สื่อนอกตีข่าว นักท่องเที่ยวไทยไปเยือนเกาหลีใต้ 4 เดือนแรกปีนี้ ลดฮวบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794565

สื่อนอกตีข่าว นักท่องเที่ยวไทยไปเยือนเกาหลีใต้ 4 เดือนแรกปีนี้ ลดฮวบ

19 มิ.ย. 2567 20:12 น.

สื่อนอกตีข่าว นักท่องเที่ยวไทยไปเยือนเกาหลีใต้ 4 เดือนแรกปีนี้ ลดฮวบ

สื่อเกาหลีใต้ตีข่าว นักท่องเที่ยวไทยมาเยือนเกาหลีใต้ 4 เดือนแรกของปีนี้ ลดฮวบ สวนทางกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดมีสาเหตุมาจากนักท่องเที่ยวไทยถูก ตม.เกาหลีใต้ปฏิเสธให้เข้าประเทศจำนวนมาก

เมื่อ 19 มิ.ย. 2567 สื่อเกาหลีใต้รายงาน นักท่องเที่ยวไทยมาเยือนเกาหลีใต้ลดฮวบในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ถึง 21.1% สวนทางกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 86.9% ทำให้ไทยตกจากอันดับหนึ่งของชาติในอาเซียนที่มาเที่ยวเกาหลีใต้มากที่สุด มาอยู่อันดับสาม รองจากเวียดนามและฟิลิปปินส์

องค์การการท่องเที่ยวเกาหลี รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2567 ว่า มีนักท่องเที่ยวชาวไทยมาเยือนเกาหลีใต้ ระหว่างเดือนมกราคม-เมษายนของปีนี้ จำนวน 119,000 คน ซึ่งลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 21.1% ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 86.9%

ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 มีนักท่องเที่ยวจีนมาเยือนเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นถึง 470% รองลงมาเป็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 86% และนักท่องเที่ยวไต้หวัน เพิ่มขึ้น 78% ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากประเทศในอาเซียน ยังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งนักท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้น 76% นักท่องเที่ยวอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 51% นักท่องเที่ยวมาเลเซีย เพิ่ม 35% นักท่องเที่ยวเวียดนาม เพิ่ม 29% และนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ เพิ่ม 11%

เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาดแล้ว อัตราการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวไทยที่มาเยือนเกาหลีใต้ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยมีนักท่องเที่ยวไทยมาเยือนเกาหลีใต้ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 อยู่ที่เพียง 59% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 โดยนักท่องเที่ยวไทยเคยเป็นประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มาเยือนเกาหลีใต้มากที่สุดในปี 2562 เป็นจำนวนถึง 572,000 คน แซงเวียดนาม 554,000 คน และฟิลิปปินส์ 504,000 คน 

ทว่า 4 เดือนแรกของปี 2567 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเกาหลีใต้อยู่ที่ 119,000 คน รองจากนักท่องเที่ยวเวียดนาม 163,000 คน และนักท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ 158,000 คน 

สื่อเกาหลีใต้ระบุสาเหตุที่ทำให้นักท่องเที่ยวไทยมาเยือนเกาหลีใต้ ลดฮวบในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ คาดว่าเนื่องจากมาตรการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด และมาจากปัจจัยสำคัญ คือ มาตรการ K-ETA หรือ Korea Electronic Travel Authorization ซึ่งเป็นระบบออนไลน์ที่ให้นักท่องเที่ยวที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าจำนวน 112 ประเทศ สามารถลงทะเบียนเพื่อขออนุมัติเข้าประเทศผ่านทางออนไลน์ ก่อนจะเดินทางมาเยือนเกาหลีใต้ 

การปฏิเสธให้เข้าประเทศผ่านระบบ K-ETA ในจำนวนที่สูง และการไม่มีคำอธิบายอย่างชัดเจน ยิ่งเติม ‘เชื้อไฟ’ ความไม่พอใจให้กับชาวไทย เพราะมีนักท่องเที่ยวไทยบางคน ถึงแม้ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศเกาหลีใต้ผ่านทางระบบ K-ETA แล้วก็ตาม แต่เมื่อเดินทางมาถึงเกาหลีใต้ กลับถูกปฏิเสธให้เข้าประเทศ จนกลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดียไทย 

ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวชี้ว่า การที่นักท่องเที่ยวไทยถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ปฏิเสธให้เข้าประเทศจำนวนมากนั้น เป็นความรู้สึกเชิงลบที่กำลังเพิ่มขึ้น

ที่มา : koreatimes

ทำไม นายกฯ อิสราเอล ยุบ ‘ครม.สงคราม’? ทั้งที่ศึกในฉนวนกาซา ยังไม่จบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2792620

ทำไม นายกฯ อิสราเอล ยุบ ‘ครม.สงคราม’? ทั้งที่ศึกในฉนวนกาซา ยังไม่จบ

19 มิ.ย. 2567 18:53 น.

