‘รมว.เกษตรฯ’ประกาศยกระดับหม่อนไหม ผลักดันเป็น Soft Power สร้างรายได้ให้เกษตรกร

https://www.naewna.com/local/844829

'รมว.เกษตรฯ'ประกาศยกระดับหม่อนไหม ผลักดันเป็น Soft Power สร้างรายได้ให้เกษตรกร

‘รมว.เกษตรฯ’ประกาศยกระดับหม่อนไหม ผลักดันเป็น Soft Power สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.40 น.

‘รมว.เกษตรฯ’ประกาศยกระดับหม่อนไหม ผลักดันเป็น Soft Power แปรรูป เพิ่มมูลค่า ขยายพื้นที่ปลูก สร้างรายได้ให้เกษตรกร
      
เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่ากากรระทรวงการเกษตร และสหกรณ์ กล่าวระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และการยกระดับสินค้าและบริการมูลค่าสูง ของกรมหม่อนไหม ณ เจ.ที.ฟาร์มซิลค์สันกำแพง ตำบลป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ว่า กรมหม่อนไหม เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดำเนินงานสนองพระราชดำริบริหารจัดการด้านหม่อนไหมแบบครบวงจร มีศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ 25 ศูนย์ โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ มีภารกิจในการอนุรักษ์ วิจัยและพัฒนา ผลิตพันธุ์หม่อนและไข่ไหมพันธุ์ดี เพื่อให้บริการ รวมทั้งส่งเสริมและดูแลเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ มีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งสิ้น 97 ราย พื้นที่ปลูกหม่อน 205 ไร่
     
นางนฤมล กล่าวต่อว่า เราพบว่า เกษตรกรยังเข้าสู่อาชีพหม่อนไหมค่อนข้างน้อย และต้นทุนการผลิตในปีแรกค่อนข้างสูง อีกทั้งปัจจุบันผู้ประกอบการมีความต้องการรับซื้อผลผลิตรังไหมจากเกษตรกร 5,000 ตันต่อปี แต่เกษตรกรผลิตรังไหมได้เพียง 2,000 ตันต่อปี ยังเป็นการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด กรมหม่อนไหมจึงได้ดำเนินการตามแนวนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อแก้ปัญหาและสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกร ได้เข้าสู่อาชีพหม่อนไหมเพิ่มมากขึ้น ผ่านการขับเคลื่อนบูรณาการร่วมกัน ระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ ความร่วมมืองานวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ไหม เพื่อให้ได้ไหมพันธุ์ใหม่ที่มีความเหมาะสม การนำนวัตกรรม เทคโนโลยี มาใช้ในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อเพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า การถ่ายทอดองค์ความรู้และวางแผนการผลิตร่วมกัน ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตและผู้รับซื้อเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตและคุณภาพตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ
       
ทั้งนี้ จากการดำเนินงานของศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ที่ผ่านมาทำให้เกษตรกรสามารถผลิตรังไหมได้จำนวน 1.2 ตันต่อปี สร้างรายได้ 225,264 บาทต่อปี ปริมาณการผลิตใบหม่อนจำหน่ายจำนวน 10 ตันต่อปี รายได้ 102,576 บาทต่อปี และยังคงเดินหน้าขยายผลไปสู่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเพิ่มขึ้น
    
“การส่งเสริมอาชีพเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นภารกิจที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ จึงได้มอบหมายให้กรมหม่อนไหม ขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ที่เน้นแนวคิดในการบริหารจัดการผลผลิตที่มีเป้าหมายให้เกษตรกร มีรายได้แน่นอน มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้ทราบถึงความต้องการของตลาด วางแผนการผลิตร่วมกัน ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านนับว่าประสบความสำเร็จ ในการแปรรูปสินค้าผลิตภัณฑ์จากไหมที่ได้มาจากกลุ่มเกษตรกร และผลิตภัณฑ์โปรตีนจากรังไหมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและมีชื่อเสียง รวมถึงการนำโมเดล BCG มาใช้ในการผลิตทำให้เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง ผลิตและแปรรูปสินค้าทางการเกษตรที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้” รมว.นฤมล กล่าว
       
สำหรับบริษัท เจ.ที. ซิลค์ จำกัด ก่อตั้งในปี 2546 ดำเนินธุรกิจปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โปรตีนไหมเสริมความงาม โดยกรมหม่อนไหม ให้การสนับสนุนพันธุ์หม่อนและผลิตไข่ไหมพันธุ์ดี ให้ความรู้ด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงการรับรองมาตรฐานแปลงหม่อนและรังไหมอินทรีย์ ซึ่งแผนการดำเนินงานในอนาคต กรมฯ จะขยายพื้นที่ส่งเสริมการปลูกหม่อนในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน และพัฒนาสินค้าให้เป็นสินค้าอินทรีย์ เพื่อสร้างความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรต่อไป

‘มะเร็งหัวใจ’ โรคร้าย หายาก รักษายาก ลุกลามเร็ว

https://www.naewna.com/lady/844809

‘มะเร็งหัวใจ’ โรคร้าย หายาก รักษายาก ลุกลามเร็ว

‘มะเร็งหัวใจ’ โรคร้าย หายาก รักษายาก ลุกลามเร็ว

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

พญ.อัณณาช์ เตรียมอนุรักษ์

เมื่อพูดถึงโรคร้ายอย่าง “มะเร็ง” หลายๆ คนมักนึกถึง มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ฯ เพราะเป็นโรคร้ายที่พบบ่อย กลายเป็นภัยใกล้ตัวที่ทุกคนต้องระวัง แต่คุณจะรู้หรือไม่ นอกจากโรคมะเร็งยอดฮิตทั่วไป ยังมีมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่อันตรายมากๆ อัตราการเกิดโรคน้อย การรักษายาก โอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยน้อยมาก นั่นก็คือ “โรคมะเร็งหัวใจ”

พญ.อัณณาช์ เตรียมอนุรักษ์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ กล่าวว่า โรคมะเร็งหัวใจ (Cardiac cancer หรือ Heart cancer) เป็นโรคที่พบได้น้อยมาก แต่สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย พบผู้ป่วยทั่วโลกประมาณ 1,380 คน ต่อจำนวนประชากร 100 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก ทำให้คนไม่รู้จักมะเร็งชนิดนี้ “โรคมะเร็งหัวใจ” เกิดจากเนื้อเยื่อเจริญเติบโตผิดปกติ โดยจะแบ่งได้เป็น 1.มะเร็งหัวใจที่เกิดจากเนื้อเยื่อหัวใจเองสาเหตุนี้จะพบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากพันธุกรรม 2.มะเร็งหัวใจที่เกิดจากมะเร็งอื่นๆ ในอวัยวะที่ใกล้เคียง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ ที่แพร่กระจายเชื้อมะเร็งมาสู่หัวใจ ซึ่งสาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยมากๆ

อาการของ “มะเร็งหัวใจ” กับ “โรคหัวใจ” มีอาการที่คล้ายกันมาก ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคอย่างแน่ชัด รวมถึงยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคที่แท้จริง โดยผู้ป่วย “มะเร็งหัวใจ” จะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วยโรคหัวใจ คือ เหนื่อยง่าย หอบ ไอเรื้อรัง มีไข้ต่ำๆหน้าบวม คอบวม หลอดเลือดดำที่คอโป่ง ตับโต ท้องมานเพราะมีน้ำในช่องท้อง หรือขาบวมกดบุ๋มทั้งสองข้าง ซึ่งอาการโดยทั่วไปของโรคจะขึ้นอยู่กับว่า “ก้อนมะเร็ง” ไปเกาะและอุดตันส่วนไหนของหัวใจ บางครั้งตัวก้อนมะเร็งไปขวางการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจวาย

ขั้นตอนการรักษา “โรคมะเร็งหัวใจ” แพทย์จะทำการตรวจ Echocardiogram, CT Scan หรือ Cardiac MRI เพื่อตรวจความผิดปกติของ “หัวใจ” เพื่อนำมาวินิจฉัยประกอบการรักษาอย่างละเอียด โดยส่วนใหญ่หากทำการตรวจจะพบความผิดปกติ เช่น มีก้อนเนื้อหลาย ๆ ก้อนเกาะที่หัวใจ หรือผนังหลอดเลือดหัวใจ หากเป็นมะเร็งหัวใจก้อนเนื้อ มักจะอยู่ภายในหัวใจ โดยจะเกาะอยู่ที่หัวใจห้องต่างๆ กีดขวางการทำงานของผนังเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งลักษณะของก้อนเนื้อที่บ่งบอกว่าเป็น “มะเร็งหัวใจ” จะมีลักษณะไม่กลมเหมือนเนื้องอกทั่วไป ลักษณะจะเป็นก้อนยุ่ยๆ คล้ายฟองน้ำ

เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งหัวใจ แพทย์จะทำการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกจากหัวใจ ซึ่งการผ่าตัดค่อนข้างยาก เพราะในหัวใจมีเส้นเลือดเยอะ การผ่าตัดต้องระมัดระวัง โดยการผ่าตัดมะเร็งหัวใจ แพทย์ต้องผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกให้เยอะที่สุด หลังจากการผ่าตัดเสร็จ แพทย์จะให้ยาเคมีบำบัด หรือทำการฉายแสงเหมือนโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ แต่การรักษาด้วยวิธีเหล่านี้มักจะไม่ค่อยได้ผลเหมือนการรักษาโรคมะเร็งทั่วไป เนื่องจาก เนื้อเยื่อหัวใจเจริญเติบโตค่อนข้างช้า ทำให้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง ไม่ค่อยได้ผลไม่เจริญเติบโต ทำให้การรักษาเป็นไปได้ยาก หลังจากผ่าตัดพบว่า ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตอยู่ถึง 1 ปี มีเพียงแค่ 10% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม “โรคมะเร็งหัวใจ” เป็นโรคที่เกิดขึ้นมานาน แต่อัตราการเกิดโรคน้อยมาก โดยโรคสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนมากจะเจอคนไข้ในคนอายุน้อยโดยเฉลี่ย 30-40 ปี อีกกลุ่มคือเด็กเล็ก เมื่อเป็นโรคที่พบน้อย จึงส่งผลให้เทคโนโลยีในการรักษาจึงมีไม่มาก ส่วนใหญ่จะรักษาด้วยการผ่าตัด ยาพุ่งเป้าสำหรับรักษามะเร็งหัวใจ รวมถึงเคมีบำบัดยังไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง โอกาสรอดชีวิตของคนไข้โรคนี้จึงน้อยมากๆ

ดังนั้น จึงอยากให้ทุกคนควรจะต้องระมัดระวังตัวเองให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ไม่ทานอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อน ควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปต่างๆ รวมไปถึงการระวังตัวในการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีสารเคมีปกคลุมเป็นจำนวนมาก หมั่นตรวจเช็คร่างกาย รวมถึงตรวจเช็คสุขภาพกับแพทย์เป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละครั้ง ก็จะทำให้ทุกคนสามารถรอดพ้นจาก โรคมะเร็งหัวใจ ได้อีกขั้น

สามารถสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูล “โรคมะเร็งหัวใจ” ได้ที่ โทร.1270 หรือ Line: https://lhco.li/3YR7rhZ

คุณแหน : 2 ธันวาคม 2567

https://www.naewna.com/lady/844836

คุณแหน : 2 ธันวาคม 2567

คุณแหน : 2 ธันวาคม 2567

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุบผา เป็นนางสนองพระโอษฐ์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 นั้น บัดนี้ ท่านผู้หญิงรวิจิตร์สุวรรณบุบผา ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตลาออกจากข้าราชบริพารในพระองค์ เนื่องจากสูงอายุและสุขภาพไม่แข็งแรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 เป็นปีที่ 9 ในรัชกาลปัจจุบัน…

●● เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2567 ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2567-14 กุมภาพันธ์ 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง…

●● สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานที่ปรึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯและองค์พระราชูปถัมภ์มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ฯ พระราชทาน ภาพวาดฝีพระหัตถ์พร้อมพระราชนิพนธ์คำกลอน เพื่อเชิญไปจัดพิมพ์ลงบนหน้าปกสมุดจดข้อความส.ค.ส. ปีใหม่ 2568 อำนวยพรแก่ผู้มีจิตศรัทธาที่สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ และกรรมการมูลนิธิฯ ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน…

●● เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะผู้นำและการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงองค์กร รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ที่ปรึกษาบริหารสำนักซีอีโอ รพ.บำรุงราษฎร์ ตอบรับคำเชิญสถาบันศศินทร์ จุฬาฯ จัดเวิร์กช็อป “ผู้นำนักปฏิรูป” ให้กับแพทย์ผู้อำนวยการ รพ.รัฐทั่วประเทศ รับเทรนด์สาธารณสุขยุคเอไอ พร้อมเป็นวิทยากรนำเวิร์กช็อป “การสร้างแรงบันดาลใจ จูงใจและเพิ่มพลังทีมงานในการปฏิรูปองค์กร” ให้กับทีมแพทย์ผู้บริหารของบำรุงราษฎร์ด้วย…

●● คุณหญิงจิราภา สูตะบุตร ศึกษาตำราโหราศาสตร์มานานญาติมิตรทราบดีถึงความแม่นยำ เพื่อนๆ ส่งดวงชะตาให้เช็คบ่อยๆ ส่วนคำทำนายปี 2568 ออกมาแล้วลองตามหาอ่านกัน…

●● เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน 1 ธ.ค. ไปร่วมส่งดวงวิญญาณในงานฌาปนกิจคุณแม่ ทญ.ลัดดา จารุวัสตร์ มารดาของ ชฎาทิพ จูตระกูล เพื่อนรักซึ่งเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่วัฒนาวิทยาลัย คบกันมาเกือบ 60 ปี ทำให้ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ย้อนรำลึกถึงความดีความงามของคุณแม่รวมทั้งคำสั่งสอนของท่านตั้งแต่เล็ก จนกระทั่งเมื่อครั้งหน้าที่รัฐมนตรีดูแลบริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ว่า ให้ตั้งใจทำงาน ต้องซื่อสัตย์ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติ…●●

