อนุสรณ์ ติง จุรินทร์ ด้อยค่า ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ – ไล่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563270

13 พ.ย. 2566

อนุสรณ์  ติง จุรินทร์  ด้อยค่า  'ดิจิทัลวอลเล็ต' - ไล่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ปท.

สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตีความการอออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ต่อ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ของอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขาดความรู้ทั้งที่ รัฐบาลมุ่งตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายทุกคน ทุกกลุ่ม แนะหากจะวิจารณ์ด้านลบ ควรหันมาเสนอในสิ่งที่เป็นประโยชน์จะดีกว่า

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.)    เปิดเผยว่า  การที่  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส. บัญชีรายชื่อ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า รัฐบาลกลืนน้ำลายตัวเอง จุดเริ่มต้นของการเดินไปสู่การล้มละลายทางความน่าเชื่อถือของรัฐบาล โดยมีที่มาจากการเปิดตัวโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต”      การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของนายจุรินทร์ถือเป็นสิทธิ์ แต่อาจเป็นประโยชน์มากกว่านี้ หากนายจุรินทร์ได้ศึกษาและทำความเข้าใจ วิวัฒนาการในการทำงานของรัฐบาล  


เพราะผู้ที่วิจารณ์  “ดิจิทัลวอลเล็ต”    อาจไม่เข้าใจสถานการณ์ รัฐบาลพยามมุ่งตอบโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ ตอบโจทย์คนทุกคน ทุกกลุ่ม ไม่มีการละทิ้งกลุ่มใด โจทย์ใหญ่เร่งด่วนของรัฐบาลคือการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังประเทศเกิดวิกฤตนานหลายปี แต่เพราะระหว่างทาง มีข้อเสนอ ข้อแนะนำ เกิดขึ้นมากมาย รัฐบาลไม่รับฟังไม่ได้ รัฐบาลยินดีรับฟังเพื่อให้โครงการดิจิตอลวอลเล็ตเดินหน้าและสามารถเกิดขึ้นได้โดยเร็ว น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่านี้ หากนายจุรินทร์ได้เสนอแนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อโครงการ มากกว่าการตั้งข้อสังเกตเพื่อด้อยค่ารัฐบาล จนอาจส่งผลกระทบกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

“คุณจุรินทร์ เป็นผู้ใหญ่ มีประสบการณ์ทางการเมือง ควรเป็นผู้ที่แนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติและประชาชน  นอกเหนือจากการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล   หรือถ้าพอจะมีเวลา ควรแบ่งเวลาไปหาวิธี เพื่อให้ได้มาซึ่งการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นภารกิจหลักที่ต้องเร่งทำให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ” นายอนุสรณ์ กล่าว

กู้ ‘เงินดิจิทัล’ อาจถูก ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตีความ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563220

13 พ.ย. 2566

กู้ 'เงินดิจิทัล' อาจถูก 'ศาลรัฐธรรมนูญ' ตีความ

ศรีสุวรรณ เริ่มแล้ว ส่งคำร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นให้ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ตีความการออก พ.ร.บ.เงินกู้ในโครงการ ‘เงินดิจิทัล’ ผิดกฎหมายหรือไม่

ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ม.231(1) ประกอบ ม.23(1) แห่ง พรป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 2560 เพื่อเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า พรบ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทที่จะนำมาใช้ในโครงการเงินดิจิทัล ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 ม.140 ประกอบ พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 ม.53 หรือไม่

โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทให้กับประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป โดยต้องเป็นผู้มีรายได้ต่ำกว่า 7 หมื่นต่อเดือนและมีเงินฝากต่ำกว่า 7 แสนบาทในระยะ 6 เดือนที่ซึ่งมีที่มาจาก พรบ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท อาจขัดต่อ ม.9 วรรคสาม แห่ง พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561

อีกทั้งไม่เข้าข่ายเป็นกรณีที่มีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีได้ทันตาม ม.53 ของกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด

การจะออกกฎหมายกู้เงินดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายการเงิน จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ 2548 โดยเคร่งครัดด้วย โดยเฉพาะใน ม.20 และ ม.22 และยังอาจไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 140 ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า

การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทําได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ เว้นแต่ในกรณีจําเป็นรีบด่วนเท่านั้น

การที่รัฐบาลของนายเศรษฐา จะกู้เงินมาแจกในโครงการเงินดิจิทัลจึงเป็นการเลี่ยงบาลี เพื่อต้องการสร้างภาพในการตอบสนองนโยบายที่พรรคของตนเคยหาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้งเท่านั้น แต่คนไทยทั้ง 70 ล้านคนจะต้องมาร่วมกันแบกรับหนี้ เพื่อร่วมกันใช้ดอกเบี้ย ร่วมกันใช้หนี้ในอนาคตกันทุกคนไม่ว่าจะรวยหรือจน

