‘แทน’แท็คทีม’โจ๊กเกอร์-เต้ วงZOLAR’แกรนด์โอเพนนิ่ง Jira Bangkok Flagship Store

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/776193

'แทน'แท็คทีม'โจ๊กเกอร์-เต้ วงZOLAR'แกรนด์โอเพนนิ่ง Jira Bangkok Flagship Store

‘แทน’แท็คทีม’โจ๊กเกอร์-เต้ วงZOLAR’แกรนด์โอเพนนิ่ง Jira Bangkok Flagship Store

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 12.56 น.

ฐณะวัฒน์ จิรรัชเศรษฐ์ (คุณแทน)Founder Creative Director และผู้ก่อตั้งแบรนด์Jira Bangkok (จิร บางกอก)พร้อมด้วย อนุรักษ์ มูเก็ม(คุณทาย) นักออกแบบจัดงานเปิดตัวJira Bangkok Flagship Storeที่พร้อมเสิร์ฟกระเป๋าหนังจระเข้คุณภาพที่รังสรรค์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหนังที่ตอบโจทย์ในทุกๆไลฟ์สไตล์ที่ทุกคนปราถนา ณ บริเวณชั้น 2 เกษร วิลเลจ(Gaysorn Village)

โดยมีเหล่าคนดังในแวดวงสังคม อาทิจิรัสย์ วัฒนภัทรเศรษฐ์ รองกรรมการบริหารเกษรวิลเลจ, ปิยะ อัจฉริยศรีพงศ์ประธานบริหารกลุ่มบริษัท เจมส์ พาวิลเลี่ยน จำกัด,ดร.สุรพัฒน์  วงศ์แพงสอน ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอำนวยการ บริษัทไทยยาซากิคอร์ปอเรชั่น ไทยแอโรว์ และกลุ่มบริษัทในเครือเกษมศักดิ์  ทรัพย์เจริญ พร้อมด้วยโจ๊กเกอร์-ณัฐชนน อุปนันท์, เต้-สรรวยศ ศิริโภค 2 ศิลปินบอยแบนด์วงโซลาร์ (ZOLAR) ร่วมแสดงความยินดี นอกจากนี้ยังมีบรรดาแฟนคลับตัวยงของกระเป๋าหนังจระเข้สุด Luxury แบรนด์ Jira Bangkok(จิร บางกอก) มาร่วมยลโฉมคอลเลคชั่น Jira Bangkok Fall/Winter 2023 collection “Neo Voyageกันอย่างคับคั่ง

พบกับ Jira Bangkok Fall/Winter 2023 collection “Neo Voyage” และ Jira Bangkok Flagship Storeได้แล้ววันนี้ บริเวณชั้น 2 เกษร วิลเลจ(Gaysorn Village)

ไม่จริง’ส้มเช้ง’ไม่เคยคิดอวดบ้านราคาเกิน 30 ล้าน เผยเคล็ดลับความรวย ‘หม่ำ-เท่ง’ ต้องนิ้วมืองอถึงดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/776192

ไม่จริง'ส้มเช้ง'ไม่เคยคิดอวดบ้านราคาเกิน 30 ล้าน เผยเคล็ดลับความรวย 'หม่ำ-เท่ง' ต้องนิ้วมืองอถึงดี

ไม่จริง’ส้มเช้ง’ไม่เคยคิดอวดบ้านราคาเกิน 30 ล้าน เผยเคล็ดลับความรวย ‘หม่ำ-เท่ง’ ต้องนิ้วมืองอถึงดี

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 12.55 น.

ถือว่าเป็นนักแสดงและคุณแม่ที่สู้ชีวิตมากสำหรับ“ส้มเช้ง สามช่า” หรือ “บุญญาวัลย์ พงษ์สุวรรณ”ที่ผ่านมรสุมชีวิตคู่ ขยันทำงาน มูจนรวย สร้างบ้านเกิน 30 ล้าน งานนี้รายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง8เลยขอเชิญเจ้าตัวมาร่วมพูดคุย เพราะพักหลังมีข่าวลือว่ารวยแล้วเปลี่ยนไป ชีวิตติดหรูเพราะอวดรวยจริงหรือไม่ พร้อมตอบเคล็ดลับขอเงินจากพญานาคอย่างไร แถมเจ้าตัวยังเผยอีกว่า หม่ำ เท่ง รวยได้เพราะนิ้วมืองอ จนตัวเองต้องไปทำ งานนี้จริงเท็จแค่ไหน แฟนๆสามารถรับชมย้อนหลังได้ทางยูทูบช่อง8https://www.youtube.com/watch?v=Up0S9rDTAfI

บ้าน 30 ล้าน รวยขนาดนั้นเลยเหรอคะ?

