ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีกลุ่ม BRICS 100% ถ้าดันสกุลเงินใหม่แทนดอลลาร์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828709

ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีกลุ่ม BRICS 100% ถ้าดันสกุลเงินใหม่แทนดอลลาร์

1 ธ.ค. 2567 23:39 น.

ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีกลุ่ม BRICS 100% ถ้าดันสกุลเงินใหม่แทนดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากกลุ่ม BRICS 100% หากพวกเขาพยายามสร้างเงินสกุลใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้แทนเงินดอลลาร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาจะขอให้ประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS หรือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งนำโดยจีนกับรัสเซีย ให้สัญญาว่า จะไม่สร้างเงินสกุลใหม่ขึ้นมาใช้แทนเงินดอลลาร์ มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญกับกำแพงภาษี 100% ตลอดสมัยการปกครองของเขา

“ความคิดที่ว่า ประเทศ BRICS กำลังพยายามที่จะถอยห่างจากเงินดอลลาร์ ในขณะที่เรายืนดูอยู่เฉยๆ นั้น จบลงแล้ว” ทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social โซเชียลมีเดียของเขาเอง เมื่อบ่ายวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น

“เราขอคำมั่นสัญญาจากประเทศเหล่านี้ว่า พวกเขาจะไม่สร้างเงินสกุลใหม่ของ BRICS หรือสนับสนุนสกุลเงินอื่นเพื่อแทนที่เงินดอลลาร์สหรัฐอันแข็งแกร่ง มิเช่นนั้น พวกเขาจะเผชิญกับกำแพงภาษี 100% และควรบอกลาการขายสินค้าเข้าสู่เศรษฐกิจอันยอดเยี่ยมของสหรัฐฯ ได้เลย”

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศ BRICS ประกอบด้วย บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้ ซึ่งเข้าร่วมในปี 2554 ก่อนที่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อิหร่าน, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เอธิโอเปีย และอียิปต์ จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นการขยายขนาดของกลุ่มครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ นอกจากนั้นยังมีอีก 34 ประเทศที่แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย

เมื่อปี 2566 นายลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ผู้นำบราซิล เสนอเรื่องการสร้างสกุลเงินสำหรับใช้ร่วมกันในอเมริกาใต้ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์

นักวิเคราะห์ระบุว่า การที่กลุ่ม BRICS มีสกุลเงินและเครือข่ายธนาคารของตัวเองนอกระบบที่นำโดยเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจทำให้ประเทศอย่างรัสเซีย, จีน และอิหร่าน สามารถหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกได้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาเชื่อว่า โอกาสที่จะเกิดสกุลเงินใหม่นั้นมีน้อย เนื่องจากความแตกต่างด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

คำขู่ล่าสุดของนายทรัมป์เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากเขาประกาศจะตั้งกำแพงภาษีก้อนใหญ่ต่อสินค้านำเข้าจากเม็กซิโก, แคนาดา และจีน เริ่มตั้งแต่วันแรกที่เขารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ หรือ 20 ม.ค. 2568 โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ที่ประเทศดังกล่าวปล่อยให้มีผู้อพยพผิดกฎหมาย, อาชญากรรม และยาเสพติด ข้ามพรมแดนเข้าสู่สหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไซโคลน “เฟนญาล” ถล่มอินเดีย-ศรีลังกา ทำน้ำท่วมหนัก ดับแล้ว 19 ศพ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828705

ไซโคลน “เฟนญาล” ถล่มอินเดีย-ศรีลังกา ทำน้ำท่วมหนัก ดับแล้ว 19 ศพ

1 ธ.ค. 2567 22:49 น.

