‘อธิบดีทวีศักดิ์’ลงพื้นที่ปากช่อง เร่งรัดติดตามการเตรียมพร้อมจัดงานวันดินโลก 2567

https://www.naewna.com/local/844814

'อธิบดีทวีศักดิ์'ลงพื้นที่ปากช่อง เร่งรัดติดตามการเตรียมพร้อมจัดงานวันดินโลก 2567

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ลงพื้นที่ปากช่อง เร่งรัดติดตามการเตรียมพร้อมจัดงานวันดินโลก 2567

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.22 น.

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่ศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ติดตามการเตรียมความพร้อมการจัดงานวันดินโลก 2567 ในด้านการจัดโครงสร้าง อาคาร สถานที่และบริเวณโดยรอบ อาทิ บริเวณจัดพิธีเปิดงาน โซนแสดงนิทรรศการ เวทีกลาง นิทรรศการมีชีวิต  โซน DIY เส้นทางเดิน-วิ่งเทรล และ จุดไฮไลท์ต่างๆ ที่มีความสวยงามสำหรับผู้มาร่วมงานได้ถ่ายภาพ ฯลฯ โดยนายวินัย ชมบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมให้การต้อนรับและนำตรวจพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ความพร้อมกว่า 90 % โดยมี นายอธิวัฒน์ สิทธิภิญญาพัฒน์ ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน นายเชฏฐรุจ จันทร์แปลง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 2 นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ขอเชิญชวนผู้สนใจไปเที่ยวชมงานวันดินโลก 2567 และร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เดียวครบจบเรื่องดิน ในวันที่ 6-11 ธ.ค. 2567 ภายใต้หัวข้อ “Caring for soils : measure, monitor, manage ใส่ใจมาตรฐาน ตรวจวัดจัดการ ดินดียั่งยืน” ณ ศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจ Facebook กรมพัฒนาที่ดิน เพจ Facebook World Soil Day วันดินโลก หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official : Thai World Soil Day

– 006

พด. รับข้อสั่งการ รมว.นฤมล เร่งช่วยเหลือเกษตรกร หมอดินอาสาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

https://www.naewna.com/local/844613

พด. รับข้อสั่งการ รมว.นฤมล เร่งช่วยเหลือเกษตรกร หมอดินอาสาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

พด. รับข้อสั่งการ รมว.นฤมล เร่งช่วยเหลือเกษตรกร หมอดินอาสาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.01 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามคำสั่งการของดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร หมอดินอาสาและประชาชนที่ประสบอุทกภัยในเขตพื้นที่ภาคใต้  เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นมา ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่  7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และจังหวัดสตูล ส่งผลให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจำนวนมาก และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน 

กรมพัฒนาที่ดินได้สั่งการหน่วยงานในพื้นที่ เร่งช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้แก่เกษตรกร หมอดินอาสาที่ได้รับผลกระทบ โดยสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 และสถานีพัฒนาจังหวัดในพื้นที่เกิดสถานการณ์อุทกภัย ได้ลงพื้นที่ติดตามความเสียหายและให้กำลังใจแก่เกษตรกร หมอดินอาสาผู้ประสบอุทกภัยที่พักอาศัย ศูนย์เรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดินและพื้นที่การเกษตรที่ประสบอุทกภัย พร้อมทั้งได้มอบข้าวสาร อาหารแห้งและถุงยังชีพแล้วจำนวน 150 ชุด ทั้งนี้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ   ได้นำรถ 6 ล้อสูงเข้าให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ตากใบเพื่อช่วยขนย้ายสิ่งของและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงออกจากพื้นที่เพื่อส่งต่อรถฉุกเฉิน เนื่องจากน้ำท่วมสูง 1- 1.5 เมตร  สถานีพัฒนาที่ดินยะลาได้เปิดครัวจิตอาสาพระราชทาน ผลิตข้าวกล่อง จำนวน 120 กล่องพร้อมด้วยจัดหาน้ำดื่มสะอาดจำนวน 120 ขวด เพื่อมอบให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่บ้านปูยุด หมู่ที่ 1 ตำบลธารโต อำเภอธารโต จังหวัดยะลา และสถานีพัฒนาที่ดินนราธิวาสได้จัดหาไก่สดจำนวน 80 กก. และน้ำดื่มจำนวน 250 ขวด เพื่อมอบให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่โรงทานแห่งที่ 2 บ้านตือระ ตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส นอกจากนี้ ได้สั่งการให้มีการปรับแผนการดำเนินงาน  โดยเร่งผลิตสารเร่งซุปเปอร์ พด. 6 เพื่อเตรียมความพร้อมในการบำบัดน้ำเน่าเสียในพื้นที่น้ำท่วมขัง และช่วยขจัดกลิ่นเหม็น 