ถ้าพูดตามความเป็นจริงนะ 30 ล้านก็ไม่อยู่หรอกค่ะ ไม่คุยเลย? ก็ไหนๆจะเกลียด ก็เกลียดให้สุด (หัวเราะ) มันเกินไปแล้วค่ะ จริงๆส้มเป็นคนไม่โอ้อวด แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น มันโยงมาจาก ครั้งนึง เราไปมูมา แล้วเราได้ เราตั้งใจจะซื้อที่ 10 กว่าล้าน แล้วปลูกบ้าน 10 กว่าล้านพอแล้ว แต่พอเราได้เงินมา 1 ก่อน เราคิดว่ามันเป็นการลงทุน ถ้างั้นเราสร้างบ้านดีๆ หรูๆเลยไหม

เขาบอกว่ามีเสี่ยทุ่มเงินเลี้ยง?

 แก่แบบนี้ใครเขาจะเอาอาจารย์ (หัวเราะ) ส้มทำงานเยอะมาก เป็นผู้หญิงทำงานจริงๆ ที่ทุกคนเห็นหน้าทีวี และตามสถานที่หลายที่ ต้องบอกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง ส้มมีงานหลายๆงานที่ได้รับผิดชอบ แต่เพียงแค่ไม่ออกสื่อค่ะ

มีคนบอกเธออวดรวย เวลาคุยด้วย ต้องชะเง้อคุยกับคุณส้ม?

ก็ส้มสูง 170 ค่ะ ก็ต้องชะเง้อหน่อย ถ้าคนที่คุยด้วยเขาต่ำกว่าเรา (หัวเราะ)

เขาหมั่นไส้ เพราะเธออวดร่ำอวดรวย?

อยากถามจังเลย คนนั้น ใคร? (หัวเราะ) ถ้าคนรู้จักส้ม จะรู้เลยว่าเป็นเด็กคนนึง บ้านๆ ชีวิตที่ผ่านมา ไม่เคยถ่ายอวดบ้าน อวดรถ ไม่เคยถ่ายเลยว่าฉันมีเงิน เพราะฉะนั้นที่มาบอกอวดร่ำอวดรวย ไม่ใช่ ที่คนมารู้สร้างบ้านหลายสิบล้านเพราะว่า เรามู แล้วเราได้ แล้วนักข่าวมาทราบ

มูอะไรเล่าสิ?

ส้มมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพญานาค สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่างบนโลกใบนี้ ส้มกราบกรานทุกองค์  พูดงี้เลย หนึ่งในนั้นคือพระแม่ลักษมี พระแม่อุมาเทวี สิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายๆองค์ หลายๆท่านที่ส้มสัมผัสได้รู้คือ เหมือนเขาประทานโชค ลาภใมห้เรา และที่ขอได้ก็คือองค์พญานาค จากการรู้จักน้องคนนึง เขาบอกว่าต้องพูดเอาบุญที่สะสมมาเป็นตั้งต้น มาแลกเป็นสมบัติฯลฯ

มีคนเขาลือกัน เธอพยายามให้ลูกสาวเข้าช่องต่างๆ จะได้กินหัวคิว?

ตายแล้วใครเขาลือ (หัวเราะ) ไม่จริงเลย ไม่เคยแห่ลูกเลยค่ะ ลูกส้ม ต้องบอกว่ามันติสท์ทั้งคู่อาจารย์

การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมันเหนื่อยนะ ถามได้ไหมมันเหนื่อยแค่ไหน?

ถ้าเหนื่อย คือการที่ออกมาจากสามี หอบลูกหนีสามีมา ช่วงนั้นเหนื่อยจริงๆ คำว่าสายตัวแถมขาด คือเราเห็นภาพนั้นเลย คือมาเช่าบ้านอยู่ เดือนละ 3,000 บาท ต้องตื่นแต่ตี 3-4 มาตักข้าวใส่กล่องโฟม ใส่ท้ายมอเตอร์ไซด์ไปขายที่ตลาด อีกหนึ่งอาชีพที่ส้มไม่ได้บอกใคร ไปขายที่หมู่บ้านบัวทอง ไปเช่าบ้านอยู่ ห่อล่ะ 5 บาท

ถ้าย้อนเวลากลับไปในอดีตได้ ถ้าเธออยากแก้ไขได้ 1 อย่างคืออะไร?

ไม่อยากแก้ไขอะไรเลยค่ะ ขอบคุณที่วันนั้นคุณทิ้งเราไป ขอบคุณที่วันนั้นเราได้แยกทางกัน ขอบคุณตัวเองที่วันนั้นเราตัดสินใจถูก ชีวิต 1 คน มีเรื่องราวเข้ามาในชีวิต หลากหลายปัจจัยมากๆ ถึงเวลาช่วงนึงมันจะมีให้เราเลือกว่าเราจะเลือกซ้าย หรือขวาค่ะ ถ้าวันนั้นส้มเลือกเชือกผูกคอ ส้มตายไปแล้ว แต่ส้มเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ แล้วก็ท้าทายกับตัวเองว่าไอ้พันธ์คนเดิมมันอยู่ที่ไหน มันต้องกลับมาเลี้ยงลูกของมันให้พ้นปากเหยี่ยว ปากกา ต้องเลี้ยงลูกของมันให้ดีที่สุด ต้องมีตังค์ กูจะต้องให้มึงเสียดายกู แบบนี้

ส้มป่วยเหรอคะ ได้ข่าวนอนโรงพยาบาลนาน สุขภาพไม่ค่อยจะดีเหรอ?