จึงเป็นการสร้างภาระให้กับคนในอนาคตทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐาพูดมาโดยตลอดว่าจะไม่กู้เงินมาดำเนินการโครงการนี้แต่อย่างใด อันถือเป็นการตระบัดสัตย์ของผู้นำประเทศ ที่ทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างรุนแรง       การกลืนน้ำลายตัวเอง โดยใช้ช่องทางในการกู้เงินมาแจกดังกล่าว เป็นไปเพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง

กรรมาธิการความมั่นคง พบ. ‘ผบ.ตร.’ ถกแก้ปัญหา ‘ส่วยรถบรรทุก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563215

13 พ.ย. 2566

กรรมาธิการความมั่นคง พบ. 'ผบ.ตร.' ถกแก้ปัญหา 'ส่วยรถบรรทุก'

รังสิมันต์ โรม นำคณะ บุกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอพบ ‘ผบ.ตร.’ ถกประเด็นร้อน ทั้งแก้ปัญหา ‘ส่วยรถบรรทุก’ ตำรวจจีนคุมนักท่องเที่ยว

รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่งคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร หรือ กมธ. ความมั่นคงฯ เปิดเผยก่อนประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ว่าจะมีการหารือในหลายประเด็น ทั้งเรื่องส่วยรถบรรทุก การนำตำรวจจีนเข้ามาดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวจีนในประเทศไทย และ การช่วยเหลือคนไทยที่ติดอยู่ในเมืองเล่าก์ก่าย ย่างกุ้ง ในประเทศเมียนมา

การเข้าพบครั้งนี้เป็นลักษณะของการบูรณาการการทำงาน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ไม่อยากให้มองว่าเป็นการกดดัน โดยเฉพาะประเด็นการช่วยเหลือคนไทยที่ติดอยู่ในเมืองเล่าก์ก่าย ซึ่งจะมีการประสานกระทรวงการต่างประเทศ กลาโหม และตำรวจ เพื่อเร่งรัดช่วยเหลือคนไทย กลับประเทศให้ปลอดภัย ซึ่งหวังว่าจะสามารถทำได้ก่อนวันพฤหัสบดีนี้

ส่วนการนำตำรวจจีนเข้ามาในประเทศไทย เรื่องนี้มีผลกระทบในหลายมิติ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยในประเทศอิตาลี ที่เคยใช้วิธีดังกล่าว มีการยกเลิกไปแล้ว ดังนั้นต้องมีการพูดคุยถึงรายละเอียดว่า หากไทยนำวิธีนี้มาใช้ จะคุ้มค่าหรือไม่ และตำรวจไทยมีแนวทางอย่างไร ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวยังเป็นเพียงแนวคิดของรัฐบาลเท่านั้น

ขณะที่เรื่องส่วยรถบรรทุก ซึ่งเป็นปัญหาที่สังคมไทยทราบมาตลอด รับรู้ว่ามันมีมานาน  กมธ.จะสอบถามแนวทางการแก้ปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งทางนายปิยรัฐ จงเทพ สส.เขตพระโขนง พรรคก้าวไกล ได้เตรียมข้อมูลและหลักฐานมาสอบถามอย่างเต็มที่ รวมถึงความคืบของคดีรถบรรทุกน้ำหนักเกินจนทำให้ตกหลุมบ่อพักสายไฟเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย

‘ธรรมนัส’คุยสมัชชาคนจน รับ10ข้อเรียกร้องเร่งแก้ปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768800

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และนายมงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หารือร่วมกับแกนนำสมัชชาคนจน (สคจ.) พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาข้อเรียกร้อง ประกอบด้วย 10 กรณีปัญหา รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพิ่มเติมอีก 3 ข้อ ซึ่งข้อเรียกร้องส่วนใหญ่เป็นเรื่องการฟื้นฟูอาชีพ คุณภาพชีวิต การบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกฯที่อาศัยหรือทำกินในที่ดินของรัฐทุกประเภท การจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนต่างๆ

ทั้งนี้ ในส่วนประเด็นปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบกับกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนปฏิบัติการ กรอบแนวทางดำเนินการ และระยะเวลาให้ชัดเจนโดยลงพื้นที่ทำงานร่วมกับผู้แทนสมัชชาคนจนอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาผลกระทบและแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น เช่น การแก้ไขปัญหาในเขตพื้นที่ป่า หรือที่ราชพัสดุ จะมีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบคณะกรรมการโดยเร็วซึ่งได้กำหนดกรอบระยะเวลากระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้แนวทางที่ชัดเจนขึ้น

“รัฐบาลมีความจริงใจในการเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องสมัชชาคนจนตามข้อเรียกร้องให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ซึ่งผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ให้เข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มพี่น้องสมัชชาคนจน ยินดีรับฟังทุกปัญหาของพี่น้องเกษตรกร หากการดำเนินการใดที่จะส่งผลกระทบทำให้พี่น้องประชาชน เกษตรกรเดือดร้อนผมจะไม่ทำ” รมว.เกษตรฯ กล่าว

‘ไชยา’รุกหนักปัญหา นำเข้าสินค้าผิดก.ม. จับเนื้อสัตว์73ตัน เสียหายกว่า15ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768797

