”ฉัตรชัย” พบนายกฯ แจงผลสอบ “บิ๊กต่อ-บิ๊กโจ๊ก” ปัดตอบใครอยู่ใครไป

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/577360

19 มิ.ย. 2567

16:23 น.

''ฉัตรชัย'' พบนายกฯ แจงผลสอบ "บิ๊กต่อ-บิ๊กโจ๊ก" ปัดตอบใครอยู่ใครไป

”ฉัตรชัย” พบนายกฯ แจงผลสอบ “บิ๊กต่อ-บิ๊กโจ๊ก” ปัดตอบใครอยู่ใครไป ให้รอฟัง “วิษณุ” พรุ่งนี้ (20 มิ.ย.) ยัน ตรวจสอบตามข้อเท็จจริง-กฏหมาย

19 มิ.ย. 2567 เมื่อเวลาประมาณ 15.20 น. นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฏหมาย กรณีปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะ เกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปที่อาคารรัฐสภา เพื่อรายงายผลการตรวจสอบกรณี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล

นายฉัตรชัย ระบุว่า นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แถลงข่าวในรายละเอียดของคดีดังกล่าวในวันพรุ่งนี้ (20 มิ.ย.) ส่วนจะมีการให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับไปปฎิบัติหน้าที่ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามเดิมหรือไม่นั้น นายฉัตรชัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

โดยระบุเพียงว่า เป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ที่ได้มอบหมายให้นายวิษณุ ดูแลเรื่องนี้ และปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดที่จะมีหนึ่งคนที่ได้ไปต่อ และอีกหนึ่งคนที่ต้องออกจากตำแหน่ง ก่อนย้ำว่า จะมีการแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ (20 มิ.ย.) เวลา 11.00 น.

\'\'ฉัตรชัย\'\' พบนายกฯ แจงผลสอบ \"บิ๊กต่อ-บิ๊กโจ๊ก\" ปัดตอบใครอยู่ใครไป

ส่วนผลสอบครั้งนี้ จะเป็นการชี้มูลความผิดหรือไม่นั้น นายฉัตรชัย ระบุว่า ไม่ได้เป็นการชี้มูลความผิด แต่เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยที่คณะกรรมการชุดนี้ ไม่ได้ไปก้าวล่วงกับกระบวนการยุติธรรมที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนอยู่

ถามว่าผลสอบครั้งนี้จะส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ กรรมการ ป.ป.ช. และหน่วยงานอื่นด้วยหรือไม่นั้น นายฉัตรชัย ชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งตั้งกรรมการ เมื่อสอบสวนเสร็จ ก็ต้องส่งผลการตรวจสอบไปให้นายกนายกรัฐมนตรี และถือว่าจบหน้าที่ของกรรมการ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้แจ้งว่า จะส่งผลการตรวจสอบให้หน่วยงานใดต่อหรือไม่

นายฉัตรชัย ยังปฏิเสธตอบคำถามคดีนี้ ทั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะมีเฮหรือไม่ 

“ผู้นำฝ่ายค้าน” ชี้ รัฐบาลเศรษฐา จัดงบปี 68 แบบเจ๊งไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/577354

19 มิ.ย. 2567

16:09 น.

"ผู้นำฝ่ายค้าน" ชี้ รัฐบาลเศรษฐา จัดงบปี 68 แบบเจ๊งไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้

“ผู้นำฝ่ายค้าน” ชี้ รัฐบาลเศรษฐา จัดงบประมาณปี 68 แบบเดิมๆ เพิ่มเติมคือ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ฉะ! เจ๊งไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้ มองงบมุ่งแก้วิกฤตทางการเมือง ไม่ได้เอาโจทย์ประเทศเป็นตัวตั้ง

19 มิ.ย. 2567 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในที่ประชุม ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ลุกขึ้นอภิปรายเนื้อหาสาระ