นอนโรงพยาบาล 1 เดือนคือ ต้องเล่าอย่างนี้ค่ะ มันมีความเชื่ออยู่อย่างนึง พี่หม่ำ นิ้วก้อยเขางอ แล้วเขารวย พี่เท่ง นิ้วไม่ได้งอ แต่ให้เมียเอาสากกะเบือตี นิ้วงอ เหมือนนัดกัน แล้วพี่เท่งก็รวย ส้มเลยอยู่มาวันนึงได้เข้าโรงพยาบาล วางแผนกับหมอ ทำไงก็ได้ให้นิ้วงอ ตกลงนิ้วงอ (โชว์นิ้ว)

เธอไปทำอย่างไรให้มันงอ?

มันปวดนิ้ว แค่ปวดนิ้ว ผ่า 3 นิ้ว สรุป มันมางอนิ้วชี้ เพราะนิ้วมันติดเชื้อ หมอบอกว่าโชคดีที่มาเร็ว

แล้วทำไมมันติดเชื้อ?

มันเหมือนแผลไม่สนิทดี แล้วก็โดนเชื้ออะไรเข้าไป กลายเป็นคนนิ้วงอไปเลยค่ะ (เรื่องนิ้วงอ พูดเล่น)

แฟนๆสามารถติดตามรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 17.10 น. ทางช่อง 8 กดเลข 27และรับชมย้อนหลังได้ทางยูทูบช่อง 8 เท่านั้น!

รัฐบาลเปิดโครงการ Coding for Better Life สร้างระบบนิเวศดิจิทัลครอบคลุม 4 ด้านหลัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776375

รัฐบาลเปิดโครงการ Coding for Better Life สร้างระบบนิเวศดิจิทัลครอบคลุม 4 ด้านหลัก

รัฐบาลเปิดโครงการ Coding for Better Life สร้างระบบนิเวศดิจิทัลครอบคลุม 4 ด้านหลัก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 10.20 น.

โฆษกรัฐบาลเผยรัฐบาลมุ่งเตรียมความพร้อมวางรากฐานอนาคต เปิดโครงการ Coding for Better Life สร้างระบบนิเวศดิจิทัลครอบคลุม 4 ด้านหลัก เพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ด้านดิจิทัลของประเทศ

21 ธันวาคม 2566 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยล่าสุด สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน ได้เปิดตัวโครงการ “Coding for Better Life” ครอบคลุมการสร้างระบบนิเวศดิจิทัล 4 ด้านหลัก ยกระดับการพัฒนาทักษะด้าน Coding ด้วยการสร้างห้องเรียน Coding จำนวน 1,500 แห่ง สำหรับโรงเรียนทุกขนาดทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมวางรากฐานอนาคต เพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ด้านดิจิทัลของประเทศ (Human Capital)

โครงการ “Coding for Better Life”เป็นหนึ่งในแผนระยะยาวของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีเป้าหมายในการพัฒนาทักษะด้าน Coding แก่เยาวชน ครูผู้สอน บุคลากรการศึกษา ผู้ปกครอง ตลอดจนประชาชนทั่วไป เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน โดยจะส่งเสริมความรู้และทักษะด้าน Coding ให้แก่ครูผู้สอนเพื่อถ่ายทอดแก่นักเรียน ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมรองรับการเรียนรู้ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการใน 4 ด้าน ได้แก่

1. ยกระดับห้องเรียน Coding (Develop Coding Infrastructure) ตั้งเป้าหมายในโรงเรียนทั่วประเทศ 1,500 แห่ง

2. จัดทำหลักสูตร Coding พร้อมเสริมทักษะการสอนแก่คุณครู (Coding Coach Incubation) โดยจะพัฒนาหลักสูตร Coding ใน 3 ระดับ (Basic, Intermediate, Advanced) รวมกว่า 20 หลักสูตร พร้อมเสริมทักษะการสอนแก่ครู ไม่น้อยกว่า 3,000 คน

3. เสริมทักษะ Coding เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล (Acceleration Through Coding Challenge) ด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน

4. สร้างความตระหนักรู้ด้าน Coding และการประยุกต์ใช้จริงแก่ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป (Awareness Coding Thailand) เพื่อนำมาใช้ในบริบทต่าง ๆ ทั้งด้านเกษตรกรรม การดำเนินธุรกิจ เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลที่สร้างสรรค์ ฯลฯ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้ผลักดันการสร้างฐานการลงทุนและการพัฒนากำลังคนดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้หารือและแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือกับบริษัทระดับโลก เช่น Google, Microsoft, Apple และ Huawei  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัท Apple ที่ล่าสุดมีข่าวดีเกี่ยวกับการพิจารณาความร่วมมือระหว่างกัน โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสส่งเสริมนักพัฒนาแอปพลิเคชันของไทย (Application Developer) ให้ก้าวไปถึงระดับโลก ทั้งในรูปแบบของการพัฒนาบุคลากรและความร่วมมือทางธุรกิจ