ไซโคลน “เฟนญาล” ถล่มอินเดีย-ศรีลังกา ทำน้ำท่วมหนัก ดับแล้ว 19 ศพ

ไซโคลน เฟนญาล พัดถล่มภาคใต้ของอินเดียต่อเนื่องจากศรีลังกา น้ำท่วมน้ำท่วมหนักหลายจุด มีผู้เสียชีวิตรวมใน 2 ประเทศแล้วอย่างน้อย 19 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ธ.ค. 2567 ว่า ไซโคลน เฟนญาล (Fengal) ทำให้มีผู้เสียชีวิตในประเทศอินเดียและศรีลังกาแล้วอย่างน้อย 19 ศพ นอกจากนั้นอิทธิพลของมันยังทำให้เกิดน้ำท่วมในรัฐทมิฬนาฑู และเขตสหภาพ “ปุฑุเจรี” ทางตะวันออกของอินเดีย หลังจากมันเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งจากอ่าวเบงกอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ปุฑุเจรี เผชิญกับฝนตกใน 1 วันหนักที่สุดในรอบ 30 ปี และทำให้บางส่วนของเมืองเจนไน จมอยู่ใต้น้ำ มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากถูกไฟฟ้าช็อต 3 ศพ บริการขนส่งสาธารณะได้รับผลกระทบ โดยเที่ยวบินจากเมืองเจนไนต้องถูกระงับชั่วคราวในวันเสาร์ แต่กลับมาให้บริการได้อีกครั้งในช่วงเช้าวันอาทิตย์ หลังฝนเริ่มลดลง

ด้านกองทัพอินเดียออกปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือประชาชนกว่า 500 ครัวเรือนในเขตกฤษณนาคา ภายในปุฑุเจรี ซึ่งถูกน้ำท่วมสูงกว่า 150 ซม. โดยตอนนี้พวกเขาช่วยผู้ประสบภัยได้แล้วกว่า 100 ราย

พายุเฟนญาลยังคงเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ บริเวณตอนเหนือของรัฐทมิฬนาฑูและชายฝั่งของเขตปุฑุเจรี และอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว

ก่อนหน้านี้ ไซโคลนเฟนญาลพัดถล่มประเทศศรีลังกา ทำให้เกิดฝนตกหนักกระทบประชาชนถึง 138,944 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

การบินไทยกลับมาบินตรงบรัสเซลส์-กรุงเทพฯ ทุกวัน เชื่อมยุโรป-เอเชีย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828701

การบินไทยกลับมาบินตรงบรัสเซลส์-กรุงเทพฯ ทุกวัน เชื่อมยุโรป-เอเชีย

1 ธ.ค. 2567 21:42 น.

การบินไทยกลับมาบินตรงบรัสเซลส์-กรุงเทพฯ ทุกวัน เชื่อมยุโรป-เอเชีย

(ภาพโดย บุญธง ก่อมงคลกูล)

การบินไทยกลับมาบินตรงบรัสเซลส์-กรุงเทพทุกวันอีกครั้งแล้ว หลังจากหยุดบินไปตั้งแต่ช่วงกลางปี 2563 เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19

บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 นายอเล็กซานเดอร์ เดอครู นายกรัฐมนตรีเบลเยียม นายปิยะสวัสดิ์ อัมระนัน ประธานคณะผู้บริหารฯ นายอาร์โนด์ ฟิสท์ CEO Brussels Airport นางกาญจา ภัทรโชค เอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และนางแคทรีน เดอโพว์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดการบินไทยเบลเยียมและลักเซมเบิร์ก ร่วมพิธีเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบินไทยจากกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม สู่กรุงเทพ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ หลังจากหยุดบินภายหลังโควิด 19 ช่วงกลางปี 2563

“ประเทศไทยกับเบลเยียมมีความสัมพันธ์อันยาวนานในทุกระดับ กรุงบรัสเซลส์เป็นศูนย์กลางของยุโรปเชื่อมต่อกับกรุงเทพที่เป็นประตูสู่เอเชีย เบลเยียมมีสถานที่ท่องเที่ยวอาหาร ช็อกโกแลต วาฟเฟิล และกิจกรรมน่าสนใจมากมายเช่น Tomorrow Land เทศกาลดนตรีที่มีคนไทยมาร่วมงานจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น อีกไม่นานผมคงจะมีเวลาเพิ่มขึ้นสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว และประเทศไทยก็เป็นจุดหมายหนึ่ง” นายกรัฐมนตรีเบลเยียมกล่าว