โดยเริ่มต้นด้วยการแสดงความห่วงใยไปยังในเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่า สุขภาพจะฟื้นหลังจากอาการป่วยโดยเร็ว และอภิปรายว่า การกำหนดวงเงินงบประมาณปี 2568 สูงมากเป็นประวัติการ 3.75 ล้านล้านบาท สูงสุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการจัดงบประมาณแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่องมาหลายปี โดยมีเงินกู้ 865,700 ล้านบาท เป็นการวางเงินกู้เกือบชนเพดาน ส่วนจะสอดคล้องกับความจำเป็นในสถานการณ์หรือไม่นั้นจะต้องไปดูในรายละเอียดว่ารัฐบาลกำลังจะนำงบไปดำเนินการอะไรบ้าง

ซึ่งฝ่ายค้านก็ผิดหวังจากการจัดทำงบประมาณปี 2567 มาแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้งบปี 2568 ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเต็มของรัฐบาลใหม่ จะไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้อีกต่อไป โดยปัญหาเมื่อพิจารณาในรายละเอียดทำให้ฝ่ายค้านผิดหวังและหมดหวัง เป็นการจัดสรรงบประมาณที่เหมือนเดิมมีปัญหาแบบเดิมๆ เพิ่มเติมคือดิจิทัลวอลเล็ต จัดเหมือนเดิมซ้ำซ้อนเบี้ยหัวแตก มองไม่เห็นเป้าหมายนโยบายที่ชัดเจน แทบไม่มีอะไรใหม่ เตยงบปี 2567 มีโครงการใหม่ถึง 236 โครงการ แต่การจัดครั้งนี้มีโครงการใหม่เพียง 163 โครงการ แถมมีโครงการเหล้าเก่าในขวดใหม่เยอะมาก และแต่ละกระทรวงต่างคนต่างทำต่างอยู่ในอาณาจักรของตัวเองไร้ทิศทาง 

“หากมีอะไรใหม่ที่มองว่า เป็นวาระของรัฐบาลอย่างชัดเจน คงมีแค่เรื่องเดียว ความพยายามที่จะผลักดัน นั่นคือต้องดันทุรังทำดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ทำให้ได้สำเร็จเรียกได้ว่า ดันทุลังกันแบบ เจ๊งไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้” นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคก้าวไกลนายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคก้าวไกล

นายชัยธวัช อภิปรายต่อว่า งบดิจิทัลวอลเล็ต เป็นรายการที่ตั้งใหม่ชื่อว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวน 157,200 ล้านบาท และมีการคาดการณ์ต่อว่า จะมีการใช้เงิน ธกส. 172,300 ล้านบาท และจะมีการของบกลางปี 2567 เพิ่มอีก 122,000 ล้านบาท และหากไม่พอรัฐบาลอาจออกกฏหมายโอนเงินงบประมาณจากงบสำรองรายจ่ายฉุกเฉินหรือจำเป็นมาเพิ่มอีก แต่ผลจากการหางบประมาณมาดำเนินโครงการดังกล่าวเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางการคลังเฉพาะหน้า และระยะยาว เกิดภาระการจ่ายหนี้ของภาครัฐสูงขึ้นในอนาคต สูญเสียพื้นที่ทางการคลังหากจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉินจริงๆ หรือจำเป็นต้องลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่

และหยิบยกเหตุผลว่า เหตุใดรัฐบาลรู้ว่าเสี่ยงแต่ยังคงจัดงบงบประมาณปี 2568 ที่มีลักษณะเจ๋งไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้มีปัญหาวิกฤตความชอบธรรมทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะจนถึงวันนี้ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ และปากท้องของประชาชนดีขึ้น

