พบกล่องดำเครื่องบินเกาหลีใต้ หนึ่งในสองกล่องเสียหายหนักบางส่วน อาจทำให้การวิเคราะห์สาเหตุล่าช้า

พบกล่องดำเครื่องบินเกาหลีใต้ หนึ่งในสองกล่องเสียหายหนักบางส่วน อาจทำให้การวิเคราะห์สาเหตุล่าช้า

30 ธ.ค. 2567 08:19 น.

พบกล่องดำเครื่องบินเกาหลีใต้ หนึ่งในสองกล่องเสียหายหนักบางส่วน อาจทำให้การวิเคราะห์สาเหตุล่าช้า

เกาหลีใต้พบ “กล่องดำ” บันทึกข้อมูลการบินของเครื่องบินเจจู แอร์ แต่หนึ่งในสองกล่องได้รับความเสียหายหนักบางส่วน ซึ่งอาจทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลในนั้นเพื่อหาสาเหตุโศกนาฏกรรมต้องล่าช้าออกไป

วันที่ 30 ธันวาคม 2567 กระทรวงคมนาคมของเกาหลีใต้แถลงว่า เจ้าหน้าที่หน่วยสอบสวนของกระทรวงคมนาคมเกาหลีใต้ แถลงความคืบหน้าล่าสุดของโศกนาฏกรรมเครื่องบินเจจู แอร์ ที่ประสบเหตุไถลออกนอกรันเวย์ไปชนกับรั้วของท่าอากาศยานนานาชาติมูอัน ในจังหวัดชอลลาใต้ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 179 ศพ มีผู้รอดชีวิตเป็นลูกเรือ 2 ราย

โดยระบุว่า ได้พบ “กล่องดำ” ทั้ง 2 กล่อง ได้แก่ “FDR” (Flight Data Recorder) ที่บันทึกข้อมูลการบิน ไม่ว่าจะเป็นระดับความสูง ความเร็วอากาศ และทิศทาง และ “CVR” (Cockpit Voice Recorder) บันทึกการส่งสัญญาณวิทยุและเสียงในห้องนักบิน ของเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 เที่ยวบินที่ 7C2216 แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งกู้อุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินและเสียงสนทนาระหว่างทำการบินแล้ว เพื่อสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น 

รายงานของสำนักข่าวยอนฮับ ระบุว่า โดยปกติแล้วการถอดรหัสอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินเพียงอย่างเดียวอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจะระบุสาเหตุที่แน่ชัดของอุบัติเหตุทางการบินที่มีความเสียหายร้ายแรงระดับนี้ต้องใช้เวลาหลายเดือน แต่พบว่าหนึ่งในสองกล่องดำของเครื่องบินลำนี้ได้รับความเสียหายหนักบางส่วน ทำให้ในกรณีนี้ อาจทำให้เกิดความล่าช้ามากขึ้นได้ 

โดยเจ้าหน้าที่คณะกรรมการสอบสวนกล่าวว่า กล่องดำอาจต้องถูกส่งไปยังคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ ของสหรัฐฯเพื่อถอดรหัส ซึ่งในกรณีนี้กระบวนการนี้อาจใช้เวลานานอย่างน้อย 6 เดือน

ทั้งนี้ กล่องดำ “FDR” และ “CVR” จะทนต่อแรงกระแทกที่มากกว่าแรงโน้มถ่วงของโลกถึง 3,400 เท่า และอุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส โดยจะอุปกรณ์นี้จะถูกติดตั้งไว้ที่ส่วนท้ายเครื่องบินเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ.

การเมืองสหรัฐอเมริกา เปลี่ยนขั้วอำนาจ

การเมืองสหรัฐอเมริกา เปลี่ยนขั้วอำนาจ

30 ธ.ค. 2567 07:09 น.

การเมืองสหรัฐอเมริกา เปลี่ยนขั้วอำนาจ

แม้ว่าปี 2567 จะถือเป็นปีที่โดดเด่นทางการเมือง เนื่องด้วยถึงเวลาครบกำหนด เปลี่ยนตัวรัฐบาลในกว่า 70 ประเทศทั่วโลกมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

แต่ก็ไม่มีใครแล้วที่จะสามารถดึงความสนใจจากนานาชาติ ได้มากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแดนพญาอินทรี “สหรัฐอเมริกา” ที่สร้างความคึกคักให้เรารับชมกันเป็นระยะๆตลอด 365 วัน

ปีนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าจดจำสำหรับการ “ดีเบต” ประชันวิสัยทัศน์ระหว่างผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เนื่องด้วยแคนดิเดตทั้ง 2 คน ไม่ว่าจะ “โจ ไบเดน” จากพรรครัฐบาลเดโมแครต หรือ “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรคฝ่ายค้านรีพับลิกัน ต่างก็สร้างความฉงนแก่ผู้รับฟัง

