเมริกา ในประเด็นเดียวกันว่า จะมีการปล่อยตัวประกันเด็กและสตรีราว 80 คน ที่ถูกกลุ่มก่อการร้ายคุมขังในฉนวนกาซา เพื่อแลกกับการปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์ ที่เป็นสตรีและเยาวชน ซึ่งถูกอิสราเอลจับกุมด้วยเหตุผลความมั่นคง แต่ทางการปาเลสไตน์ระบุกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า กลุ่มฮามาสได้ระงับการเจรจาการปล่อยตัวประกัน เนื่องจากกองทัพอิสราเอลยังปฏิบัติการรอบโรงพยาบาลอัล-ชิฟาอย่างรุนแรงต่อเนื่อง

แมรีแอนน์ ทรัมป์ พี่สาวของโดนัลด์ ทรัมป์ เสียชีวิตแล้วในวัย 86 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2740396

แมรีแอนน์ ทรัมป์ พี่สาวของโดนัลด์ ทรัมป์ เสียชีวิตแล้วในวัย 86 ปี

14 พ.ย. 2566 04:25 น.

แมรีแอนน์ ทรัมป์ พี่สาวของโดนัลด์ ทรัมป์ เสียชีวิตแล้วในวัย 86 ปี

แมรีแอนน์ ทรัมป์ พี่สาวคนโตของโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงแก่กรรมแล้ว ขณะมีอายุ 86 ปี โดยที่ยังไม่มีการเปิดเหยสาเหตุการเสียชีวิตออกมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางแมรีแอนน์ ทรัมป์ แบร์รี พี่สาวคนโตของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงแก่กรรมแล้ว ขณะมีอายุได้ 86 ปี โดยศพของเธอถูกพบเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 13 พ.ย. 2566 ที่อพาร์ตเมนต์ของเธอในนครนิวยอร์ก ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต

ตามรายงานของสำนักข่าว เอบีซี ซึ่งอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวว่า เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้รับแจ้งเหตุบุคคลหัวใจหยุดเต้น พวกเขาจึงเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรายของบาดแผล หรือสัญญาณความผิดปกติใดๆ

ทั้งนี้ นางแบร์รี ผู้ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลทรัมป์ กลายเป็นหนึ่งในผู้หญิงเพียง 2 คนที่ได้รับตำแหน่งอัยการของสำนักงานอัยการรัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยอยู่ในตำแหน่งปี 2517-2526

และในปี 2526 เธอก็ได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ให้รับตำแหน่งอัยการศาลรัฐบาลกลางรัฐนิวเจอร์ซีย์ ด้วยความช่วยเหลือจากนาย รอย โคห์น ทนายความของโดนัลด์ ทรัมป์ และดำรงตำแหน่งดังกล่าวตั้งแต่ปี 2526 จนกระทั่งเธอเกษียณในปี 2562

แมรี หลานสาวของนางแบร์รี เปิดเผยในในหนังสือชีวประวัติชื่อ “Too Much and Never Enough: How My Family Created The World’s Most Dangerous Man” ว่า นั่นเป็นคำขอเดียวที่เธอเคยขอจากโดนัลด์ ทรัมป์ และเขาคอยย้ำเตือนเธอในเรื่องนี้เสมอ

ในปี 2542 นางแบร์รีได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี บิล คลินตัน ให้เป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เขตที่ 3 ซึ่งครอบคลุมรัฐนิวเจอร์ซีย์, เดลาแวร์ และ เพนซิลเวเนีย

จนกระทั่งในปี 2562 การสืบสวนเรื่องภาษีของตระกูลทรัมป์ของสำนักข่าว นิวยอร์ก ไทมส์ ทำนางแบร์รีถูกสืบสวนเรื่องการกระทําอันไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้พิพากษา เธอจึงตัดสินใจเกษียณอายุในเดือนกุมภาพันธ์ปีนั้น และการสืบสวนก็จบลงโดยที่ไม่มีข้อสรุป

นางแบร์รีแต่งงาน 2 ครั้ง ครั้งแรกกับนาย เดวิด เดสมอนด์ และมีลูกชายด้วยกัน 1 คนชื่อว่า เดวิด ก่อนจะหย่ากัน และแต่งงานใหม่กับนาย จอห์น โจเซฟ แบร์รี ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2543

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ อังกฤษปรับ ครม. เด้ง รมว.มหาดไทย-ดึง เดวิด คาเมรอน นั่ง รมต.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2740395

นายกฯ อังกฤษปรับ ครม. เด้ง รมว.มหาดไทย-ดึง เดวิด คาเมรอน นั่ง รมต.