พรรคแกนนำรัฐบาลจึงเหลือความหวังเดียวคือ การผลักดันโครงการเรือธง ที่เคยหาเสียงไว้ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ส่งผลให้ความชอบธรรมทางการเมืองกลับคืนมา แต่หากสุดท้ายนโยบายดิจิทัลวอเล็ต ไม่ได้ตอบโจทย์ของประเทศ การจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้เอาโจทย์ของประเทศตัวตั้ง แต่เอาโจทย์ของพรรคแกนนำรัฐบาลเป็นตัวตั้งซึ่งหมายถึงการมุ่งแก้ไขปัญหาวิกฤติทางการเมืองของตนเอง โดยเอาโอกาสและอนาคตของประเทศวางเป็นเดิมพัน ชี้การจัดสรรงบงบประมาณแนวคิดแบบนี้ไม่สามารถใช้ได้ในปัจจุบัน เพราะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศในเวลานี้

นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคก้าวไกลนายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคก้าวไกล

และเห็นว่าการกระตุ้นการบริโภคโดยการอัดเงินลงระยะสั้นอาจเจอช่องทางเงินไหลออกที่เปรียบเป็นหลุมดำสองหลุมคอยดูดเม็ดเงินออกนอกระบบเศรษฐกิจในประเทศ หลุมดำแรก คือ การนำสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศจนเกิดภาวะสินค้าล้นตลาดแทบทุกรายการ และหลุมดำที่สอง คือ การขายของออนไลน์ที่คาดว่าคนไทยจะซื้อของออนไลน์จากต่างประเทศมากขึ้น

กลายเป็นเกิดส่วนแบ่งตลาดของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศมากขึ้น และรัฐบาลเพิ่งเริ่มตระหนักเข้าใจประเด็นนี้จึงมีการทบทวนเรื่องการใช้เงินซื้อโทรศัพท์มือถือได้หรือไม่ สะท้อนถึงการคิดที่ไม่รอบคอบ ตั้งแต่แรก ภายใต้กรอบคิดเดิมๆ เมื่อ 20 ปีก่อน

ซึ่งโจทย์ปัญหาของประเทศยังมีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโจทย์การศึกษาและการเรียนรู้ โจทย์สังคมสูงวัย โจทย์ของชนบทไทยที่สมาชิกฝ่ายค้านจะไล่เรียงในการอภิปรายชี้เห็นหลังจากนี้ พร้อมกับทิ้งท้ายว่าการจัดสรรงบประมาณปี 2568 สะท้อนเห็นว่าโจทก์ของรัฐบาลไม่ใช่โจทย์ของประเทศเป็นการจัดงบที่มักง่ายที่สุด สุ่มเสี่ยงที่สุด เพราะรัฐบาลนำทรัพยากรของประเทศมุ่งแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมืองเฉพาะหน้าของตัวเอง โดยเอาโอกาสของคนไทยทุกคนและอนาคตของประเทศมาวางเดิมพันอย่างไม่รับผิดชอบ

ปศุสัตว์นครราชสีมา-ซีพีเอฟ’เปิดตัวโครงการสัตว์ปลอดโรค อาหารปลอดภัย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811352

ปศุสัตว์นครราชสีมา-ซีพีเอฟ’เปิดตัวโครงการสัตว์ปลอดโรค อาหารปลอดภัย

ปศุสัตว์นครราชสีมา-ซีพีเอฟ’เปิดตัวโครงการสัตว์ปลอดโรค อาหารปลอดภัย

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 12.10 น.

ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดตัว “โครงการสัตว์ปลอดโรค อาหารปลอดภัย ครั้ง 1/2567” เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในพื้นที่และชุมชน เป็นการป้องกันและเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์ปีกเชิงรุก ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาด ให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ทำให้ได้วัตถุดิบเนื้อสัตว์ปลอดโรคและอาหารปลอดภัย

โครงการนี้เป็นการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับธุรกิจของซีพีเอฟ ประกอบด้วย ธุรกิจไก่กระทง ธุรกิจไก่พ่อ-แม่พันธุ์ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ สายธุรกิจไก่เนื้อ1 และฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่จักราช โดยเปิดตัวกิจกรรมวานนี้ (18 มิถุนายน 2567) ที่ สำนักสงฆ์บ้านดอนทะยูง ตำบลสารภี อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา โดยมี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานกว่า 250 คน