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามผลการจับกุมสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ.และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพื้นที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่ากรมปศุสัตว์ ร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท ได้มีการจับกุมการลักลอบนำเข้าเนื้อกระบือแช่แข็งจากต่างประเทศ 73 ตันมูลค่าความเสียหายประมาณ 15 ล้านบาท

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีการตรวจสอบสถานที่พักสินค้า (ห้องเย็น) และเส้นทางการนำเข้าโดยเฉพาะพื้นที่แนวตะเข็บชายแดนอย่างเข้มงวด ตามมาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเกษตรผิดกฎหมายทะลักออกสู่ตลาด และส่งผลกระทบต่อกลไกตลาดของเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยภายในประเทศ รวมถึงป้องกันปัญหาเรื่องโรคระบาดสัตว์ที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมได้สั่งการให้มีการดำเนินคดีต่อไป

‘ธรรมนัส’ศึกษา-พัฒนา Gene Bank ปรับปรุงพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768798

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ศขช.) หรือ Gene Bank โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เข้าร่วม ที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว

สำหรับศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าว) เป็นศูนย์วิจัยข้าวแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2524 ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น มีหน้าที่ในการพัฒนาและปรับปรุงการผลิตข้าว รวบรวม อนุรักษ์ ทรัพยากรพันธุกรรมข้าวไทย รวบรวมข้อมูลประวัติและลักษณะประจำพันธุ์ข้าว ศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมข้าว พร้อมให้บริการข้อมูลและเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว อีกทั้งมีการดำเนินงานในการฟื้นฟูเชื้อพันธุ์ข้าว 2,000 เชื้อพันธุ์ต่อปี บริการเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว เชื้อพันธุ์ละ 5 กรัม พ.ศ.2561-2566 ให้บริการ 106 ราย รวม 2,388 เชื้อพันธุ์ ส่งเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวไปฝากเก็บที่ธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชโลกสวาลบาร์ด ราชอาณาจักรนอร์เวย์ 7 ครั้ง รวม 1,239 เชื้อพันธุ์ ปัจจุบันมีเชื้อพันธุ์ข้าวเก็บรักษาไว้ประมาณ 24,000 เชื้อพันธุ์แบ่งเป็น ข้าวพื้นเมือง 18,000 เชื้อพันธุ์ ข้าวสายพันธุ์ดี 2,000 เชื้อพันธุ์ ข้าวพันธุ์รับรอง 100 เชื้อพันธุ์ ข้าวสายพันธุ์ต่างประเทศ 3,000 เชื้อพันธุ์ และข้าวป่า 1,000 เชื้อพันธุ์ อีกทั้ง Gene Bank แห่งนี้ มีห้องเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว ได้แก่ 1.ห้องอนุรักษ์ระยะสั้น (อุณหภูมิ 15 ํC ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 60%) เก็บรักษามาได้ประมาณ 3-5 ปี และ 2.ห้องอนุรักษ์ระยะปานกลาง (อุณหภูมิ 5 ํC ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 60%) เก็บรักษาได้ประมาณ 20 ปี

ทั้งนี้ Gene Bank หรือธนาคารเชื้อพันธุ์ เป็นการรักษาและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic Diversiy) ของพืชหรือสัตว์ ที่มีลักษณะพันธุกรรมที่น่าสนใจ เช่น มีความต้านทานโรคสูง เป็นชนิดพันธุ์ดั้งเดิม รวมทั้งเป็นชนิดพันธุ์ที่กำลังจะสูญหายไป เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต

“Gene Bank เป็นส่วนสำคัญที่ตั้งอยู่ที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีความสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าว แต่เนื่องจากมีอายุการใช้งานที่เก่าแก่ และมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มศักยภาพ อย่างไรก็ดี การพัฒนาการผลิต ทั้งด้านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านการส่งออก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาศูนย์แห่งนี้ให้มีความทันสมัย สามารถปฏิบัติการได้เต็มศักยภาพ จะส่งผลให้ได้พันธุ์ที่มีผลผลิตสูง เพิ่มรายได้ให้ชาวนาต่อไป” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

กรมพัฒนาฯจัดเฉลิมฉลองวันดินโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768799

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทย พระราชทานแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดิน ผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ เช่น โครงการพระราชดำริที่เป็นตัวอย่างความสำเร็จด้านการพัฒนาที่ดินคือ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา” โดยแก้ปัญหาดินทรายให้เป็นดินดี มีการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ พระองค์ทรงมีพระราชดำริต่อยอดความสำเร็จให้ศูนย์ฯ เป็นแหล่งรวบรวมการศึกษาเพื่อการเกษตรกรรม

นายปราโมทย์กล่าวต่อว่า ด้วยพระวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรดินของในหลวงรัชกาลที่ 9 จนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก ส่งผลทำให้สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้มีมติทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์เพื่อมนุษยธรรม” และองค์การสหประชาชาติได้ประกาศพระเกียรติคุณ ให้การรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพเป็นวันดินโลก (World Soil Day) เพื่อเป็นวันรณรงค์ให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน

“ในปี 2566 กรมพัฒนาที่ดิน ได้เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองวันดินโลกปี 2566 ภายใต้หัวข้อ “Soil and Water: a source of life” ดินดี น้ำสมบูรณ์ เกื้อกูลชีวิต ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร นิทรรศการจากพระราชดำริไปสู่การปฏิบัติ “ดินดี น้ำสมบูรณ์ เกื้อกูลชีวิต” นิทรรศการมีชีวิต สาธิตการบริหารจัดการดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ จึงเชิญชวนเกษตรกรและประชาชนร่วมงานวันดินโลก เพื่อสร้างความตระหนักรู้คุณค่าของทรัพยากรดินและน้ำ” นายปราโมทย์ กล่าว

‘ไชยา’ชูผ้าไหมแพรวาบ้านโพน Soft Power ดันสู่ตลาดโลก สร้างรายได้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768817

'ไชยา'ชูผ้าไหมแพรวาบ้านโพน Soft Power ดันสู่ตลาดโลก สร้างรายได้ชุมชน

‘ไชยา’ชูผ้าไหมแพรวาบ้านโพน Soft Power ดันสู่ตลาดโลก สร้างรายได้ชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.30 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2566 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทยผ้าไหมแพรวา บ้านโพน หรือ ศูนย์วิจิตรแพรวาบ้านโพน ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย คณะผูบริการกระทรวงเกษตรฯ โดยมี นายธวัชชัย รอดงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายสำเริง ม่วงสังข์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่ราชการส่วนภูมิภาค ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ นายไชยา กล่าวว่า ได้มอบนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลให้กรมหม่อนไหมนำไปผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนการผลิตผ้าไหมแพรวาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อยกระดับผ้าไหมแพรวาบ้านโพน เป็น Soft Power ที่เกิดจากภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงคิดค้นลายผ้าเพิ่มเติมให้เป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภคในทุกระดับในราคาที่เข้าถึงและจับต้องได้ ซึ่งปี 2565 อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ออกแบบลายผ้าไหมแพรวา ชื่อว่า ลายพันมหาพัน ให้เป็นลายประจำอำเภอคำม่วง ประเมินมูลค่าเบื้องต้น 5 แสนบาท

ขณะเดียวกันยังมอบหมายให้กรมหม่อนไหมสนับสนุนการดึงศักยภาพผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ผ้าไหมแพรวา ออกสู่ตลาดโลก และเพิ่มช่องทางจำหน่าย โดยการร่วมมือกับจังหวัดต่าง ๆ คัดเลือกลายผ้าที่มีความโดดเด่นมาส่งเสริมการขาย และผลักดันให้ผ้าไทยเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์แบรนด์เนม หรือออกสู่เวทีโลก สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม รวมถึงสร้างรายได้เข้าประเทศด้วย

นอกจากนี้ นายไชยา ได้ร่วมสาธิตการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้า การสางไหม การย้อมสีไหมด้วยวัสดุธรรมชาติในพื้นที่ และเยี่ยมชมคูหาจัดแสดงสินค้า GI อาทิ ผ้าไหมแพรวาของกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าไหมแพรวา บ้านหนองแก่นทราย ร้านผ้าไหมแพรวาแม่ประคอง กาฬสินธุ์  สหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน กลุ่มทอผ้าไหมบ้านโคกหลัก 7 และชิมพุทรานมแก้วบ้านโพน สินค้า GI จากร้านสวนคูณคอง รวมถึงเยี่ยมชมโครงการสร้างทายาทหม่อนไหม สื่อกิจกรรมการออกแบบลวดลายผ้าไหมแพรวาแบบประยุกต์ ซึ่งให้เด็กนักเรียนร่วมสร้างสรรค์ลายผ้าไหมโดยคงอัตลักษณ์ของพื้นถิ่นไว้แต่มีความร่วมสมัยมากขึ้น

จังหวัดกาฬสินธุ์ มีเกษตรกรและผู้ประกอบการหม่อนไหมในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 2,156 ราย (ปลูกหม่อน 252 ราย เลี้ยงไหมหัตถกรรม 345 ราย เลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 40 ราย ทอผ้า 1,500 ราย และร้านค้าผ้าไหม 19 ราย) มีกลุ่มวิสาหกิจหม่อนไหม 162 กลุ่ม เกษตรกรอัจฉริยะ 637 ราย (เกษตรกรอัจริยะต้นแบบ (SFM) 252 ราย เกษตรกรอัจริยะที่มีอยู่เดิม (ESF) 345 ราย เกษตรกรที่กำลังพัฒนาเป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (DSF) 40 ราย ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมจัดทำแนวทางขับเคลื่อนงานหม่อนไหมในพื้นที่ โดยเร่งฟื้นฟู สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหม่อนไหม ด้วยการยกระดับผลผลิต ลดต้นทุน เน้นเพิ่มมูลค่าสินค้าให้รองรับตลาด BCG รวมถึงจัดหาตลาดให้เกษตรกร และจัดหาแหล่งน้ำให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหม่อนไหม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมให้ได้คุณภาพมาตรฐานอีกด้วย