คุณแหน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

https://www.naewna.com/lady/844810

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคมะเร็งคือโรคที่ปัญหาสาธารณสุขระดับโลก ส่วนในประเทศไทยก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ 139,206 คนต่อปี ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตปีละ 84,073 คนโรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดีมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รวมถึงมะเร็งปากมดลูก

คำว่ามะเร็งเป็นคำที่คนส่วนใหญ่กลัว และกังวลว่าตนเองจะเป็นโรคนี้หรือไม่ ดังนั้น สัปดาห์นี้เรามาคุยถึงปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือนโรคมะเร็งกัน ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งแบ่งเป็น 2 หมวดหลักๆ คือ ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ 

ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้นั้นเราไม่สามารถแก้ไขได้ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น มีประวัติการเจ็บป่วยโรคมะเร็งในญาติสายตรง เชื้อชาติ/ชาติพันธุ์ (บางเชื้อชาติ/บางชาติพันธุ์มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งบางชนิดมากกว่าเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์อื่น) และสุดท้ายคือ ประวัติการเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน 

แต่ถึงแม้ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือป้องกันได้ แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เพราะมีอีกหลายปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ไม่ปล่อยอ้วนเกินไป กินผักผลไม้เพื่อเพิ่มปริมาณกากใยหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปต่างๆส่วนในประเทศไทยก็ควรเลี่ยงการกินปลาน้ำจืด โดยเฉพาะปลาที่ไม่ได้ปรุงสุกอย่างดี เช่น ปลาสุกๆ ดิบๆ ปลาร้า ปลาจ่อมแต่หากจะกินปลาเหล่านั้นก็ต้องทำให้สุกอย่างดีเสียก่อน 

นอกจากนั้นยังต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีอันตรายที่มีมากมาย และต้องเลี่ยงมลภาวะทุกชนิดพูดโดยรวมคือ ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตลอดเวลา แต่ไม่ต้องวิตกกังวลจนเสียสติ แล้วถ้าหากทำได้ครบทุกข้อ ก็จะลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้มาก แต่ถึงแม้ทำได้บางข้อ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อีกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งคือ ถ้าตรวจพบเร็วในระยะเริ่มแรก ผลการรักษาจะดีกว่าช่วงตรวจพบว่าโรคเป็นมากหรือระยะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว ส่วนใหญ่นั้นมะเร็งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1-2คือช่วงที่โรคอยู่ในระยะเริ่มต้น ส่วนระยะที่ 3 คือโรคลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง ซึ่งไกลออกไปจากจุดเริ่มต้นของมะเร็งมาก และระยะที่ 4 คือโรคแพร่กระจายไปที่อวัยวะอื่นแล้ว ซึ่งผลการรักษาในระยะท้ายๆ จะไม่ดีนัก 

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตสัญญาณเตือนของโรคและรีบไปรับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ จะทำให้รักษาได้เร็ว ผลการรักษาดี ตัวอย่างของมะเร็งกลุ่มนี้คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยที่หายจากโรคมะเร็ง 2 ชนิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับ 7 สัญญาณเตือนของโรคมะเร็งเพื่อสังเกตตนเอง และคนในครอบครัว ถ้ามีความผิดปกติดังนี้ ต้องไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน

1.มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย เช่น ท้องเสีย ท้องผูก หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

2.มีแผลเรื้อรังที่ไม่ยอมหาย โดยเฉพาะแผลที่มีเลือดออกหรือติดเชื้อเรื้อรัง

3.มีเลือดออกหรือสารคัดหลั่งผิดปกติจากร่างกาย เช่น เลือดในปัสสาวะ อุจจาระ หรือเสมหะ

4.มีก้อนแข็งหรือเนื้อที่เจริญเติบโตผิดปกติในร่างกาย เช่น ที่เต้านมหรือส่วนอื่นๆ

5.มีอาการอาหารไม่ย่อยหรือกลืนอาหารลำบาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร

6.มีการเปลี่ยนแปลงของไฝ หรือติ่งเนื้อ เช่น สี ขนาดหรือรูปร่างที่เปลี่ยนไป

7.มีไอเรื้อรัง หรือเสียงแหบที่ไม่ยอมหาย อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปอด หลอดลม หรือกล่องเสียง

อย่างไรก็ดี สัญญาณเตือนเหล่านี้นับเป็นอาการทั่วๆ ไปที่ไม่จำเพาะเจาะจง เช่น ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ไอเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยมักชะล่าใจไม่ไปพบแพทย์ แต่มักไปซื้อยาใช้เอง เมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไปนานๆ มะเร็งที่เป็นก็รุนแรงมาก 

ดังนั้นหากอาการใดที่กล่าวในข้างต้นเกิดขึ้นแล้วยืดเยื้อเกิน 1-2 เดือน กินยาเรื่อยไปก็ไม่หายสักที แถมบางคนมีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งอยู่ด้วย อย่างนี้นับว่าเสี่ยงค่อนข้างมากและบางคนยังมีพฤติกรรมใช้ชีวิตให้สุดๆ คือเสี่ยงสุดๆ แถมมีญาติสายตรงป่วยโรคมะเร็งด้วย และอายุก็มากขึ้น แบบนี้ต้องไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อจะได้ป้องกันและรักษาโรคมะเร็งได้ก่อนที่จะลุกลามบานปลาย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จุดพลุฉลองเปิด‘เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024’ ตระการตา‘ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา’ต้นแรกในไทย

https://www.naewna.com/lady/844832

จุดพลุฉลองเปิด‘เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024’ ตระการตา‘ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา’ต้นแรกในไทย

จุดพลุฉลองเปิด‘เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024’ ตระการตา‘ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา’ต้นแรกในไทย

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย สร้างปรากฏการณ์ความสุขสุดยิ่งใหญ่กับงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ชวนสัมผัสเสน่ห์แห่งล้านนาและมวลดอกไม้เมืองหนาว 9 สายพันธุ์ ชูภูมิปัญญาจากยอดดอย สู่งานคราฟต์มาสเตอร์พีซ “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” ต้นแรกและต้นเดียวในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Chiang Rai The Sense of Art” เชียงรายดินแดนแห่งดอกไม้และศิลปะ ขนาดสูง 15 เมตร ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2568 ณ บริเวณลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย

งานคราฟต์มาสเตอร์พีซหนึ่งเดียวในไทยอย่าง “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา”เป็นผลงานการร่วมมือและได้รับการออกแบบโดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โครงการพัฒนาดอยตุง) ภายใต้คอนเซปต์ “Chiang Rai The Sense of Art” เชียงราย ดินแดนแห่งดอกไม้และศิลปะ โดยหยิบแรงบันดาลใจมาจากอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดเชียงราย พร้อมคัดสรรดอกไม้เมืองหนาว 9 สายพันธุ์ที่บานสะพรั่งไปทั่วทั้งผืนป่าบนดอยช้างมูบและเทือกเขาดอยตุง จังหวัดเชียงราย ได้แก่ดอกรองเท้านารีดอยตุง, ดอกรองเท้านารี
พริ้นเซสสังวาลย์, ดอกกุหลาบพันปี, เสี้ยวดอกขาว หรือเสี้ยวป่า, ดอกกาแฟ,ดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย,พวงแสด, ดอกวานิลลา และดอกชาน้ำมันมาเนรมิตตกแต่งในรูปแบบ Local Handicraft บนต้นคริสต์มาส สัญลักษณ์แห่งเทศกาลเฉลิมฉลองที่รังสรรค์จากภูมิปัญญาของชาวเขาบนดอยตุง โดยใช้วัสดุผ้าดิบย้อมสีธรรมชาติหลากสีสันและเสริมกิมมิกให้ดอกไม้แต่ละสายพันธุ์ด้วยลูกสนหลากหลายขนาดที่ทำมาจากทางมะพร้าวเพื่อเป็น “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา”ที่เต็มไปด้วยความหมาย

ภายในงานสนุกกับกิจกรรมไฮไลท์สุดพิเศษ มอบประสบการณ์แอ่วเหนือเมืองหนาวแบบครบรส อาทิ สีสันกาสะลองไนท์มาร์เก็ต อร่อยกับเมนูพิเศษที่รังสรรค์จากดอกไม้นานาชนิด ลิ้มลองเมนูหาทานยากจากพี่น้องชาติพันธุ์ 6 ชนเผ่า และอาหารพื้นเมืองสไตล์ล้านนา, Workshop งานคราฟต์จัดดอกไม้ และสนุกกับกิจกรรม Face Paint, สัมผัสกลิ่นดอกไม้เมืองหนาว,ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋กับการแสดงศิลปะวัฒนธรรมจากน้องๆ ในเชียงราย และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

ดินเนอร์มื้อหรู THE MACALLAN เปิดตัววิสกี้รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 200 ปีในไทย

https://www.naewna.com/lady/844835

ดินเนอร์มื้อหรู THE MACALLAN เปิดตัววิสกี้รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 200 ปีในไทย

ดินเนอร์มื้อหรู THE MACALLAN เปิดตัววิสกี้รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 200 ปีในไทย

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ชววัตก์ สุทธินาค และ ตาม ชัยสิริ ทัศนาขจร

THE MACALLAN (เดอะ แมคคันแลน) แบรนด์ผู้ผลิตวิสกี้ซิงเกิลมอลต์จากประเทศสกอตแลนด์ เฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปี ของแบรนด์ ด้วยการเปิดตัว TIME : SPACE Mastery วิสกี้รุ่นใหม่สุดพิเศษ โดยตีความจากการเดินทางข้ามเวลาผ่านฝีมือการทำวิสกี้ระดับปรมาจารย์ นำเสนอผ่านบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบเฉพาะตัว ซึ่งผสมผสานผ่านกรรมวิธีที่ล้ำสมัยร่วมกับงานฝีมือแบบดั้งเดิม โดยจัดงานดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ฉลองการเปิดตัวในประเทศไทย ณ ร้าน NUSARA

TIME : SPACE Mastery สะท้อนประวัติศาสตร์กว่า 200 ปี โดยเป็นรุ่นพิเศษของ The Macallan ที่ไม่เหมือนใคร เพื่อเฉลิมฉลองความชำนาญในการรังสรรค์วิสกี้ ผสานความพิเศษจากถังบ่มถึง 14 ชนิดที่คัดสรรมาอย่างดี สร้างความซับซ้อนหลากหลายชั้น พร้อมกับความลึกซึ้งของกลิ่น เนื้อสัมผัส และรสชาติ ด้วยวิสกี้ที่คัดสรรจากคลังถังที่โดดเด่นของ The Macallanดังนั้น TIME : SPACE Mastery จึงได้รับอิทธิพลอันโดดเด่นจากถังเชอร์รี่ไม้โอ๊คยุโรปและอเมริกัน รวมถึงถังเบอร์เบินไม้โอ๊คอเมริกัน และถังรีฟิลชั้นดี ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว TIME : SPACE Mastery จึงสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านวิสกี้ของ The Macallan และความมุ่งมั่นในการปกป้อง รวมทั้งรักษางานฝีมือนี้เพื่อส่งต่อสู่อนาคต

“ด้วยแรงบันดาลใจจากมาสเตอร์ในอดีต เราได้สำรวจคลังถังทั้งหมดของเราเพื่อรวบรวมอิทธิพลอันซับซ้อนจากการบ่มถัง การเลือกแหล่งที่มาของไม้โอ๊ค ขนาดของถัง และเอกลักษณ์ของโรงกลั่นไว้ในขวดวิสกี้สุดพิเศษ โดยมีความสง่างามจากไม้โอ๊คยุโรปเป็นหัวใจสำคัญ” Euan Kennedy ผู้สร้างสรรค์วิสกี้หลัก สำหรับ TIME : SPACE Mastery กล่าว

TIME : SPACE Mastery ได้รับการบรรจุในภาชนะทรงกลมที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตสื่อถึงวงจรชีวิตและการเดินทางจากอดีตสู่อนาคตตรงกันข้ามกับความเรียบง่ายของภายนอก กล่องบรรจุภัณฑ์ถูกออกแบบให้มีสีแดงสดใสซึ่งเป็นสีแห่งเอกลักษณ์ของ The Macallan และมีหนามแหลม 200 หนาม ล้อมรอบบรรจุภัณฑ์แทนการครบรอบ 200 ปีของแบรนด์ แสดงถึงธรรมชาติที่ปกป้องสิ่งเปราะบางและมีค่าที่สุด โดยรายละเอียดอันประณีตเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยเทคนิคจากศิลปะการพับกระดาษโอริกามิ เพื่อปกป้องสิ่งที่ The Macallan ให้คุณค่าอย่างสูงสุด นั่นคือวิสกี้ที่ไม่มีใครเทียบ

Jaume Ferras ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ The Macallan กล่าวถึง TIME : SPACE Collection ว่า “การเปิดตัวคอลเลคชั่นนี้เป็นการแสดงความเคารพต่อวาระครบรอบ 200 ปีของแบรนด์ และเป็นการเฉลิมฉลองถึงความสำคัญของผู้บุกเบิกในอดีต นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งตารอคอย ซึ่งสร้างขึ้นบนพื้นฐานของมรดกที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน”

สำหรับดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ ร้าน NUSARA ในครั้งนี้ พาทุกท่านเดินทางไปสัมผัสกับรสชาติที่สะท้อนความเป็นไทย ผ่านเมนูที่เชฟตั้งใจรังสรรค์ที่จับคู่อย่างลงตัวกับวิสกี้ เดอะแมคคันแลน เปิดต่อมรับรสด้วยเมี่ยงหอยเชลล์กับดอกดาหลายำปลาหมึกรสแซ่บ แกงปูใบชะพลูหมี่กรอบ และต้มข่าปลาสลิดตามมาด้วยเมนคอร์สอย่างแกงเขียวหวานไก่รมควัน แสร้งว่ากุ้งแม่น้ำตาปี น้ำพริกสี่ภาคซี่โครงเนื้อซอสกะเพราแดง และซุปเนื้อรสเลิศ ปิดท้ายด้วยเซตของหวานจากไอศกรีมฝรั่งชมพูพันธุ์ทิพย์กับดอกกระเจี๊ยบสาคูมะพร้าวอ่อน ลำไยชิ้นพอดีคำ แซนด์วิชไอศกรีมชาไทย ช็อกโกแลตกับน้ำปลาคาราเมลที่เข้ากันอย่างลงตัว เยลลี่สับปะรด ขนมชั้นหอมกลิ่นใบเตย ก่อนจะปิดท้ายด้วยเมนูขึ้นชื่อของไทยอย่างมะม่วงน้ำปลาหวาน