ไม่สามารถชูประเด็นให้เห็นได้เลยว่า รัฐบาลสหรัฐฯสมัยหน้าจะมีทิศทางเช่นไร มีนโยบายใดเป็นจุดเด่นจุดขาย หรือกล่าวถึงปัญหาที่ต้องแก้ไข กลับกลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างพยายามดิสเครดิตทำลายชื่อเสียงของกันและกัน ซึ่งกรณีนี้ได้นำไปสู่การ “เปลี่ยนตัว” พรรคเดโมแครตปลดไบเดนกลางอากาศ เปลี่ยนม้าศึกกลางคัน

ท่ามกลางกระแสข่าวมากมายว่า หลังบ้านของพรรคลาสีน้ำเงินเดินสายดีลลับกันอุตลุด เข้าออกเซฟเฮาส์กันเป็นว่าเล่น ซึ่งสิ่งที่ชัดที่สุดคือ คนเดินเกมในเรื่องนี้มีอยู่ 3 คน  ได้แก่ ฮิลลารี คลินตัน อดีต รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทน ราษฎรสหรัฐฯ และ “บารัค โอบามา” อดีตประธานา ธิบดีสหรัฐฯ

จนเป็นที่มาของรายงานข่าว “จิล ไบเดน” สตรีหมายเลขหนึ่ง ถูกมอบภาระอันหนักอึ้ง ให้เป็นผู้เคาะตัดสินว่าสามีควรได้ไปต่อหรือพักผ่อน นำไปสู่เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ประธานาธิบดีที่กำลังดำรงตำแหน่งและสมควรได้ลงแข่งขันเพื่อทำงานต่อในสมัยสอง ถูกขั้วอำนาจในพรรคขจัดทิ้ง  ผลงานไม่เข้าตา วาจาไม่ฉะฉานเหมือนเคย เกรงว่าจะทำคะแนนหาเสียงสู้คู่แข่งไม่ได้

ใบสมัครตกไปอยู่ในมือของ “คามาลา แฮร์ริส” รองประธานาธิบดีสหรัฐฯที่มีภาพลักษณ์เป็นผู้หญิงยุคใหม่ บุคลิกมาดมั่น เคารพความเป็นมนุษย์ ยอมรับความเห็นต่าง ชื่นชอบความหลากหลายทางเพศและชาติพันธุ์ ทั้งยังพ่วงมาด้วยดีกรีนักกฎหมาย ดำรงตำแหน่งอัยการจากรัฐแคลิฟอร์เนีย เหมาะสมที่จะมาปราบทรัมป์ ซึ่งมีคดีความติดตัวอยู่เต็มไปหมด

แน่นอนที่ทางพรรคเดโมแครตย่อมคำนวณมาแล้วว่า ฐานเสียงเดโมแครตไม่มีทางน้อยหน้ารีพับลิกัน บรรดา “สื่อมวลชน” กระแสหลัก ก็ไม่มีใครชอบ ทรัมป์ ช่วยกันกระหน่ำผ่านสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ และโทรทัศน์ ประโคมโหมข่าวกันอย่างสนุกมือ ขณะที่เหล่าดารานักแสดงออกมาช่วยใช้พลังเซเลบฯ ยกย่องแฮร์ริสกันอย่างอื้ออึง ประสานพลังประชาชน สื่อและดารากันระดับนี้ ชัยชนะจะไปไหนเสีย

อย่างไรก็ตาม การเลือกรองผู้นำลูกครึ่งผิวสี-อินเดีย ถือเป็นการเดินเกมที่พลาดมหันต์ เนื่องด้วยช่วงหลายปีที่ผ่านมา สภาพสังคมชาวอเมริกันกำลังอยู่ในช่วงซึมซับคอนเซปต์เสรีนิยมเข้มข้น ที่เรียกกันว่าแนวคิด DEI-ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และความครอบคลุม ที่ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ที่ เรียกคำถามต่างๆเช่น การสนับสนุนเปลี่ยนเพศตั้งแต่เด็ก ให้ชายมาลงแข่งกีฬาหญิง การแบ่งสัดส่วนโควตาผิวสีในแวดวงการศึกษาหรือการทำงาน การหลีกเลี่ยงคำพูดเพื่อไม่สร้างบาดแผลแก่อารมณ์ความรู้สึก

แฮร์ริสที่ป่าวประกาศอย่างชัดเจนว่า เราต้องเบิกเนตรยิ่งกว่านี้ จะต้อง Woke ให้มากขึ้นอีก ได้แปรสภาพจากผู้พิทักษ์กฎหมาย กลายเป็นศัตรูของสถาบันครอบครัว และคุณค่าแบบอเมริกันในสายตาของ “ขั้วอนุรักษนิยม” แผ่นดินสหรัฐฯได้ถูกขีดเส้นเป็นที่เรียบร้อย คุณไม่อยู่ข้างเราคือต่อต้านเรา