14 พ.ย. 2566 02:58 น.

นายกฯ อังกฤษปรับ ครม. เด้ง รมว.มหาดไทย-ดึง เดวิด คาเมรอน นั่ง รมต.

ริชี ซูแน็ก นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ปรับ ครม.ใหม่ หลังปลดรัฐมนตรีมหาดไทยพ้นตำแหน่ง และดึงอดีตนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน กลับมาร่วมรัฐบาลอีกครั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พ.ย. 2566 นายกรัฐมนตรี ริชี ซูแน็ก แห่งสหราชอาณาจักร ปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งเริ่มจากการปลดนาง ซูเอลลา เบรฟเวอร์แมน ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และดึงนายเดวิด คาเมรอน อดีตนายกรัฐมนตรี มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

ในช่วงที่ผ่านมา นายซูแน็กถูกกดดันอย่างหนักจากทั้งฝ่ายค้านและสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมด้วยกัน ให้ปฏิเสธนางเบรฟเวอร์แมน หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน เธอระบุในบทความกล่าวหาตำรวจว่า 2 มาตรฐานในการรับมือการประท้วง โดยแข็งกร้าวกับผู้ชุมนุมฝ่ายขวา แต่โอนอ่อนให้ผู้ชุมนุมฝ่ายสนับสนุนปาเลสไตน์

เรื่องดังกล่าวทำให้พรรคแรงงานออกมาโจมตีว่า เป็นการใส่ไฟให้ความตึงเครียดระหว่างฝ่ายหนุนปาเลสไตน์กับผู้ประท้วงฝ่ายขวาจัด ซึ่งออกมาประท้วงพร้อมกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และทำให้เกิดความไม่สงบ มีผู้ถูกจับกุมเกือบ 150 คน

ขณะที่การดึงนายคาเมรอนกลับมา แสดงให้เห็นว่า เขาต้องการคนที่มีประสบการและเป็นสายกลางมากขึ้น แทนที่จะพยายามเอาใจสมาชิกฝ่ายขวาในพรรคของเขา เนื่องจากคะแนนนิยมล่าสุดของพรรคอนุรักษ์นิยม ตามหลังพรรคแรงงาน 15-20% ในขณะที่คาดกันว่า การเลือกตั้งใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2567

การกลับมาของนายคาเมรอนได้รับการต้อนรับจากสมาชิกสายกลางของพรรคอนุรักษ์นิยม ที่มองว่าเขาจะนำประสบการณ์ด้านการต่างประเทศเข้ามาให้รัฐบาล และเป็นการส่งข้อความไปยังประชาชนในประเทศว่า พวกเขาไม่ได้กำลังมุ่งหน้าสู่ฝ่ายขวา

สมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาบางคนไม่พอใจการปลดนางเบรฟเวอร์แมน โดยระบุว่า จุดยืนของเธอเรื่องการรับมือกับตำรวจนั้นถูกต้องแล้ว และคาดว่า เธอจะกลายมาเป็นผู้มีอิทธิพลในหมู่ผู้ที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีในสภา ขณะที่การดึงนายคาเมรอนกลับมาก็สร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายสนับสนุนการเบร็กซิต

ทั้งนี้ นายเจมส์ เคลฟเวอร์ลี ซึ่งก่อนหน้านี้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ถูกโยกไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแทนนางเบรฟเวอร์แมน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อินเดียเร่งช่วยเหลือ 40 คนงานติดในอุโมงค์ถล่ม-ยืนยันยังปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2740392

อินเดียเร่งช่วยเหลือ 40 คนงานติดในอุโมงค์ถล่ม-ยืนยันยังปลอดภัย

14 พ.ย. 2566 00:30 น.