นายพศวีร์ สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมาและซีพีเอฟ นำเจ้าหน้าที่และสัตวแพทย์ลงพื้นที่ร่วมให้ความรู้เรื่องโรคระบาดของสัตว์ พร้อมสาธิตการผสมวัคซีนและการให้วัคซีนป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีกกับเกษตรกรในจังหวัด เพื่อให้ประชาชนที่รับมอบวัคซีนจากปศุสัตว์สามารถนำวัคซีนไปใช้ป้องกันโรคกับไก่ภายในครัวเรือนได้เอง เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคติดต่อในสัตว์ปีกเกิดขึ้นในพื้นที่ทั้งในส่วนของฟาร์มไก่และไก่พื้นบ้านของประชาชน

กิจกรรมเริ่มต้นที่อำเภอหนองบุญมาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์ปีกมากที่สุดของจังหวัดนครราชสีมา มีฟาร์มในพื้นที่ 6 แห่ง และมีการส่งสัตว์ปีกออกสู่ตลาดต่อรุ่นมากกว่า 7.5 ล้านตัวต่อปี นอกจากนี้ยังมีไก่พื้นเมืองที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้กว่า 1 แสนตัว ดังนั้นการสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้เกษตรกรลดความเสี่ยงในการสูญเสียผลผลิต และสร้างความมั่นใจในการบริโภคเนื้อสัตว์ปีกแก่ผู้บริโภคว่าได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพปลอดภัยปราศจากโรค

ด้าน นายสาคร ทวรรณกุล รองผู้อำนวยการด้านการผลิตไก่กระทง ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทได้ริเริ่มโครงการ “สัตว์ปลอดโรค อาหารปลอดภัย” ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัด เพื่อป้องกันโรคระบาดที่เกิดขึ้นในสัตว์และให้ความรู้กับประชาชนป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก โดย ซีพีเอฟ ได้ลงพื้นที่ฉีดวัคซีนให้แก่สัตว์ปีกในชุมชนรอบฟาร์มทุกปีเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว และจะขยายไปในทุกพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา โดยในปีนี้มีเป้าหมายการฉีดวัคซีนในไก่พื้นเมืองให้ได้ รวม 40,000 ตัว

“ซีพีเอฟในฐานะผู้ผลิตอาหารให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพของอาหารและการป้องกันโรคเพื่อไม่ให้มีการปนเปื้อนเกิดขึ้นในอาหาร การให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์ตามหลักวิชาการกับชุมชนรอบโรงงานและฟาร์มของบริษัทฯ เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่บริษัทยึดมั่น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของอาหารปลอดภัย สัตว์ปลอดโรค โดยการป้องกันโรคสัตว์ และการฉีดวัคซีนในสัตว์เลี้ยง เพื่อยกระดับการบริโภคให้ถูกต้องตามหลักอนามัยและสุขภาพที่ดี และยังเป็นการลดความเสี่ยงและลดโอกาสในการเกิดโรคระบาดในสัตว์ปีกและป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มของบริษัทฯ” นายสาคร กล่าว 

ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงความปลอดภัยทางอาหารและมีนโยบายส่งเสริมให้คนในชุมชนและผู้บริโภค รับทราบถึงข้อมูลการเลี้ยงสัตว์อย่างปลอดภัย โดยปัญหาด้านโรคที่เกิดจากสัตว์เลี้ยงในชุมชนเป็นปัญหาที่หน่วยงานราชการและประชาชนต้องร่วมกันเฝ้าระวัง เพราะโรคที่เกิดจากสัตว์หากเกิดการระบาดขึ้นจะเป็นปัญหาระดับประเทศได้ สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อภาคปศุสัตว์ไทย ทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ ที่เป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ชั้นนำ การรณรงค์การป้องกันโรคอย่างถูกวิธี จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบรรเทาปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน เกษตรกร และประเทศในอนาคต

บริษัทยึดหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ คือประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท สำหรับโครงการดังกล่าวฯ บริษัทฯ ช่วยดูแลชุมชนในพื้นที่ และประชาชนได้นำความรู้กลับไปปรับปรุงและป้องกันสัตว์เลี้ยง และสภาพแวดล้อมของชุมชนให้ดีขึ้น เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการสร้างความปลอดภัยทางอาหารของทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักรู้ ซึ่งถือเป็นการตอบแทนคุณของแผ่นดินตามปรัชญาสู่ความยั่งยืน

ปศุสัตว์82ปีมุ่งสู่ Full Digitalization

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811263

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 82 ปีเมื่อเร็วๆ นี้ ภายใต้แนวคิด “กรมปศุสัตว์ มุ่งมั่นสู่ FULL DIGITALIZATION” โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายสัตวแพทย์สมชวนรัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เป็นการแสดงศักยภาพการขับเคลื่อนภารกิจของกรมปศุสัตว์ ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบการปฏิบัติงาน โดยภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย ประกอบด้วย พิธีไถ่ชีวิตโคเพศเมีย 23 ตัว เพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตรกรภายใต้โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จ.ลพบุรี การจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ ภายใต้แนวคิด “กรมปศุสัตว์ มุ่งมั่นสู่ FULL DIGITALIZATION” การจัดนิทรรศการของเกษตรกรและผู้ประกอบการ พิธีมอบรางวัลผู้มีผลงานดีเด่นของกรมปศุสัตว์ และโครงการกรมปศุสัตว์ร่วมใจบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ (28 กรกฎาคม 2567)

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้ตั้งเป้าหมาย “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ได้ให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการทำงาน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ยกระดับการทำงานเพื่อพัฒนาภาคการเกษตรให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ทุกภาคส่วน 100% ภายใต้แนวคิด People-centric ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศปลดล็อกศักยภาพการทำงานของหน่วยงาน บุคลากร และขับเคลื่อนการบูรณาการเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรมวัดผลได้

กนช.ไฟเขียวเร่งจัดการน้ำ สทนช.สร้างความรู้ทุกหน่วยงาน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811264

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนและการส่งเสริมความมั่นคงด้านน้ำอุปโภค เพื่อรองรับสภาวะลานีญา ที่ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักสูงกว่าค่าเฉลี่ย และอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ สทนช.จึงเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องให้แก่หน่วยงานต่างๆ ที่จะต้องเสนอแผนงาน/โครงการ ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝน และการส่งเสริมความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคดังกล่าว

สำหรับข้อกำหนดในการเสนอแผนงาน/โครงการนั้น กำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นแผนงาน/โครงการในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ตามที่ สทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดการณ์ไว้ รวมทั้งพื้นที่ประสบปัญหาน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ตลอดจนพื้นที่เสี่ยงที่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาโดยเร่งด่วน ตามที่คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด พิจารณาเห็นสมควร โดยจะต้องเป็นแผนงาน/โครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำหรือเพื่อป้องกันบรรเทาความเสียหายจากอุทกภัยหรือเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรรองรับสถานการณ์อุทกภัย ปี 2567 หรือจะเป็นแผนงาน/โครงการเกี่ยวกับการเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2567/68 หรือเพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านน้ำอุปโภค-บริโภคก็ได้เช่นกัน

ดร.สุรสีห์ กล่าวต่อว่า แผนงาน/โครงการที่จะขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลางดังกล่าว จะต้องสามารถระบุที่ตั้งพร้อมพิกัดโครงการได้ชัดเจน สอดคล้องกับการดำเนินการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แผนพัฒนาจังหวัด ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ.2565 และแผนพัฒนาท้องถิ่น ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย แต่จะต้องไม่เป็นภารกิจถ่ายโอน และสามารถดำเนินงานได้ตามข้อกำหนด หลักเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับตั้งแต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ โดยจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการในการเสนอโครงการในระบบ Thai Water Plan (TWP)