TIME : SPACE Mastery ราคา 75,000 บาท วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป ในร้านค้าชั้นนำ ได้แก่ Gourmet Market สยามพารากอน และ TOPS Food Hall เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7

ธีรกิตติ์ จารุจินดา แบรนด์แอมบาสซาเดอร์

ธีรกิตติ์ จารุจินดา แบรนด์แอมบาสซาเดอร์

ซี่โครงเนื้อซอสกะเพราแดง จับคู่กับ The Harmony

ซี่โครงเนื้อซอสกะเพราแดง จับคู่กับ The Harmony

‘MOTIF x Olivia Diamonds’อวดเฟอร์นิเจอร์หรูพร้อมเครื่องประดับเลอค่า

https://www.naewna.com/lady/844831

‘MOTIF x Olivia Diamonds’อวดเฟอร์นิเจอร์หรูพร้อมเครื่องประดับเลอค่า

‘MOTIF x Olivia Diamonds’อวดเฟอร์นิเจอร์หรูพร้อมเครื่องประดับเลอค่า

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อัครรัฐ วรรณรัตน์, ตุ๊ก-ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ, อรวรรณ อิงคสิทธิ์ เสตะพันธ์

MOTIF (โมทีฟ) โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์นำเข้าระดับลักซ์ชัวรี่ โดย อัครรัฐ วรรณรัตน์ และ Olivia Diamonds โดย อรวรรณ อิงคสิทธิ์ เสตะพันธ์ ร่วมกันจัดงาน Discover the perfect harmony of design and luxury ในคอนเซ็ปต์ “MOTIF x Olivia Diamonds” นำเสนอเครื่องประดับจากคอลเลคชั่นล่าสุดของ Olivia Diamonds มาจัดแสดงพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ MISSONI HOME ที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการจาก MOTIF ในบรรยากาศแบบสุด exclusive ที่ โชว์รูม MOTIF ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอมบาสซี

ในงานคับคั่งไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้ อาทิ หญิงแอร์ ม.ร.ว.จันทรลัดดา ยุคล, คุณหญิงบัว-ศรีคำรุ้ง ยุคล, ตุ๊ก-ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ, ปอ-ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์,เจย์ และเปิ้ล จริยดี สเปนเซอร์ม, แชมป์-วิณ โชคคติวัฒน์,รองศาสตราจารย์ กฤษติกา คงสมพงษ์, กรณ์ ณรงค์เดช,เอมมี่ มรกต แสงทวีป, แพม-สิตามนินท์ สุสมาวัตนะกุล, หมู พลพัฒน์ อัศวะประภา ฯลฯ

MISSONI แบรนด์แฟชั่นชื่อดังระดับโลก ซึ่งก่อตั้งในปี 1953 โดยคู่สามีภรรยาชาวอิตาเลียนผู้มีความหลงใหลในเรื่องเดียวกัน ออตโตวิโอและโรซิตา มิสโซนิ ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันในการทุ่มเทออกแบบและผลิตเสื้อผ้าถักหรือนิตแวร์ (Knitwear)ในบ้านหลังแรกของพวกเขา ณ ชั้นใต้ดินที่เป็นเสมือนโรงงานเล็กๆ ในเมืองกัลลาราเต ประเทศอิตาลี ต่อมาในปี 1958 ทันทีที่คอลเลคชั่นแรกปรากฏโฉมสู่สาธารณชน ชื่อเสียงของแบรนด์ก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ส่งผลให้ MISSONI เติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด รวมทั้งยังได้รับโอกาสที่ดีและแรงสนับสนุนจากบุคคลสำคัญในแวดวงแฟชั่นเป็นจำนวนมาก

MISSONI ได้ขยายไลน์สู่การเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ในเวลาต่อมาและใช้ชื่อว่า MISSONI HOME โดยยังคงเอกลักษณ์ความโดดเด่นของแบรนด์แม่ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบสำหรับคอลเลคชั่นล่าสุดนี้ยังคงได้รับการถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากลายพิมพ์กราฟิกอันโด่งดัง สะท้อนความหรูหราสง่างามเฉพาะตัว ผสมผสานระหว่างการเล่นโทนสีและลายพรินต์ซิกแซ็กสุดไอคอนิกในสไตล์ร่วมสมัย นอกจากความสวยงามตามแบบฉบับของแบรนด์แล้ว MISSONI HOME ยังมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลายประเภท อาทิ วอลล์เปเปอร์ Cushions and Home Accessory ซึ่งข่าวดีก็คือ MOTIF โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านระดับลักชัวรี่ได้นำเข้ามาเพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกชมและเลือกซื้อได้แล้ว

สัมผัสเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจนของเฟอร์นิเจอร์จาก MISSONI HOME ได้แล้ววันนี้ที่ โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ MOTIF ชั้น 4 เซ็นทรัลเอ็มบาสซี โทร. 02-1605981 (Ext. 203-204)

ปอ-ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์

ปอ-ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์

เอมมี่-มรกต แสงทวีป

เอมมี่-มรกต แสงทวีป

อัครรัฐ วรรณรัตน์ และ อรวรรณ อิงคสิทธิ์ เสตะพันธ์

อัครรัฐ วรรณรัตน์ และ อรวรรณ อิงคสิทธิ์ เสตะพันธ์

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ เชิญเที่ยวงาน ‘๑๐ ทศมราชา สายธารพระเมตตาสู่แผ่นดิน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2567’

https://www.naewna.com/lady/844837

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ เชิญเที่ยวงาน  ‘๑๐ ทศมราชา สายธารพระเมตตาสู่แผ่นดิน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2567’

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ เชิญเที่ยวงาน ‘๑๐ ทศมราชา สายธารพระเมตตาสู่แผ่นดิน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2567’

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน-คณะกรรมการมูลนิธิ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล, อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, สายสม วงศาสุลักษณ์, นฤมล ล้อมทอง, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, ดร.สาโรจน์ พรประภา, ปาริชาต ธีระศิลป์, มณฑิชา สุขจันทร์, กัญฑนล ภู่ระหงษ์ และ ภษกร วัชระประเสริฐ

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นำโดย จัดงานแถลงข่าวการจัดงาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา” จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 5-10 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “๑๐ ทศมราชาสายธารพระเมตตาสู่แผ่นดิน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2567” เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยในยามที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติต่างๆ ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยประธานกรรมการอำนวยการจัด “งานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา” พร้อมด้วย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ประธานกรรมการดำเนินการจัดงานฯ และ ฐิติวัฒน์ว่องวรรณกุล กรรมการและเลขานุการอำนวยการจัดงานฯพร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ร่วมงานแถลงข่าว เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องพิมานสยาม ฮอลล์ โรงแรม ดิ แอทธินี