ทำไม นายกฯ อิสราเอล ยุบ ‘ครม.สงคราม’? ทั้งที่ศึกในฉนวนกาซา ยังไม่จบ

  • นายกฯ เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล สร้างความกังขา ตัดสินใจยุบคณะรัฐมนตรีสงคราม ทั้งที่ศึกในฉนวนกาซายังไม่จบ อีกทั้งยังจ่อเปิดสงครามทางชายแดนภาคเหนือกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
  • บรรดานักวิเคราะห์ชี้ เนทันยาฮู ชิงยุบคณะรัฐมนตรีสงคราม หลังเบนนี แกนต์ซ แกนนำพรรคฝ่ายค้านลาออก เพื่อสกัดไม่ให้สองรัฐมนตรีจากพรรคขวาสุดโต่งเข้ามาร่วมในคณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอล

ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สำนักข่าวต่างประเทศทุกสำนักรายงานข่าวกันอย่างครึกโครม เมื่อนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ตัดสินใจยุบ ‘คณะรัฐมนตรีสงคราม’ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2567 ท่ามกลางสถานการณ์สงครามอิสราเอลโจมตีฉนวนกาซา ที่ดำเนินอย่างหฤโหดมานานกว่า 8 เดือนแล้ว อีกทั้งยังจ่อเปิดสงครามกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งอิหร่านสนับสนุน ทางชายแดนภาคเหนือของประเทศ

การที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอลตัดสินใจยุบคณะรัฐมนตรีสงคราม จึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของเนทันยาฮู นอกจากต้องทำสงครามกับ ‘ศึกนอก’ พยายามกวาดล้างสมาชิกติดอาวุธของกลุ่มฮามาสแล้ว ยังต้องเผชิญกับ ‘ศึกภายใน’ รัฐบาลที่หนักหนาสาหัสเอาการ

คณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอลคืออะไร?

นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีสงครามอิสราเอล เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 หรือ 5 วัน หลังจากอิสราเอลประกาศทำสงครามในฉนวนกาซา ตอบโต้กลุ่มฮามาส ซึ่งบุกโจมตีอิสราเอลแบบสายฟ้าแลบเมื่อ 7 ตุลาคม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 ศพ และยังจับตัวประกันไปราว 230 ราย

การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอลนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เกิดการตัดสินใจอย่างรวดเร็วต่อแผนปฏิบัติการสงครามในฉนวนกาซา จากนั้นจะต้องส่งเรื่องยื่นขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีต่อไป

สำหรับคณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอลประกอบด้วย ‘คีย์แมน’ คนสำคัญ 6 คน ได้แก่ 1. นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู 2. เบนนี แกนต์ซ อดีต รมว.กลาโหมและอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน 3. นายโยอาฟ กัลแลนต์ รมว.กลาโหมคนปัจจุบัน และมีผู้สังเกตการณ์อีก 3 คน คือ 4. นายอาร์เยห์ เดรี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรค Shas พรรคศาสนา นิกายอัลตรา-ออร์โธดอกซ์ และเคยเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง 5. กาดี ไอเซนโคต อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นพันธมิตรกับนายแกนต์ซ และ 6. รอน เดอร์เมอร์ รัฐมนตรีกิจการยุทธศาสตร์

เบนนี แกนต์ซ อดีตรมว.กลาโหมอิสราเอล ปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน คู่แข่งทางการเมืองคนสำคัญของนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรี

ขัดแย้ง-ระหองระแหงกันตลอด

ด้วยความที่คีย์แมนคนสำคัญในคณะรัฐมนตรีสงคราม 6 คน มาจากพรรคการเมืองที่มีแนวคิดต่างกัน เนื่องจากเบนนี แกนซ์ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านสายกลาง ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองกับนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู หัวหน้าพรรคลิคุด ที่เป็นพรรคฝ่ายขวา จึงทำให้มีข่าวออกมาว่าเกิดความระหองระแหง ตกลงกันไม่ได้ และแตกร้าวในคณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอล

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นสพ.Haaretz ในอิสราเอล เคยรายงานว่า นายยาอีร์ ลาปิด ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน เคยเปิดเผยระหว่างการประชุมพรรคว่า นายกัลแลนต์ และเนทันยาฮู ไม่พูดกันแล้ว และคณะรัฐมนตรีสงครามกลายเป็นเวทีที่น่าละอาย สำหรับการสู้รบและการหารือ ซึ่งไม่รู้ว่าจะนำไปสู่ที่ไหนเลย