“นายกรัฐมนตรีวางเป้าหมายการพัฒนาความรู้และทักษะด้านดิจิทัลให้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและการพัฒนาทักษะของบุคลากรเพื่ออนาคต เช่นการ Upskill – Reskill ให้พร้อมรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องต่อความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งรวมทั้งการพูดคุยกับบริษัทชั้นนำที่มีศักยภาพ เพิ่มความร่วมมือจับคู่การทำงานระหว่างกัน เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้อยู่ในระดับชั้นนำของโลก” นายชัย กล่าว

‘สวนสุนันทา’ เป็นเจ้าภาพจัดงานศิลปะ เครือข่ายการออกแบบแห่งเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776274

‘สวนสุนันทา’ เป็นเจ้าภาพจัดงานศิลปะ  เครือข่ายการออกแบบแห่งเอเชีย

‘สวนสุนันทา’ เป็นเจ้าภาพจัดงานศิลปะ เครือข่ายการออกแบบแห่งเอเชีย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา (มรภ.สวนสุนันทา) ได้รับเลือกจากสมาคม Asia Network Beyond Design (ANBD) ให้เป็นผู้จัดงานแสดงนิทรรศการศิลปะและการออกแบบหมุนเวียนนานาชาติ ANBD 2023 Bangkok ภายใต้ธีม “Empathy” พร้อมเปิดตัว “FAS Art Gallery” แกลอรี่แห่งใหม่ สำหรับแวดวงศิลปะ-การออกแบบของไทย เมื่อเร็วๆ นี้ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

รศ.ดร.นันทิยา น้อยจันทร์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มรภ.สวน-สุนันทา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยจัดงานแสดงนิทรรศการศิลปะและการออกแบบหมุนเวียนนานาชาติ ANBD 2023 Bangkok ในครั้งนี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายศิลปิน นักออกแบบ ตลอดจนผู้ที่สนใจ พร้อมแลกเปลี่ยนและเผยแพร่องค์ความรู้ ตลอดจนสร้างเครือข่ายทางวิชาการด้านการออกแบบในระดับชาติร่วมกัน และมุ่งหวังให้เป็นแรงขับเคลื่อนในการแสดงออกผลงานด้านการออกแบบสำหรับคนไทย โดยในส่วนของสวนสุนันทา ได้ส่งผลงานด้านการออกแบบเข้าร่วมแสดงในงานนี้ด้วยเช่นกัน ภายในงานมีผลงานนักออกแบบจาก 7 ประเทศ และเปิดตัว “FAS Art Gallery” เป็นครั้งแรก ซึ่งจะเป็นแกลลอรี่แห่งใหม่ สำหรับจัดแสดงผลงานต่างๆ ในแวดวงศิลปะ-การออกแบบของประเทศไทยอีกด้วย

บทความพิเศษ : คนเมืองพึ่งพิงไสยศาสตร์มากขึ้น ถึงแม้ไม่เมคเซ้นส์ แต่ก็ทำให้อุ่นใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776273

บทความพิเศษ : คนเมืองพึ่งพิงไสยศาสตร์มากขึ้น ถึงแม้ไม่เมคเซ้นส์ แต่ก็ทำให้อุ่นใจ

บทความพิเศษ : คนเมืองพึ่งพิงไสยศาสตร์มากขึ้น ถึงแม้ไม่เมคเซ้นส์ แต่ก็ทำให้อุ่นใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในทุกวันนี้ เราจะพบว่า “ความมูเตลู” นั้นกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งในสังคมเมือง อาทิ สี่แยกใหญ่ใจกลางเมืองอย่างแยกราชประสงค์ที่เป็นศูนย์รวมของเทพเจ้าต่างๆ ที่คนไทยและต่างประเทศนิยมมากราบไหว้ขอพร กระแสความนิยมสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวัตถุมงคลเพิ่มขึ้นและขยายตัวตลอดเวลาในช่วงกว่าทศววรรษที่ผ่านมา เกิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์หน้าใหม่ๆ อาทิ พญานาค พญาครุฑ ท้าวเวสสุวรรณ พระราหู ตลอดจนไอ้ไข่ และครูกายแก้ว ฯลฯ มีช่องทางรวบรวมและอัปเดต “เทรนด์สายมู” ในแต่ละปี นอกจากนี้ ยังมีเรื่องโหราศาสตร์ เครื่องลางของขลัง หินนำโชค น้ำมันเสริมเสน่ห์ ผ้ายันต์ของทีมฟุตบอลระดับโลก ตีหวยเลขทะเบียนรถนายกรัฐมนตรี หรือเรื่องแปลก เช่น ปลาช่อนสีทอง จอมปลวกรูปเหมือนพญานาค