“คนไทยเห็นเครื่องบินครั้งแรกในประเทศไทยขับเข้ามาโดยคนเบลเยียม 156 ปีของความสัมพันธ์ไทย-เบลเยียมอันแน่นแฟ้นทั้งด้านการค้า การลงทุน และระดับประชาชน การกลับมาบินตรงอีกครั้งของการบินไทยทุกวันคือการจุดประกายให้เบลเยียมและไทยมีความสดใสยิ่งขึ้นในทุกด้าน” นางกาญจนา ภัทรโชค เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์กล่าวย้ำ

นางแคทรีน เดอโพว์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดการบินไทยเบลเยียมและลักเซมเบิร์ก กล่าวกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียมว่า “การบินไทยเป็นสายการบินเดียวที่บินตรงระหว่างกรุงบรัสเซลส์-กรุงเทพ โดยใช้เวลาบินเพียง 11 ชั่วโมง ขณะที่สายการบินอื่นต้องเปลี่ยนเครื่องระหว่างทาง ทำให้ต้องเสียเวลาในการเดินทางเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง” นอกจากนั้น ”เนื่องจากที่นั่งชั้นธุรกิจมีจำนวนจำกัด หากผู้โดยสารต้องการความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น ก็สามารถซื้อที่นั่งแถวแรกที่มีความกว้างขวางในราคาเพิ่มขึ้นเพียง 100$ นอกจากนั้น ในอนาคตอันใกล้ การบินไทยก็มีนโยบายที่จะขายตั๋วราคา Ethnic fares ให้กับผู้โดยสารคนไทยและครอบครัวที่จะเดินทางกลับประเทศไทยในราคาพิเศษอีกด้วย”

“ผู้โดยสารการบินไทยส่วนใหญ่เดินทางไปเอเชีย รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เนื่องจากกรุงเทพเป็นฮับการบินที่สมบูรณ์ที่สุดแบบในเอเชีย โดยสายการบินไทยมีเที่ยวบินเชื่อมต่อกับทุกประเทศ ทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายในการต่อเครื่องและสามารถแวะเที่ยวประเทศไทยไทยได้ทั้งในเที่ยวไปหรือเที่ยวกลับ ทั้งนี้ จำนวนผู้โดยสารที่เป็นนักธุรกิจก็ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมากไม่น้อยกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปอีกด้วย” นางแคทรีนกล่าวเน้น

เที่ยวบินการบินไทยจากกรุงบรัสเซลส์ออกเดินทางเวลา 13.30 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 06.15 น. สำหรับเที่ยวบินจากสนามบินสุวรรณภูมิออกเดินทางเวลา 00.30 น. ถึงสนามบินบรัสเซลส์เวลา 07.05 โดยใช้เครื่องบิน Boeing 787-8 มีที่นั่งชั้นธุรกิจ 22 ที่นั่ง และชั้นประหยัด 244 ที่นั่ง การบินไทยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมได้มีการออกแบบชุดไทยสำหรับแอร์โฮสเตสที่มีพลาสติก recycled 70% ไหมแท้ 30%

สายการบินไทยประสบความสำเร็จอย่างสูงกับเส้นทางการบินจากกรุงบรัสเซลส์เมืองหลวงของประเทศเบลเยียมที่ได้รับการขนานนามว่า “Capital of Europe” เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่สหภาพยุโรป หรือ EU และสภายุโรป รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และองค์การศุลกากรโลก (WCO) มีผู้โดยสารทำงานองค์กรดังกล่าวหลากหลายเชื้อชาติ รวมทั้งคนเบลเยียมที่รักการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ผู้โดยสารส่วนใหญ่พึงพอใจกับระยะเวลาการเดินทางที่สั้นและบริการสุดประทับใจ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกอดีตผู้ช่วยผู้ภักดีเป็นผู้อำนวยการเอฟบีไอ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828618

โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกอดีตผู้ช่วยผู้ภักดีเป็นผู้อำนวยการเอฟบีไอ

1 ธ.ค. 2567 11:03 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกอดีตผู้ช่วยผู้ภักดีเป็นผู้อำนวยการเอฟบีไอ

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เลือกอดีตผู้ช่วย “แคช ปาเทล” ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานสอบสวนกลาง หรือ เอฟบีไอ

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เลือก “แคช ปาเทล” อดีตผู้ช่วย ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปาเทลเคยวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ่อยครั้ง โดยนายปาเทล ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลาโหมสหรัฐฯ ในรัฐบาลทรัมป์ชุดแรก เป็นผู้สนับสนุนประธานาธิบดีคนใหม่จากพรรครีพับลิกันอย่างเหนียวแน่น

หากต้องการให้ปาเทลรับตำแหน่งนี้ คริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอคนปัจจุบันจะต้องลาออกหรือถูกไล่ออก แม้ว่าทรัมป์จะไม่ได้เรียกร้องให้เขาทำเช่นนั้นก็ตาม นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าเขาวางแผนที่จะเสนอชื่อแชด โครนิสเตอร์ หัวหน้าเขตฮิลส์โบโรห์ เคาน์ตี้ รัฐฟลอริดา ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด

นอกจากนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 พ.ย.) ทรัมป์ยังประกาศว่าเขาได้เลือกนายชาร์ลส์ คุชเนอร์ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำฝรั่งเศส นายคุชเนอร์เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเป็นบิดาของนายจาเร็ด คุชเนอร์ สามีของอิวานกา ทรัมป์ ลูกสาวของเขา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นตำแหน่งแรกในรัฐบาลที่ทรัมป์เสนออย่างเป็นทางการให้กับญาติของเขาตั้งแต่ได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลือกทั้งสามนี้จะต้องได้รับการยืนยันโดยคะแนนเสียงข้างมากในการลงมติในวุฒิสภาสหรัฐฯ

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเขาว่า “แคชเป็นทนายความ นักสืบ และนักสู้ ที่ยึดแนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่ยอดเยี่ยม โดยเขาอุทิศชีวิตการทำงานของเขาในการเปิดโปงการทุจริต ปกป้องความยุติธรรม และปกป้องประชาชนชาวอเมริกัน” และเสริมว่าปาเทลเป็น “ผู้สนับสนุนความจริง ความรับผิดชอบ และรัฐธรรมนูญ”

ข้อเสนอในอดีตของปาเทลรวมถึงการจำกัดอำนาจของเอฟบีไออย่างเข้มงวด ในหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาเรื่อง Government Gangsters ปาเทลเรียกร้องให้กำจัดสิ่งที่เขาเรียกว่า “การปกครองแบบเผด็จการของรัฐบาล” ภายในเอฟบีไอโดยการขับเจ้าหน้าที่ระดับสูงออก

ปาเทลจะเข้ามาแทนที่คริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอคนปัจจุบัน ซึ่งทรัมป์แต่งตั้งในปี 2017 ให้ดำรงตำแหน่ง 10 ปี แต่เรย์ไม่ได้รับความโปรดปรานจากประธานาธิบดีคนใหม่ เมื่อเอฟบีไอให้ความช่วยเหลือในการสอบสวนของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับการจัดการเอกสารลับของทรัมป์ ซึ่งคดีดังกล่าวได้ถูกยกฟ้องไปแล้ว