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล


ทำไมถึงยุบคณะรัฐมนตรีสงคราม

การตัดสินใจยุบคณะรัฐมนตรีสงคราม ทั้งที่สงครามในฉนวนกาซายังไม่จบ และยังมีทีท่าว่าอิสราเอลจะเปิดศึกทางภาคเหนือกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ภายหลังเบนนี แกนต์ซ และไอเซนโคต ซึ่งเป็นสองแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ‘เอกภาพแห่งชาติ’ (National Unity) ได้ถอนตัวจากคณะรัฐมนตรีสงคราม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากขัดแย้งกับเนทันยาฮูในเรื่องแผนยุทธศาสตร์ในฉนวนกาซา นอกเหนือจากการโจมตีในขณะนี้

เนทันยาฮู กล่าวถึงการตัดสินใจยุบคณะรัฐมนตรีสงครามว่า เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงร่วมกับแกนต์ซ และตอนนี้แกนต์ซได้ถอนตัวออกไปแล้ว จึงไม่มีที่ประชุมนี้อีกต่อไป 

นอกจากนั้น การถอนตัวจากคณะรัฐมนตรีสงครามของแกนต์ซ ยังทำให้สองรัฐมนตรีจากพรรคขวาจัด คือ นายอิตามาร์ เบน-กาวีร์ รมว.ความมั่นคงแห่งชาติ และนายเบซาเลล ซามอทริซ รมว.คลังของอิสราเอล กำลังกดดันเนทันยาฮูมากขึ้น เพราะรัฐมนตรีทั้งสองต้องการมาเข้าร่วมเป็นคนวงในคณะรัฐมนตรีสงคราม 

และเรื่องนี้ถูกนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูตัดสินใจยุบคณะรัฐมนตรีสงคราม เพื่อไม่อยากให้เกิดปัญหาตามมาในเรื่องสงครามในฉนวนกาซา จากแนวทางของรัฐมนตรีขวาสุดโต่ง

ขณะที่เนทันยาฮู กล่าวว่า ถึงแม้จะยุบคณะรัฐมนตรีสงครามไปแล้ว แต่ก็ยังคงมี ‘คณะที่ปรึกษาด้านความมั่นคง’ เพื่อร่วมประชุมหารือกับเจ้าหน้าที่สำคัญในเรื่องสงครามในกาซาต่อไป

อิตามาร์ เบน-กาวีร์ รมว.ความมั่นคงแห่งชาติ จากพรรคขวาสุดโต่ง

เนทันยาฮู ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้า-คายไม่ออก

ที่ผ่านมา เบน-กาวีร์ และซามอทริช เคยกดดันเนทันยาฮูมาก่อนหน้านี้ว่าจะถอนตัว ลาออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าอิสราเอลไม่โจมตีเมืองราฟาห์ เมืองทางใต้สุดของฉนวนกาซา ซึ่งขณะนั้นมีชาวปาเลสไตน์จากเมืองอื่นๆ อพยพหนีภัยสงครามมาอยู่ในเมืองราฟาห์นับ 1.5 ล้านคน

นอกจากนั้น รัฐมนตรีทั้งคู่ยังเคยขู่จะถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าเนทันยาฮูยอมรับข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา ที่เสนอโดยสหรัฐฯ ก่อนที่อิสราเอลจะสามารถกวาดล้างทำลายกลุ่มฮามาสให้ส้ินซาก

เบซาเลล ซามอทริซ รมว.คลังของอิสราเอล จากพรรคขวาจัด

ในขณะที่พรรคของเบน-กวีร์ และสโมทริช ครองที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรอิสราเอล 14 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับพรรคเอกภาพแห่งชาติของแกนต์ซ ซึ่งมีที่นั่งในสภา 12 ที่นั่ง ซึ่งหากเบน-กวีร์ และสโมทริช ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ก็จะทำให้รัฐบาลผสมล่ม และเนทันยาฮูต้องสิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอล

ผู้เขียน : อรัญญา ศรีจันทรนิตย์

ที่มา : Aljazeera , BBC

คิม จอง อึน ปูพรมแดง ต้อนรับปูตินยิ่งใหญ่ ก่อนมาเยือนเวียดนาม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794466

คิม จอง อึน ปูพรมแดง ต้อนรับปูตินยิ่งใหญ่ ก่อนมาเยือนเวียดนาม

19 มิ.ย. 2567 16:18 น.