– 006

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768766

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

ไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายไม่น้อยกว่า สมอง หัวใจ หรือตับ หน้าที่หลักของไตคือการกรองของเสียให้ร่างกายตลอดเวลา แล้วยังต้องรักษาสมดุลของน้ำ และเกลือแร่ต่างๆ ในเลือดอีกด้วย หากไตเสื่อมจนไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกายได้ หรือเกิดอาการไตวายจึงมีผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก จะทำให้ของเสียต่างๆ คั่งในเลือด เกิดอาการบวมน้ำ ความดันเลือดสูง เลือดจาง กระดูกบางหรือหัก หัวใจทำงานผิดปกติ จนอาจเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการล้างไตทันเวลา

ไตวายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไตวาย เฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง ไตวายเฉียบพลันคือการที่จู่ๆ ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียได้ภายในเวลาเป็นวันหรือสัปดาห์ เมื่อเทียบกับปัญหาไตวายเรื้อรังแล้ว กรณีไตวายเฉียบพลันถือว่าเกิดไม่บ่อย สาเหตุหลักๆ ของไตวายเฉียบพลัน นอกจากเรื่องน้ำ หรือปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปที่ไตลดลงจนเกิดการบาดเจ็บของตัวไตแล้ว ก็คือการใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรที่มีพิษต่อไต ตัวอย่างยาที่พบบ่อยว่าทำให้ไตวายเฉียบพลัน ได้แก่ ยาบรรเทาปวด ลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า NSAIDs ตัวอย่างชื่อยาในกลุ่มนี้ เช่น Naproxen, Diclofenac, Ibuprofen, Celecoxib และ Etoricoxib เป็นต้น 

จึงต้องใช้ยากลุ่มนี้อย่างระมัดระวัง และใช้ในระยะสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กรณีที่มีการบาดเจ็บ ปวด หรืออักเสบเรื้อรังของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย หากจำเป็นต้องต้องใช้ยาระยะยาว ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ไตวายเรื้อรังคือภาวะที่ไตค่อยๆ เสื่อมสภาพและเสียหน้าที่ในการกำจัดของเสียได้น้อยลงเรื่อยๆ ใช้เวลาเป็นหลักปีถึงหลายปี แต่ความเสื่อมที่เกิดขึ้นในที่สุดจะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย จนถึงขั้นต้องทำการบำบัดทดแทนไต เพื่อให้ผู้ป่วยยังดำเนินชีวิตต่อไปได้ การบำบัดที่ว่าก็คือการปลูกถ่ายไตใหม่ หรือการล้างไตไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต แต่ไม่ว่าจะปลูกถ่ายไตหรือจะล้างไต ชีวิตของผู้ป่วยก็ไม่มีทางกลับไปปกติเหมือนเดิม กรณีรับการปลูกถ่ายไตผู้ป่วยจะต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต 

ส่วนการล้างไต ก็เป็นการรักษาต่อเนื่อง คือล้างวันเว้นวัน หรือเว้นสองสามวัน โดยต้องควบคุมการกินอาหารอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ของเสียเกินจากความสามารถของการบำบัดทดแทนไต ซึ่งก็แปลว่า ถึงจะล้างไต ก็ไม่ได้หมายถึงจะกินของต้องห้ามได้ตามใจต่อไป

โรคไตวายเรื้อรังที่พบในคนส่วนใหญ่มาจากสาเหตุหลักๆ คือ การมีความดันโลหิตสูงนาน ๆ และการเป็นโรคเบาหวานและคุมน้ำตาลไม่ดี การมีน้ำหนักตัวมากเกินไปมีไขมันในเลือดสูง รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาคือเรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลง และป้องกันได้ ดังนั้นถ้าหากไม่อยากให้ไตเสื่อมจนถึงระดับที่จะต้องล้าง หรือปลูกถ่ายไตใหม่ ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายไตต้องตรวจร่างกายประจำปีเพื่อดูว่าค่าไตปกติหรือไม่ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หยุดสูบบุหรี่ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือมีไขมันในเลือดสูง ต้องหมั่นกินยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งเพื่อคุมค่าต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดการบาดเจ็บ และการเสื่อมของไตให้ได้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นพิษต่อไต รวมถึงอาหารเสริมหรือยาสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัย

ลดการกินเกลือ และอาหารรสเค็ม ความเค็มที่มากเกินไปในอาหาร ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อกำจัดของเสีย และรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ การไม่กินเค็มเกินไป จะช่วยถนอมไตไว้ให้อยู่กับเรานานๆ เมื่อพูดถึงความเค็มหลายคนอาจระวังแค่เกลือและน้ำปลา แต่ที่จริงแล้วความเค็ม หรือเกลือโซเดียมมีอยู่ในซอสต่างๆ ซีอิ๊ว ผงปรุงรสปลาร้า รวมถึงน้ำซุป ขนมขบเคี้ยว และอาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปอื่นๆ ด้วย เราจึงควรระมัดระวังจำกัดการบริโภคสิ่งเหล่านี้ไม่ให้มากเกินไป