อินเดียเร่งช่วยเหลือ 40 คนงานติดในอุโมงค์ถล่ม-ยืนยันยังปลอดภัย

ทีมกู้ภัยอินเดียติดต่อกับคนงานที่ติดในอุโมงค์ถนน ซึ่งพังถล่มลงมาระหว่างการก่อสร้างเมื่อวันอาทิตย์ได้แล้ว โดยยืนยันว่าทั้ง 40 คนยังปลอดภัยดี และกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยในรัฐอุตตราขัณฑ์ ทางเหนือของประเทศอินเดีย เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 13 พ.ย. 2566 ว่า พวกเขาสามารถติดต่อกับคนงานก่อสร้าง 40 ชีวิต ที่ติดอยู่ในอุโมงค์ถนน ซึ่งเกิดการถล่มลงมากเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ได้แล้ว โดยยืนยันว่า ทั้งหมดยังปลอดภัยดี

“คนงานทั้ง 40 คนที่ติดอยู่ในอุโมงค์ปลอดภัย” นายคารัมเวียร์ สิงห์ บันดารี ผู้บัญชาการอาวุโสของกองกำลังตอบสนองภัยพิบัติแห่งชาติของอินเดีย ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ บอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี “เราส่งน้ำกับอาหารเข้าไปให้พวกเขาแล้ว”

อุโมงค์ถนนดังกล่าวถล่มลงเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยทีมกู้ภัยกำลังใช้รถตักดินเพื่อขนย้ายซากสิ่งกีดขวาง เพื่อช่วยเหลือเหล่าคนงาน ซึ่งนายเดอร์เกช ราโธดี เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการภัยพิบัติของรัฐอุตตราขัณฑ์ ระบุว่า สามารถขนย้ายเศษซากขนาดใหญ่เข้าไปได้ 20 ม. แล้ว แต่คนงานยังอยู่ห่างออกไปราว 40 ม.

ในเบื้องต้น มีการปั๊มออกซิเจนเข้าไปภายในอุโมงค์ส่วนที่ถูกปิดกั้น และส่งอาหารเข้าไปผ่านทางท่อน้ำ ขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามติดต่อกับคนงานที่ติดอยู่ภายในด้วยการใช้เศษกระดาษส่งข้อความ ก่อนที่ต่อมาพวกเขาจะติดต่อสำเร็จด้วยวิทยุมือถือ

ทั้งนี้ อุโมงค์ความยาว 4.5 กม. กำลังถูกก่อสร้างระหว่างเมืองซิลค์ยารา (Silkyara) กับดันดัลกอน (Dandalgaon) เพื่อเชื่อมวิหารอุตตระคาชี (Uttarkashi) กับวิหารยัมโนตรี (Yamnotri) 2 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาฮินดูในอินเดียเข้าด้วยกัน

อุโมงค์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างถนนหลวง ชาร์ธัม (Char Dham) ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างวิหารศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู รวมถึงกับพื้นที่ติดชายแดนจีน

ที่มา : cna

3 เมืองอินเดียติดท็อป 10 เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก หลังเทศกาลดิวาลี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2740225

3 เมืองอินเดียติดท็อป 10 เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก หลังเทศกาลดิวาลี

13 พ.ย. 2566 13:15 น.

3 เมืองอินเดียติดท็อป 10 เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก หลังเทศกาลดิวาลี

กรุงนิวเดลี และอีก 2 เมืองในอินเดีย ติด 1 ใน 10 เมืองที่มีมลภาวะเลวร้ายที่สุดในโลก หนึ่งวันหลังจากที่ผู้คนจำนวนมากจุดประทัดและจุดประทีปในเทศกาลดิวาลี

กรุงนิวเดลี และอีก 2 เมืองในอินเดีย ติด 1 ใน 10 เมืองที่มีมลภาวะเลวร้ายที่สุดในโลกในช่วงเช้าวันนี้ (13 พ.ย.) โดยพบควันคลุ้งกระจายในอากาศ หรือหนึ่งวันหลังจากที่ผู้คนจำนวนมากจุดประทัดและจุดโคมไฟในเทศกาลดิวาลี ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งแสงสว่างประจำปีของชาวฮินดู