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฯ ได้กล่าวว่ามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาประธานกรรมการมูลนิธิฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรงเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตอย่างครบวงจรและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

“เนื่องด้วยเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จึงได้จัดงานภายใต้แนวคิด “๑๐ ทศมราชา สายธารพระเมตตาสู่แผ่นดินเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2567” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยในยามที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติต่างๆ ส่วนของนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติได้รับความอนุเคราะห์จากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมจัดแสดงถุงพระราชทาน สำหรับภัยพิบัติต่างๆ ทั้ง 5 แบบ ประกอบไปด้วย ถุงพระราชทานสำหรับผู้ประสบอุทกภัย, ถุงพระราชทานสำหรับผู้ประสบอัคคีภัย, ถุงพระราชทานสำหรับผู้ประสบวาตภัย, สิ่งของพระราชทานภัยหนาว และถุงพระราชทานสำหรับเด็ก ในส่วนของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ได้จัดแสดงนิทรรศการการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดเชียงรายและได้ร่วมจัดถุงยังชีพส่งต่อผู้ประสบอุทกภัยอีกด้วย”

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานกรรมการดำเนินการจัดงานฯ กล่าวว่า ภายในงานพบกับโซนนิทรรศการพันธกิจของมูลนิธิ ประกอบด้วย โซนภารกิจเฝ้าระวัง…ก่อนเกิดภัยพิบัติ จำลองสถานการณ์จริงการทำงานสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ โซนภารกิจบรรเทาทุกข์…ระหว่างเกิดภัยพิบัติจัดแสดงพระเมตตาขององค์นายกกิตติมศักดิ์ และองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ผ่านการประมวลภาพเหตุการณ์การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ภายใต้ร่ม “น้ำพระทัยสองพระมิ่งขวัญ” เชิญชวนจัดถุงยังชีพพระราชทาน“สัญลักษณ์แห่งขวัญและกำลังใจ” ร่วมจัดถุงจริงและบริจาคสมทบส่งต่อเป็นกำลังใจเพื่อผู้ประสบอุทกภัย และรับทราบว่าถุงยังชีพที่จัดส่งถึงมือผู้ประสบภัยในพื้นที่ใดผ่าน SMS พร้อมรับพวงกุญแจ“พี่พึ่งพา” แทนคำขอบคุณ โซนภารกิจฟื้นฟู…หลังเกิดภัยพิบัติมูลนิธิให้ความสำคัญทั้งการฟื้นฟูจิตใจ ฟื้นฟูชุมชน และฟื้นฟูอาชีพ มีการประมวลภาพฟื้นฟูหลังน้ำลดช่วยทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ จัด “กาด(ตลาด) มีชีวิต” สาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนชาวเชียงรายที่ได้รับผลกระทบ อาทิ หยกแกะสลัก ข้าวซอยน้อย ข้าวฟืมทอด ฯลฯ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมสนับสนุน

ด้าน ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล กรรมการและเลขานุการอำนวยการจัดงานฯ กล่าวว่า ภายในงานยังได้อัญเชิญพระพุทธรูป “พระพุทธวิชัย เขมิโย” จากชุมชนถ้ำผาจมมาประดิษฐานในงานเพื่อให้ผู้มาเที่ยวงานได้ร่วมทำบุญปิดทอง เพื่อมีส่วนร่วมในการบูรณะองค์พระซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ก่อนที่จะอัญเชิญกลับไปมอบให้กับชุมชนต่อไป เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาและสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวแม่สาย และได้จำลองภาพวาดเหล่าฮีโร่ทีมเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา ปฏิบัติการภัยพิบัติ ขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาดโดยศิลปินล้านนาเพื่อเป็นที่ระลึกและแสดงความขอบคุณจากใจชาวแม่สาย

งาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา” ภายใต้แนวคิด “๑๐ ทศมราชา สายธารพระเมตตาสู่แผ่นดินเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2567” ภายในงานพบกับ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สัมผัสนิทรรศการเสมือนจริงบอกเล่าภารกิจมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จำลองการทำงานสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ กิจกรรมเสวนา FOP Talk (Friend in Needs of “PA” Talk) ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยเชียงราย และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทุกมิติ ร่วมแบ่งปันจัดถุงยังชีพเพื่อส่งมอบต่อให้ผู้ประสบอุทกภัย กิจกรรม workshop จากชุมชนผู้ประสบอุทกภัย อาทิ การปักผ้าชูใจ โดยวิสาหกิจชุมชนแม่แดดน้อยจังหวัดเชียงใหม่ การทำยำมะมุด พืชท้องถิ่นจังหวัดนครศรีธรรมราช และการทำตุ๊กตาหอมผ้าคราม จากชุมชนที่มูลนิธิฯเข้าช่วยเหลืออุทกภัยที่จังหวัดสกลนคร

เพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งสินค้าคุณภาพราคาย่อมเยาพร้อมได้บุญไปกับร้านค้า โครงการส่วนพระองค์ ร้านพระบรมวงศานุวงศ์ ร้านพึ่งพา-Pafé ร้านค้ารับเชิญจากหน่วยต่างๆ ประกอบด้วย ชมรมคู่สมรสตุลาการ อัยการ ร้านภริยาเหล่าทัพ และผลิตภัณฑ์คุณภาพจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ตลอดจนร้านภาคีเครือข่ายกว่า 40 ร้าน ระหว่างวันที่ 5-10 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ชั้น G บริเวณ EM TOWER ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมในแต่ละวันเพิ่มเติมและรับชม LIVE เที่ยวงาน ได้ที่ https://www.facebook.com/friendsinneedofpa

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ให้เกียรติร่วมงาน

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ให้เกียรติร่วมงาน

ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์-วิทยุ และหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมให้การสนับสนุนประชาสัมพันธ์การจัดงาน

ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์-วิทยุ และหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมให้การสนับสนุนประชาสัมพันธ์การจัดงาน

ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรที่จะร่วมออกร้าน อาทิ สมาคมแม่บ้านกองบัญชาการกองทัพไทย, สมาคมแม่บ้านทหารบก, สมาคมภริยาทหารเรือ, สมาคมแม่บ้านทหารอากาศ, สมาคมแม่บ้านตำรวจ, ชมรมคู่สมรสตุลาการศาลยุติธรรม, สมาคมภริยาอัยการ และ สมาคมภริยาข้าราชการสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม

ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรที่จะร่วมออกร้าน อาทิ สมาคมแม่บ้านกองบัญชาการกองทัพไทย, สมาคมแม่บ้านทหารบก, สมาคมภริยาทหารเรือ, สมาคมแม่บ้านทหารอากาศ, สมาคมแม่บ้านตำรวจ, ชมรมคู่สมรสตุลาการศาลยุติธรรม, สมาคมภริยาอัยการ และ สมาคมภริยาข้าราชการสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และ ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล
ให้รายละเอียดการจัดงาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา” ภายใต้แนวคิด “๑๐ ทศมราชา สายธารพระเมตตาสู่แผ่นดิน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2567”