“ไสยศาสตร์งอกงามในสังคมเมือง เกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้คนเข้าหาและพึ่งพิงไสยศาสตร์ ผู้คนกำลังแสวงหาอะไรหรือรู้สึกอย่างไรในสังคมนี้” ผศ.ดร.กัญญา วัฒนกุล ศูนย์ไทยศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬางกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดประเด็นและเป้าหมายของการเสวนา “เคลือบแคลง ย้อนแย้ง แสวงหา : ไสยศาสตร์ในวิถีเมือง ในงานอักษรศาสตร์สู่สังคม ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมา โดยมี ผศ.ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และ ผศ.ดร.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาร่วมแสดงทัศนะเพื่อทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งเสริมวิถีปฏิบัติต่อสิ่งเหนือธรรมชาติในบริบทเมือง จึงนำมาสรุปประเด็นได้ดังนี้

ไสยศาสตร์อยู่เหนือความงมงาย ในอดีตไสยศาสตร์ไม่ใช่สิ่งงมงาย สิ่งลี้ลับหรือมนต์ดำ หากแต่เป็นศาสนาและความเชื่อที่มีองค์ประกอบเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ความวิเศษ การท่องมนต์และพิธีกรรม ในโลกทัศน์สมัยใหม่ หลักคิดแบบคู่ตรงข้าม (binary opposition) ได้ถูกนำมาใช้ ดังนั้นไสยศาสตร์ จึงตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์จึงกลายเป็นเรื่องงมงาย เหลวไหล ไม่น่าเชื่อถือ และไสยศาสตร์ยังตรงข้ามกับพุทธศาสน์ แต่ถึงโลกสมัยใหม่ผลักไสยศาสตร์ให้เป็นคู่ตรงข้าม หน้าที่และความหมายของไสยศาสตร์ในพื้นที่ชีวิตและจิตวิญญาณของคนยังคงเดิม ซ้ำทวีความสำคัญในบริบทสังคมเมือง หน้าที่ของไสยศาสตร์ในสังคมสมัยใหม่คือ spiritual exercise แม้ผู้คนมีความรู้และความเข้าใจเชิงเหตุผล มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเข้าใจความเป็นจริง แต่บางครั้งความจริงก็ไม่ตอบโจทย์ทางอารมณ์ “ไสยศาสตร์แม้จะไม่เมคเซ้นส์ (make sense) แต่ก็ทำให้อุ่นใจ”  

บทบาทไสยศาสตร์ในสังคมชนบทและเมืองต่างกัน ไสยศาสตร์ดำรงอยู่ในวิถีชนบทและบริบทเมือง ตอบโจทย์และตอบสนองเป้าหมายและความต้องการของผู้คนต่างกันในสังคมชนบท ไสยศาสตร์รับใช้ “ความเป็นชุมชน”(collective) ในขณะที่ชุมชนเมือง ไสยศาสตร์ตอบสนอง “ความเป็นปัจเจกชน”

ไสยศาสตร์ ตัวช่วยรับมือโลกป่วนและบริหารความเสี่ยงเมื่อใดที่เป็นยุคยุ่งเหยิงและโกลาหลที่สุด ในยุคนั้นก็จะเกิดระบบ mysticism หรือความเชื่อเหนือธรรมชาติมากมาย นั่นหมายความว่าในยามที่บ้านเมืองปั่นป่วน ชีวิตไม่นิ่ง ผันผวนและมีความไม่มั่นคง สังคมเมืองวุ่นวาย มนุษย์จะเข้าหาสิ่งที่คิดว่านิ่งที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่พื้นที่เมือง ที่เจริญทางวัตถุแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมความเชื่อและวิถีปฏิบัติเชิงไสยศาสตร์ที่หลากหลายด้วย 

ไสยศาสตร์เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ในเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของเมือง ความเหลื่อมล้ำสูง ผู้คนจำนวนมากสมัยก่อนกลุ่มคนที่เข้ามาเป็นแรงงานในเมือง (blue collar)จะเป็นกลุ่มที่พึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด แต่ในทุกวันนี้white collar ก็พึ่งพิงไสยศาสตร์เช่นกัน กลุ่มคนที่อาชีพดูมั่นคงก็ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ภายใต้สภาพเศรษฐกิจและสังคมยุคนี้ ไสยศาสตร์ก็อาจจะช่วยให้อยู่กับความไม่รู้และความไม่แน่นอนได้

ไสยศาสตร์เติมความหวังในโลกทุนนิยม  ในบรรดาความปั่นป่วนไม่แน่นอนของสังคม มิติด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นปัจจัยที่ทำให้คนเดินเข้าสู่พื้นที่ของไสยศาสตร์มากที่สุด ไสยศาสตร์ในสังคมเมืองเน้นตอบสนองความต้องการและเป้าหมายเชิงปัจเจก วนเวียนอยู่กับเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวย ความสำเร็จ มิติความรักความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเมืองในโลกทุนนิยมแสวงหา   การแก่งแย่งชิงดี การสั่งสมความมั่งคั่งตามกระแสทุนนิยม ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคง ต้องแสวงหาความเชื่อ พลังเหนือธรรมชาติเพื่อบันดาลในสิ่งที่ปรารถนา    