คิม จอง อึน ปูพรมแดง ต้อนรับปูตินยิ่งใหญ่ ก่อนมาเยือนเวียดนาม

คิม จอง อึน ปูพรมแดง ต้อนรับปูติน ปธน.รัสเซียอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนจะเดินทางมาเยือนเวียดนาม 19-20 มิ.ย.นี้

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ขอบคุณ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่สนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามในยูเครน ในโอกาสเดินทางมาเยือนกรุงเปียงยาง เมืองหลวงเกาหลีเหนือ เป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี จากนั้น ผู้นำรัสเซียจะมาเยือนเวียดนาม เป็นประเทศต่อไป

ประธานาธิบดีปูตินเดินทางมาเยือนเกาหลีเหนือตามคำเชิญของคิม จอง อึน หลังจากทั้งสองได้พบหารือกันในโอกาสที่คิม จอง อึนไปเยือนรัสเซีย เมื่อเดือนกันยายน ปี 2566 โดยความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือได้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น นับตั้งแต่ประธานาธิบดีปูตินทำสงครามในยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

คิม จอง อึนได้จัดพิธีต้อนรับประธานาธิบดีปูตินอย่างเป็นทางการบริเวณด้านนอกหอประชุมการศึกษาของประชาชน ในกรุงเปียงยาง โดยมีชาวเกาหลีเหนือหลายพันคนโบกสะบัดธงต้อนรับผู้นำรัสเซียอย่างยิ่งใหญ่ และหลังจากพิธีต้อนรับแล้ว ปูตินและคิม จอง อึน ได้ร่วมประชุมหารือกันอย่างชื่นมื่น

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปูตินเดินทางมาถึงกรุงเปียงยาง เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 19 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคิม จอง อึนที่มารอรับถึงบันไดเครื่องบิน และผู้นำทั้งสองได้สวมกอดกันด้วยความยินดี โดยมีทหารกองเกียรติยศตั้งแถวต้อนรับ จากนั้น ปูติน พร้อมทั้งคิม จอง อึน ได้เดินทางไปยังวังสุริยะ-คึมซูซัน ซึ่งใช้เป็นที่พักรับรองแขกระดับประเทศ โดยมีขบวนรถนำและรถคุ้มกันอย่างยิ่งใหญ่

ภายหลังเสร็จสิ้นการเยือนเกาหลีเหนือแล้ว ประธานาธิบดีปูตินมีกำหนดเดินทางไปเยือนเวียดนาม ชาติในอาเซียนเป็นประเทศต่อไป ระหว่างวันที่ 19-20 มิถุนายน นี้

ที่มา : Aljazeera

สะพรึง ไฟป่าที่นิวเม็กซิโก จ่อล้อมหมู่บ้าน คนหลายพันอพยพ ตายแล้ว 1 ศพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794422

สะพรึง ไฟป่าที่นิวเม็กซิโก จ่อล้อมหมู่บ้าน คนหลายพันอพยพ ตายแล้ว 1 ศพ

19 มิ.ย. 2567 14:10 น.

สะพรึง ไฟป่าที่นิวเม็กซิโก จ่อล้อมหมู่บ้าน คนหลายพันอพยพ ตายแล้ว 1 ศพ

ไฟป่าที่รัฐนิวเม็กซิโกน่ากลัวมาก จ่อล้อมหมู่บ้านในเขตอนุรักษ์ชนพื้นเมืองอะปาเช่ ผู้คนหลายพันต้องอพยพ หนีไฟป่า เสียชีวิตแล้วหนึ่งศพ ผู้ว่านิวเม็กซิโกประกาศภาวะฉุกเฉิน

สถานการณ์ไฟป่าที่รัฐนิวเม็กซิโก ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐฯ ยังอยู่ในขั้นอันตราย เพราะไฟป่าที่เกิดขึ้นสองจุดได้ลุกลามผ่านแนวภูเขาเข้ามาใกล้เขตชุมชนในหมู่บ้านรุยโดโซ ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่เขตอนุรักษ์ชนเผ่าพื้นเมืองอะปาเช่ จนทำให้ประชาชนอย่างน้อย 7,800 คนต้องรีบหนีไฟป่า อพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน ขณะที่มีรายงานว่า เหตุไฟป่าในรัฐนิวเม็กซิโก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ

ไฟป่าสองจุดในรัฐนิวเม็กซิโก ถูกตั้งชื่อเรียกว่า ไฟป่า ‘South Fork Fire’ (เซาท์ ฟอร์ก ไฟร์) และไฟป่า ‘Salt Fire’ (ซอลต์ ไฟร์) ได้ลุกลามเผาไหม้ไปแล้วเกือบ 20,000 เอเคอร์ หรือประมาณ 5 หมื่นไร่ หลังจากไฟป่า เซาท์ ฟอร์ก ไฟร์ ได้อุบัติขึ้นในบริเวณเขตอนุรักษ์ ชนเผ่าพื้นเมืองอะปาเช่เมสคาเลโร (Mescalero Apache triba) เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา จากนั้นไฟป่าได้โหมลุกลามอย่างรวดเร็ว เผาไหม้พื้นที่เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในชั่วข้ามคืน