ปัจจัยต่อมา ยังอยู่ที่ตัวของผู้สมัครแฮร์ริสเอง ที่มีความสามารถไม่เพียงพอที่จะแสดงความเป็นผู้นำผองชนชาวอเมริกัน ขาดทักษะการตอบคำถามเฉพาะหน้า ไล่เรียงลำดับความคิดถ่ายทอดแก่ผู้ฟัง และเลือกที่จะกล่าว “เอาใจ” ฐานเสียงกลุ่มต่างๆ จนกลายเป็นเหตุการณ์พูดรัฐนี้อย่างหนึ่งพูดรัฐนู้นอีกอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็พูดย้อนแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่การแจกแจงนโยบายหาเสียงต่างๆก็แทบจะไร้ค่า ถูก ทรัมป์ขยี้แบบไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืดว่า ทำไมไม่ทำระหว่างที่เป็นรองประธานาธิบดีมาตลอด 3 ปีครึ่ง

ขณะที่การดึงบุคคลที่มีความโดดเด่นเข้ามาร่วมวง ทางฝ่ายทรัมป์ ยังทำได้ดีกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็น “โรเบิร์ต  เคนเนดี จูเนียร์” ทายาทตระกูลการเมืองชื่อดัง ที่ประกาศตัวเป็นนักต่อสู้ทางด้านสาธารณสุข และแสดงท่าทีพร้อมเปิดศึกกับบริษัทเวชภัณฑ์และกลุ่มธุรกิจอาหารที่ทรงอิทธิพลอย่างมาก หรือเจ้าพ่อเทคโนโลยี “อีลอน มัสก์” ที่มีจุดยืนร่วมกับสายอนุรักษนิยม เข้ามาช่วยปั่นกระแส “โซเชียลมีเดีย” ผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ โดยมุ่งเน้นเขย่าประเด็นที่เป็นจุดอ่อนของค่ายเสรีนิยมเดโมแครต ขยี้ความไร้สาระของแนวคิดเบิกเนตรอย่างต่อเนื่อง

แม้กระทั่งประธานาธิบดี “โจ ไบเดน” ก็ก่อให้เกิดคำถามจากผู้ชมทางบ้านว่าอยู่ข้างใครกันแน่ เพราะนับตั้งแต่โดนปลดออกจากตำแหน่งผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตเป็นที่เรียบร้อย ไบเดนกลับมีความกระฉับกระเฉงเป็นพิเศษ ความกังขาว่าเป็นอัลไซเมอร์อ่อนๆมลายหายสิ้น เดินสายทักทายผู้สนับสนุนอย่างคึกคัก จนนำไปสู่เหตุการณ์หยอกล้อกับชาวบ้านในรัฐสวิงสเตทเพนซิลเวเนีย นำหมวก MAGA–Make America Great Again สีแดงของทรัมป์ สวมทับหมวกของตัวเองบนศีรษะและหัวเราะกันสนุกสนาน  หรือกรณีความชื่นมื่นยิ้มแย้มแลกเปลี่ยนไมตรีในการสนทนา “สานต่อการทำงาน” อย่างเป็นกันเองกับทรัมป์ภายในทำเนียบขาว

และที่ขาดไม่ได้คือเหตุการณ์ลอบยิงทรัมป์บนเวทีหาเสียงเมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย ที่แสดงให้เห็นภาพผู้นำพรรครีพับลิกันเลือดอาบใบหน้า สั่งการหน่วยอารักขาอย่าเพิ่งพาลงจากเวที เพื่อที่จะได้ชูกำปั้นให้ผู้สนับสนุน และกล่าวคำว่าสู้ สู้ (Fight! Fight!) จนเรียกเสียงโห่ร้องอย่างกึกก้อง และสร้างความเชื่อแก่คนหลากหลายกลุ่มว่า นี่แหละคือความเป็นอเมริกันที่แท้จริง

ผลสุดท้ายชัยชนะจึงไปเป็นของทรัมป์และค่ายรีพับลิกัน กวาดทั้งคะแนนดิบทั้งประเทศ หรือป๊อปปูลาร์โหวต และคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งในแต่ละรัฐ รวมถึงรัฐ “สวิงสเตท” 7 รัฐ ที่ปกติแล้วจะเอียงน้ำเงินบ้างแดงบ้างไปตามโอกาส กระบวนการนับผลสามารถจบได้ภายในวันเดียว ไม่จำเป็นต้องรอลุ้นเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผ่านมาและกำลังเป็นไปในวอชิงตัน ได้ก่อให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า สหรัฐฯในวันนี้ไม่ใช่สหรัฐฯในอดีตอีกต่อไปแล้วหรือไม่ และอเมริกาในภายภาคหน้าจะมีรูปโฉมที่เปลี่ยนไปมากน้อยเช่นไร? เพราะนอกจากแนวคิดของทรัมป์จะมีความคนละขั้วและสุดโต่งอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ยังพ่วงมาด้วยประเด็นที่ศาลฎีกาพิพากษาคดีทรัมป์พยายามแทรกแซงการเลือกตั้ง 2563 ที่นำไปสู่เหตุบุกรัฐสภาว่าการกระทำในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯภายใต้ขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความเอกสิทธิ์คุ้มครองจากการถูกดำเนินคดีทางอาญา

กลายเป็นบรรทัดฐานหลังจากนี้หรือไม่ว่า ผู้นำสหรัฐฯไม่มีความผิดจากการใช้ อำนาจอย่างเป็นทางการ แม้ว่าการกระทำนั้นๆ จะมีความบ้าบอแค่ไหนก็ตาม!?