ไสยศาสตร์ปลอบประโลมความเหงาของคนเมืองเมืองหลวงมีผู้คนจากทั่วประเทศและประเทศใกล้เคียง หลั่งไหลเข้ามาหาโอกาสในการทำงาน การที่อยู่ห่างไกลบ้าน ทำให้ “ไสยศาสตร์” ทำหน้าที่เป็น “ที่พึ่งทางใจ” และ “สิ่งยึดเหนี่ยว” ให้อยู่ในสังคมเมืองอันโกลาหล การขอพรเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ครอบครัว เป็นสิ่งที่เด่นชัดมากในวิถีของคนเมือง  ในเมืองผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยว ก็อยากจะมีคู่ (เพื่อคลายความโดดเดี่ยว) และไสยศาสตร์พยายามตอบโจทย์ภาวะทางความรู้สึกนี้  

มูเตลูฉบับโมเดิร์น ความที่เมืองเป็นแหล่งรวมความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรม จึงเกิดชุดความเชื่อ วิถีปฏิบัติย่อยๆ และวัตถุทางความเชื่อมากมายและหลากหลาย เทพเจ้าและผีตนใหม่ๆ ปรากฏขึ้นเรื่อยๆมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและภูมิหลังอันหลากหลายความเชื่อมีวิธีปฏิบัติบางอย่าง จิตวิญญาณติดมากับตัวเอง พอมาเจอกันในบริบทเมือง ย่อมนำไปสู่ผสมผสานก่อให้เกิดเป็นความเชื่อหรือวิถีปฏิบัติใหม่ๆขึ้นมา นำไปสู่การเติบโตของความเชื่อหรือวิถีปฏิบัติทางจิตวิญญาณรูปแบบใหม่ๆ และคนเมืองนิยมเรียกชุดความเชื่อเชิงไสยศาสตร์ว่า “สายมู” หรือ “มูเตลู” ทำให้เรื่องนี้ดูทันสมัยขึ้นลดความลี้ลับหรือความมืดดำ (ดาร์ค)     

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อยู่กับมูเตลูด้วยความเข้าใจไสยศาสตร์ มีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ แต่แม้จะไม่เชื่อ คำพูดที่ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ก็ช่วยเปิดพื้นที่ให้ไสยศาสตร์และความเชื่อเหนือธรรมชาติอยู่ได้ และขยายตัวในสังคม คำว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”ก็ดูเหมือนจะช่วยเปิดพื้นที่ให้คนได้ทดลอง “ถ้าไม่เสียหายไม่ผิดกฎหมาย และศีลธรรม ก็น่าจะลองดู” และทำให้คนที่เชื่อและไม่เชื่อ อยู่ร่วมกันได้บนพื้นที่ของความเชื่อที่ต่างกัน

ชนิตร ภู่กาญจน์

ม.มหิดลผลิตบัณฑิตสร้างโลกยั่งยืน พร้อมชี้พลัง ‘5Ps’ ช่วยสร้างโลก 5.0

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776277

ม.มหิดลผลิตบัณฑิตสร้างโลกยั่งยืน พร้อมชี้พลัง ‘5Ps’ ช่วยสร้างโลก 5.0

ม.มหิดลผลิตบัณฑิตสร้างโลกยั่งยืน พร้อมชี้พลัง ‘5Ps’ ช่วยสร้างโลก 5.0

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) จัดงาน Sustainable Symposium : The Societal Impacts ภายใต้แนวคิด Let’s Change Our Society for A Better Future (เปลี่ยนสังคมของเราเพื่ออนาคตที่ดีกว่า) ตอกย้ำการเป็นสถาบันการศึกษาด้านการจัดการที่มีเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งด้านการวิจัยและนวัตกรรม การศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมเตรียมสร้างบัณฑิตยุคโลก 5.0 ใน 5 คณะวิชาสายสังคมศาสตร์ พร้อมรายงานข้อมูลความยั่งยืนเชิงลึก ประจำปี 2023 ที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม เมื่อวันก่อน

รศ.ดร.วิชิตา รักธรรม คณบดีวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ม.มหิดล มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการสร้างนักศึกษาและบุคลากรคุณภาพ ในยุค 5.0  ถือเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของมหาวิทยาลัยด้านการศึกษาด้วย ด้วยเหตุนี้จึงนำสู่การบรรจุแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกๆ หลักสูตรการเรียน และพบว่าคณะวิชาสายสังคมศาสตร์ 5 วิชา คือ วิทยาลัยการจัดการ วิทยาลัยศาสนศึกษา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ และสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาความยั่งยืนในประเทศไทยอย่างมาก ด้วยเนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอน ตลอดจนความร่วมมือทางเครือข่ายจากสถาบันชั้นนำและคณาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ต่างให้ความสำคัญต่อการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อความยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หากต้องการเร่งการส่งเสริมความยั่งยืนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในสังคมไทยได้อย่างรวดเร็ว ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐเป็นสำคัญ โดยมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมทำการวิจัย รายงานด้านความยั่งยืน ประจำปี 2023 ซึ่งมีข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนต่อไปในอนาคตได้ ด้วยรูปแบบ 5Ps ดังนี้