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เกิดสถานการณ์อุทกภัย จะเร่งเข้าสำรวจพื้นที่ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลจัดการดินภายหลังน้ำลดให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่ และชนิดพืช รวมทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด. ต่าง ๆ ของกรมฯ ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับหมอดินอาสา เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ต่อไป

‘นฤมล’เผย ก.เกษตรฯหนุนตั้ง’ศูนย์ข้าวชุมชน’ยกเป็นกลไกหลัก เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน

https://www.naewna.com/local/844543

'นฤมล'เผย ก.เกษตรฯหนุนตั้ง'ศูนย์ข้าวชุมชน'ยกเป็นกลไกหลัก เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน

‘นฤมล’เผย ก.เกษตรฯหนุนตั้ง’ศูนย์ข้าวชุมชน’ยกเป็นกลไกหลัก เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.13 น.

“นฤมล”เผย ก.เกษตรฯหนุนตั้ง“ศูนย์ข้าวชุมชน”ยกเป็นกลไกหลัก เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน กระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง

29 พ.ย.67 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2568 ณ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลดอยหล่อ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปลูกข้าว โดยนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ มาปรับใช้กับวิถีเกษตรในปัจจุบัน เพื่อช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก นำไปสู่การนำระบบไปปฏิบัติใช้ และสร้างการมีส่วนร่วมในระดับชุมชมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสูง เพิ่มผลผลิต และคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นางนฤมล กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมการข้าวมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรวมตัวกันจัดตั้ง “ศูนย์ข้าวชุมชน” เพื่อเป็นรากฐานในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าว (1 ตำบล 1 ศูนย์ข้าวชุมชน) โดยมุ่งเน้นการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ดี เปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการพัฒนาข้าวด้วยตนเอง ช่วยให้ชุมชนและองค์กรชาวนาเกิดความเข้มแข็ง เพื่อให้สมาชิกศูนย์ข้าวชุมชน ชาวนาอาสา และเกษตรกร เข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม และจำเป็นต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นการรักษาเสถียรภาพผลผลิตของเกษตรกร

“ปัจจุบันการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวยังไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยปีการผลิต 2566/67 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ประมาณ 100,000 ตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวของทั้งประเทศ ที่อยู่ประมาณ 1.33 ล้านตัน ดังนั้น ศูนย์ข้าวชุมชน จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่สำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ยังขาดแคลน กระทรวงเกษตรฯ จึงมุ่งผลักดันศูนย์ข้าวชุมชนให้เป็นกลไกสำคัญในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน กระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่ชาวนา โดยได้ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการการทำงานร่วมกัน สนับสนุนพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง สามารถลดต้นทุนการผลิต สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค”

นางนฤมล กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า เพื่อต้องการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกของศูนย์ข้าวชุมชน และเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้รับรู้และเข้าใจในข้อมูลองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สำหรับใช้ประโยชน์เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยเน้นการผลิตที่นำเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การฟื้นฟูนาข้าวหลังน้ำลด การใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดโรค แมลงและจุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว เพื่อจัดการระบบการผลิตภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากข้าวโดยเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย

กรมปศุสัตว์ ร่วม ก.เกษตรฯ ผนึกกำลังช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทุกภัย จ.สงขลา

https://www.naewna.com/local/844449

กรมปศุสัตว์ ร่วม ก.เกษตรฯ ผนึกกำลังช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทุกภัย จ.สงขลา

กรมปศุสัตว์ ร่วม ก.เกษตรฯ ผนึกกำลังช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทุกภัย จ.สงขลา

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.11 น.

29 พฤศจิกายน 2567 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่พร้อมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำทีมโดย นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนิรุธ เนื่องเม็ก ปศุสัตว์เขต 9 นายพินิจ สวัสดิรักษา ปศุสัตว์จังหวัดสงขลา นางศุภวันจักกรี ดอนไสว รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตร ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ อำเภอสทิงพระจังหวัดสงขลา โดยรับฟังสรุปภาพรวมอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ณ สำนักงานเกษตรอำเภอสทิงพระ

โดยสถานการณ์พื้นที่ประสบอุทกภัยเมื่อวันที่ 27-29 พ.ย. 67 เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ภายหลังการลงพื้นที่ตรวจราชการแล้วพบปริมาณน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดเกษตรฯ ได้ขอให้หน่วยงานภายใต้ ก.เกษตรฯ ทุกภาคส่วน เร่งดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรด้านปศุสัตว์ ด้านประมง ด้านเกษตร ได้ทันเหตุการณ์ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้ และให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด พร้อมรับมือช่วยเหลือด้านการเกษตรฯอีกด้วย

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดงาน Kick Off มาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง

https://www.naewna.com/local/844440

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดงาน Kick Off มาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดงาน Kick Off มาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.47 น.

วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เวลา 09.00 น. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน นายสมบูรณ์ ธิจันทร์  ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 และผู้อำนวยสถานีพัฒนาที่ดินในสังกัด ร่วมพิธีเปิดงาน ”Kick Off มาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 กรมส่งเสริมการเกษตร“ เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ถึงการปฏิบัติงานตามแนวทางขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง และการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน  นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมทองกวาว สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) อย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังต้องทำการส่งเสริมการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทดแทนการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อรองรับนโยบาย/มาตรการการค้าด้านสิ่งแวดล้อมโลก เช่น EUDR, CBAM และ Carbon Credit รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรในการลดการเผาในพื้นที่เกษตร เช่น ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการต่าง ๆ ที่ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ เช่น การเตรียมความพร้อม การประชาสัมพันธ์เชิงรุกนำไปปฏิบัติในพื้นที่อีกด้วย

‘กรมการข้าว’ ร่วมคณะรมต.-ผู้บริหารก.เกษตร ประชุมครม.สัญจร จ.เชียงใหม่

https://www.naewna.com/local/844437

‘กรมการข้าว’ ร่วมคณะรมต.-ผู้บริหารก.เกษตร ประชุมครม.สัญจร จ.เชียงใหม่

‘กรมการข้าว’ ร่วมคณะรมต.-ผู้บริหารก.เกษตร ประชุมครม.สัญจร จ.เชียงใหม่

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.43 น.

29 พฤศจิกายน 2567 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2567 จ.เชียงใหม่โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรี ได้เดินเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวรายงานนำเสนอ

คุยกัน7วันหน : ออสเตรเลียผ่านกฎหมาย ห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์

https://www.naewna.com/lady/844674

คุยกัน7วันหน : ออสเตรเลียผ่านกฎหมาย  ห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์

คุยกัน7วันหน : ออสเตรเลียผ่านกฎหมาย ห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

วุฒิสภาออสเตรเลียผ่านกฎหมายเข้มงวดที่สุดในโลก ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า16 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดีย วุฒิสภาออสเตรเลีย มีมติผ่านร่างกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือ โซเชียลมีเดียแล้วเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยคะแนน 34 ต่อ 19 เสียง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอีก 12 เดือนข้างหน้าโดยบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่ปฏิบัติตามจะถูกปรับสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1,100 ล้านบาท)

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาการแก้ไขก่อนประกาศเป็นกฎหมาย แต่รัฐบาลครองเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว จึงถือว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะผ่านการเห็นชอบอย่างแน่นอน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ทำให้ออสเตรเลียกำลังจะขึ้นแท่นเป็นประเทศแรกที่จะบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างเข้มงวดที่สุด เพราะแม้ว่าจะไม่ใช่ประเทศแรกที่พยายามจำกัดการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเยาวชน แต่นับว่าเป็นการกำหนดเกณฑ์อายุสูงที่สุดในโลก และไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ใช้งานเดิมหรือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง

รายละเอียดสำคัญของร่างกฎหมายนี้ จะบังคับให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องเพิ่มกระบวนการตรวจสอบเอง และรัฐบาลจะใช้เทคโนโลยีตรวจสอบอายุในการบังคับใช้อีกทอดหนึ่งเวลานี้กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ระบุแพลตฟอร์มที่จะบังคับห้ามใช้งาน โดยรัฐมนตรีการสื่อสารออสเตรเลียจะพิจารณาภายหลังตามคำแนะนำของ eSafety Commissioner ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางอินเตอร์เนต โดยแพลตฟอร์มเกมและแชทจะได้รับการยกเว้น รวมถึงเว็บไซต์ที่ไม่ต้องลงทะเบียน เช่น YouTube