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และ ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล ให้รายละเอียดการจัดงาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา” ภายใต้แนวคิด “๑๐ ทศมราชา สายธารพระเมตตาสู่แผ่นดิน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2567”

ส่วนหนึ่งของนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “๑๐ ทศมราชา สายธารพระเมตตาสู่แผ่นดิน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2567”

ส่วนหนึ่งของนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “๑๐ ทศมราชา สายธารพระเมตตาสู่แผ่นดิน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2567”

สินค้าจากร้านพึ่งพา

สินค้าจากร้านพึ่งพา

ชิมของอร่อย ช้อปสินค้าคุณภาพจากชาวเชียงรายที่ประสบภัยน้ำท่วม

ชิมของอร่อย ช้อปสินค้าคุณภาพจากชาวเชียงรายที่ประสบภัยน้ำท่วม

ชมภารกิจของทีมเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา
ปฏิบัติการภัยพิบัติ พลังสำคัญในการช่วยเหลือ
พี่น้องประชาชนยามประสบภัยน้ำท่วม

ชมภารกิจของทีมเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา ปฏิบัติการภัยพิบัติ พลังสำคัญในการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนยามประสบภัยน้ำท่วม

งานสถาปนิก’68 ยกระดับสถาปัตยกรรมไทยสู่อนาคต กับแนวคิด ‘ทบทวน ทิศทาง : Past Present Perfect’

https://www.naewna.com/lady/844808

งานสถาปนิก’68 ยกระดับสถาปัตยกรรมไทยสู่อนาคต กับแนวคิด ‘ทบทวน ทิศทาง : Past Present Perfect’

งานสถาปนิก’68 ยกระดับสถาปัตยกรรมไทยสู่อนาคต กับแนวคิด ‘ทบทวน ทิศทาง : Past Present Perfect’

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สมาคมสถาปนิกสยามฯ ร่วมกับ ทีทีเอฟ แถลงข่าวผนึกกำลังเตรียมจัดงานสถาปนิก’68 ชูแนวคิด “ทบทวน ทิศทาง : Past Present Perfect” ยกระดับสถาปัตยกรรมไทยสู่อนาคต

นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงการจัดงานสถาปนิก ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 37 ปัจจุบันถือเป็นงานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างใหญ่ที่สุดในอาเซียน งานสถาปนิก’68 เป็นการต่อยอดการจัดงานสถาปนิกครั้งที่ผ่านมา ที่นำเสนอนิทรรศการเนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปี สมาคมฯ โดยในปีนี้มาพร้อมกับแนวคิด “ทบทวน ทิศทาง : Past Present Perfect” จะได้สำรวจและทบทวนถึงทิศทางที่สถาปัตยกรรมไทยได้ก้าวเดินผ่านมาหลายยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานเทคนิคและวัฒนธรรมจากอดีต การปรับตัวตามสภาพแวดล้อมและความต้องการของสังคมในแต่ละยุค รวมถึงการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เคยเป็นและสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าเรามีเส้นทางและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผู้คนและตัวตนของสถาปนิกอย่างไรเพื่อมองอนาคตไปด้วยกัน

การจัดงานสถาปนิก’68 นอกจากวัตถุประสงค์ของการเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกในแวดวงสถาปัตยกรรม ทั้งยังเป็นสื่อกลางในการจัดแสดงงานออกแบบ วัสดุก่อสร้าง การให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เทคโนโลยี นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับวงการสถาปัตยกรรมระดับนานาชาติ รวบรวมผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำของไทยและต่างประเทศ มาจัดแสดงบนพื้นที่เดียวกันที่ใหญ่มากถึง 75,000 ตร.ม.แล้ว ทั้งนี้ จากความน่าสนใจของการจัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมเสวนาให้ความรู้ และสินค้าบริการที่ครบวงจร คาดว่างานสถาปนิก’68 จะได้ผลตอบรับที่ดีมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 325,000 คน

นายธันว์ ศรีจันทร์ ประธานจัดงานสถาปนิก’68 กล่าวถึงภาพรวมกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นภายในงานสถาปนิก’68 แบ่งเป็น 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ส่วนนิทรรศการหลัก ส่วนนิทรรศการวิชาการ ส่วนนิทรรศการวิชาชีพ ส่วนพื้นที่กิจกรรมและบริการ และส่วนงานสัมมนาวิชาการ โดยส่วนนิทรรศการหลัก จะประกอบไปด้วย 7 โซนจัดแสดงเริ่มจากโซนแรก นิทรรศการ “ทบทวน ทิศทาง” ต่อด้วยโซนที่สอง “ชิ้นแรก ชิ้นล่า : From the First Piece to the Latest” พื้นที่นำเสนอผลงาน 2 ชิ้นประกอบไปด้วย ผลงานการออกแบบชิ้นแรก ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง และผลงานการออกแบบชิ้นล่าสุดที่แสดงถึงการพัฒนาและความก้าวหน้าของผลงานในปัจจุบัน และโซนที่สาม ภาพเก่าเล่าเรื่อง – The Documentary เป็นการนำเสนอภาพถ่ายเก่าของสมาคมฯ ที่บันทึกกิจกรรมและเหตุการณ์สำคัญต่างๆ จากอดีตมาถ่ายทอดใหม่ในรูปแบบของนิทรรศการ

โซนที่สี่ เรื่องเล่า 3 รุ่น ความสัมพันธ์ของคน 3 วัย ที่จะมาสะท้อนแนวทาง ต่อยอด ส่งต่อ ผ่านการทำงานร่วมกัน “บทสนทนา พร้อมภาพประกอบของคน 3 วัย หลากหลายสายงาน” มาถึงโซนที่ห้า นิทรรศการสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย : TIDA และโซนที่หก นิทรรศการและพื้นที่สัมมนาวิชาการ “TALA : ไทยไท” ปิดท้ายกับโซนที่เจ็ดนิทรรศการ สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย : TUDA ซึ่งในแต่ละโซนมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย อาทิ การเปิดให้คำแนะนำ คำปรึกษาด้านงานสถาปัตยกรรม การเปิดรับสมาชิก การให้ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัล และจุดจำหน่ายสินค้าของสมาคมฯ เป็นต้น

นายศุภแมน มรรคา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวถึงไฮไลท์ภายในงานว่า นอกจากพื้นที่ของสมาคมฯ แล้ว ยังมีผู้แสดงสินค้าที่ใช้พื้นที่ Thematic Pavilion มากที่สุดตั้งแต่เคยจัดแสดงมา ถึง 6 พื้นที่ ได้แก่ 1.S-ONEร่วมกับสถาปนิกจาก Looklen Architect2.NIPPON PAINT ร่วมกับสถาปนิกจาก pbm 3.VANACHAI ร่วมกับสถาปนิกจาก FLAT12X 4.VG ร่วมกับสถาปนิกจาก ativich / studio 5.WOODDEN ร่วมกับสถาปนิกจาก POAR 6.FAMELINE ร่วมกับสถาปนิกจาก Architects & Associates และทางด้านผู้จัดงานยังมีการเปิดพื้นที่โซนใหม่ “Lobby Zone” เป็นครั้งเเรก เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้แสดงสินค้ามากขึ้น