กรุงนิวเดลีครองตำแหน่งเมืองที่มีมลพิษสูงสุด โดยมีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 420 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม ‘อันตราย’ ตามข้อมูลของบริษัท “ไอคิวแอร์” (IQAir) ของสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนเมืองโกลกาตา ทางตะวันออกของอินเดีย ตามมาเป็นอันดับสี่ โดยมีค่า AQI อยู่ที่ 196 ในขณะที่เมืองหลวงทางการเงินอย่างนครมุมไบ อยู่อันดับที่ 8 โดยมีค่า AQI อยู่ที่ 163

ทั้งนี้ ระดับ AQI ที่ 400-500 ส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง และเป็นอันตรายต่อผู้ที่มีโรคประจำตัว ในขณะที่ระดับ 150-200 จะทำให้ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด ปอด และหัวใจ รู้สึกไม่สบาย ส่วนระดับ 0-50 ถือว่าปลอดภัย

หมอกควันหนาทึบเริ่มแพร่กระจายในกรุงนิวเดลีตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ ส่งผลให้ค่า AQI เพิ่มสูงถึง 680 หลังช่วงเที่ยงคืนเล็กน้อย แม้ในทุกๆ ปี เจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งห้ามจุดดอกไม้ไฟในกรุงนิวเดลี แต่ดูเหมือนว่าคำสั่งห้ามจะไม่ค่อยมีการบังคับใช้มากนัก

คุณภาพอากาศในอินเดียเริ่มแย่ลงทุกๆ ปีก่อนช่วงฤดูหนาว เนื่องจากอากาศเย็นจะดักจับมลพิษจากยานพาหนะ อุตสาหกรรม ฝุ่นจากการก่อสร้าง และการเผาไหม้ทางการเกษตร

ก่อนหน้านี้ ทางการกรุงนิวเดลีเลื่อนการตัดสินใจใช้มาตรการจำกัดการใช้ยานพาหนะ หลังจากเกิดฝนตกช่วงสั้นๆ เมื่อวันศุกร์ ที่ช่วยทำให้ให้มลพิษลดลง หลังประชาชนต้องเผชิญอากาศเป็นพิษมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ และกำลังวางแผนที่จะทบทวนการตัดสินใจดังกล่าวหลังเทศกาลดิวาลีสิ้นสุดลง.

องค์การอนามัยโลกระบุ รพ.หลักของกาซา ใช้งานไม่ได้อีกต่อไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2740215

องค์การอนามัยโลกระบุ รพ.หลักของกาซา ใช้งานไม่ได้อีกต่อไป

13 พ.ย. 2566 12:06 น.

องค์การอนามัยโลกระบุ รพ.หลักของกาซา ใช้งานไม่ได้อีกต่อไป

องค์การอนามัยโลกเผยว่า โรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในฉนวนกาซาหยุดให้บริการแล้ว หลังถูกกองกำลังอิสราเอลปิดล้อม และแทบจะไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้

ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุเมื่อวันอาทิตย์ (12 พ.ย.) ว่าโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในฉนวนกาซาหยุดให้บริการแล้ว และจำนวนผู้เสียชีวิตในหมู่ผู้ป่วยก็เพิ่มขึ้น ในขณะที่การโจมตีอย่างรุนแรงของอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไป

ตามการระบุของบุคลากรทางการเเพทย์ โรงพยาบาลทางตอนเหนือของดินแดนปาเลสไตน์ รวมถึงโรงพยาบาลอัล-ชิฟา ถูกกองกำลังอิสราเอลปิดล้อม และแทบจะไม่สามารถดูแลผู้ที่อยู่ภายในได้ โดยมีทารกแรกเกิด 3 ราย เสียชีวิตที่โรงพยาบาลอัล-ชิฟา และอีกหลายคนมีความเสี่ยง หลังจากเกิดไฟฟ้าดับ ท่ามกลางการต่อสู้ที่รุนแรงในบริเวณใกล้เคียง 