รัฐบาลพรรคแรงงานของออสเตรเลีย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี มองว่าการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่มากเกินไป ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็กและเชื่อว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยปกป้องเด็กจากอันตรายหลังจากข้อมูลทางการ ชี้ว่า เกือบ 2 ใน 3ของเด็กอายุ 14 ถึง 17 ปี ดูเนื้อหาออนไลน์ที่เป็นอันตราย ทั้งการใช้ยาเสพติด การฆ่าตัวตาย การทำร้ายตัวเองและการใช้ความรุนแรงอื่นๆถือเป็นสิ่งที่พ่อแม่ชาวออสเตรเลียหลายคนกำลังเป็นกังวล ที่ลูกๆ ของตัวเองใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป

ข้อมูลจาก eSafety Commissioner ชี้ว่า ชาวออสเตรเลียที่มีอายุระหว่าง 12 ถึง 17 ปี ท่องโลกออนไลน์เฉลี่ยสัปดาห์ละ 14.4 ชั่วโมง ซึ่งผู้ชายเล่นนานกว่าผู้หญิง และยิ่งโตก็ยิ่งเล่นเยอะขึ้น โดยมักใช้เวลาไปกับการหาข้อมูลที่สนใจ มากที่สุด 95% ดูคลิปวีดีโอและทีวีออนไลน์ คุยกับเพื่อนฟังเพลงและเล่นเกมออนไลน์ ดังนั้น ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ย่อมกระทบกับการพูดคุยของเด็กบนโลกออนไลน์ แต่รัฐบาล ระบุว่า เด็กจะยังสามารถเข้าถึงบริการส่งข้อความ เกมออนไลน์ รวมทั้งบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและสุขภาพได้

อย่างไรก็ตาม ชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วยกับกฎหมายใหม่นี้ เพราะมองว่าการดูแลลูกหลานเรื่องการใช้งานโซเชียลมีเดียควรจะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ใช่ให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงแบบนี้และการห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียแบบไม่มีข้อยกเว้นแบบนี้ จะทำให้เด็กออสเตรเลียตามหลังประเทศอื่นเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล อันถือเป็นทักษะที่มีความสำคัญมากๆ ในยุคนี้

เด็กๆ ออสเตรเลียหลายคนถึงกับบอกว่า นี่มันละเมิดประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนชัดๆ เพราะผ่านกฎหมายในสภากันเองโดยไม่ยอมสอบถามประชาชนก่อน เด็กๆ บางคนบอกว่า เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องความรับผิดชอบของพ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่ใช่รัฐบาลต้องมาเป็นเจ้าภาพจัดการ และว่าหลังจากนี้พวกเขาก็จะไม่สนใจ และยังจะใช้งานสื่อออนไลน์ต่อไป แต่อาจใช้วิธีแอบเล่นเอา

กฎหมายนี้ยังถูกตั้งคำถามถึงวิธีการบังคับใช้ และผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัว กับการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แม้บริษัทวิจัยตลาด YouGovของอังกฤษ สำรวจความเห็นชาวออสเตรเลีย เมื่อเดือนส.ค. พบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการเข้มงวดของรัฐบาล อย่างการห้ามเล่นสื่อสังคมออนไลน์ กำหนดอายุเด็กที่ 17 ปีมากกว่าที่รัฐบาลเสนอเสียอีก นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้มีการกำกับดูแลสื่อสังคมออนไลน์เหมือนกับทีวี รวมทั้งให้บริษัทผู้ให้บริการไปร่วมมือกับรัฐเพื่อใช้อำนาจในการลบเนื้อหาออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม

ยังไม่แน่ใจว่า ทางการออสเตรเลียจะห้ามไม่ให้คนที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างไร ซึ่งทางรัฐบาลบอกว่าจะใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบอายุผู้ใช้งาน ซึ่งจะมีการทดสอบระบบในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีหลายๆ คนบอกว่าถึงการแบนจะเกิดขึ้นจริง และรัฐบาลจะมีวิธีการตรวจสอบอายุ แต่ก็มีหลายวิธีที่ผู้ใช้งานสามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบอายุได้ ด้วยการใช้ VPNเพื่อเปลี่ยนโลเกชั่นผู้ใช้งานว่าไม่ได้อยู่ในออสเตรเลีย หรือการให้ผู้อื่นสมัครบัญชีใช้งานแทน รวมทั้ง อาจจะมีโซเชียลมีเดียใต้ดินเกิดใหม่ เพื่อให้เยาวชนใช้โดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ เพราะโซเชียลมีเดียใต้ดิน รัฐบาลจะเข้าไปควบคุมอะไรไม่ได้เลย กลายเป็นว่ากฎหมายใหม่นี้จะผลักดันเยาวชนจากการใช้โซเชียลมีเดียที่รัฐบาลควบคุมได้ มีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง ไปสู่โซเชียลมีเดียใต้ดินที่เต็มไปด้วยเนื้อหาอันตรายที่ไร้การควบคุม