ทีมข่าวต่างประเทศ

จิมมี คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรม อายุ 100 ปี

จิมมี คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรม อายุ 100 ปี

30 ธ.ค. 2567 05:46 น.

จิมมี คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรม อายุ 100 ปี

จิมมี คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีคนที่ 39 ของสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ขณะมีอายุได้ 100 ปี ที่บ้านของเขาที่รัฐจอร์เจีย โดยมีครอบครัวรายล้อม

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2567 มูลนิธิ “คาร์เตอร์ เซ็นเตอร์” ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า จิมมี คาร์เตอร์ ประธานาธิบดีคนที่ 39 ของสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ขณะมีอายุ 100 ปี โดยจากไปอย่างสงบที่บ้านของเขาในเมืองเพลนส์ รัฐจอร์เจีย โดยรายล้อมไปด้วยครอบครัว

นายคาร์เตอร์มีลูก 4 คน ได้แก่ แจ็ค, ชิป, เจฟฟ์ และเอมี กับหลานอีก 11 คน และเหลนอีก 14 คน ส่วนภรรยาของเขา โรซาลีน คาร์เตอร์ ผู้เป็นคู่ชีวิตและอยู่ด้วยกันมานานกว่า 75 ปี ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ในเดือนพฤศจิกายน 2566 ขณะมีอายุ 96 ปี โดยสามีภรรยาคาร์เตอร์เป็นเจ้าของสถิติเป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่มีชีวิตสมรสยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ

“พ่อของผมเป็นฮีโร่ ไม่ใช่แค่สำหรับผม แต่สำหรับทุกคนที่เชื่อในสันติ, สิทธิมนุษยชน และความรักที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว” ชิป คาร์เตอร์ ระบุในแถลงการณ์ “ผมกับพี่น้องเชื่อมโยงเขากับทุกคนบนโลกผ่านความเชื่อเดียวกันนี้ โลกคือครอบครัวของเรา เพราะมันพาให้เรามาอยู่ร่วมกัน และเราขอขอบคุณที่ให้เกียรติความทรงจำเกี่ยวกับเขา ด้วยการใช้ชีวิตโดยแบ่งปันความเชื่อนี้ต่อไป”

มูลนิธิ คาร์เตอร์ เซ็นเตอร์ ระบุด้วยว่า จะมีการจัดพิธีรำลึกให้ประชาชนเข้าร่วมที่เมืองแอตแลนตา กับวอชิงตัน ดี.ซี. ตามด้วยแบบเป็นส่วนตัวที่เมืองเพลนส์ อย่างไรก็ตาม การเตรียมการขั้นสุดท้ายสำหรับพิธีศพ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ทั้งนี้ จิมมี คาร์เตอร์ เป็นเจ้าของสถิติอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อายุมากที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ ตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม 2562 แซงหน้านาย จอร์จ เฮอร์เบิร์ต วอล์คเกอร์ บุช อดีตประธานาธิบดีคนที่ 41 ของสหรัฐฯ และเป็นอดีตประธานาธิบดีอเมริกันคนแรก ที่มีอายุแตะเลข 3 หลัก

ในอดีต นายคาร์เตอร์เคยเป็นชาวไร่ถั่วลิสงมาก่อน จากนั้นไปรับราชการทหาร ได้ตำแหน่ง เรือเอก ก่อนจะเข้าสู่โลกการเมือง เป็นผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย 1 สมัย และก้าวถึงจุดสูงสุดได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 39 ของสหรัฐฯ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2520-2524

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้นำซีเรียเผย เตรียมยุบกลุ่มกบฏ-เลือกตั้งต้องรออีก 4 ปี

ผู้นำซีเรียเผย เตรียมยุบกลุ่มกบฏ-เลือกตั้งต้องรออีก 4 ปี

30 ธ.ค. 2567 05:15 น.