อิสราเอลกล่าวว่า กำลังพุ่งเป้าการโจมตีไปที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสปาเลสไตน์ที่ก่อเหตุโจมตีทางตอนใต้ของอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ต.ค. และกล่าวว่า กลุ่มนี้มีศูนย์บัญชาการอยู่ใต้และใกล้โรงพยาบาล

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก กล่าวว่า หลังการพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ที่เมืองชิฟา พวกเขาได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายและเต็มไปด้วยอันตราย เนื่องจากยังคงมีการยิงปืนและระเบิดอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์วิกฤติรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ 

“น่าเศร้าที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” และเสริมว่า “อัล-ชิฟา ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นโรงพยาบาลได้อีกต่อไป” โดยเขาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติคนอื่นๆ เรียกร้องให้หยุดยิงในทันที และกล่าวว่า “โลกไม่อาจนิ่งเฉยได้ ในขณะที่โรงพยาบาล ซึ่งควรเป็นสถานที่ปลอดภัย ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นฉากแห่งความตาย ความหายนะ และความสิ้นหวัง”

อิสราเอลกล่าวว่า กำลังพยายามหาทางปล่อยตัวประกันมากกว่า 200 คน ที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสจับตัวไปเมื่อวันที่ 7 ต.ค. และกล่าวว่า ควรอพยพผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล

สหภาพยุโรปประณามกลุ่มฮามาสที่ใช้ “โรงพยาบาลและพลเรือนเป็นเกราะป้องกันมนุษย์” ในฉนวนกาซา ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้อิสราเอลแสดง “ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด” เพื่อปกป้องพลเรือน

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว กล่าวว่า กลุ่มฮามาสใช้โรงพยาบาลและอาคารพลเรือนต่างๆ เพื่อซ่อนนักรบและอาวุธ ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ “สหรัฐฯ ไม่อยากเห็นการสู้รบในโรงพยาบาล ซึ่งผู้บริสุทธิ์ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาล ติดอยู่ในการสู้รบ และเราได้หารืออย่างจริงจังกับกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอลเกี่ยวกับเรื่องนี้”

อิสราเอลประกาศสงครามกับกลุ่มฮามาสเมื่อกว่าหนึ่งเดือนที่แล้ว หลังจากที่กลุ่มติดอาวุธบุกโจมตีอิสราเอลตอนใต้ คร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1,200 ศพส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ส่วนเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ชาวกาซา 11,078 ศพ เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศและปืนใหญ่นับตั้งแต่นั้นมา โดยประมาณ 40% เป็นเด็ก.

เฟซบุ๊ก ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ เตือนนักการเมืองห้ามยุ่งเกี่ยว ‘งบประมาณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563267

13 พ.ย. 2566

เฟซบุ๊ก 'ศาลรัฐธรรมนูญ' เตือนนักการเมืองห้ามยุ่งเกี่ยว 'งบประมาณ'

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ เตือนนักการเมือง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการใช้เงิน ‘งบประมาณ’ มีโทษถึงขั้นถอดถอนและตัดสิทธิทางการเมือง

เฟซบุ๊กสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญขึ้นคำเตือน ห้าม สส. สว. และกรรมาธิการ ยุ่งเกี่ยว หรือ มีส่วนได้ส่วนเสีย กับการใช้จ่ายงบประมาณ โดยยกรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายนั้น

การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้ กรณีมีข้อสงสัยว่ามีการฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวหรือไม่ สามารถส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

ในกราฟฟิค ประกอบ ข้อมูลนี้ มีการแสดงขั้นตอนการร้องเรียน  หากผู้ใดพบว่า บุคคลต้องห้ามดังกล่าว มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใชข้จ่ายงบประมาณ โดยผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิก

หรือ  สมาชิกวุฒิสภาจำนวนที่เท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถยื่นเรื่องให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเสร็จภายใน 15 วัน จะมีผลต่อผู้กระทำการ ต้องรับโทษ  โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คือ สมาชิกสิ้นสุดลง / ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง / ต้องรับผิดชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย

ส่วนคณะรัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ / ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง / ต้องรับผิดชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้อยู่ในที่ประชุมขณะมีมติ

กราฟฟิค ศาลรัฐธรรมนูญกราฟฟิค ศาลรัฐธรรมนูญ