เช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Google, Snap, Meta และ TikTok ต่างวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายนี้ว่า ไม่มีรายละเอียดที่มากพอว่าจะดำเนินการอย่างไร และบอกว่ากฎหมายใหม่นี้จะไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจจะปกป้องเด็กจากการใช้งานโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ การแบนคนในประเทศตัวเองจากการใช้โซเชียลมีเดียถือว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย

โดย ดาโน โทนาลี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิจิตรเจ้าพระยา’ ภูมิแม่น้ำสายชีพของแผ่นดิน

https://www.naewna.com/lady/844682

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิจิตรเจ้าพระยา’ ภูมิแม่น้ำสายชีพของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิจิตรเจ้าพระยา’ ภูมิแม่น้ำสายชีพของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.30 น.

แม่น้ำเจ้าพระยาจากมุมสูง

งานวิจิตรเจ้าพระยา (Vijit Chao Phraya) เป็นงานเทศกาลแสง สี และเสียงสุดอลังการที่จัดขึ้นริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเฉลิมฉลองและส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ในวันที่๑๖ พฤศจิกายน-๑๕ ธันวาคม เวลา ๑๘.๐๐-๒๒.๐๐ น.นั้นเป็นงานที่เนรมิตบรรยากาศริมแม่น้ำให้เต็มไปด้วยแสง สี เสียงตระการตา ผสมผสานกับศิลปะ วัฒนธรรม และนวัตกรรมที่ทันสมัย ซึ่งจัดขึ้นบริเวณสถานที่สำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยคัดเลือกพื้นที่จัดการแสดงที่มีเอกลักษณ์และสะท้อนถึงความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมที่งดงามจากแนวของสายน้ำที่ ๑๕ จุดการแสดง ได้แก่ ๑.เจดีย์วัดคฤหบดี ๒.สะพานพระราม 8 ๓.หอนาฬิกาพิพิธภัณฑ์พิมุขสถาน (ศิริราช)  ๔.วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ๕.อาคารสำนักงานราชนาวิกสภากองทัพเรือ ๖.วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ๗.ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ๘.วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ๙.อาคารสุนันทาลัย (โรงเรียนราชินี) ๑๐.สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า) ๑๑.สะพานพระปกเกล้า ๑๒.ต้นไม้ใหญ่ ด้านหน้าร้านยกยอมารีน่า ๑๓.ตึกร้าง ซอยล้ง 1919 ๑๔. แนวต้นไม้ใหญ่ กระทรวงมหาดไทย (แห่งใหม่และ ๑๕.Iconsiam โดยแต่งแต้มสีสันแนวแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนด้วยนวัตกรรมแสง สี และสื่อผสมสมัยใหม่ ทั้ง Projection Mapping & Lighting ควบคู่กับการผสมผสานวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ให้มีความทันสมัย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวยามค่ำคืนอันอัศจรรย์และอยากเดินทางกลับมาอีกครั้ง เช่น การประดับไฟ การฉายภาพบนตัวอาคาร การแสดงพลุ การแสดงทางวัฒนธรรม ฯลฯ      

แผนที่แม่น้ำสำคัญ

แม่น้ำเจ้าพระยามีต้นน้ำอยู่ที่ปากน้ำโพหรือเมืองชอนตะวัน (นครสวรรค์) สมัยสุโขทัยด้วยมีแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านไหลมาบรรจบกันที่ตำบลปากน้ำโพ บริเวณด้านหน้าเขื่อนในตัวตลาด ซึ่งเป็นจุดรวมของแม่น้ำทั้งสองสายดังกล่าว สายน้ำทั้งสองนั้น แม่น้ำน่าน มีสีค่อนข้างแดงและแม่น้ำปิงมีสีค่อนข้างไปทางเขียว เมื่อมาบรรจบกันแล้วจึงค่อยๆ รวมตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ เป็นสายสำคัญของประเทศไทยไหลผ่านจังหวัดต่างๆ ของภาคกลางจนถึงกรุงเทพมหานครและออกอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ มีความยาวประมาณ ๓๔๐ กิโลเมตร จุดชมต้นแม่น้ำเจ้าพระยา คือ บริเวณศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิมที่สามารถเที่ยวทางเรือขึ้นไปแม่น้ำปิง แม่น้ำยม แม่น้ำวังและแม่น้ำน่าน ที่อยู่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยาส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณกรุงเทพมหานครได้มีการขุดคลองลัด ๓ ครั้ง ในสมัยอยุธยาคือคลองลัดบางกอก เมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๕ สมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช, คลองลัดบางกรวย พ.ศ. ๒๐๘๑ สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ, คลองลัดนนทบุรี พ.ศ. ๒๑๗๙ สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และในสมัยรัตนโกสินทร์มีการขุดลอกคลองลัดโพธิ์ บริเวณตำบลทรงคะนองและตำบลบางยอ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อช่วยในการระบายน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้า จากหลักฐานทางด้านโบราณคดีที่มีการศึกษากันในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมของแม่น้ำเจ้าพระยานั้นมีพัฒนาการทางสังคมที่แลเห็นได้ชัดเจนจากการตั้งถิ่นฐานและรูปแบบทางวัฒนธรรมเป็นบ้านเป็นเมืองมาประมาณ ๓,๕๐๐ ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก อีกทั้งเป็นพัฒนาการที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายเข้ามาของกลุ่มชนต่างๆ จากภายนอก วัฒนธรรมในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ เป็น ยุคโลหะเพราะคนในยุคนี้มีความรู้ในการถลุงโลหะธาตุ และนำโลหะมาทำเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับกันแล้ว ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าเป็นสังคมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นอย่างมากนั้นมีความรู้ในด้านนี้กลุ่มชนภายนอกที่เคลื่อนย้ายเข้ามา และยังพบว่ากลุ่มนี้ได้นำเอาเปลือกหอยทะเลชนิดต่างๆ จากทะเลลึก มาทำเป็นเครื่องประดับที่มีราคาและใช้เป็นเงินตราในการแลกเปลี่ยนสินค้าอีกด้วย

งานวิจิตรเจ้าพระยา 2567 จึงเป็นอีกหนึ่งงานเทศกาลที่น่าสนใจและพลาดไม่ได้สำหรับชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อันน่าประทับใจริมแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะศึกษาเรียนรู้ไปถึงสังคมวัฒนธรรมที่ฝรั่งหลายชาติได้เดินทางและบันทึกไว้

แม่น้ำเจ้าพระยา

แม่น้ำเจ้าพระยา

แม่น้ำเจ้าพระยา-ท่ามหาราช

แม่น้ำเจ้าพระยา-ท่ามหาราช

ท่ามหาราช

ท่ามหาราช

เรือนักท่องเที่ยว

เรือนักท่องเที่ยว

ตึกอาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ตึกอาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยา

เรือสำเภาปากน้ำ

เรือสำเภาปากน้ำ

เรือใบปากอ่าวไทย

เรือใบปากอ่าวไทย

พระเจดีย์สมุทรปราการ

พระเจดีย์สมุทรปราการ

แสงสีเสียงสะพานพระราม ๘

แสงสีเสียงสะพานพระราม ๘

แสงสีเสียงวัดอรุณราชวราราม

แสงสีเสียงวัดอรุณราชวราราม

แสงสีเสียงวัดกัลยา

แสงสีเสียงวัดกัลยา

ตะลอนเที่ยว : ศรีลังกา ไปแล้วอยากไปอีก

https://www.naewna.com/lady/844720

ตะลอนเที่ยว : ศรีลังกา ไปแล้วอยากไปอีก

ตะลอนเที่ยว : ศรีลังกา ไปแล้วอยากไปอีก

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.15 น.

หลังจากจัดทริปไปศรีลังกาสองสามทริปในระยะเวลา 1-2 ปี ก็ทำให้ทราบว่ามีสมาชิกตะลอนเที่ยวมากมายติดอกติดใจความน่ารัก ความงาม และความเป็นธรรมชาติของศรีลังกา และมีเสียงเรียกร้องเป็นระยะๆ ว่าจัดไปเที่ยวศรีลังกากันอีกเถอะอยากไปอีก เพราะติดใจเสน่ห์เมืองซีลอน (ชื่อเดิมก่อนจะเป็นศรีลังกา)

เมื่อมีเสียงเรียกร้องมามากมาย ก็ทำให้ต้องสนองความต้องการของสมาชิก ดังนั้น Mr.Flower จึงจะพาคุณๆ ไปเที่ยวเมืองซีลอนเป็นครั้งที่สองในปีนี้ โดยเดินทาง 11-16 ธันวาคม 2567 (ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิช่วงค่ำวันที่ 11 ธันวาคม แล้วกลับถึงเมืองไทยวันที่ 16 ธันวาคม เวลาประมาณ 6 นาฬิกา คือเช้าตรู่ของวันจันทร์) 

สัปดาห์นี้คงไม่ต้องเขียนเล่าประวัติเมืองซีลอน และประวัติพระเขี้ยวแก้วอีก เพราะเล่าให้ฟังไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนๆหน้านี้ แต่วันนี้จะบอกว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนกับบ้าง พร้อมกับนำเสนอเฉพาะภาพจากวัดพระเขี้ยวแก้วให้ชม

โปรแกรมทัวร์ (คร่าวๆ) 

11 ธันวาคม สมาชิกพบกันที่ชั้นสี่(ขาออก) สนามบินสุวรรณภูมิ ประตู 4 เวลา 19.30 น. หลังจากนั้น Mr.Flower จะนำสมาชิกไป load กระเป๋าเดินทางที่เคาน์เตอร์ของสายการบินไทย แล้วผ่านพิธีการของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เรียบร้อยแล้วรอเวลาเครื่องบินบินออกจากประเทศไทยในเวลาประมาณ 22.00 น. 

เวลา 24.00 น. (เวลาศรีลังกาช้ากว่าไทย 1 ชั่วโมง) เครื่องบินไปถึงสนามบินBandaraniake International Airport เมือง Negombo กรุง Colombo สนามบินนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองกรุงโคลอมโบ ประมาณ 30 กิโลเมตร แล้วพักที่โรงแรม Grandbell Hotel Colombo

12 ธันวาคม เวลา 07.00 น.รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม แล้วไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญ เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติศรีลังกา ลานประกาศอิสรภาพ และศาสนสถานสำคัญ เช่น Kalayani Raja Maha Viharn เป็นต้น แล้วไปชม Pettah, Jami Ul Altar Mosque เป็นต้น ระหว่างนั้นพักรับประทานอาหารเที่ยงในบริเวณท่าเรือดั้งเดิมของซีลอนในยุคอาณานิคมที่ได้รับการปรับปรุงตกแต่งจนงดงามน่าเดินเที่ยว แล้วจึงเดินทางต่อไป Kandy (ระยะทางห่างจากกรุงโคลอมโบ ประมาณ 150 กิโลเมตร แต่บางครั้งต้องนั่งรถยนต์นานกว่า 5 ชั่วโมง ขึ้นกับสภาพจราจร เพราะถนนแคบมีเพียงสองช่องทางจราจรเท่านั้น) แต่รับรองว่าเมื่อไปถึง Kandy จะประทับใจมากจนหาคำบรรยายได้ยาก รับประทานอาหารเย็นแล้วเข้าพักโรงแรมที่อยู่ในเขตพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตากอากาศของอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม

13 ธันวาคม เวลา 07.00 น.รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม แล้วลงจากเนินเขาที่ตั้งโรงแรมไปวัดพระเขี้ยวแก้ว เพื่อกราบนมัสการพระเขี้ยวแก้ว พร้อมชมโบราณสถานในเขตวังเดิม ที่พระมหาราชาถวายเป็นเขตพระอารามวัดพระเขี้ยวแก้ว จากนั้นรับประทานอาหารเที่ยง แล้วเดินทางต่อไปชมเมืองป้อมปราการสิคิริยา (Sigiriya) หรือสิงหคีรี (Sinhakiri) สิคิริยาเป็นเขตโบราณสถานที่สำคัญ เคยเป็นที่ตั้งพระราชวังของกษัตริย์คัชยาภา (Kashyapa) สิ่งสำคัญของพระราชวังแห่งนี้นอกจากซากปรักหักพังของอาคารแล้ว ยังต้องย้ำว่ามีสิ่งสำคัญที่ต้องชมคือ ภาพวาดแบบ Frescoes ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นภาพเขียนแบบ Frescoesที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ยาว 140 เมตร สูง 40 เมตร จุดเด่นคือเป็นภาพสตรี 500 นาง และที่ต้องไปชมคือ Mirror Wall ที่สร้างจากอิฐและใช้ปูนขาวฉาบแล้วขัดมันจนสะท้อนภาพได้ราวกับกระจก และยังมีสวนหิน สวนน้ำและสวนริมหน้าผา ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นของดั่งเดิมที่ยังหลงเหลืออยู่ เมื่อชม Sigiriya เรียบร้อยแล้ว ก็เข้าพักที่โรงแรมในเมือง Dumbulla เพื่อจะได้ไม่ต้องตีรถยนต์กลับไปนอนที่ Kandy 

14 ธันวาคม รับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย แล้วพาไปชมเมือง Dumbulla แล้วกลับไปเก็บตกสถานที่สำคัญในเมือง Kandy รับประทานอาหารเที่ยงแล้วนั่งรถกลับไปนอนที่เมืองตากอากาศริมชายทะเล มหาสมุทรอินเดียในเขตกรุงโคลอมโบ ต้องบอกว่าน้ำทะเลที่นี่สีสวยสดใสราวกับ Turquoise 

15 ธันวาคม รับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ต้องรีบออกจากโรงแรม เพื่อจะได้มีเวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศริมทะเลแสนสวย จนช่วงใกล้ๆ เที่ยงจึงออกไป
รับประทานอาหารอร่อยๆ ในกรุงโคลอมโบแล้วพาไปนมัสการพระในวัดสำคัญของกรุงโคลอมโบ แล้วจากนั้นก็จะมีเวลาว่างเพื่อซื้อหาข้าวของต่างๆ ตามที่ต้องการ ซึ่งเราจะมีเวลามากมาย เพราะคณะจะกลับเข้าสนามบินกรุงโคลอมโบเวลาประมาณ 3 ทุ่ม เพื่อ check in แล้วรอเวลาขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

16 ธันวาคม เวลาประมาณ 06.00 น.ถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับความประทับใจในทริปศรีลังกาแบบส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

หากคุณๆ สนใจจะร่วมทริปไปกับเรากรุณารีบติดต่อด่วนครับ รับสมาชิกจำนวนจำกัดเพียง 20  คนเท่านั้น  

แล้วเราจะร่วมเดินทางไปสัมผัสความงามของศรีลังกาด้วยกันนะครับ

Science Update : จีนวางแผนเก็บตัวอย่างจาก ‘ดาวอังคาร’ ภายในปี 2031

https://www.naewna.com/lady/844671

Science Update : จีนวางแผนเก็บตัวอย่างจาก ‘ดาวอังคาร’ ภายในปี 2031

Science Update : จีนวางแผนเก็บตัวอย่างจาก ‘ดาวอังคาร’ ภายในปี 2031

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ห้องปฏิบัติการสำรวจอวกาศห้วงลึกของจีนเปิดเผยว่า จีนตั้งเป้าหมายเก็บตัวอย่างดาวอังคารและนำกลับสู่โลกประมาณปี 2031 โดยเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์อันสำคัญที่สุดคือการค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

รายงานระบุว่า จีนวางแผนดำเนินภารกิจเทียนเวิ่น-3 ด้วยการส่งยานอวกาศสู่อวกาศ 2 ครั้ง ราวปี 2028 ซึ่งภารกิจนี้มุ่งลงจอด เก็บตัวอย่าง และนำกลับสู่โลกในปฏิบัติการแบบบูรณาการครั้งเดียว โดยจุดลงจอดยังจะทำหน้าที่เป็นสถานที่เก็บตัวอย่างด้วย โดยจะพิจารณารายละเอียดต่างๆ เช่น เก็บตัวอย่างที่ไหน เลือกอะไร เก็บตัวอย่างอย่างไร และใช้ประโยชน์จากวัตถุที่เก็บมาอย่างไร พร้อมเสนอจุดลงจอด 86 จุด ซึ่งกระจุกอยู่ในภูมิภาคไครส์ พลาทิเนีย และภูมิภาคยูโทเปีย พลานิเทีย ซึ่งมีสภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยาหลากหลาย เช่น แนวชายฝั่งโบราณ ดินดอนสามเหลี่ยม ทะเลสาบโบราณ และระบบโกรกธาร ซึ่งมีสภาพแวดล้อมอันเกื้อหนุนการ
จุดกำเนิดและสิ่งมีชีวิตโบราณ

คณะนักวิทยาศาสตร์แสดงความมุ่งมั่นจะศึกษาวิธีระบุ หาสถานที่ และวิธีรักษาสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ใช้ประโยชน์จากเทคนิคเก็บตัวอย่างบนพื้นผิวและใต้พื้นผิว พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนาเครื่องมือใหม่ที่ถูกออกแบบมาตรวจจับสัญญาณของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะ

ภารกิจเทียนเวิ่น-3 จะขนส่งอุปกรณ์บรรทุกที่พัฒนาผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยจีนจะร่วมมือกับคณะนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเพื่อดำเนินการวิจัยตัวอย่างจากดาวอังคารและข้อมูลร่วมกัน และจีนวางแผนสำรวจระบบดาวเคราะห์โจเวียนเพื่อศึกษาประวัติวิวัฒนาการของดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดีระหว่างภารกิจเทียนเวิ่น-4