ผู้นำซีเรียเผย เตรียมยุบกลุ่มกบฏ-เลือกตั้งต้องรออีก 4 ปี

ผู้นำโดยพฤตินัยของซีเรียเผย เตรียมยุบกลุ่มกบฏ และว่าอาจต้องใช้เวลานาน 4 ปี กว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในประเทศได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 ธ.ค. 2567 ว่า นายอาหมัด อัล-ชารา ผู้นำกลุ่มติดอาวุธ “ฮายัต ตาห์รีร์ อัล-ชาม” (HTS) แกนนำกลุ่มพันธมิตรกบฏโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ขึ้นมาครองอำนาจในซีเรีย ให้สัมภาษณ์กับเครือข่ายโทรทัศน์ “อัล-อาราบียา” (Al-Arabiyya) ของซาอุดีอาระเบีย เรื่องแผนการในอนาคตที่เขาวางเอาไว้สำหรับประเทศนี้

นายอัล-ชารา ระบุว่า การจัดเลือกตั้งจำเป็นต้องใช้เวลา เพราะจำเป็นต้องให้กองกำลังแต่ละฝ่ายในซีเรียจัดการเจรจาทางการเมือง และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสียก่อน หลังจากตระกูลอัสซาดปกครองประเทศด้วยกฎเหล็กมานานกว่า 5 ทศวรรษ นอกจากนั้น โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลายเพราะสงครามกลางเมืองก็จำเป็นต้องได้รับการสร้างใหม่ด้วย

“โอกาสที่เรามีในวันนี้ไม่ได้มาทุก 5 หรือ 10 ปี” นายอัล-ชารา กล่าว “เราต้องการรัฐธรรมนูญที่จะคงอยู่เป็นเวลานานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ทั้งนี้ นายอัล-ชารา จะเป็นผู้นำโดยพฤตินัยของซีเรียไปจนถึงวันที่ 1 มี.ค. 2568 โดยเมื่อถึงตอนนั้น ฝ่ายต่างๆ ในซีเรียจะจัดการเจรจาทางการเมืองขึ้น เพื่อตัดสินอนาคตทางการเมืองของประเทศ และจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนผ่านอำนาจ ซึ่งจะนำประเทศที่แบ่งแยกเป็นส่วนๆ ให้กลับมารวมกันอีกครั้ง และในตอนนั้น เขาจะยุบกลุ่ม HTS

นายอัล-ชารา ยังคาดหวังจะรักษาความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับรัสเซียเอาไว้ แม้ว่าตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมารัสเซียจะให้ความช่วยเหลือรัฐบาลอัสซาดมาตลอด

ผู้นำกลุ่ม HTS บอกด้วย ตอนนี้กำลังมีการเจรจากับกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (SDF) ซึ่งนำโดยชาวเคิร์ด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ และหวังว่า พวกเขาจะมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับหน่วยงานความมั่นคงของซีเรียด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

หนึ่งในผู้รอดชีวิต บิน เจจู แอร์ ตก เผย “ตื่นมาก็ได้รับการช่วยเหลือแล้ว”

หนึ่งในผู้รอดชีวิต บิน เจจู แอร์ ตก เผย “ตื่นมาก็ได้รับการช่วยเหลือแล้ว”

30 ธ.ค. 2567 03:50 น.

หนึ่งในผู้รอดชีวิต บิน เจจู แอร์ ตก เผย “ตื่นมาก็ได้รับการช่วยเหลือแล้ว”

หนึ่งในสองผู้รอดชีวิตจากเหตุเครื่องบินโดยสารของ เจจู แอร์ ตก จนมีผู้เสียชีวิต 179 ศพ สื่อสารได้แล้ว เผยตื่นมาก็ได้รับความช่วยเหลือแล้ว

สำนักข่าว ยอนฮัป ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เครื่องบินโดยสารของสายการบิน “เจจู แอร์” เที่ยวบินที่ 7C2216 พร้อมผู้โดยสาร 175 คน กับลูกเรืออีก 6 คน ไถลออกนอกรันเวย์ไปชนกับรั้วของท่าอากาศยานนานาชาติ “มูอัน” (Muan) ในจังหวัดชอลลาใต้ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 179 ศพ รอดชีวิตเพียง 2 รายเท่านั้น โดยทั้งคู่เป็นลูกเรือ

ล่าสุดยอนฮัปเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้รอดชีวิต โดยหนึ่งในนั้นคือนายอี ลูกเรือวัย 33 ปี ซึ่งในตอนแรก เขาถูกส่งไปยังโรงพยาบาลท้องถิ่นใกล้เมืองม็อกโป ใกล้เมืองมูอัน ก่อนจะถูกส่งไปยังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสตรี “อีวา” ในกรุงโซล

ดร.จู อุง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสตรีฯ กล่าวในงานแถลงข่าวว่า ตอนนี้นายอีกำลังรับการรักษาในห้องไอซียู หลังได้รับการวินิจฉัยว่า กระดูกร้าวหลายแห่ง และกำลังได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบที่ตามมา รวมถึงการเป็นอัมพาตทั้งตัว

อย่างไรก็ตาม นายอีสามารถสื่อสารได้อย่างเต็มที่แล้ว โดยพูดกับ ดร.จู ว่า “ตอนที่ผมตื่นขึ้นมา ผมก็ได้รับความช่วยเหลือแล้ว” และแพทย์ไม่พบข้อบ่งชี้ว่ามีการสูญเสียความทรงจำแต่อย่างใด

ส่วนผู้รอดชีวิตอีกราย เป็นลูกเรือหญิงวัย 25 ปี นามสกุลว่า คู กำลังรับการรักษาที่ศูนย์การแพทย์ “อาซาน” ทางตะวันออกของกรุงโซล ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าและศีรษะ แต่แพทย์ไม่เปิดเผยว่าอาการของเธอหนักหนาเพียงใด บอกเพียงว่าเธอมีอาการทรงตัวเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhap

ฉลามดุ ขย้ำนักท่องเที่ยวนอกชายฝั่งอียิปต์ ตาย 1 เจ็บ 1

ฉลามดุ ขย้ำนักท่องเที่ยวนอกชายฝั่งอียิปต์ ตาย 1 เจ็บ 1

30 ธ.ค. 2567 02:43 น.

ฉลามดุ ขย้ำนักท่องเที่ยวนอกชายฝั่งอียิปต์ ตาย 1 เจ็บ 1

เกิดเหตุฉลามทำร้ายคนนอกชายฝั่งเมืองท่องเที่ยวทางตะวันออกของอียิปต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 ธ.ค. 2567 กระทรวงสิ่งแวดล้อมของประเทศอียิปต์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า เกิดเหตุฉลามโจมตีที่นอกชายฝั่งเมืองรีสอร์ท มาร์ซา อาลาม ติดทะเลแดง ทางตะวันออกของประเทศอียิปต์ เป็นเหตุให้ชาวต่างชาติเสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในน่านน้ำลึก นอกพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตว่ายน้ำได้ ใกล้ท่าเทียบเรือทางเหนือเมืองมาร์ซา อาลาม โดยผู้บาดเจ็บ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติเช่นกัน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ปอร์โต กาลิบ เพื่อรับการรักษา โดยไม่มีการเปิดเผยว่า อาการของผู้เคราะห์ร้ายรายนี้เป็นอย่างไร

ทางกระทรวงเปิดเผยด้วยว่า รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการฉุกเฉินเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะปิดท่าเทียบเรือดังกล่าวเป็นเวลา 2 วัน เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 ธ.ค.

ทางการอียิปต์ไม่ได้เปิดเผยสัญชาติของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ แต่สื่อของอิตาลี รวมถึงสำนักข่าว ANSA รายงานว่า ทั้งคู่เป็นชายชาวอิตาลี

ทั้งนี้ เหตุฉลามโจมตีผู้คนในทะเลแดงเริ่มเกิดบ่อยครั้งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2566 นักท่องเที่ยวชาวรัสเซียรายหนึ่งก็ถูกฉลามกัดเสียชีวิต ขณะเล่นน้ำทะเลที่เมืองเฮอร์กาดา ทางเหนือของเมืองมาร์ซา อาลาม ทำให้ทางการต้องสั่งปิดหาดใกล้เคียง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ผู้นำเกาหลีใต้ประกาศไว้อาลัย 7 วัน บินเจจู แอร์ ตก ดับ 179 ศพ รอด 2 ราย

ผู้นำเกาหลีใต้ประกาศไว้อาลัย 7 วัน บินเจจู แอร์ ตก ดับ 179 ศพ รอด 2 ราย

30 ธ.ค. 2567 00:44 น.

ผู้นำเกาหลีใต้ประกาศไว้อาลัย 7 วัน บินเจจู แอร์ ตก ดับ 179 ศพ รอด 2 ราย

ผู้นำเกาหลีใต้ประกาศไว้อาลัย 7 วัน เหตุเครื่องบินโดยสารของ เจจู แอร์ ตก ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 179 ศพ เลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย ชเว ซังม็อก รักษาการประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ ประกาศในวันอาทิตย์ที่ 29 ธ.ค. 2567 ให้มีการไว้อาลัยเป็นเวลา 7 วัน หลังเกิดเหตุเครื่องบินโดยสารของสายการบิน เจจู แอร์ ในช่วงเช้าวันเดียวกัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 179 ศพ มีรอดชีวิตเพียง 2 รายเท่านั้น โดยทั้งคู่เป็นลูกเรือ

นายชเวประกาศเรื่องดังกล่าวระหว่างการประชุมความปลอดภัยฉุกเฉิน ซึ่งจัดขึ้นหลายชั่วโมงหลังเครื่องบินโดยสารของสายการบิน “เจจู แอร์” เที่ยวบินที่ 7C2216 ซึ่งเดินทางจากกรุงเทพฯ ประเทศไทย พร้อมผู้โดยสาร 175 คน กับลูกเรืออีก 6 คน ไถลออกนอกรันเวย์ไปชนกับรั้วของท่าอากาศยานนานาชาติ “มูอัน” (Muan) ในจังหวัดชอลลาใต้