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การพิจารณาโครงการในแต่ละขั้นตอนเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งเสนอแผนงาน/โครงการ โดยพิจารณาจากแผนงาน/โครงการที่มีความพร้อมอยู่แล้วและมีความจำเป็นเร่งด่วน พร้อมทั้งให้คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด คณะกรรมการลุ่มน้ำ และหน่วยงาน เร่งรัดการดำเนินการพิจารณาโครงการให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด คาดว่าจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติได้ภายในวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 เพื่อที่จะให้แต่ละหน่วยงานได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไปซึ่งจะทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์”เลขาธิการ สทนช.กล่าว

รองปลัดฯติดตามปัญหา สินค้าเกษตรชายแดนใต้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811265

รองปลัดฯติดตามปัญหา  สินค้าเกษตรชายแดนใต้

รองปลัดฯติดตามปัญหา สินค้าเกษตรชายแดนใต้

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ติดตาม : นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและแก้ปัญหาสินค้าเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งเรื่องทุเรียน ปลาพลวงชมพู และปลานิลสายน้ำไหล ควรมีการกระตุ้นช่องทางตลาด ส่งเสริมการค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2567 ของจังหวัดยะลา ครั้งที่ 1/2567 ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ใน จ.ยะลา ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยได้มีการติดตามความก้าวหน้าสินค้าเกษตร ได้แก่ ทุเรียน ปลาพลวงชมพู และปลานิลสายน้ำไหล

ทั้งนี้ นายอภัย ได้ให้ข้อเสนอแนะในที่ประชุม ในส่วนของสินค้าทุเรียนว่า เกษตรและสหกรณ์ จ.ยะลา ควรนำร่องขอข้อมูลตัวเลขการซื้อขายยาฆ่าแมลง การหาแปลงตัวอย่างออร์แกนิก ที่ให้ราคาผลผลิตสูงกว่าปกติ เพื่อเป็นแนวทางการเพาะปลูกให้เกษตรกร นอกจากนี้ยังให้คำแนะนำในเรื่องของปลานิลสายน้ำไหลว่า ควรมีการกระตุ้นช่องทางการตลาด การโปรโมทสินค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากขึ้น และประมง จ.ยะลา ควรทำแผนธุรกิจ ศึกษาต้นทุนการผลิตและจัดทำกระบวนการสุ่มตัวอย่างปลานิลดิบ ตรวจหาเชื้อโรค เพื่อให้สามารถนำมาทานดิบได้ เป็นต้น

กรมพัฒนาฯจัดงาน วันสถาปนาครบ61ปี ก้าวสู่องค์กรอัจฉริยะ ใช้ดินอย่างเหมาะสม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811262

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้จัดงาน “61 ปี พัฒนาที่ดิน เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน” ที่กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม.เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้งหน่วยงาน เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรทั้งเจ้าหน้าที่ หมอดินอาสา และเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเผยแพร่ผลงาน ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของกรมพัฒนาที่ดิน

สำหรับกรมพัฒนาที่ดิน จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2506 มีวิสัยทัศน์ในการดำเนินงาน “เป็นองค์การอัจฉริยะทางดิน เพื่อขับเคลื่อนการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม 15 ล้านไร่ ภายในปี 2570” โดยในปี 2567 ก็พร้อมที่จะก้าวสู่ปีที่ 62 โดยมุ่งมั่นน้อมนำศาสตร์พระราชา ตามแนวพระราชดำริเป็นหลักในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลกตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มเป็น 3 เท่าใน 4 ปีสร้างรายได้ภาคการเกษตร โดยใช้หลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ส่งเสริมฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสม สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินไปพัฒนาอาชีพการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพคุ้มค่าต่อการลงทุน ภายใต้การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และความมั่งคั่งให้กับภาคการผลิตของประเทศ ดูแลรักษาทรัพยากรดินให้มีศักยภาพในการใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ครั้งที่ 1/2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811286

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'ร่วมประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ครั้งที่ 1/2567

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ครั้งที่ 1/2567

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 18.54 น.