โดยสรุป เราต้องคุมความดันเลือดให้ดี ถ้าเป็นเบาหวานก็ต้องคุมน้ำตาลให้ได้ คุมไขมันและน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดละเลี่ยงการบริโภคเกลือมากเกินไป หลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อไตหรือใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากทำได้ครบถ้วนก็น่าจะลดความเสี่ยงการต้องล้างไต หรือปลูกถ่ายไต แล้วไตที่ดีก็จะอยู่กับเราไปตลอดอายุขัยของเรา

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘อดนอน’ ส่งผลเสียต่อทุกระบบของร่างกาย จะทำอย่างไรให้นอนหลับได้ดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768764

‘อดนอน’ ส่งผลเสียต่อทุกระบบของร่างกาย จะทำอย่างไรให้นอนหลับได้ดีขึ้น

‘อดนอน’ ส่งผลเสียต่อทุกระบบของร่างกาย จะทำอย่างไรให้นอนหลับได้ดีขึ้น

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.45 น.

มีใครบ้างที่เคยรู้สึกสมองล้าอ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย หลังจากอดนอนมาทั้งคืน ทุกคนคงไม่แปลกใจเมื่อบอกว่าการนอนหลับส่งผลต่อการทำงานของสมองอย่างมาก แต่การอดนอนไม่เพียงส่งผลเสียต่อสมองเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อทุกระบบของร่างกายอีกด้วย

นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ คุณหมอแอมป์ นายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วนกรุงเทพ (BARSO) และประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก แพทย์ เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ซึ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อการมีสุขภาพดี คุณหมอแอมป์ จึงอยากชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการนอนหลับ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 เสาหลักของการมีสุขภาพดี ชีวิตยืนยาว เมื่อนอนไม่พอจะเกิดผลเสียอะไรกับร่างกายเราบ้าง

การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ มีความสำคัญต่อ Brain Plasticity หรือ ความสามารถของสมองในการปรับตัวกับข้อมูลที่เข้ามา ถ้าเรานอนน้อยเกินไปเราจะไม่สามารถประมวลผลสิ่งที่เราได้เรียนรู้ระหว่างวัน และมีปัญหากับในการจดจำ

การนอนหลับยังมีความสำคัญต่อการกำจัดของเสียออกจากเซลล์สมอง กระบวนการชำระล้างสมอง (Glymphatic system) ซึ่งจะทำได้ดีที่สุดในช่วงนอนหลับลึก (Deep Non-REM Sleep) เพื่อกำจัดเบตาอไมลอยด์ (ß-amyloid) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือว่าโรคความจำเสื่อม

การนอนหลับยังมีบทบาทในการเผาผลาญของร่างกาย การอดนอนทำให้เรามีแนวโน้มกินอาหารเพิ่มขึ้น และการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินต่อน้ำตาลลดลง ตัวชี้วัดเริ่มแรกของการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 นอกจากนี้การนอนหลับมีความสำคัญต่อส่วนอื่นๆ ของร่างกายเช่นเดียวกัน เมื่อคนเรานอนหลับไม่เพียงพอ ความเสี่ยงต่อสุขภาพก็เพิ่มมากขึ้น เช่น อาการซึมเศร้า อาการปวดหัวไมเกรน ความดันโลหิตสูง เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ ภูมิคุ้มกันทำงานได้น้อยลง เพิ่มโอกาสในการเจ็บป่วยและติดเชื้อ รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุ ผิวแก่ก่อนไว หรือแม้แต่แรงขับทางเพศลดลง (Impaired Sexual Health)

เห็นได้ว่า การอดนอนมีข้อเสียมากมาย ดังนั้น จะทำอย่างไรให้นอนหลับได้ดีขึ้น คุณหมอแอมป์ มีเคล็ดลับเพื่อการนอนหลับที่ดี ดังนี้ 

1.นอนหลับให้เพียงพอ เวลาเดิมเป็นประจำ เพื่อให้การนอนหลับสอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต (Biological clock) หรือวงจรของระบบการทำงานในร่างกายมนุษย์ เราจึงควรนอนหลับให้เพียงพอ ตื่นและเข้านอนเวลาเดิมเป็นประจำทุกวัน เมื่อถึงเวลานอนร่างกายจะผลิตฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ ฮอร์โมนเมลาโทนิน ฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ เพื่อทำให้รู้สึกง่วงนอนและ โกรทฮอร์โมน ซึ่งเป็นฮอร์โมนชะลอความแก่ ออกมาเพื่อฟื้นฟูร่างกาย การหลั่งฮอร์โมนทั้งหมดนี้สอดคล้องกับ จังหวะเซอร์คาเดียน (Circadian Rhythms) ซึ่งเป็นวงจรในแต่ละวันของร่างกายเรา