ไฟป่ามาแล้ว ลุกลามใกล้ถึงหมู่บ้านรุยโดโซ ในรัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้านกรมป่าไม้นิวเม็กซิโก เปิดเผยว่า ไฟป่าได้เผาไหม้ทำลายสิ่งปลูกสร้าง อาคารบ้านเรือนแล้วประมาณ 500 หลัง และส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นบ้าน โดยสาเหตุที่ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็วเป็นเพราะความแห้งแล้ง และกระแสลมแรง ขณะนี้กำลังตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟไหม้ป่าทั้งสองจุด

ไฟป่ารุนแรงที่รัฐนิวเม็กซิโก

ขณะที่ มิเชลล์ ลูฮาน กริแชม ผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโก กล่าวว่า ขณะที่กำลังเกิดไฟป่าลุกลามล้อมหมู่บ้านรุยโดโซ และเขตพื้นที่ของชนเผ่าเพื่อนบ้าน ได้มีการส่งกำลังทหารพิทักษ์มาตุภูมิมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยไฟป่า

ที่มา : BBC

“ไบเดน” เผยแผนให้สัญชาติผู้อพยพที่แต่งงานกับชาวอเมริกัน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794412

"ไบเดน" เผยแผนให้สัญชาติผู้อพยพที่แต่งงานกับชาวอเมริกัน

19 มิ.ย. 2567 14:03 น.

“ไบเดน” เผยแผนให้สัญชาติผู้อพยพที่แต่งงานกับชาวอเมริกัน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศแผนการให้สัญชาติแก่ผู้อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมายที่แต่งงานกับชาวอเมริกัน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศความพยายามครั้งใหม่ในการให้สัญชาติแก่ผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายหลายแสนคนในสหรัฐฯ ที่แต่งงานกับพลเมืองสหรัฐฯ ซึ่งสวนทางกับแผนการเนรเทศผู้อพยพของนายโดนัลด์ ทรัมป์ คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน 

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า โครงการของนายไบเดนจะมีผลต่อคู่สมรสประมาณ 500,000 คน ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ เป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี ณ วันที่ 17 มิถุนายน ขณะที่เด็กจำนวน 50,000 คน ที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปี ที่มีผู้ปกครองเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ก็จะมีสิทธิ์เช่นกัน

ไบเดน ซึ่งอยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 5 พ.ย. ได้ให้คำมั่นที่จะยกเลิกนโยบายการเข้าเมืองที่เข้มงวดของทรัมป์ แต่เมื่อต้องเผชิญกับการจับกุมผู้อพยพที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ส่งผลให้นายไบเดนต้องเข้มงวดกับแนวทางของเขา โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ไบเดนไม่อนุญาตให้ผู้อพยพส่วนใหญ่ที่ข้ามชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ขอลี้ภัย ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายการห้ามลี้ภัยที่คล้ายคลึงกันในยุคของทรัมป์ และถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้สนับสนุนการอพยพและพรรคเดโมแครตบางส่วน

นายไบเดนกล่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร (18 มิ.ย.) ว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าว จะช่วยให้ระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ลดความ “ไม่ยุติธรรม” ลง เพื่อประโยชน์ของผู้อพยพ คู่สมรส และชาวอเมริกันทุกคน

สหรัฐฯ ได้จัดเตรียมวิธีการมอบสัญชาติให้กับผู้อพยพที่แต่งงานกับชาวอเมริกันและเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมายด้วยวีซ่าแล้ว แต่ในกรณีส่วนใหญ่ ผู้ที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมายจะต้องเดินทางออกจากสหรัฐฯ ก่อนเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับอย่างถูกกฎหมาย

โครงการใหม่นี้จะอนุญาตให้คู่สมรสและบุตร สามารถยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวรได้โดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ โดยยกเลิกกระบวนการที่อาจใช้เวลานานและการแยกครอบครัว ขณะที่ฝ่ายบริหารมีเป้าหมายที่จะเปิดตัวโครงการนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และยังไม่มีความชัดเจนว่าคู่สมรสจะต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะได้ถิ่นที่อยู่ถาวร ซึ่งหากพวกเขาได้รับถิ่นที่อยู่ถาวร พวกเขาสามารถยื่นขอสัญชาติอเมริกันได้ในที่สุด ผู้ที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงสาธารณะ หรือผู้ที่มีประวัติอาชญากรรม จะไม่มีสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ของไบเดนกล่าวระหว่างสนทนาทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวจะคาดว่าจะนำไปใช้จริงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่น่าจะเป็นชาวเม็กซิกัน 

แม้ว่าจำนวนผู้อพยพขาเข้าและกักขังที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกลดลงในปีนี้ หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นรัฐบาลของนายไบเดน แต่ผลสำรวจยังคงแสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับปัญหานี้

ผลสำรวจความคิดเห็นของแกลลัป โพล ในเดือนพฤษภาคม พบว่า 18% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหรัฐฯ มองว่าการอพยพเป็นประเด็นที่พวกเขาให้ความสนใจ ขณะที่ผลสำรวจหลายสำนักที่จัดทำขึ้นในปีนี้แสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากไว้วางใจทรัมป์ในเรื่องการอพยพและพรมแดนมากกว่านายไบเดน

ผการสำรวจความคิดเห็นซึ่งเผยแพร่โดย Decision Desk HQ และ NewsNation ในเดือนพฤษภาคม พบว่า 46% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งคิดว่าทรัมป์ เป็นผู้สมัครที่ดีกว่าเมื่อพูดถึงประเด็นนี้ เทียบกับ 26% สำหรับนายไบเดน ส่วนอีก 13% กล่าวว่าพวกเขาไม่แน่ใจ

การสำรวจล่าสุดที่จัดทำโดย YouGov และ CBS พบว่าผู้ลงคะแนนเสียง 62% ชื่นชอบโครงการเนรเทศผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารยืนยันในสหรัฐฯ ผลสำรวจยังพบว่า การเนรเทศหมู่ผู้อพยพได้รับความนิยมจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื้อสายฮิสแปนิก โดย 53% ระบุว่าพวกเขาจะสนับสนุนการเคลื่อนไหวดังกล่าว.

ที่มา Reuters

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ส่อแววตึงเครียด ผู้นำไต้หวันประกาศกร้าว ไม่ยอมก้มหัวต่อแรงกดดันจากจีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794405

ส่อแววตึงเครียด ผู้นำไต้หวันประกาศกร้าว ไม่ยอมก้มหัวต่อแรงกดดันจากจีน

19 มิ.ย. 2567 12:29 น.

ส่อแววตึงเครียด ผู้นำไต้หวันประกาศกร้าว ไม่ยอมก้มหัวต่อแรงกดดันจากจีน

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อของไต้หวัน ประกาศชัดไม่ยอมก้มหัวให้จีนแผ่นดินใหญ่ แม้จะมีความพยายามเคลื่อนไหวกดดันให้ไต้หวันยอมจำนนก็ตาม

นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีของไต้หวัน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในโอกาสเข้ารับตำแหน่งครบ 1 เดือน โดยที่ นายไล่ ระบุว่า การผนวกไต้หวันเป็นนโยบายระดับชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกเหนือจากกำลังทหารแล้ว พวกเขายังใช้วิธีบีบบังคับแบบใหม่มากขึ้นเพื่อพยายามบังคับให้ไต้หวันยอมจำนน อย่างไรก็ตามไต้หวันจะไม่ยอมก้มหัวต่อแรงกดดัน ประชาชนชาวไต้หวันจะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว และธำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตยและเสรีตามรัฐธรรมนูญ แต่ย้ำว่าไต้หวันจะยังพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และแม้ชาวไต้หวันจะรักสันติภาพและมีน้ำใจต่อผู้อื่น แต่สันติภาพต้องมีความเข้มแข็งเป็นแรงหนุน สันติภาพที่แท้จริงไม่ใช่แค่คำพูดที่ว่างเปล่า แต่สันติภาพที่รับประกันด้วยความแข็งแกร่งคือสันติภาพที่แท้จริง

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจีนได้ใช้กำลังทหารรวมทั้งการเมืองสร้างแรงกดดันให้แก่รัฐบาลกรุงไทเปต่อเนื่อง อย่างเช่น การแสดงแสนยานุภาพทางกองทัพ และซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน 3 วัน หลังจากการเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของ นายไล่ โดยระบุว่า เพื่อเป็นการลงโทษต่อคำกล่าวสุนทรพจน์ของ นายไล่ และทดสอบความสามารถในการควบคุมเกาะไต้หวัน ซึ่งภายหลังการซ้อมรับเสร็จสิ้น ทางการจีนยังประกาศว่า จะยังคงใช้กองทัพกดดันต่อไป ตราบใดที่ไต้หวันยังคงแสดงนัยว่าจะประกาศเอกราชยั่วยุจีนต่อไป.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้หวัน

อุณหภูมิเดือดจัดในพิธีฮัจญ์ คร่าชีวิตผู้แสวงบุญกว่า 550 ศพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2794383

อุณหภูมิเดือดจัดในพิธีฮัจญ์ คร่าชีวิตผู้แสวงบุญกว่า 550 ศพ

19 มิ.ย. 2567 11:53 น.