ปาเทล บุตรของผู้อพยพชาวอินเดีย เป็นอดีตทนายความฝ่ายจำเลยและอัยการของรัฐบาลกลาง ซึ่งได้รับความสนใจจากทรัมป์หลังจากที่เขาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสของคณะกรรมการข่าวกรองของสภาผู้แทนราษฎรในปี 2017 เขาได้รับการว่าจ้างจากทรัมป์ให้เป็นผู้ช่วยด้านความมั่นคงแห่งชาติในปี 2019 และหนึ่งปีต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม

นอกจากบันทึกความทรงจำในปี 2023 ของเขาแล้ว เขายังตีพิมพ์หนังสือสำหรับเด็กที่สนับสนุนทรัมป์อีกสองเล่ม โดยหนึ่งในหนังสือชื่อ The Plot Against the King มีเนื้อหาเกี่ยวกับวายร้ายชื่อฮิลลารี ควีนตัน ที่พยายามโค่นล้มกษัตริย์โดนัลด์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากพ่อมดที่ชื่อแคช ส่วนวายร้ายอีกคนหนึ่งชื่อคีปเปอร์ โคมี ซึ่งอ้างอิงถึงนายเจมส์ โคมี อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไออย่างไม่เปิดเผย 

เขายังอยู่ในคณะกรรมการของ Trump Media and Technology Group ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Truth Social ของประธานาธิบดีคนใหม่ มีรายงานว่าปาเทลมีสัญญาที่ปรึกษากับบริษัทที่จ่ายเงินให้เขาอย่างน้อยปีละ 120,000 ดอลลาร์.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เกษตรฯแจงจ่ายไร่ละพัน เร่งผลักดันโครงการช่วยชาวนา

https://www.naewna.com/local/844876

เกษตรฯแจงจ่ายไร่ละพัน เร่งผลักดันโครงการช่วยชาวนา

เกษตรฯแจงจ่ายไร่ละพัน เร่งผลักดันโครงการช่วยชาวนา

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) ชี้แจงถึงโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/2568 หรือโครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือไม่เกินครัวเรือนละ 20,000 บาท ว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 กำหนดเป็นหลักการว่าการจัดทำมาตรการ/โครงการ เพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และภาคเกษตรต่อจากนี้ไปให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตร โดยตรงแก่เกษตรกร และให้พิจารณาดำเนินมาตรการ/โครงการ ลักษณะที่เป็นการสนับสนุน การเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของภาคการเกษตร การพัฒนาภาคเกษตรตลอด ห่วงโซ่อุปทาน หรือเป็นการยกระดับกระบวนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก้สินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกร สามารถสร้างรายได้ของตนเอง ได้อย่างเพียงพอได้ในระยะยาว และดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และมีความยั่งยืนต่อไป

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 รวม 2 โครงการ วงเงิน 59,500.01 ล้านบาท จำแนกเป็นวงเงินสินเชื่อ 50,481.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 9,019.01 ล้านบาท และเตรียมเสนอ ครม.ดังนี้ 1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2567/68 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินงบประมาณรวม 43,843.76 ล้านบาท แยกเป็นวงเงินสินเชื่อ 35,481.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 8,362.76 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส.จ่ายสินเชื่อตามโครงการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อชะลอข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยกำหนดข้าวเปลือกที่เข้าร่วมโครงการฯ และวงเงินสินเชื่อต่อตัน

2.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน วงเงินงบประมาณ 15,656.25 ล้านบาท แยกเป็นวงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่าย หรือเพื่อการแปรรูป โดยสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี รัฐบาลรับภาระชดเชยดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกรร้อยละ 3.50 ต่อปี ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณาดำเนินงานตามระเบียบให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรสูงสุด

กยท.ชูนวัตกรรมยาง-ลดต้นทุนผลิต

https://www.naewna.com/local/844877

กยท.ชูนวัตกรรมยาง-ลดต้นทุนผลิต

กยท.ชูนวัตกรรมยาง-ลดต้นทุนผลิต

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ได้เตรียมจัด “โครงการรวมใจภักดิ์ หลอมรักษ์ สืบสานการพัฒนาที่ยั่งยืน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” ซึ่งเป็น 1 ใน 19 โครงการ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเชิญ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดงาน ที่ศูนย์วิจัยยางหนองคายและสำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.หนองคาย โดย กยท.จะชู “สวนยางอารยเกษตร” ซึ่งเป็นพื้นที่แปลงสาธิตต้นแบบแหล่งเรียนรู้ในการจัดการสวนยางจำลองการใช้พื้นที่สวนยางอย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่น้อมนำศาสตร์ของพระราชามาใช้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงด้านการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถเรียนรู้การสร้างรายได้ระหว่างรอเก็บเกี่ยวผลผลิต จากการทำเกษตรชนิดอื่นๆ ในพื้นที่ของตน นอกเหนือจากการปลูกยางพาราซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยวชนิดเดียว

นายสุขทัศน์กล่าวอีกว่า ได้นำนวัตกรรมยางพาราที่จะช่วยลดต้นทุนในการผลิตและอำนวยความสะดวกการจัดการภายในสวนยางมาจัดแสดง อาทิ เครื่องสกัดน้ำมันจากชิ้นส่วนยางที่เหลือจากการแปรรูป (เศษยาง, ขี้ยาง) เป็นทางเลือกในการสร้างพลังงานทดแทน รวมถึงนำหุ่นยนต์กรีดยางเข้ามาจัดแสดงโชว์กรีดยางแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตและลดต้นทุนการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ กยท.เตรียมแจกพันธุ์ยาง RRIT 3904 รวม 777 ต้น ให้ผู้นำเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่คิดค้นและพัฒนาโดยสถาบันวิจัยยาง กยท.มีความต้านทานต่อโรคทางใบและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในปริมาณมาก

‘นฤมล’จัดงานน้อมรำลึก รัชกาลที่9พระบิดาฝนหลวง

https://www.naewna.com/local/844878

‘นฤมล’จัดงานน้อมรำลึก รัชกาลที่9พระบิดาฝนหลวง

‘นฤมล’จัดงานน้อมรำลึก รัชกาลที่9พระบิดาฝนหลวง

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายราเชน ศิลปะรายะ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรพร้อมคณะ และผู้แทนส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม.

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ให้เทิดพระเกียรติพระองค์ ในฐานะที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ทรงมีพระราชดำริที่จะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นฝนจนเกิดเป็นเทคโนโลยีฝนหลวง ช่วยขจัดทุกข์ของประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และเป็นองค์ประกอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งได้จารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้ประชาชน เยาวชน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงก่อให้เกิดเทคโนโลยีฝนหลวง อันเป็นมรดกสำคัญของประเทศในการช่วยเหลือประชาชนมาตลอดระยะเวลา 69 ปี

ส่วนการจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2567 กรมฝนหลวงฯ มีการจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา องค์ราชา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระบิดาแห่งฝนหลวง”

รองปลัดฯร่วมถก คกก.นโยบายยางฯ รับทราบทุกประเด็น ครอบคลุมการผลิต

https://www.naewna.com/local/844875

รองปลัดฯร่วมถก  คกก.นโยบายยางฯ  รับทราบทุกประเด็น  ครอบคลุมการผลิต

รองปลัดฯร่วมถก คกก.นโยบายยางฯ รับทราบทุกประเด็น ครอบคลุมการผลิต

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ครั้งที่ 2/2567 โดยมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับการประชุมดังกล่าว มีการรับทราบประเด็นต่างๆ อาทิ 1.สถานการณ์ยางพาราของประเทศไทยและของโลก และ 2.ผลการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ และประเด็นเสนอเพื่อพิจารณาเห็นชอบ ได้แก่ (1) การขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษา เสถียรภาพราคายาง โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง และขยาย ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง (2) การขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบัน เกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท และ (3) การขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูป ยางพารา วงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีข้อเสนอแนะให้ดำเนินการวางแผนยุทธศาสตร์ยางพาราของไทย ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิต เน้นการศึกษาโอกาสในการขยายตลาดยางแปรรูปของประเทศไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้น