2.การเข้านอนในช่วง 4 ทุ่ม หรือช้าที่สุด 5 ทุ่ม ทำให้เข้าถึงช่วงหลับลึกได้ทัน ตอนประมาณ 5 ทุ่ม ถึง ตี 1 ครึ่งซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาสูงสุด โดยวัยผู้ใหญ่ควรนอนให้ได้7-9 ชั่วโมงทุกคืน เพื่อให้การนอนในหนึ่งคืนควรมีจำนวนรอบการนอนประมาณ 4-6 รอบ และมีช่วงหลับลึกประมาณ 20% และนอนให้ได้ครบรอบของการนอนหลับ เพื่อให้ตื่นมาสดชื่น

3.หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เมื่อแสงสว่างของวันลดลง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมา ทำให้เรารู้สึกง่วงและพร้อมเข้าสู่การนอนหลับ แต่ แสงสีฟ้า(Blue Light) จากจอมือถือ จอคอมพิวเตอร์จอทีวี กระทบกับคลื่นสมองและยังยั้งการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้ไม่รู้สึกง่วงนอน แสงสีฟ้ายังส่งผลให้ระยะเวลาของช่วงหลับลึก (Deep Sleep) และช่วงนอนหลับฝัน (REM; Rapid Eye Movement) ลดลง ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญต่อการเรียนรู้และการทำงานของสมอง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด โดยเฉพาะ 1- 2 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอนเพราะแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์เหล่านี้ส่งผลให้การนอนหลับยากขึ้นและคุณภาพการนอนลดลง

4.ปรับเรื่องการรับประทานอาหาร แนะนำหลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน อาหารที่มีน้ำตาล แป้ง และโซเดียมสูง และแนะนำให้รับประทานมื้อเย็นให้เสร็จก่อน 19.00 น. หรือประมาณ 2 ถึง 4 ชั่วโมง ก่อนเข้านอนหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เพราะกาเฟอีน มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยให้ระบบประสาทตื่นตัว ควรดื่มก่อน 14.00 น. เพราะตับต้องใช้เวลาขับกาเฟอีนออกจากร่างกายประมาณ 8 ชั่วโมง หากดื่มหลัง 14.00 น. ไปแล้วร่างกายจะขับกาเฟอีนไม่ทัน และส่งผลให้การนอนแย่ลง

ปัจจุบันมีการตรวจรหัสพันธุกรรม(CYP1A2) พบว่า ตับของมนุษย์มีความสามารถขับคาเฟอีนออกจากร่างกายได้ 2 แบบ คือ เร็วและช้า ถ้าเราเป็นมนุษย์ที่ตับขจัดกาเฟอีนได้เร็ว เราก็สามารถรับประทานกาแฟได้จนถึงช่วงเย็นๆ ถึงค่ำถ้าร่างกายเราเป็นแบบขจัดกาเฟอีนได้ช้า ใน 1 วัน ไม่ควรรับประทานเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เกินวันละ 150 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากาแฟดำ 1 แก้วและไม่ควรรับประทานหลัง 10 โมงไปแล้วดังนั้น เราสามารถรู้จักร่างกายตัวเองได้โดยการตรวจพันธุกรรม (Genetic Test)

5.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลงานวิจัยระบุว่า การสูบบุหรี่ 1 มวน ทำให้เราหลับลึกน้อยลงไป 1-2 นาที เมื่อเทียบกับผู้ไม่สูบบุหรี่ สาเหตุมาจากนิโคตินมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลาง จึงขัดขวางร่างกายไม่ให้เข้าสู่ช่วงหลับลึก และทำให้นอนหลับยาก ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์นั้นแม้จะสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย แต่การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอน รบกวนวงจรการนอนหลับ มีผลต่อคลื่นสมอง สมดุลระหว่างช่วงนอนหลับลึก (Deep Sleep) และช่วงนอนหลับฝัน (REM) ทำให้คุณภาพการนอนหลับเสียไป และการนอนถูกรบกวนมากขึ้น

6.ทำสมาธิ ลดความเครียด ปล่อยวางสิ่งต่างๆ มีวิธีมากมายในการผ่อนคลาย ลดความเครียดและวิตกกังวลไม่ว่าจะเป็น การเดินจงกรม ถักไหมพรม ถักโครเชต์ ร้อยลูกปัด ทำสายคล้องแมสก์ส่องพระ บางคนระบายสี บางคนต่อจิ๊กซอว์ การทำกิจกรรมเหล่านี้อย่างน้อย30 นาทีก่อนเข้านอน ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตลมหายใจช้าลงและลึกขึ้น ซึ่งมีการวิจัยพบว่าการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเหล่านี้ช่วยให้เราหลับได้ง่ายขึ้น