“เราขอแสดงความเสียใจและเห็นใจอย่างสุดซึ้งสำหรับครอบครัวที่กำลังโศกเศร้าของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดนี้” นายชเวกล่าว

ทั้งนี้ การไว้อาลัย 7 วันเริ่มมีผลทันทีในวันอาทิตย์ที่ 29 ธ.ค. 2567 และจะมีผลไปจนถึงเที่ยงคืนของวันเสาร์ที่ 4 ม.ค. 2568 โดยในระหว่างนี้ จะมีการตั้งแท่นบูชาเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตในจุดเกิดเหตุ และใน 17 จังหวัดกับเมืองทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงกรุงโซล และเมืองกวางจู ทางตะวันตกเฉียงใต้ด้วย

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐบาลจะติดริบบิ้นไว้อาลัย เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้เสียชีวิตด้วย ตามการเปิดเผยของกระทรวงการคลังแห่งเกาหลีใต้

นอกจากนั้น นายชเวยังกำหนดให้เขตมูอันเป็น “พื้นที่ภัยพิบัติพิเศษ” เพื่อให้รัฐบาลกลางสามารถส่งการสนับสนุนไปให้ได้ด้วย “เราจะจัดหาความช่วยเหลือที่จำเป็นทุกอย่าง เพื่อการฟื้นฟูและสนับสนุนครอบครัวผู้กำลังโศกเศร้า และให้การรักษาทางการแพทย์แก่ผู้บาดเจ็บ”

รักษาการผู้นำเกาหลีใต้ยังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุ่มทรัพยากรทั้งหมด ไม่ว่าจะอุปกรณ์, กำลังคน หรือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยให้คำมั่นว่า จะสืบสวนหาสาเหตุการตกของเครื่องบินลำนี้อย่างละเอียด และจะเปิดเผยการค้นพบทั้งหมดแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและสังคมอย่างโปร่งใส

อนึ่ง โศกนาฏกรรมล่าสุดนับเป็นเหตุเครื่องบินตกที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในแผ่นดินของเกาหลีใต้ และเป็นเหตุเครื่องบินตกที่เกี่ยวข้องกับสายการบินของเกาหลีใต้ ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดลำดับที่ 3

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2526 เครื่องรบของโซเวียตยิงเครื่องบินโดยสารของ โคเรียน แอร์ จนตก หลังพลัดเข้าไปในน่านฟ้าของรัสเซีย ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือ 269 คนเสียชีวิตทั้งหมด ต่อมาในปี 2540 เครื่องบินของโคเรียน แอร์ อีกลำ ประสบอุบัติเหตุตกที่เกาะกวม ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 225 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhap

ผู้นำอาเซอร์ไบจานเดือด จวกรัสเซียยิงเครื่องบินตกดับ 38 ศพ จี้ยอมรับผิด

ผู้นำอาเซอร์ไบจานเดือด จวกรัสเซียยิงเครื่องบินตกดับ 38 ศพ จี้ยอมรับผิด

29 ธ.ค. 2567 23:42 น.

ผู้นำอาเซอร์ไบจานเดือด จวกรัสเซียยิงเครื่องบินตกดับ 38 ศพ จี้ยอมรับผิด

ผู้นำอาเซอร์ไบจาน กล่าวหารัสเซียยิงเครื่องบินโดยสารของพวกเขา ทำให้เครื่องตกมีผู้เสียชีวิต 38 ศพ และพยายามปกปิด พร้อมเรียกร้องให้มอสโกออกมายอมรับความผิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 ธ.ค. 2567 นายอิลฮาม อาลิเยฟ ประธานาธิบดีของอาเซอร์ไบจาน ออกมากล่าวหารัสเซียว่า ยิงเครื่องบินโดยสารของ อาเซอร์ไบจาน แอร์ไลน์ส ก่อนที่เครื่องจะตก และตอนแรกพยายามปกปิดสาเหตุของหายนะครั้งนี้ พร้อมเรียกร้องให้มอสโกยอมรับผิด

นายอาลิเยฟประกาศข้อกล่าวหาดังกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อหลัง ที่สนามบินในกรุงบากู 4 วันหลังเกิดเหตุเครื่องบินโดยสารเที่ยวบิน J2-8243 ของสายการบินอาเซอร์ไบจาน แอร์ไลน์ ตกใกล้สนามบินเมืองอัคเทา ทางตะวันตกของคาซัคสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 38 ศพ อีก 29 คน รอดชีวิต

เจ้าหน้าที่ของอาเซอร์ไบจานตั้งข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ว่า เครื่องบินลำนี้อาจถูกยิงด้วยระบบป้องกันการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย ขณะพยายามลงจอดที่เมืองกรอซนี ในเชชเนีย ทำให้เครื่องต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังเมืองอัคเทา ที่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรแทน

การกล่าวหาของนายอาลิเยฟยังเกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจาก เขาได้คุยโทรศัพท์กับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน โดยในการสนทนาดังกล่าว ปูตินกล่าวขอโทษต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น แต่ไม่ยอมรับตรงๆ ว่าเป็นฝีมือของรัสเซีย เพียงกล่าวเป็นนัยว่า เครื่องบินพยายามลงจอดตอนที่ระบบป้องกันทางอากาศยังทำงานอยู่ เพื่อรับมือการโจมตีของยูเครนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้นำอาเซอร์ไบจานกล่าวหารัสเซียตรงๆ ในวันอาทิตย์ว่า “ข้อเท็จจริงคือ เครื่องบินพลเรือนของอาเซอร์ไบจานได้รับความเสียหายจากภายนอก เหนือดินแดนของรัสเซีย ใกล้เมืองกรอซนี และเกือบเสียการควบคุม”

“เรายังรู้ด้วยว่า ระบบต่างๆ สำหรับทำสงครามอิเล็กทรอนิก ทำให้เครื่องบินของเราเสียการควบคุม ในเวลาเดียวกัน หางของเครื่องบินก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากเกิดไฟไหม้ขณะอยู่บนพื้น”

นายอาลิเยฟย้ำว่า แน่นอนว่าเครื่องบินของพวกเขาถูกยิงโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่พวกเขาไม่พอใจที่รัสเซียดูเหมือนจะพยายามปกปิดสาเหตุการตกครั้งนี้

“น่าเสียใจและน่าประหลาดใจที่มอสโกผลักดันทฤษฎีต่างๆ ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ฝ่ายรัสเซียต้องการปกปิดเรื่องนี้” ผู้นำอาเซอร์ไบจานกล่าว และเสริมว่า ในช่วง 3 วันแรก พวกเขาไม่ได้ยินอะไรจากรัสเซียเลย นอกจากทฤษฎีบ้าบอ เช่นเรื่องเครื่องบินบินชนกับฝูงนก ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะลำตัวเครื่องบินถูกยิงจนพรุน

นายอาลิเยฟยังเรียกร้องให้รัฐบาลรัสเซียออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการต่อประเทศของเขา โดยย้ำว่า บากูได้ส่งข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการถึงรัสเซียไปเมื่อ 2 วันก่อน “ข้อแรก ฝ่ายรัสเซียต้องขอโทษอาเซอร์ไบจาน ข้อสอง ฝ่ายรัสเซียต้องยอมรับความผิด”

“ข้อสาม เหล่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบจะต้องถูกลงโทษ นำตัวมารับผิดชอบต่อความผิด และต้องมีการจ่ายค่าชดเชยให้แก่รัฐอาเซอร์ไบจาน รวมถึงผู้โดยสารและลูกเรือที่ได้รับบาดเจ็บ นี่คือเงื่อนไขของเรา” นายอาลิเยฟกล่าวอย่างแข็งกร้าวผิดปกติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปลัดฯร่วมประชุม อนุฯกก.ขับเคลื่อน แผนพัฒนาพื้นที่สูง ขับเคลื่อนงบปี’68

ปลัดฯร่วมประชุม  อนุฯกก.ขับเคลื่อน  แผนพัฒนาพื้นที่สูง  ขับเคลื่อนงบปี’68

ปลัดฯร่วมประชุม อนุฯกก.ขับเคลื่อน แผนพัฒนาพื้นที่สูง ขับเคลื่อนงบปี’68

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ให้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ นายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายสุรพิชย์ พรหมสิทธิ์ คณะทำงาน รมช.เกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ว่าที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญ โดยมีมติเห็นชอบ ดังนี้ 1.เห็นชอบกรอบการดำเนินงานและกรอบงบประมาณ ภายใต้แผนการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนปีงบประมาณ 2568 โดยให้หน่วยงานปรับเพิ่มเติมงานแต่ละจุดเน้นในระยะต่อไป รวมทั้งแนวทางการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในการแก้ปัญหาสำคัญบนพื้นที่สูง 4 จังหวัด 103 กลุ่มบ้าน 2.เห็นชอบกรอบแผนการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ปีงบประมาณ 2569

3.เห็นชอบในหลักการโครงการแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายหน้าดินบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ปีงบประมาณ 2568-2570 เพื่อมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินงานโครงการฯ ต่อไป
และ 4. เห็นชอบองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่คณะทำงานประสานงานและติดตามผลการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

'เลขาธิการ มกอช.'ร่วมพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.33 น.

วันที่ 30 ธันวาคม 2567 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เข้าร่วมพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๗ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ บริเวณโซนปศุสัตว์ ในงานมหกรรมการเกษตรและการท่องเที่ยว ถนนสายดอกไม้งาม ริมกว้านพะเยา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา

– 006