1.People (ประชาชน) กับการพัฒนาแก้ปัญหายุติความยากจนและความหิวโหยในทุกรูปแบบ พร้อมเสริมความมั่นใจให้มนุษย์ทุกคนสามารถบรรลุศักยภาพของตนเองในด้านศักดิ์ศรี ความเสมอภาคในสภาพแวดล้อมที่ดีตามที่ SDGs ได้ประกาศไว้ 2.Prosperity (ความเจริญรุ่งเรือง) ความไม่เท่าเทียมกันเป็นหนึ่งในปัญหาที่ยังขาดการส่งเสริมทั่วถึง ซึ่งต้องส่งเสริมให้ทุกคนสามารถมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองและสมบูรณ์ ตลอดจนเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี 3.Planet (โลก) ตามที่ SDGs ตั้งเป้าหมายในการปกป้องโลกจากความเสื่อมโทรม รวมถึงการบริโภคและการผลิตให้ยั่งยืน จึงต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการในปัจจุบันและอนาคตได้ 4.Peace (สันติภาพ) การพัฒนาที่ยั่งยืนย่อมทำไม่สำเร็จหากปราศจากสันติภาพ จึงต้องส่งเสริมสังคมให้สงบสุขมีความยุติธรรม และปราศจากความกลัวและความรุนแรง และ 5.Partnership (การร่วมมือ) ปัญหาที่ข้ามภาคส่วนหรือสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่แตกต่าง รวมไปถึงศาสตร์ในสาขาที่ต่างกันเป็นสิ่งที่ต้องการความร่วมมือในการแก้ปัญหาร่วมกัน ตามที่ SDGs เรียกร้องให้มีจิตวิญญาณแห่งความสามัคคีระดับโลกที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเน้นไปที่ความต้องการของผู้ที่ยากจนที่สุดและผู้เปราะบาง ตลอดจนประชาชนทุกคน

ประกาศเจตนารมณ์เขตสุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776276

ประกาศเจตนารมณ์เขตสุจริต

ประกาศเจตนารมณ์เขตสุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการเขตสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 2 นำคณะผู้บริหารและบุคลากร ประกาศเจตนารมณ์เขตสุจริต NO GIFT POLICY งดรับ งดให้ ของขวัญ รวมทั้งผลประโยชน์อื่นใดในเทศกาลต่างๆเพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานอย่างโปร่งใสในองค์กรหน้าเสาธง สพป.พิษณุโลก เขต 2

‘นิเทศ จุฬาฯ’ จัดวิ่งการกุศลฉลอง 60 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776275

‘นิเทศ จุฬาฯ’ จัดวิ่งการกุศลฉลอง 60 ปี

‘นิเทศ จุฬาฯ’ จัดวิ่งการกุศลฉลอง 60 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมาคมนิสิตเก่านิเทศศาสตร์ และคณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉลองครบรอบ 60 ปีจัดงานวิ่งการกุศลเพื่อสภากาชาดไทย NITADE FUND RUN 2024 “มา Run ดูแก” ในวันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2567เวลา 15.00-18.30 น. ที่อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายได้สมทบทุน “โครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย ผู้สนใจร่วมงานดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://shutterrunning2014.run/nitadefundrun2024/ 

‘พวงเพ็ชร’ร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776298

'พวงเพ็ชร'ร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย

‘พวงเพ็ชร’ร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 18.43 น.

“พวงเพ็ชร”ร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย ชูศาสนาพุทธเป็น Soft power ช่วยเชื่อมสัมพันธ์สองประเทศ

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566 ณ พระอุโบสถ วัดธาตุทอง เขตวัฒนา กรุงเทพฯ นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นเกียรติในพิธีขลิบผมนาค ในโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย “ปลูกหน่อพุทธบุตร สืบพระศาสนาสู่แดนพุทธภูมิ” โดย พล.อ.อ.สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำ 908 เป็นประธานในพิธี มีนายกฤช เอื้อวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย

สำหรับพิธี “ปลูกหน่อพุทธบุตร สืบพระศาสนาสู่แดนพุทธภูมิ” จัดขึ้นเพื่อถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2566 และถวายพระกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสครบ 100 ปี วันประสูตร 6 พฤษภาคม 2566 จัดโดยชมรมไตรรัตนภูมิ วัดธาตุทอง ร่วมกับ มูลนิธิกากัน มาลิก (อินเดีย) มูลนิธิอาชเร (อินเดีย) กิจกรรมนี้ เป็นการประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทชาวอินเดียผู้มีจิตศรัทธาจำนวน 47 คน เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อเรียนรู้วิถีการใช้ชีวิตแบบนักบวชในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ณ วัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร

นางพวงเพ็ชร กล่าวว่า  การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาหลักประจำชาติ และยังแสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและอินเดีย เป็นการสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนาที่ทั้งสองประเทศถือปฏิบัติต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน และช่วยเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกัน ถือเป็น Soft Power ที่หลอมรวมความเชื่อ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยในวันนี้เป็นพิธีขลิบผมนาค ทั้งหมดจำนวน 47 นาค ส่วนวันพรุ่งนี้จะเป็นพิธีอุปสมบทหมู่ต่อไป

– 006

‘เสมา2’เดินหน้าแก้หนี้ครู เผยครั้งนี้เห็นผลมากที่สุดในประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776227

‘เสมา2’เดินหน้าแก้หนี้ครู เผยครั้งนี้เห็นผลมากที่สุดในประวัติศาสตร์

‘เสมา2’เดินหน้าแก้หนี้ครู เผยครั้งนี้เห็นผลมากที่สุดในประวัติศาสตร์

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.45 น.