ในด้านผู้ชมงาน ทางบริษัทฯ จะมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนของผู้ชมงานที่อยู่ในกลุ่ม Professional ให้มากยิ่งขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก (Professional) อาทิ สถาปนิก นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ วิศวกร และผู้รับเหมาก่อสร้าง ในงานสถาปนิกที่ผ่านมา มีสัดส่วนอยู่ที่ 55% ขณะที่กลุ่ม Home Owners-End Usersอยู่ที่ 45% โดยประมาณการสัดส่วนในกลุ่มผู้ชมงาน Professional จะเติบโตขึ้นเป็น 60% ในงานสถาปนิก’68

งาน “สถาปนิก’68” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เมษายน-4 พฤษภาคม 2568 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ArchitectExpo.com และ Facebook Page: ASA Expo

นวัตกรรมล่าสุด ‘จบปัญหาอาการปวดกระดูกสันหลังได้ใน 1 วัน’

https://www.naewna.com/lady/844812

นวัตกรรมล่าสุด ‘จบปัญหาอาการปวดกระดูกสันหลังได้ใน 1 วัน’

นวัตกรรมล่าสุด ‘จบปัญหาอาการปวดกระดูกสันหลังได้ใน 1 วัน’

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังแห่งแรกของไทย เผยนวัตกรรมเฉพาะทางและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มุ่ง “จบปัญหาอาการปวดกระดูกสันหลังได้ใน 1 วัน”

จากสถานการณ์โรคที่เกี่ยวข้องกับ “กระดูกสันหลัง” ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ต้องทำงานออฟฟิศ ที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน โดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า โรคปวดหลังทุกชนิดมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 33.29 และพบว่าสูงสุดในกลุ่มอาชีพรับจ้างทั่วไป, พนักงานเอกชน รองลงมา คือกลุ่มทำงานภาคเกษตรกรรม โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ช่วงอายุที่พบมากคือ 45-54 ปี รองลงมาช่วงอายุ 55-64 ปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงอาการปวดหลัง หลายคนคิดถึงการผ่าตัดใหญ่และพักฟื้นเป็นเวลายาวนาน แต่สำหรับ รพ.เอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังแห่งเดียวและแห่งแรกในประเทศไทย ที่รักษาผู้ป่วยมากกว่า ١٠٠,٠٠٠ ราย ได้ลบภาพจำเดิมๆ ของการผ่าตัดหลังยุคเก่าออกไป สามารถทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วัน หลังการผ่าตัด หรือนอนพักในโรงพยาบาลเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น

ด้วยคอนเซ็ปต์ “แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว” เพราะใช้การผ่าตัดแบบส่องกล้องเป็นหลัก ทำให้แผลมีขนาดเล็กมากแค่ประมาณ 0.5 ซม.เท่านั้น จึงไม่แปลกที่จะทำให้คนไข้เจ็บตัวน้อย และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วที่สำคัญคือ “หยุดปวด”ได้ทันทีหลังการผ่าตัด

ขั้นตอนการรักษาผ่านเรื่องเล่าของแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง เริ่มจาก 1.การเดินทางมารักษาโรคกระดูกสันหลังภายใน 1 วัน : ผู้ป่วยต้องเดินทางมาถึงโรงพยาบาลได้ตั้งแต่เช้า เพื่อลงทะเบียนที่แผนกต้อนรับ จากนั้น เจ้าหน้าที่จะซักประวัติเบื้องต้น เช่น อาการที่เป็นอยู่ ความเจ็บปวด ตำแหน่งที่ปวด และระยะเวลาที่มีอาการ เพื่อให้ทีมแพทย์ได้ข้อมูลพื้นฐานในการประเมินอาการ

2.การพบแพทย์เฉพาะทางโรคกระดูกสันหลัง : การตรวจโรคกระดูกสันหลังเริ่มจากการซักประวัติผู้ป่วยเพื่อประเมินอาการและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จากนั้นจึงตรวจร่างกายเบื้องต้น เช่น การกดจุดและตรวจการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง หากพบอาการน่าสงสัยที่ตรงตามมาตรฐาน S-Quality แพทย์จะสั่งการตรวจ X-ray และ MRI โดยเทคนิคเฉพาะ เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการอย่างละเอียด การตรวจนี้ช่วยให้การวางแผนการรักษาชัดเจนและตรงจุด

3.ความล้ำหน้าของการค้นหาสาเหตุ ก่อนรักษาโรคกระดูกสันหลัง : การตรวจวินิจฉัยด้วย X-ray และ MRI โดยเทคนิคเฉพาะ เป็นขั้นตอนสำคัญที่ใช้เวลาเพียง 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แต่ให้ประโยชน์มหาศาลในการรักษาโรคกระดูกสันหลังที่ต้นเหตุ อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลเอส สไปน์ มีเครื่อง MRI ถึง 3 เครื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเครื่อง MRI แบบยืน ช่วยให้สามารถวินิจฉัยสาเหตุที่ซับซ้อนมากกว่าเครื่องแบบนอน จึงทำให้การรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ผู้ป่วย

4.ประเมินผลและวางแผนการรักษา : เมื่อผลการตรวจ X-ray หรือ MRI ออกมา แพทย์จะอธิบายผลการวินิจฉัยและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมหากแพทย์มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในเทคนิคที่หลากหลาย จะสามารถเลือกหัตถการที่ตรงกับอาการของผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ ซึ่งโรงพยาบาลมีหัตถการหลายรูปแบบที่ครอบคลุมการรักษาโรคกระดูกสันหลัง โดยแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับอาการ เช่น การเจาะรูส่องกล้องแบบ PSLD ซึ่งเป็นหนึ่งในหัตถการที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลัง อย่างไรก็ตามหากขาดความชำนาญในเทคนิคเหล่านี้ ก็อาจทำให้การรักษาไม่ตรงกับความต้องการเฉพาะของผู้ป่วย

5.การเตรียมตัวก่อนการรักษา : ทีมผู้ช่วยแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางและได้รับการฝึกฝนอบรมเฉพาะด้านเกี่ยวกับโรคกระดูกสันหลัง จะเข้ามาดูแลและเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งประสานงานกับแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษา หลังการตรวจวินิจฉัยได้ทันที

หากผู้ป่วยต้องการรับการผ่าตัด อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ เครื่องมือที่ใช้ ซึ่งโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง จะใช้เครื่องมือเฉพาะทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังเพียงอย่างเดียว จึงทำให้มีเครื่องมือชั้นนำจากทั่วโลกมาใช้ในการรักษา โดยเน้นการรักษาแบบแผลเล็กที่เรียกว่า MIS SPINE แบบครบวงจร ซึ่งจำเป็นต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และทีมผู้ช่วยแพทย์เฉพาะทาง จึงจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่จะใช้เวลาผ่าตัดไม่เกิน 1 ชั่วโมง

6.การฟื้นตัวและการติดตามผลหลังการรักษา :หลังการรักษา ทีมแพทย์และพยาบาลจะดูแลและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด