‘กรมปศุสัตว์’ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง

https://www.naewna.com/local/843526

'กรมปศุสัตว์'ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง

‘กรมปศุสัตว์’ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.21 น.

กรมปศุสัตว์ ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง คุมเข้มห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงตลอดห่วงโซ่การผลิตโคขุน พร้อมเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกเต็มกำลัง

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 กรมปศุสัตว์ นำโดย นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ จัดกิจกรรม Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี ณ อาคารมหานครมิวเซียม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ขับเคลื่อนนโยบายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมสร้างการรับรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนให้ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเร่งเนื้อแดง กรมปศุสัตว์จึงดำเนินการมาตรการเชิงรุกเฝ้าระวังการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในโรงฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ และฟาร์มเลี้ยงโคขุนทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยปลอดสารเร่งเนื้อแดง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค พร้อมส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การกำกับดูแลของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตรด้วยการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง และสานต่อการทำสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน พร้อมผลักดันนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยกรมปศุสัตว์ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว และบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน และเป็นการยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ดังนั้น กิจกรรม Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง จึงเป็นกิจกรรมสำคัญที่มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ หน่วยงานกระทรวงสาธารณสุข และกองบังคับการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นให้ประเทศไทยปราศจากการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความปลอดภัยในอาหารและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารต่อไป

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สารเร่งเนื้อแดงที่มักพบการลักลอบใช้ ได้แก่ ซาลบูทามอล (Salbutamol) เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) และแรคโทพามีน (Ractopamine) ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อและลดการสะสมไขมัน จึงถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ในการเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์ โดยเมื่อนำสารชนิดนี้ไปผสมอาหารสำหรับเลี้ยงในฟาร์มสุกรและโคขุน จะทำให้ได้เนื้อสัตว์ที่มีสีแดงสด ชั้นไขมันบาง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ก่อให้เกิดการตกค้างในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เมื่อผู้บริโภคทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างเข้าไป จะทำให้กระสับกระส่าย ใจสั่น มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และความดันโลหิตสูง โดยจะอันตรายมากขึ้นในหญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ในผู้ที่แพ้ หรือได้รับสารในปริมาณมากอาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งกรมปศุสัตว์มอบหมายให้กองควบคุมอาหารและยาสัตว์เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดมาตรการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ดำเนินมาตรการป้องกันการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยจัดให้มีการดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่ การตรวจสอบการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงตั้งแต่การเลี้ยงของเกษตรกรในฟาร์ม การเฝ้าระวังในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ และการเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงตกค้างก่อนสัตว์เข้าโรงฆ่า อีกทั้ง สามารถตรวจสอบการเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงย้อนกลับแหล่งที่มา และ/หรือแหล่งผลิต ณ สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ซึ่งสารเร่งเนื้อแดงเป็นวัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ พ.ศ.2559 ตามความในมาตรา 6(4) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 หากตรวจพบการฝ่าฝืน มีโทษตามมาตรา 71 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ กำหนดให้อาหารทุกชนิดมีมาตรฐาน โดยตรวจไม่พบการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์และเกลือของสารกลุ่มนี้ อาหารที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างถือว่าผิดมาตรฐาน ตามมาตรา 25(3) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีมีโทษตามมาตรา 60 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

สำหรับการจัดกิจกรรม Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดงในครั้งนี้ เป็นการมุ่งเน้นไม่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์มีการรณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงอันตรายของสารเร่งเนื้อแดง และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานเพื่อสนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ไปจำหน่ายยังต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัย โดยสังเกตจากลักษณะเนื้อสัตว์ที่ไม่มีสีแดงเข้มผิดธรรมชาติ ไม่แห้งเหนียว หรือมีน้ำซึมออกมามากผิดปกติ

ทั้งนี้ หากต้องการซื้อเนื้อสัตว์ ผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่ปลอดภัย โดยสังเกตจากสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK ซึ่งได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ หรือป้ายทองอาหารปลอดภัย (Food Safety) และหากพบผู้กระทำความผิดสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 หรือแจ้งข้อมูลผ่าน Application DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

– 006

‘กรมประมง’แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

https://www.naewna.com/local/843480

'กรมประมง'แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

‘กรมประมง’แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.33 น.

กรมประมง แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรคสัตว์น้ำ ที่มักพบได้บ่อยในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล หรือช่วงปลายฝนต้นหนาว จากสภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนตกสลับอากาศร้อนในบางพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำอย่างรวดเร็ว กระทบทั้งสัตว์น้ำที่เลี้ยงในบ่อและกระชังในแหล่งน้ำเปิด ย้ำเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ดูแลอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ช่วงปลายฝนต้นหนาว สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ ทำให้ปลาอ่อนแอ ป่วย และไวต่อเชื้อก่อโรคได้ง่าย โดยเฉพาะโรคอียูเอส โรคตัวด่าง โรคไวรัสเคเอชวี และโรคไวรัสตัวแดงดวงขาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเบื้องต้นกรมประมงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานประมงจังหวัดต่างๆ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในสัตว์น้ำ สำหรับโรคสัตว์น้ำ 4 ชนิด ที่สามารถพบได้ในช่วงของปลายฤดูฝนเข้าช่วงต้นของฤดูหนาว มีดังนี้

1.โรคอียูเอส (Epizootic Ulcerative Syndrome : EUS) หรือ “โรคแผลเน่าเปื่อย” เป็นโรคที่อยู่ภายใต้ระบบการเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำของประเทศไทย มีสาเหตุจากเชื้อราสกุลอะฟลาโนมัยซิส (Aphanomyces invadans) ปลาที่ป่วย จะพบลักษณะอาการแผลเน่าเปื่อยลึกตามตัว โรคนี้พบได้ในปลาหลายชนิดทั้งที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติและบ่อเลี้ยง เช่น ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลากระสูบ ปลาแรด และปลาสลิด เป็นต้น ปัจจุบันยังไม่มียาหรือสารเคมีที่จะใช้ในการรักษาโรคได้ แต่ปลาจะสามารถหายได้เองเมื่อสภาพอากาศและน้ำในบ่อเลี้ยงมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้เชื้อราเจริญและแพร่กระจายได้น้อยลง ในขณะที่ปลามีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นจนสามารถรักษาอาการป่วยเองได้

2.โรคคอลัมนาริส (Columnaris Disease) โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียสกุลฟลาโวแบคทีเรียม (Flavobacterium columnare) พบมากในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงและอุณหภูมิน้ำต่ำ พบได้บ่อยกับปลาหลังจากการย้ายบ่อ หรือหลังการขนส่ง ลักษณะอาการปลาที่ป่วยจะมีแผลด่างขาวตามลำตัว ครีบกร่อน เหงือกเน่า หากติดเชื้อรุนแรงปลาจะมีอัตราการตายสูงในระยะเวลาสั้น สามารถพบโรคนี้ได้ในปลาหลายชนิด เช่น ปลานิล ปลาสวยงาม ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาช่อน และปลาบู่ เป็นต้น วิธีการป้องโรค คือ การจัดการการเลี้ยงลูกพันธุ์สัตว์น้ำ โดยลดความหนาแน่น ลดอาหาร ควบคุมคุณสมบัติน้ำให้เหมาะสม ในระหว่างการเคลื่อนย้ายหรือขนส่ง โดยให้ใช้เกลือแกง 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ตัน (0.1 %) เพื่อช่วยลดความเครียดของปลา

3.โรคเคเอชวี (Koi Herpesvirus Disease : KHVD) โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส พบในปลาตระกูลคาร์ปและปลาไน ปลาที่ป่วยจะแสดงลักษณะอาการรวมกลุ่มอยู่ตามผิวน้ำและขอบบ่อ ซึม ว่ายน้ำเสียการทรงตัว ลำตัวมีเมือกมากและมักพบมีแผลเลือดออกตามลำตัว ปลาที่มีอาการติดเชื้อรุนแรงจะพบอาการเหงือกเน่า ปลาอ่อนแอ กินอาหารน้อยลงหรือไม่กินอาหาร ทยอยตายโดยพบว่ามีอัตราการตายสูงถึง 50 – 100 % โรคนี้ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาและสารเคมี วิธีการป้องโรค คือ ลดความหนาแน่นปลา ลดอาหาร ควบคุมคุณสมบัติน้ำให้เหมาะสม และรักษาตามอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และหรือปรสิต เป็นต้น

4.โรคตัวแดงดวงขาว (White Spot Syndrome Virus : WSSV) ในกุ้งทะเล ภายหลังจากกุ้งได้รับเชื้อประมาณ 3 – 4 วัน กุ้งที่ป่วยจะพบอาการว่ายบริเวณผิวน้ำ หรือว่ายมาเกยขอบบ่อ พบกุ้งในยอมีอาการตัวแดงเพิ่มจำนวนมากขึ้น และบางครั้งพบว่ามีจุดขาวเล็ก ๆ เกิดขึ้นใต้เปลือกหุ้มส่วนหัว และเมื่อจำนวนกุ้งป่วยมากขึ้น อัตราการกินอาหารจะลดลงในขณะที่อัตราการตายของกุ้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึง 100% ภายในระยะเวลา 5 – 7 วันโรคนี้ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาและสารเคมีได้ วิธีการป้องกันโรค คือ การเลือกใช้ลูกกุ้งทะเลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีการจัดการฟาร์มที่เหมาะสมตามระบบความปลอยภัยทางชีวภาพ เพื่อป้องกันเชื้อจากภายนอกฟาร์มเข้าสู่ฟาร์ม

นอกจาก 4 โรคข้างต้นแล้ว เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรเตรียมการป้องกันและเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำ เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมง ดังนี้

– วางแผนการเลี้ยงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น เว้นช่วงการเลี้ยงปลาในกระชังในช่วงนี้ เลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนมีคุณภาพดี และให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดการสะสมของของเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสุขภาพสัตว์น้ำได้

– ตรวจสอบความสะอาดของกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่ให้มีการสะสมของตะกอนหรือสารอินทรีย์ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนน้ำและการแลกเปลี่ยนออกซิเจนของสัตว์น้ำ

– ควรติดตั้งเครื่องให้อากาศหรือเครื่องตีน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ กรณีช่วงที่อากาศปิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันสัตว์น้ำเกิดอาการน็อคน้ำและตายได้ ในกรณีที่ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของน้ำในบ่อลดลง ควรเติมวัสดุปูน เช่น ปูนขาว หรือปูนมาร์ล เป็นต้น และควรเติมเกลือ เพื่อลดความเครียดของสัตว์น้ำ

– เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้สัตว์น้ำ โดยการเสริมอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ เช่น โปรไบโอติก วิตามินซี วิตามินรวม แร่ธาตุต่างๆ โดยพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน เพื่อให้ได้สินค้าที่ได้มาตรฐานตรงตามวัตถุประสงค์ของการใช้สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ หากพบสัตว์น้ำในพื้นที่ของท่านป่วยหรือตาย ให้รีบแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดหรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง/น้ำจืดในพื้นที่ หรือแจ้งมายังกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพฯ โทร. 0 2579 4122 / ศูนย์วิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำสงขลา โทร. 0 7433 5243

‘กรมที่ดิน’ยันไม่เพิกถอนโฉนด‘เขากระโดง’ ยึดตาม คกก.สอบสวน มาตรา 61

https://www.naewna.com/local/843444

‘กรมที่ดิน’ยันไม่เพิกถอนโฉนด‘เขากระโดง’ ยึดตาม คกก.สอบสวน มาตรา 61

‘กรมที่ดิน’ยันไม่เพิกถอนโฉนด‘เขากระโดง’ ยึดตาม คกก.สอบสวน มาตรา 61

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.06 น.

“กรมที่ดิน”ยันไม่เพิกถอนโฉนด”เขากระโดง” ยึดตามคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 ตามคำพิพากษาศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลาง และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องครบถ้วน เป็นธรรมทุกฝ่าย พร้อมจี้”รฟท.”พิสูจน์สิทธิในกระบวนการฯต่อไป

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนว่า คณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นสมควรไม่เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง นั้น กรมที่ดิน ขอเรียนชี้แจง
ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1.การดำเนินการตามคำพิพากษาศาลยุติธรรม จำนวน 3 คดี

1.1 ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นกรณีที่ราษฎร จำนวน 35 ราย เป็นโจทก์ฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องจากโจทก์ทั้ง 35 ราย ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ การรถไฟฯ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้ง 35 ราย รับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้ง 35 ราย มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในอันที่จะขอออกโฉนดที่ดินได้ กรมที่ดินได้แจ้งให้จังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการยกเลิกใบไต่สวนของราษฎร จำนวน 35 ราย ที่ฟ้องคดี พร้อมทั้งจำหน่าย ส.ค. 1 ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินแล้ว

1.2 ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 เป็นกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องจากโจทก์ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ การรถไฟฯ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ โดยศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่ง ที่ 2992/2564 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. 3 ข. เลขที่ 200 หมู่ที่ 9 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ (บางส่วน) ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แล้ว

1.3 ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีหมายเลขแดงที่ 1112/2563 ลงวันที่ 22 เมษายน 2563 เป็นกรณีที่การรถไฟฯ เป็นโจทก์ฟ้องราษฎร เรื่อง ขับไล่ เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 2971, 5272 และ น.ส. 3 เลขที่ 206 หมู่ที่ 9 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ การรถไฟฯ ได้แจ้งให้กรมที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งกรมที่ดินได้แจ้งให้จังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการหมายเหตุการเพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว

ทั้ง 3 คดี ตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม กรมที่ดินได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว ซึ่งคำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ให้ถือว่าผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีของศาลที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ตามนัยมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยกรมที่ดินไม่ได้เข้าไปเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแต่อย่างใด

2.การดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครอง

ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยให้การรถไฟฯ (ผู้ฟ้องคดี) ร่วมกับคณะกรรมการสอบสวนฯ ทำการตรวจสอบแนวเขตที่ดินบริเวณเขากระโดง เพื่อหาแนวเขตที่ดินที่เป็นของการรถไฟฯ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ซึ่งอธิบดีกรมที่ดิน ได้มีคำสั่งที่ 1195 – 1196/2566 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าวแล้ว และคณะกรรมการสอบสวนฯ ตาม ม.61 ได้กำหนดกรอบแนวทางในการรังวัดเพื่อตรวจสอบหาแนวทางเขตที่ดินของทางรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณเขากระโดง ในการประชุมครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 โดยที่ประชุมได้ข้อยุติว่าการดำเนินการรังวัดทำแผนที่ดังกล่าว กรมที่ดินต้องถือปฏิบัติตามระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการรับคำขอรังวัด การรังวัดและการเรียกค่าใช้จ่ายในการรังวัดเฉพาะราย พ.ศ. 2547 ซึ่งในการนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดทำแผนที่บริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และจะส่งข้อมูลค่าพิกัดกรอบพื้นที่บริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้คณะกรรมการสอบสวนภายในกรอบระยะเวลาต่อไป ซึ่งต่อมาคณะทำงานร่วมในการรังวัดได้รายงานสรุปผลการรังวัดนำชี้แนวเขตร่วมระหว่างสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเป็นการรังวัดเพื่อตรวจสอบตำแหน่งขอบเขตโดยรอบและจัดทำแผนที่ทางกายภาพเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนฯ ม.61

3.ประเด็นการรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวนฯ และกรมที่ดินพิจารณายุติเรื่อง การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนฯ ซึ่งได้ดำเนินการสอบสวนแล้ว ปรากฏว่า แผนที่ที่การรถไฟฯ กล่าวอ้าง ซึ่งได้จัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2539 เป็นการจัดทำขึ้นตามมติที่ประชุม กบร. จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจน เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2539 โดยผู้ฟ้องคดีนำแผนที่ดังกล่าว ไปใช้ในการต่อสู้คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 และ ที่ 8027/2561 จึงไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินแลอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พระพุทธศักราช 2464 ประกอบกับตำแหน่งที่ตั้งและขอบเขตของที่ดินการรถไฟซึ่งมีการกล่าวอ้างว่ามีระยะทาง 8 กิโลเมตร แต่จากการตรวจสอบรายงานผลการถ่ายทอดแนวเขตที่ดินการรถไฟฯ ของคณะทำงานดำเนินการถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน ตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ 681/2566 ซึ่งคณะทำงานฯ ได้ตรวจสอบทางรถไฟโดยใช้วิธีการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ.2497, พ.ศ.2511, พ.ศ.2529 และ พ.ศ.2557 ปรากฏว่าทางรถไฟมีระยะทางประมาณ 6.2 กิโลเมตร และได้ลงสำรวจเส้นทางรถไฟในพื้นที่จริงด้วยการรังวัดค่าพิกัดด้วยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ (RTK) สามารถยืนยันตำแหน่งทางรถไฟที่ปรากฏในภาพถ่ายทางอากาศว่า ตรงกับตำแหน่งรางรถไฟบนที่ดินจริง ประกอบกับการตรวจสอบจากแผนที่ภูมิประเทศ ลำดับชุดที่ L 708 ซึ่งเป็นแผนที่ภูมิประเทศชุดแรกในประเทศไทยจัดทำโดยกรมแผนที่ทหาร (ในช่วง ปี พ.ศ.2495 – 2500) มีความยาวของทางรถไฟประมาณ 6.2 กิโลเมตร เช่นกัน โดยมีข้อสังเกตที่สำคัญจากการดำเนินการของคณะทำงานดังกล่าวคือ จุดสิ้นสุดรางรถไฟในแต่ละชั้นปีที่ดำเนินการถ่ายทอดมีระยะสิ้นสุดไม่เท่ากันและมีความแตกต่างกันในช่วงปลายตั้งแต่หลักกิโลเมตรที่ 6 ถึงจุดสิ้นสุด มีทิศทางที่แตกต่างกัน โดยหากพิจารณาจากรางรถไฟจริง จุดสิ้นสุดของกิโลเมตรที่ 8 จะเบี่ยงไปทางด้านทิศตะวันออก และความกว้างของแนวเขตทางรถไฟ จากการตรวจสอบข้อมูลของคณะทำงานศึกษา แสวงหาหลักฐานและบูรณาการข้อมูลประวัติที่ดิน ตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ 91/2567 ลงวันที่ 18 มกราคม 2567 ที่ได้ศึกษาค้นคว้าเทียบเคียงจากพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง และจากหนังสือกระทรวงโยธาธิการ ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม รัตนโกสินทรศก 127 สันนิษฐานได้ว่าการกำหนดเขตสร้างทางรถไฟจะมีการกำหนดไว้เพียงระยะข้างละไม่เกิน 40 เมตร หรือ 20 วา

สำหรับกรณีที่ศาลปกครองกลางตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยให้การรถไฟฯ (ผู้ฟ้องคดี) ร่วมกับคณะกรรมการสอบสวนฯ ทำการตรวจสอบแนวเขตที่ดินบริเวณเขากระโดง เพื่อหาแนวเขตที่ดินที่เป็นของการรถไฟฯ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่สามารถร่วมกับการรถไฟฯ เพื่อตรวจสอบแนวเขตรถไฟตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลางได้ เนื่องจากเป็นการร่วมกับคู่กรณีในการพิจารณาทางปกครอง ทำให้สูญเสียความเป็นกลางและมีผลทำให้ความเห็นหรือมติของคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้วเห็นว่า เป็นการดำเนินการไปตามขั้นตอนและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ประกอบกับเมื่อพิจารณาประเด็นคำคัดค้านพยานหลักฐานของผู้มีส่วนได้เสียแล้วเห็นว่า รับฟังได้ คณะกรรมการสอบสวนฯ จึงมีมติยืนยันความเห็นว่าไม่สมควรที่จะเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินด้วยมติเป็นเอกฉันท์ จนกว่าจะได้มีพยานหลักฐานที่สามารถใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติได้ รวมถึงเอกสารหลักฐานทางกฎหมายที่สามารถพิสูจน์กรรมสิทธิ์ที่ดินของการรถไฟฯ

ดังนั้น การดำเนินการรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวนฯ เป็นไปด้วยความรอบคอบ และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยรับฟังทั้งพยานหลักฐานที่ปรากฏในการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม พยานหลักฐานของการรถไฟฯ และพยานหลักฐานที่คณะกรรมการสอบสวนฯ แสวงหามาประกอบการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนฯ เห็นว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ยังมีความแตกต่างกันในสาระสำคัญอันจะนำมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติได้ การที่จะนำพยานหลักฐานที่ยังไม่เป็นที่ยุติไปใช้ให้เกิดผลกระทบในทางเสียหายต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการนำไปใช้ในการจัดทำคำสั่งทางปกครอง อาจส่งผลกระทบให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาผลการสอบสวนและความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ ซึ่งเห็นว่ายังไม่มีพยานหลักฐานปรากฏชัดแจ้งเพียงพอให้รับฟังได้ว่า ได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายจะพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไข ตามนัยข้อ 12 ของกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ.2553

อธิบดีจึงได้เห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอยุติเรื่องในกรณีนี้ ตามความเห็นของคณะกรรมการฯ ที่ได้เสนอมา ว่ายังไม่มีพยานหลักฐานปรากฏชัดแจ้งเพียงพอให้รับฟังได้ว่า ได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายจะพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไข ตามนัยข้อ 12 ของกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ.2553 พร้อมทั้งแจ้งให้การรถไฟทราบว่า หากการรถไฟฯ เห็นว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าก็เป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิในที่ดิน จะต้องไปดำเนินการเพื่อพิสูจน์สิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางศาลต่อไป

ม.ล.ปนัดดาฯ เป็นประธานมอบประกาศเกียรติคุณและโล่เชิดชูเกียรติคนดีของสังคม’ปูชนียบุคคล’บุคคลแห่งชาติ 2567’ครั้งที่ 4

https://www.naewna.com/lady/843726

ม.ล.ปนัดดาฯ เป็นประธานมอบประกาศเกียรติคุณและโล่เชิดชูเกียรติคนดีของสังคม'ปูชนียบุคคล'บุคคลแห่งชาติ 2567'ครั้งที่ 4

ม.ล.ปนัดดาฯ เป็นประธานมอบประกาศเกียรติคุณและโล่เชิดชูเกียรติคนดีของสังคม’ปูชนียบุคคล’บุคคลแห่งชาติ 2567’ครั้งที่ 4

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.28 น.

เมื่อวันที่ 24  พฤศจิกายน  2567 ณ ห้องเตมียเวส ตึกบัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กรรมาธิการวิสามัญผู้ทรงคุณวุฒิการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา,  ประธานพิพิธภัณฑ์วังวรดิศและหอสมุดสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นประธานมอบประกาศเกียรติคุณและโล่เชิดชูเกียรติคนดีของสังคม รางวัล “ปูชนียบุคคล บุคคลแห่งชาติ” 2567 ครั้งที่ 4

ในการนี้  ดร.สันติ พิมพ์ใจใส ผู้อำนวยการโครงการตอบแทนคุณแผ่นดินยกย่องเชิดชูเกียรติ คนดีของสังคม ครั้งที่ 4 กล่าวว่า สมาคมเพื่อการศึกษาทางไกล ได้จัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณและโล่เชิดชูเกียรติคนดีของสังคม  “ปูชนียบุคคล” บุคคลแห่งชาติ” 2567 ครั้งที่ 4 ขึ้น เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ บุคลากรในสมาคมเพื่อการศึกษาทางไกล รวมทั้งยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับบุคลากรหน่วยงานของรัฐและเอกชน ที่เสียสละอุทิศตนเพื่อสังคมและประเทศชาติ ตลอดจนยกย่องเชิดชูเกียรติแก่นักศึกษาและเยาวชน ผู้ที่ประพฤติตนเป็นคนดีและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยมี พลเอก ชนาธิป บุนนาค, พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ,พลตรี ดร ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม, ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ  ประธานและผู้ก่อตั้งกองทุนเวลาเพื่อสังคม, อาจารย์ อรรณนพ ชัยวุฒิ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ทเชียงใหม่, นายคมกฤช อภิชัยสรพันธุ์ ผู้อำนวยสถาบันการศึกษาทางไกล กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้บริหารสมาคม ผู้บริหารสถานศึกษา และนักเรียนเข้ารับรางวัลในครั้งนี้

สมาคมเพื่อการศึกษาทางไกล ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2561 เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาที่เข้าไม่ถึงระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือบุคคลที่หลุดระบบออกกลางคันที่ไม่สามารถเรียนในระบบปกติได้ สมาคมเพื่อการศึกษาทางไกลจึงได้รับเด็กกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในการดูแลโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้น

ทั้งนี้ สมาคมเพื่อการศึกษาทางไกลไม่สามารถที่จะทำงานได้เพียงหน่วยงานเดียว จึงได้ขอความร่วมมือไปยังภาคีเครือข่ายอาทิ เช่น สถาบันการศึกษาทางไกล สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนพัลลัส อธีน่า โรงเรียนสามพรานวิทยา องค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(ภาคพลเมือง) สมาพันธ์การศึกษาทางเลือกแห่งประเทศไทย สมาคมศรัทธาธรรมาภิบาลจังหวัดชลบุรี และบุคคลมากมายที่ร่วมด้วยช่วยกันในการผลักดันให้ผู้ที่หลุดระบบทางการศึกษาที่ไม่สามารถเรียนในระบบการศึกษาปกติได้ โดยได้รับความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทางไกล สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รับนักศึกษากลุ่มนี้เข้าไปศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาทางไกล

สถาบันการศึกษาทางไกล เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จึงไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เรียน ซึ่งเมื่อนักศึกษาจบการศึกษาภาคบังคับหรือมัธยมศึกษาตอนปลาย จะมีสถานศึกษาหลายแห่งเข้ามารับช่วงต่อในระดับอุดมศึกษา โดยเข้าโครงการต่างๆ อาทิ เช่น โครงการกู้ยืมเรียนเพื่อการศึกษา โครงการกู้ยืมเรียนเพื่อการศึกษาผูกขาดจากรายได้ในอนาคต และมีทุนการศึกษาต่างๆ มากมายสำหรับนักศึกษาที่มีผลการเรียนดี นักศึกษายากไร้ขาดแคนทุนทรัพย์ หรือนักศึกษาผู้มีความสามารถทางด้านกีฬา ทำให้มีผู้ประสบความสำเร็จจำนวนมาก โดยผ่านสมาคมเพื่อการศึกษาทางไกล ในการช่วยเหลือผู้เรียนจนจบการศึกษาไปแล้วจำนวนมาก

‘เกรซ – แกรนด์’ใจฟู! Absolute Health ศูนย์ดูแลฟื้นฟูสุขภาพแบบบูรณาการ

https://www.naewna.com/lady/843711

'เกรซ – แกรนด์'ใจฟู! Absolute Health ศูนย์ดูแลฟื้นฟูสุขภาพแบบบูรณาการ

‘เกรซ – แกรนด์’ใจฟู! Absolute Health ศูนย์ดูแลฟื้นฟูสุขภาพแบบบูรณาการ

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.26 น.

Absolute Health (แอ็บโซลูท เฮลธ์) ศูนย์ดูแลรักษาสุขภาพแบบบูรณาการ Integrative Medicine จัดงานฉลองก้าวสู่ปีที่ 20 โดยมี นพ.ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต, พญ.สุพจี ศรีเกษ, นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ, นพ.บัญชา แดงเนียม, ผศ.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ, นพ.ธนรัตน์ ใบเจริญโรจน์, นพ.ศิต เธียรฐิติ, พญ.กวิศรา ลิ่มอภิชาต พร้อมด้วย 2 ศิลปินคู่พี่น้อง เกรซ กาญจน์เกล้า และ แกรนด์ กรณ์ภัสสร ด้วยเศียรเกล้า มาร่วมงาน ณ ห้องพิมานสยาม ชั้น 29  โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

นพ.ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งแอ็บโซลูท เฮลธ์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า “ปัจจุบันคนให้ความสนใจแนวทางการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันโรคมากขึ้นทำให้การดูแลรักษาแบบองค์รวม การใช้ยาควบคู่ไปกับการใช้สมุนไพร สารอาหารเสริม วิตามิน และการปรับเติมเสริมฮอร์โมนที่ขาดให้กลับคืนมา รวมถึงการฟื้นฟูเซลล์ในร่างกายให้กลับมาดีดังเดิม ได้รับการตอบรับมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ฐานผู้รับบริการชาวต่างชาติมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะจากกลุ่มตะวันออกกลางที่ให้ความไว้วางใจในการมารักษาที่เรา ด้วยโรคที่มีความยากและซับซ้อน ซึ่งต้องใช้หลายศาสตร์ผสมผสานกันเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดี โดย Absolute Health (แอ็บโซลูท เฮลธ์) ได้ให้บริการดูแลแบบครบวงจรมีโรงงานผลิตวิตามิน อาหารเสริม รวมทั้ง วิตามินเฉพาะบุคคลจากแผนกเภสัชกรรม เพื่อให้เราได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพดีในทุกขั้นตอน และได้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีของคนไข้”

นพ.ฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า “ตลอดระยะเวลา 20 ปี เราได้ช่วยคนไข้ที่มีความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยด้วยโรคยากต่อการรักษา ได้เปลี่ยนชีวิตคนไข้ไปเป็นจำนวนมาก เช่น คนไข้โรคสมองเสื่อม คนไข้ที่นั่งรถเข็นมาแล้วสามารถลุกเดินกลับบ้านไป คนไข้ที่ต้องมีคนประคองมาแล้วเดินกลับบ้านไป ทำให้เรามีความสุขที่ได้ช่วยฟื้นคืนชีวิตผู้ป่วยเหล่านั้นให้หายจากโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ Absolute Health (แอ็บโซลูท เฮลธ์) ดูแลคนไข้ คือ การรักษาเสริมจากสิ่งที่คนไข้รักษาอยู่แล้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาดีขึ้นกว่าเดิมได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกลับมาเหมือนเดิม นอกจากนี้ Absolute Health (แอ็บโซลูท เฮลธ์) ได้เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2567 ด้วยว่า ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการรักษาให้ดีขึ้น คัดสรรนวัตกรรมการรักษาที่ทันสมัย เพิ่มเติมทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงพัฒนามาตรฐานการบริการให้ตอบโจทย์ความพึงพอใจสูงสุดของคนไข้ รักษามาตรฐานให้เป็นหนึ่งเดียวกันทุกสาขา เนื่องจากเราใช้แนวทางการรักษาแบบบูรณาการ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของบุคลากร และประสบการณ์ของบุคลากรทางการแพทย์อย่างมาก ดังนั้น เราจึงต้องมีมาตรฐานและคุณภาพการรักษาที่เข้มแข็ง เป็นที่พึ่งให้กับคนที่เจ็บป่วย สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและจริงจัง ในปีนี้เราจึงมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพมาตรฐานการรักษา และการให้บริการเป็นหลัก​ท้ายนี้ Absolute Health ได้ตั้งเป้าเป็น Wellness Destination ที่ให้การดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งการจะดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุต้องใช้เทคโนโลยี ความรู้ ความเข้าใจที่มากกว่านั้น ซึ่ง Absolute Health (แอ็บโซลูท เฮลธ์) ให้การดูแลด้านการแพทย์แบบบูรณาการมา 20 ปี เราจึงมีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน คือ ด้านการดูแลรักษา เราจึงมองหา Collaborating Partner ที่สนใจร่วมลงทุน เพื่อมาดูแลด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้แต่ละฝ่ายได้ใช้ความถนัดของตัวเองในการทำให้ธุรกิจนี้เกิดขึ้นได้จริงในเร็ววัน”

แกรนด์ กรณ์ภัสสร เผยว่า “แกรนด์ให้ทาง Absolute Health ดูแลแกรนด์มาประมาณ 4 ปีแล้ว ทำมาหมดแล้วทุกอย่าง เพราะเป็นคนที่อ่อนเพลียง่าย นอนไม่หลับ เราก็มาดริปวิตามิน NAD มาล้างลำไส้ ทำโอโซนเทอราพี ทำกายภาพบำบัด ซึ่งมันทำให้ร่างกายเราฟื้นฟูสุขภาพได้เร็วขึ้น และดีมากขึ้นจริงๆ ค่ะ  ตอนนี้แกรนด์ไปชวนคุณแม่ และพี่เกรซมาใช้บริการของที่นี่เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ต้องขอขอบคุณ Absolute Health ที่เป็นทางสว่างที่ทำให้แกรนด์สุขภาพดีขึ้นอย่างมากจริงๆ ค่ะ ในวาระครบรอบ 20 ปี ขอให้อยู่บริการพวกเราไปนานๆ นะคะ คุณหมอที่นี่เก่งมากๆ และให้บริการเป็นอย่างดีมากค่ะ”

เกรซ กาญจน์เกล้า เผยว่า “ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมาเกรซเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ร่างกายเราไม่ได้พักผ่อน เราใช้ร่างกายอย่างหนักมาตลอด  พอป่วยเราก็เลือกใช้ยามาตลอด พอใช้ยามากๆ ร่างกายก็เริ่มแย่ พอดีแกรนด์แนะนำให้เรามาใช้บริการที่นี่ ซึ่งส่วนใหญ่เกรซจะมาดูแลในเรื่องของอาการปวดท้อง เรื่องของกรดเกินในกระเพาะอาหาร หรือช่วงไหนที่เราเครียดมากๆ เราก็จะมาทำทรีทเมนท์สูตรของคุณหมอที่นี่ ซึ่งมันทำให้เราดีขึ้น เราได้ปรับไลฟ์สไตล์ของตัวเองและใช้แพทย์ทางเลือกเสริมเข้ามาอีกทางหนึ่ง ซึ่งมันช่วยทำให้เราดีขึ้นค่ะ ในวาระครบรอบ 20 ปี Absolute Health เกรซอยากให้อยู่ช่วยรักษากาย รักษาใจพวกเราไปนานๆ นะคะ”

ติดตามข้อมูลของ Absolute Health (แอ็บโซลูท เฮลธ์) ได้ที่ : http://www.absolute-health.org

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

https://www.naewna.com/lady/843558

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

หลายคนอาจมองข้ามอาการไอที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นสัญญาณของ “โรคไอกรน” ที่หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในเด็ก เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดี ทำให้เด็กเล็กมีโอกาสป่วยหนักและเสียชีวิตได้สูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า

แพทย์หญิงอิศราณี วารีสุนทร กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ไอกรน (Pertussis) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ โรคนี้จะมีความรุนแรงในเด็กทารกและเด็กเล็กที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดบวม อาการชัก หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตได้

ปัจจุบันโรคไอกรนได้กลับมาระบาดอีกครั้งในหลายประเทศ แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่มีการใช้วัคซีน แต่รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในปี 2023 ทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยโรคไอกรนกว่า 150,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำหรือไม่มีการเข้าถึงวัคซีนอย่างเพียงพอ เช่น ในสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยไอกรนกว่า15,000 รายต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนประเทศไทย พบผู้ป่วยไอกรนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วน

พญ. อิศราณี วารีสุนทร

อาการของโรคไอกรนแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1.ระยะเริ่มแรก (Catarrhal Stage) มีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ต่ำน้ำมูกไหล และไอเล็กน้อย จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ระยะนี้ส่วนใหญ่ยังวินิจฉัยโรคไอกรนไม่ได้ แต่มีข้อสังเกตว่าจะมีอาการไอนานเกิน 10 วัน โดยจะมีลักษณะไอแห้งๆ 2.ระยะไอรุนแรง (Paroxysmal Stage) ระยะนี้มีอาการไอเป็นชุดๆ เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ไม่มีเสมหะจะเริ่มมีลักษณะของไอกรน คือ มี อาการไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด 5-10 ครั้งตามด้วยการหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียง วู๊ป (whoop) อาจมีการไอจนอาเจียนหรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ระยะนี้มักกินเวลานาน 1-6 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้น 3.ระยะฟื้นตัว (Convalescent Stage) อาการไอเริ่มลดลง แต่ยังอาจมีการไอต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายสัปดาห์ เมื่อนับรวมทั้งสามระยะ ในเด็กจะไอโดยเฉลี่ยประมาณ 112 วัน ก็อาจทำให้เกิดภาวะเเทรกซ้อนหลายอย่างในเด็กที่เกิดจากการไอที่รุนเเรงเเละยาวนาน เช่น ซี่โครงร้าว หรือเส้นเลือดในตาเเตก ปวดหลัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น

โรคไอกรน สามารถรักษาได้ โดยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าแบคทีเรีย Bordetella pertussis ที่เป็นสาเหตุของโรค ซึ่งยาจะทำงานได้ดีที่สุดในช่วง 7 วันเเรกที่มีอาการถึงจะได้ผลการรักษาดีที่สุด แต่ในเด็กเล็กบางราย อาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเเละต้องให้น้ำเกลือเมื่อมีอาการไอจนกินอะไรไม่ได้ ไอจนอาเจียน และเบื่ออาหารมาก

สำหรับการป้องกันโรคไอกรนที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งวัคซีนนี้มักรวมอยู่ในวัคซีนรวมป้องกันคอตีบบาดทะยัก-ไอกรน (DTP) โดยมีกำหนดการฉีดในเด็กที่อายุ 2, 4, 6, และ 18 เดือนและกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 4-6 ปี นอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ทุก 10 ปี เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกัน

เบเยอร์ชวนตามรอยเช็คอิน ‘ฝาท่อ’ ย่านเมืองเก่าเยาวราช ดึง 8 ศิลปินนักออกแบบแปลงโฉมฝาท่อเก่าที่ถูกมองข้าม

https://www.naewna.com/lady/843588

เบเยอร์ชวนตามรอยเช็คอิน ‘ฝาท่อ’ ย่านเมืองเก่าเยาวราช  ดึง 8 ศิลปินนักออกแบบแปลงโฉมฝาท่อเก่าที่ถูกมองข้าม

เบเยอร์ชวนตามรอยเช็คอิน ‘ฝาท่อ’ ย่านเมืองเก่าเยาวราช ดึง 8 ศิลปินนักออกแบบแปลงโฉมฝาท่อเก่าที่ถูกมองข้าม

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.00 น.

เบเยอร์ ชวนตามรอยเช็คอิน ปักหมุดฝาท่อ 18 แบบ ศิลปะถ่ายทอดวิถีชีวิตชาวกรุงจาก 8 ศิลปินนักออกแบบ รอบกรุงเทพมหานคร พร้อมกิจกรรมลุ้นรับรางวัล

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเบเยอร์ ที่มีส่วนช่วยพัฒนาภูมิทัศน์ให้กับกรุงเทพฯ เริ่มที่เขตสัมพันธ์วงศ์ แปลงโฉมฝาท่อรอบถนนเยาวราช โดยใช้ผลิตภัณฑ์สีเบเยอร์
ดังนี้ สีเบเยอร์ รัสท์การ์ด, สีเบเยอร์ฟลอราการ์ด 21 เอช บี โค้ทติ้ง, สีเบเยอร์ดูราเทน และสีเบเยอร์ยูนิเทน บี-4000 รังสรรค์ฝีมือจากนักออกแบบที่มีชื่อเสียง ผ่านศิลปะบนฝาท่อเยาวราช ให้เป็นสถานที่เช็คอินแห่งใหม่ เริ่มจากวงเวียนโอเดียน ไปจบที่สะพานภานุพันธ์ (คลองโอ่งอ่าง) จำนวนทั้งหมด 226 ฝา โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 รูปแบบ ฝาบ่อระบายน้ำ และ ฝาบ่อทึบลวดลาย การออกแบบฝาท่อระบายน้ำ มีด้วยกัน 3 รูปแบบ คือ ค้างคาวกับเหรียญ, รูปทรงเลขาคณิตมงคลของจีนแปดเหลี่ยม และเหรียญจีนโบราณ ส่วนการออกแบบฝาบ่อทึบลวดลาย มีทั้งหมด 18 แบบ ได้แก่ สวรรค์ชั้นเจ็ด, โต๊ะจีน, โรงงิ้ว และตลาดเก่าเยาวราช เป็นต้น

แต่ละลายนั้นมีความหมายของภาพ โดยการเล่าเรื่อง จากอดีต ในย่านกรุงเก่า ถึงเรื่องราวความเป็นมา ของเส้นทางของถนนเหล่านั้น ล้วนมีที่มา ให้เราได้ระลึกถึงอดีต เช่น ลายตลาดเก่าเยาวราช ความหมายถึง “เหล่าตั๊กลัก” ตลาดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ใจกลางถนนเยาวราช รายล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญมากมายทั้งศาลเจ้ากวนอู สำเพ็ง ตรอกโรงโคม ตรอกเล่งบ๊วยเอี๊ยะ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการปรับตัวไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเป็นแหล่งสินค้าดั้งเดิม เช่น ของแห้ง ปลาเค็ม ปลาหมึกแห้ง กุ้งแห้ง กระเพาะปลา หรือปลาจีนไว้อยู่

นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งรวมร้านอาหารน้อยใหญ่ทั้งห้องแถว รถเข็น และหาบเร่แผงลอยมากมาย จนเรียกได้ว่าเป็นทำเลท้องมังกรซึ่งอิ่มอร่อยได้ตลอดทั้ง
กลางวันและกลางคืน และ ลายตลาดเล่ง บ๊วยเอี๊ยะ หมายถึง เมื่อนึกถึงเทศกาลจีนและการจับจ่ายวัตถุดิบทั้งของสด ของแห้ง ขนม หรือเครื่องปรุงสำหรับปรุงอาหารจีนในกรุงเทพฯ ก็จะต้องนึกถึงตลาดเล่งบ๊วยเอี๊ยะมาเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลนั้น ตรอกเล่งบ๊วยเอี๊ยะจะเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาจับจ่ายกันอย่างคึกคักจนแน่นขนัด หลายครอบครัวก็นิยมมาจัดหา “ซาแซ” หรือ “โหงวแซ” กันที่นี่ เพราะว่ามีสินค้าให้เลือกมากมายหลายหลาก และมีร้านค้าที่เข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดีจนสามารถ “มาครบจบที่เดียว”

เรียกได้ว่าเป็นโปรเจกท์ ที่ได้รับความสนใจมากๆ จากฝาท่อเก่าที่ถูกมองข้าม กลายเป็นงานศิลปะที่ถ่ายทอดถึง วิถีความเป็นอยู่ของคนไทย-และคนไทยเชื้อสายจีนที่มีการดำรงชีพในอดีต จนถึงปัจจุบัน โดย 8 ศิลปินร่วมรังสรรค์ผลงานร่วมกัน ได้แก่ คธนากร ดีอ่วม, วรภัค ทัศมากร, ณัฐพร เวสารัชตระกูล, ดุสิตา วระพงษ์สิทธิกุล,
แทนไท พรจันทร์ทอง, จุฤทธิ์ กังวานภูมิ,รัชดาภรณ์ เหมจินดา และ ภัทรายุ วัฒนพานิชพร้อมเหล่าที่ปรึกษาโครงการจากผู้มีประสบการณ์ หลากหลายด้าน ได้แก่ วิศิษฐ์ เตชะเกษม ที่ปรึกษาด้าน ศิลปะ ฮวงจุ้ย/สถาปนิก สมชัย กวางทองพานิชย์ ที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เยาวราช – จีน ปรีดา ปรัตถจริยา ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม และวิถีชีวิตชาวจีนย่านไชน่าทาวน์ นิธิวุฒิ ศรีบุญชัยชูสกุล ที่ปรึกษาด้านภาษาจีน และการเขียนอักษรพู่กันจีน และ ดร.ไพโรจน์พิทยเมธี ที่ปรึกษาด้านการออกแบบ นิเทศศิลป์มาร่วมกัน สร้างสรรค์ศิลปะลงฝาท่อรอบกรุงกันแบบชิคๆ ให้เหล่าวัยรุ่น วัยใส ทุกวัยมาร่วมเช็คอินกับฝาท่อเก๋ๆ กันทั่วเมือง

นอกจากจะได้รูปเท่ๆ ไปโพสต์ตามสไตล์คนติดแกลมแล้ว ยังสามารถนำไปลุ้นรับรางวัล กับ กิจกรรม แชะ & แชร์ ปักหมุดเช็คอินฝาท่อเยาวราช จากสีเบเยอร์ได้อีกด้วย อ่านรายละเอียดกิจกรรมได้ที่นี่เลย >> https://bit.ly/497GERS

ทั้งนี้ อนาคตทางเบเยอร์ มีแผนดำเนินงานร่วมมือกับทางภาครัฐ และเอกชน ปรับปรุงภูมิทัศน์ ส่งเสริมจุดเช็คอินสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ให้กับประชาชนชาวไทย และชาวต่างชาติเพื่อเก็บความทรงจำดีๆ ร่วมกันต่อไป

ฝ่าวิกฤตภาวะมีบุตรยาก! ล้มเหลวมาแล้ว 6 ครั้ง สู่ความสำเร็จโปรแกรม ICSI

https://www.naewna.com/lady/843561

ฝ่าวิกฤตภาวะมีบุตรยาก! ล้มเหลวมาแล้ว 6 ครั้ง สู่ความสำเร็จโปรแกรม ICSI

ฝ่าวิกฤตภาวะมีบุตรยาก! ล้มเหลวมาแล้ว 6 ครั้ง สู่ความสำเร็จโปรแกรม ICSI

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.45 น.

เทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ถือเป็นความหวังใหม่สำหรับคู่สมรสที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุมากและมีภาวะสุขภาพที่ซับซ้อน การทำ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็อาจมีความท้าทายมากมายเช่นกัน เนื่องจากอัตราความสำเร็จของการทำ ICSI มักลดลงสวนทางกับอายุที่มากขึ้นของผู้หญิงเรา

ข้อมูลทั่วไปจากการศึกษาทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 35 ปี จะมีอัตราความสำเร็จของการทำ ICSI โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40-50% ในขณะที่ผู้หญิงอายุ 35-37 ปี อัตราจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 30-40% สำหรับผู้หญิงอายุ 38-40 ปี อัตราความสำเร็จจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 20-25% ส่วนในผู้หญิง
อายุ 41-42 ปี อัตราความสำเร็จเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15% และในผู้หญิงอายุ 43 ปีขึ้นไป อัตราความสำเร็จจะลดลงเหลือเพียง 5% หรือน้อยกว่า โดยสถิตินี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไปและอาจแตกต่างกันไปตามแต่สภาวะสุขภาพของคนไข้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงที่มีอายุมาก

ในบทความนี้จะเล่าถึงประสบการณ์ของคนไข้หญิงอายุ 44 ปี ที่ผ่านการทำ ICSI มาแล้วกว่า 6 ครั้งในช่วงเวลา5 ปีเต็ม จนกระทั่งพบคำตอบที่เธอรอคอย กับความสำเร็จครั้งที่ 7 ที่ Bangkok Central Clinic IVF & Wellness

ทพญ.นาฏรินทร์ นิธิฉัตรโชติรัตนา

ทพญ.นาฏรินทร์ นิธิฉัตรโชติรัตนา (หมอทราย) ประธานกรรมการบริหารบางกอกเซ็นทรัล คลินิก ไอวีเอฟ เวลเนส (Bangkok Central Clinic IVF & Wellness) BCC เล่าถึงคนไข้เป็นหญิงไทยอายุ 44 ปีรายหนึ่ง ที่เริ่มทำ ICSI ครั้งแรกเมื่ออายุ 39 ปี รวมทั้งหมด 6 ครั้งที่สถานพยาบาลอื่น โดยตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมาความพยายามในแต่ละครั้งกลับไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งในกระบวนการทำ ICSI หลายครั้งส่งผลให้เธอประสบปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) และภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นเกิน (Ovarian HyperstimulationSyndrome) รวมถึงพบเนื้องอกในปีกมดลูก โพรงมดลูก และกล้ามเนื้อมดลูกที่เติบโตตามการกระตุ้นฮอร์โมน แม้จะได้รับการผ่าตัดส่องกล้องหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่หมด แม้บางรอบของการทำ ICSI จะได้ตัวอ่อนมากถึง 9-10 ตัว แต่กลับพบว่าเป็นโมเซอิกทั้งหมด และในรอบที่ตัวอ่อนผ่านการตรวจโครโมโซม เมื่อทำการย้ายตัวอ่อนเข้ามดลูกก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ซึ่งแพทย์ไม่ได้ให้คำอธิบายที่ชัดเจนนอกจากคำว่า “อายุมาก” และ “น้ำหนักเกิน” ทำให้เธอต้องเผชิญความสูญเสียทางร่างกาย จิตใจ และเงินไปนับล้านบาท

หลังจากพบกับความล้มเหลวและความท้อแท้ในหลายต่อหลายครั้ง คนไข้จึงตัดสินใจเข้ารับการปรึกษาที่ Bangkok Central Clinic IVF & Wellness ภายใต้การดูแลจาก นพ.ธนัท จิรโชติชื่นทวีชัย (หมอบอล) ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ประจำ BangkokCentral Clinic IVF & Wellness ซึ่งให้การดูแลและให้คำปรึกษาอย่างดี พร้อมให้คำตอบที่ชัดเจนในทุกข้อสงสัยของคนไข้ และช่วยสร้างพลังบวกและกำลังใจให้ด้วยการให้เวลาในการพูดคุยและอธิบายแผนการรักษาอย่างละเอียด ทั้งยังวางแผนการรักษาเพื่อปิดช่องโหว่ในขั้นตอนต่างๆ อย่างที่คนไข้ไม่เคยได้รับคำแนะนำแบบนี้มาก่อน ซึ่งกระบวนการรักษาที่คลินิกนี้ได้ปรับให้เป็นธรรมชาติและผ่อนคลายมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการลดความเครียดและความกดดันจากการทำ ICSI ทั้งหมด เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายใจและมีความมั่นใจในกระบวนการรักษา

หนึ่งในจุดเด่นของคลินิกนอกเหนือจากความชำนาญของแพทย์คือ นักวิทยาศาสตร์มีความเชี่ยวชาญ สามารถให้คำปรึกษาและอธิบายเกี่ยวกับตัวอ่อนของคนไข้ได้ ทำให้คนไข้รู้สึกมั่นใจในกระบวนการในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีการติดตามเคสอย่างใกล้ชิดโดยทีมเจ้าหน้าที่ของทางคลินิกให้การดูแลอย่างอบอุ่นและให้คำปรึกษาด่วนตลอด 24 ชม. ทำให้คนไข้รู้สึกถึงความหมายและความสำคัญของการได้รับการดูแลที่มีความใกล้ชิด การพยายามครั้งที่ 7 ที่ Bangkok Central Clinic IVF & Wellness ไม่เพียงแต่นำไปสู่ความสำเร็จในการตั้งครรภ์ แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตของคนไข้กลับมามีความหวังอีกครั้ง

ปัจจุบันคนไข้ได้ตั้งครรภ์และมีลูกชายที่รอคอยมานาน การได้รับโอกาสในการเป็นแม่เป็นสิ่งที่เธอปรารถนามากที่สุดในชีวิต ซึ่งเป็นผลมาจากความทุ่มเทและการดูแลที่เต็มไปด้วยความใส่ใจจากทีมแพทย์และบุคลากร Bangkok Central Clinic IVF & Wellness จึงเป็นสถานที่ที่สร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตของคนไข้และเป็นที่พึ่งที่สำคัญสำหรับคู่สมรสที่ต้องการเติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์แบบ “อ่านรีวิวคนไข้ได้ที่นี่” https://g.co/kgs/P5HgfYm สนใจสอบถามเพิ่มเติม facebook.com/bccivf line official @bccivf หรือปรึกษาฟรี 02-2523420, 095-3641949 Website : bccivfwellness.com

CRASH BAGGAGE แบรนด์กระเป๋าดีไซน์รอยบุบสุดเก๋ เปิดสาขาใหม่ล่าสุดที่ One Bangkok

https://www.naewna.com/lady/843569

CRASH BAGGAGE แบรนด์กระเป๋าดีไซน์รอยบุบสุดเก๋  เปิดสาขาใหม่ล่าสุดที่ One Bangkok

CRASH BAGGAGE แบรนด์กระเป๋าดีไซน์รอยบุบสุดเก๋ เปิดสาขาใหม่ล่าสุดที่ One Bangkok

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

CRASH BAGGAGE แบรนด์กระเป๋าเดินทางที่มีสไตล์เอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นที่รู้จักของสายแฟชั่นที่รักในการเดินทางด้วยจุดเด่นดีไซน์ “รอยบุบ” สะดุดตารอบกระเป๋าที่สะท้อนถึงคอนเซ็ปต์ “Handle Without Care” ให้สายท่องเที่ยวสนุกกับการเดินทางได้โดยไม่ต้องกังวลว่ากระเป๋าจะเป็นรอย ในครั้งนี้จัดงานเปิดร้านใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการที่ One Bangkok ทำเลสุดหรูและทันสมัยที่จะให้ทุกคนได้สัมผัสสินค้าสุดเท่ มีสไตล์จาก CRASH BAGGAGE

Francesco Pavia ผู้ก่อตั้งแบรนด์ กล่าวว่า CRASH BAGGAGE เป็นกระเป๋าที่สามารถถือได้โดยไม่ต้องกังวล โดยไอเดียนี้มีจุดเริ่มต้นจากที่ ได้เดินทางไปท่องเที่ยวและเห็นว่ามีนักเดินทางหลายคนบ่นถึงความเสียหายที่กระเป๋าทั้งจากการขนส่งหรือการเดินทาง และด้วยปัญหานี้ทำให้เกิดเป็นคอนเซ็ปต์ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์คือการสร้าง “รอยบุบ” ที่เกิดจากความตั้งใจตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบลงบนกระเป๋าใบใหม่ ลวดลายรอยบุบตัดกับสีสันโดดเด่นที่มีให้เลือกหลากหลาย บ่งบอกถึงคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนของผู้ถือ สร้างความรู้สึกแตกต่าง และสนุกสนานมากยิ่งขึ้น กระเป๋าจาก CRASH BAGGAGE ผลิตจากวัสดุ Polycarbonate คุณภาพสูงที่ทนต่อแรงกระแทกและโยนทุกรูปแบบ ให้มั่นใจถึงความทนทานและพร้อมรับการใช้งานในทุกสถานการณ์ ซึ่งผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องร่องรอยเสียหายที่จะเกิดระหว่างเดินทาง ให้ได้สนุกและเต็มที่มีโดยไม่ต้องกังวลหรือปวดใจกับปัญหาเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป

Francesco Pavia

อีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของ CRASH BAGGAGE ได้เป็นอย่างดี คือการเลือกใช้สีเหลืองเป็นสีของแบรนด์ ทั้งในส่วนของโลโก้ และ Store Concept เนื่องจากตามหลักจิตวิทยาแล้ว สีเหลือง ถือเป็นสัญลักษณ์ของความร่าเริง ความสุข และพลังงานบวก ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญลักษณ์ของความระมัดระวังด้วยเช่นกัน ทำให้สีเหลืองเป็นสีที่แสดงอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสนุกสนาน แต่ในขณะเดียวกันก็ดึงดูดความสนใจจากผู้พบเห็นได้เป็นอย่างดี

CRASH BAGGAGE สาขาใหม่ที่ One Bangkok ได้ออกแบบพื้นที่ร้านให้ผสานความเรียบง่ายเข้ากับเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยสินค้าแต่ละชิ้นวางอยู่บนแท่นที่มีดีไซน์มินิมัล พร้อมการจัดแสงที่เน้นรูปลักษณ์เฉพาะตัวและรูปทรงไม่ซ้ำใคร วัสดุที่ใช้ตกแต่งภายในร้านผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อสื่อถึงสไตล์ที่ชัดเจนและคุณภาพของแบรนด์ ภายในร้านตกแต่งด้วยพื้นผิวที่ขัดมันเพิ่มความดึงดูดสายตา ยังมีพื้นหินเวเนเชียเทอร์ราซโซขนาดใหญ่สะท้อนถึงต้นกำเนิดของแบรนด์ที่มาจากเมืองเวนิส ชั้นวางของในร้านถูกออกแบบด้วยโมดูลาร์ที่มีการเชื่อมต่อกันด้วยเส้นขอบสีดำที่สื่อถึงการตัดเย็บอย่างประณีต อีกทั้งยังมีสินค้าอย่างกระเป๋าเป้และแอคเซสซอรี่ต่างๆ ให้ลูกค้าได้เดินเลือกซื้อเลือกชมได้อย่างเพลิดเพลิน

นอกจากกระเป๋าเดินทางแล้ว CRASH BAGGAGE ยังเอาดีไซน์ที่สนุกและแตกต่างนี้ไปใส่กับกระเป๋าสะพายรูปแบบต่างๆ ที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน หรือการเดินทางที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น Backpack, Rucksack หรือ Tote bag ซึ่งแน่นอนว่ากระเป๋าทุกใบถูกดีไซน์ให้มีรอยบุบ ความคงทนและยืดหยุ่นของ EVA และน้ำหนักเบาของผ้า Nylon พร้อมสีสันที่ยังคงโดดเด่นให้ได้เลือกอีกมากมาย

คิง เพาเวอร์จัดแคมเปญฉลองความสุขส่งท้ายปี ‘THE POWER OF FUNTASTIC CELEBRATION 2025’

https://www.naewna.com/lady/843570

คิง เพาเวอร์จัดแคมเปญฉลองความสุขส่งท้ายปี  ‘THE POWER OF FUNTASTIC CELEBRATION 2025’

คิง เพาเวอร์จัดแคมเปญฉลองความสุขส่งท้ายปี ‘THE POWER OF FUNTASTIC CELEBRATION 2025’

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คิง เพาเวอร์ ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทยเปิดแคมเปญ “THE POWER OF FUNTASTIC CELEBRATION 2025” ฉลองทุกความสุข สนุกไม่รู้จบ เป็นไปได้ เนรมิตงานเฉลิมฉลองความสุขของเทศกาลเฟสทีฟส่งท้ายปีในบรรยากาศคริสต์มาสสไตล์ไทย ภายใต้ 4 ธีมหลัก ไทยสุดเฟี้ยว-ไทยสุดจ๊าบ-ไทยสุดฟิน และไทยสุดฟัน พร้อมโปรโมชั่นพิเศษอีกมากมาย ตอกย้ำย่านรางน้ำเดสติเนชันสำหรับเฉลิมฉลองทุกเทศกาลของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ชวนปักหมุดตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2567 ที่ คิงเพาเวอร์ รางน้ำ

วรมาศ ศรีวัฒนประภา รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่ด้านการตลาด กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ เปิดเผยว่า “กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี “THE POWER OF FUNTASTIC CELEBRATION 2025” ฉลองทุกความสุข สนุกไม่รู้จบ เป็นไปได้ ด้วยการเนรมิตงานเฉลิมฉลองกับงานเฟสทีฟแบบไทย ตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม 2567 เพื่อขานรับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงส่งท้ายปี และนโยบาย SOFT POWER ในการส่งเสริมสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ด้วยการนำเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาผสมผสานกับเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งเป็นเทศกาลระดับโลก มีการนำสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประดับตกแต่งงาน เพื่อสนับสนุนสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับโลกมากขึ้น พร้อมตอกย้ำให้ย่านรางน้ำเป็น “FESTIVALISATION” เดสติเนชันสำหรับการเฉลิมฉลองของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยจากการคาดการณ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าในช่วงไฮซีซั่น (ไตรมาส 4) จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยมากกว่า 12.22 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 6.5 แสนล้านบาท”

สำหรับแคมเปญ “THE POWER OF FUNTASTIC CELEBRATION 2025” ภายใต้แนวคิด “คริสต์มาสสไตล์ไทย พาเปิดวาร์ป ความสุขสุด FUNTASTIC พาสนุกสุดครื้นเครง”เนรมิต “คิง เพาเวอร์ รางน้ำ” ให้เป็นเดสติเนชันส่งมอบประสบการณ์ความสุขสำหรับเทศกาลส่งท้ายปี ผ่าน 4 ธีมหลัก ได้แก่ ไทยสุดเฟี้ยว ไทยสุดจ๊าบ ไทยสุดฟินและไทยสุดฟัน

โดย ไทยสุดเฟี้ยว เปิดวาร์ปพาเที่ยวงานศิลป์สร้างสรรค์โดย 3 อาร์ติสท์ชื่อดังระดับประเทศ ได้แก่ SARAN (โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา) MR.KREME (แอนดี้-วรกันต์ จงธนพิพัฒน์) และGONGKAN (ก้องกาน-กันตภณ เมธีกุล)ตื่นตากับมุมถ่ายภาพสุดฟัน เก็บความทรงจำด้วยตัวคุณเองกับกล่องของขวัญยักษ์ FUNTASTIC BOX

ไทยสุดจ๊าบ  เปิดวาร์ปความมันส์กับฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปิน ในทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ขบวนคริสต์มาสพาเหรด ครั้งแรกกับ TROOP ROBOT GASHA และ TOY GANG ปิดท้ายด้วยเซอร์ไพรส์ส่งท้ายความสุขในวันที่ 31 ธันวาคม กับกิจกรรม BUTTERBEAR MINI FAN MEET สุดเอกซ์คลูซีฟ ลุ้นเป็น 40 ผู้โชคดีถ่ายรูปคู่กับน้องเนย 

ไทยสุดฟิน เปิดวาร์ปความฟิน กับ NEON NIGHT BARZAAR พบกับคาราวานความอร่อยกว่า 30 ร้าน แบบจัดเต็ม อาทิ BUTTERBEAR CAFÉ, VE/LA MINI-BAR, WONJO, MOODAENGS AMPHAWA, JIN, BONNIE CAFE AND BAKERY, BAKE TO BABE, BETTER BUTTER,ข้าวแต๋นน้ำแตงโม CHAM, ห่อหมกเจ๊ศรีสำเพ็ง, MUNDAY มันเดือยกะทิสดหาดใหญ่, ไก่ทอดเดชาหาดใหญ่ ฯลฯ

ไทยสุดฟัน เปิดวาร์ปความฟันกับสิทธิพิเศษมากมายสำหรับสมาชิก คิงเพาเวอร์ อาทิ ลุ้นได้สุด ร่วมสนุกจับกาชาปองฟรี 1 สิทธิ์ เมื่อช้อปครบทุก 3,500 บาท หรือรับฟรีคูปองเล่น E-GOKARTTRACK BY MONOWHEEL 1 สิทธิ์เมื่อช้อปครบ 3,500 บาทขึ้นไป พิเศษลูกค้า KBank เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่เข้าร่วมรายการครบ 2,500 บาท ขึ้นไปจำนวนจำกัด

ติดตามรายละเอียดโปรโมชัน และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับสมาชิก เพียงแอด LINE OFFICIAL ACCOUNT : @KINGPOWER หรือช้อปผ่านช่องทาง CALL TO SHOP เพียงโทร. 02-3387870 และ CHAT TO SHOP เพียงแอด LINE : @KP_CHATTOSHOP