การนั่งสมาธิเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้คลื่นสมองทำงานช้าลง จนอยู่ในช่วงคลื่นแอลฟ่า (Alpha wave)ที่ความถี่ 8-12 รอบต่อวินาที และเมื่อระดับในการทำสมาธิสูงขึ้น คลื่นสมองจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบคลื่นเทต้า (Theta wave) ที่ความถี่ 4-7 รอบต่อวินาที และคลื่นเดลต้า (Delta wave) ซึ่งมีความถี่น้อยมากที่ 0.5-3 รอบต่อวินาที ซึ่งเป็นความถี่เดียวกับคลื่นสมองขณะที่กำลังนอนหลับลึก ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับให้ดียิ่งขึ้น

7.ออกกำลังกายในช่วงเช้าหรือบ่าย รูปแบบการออกกำลังกายที่ส่งผลดีต่อการนอนหลับนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic exercise) แบบแรงต้าน (Resistance Training) หรือการเล่นโยคะ อย่างต่อเนื่องเป็นประจำส่งผลให้คุณภาพการนอนดีขึ้น อีกทั้งยังลดความเสี่ยงอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของปัญหานอนไม่หลับ (Insomnia) การออกกำลังกายความหนักระดับปานกลางเพียง 30 นาทีต่อวัน ก็เพียงพอในการบรรเทาความวิตกกังวล และช่วยให้นอนหลับดีขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะอาจทำให้ร่างกายตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว และนอนหลับได้ยากขึ้น

ปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอน

8.ใช้ห้องนอนสำหรับการนอนเท่านั้น ปิดแสงไฟให้มืดสนิท เพราะแสงสีฟ้าจากหลอดไฟแอลอีดีหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ รบกวนการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน แต่หากหลีกเลี่ยงแสงรบกวนไม่ได้ แนะนำใช้ผ้าปิดตาเพื่อลดความสว่างของแสง ในทางกลับกัน แสงสีแดง สีส้ม หรือสีเหลืองไม่ส่งผลกระทบต่อจังหวะเซอร์คาเดียนดังนั้น ลดความสว่างของไฟลงด้วยการใช้สีในหมวดนี้เพื่อเตรียมตัวเข้านอน และพยายามหลีกเลี่ยงเสียงรบกวน หรือใช้โฟมอุดหู ปรับอุณหภูมิภายในห้องให้เหมาะสม ที่ประมาณ 23-25 องศาเซลเซียส จะช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น

9.รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมผู้ที่มีภาวะอ้วน มีแนวโน้มมีปัญหาการนอนหลับมากกว่าผู้ที่ไม่อ้วน รวมถึงมีอาการง่วงนอนและรู้สึกเหนื่อยล้าระหว่างวันมากกว่า ปัญหาสุขภาพหลายอย่างที่พบในผู้มีน้ำหนักตัวเกินมักกระทบกับการนอนหลับ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) ซึ่งเกิดจากการอุดกั้นของช่องทางเดินหายใจ ทำให้นอนหลับไม่ดี ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น, ภาวะกรดไหลย้อน (GERD; GastroesophagealReflux Disease) ที่สร้างความรู้สึกแสบร้อนกลางอก และอาการที่มักแย่ขึ้นเมื่อล้มตัวลงนอน รวมถึงโรคอื่นๆ เช่น ภาวะซึมเศร้าโรคหอบหืด (Asthma) โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) ที่จะรบกวนการนอนหลับดังนั้น การรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับแต่ยังทำให้สุขภาพโดยรวมของเราดีขึ้นอีกด้วย

10.นอนกลางวัน (Power nap) แต่คงไม่ใช่ทุกคืนที่จะนอนหลับได้อย่างเพียงพอ หากรู้สึกง่วงระหว่างวัน การนอนกลางวัน หรือ Power nap เหมือนการเติมแบตเตอรี่สำรอง เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้า และช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง และยังเป็นการดึงความจำที่รับเข้ามาในช่วงเช้าเข้าไปอยู่ในสมอง เพราะผ่านการนอนสเตจ 1 และ 2 เช่นเดียวกับการนอนตอนกลางคืนคุณหมอแอมป์แนะนำเทคนิคคือ งีบหลับประมาณ 25-30 นาที แต่อย่านอนกลางวันหลังสี่โมงเย็น เพราะอาจทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ

11.อาหารเสริม หากใครได้ลองหลายวิธีแล้วแต่ยังนอนหลับได้ไม่ดีการใช้อาหารเสริม เช่น เมลาโทนิน, 5-HTP, GABA หรือ สมุนไพรอย่างน้ำมันกัญชง สารสกัดแอล-ธีอะนีน (L-Theanine) จากชาเขียว รากวาเลเรียน ก็ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ แต่การใช้ยาหรือสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเภสัชกรก่อนการใช้ทุกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การนอนหลับมีความสำคัญกับมนุษย์อย่างมาก เพราะเป็นเหมือนรางวัลที่ร่างกายต้องการเพื่อฟื้นฟูตัวเอง คุณหมอแอมป์จึงอยากให้ทุกคนมาติดอาวุธพิเศษที่ช่วยให้เรานอนหลับได้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอื่นๆ อันได้แก่ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับเต็มอิ่ม และมีสุขภาพจิตที่ดี

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