‘เสมา2’เดินหน้าแก้หนี้ครู เผยครั้งนี้เห็นผลมากที่สุดในประวัติศาสตร์                

20 ธันวาคม 2566 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษาของศธ. ว่า ถือเป็นการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาหนี้ครูฯครั้งแรกแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งมีคณะกรรมการที่มาจากหน่วยงานต่างๆเข้าร่วม อาทิ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู สถาบันการเงิน ผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมการหารือมาตรการแก้หนี้สินครู โดยเฉพาะมาตรการเร่งด่วนที่ต้องเร่งทำทันที คือ การเจรจาสถาบันการเงินเพื่อขอขยายเวลามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ หลายโครงการซึ่งจัดทำขึ้นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 และพบว่า กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคมนี้ ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบทำหนังสือขอขยายมาตรการช่วยเหลือครูชั่วคราวไปถึงสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 13 แห่ง ซึ่งสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ฯลฯ ก็พร้อมให้ความร่วมมือ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติตั้งคณะทำงาน เพื่อยกร่างเอ็มโอยูฉบับใหม่

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเอ็มโอยูฉบับใหม่ จะต้องสอดคล้องกับการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา และสอดคล้องกับแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินของรัฐบาล รวมถึงการให้สถาบันการเงินสามารถหักเงินเดือนครูเพื่อชำระหนี้ได้ ร้อยละ70 และต้องให้ครูมีเงินเหลือใช้ในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 30 หากครูมีเงินเหลือไม่พอกับยอดหนี้ที่ตกลงไว้ 70% ก็ขอความร่วมมือไม่ให้ฟ้องร้องครู  ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาล ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอลดอกเบี้ยเงินกู้ และขยายเงินงวดซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าไปจนถึงอายุ 75 ปีหรือไม่ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล อย่างไรก็ตาม จากการหารือครั้งนี้พบว่าการแก้ปัญหาหนี้สินครูเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น  สหกรณ์ออมทรัพย์เองก็หารือปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งคงต้องขอบคุณกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรฯ ที่มีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยคาดว่า เอ็มโอยูฉบับใหม่นี้ จะแล้วเสร็จทันเข้าที่ประชุมอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้ครูฯ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการนำข้อมูลการกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์เข้าเครดิตบูโร ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหา เพื่อให้สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ในระบบรู้สถานะทางการเงินของผู้กู้แต่ละราย เพื่อให้สามารถใช้ประกอบการพิจารณาปล่อยกู้ได้

“การแก้ปัญหาหนี้ครูครั้งนี้ เป็นไปในทิศทางที่ดี  เพราะนายกฯ ลงมาเป็นแม่งานแก้ไขหนี้สินทั้งระบบด้วยตัวเอง  และจะนำโมเดล การหักเงินเดือนให้เหลือใช้ในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 30 ไปใช้กับกระทรวงอื่นด้วย ในส่วนของศธ.ก็จะแก้ปัญหาหนี้สินครูไปพร้อมๆ กับนโยบายรัฐบาล เชื่อว่า การแก้หนี้ครูครั้งนี้น่าจะเห็นผลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องขอบคุณรัฐบาล โดยภาพรวม ครู 9 แสนคนทั่วประเทศ กว่า ร้อยละ 80 มีหนี้สินรวม 1.4 ล้านล้านบาท เจ้าหนี้รายใหญ่ คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ กว่า 8.9 แสนล้าน หรือคิดเป็นร้อยละ 64 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด รองลงมาคือ ธนาคารออมสิน กว่า 3.49 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด และหน่วยงานอื่น ๆอีกร้อยละ11  ครูจำนวนมากกว่าร้อยละ30 ที่มีเงินเดือนคงเหลือสุทธิหลังหักชำระหนี้ ร้อยละ 30 โดย เท่าที่ดูตัวเลข หนี้วิกฤตสีแดง มีอยู่ประมาณ 2,000 ราย ต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือเป็นราย ๆแต่ที่น่าห่วงคือ กลุ่มสีเหลือ หนี้ที่ใกล้วิกฤต ซึ่งมีอยู่กว่าแสนราย ที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ เพราะถ้าไม่ช่วยจะเป็นสีแดง ส่วนสีเขียว ส่วนตัวไม่กังวล เพราะหากรัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือออกมาเพิ่มเติม ก็จะทำให้เกิดสภาพคล่องมากขึ้น” รมช.ศธ. กล่าว