อุณหภูมิเดือดจัดในพิธีฮัจญ์ คร่าชีวิตผู้แสวงบุญกว่า 550 ศพ

แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยว่า มีผู้แสวงบุญที่มาร่วมประกอบพิธีฮัจญ์เสียชีวิตจากสภาพอากาศร้อนจัดแล้วอย่างน้อย 550 ศพ โดยเป็นชาวอียิปต์ถึงกว่า 300 ศพ

สภาพอากาศร้อนจัดในปีนี้ได้คร่าชีวิตผู้แสวงบุญที่มาร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ในซาอุดีอาระเบียสูงกว่าที่คาด โดยแหล่งข่าวทางการทูตที่ได้รับข้อมูลมาจากห้องดับจิตของโรงพยาบาลในอัล-มูเอเซมใกล้กับนครเมกกะ เปิดเผยว่า มีผู้แสวงบุญเสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศร้อนจัดระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ อย่างน้อย 550 ศพแล้ว ซึ่งนับว่ามากกว่าปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว โดยในจำนวนนี้เป็นชาวอียิปต์ถึง 323 ศพ ซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตจากอาการป่วยที่เชื่อมโยงกับสภาพอากาศร้อนจัด นอกจากนี้ยังเป็นชาวจอร์แดนอีกอย่างน้อย 60 ศพ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการรายงานวันก่อนที่มีผู้เสียชีวิต 41 ศพ

โดยพิธีฮัจญ์ คือ 1 ใน 5 หลักปฏิบัติศาสนกิจของชาวมุสลิมที่มีความสามารถทั้งด้านร่างกายและทรัพย์สิน ซึ่งต่างตั้งเป้าว่าจะต้องเดินทางไปให้ได้สักครั้ง แต่จากผลการศึกษาวิจัยโดยซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนที่แล้วพบว่า พิธีฮัจญ์กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยพบว่าอุณหภูมิในพื้นที่เพิ่มขึ้นราว 0.4 องศาเซลเซียสในทุกๆ 10 ปี ขณะที่อุณหภูมิที่มัสยิดอัลฮะรอม มัสยิดใหญ่แห่งเมกกะอยู่ที่ 51.8 องศาเซลเซียสเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร กระทรวงต่างประเทศของอียิปต์ระบุว่า ทางรัฐบาลกรุงไคโรกำลังประสานความร่วมมือกับทางการซาอุดีอาระเบียในการค้นหาชาวอียิปต์ที่หายตัวไปในระหว่างการประกอบพิธีฮัจญ์พร้อมยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากการมาประกอบพิธีฮัจญ์ แต่ยังไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่ชัดว่าเป็นชาวอียิปต์กี่คน

ขณะที่ทางการซาอุดีอาระเบียรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าปฐมพยาบาลผู้แสวงบุญที่ล้มป่วยจากความร้อน มากกว่า 2,000 คนแต่ยังไม่เปิดเผยตัวเลขของผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ พร้อมแนะนำให้ผู้แสวงบุญใช้ร่ม และเตรียมน้ำดื่มให้เพียงพอ รวมทั้งหลักเลี่ยงการเผชิญแดดโดยตรงในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด โดยปีที่แล้วมีรายงานผู้เสียชีวิตระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ 240 ศพ โดยส่วนใหญ่เป็นชาวอินโดนีเซีย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พิธีฮัจญ์

หลุด! เอกสารร่างคำสั่งนายกฯ คืนตำแหน่ง “บิ๊กต่อ” กลับ สตช.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/577383

19 มิ.ย. 2567

19:39 น.

หลุด! เอกสารร่างคำสั่งนายกฯ คืนตำแหน่ง "บิ๊กต่อ" กลับ สตช.

แชร์ว่อน! ร่างคำสั่งนายกฯ ยังไม่ลงนาม คืนตำแหน่ง “บิ๊กต่อ” คัมแบ็ก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

19 มิ.ย. 2567 มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ได้มีการเผยแพร่ร่างคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้ข้าราชการตำรวจกลับไปปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นร่างคำสั่งที่นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ลงนาม เนื้อหาระบุว่า

ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่  106/2567 ลงวันที่ 20 มี.ค.2567 ให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีโดยไม่ขาดจากอัตราเงินเดือนทางสังกัดเติม และให้ได้รับเงินเตือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มพิเศษ และสิทธิประโยชน์อื่นใดไม่ต่ำกว่าที่ได้รับอยู่เติม โดยเบิกจ่ายจากสังกัดเดิม

เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถปฏิบัติหน้าที่อันเป็นภารกิจหลักและบริการประชาชนได้อย่างมีสิทธิภาพและรวดเร็ว และเพื่อประโยชน์แก่การตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 109/2567 ลงวันที่ 20 มี.ค.2567 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 2567 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประการอื่นนั้น

โดยที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งดังกล่าวเสร็จสิ้นและรายงานนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว สรุปได้ข้อเท็จจริงพอจะดำเนินการตามกระบวนการปกติต่อไปได้ โดยส่งเรื่องไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ดังนั้น เพื่อให้ราชการตำรวจดำเนินการต่อไปโดยเรียบร้อยมีความสามัคคีปรองดองและรักษาองค์กรต่อไปได้ ตามที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 148/2567 ลงวันที่ 18 เม.ย. 2567 ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ กลับไปปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ก่อนแล้ว จึงให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กลับไปปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติในตำแหน่งเดิม

นายกฯ เมินฝ่ายค้านด้อยค่างบฯ 68 มองแค่สีสันการเมือง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/577369

19 มิ.ย. 2567

17:49 น.