‘ก.เกษตรฯ’เร่งช่วยเหลือด้านปศุสัตว์อย่างครอบคลุม ขอพี่น้องชาวใต้มั่นใจ

https://www.naewna.com/local/844891

'ก.เกษตรฯ'เร่งช่วยเหลือด้านปศุสัตว์อย่างครอบคลุม ขอพี่น้องชาวใต้มั่นใจ

‘ก.เกษตรฯ’เร่งช่วยเหลือด้านปศุสัตว์อย่างครอบคลุม ขอพี่น้องชาวใต้มั่นใจ

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 19.04 น.

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2567 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยความคืบหน้าการช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ให้แก่พี่น้องเกษตรกรภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ว่า กรมปศุสัตว์ได้ช่วยเหลือเฉพาะหน้าในเบื้องต้นแล้ว ดังนี้ 1.แจกเสบียงพืชอาหารสัตว์ 134,240 กิโลกรัม 2.อพยพสัตว์ 207,793 ตัว 3.สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ/ยาปฏิชีวนะ/วิตามิน) 268 ชุด 4.รักษาสัตว์ 701 ตัว 5.ถุงยังชีพสัตว์ 158 ถุง

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ ช่วยเหลือประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 รวมทั้งวางแผนฟื้นฟูภายหลังน้ำลด เพื่อที่เกษตรกรจะสามารถกลับมาประกอบอาชีพและมีรายได้ตามปกติโดยเร็ว

สำหรับความเสียหายด้านปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า (30 พ.ย.67) มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา สตูล และ ตรัง จำนวน 71 อำเภอ 425 ตำบล 2,235 หมู่บ้าน มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 117,400 ราย สัตว์ในพื้นที่น้ำท่วม 5,753,340 ตัว แบ่งเป็น โค 215,925 ตัว กระบือ 8,453 ตัว สุกร 75,164 ตัว แพะ/แกะ 135,775 ตัว และสัตว์ปีก 5,318,023 ตัว ส่วนแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ 6,017.50

“เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ได้ที่ 1. สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด 2. สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ 3. ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ 4. กลุ่มโครงการพิเศษและป้องกันภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาปศุสัตว์ โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3315” นายอนุกูล กล่าว

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’และคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดดอยสะเก็ด (มูลนิธิดิอาร์ค)

https://www.naewna.com/local/844830

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'และคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดดอยสะเก็ด (มูลนิธิดิอาร์ค)

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’และคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดดอยสะเก็ด (มูลนิธิดิอาร์ค)

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.45 น.

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์อนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ นายสัตวแพทย์ศราวุธ เขียวศรี รักษาราชการแทนปศุสัตว์เขต 5 สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายธีรวิทย์ ขาวบุบผา ผู้อำนวยการกองงานพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด ดอยสะเก็ด (มูลนิธิดิอาร์ค) อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านสุขภาพสัตว์และสวัสดิภาพสัตว์ ได้รับสนองงานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการวางแผนออกแบบสถานที่พักพิงสัตว์และดำเนินโครงการก่อสร้างสถานที่พักพิงสัตว์และโรงพยาบาลสัตว์ของมูลนิธิ ดิ อาร์ค และมีหน่วยงานอื่นๆ ร่วมถวายงานฯ ซึ่งศูนย์พักพิงฯ มีสุนัขจำนวน กว่า 600 ตัว มีสัตวแพทย์จากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ กรมปศุสัตว์ร่วมปฏิบัติงาน ทั้งนี้เพื่อสนองงานในการช่วยเหลือสุนัข แมวจรจัดที่ถูกทอดทิ้ง และสัตว์ที่ถูกทารุณกรรม ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งด้านสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ต่อไป

– 006