นายกฯ เมินฝ่ายค้านด้อยค่างบฯ 68 มองแค่สีสันการเมือง

นายกฯ เมินฝ่ายค้านด้อยค่างบฯ 68 มองแค่สีสันการเมือง ไม่หลุดปากผลสอบกรณี 2 บิ๊กสีกากี ย้ำ รอแถลงพรุ่งนี้ (20 มิ.ย.)

16 มิย. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการร่วมรับฟังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระแรก โดยมองการอภิปรายของฝ่ายค้านว่า เป็นสีสันการเมือง และไม่ได้คิดมาก เพราะรัฐบาล มีความตั้งใจอยู่แล้ว และหวังว่า ข้าราชการประจำที่ทำงบประมาณกันมา จะไม่ได้คิดมากเช่นกัน แม้จะใส่ใจ และใช้เวลาในการพิจารณามามากแล้ว และถูกฝ่ายค้านด้อยค่า

นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันก่อนที่จะเดินทางกลับด้วยว่า ในวันพรุ่งนี้ (20 มิ.ย.) ตนเองจะเดินทางมาร่วมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ แต่เช้า ซึ่งถือเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

ผู้สื่อข่าวถามว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ให้กำลังใจนายกฯ และ สส. พรรคอย่างไรบ้าง นายเศรษฐา ระบุว่า นางสาวแพทองธาร ยังไม่ได้ให้กำลังใจ เพราะตนประชุมตลอดเวลา นางสาวแพทองธาร ไปอยู่กับ สส.ของพรรค ส่วนตัวพึ่งจะเจอกัน และชวนกันเดินลงมาเพื่อเดินทางกลับ

ผู้สื่อข่าวยังสอบถามถึงประเด็นที่นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จ 2 บิ๊กสีกากี เดินทางมาพบได้มีการรายงานอะไรหรือไม่ นายเศรษฐา ระบุว่า นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้แถลง ในวันพรุ่งนี้ (20 มิ.ย.) เวลา 11.00 น. ส่วนผลสอบจะมีการส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่นหรือไม่ นายเศรษฐา ย้ำคำเดิมว่า นายวิษณุ จะแถลง ตนพูดได้แค่นี้ ตนไม่สามารถเปิดเผยก่อนได้

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. จะกลับมาปฎิบัติหน้าที่ ที่สำนักงานแห่งชาติเหมือนเดิม นายกรัฐมนตรียิ้ม ก่อนจะย้ำอีกว่า 11 โมงเช้า วันพรุ่งนี้

สำหรับเหตุผลที่ให้นายวิษณุ เป็นผู้แถลง เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย เป็นเรื่องที่องค์กรอิสระเป็นผู้ศึกษา

“อุ๊งอิ๊ง” ประเดิมเข้าสภาครั้งแรก พร้อมยิ้มรับแม้ถูกหั่นงบซอฟต์พาวเวอร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/577367

19 มิ.ย. 2567

17:44 น.

"อุ๊งอิ๊ง" ประเดิมเข้าสภาครั้งแรก พร้อมยิ้มรับแม้ถูกหั่นงบซอฟต์พาวเวอร์

“อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” เข้าสภาครั้งแรกให้กำลังใจ สส.พท.อภิปรายงบฯ 68 – ยิ้มรับหลังงบซอฟต์พาวเวอร์ถูกหั่นไม่สนลูกใคร

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางไปให้กำลังใจ สส.พรรคเพื่อไทย ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2568 วาระแรก โดยเป็นการเดินทางมาให้กำลังใจที่รัฐสภาครั้งแรก พร้อมยืนยันว่า ไม่มีความหนักใจใด ๆ ในการอภิปรายงบประมาณ เพราะ สส.มีพร้อม มีเวลาเตรียมตัว และตนเอง
 

นางสาวแพทองธาร ยังไม่ได้ตอบคำถามกรณีที่มี สส.พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ ที่ถูกสำนักงบประมาณตัดโดยที่ไม่ได้สนเป็นลูกใคร เพียงแต่หัวเราะ และระบุว่า ยิ้มรับกับกรณีที่เกิดขึ้น