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ณ ห้องประชุม 134-135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ครั้งที่ 1/2567 โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน เพื่อแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน และลดภาระดอกเบี้ยค้างชำระ และที่ประชุมได้พิจารณาให้สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เตรียมดำเนินการโครงการจัดรูปที่ดิน ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 12,400 ไร่ เพื่อการพัฒนาพื้นที่ในการจัดระบบชลประทาน และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อีกทั้งเตรียมประกาศกำหนดแนวเขตสำรวจการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม และแนวเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินเพิ่มเติม แบ่งออกเป็น 1) แนวเขตสำรวจการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม จำนวน 29 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี พัทลุง สุราษฎร์ธานี ตรัง บุรีรัมย์ นครราชสีมา เลย น่าน นครสวรรค์ ระยอง และชัยนาท เพื่อสำรวจการจัดระบบน้ำพื้นที่ 2) แนวเขตสำรวจการจัดรูปที่ดิน จำนวน 4 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด สุพรรณบุรี และอ่างทอง

นอกจากนี้ รมว.กษ.ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการดำเนินงานรูปแบบเชิงรุก ในด้านการศึกษาและสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อเร่งขยายการพัฒนาระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมในเขตนอกพื้นที่ชลประทาน และต่อยอดสู่การขยายพื้นที่ชลประทานในประเทศไทยต่อไป

CAAT มอบหน้าที่ ‘นางสาวสยาม’ เชื่อมสัมพันธไมตรีด้านการบินเพื่อระลึกถึง น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ ผู้บุกเบิกการบินพลเรือนของไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811383

CAAT มอบหน้าที่ ‘นางสาวสยาม’ เชื่อมสัมพันธไมตรีด้านการบินเพื่อระลึกถึง น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ ผู้บุกเบิกการบินพลเรือนของไทย

CAAT มอบหน้าที่ ‘นางสาวสยาม’ เชื่อมสัมพันธไมตรีด้านการบินเพื่อระลึกถึง น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ ผู้บุกเบิกการบินพลเรือนของไทย

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.15 น.

เพื่อระลึกถึงวันครบรอบภารกิจ “The wings of friendship” หรือ “ปีกแห่งมิตรภาพ” 19 มิถุนายน 2475 ที่ นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ ผู้เป็นเจ้าของเครื่องบินนางสาวสยามและเป็นผู้บุกเบิกการบินพลเรือนของประเทศไทย ได้บินเดี่ยวจากประเทศไทยเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และเพื่อสืบสานเรื่องราวอันน่าภาคภูมิใจ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT จึงได้จัดทำเครื่องบินจำลอง “นางสาวสยาม” เพื่อเป็นของที่ระลึกเชิงสัญลักษณ์ของการบินพลเรือนไทย มอบเป็นที่ระลึกให้กับบุคคล หน่วยงานต่างๆ ด้านการบินทั้งในและต่างประเทศ

เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 92 แห่งภารกิจดังกล่าว CAAT โดย สุทธิพงษ์ คงพูล ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้จัดพิธีมอบเครื่องบินจำลอง “นางสาวสยาม” ให้แก่ บุคคลและหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กองทัพอากาศ โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ณรงค์ อินทชาติ รองผู้บัญชาการทหารอากาศ,  ทายาท นาวาอากาศเอก เลื่อนพงษ์โสภณ นำโดย ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ เลิศชาย พงษ์โสภณ พร้อมครอบครัว และ นาวาอากาศเอก วีรยุทธ ดิษยะศริน ประธานมูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้คืนชีวิตให้กับเครื่องบินนางสาวสยาม ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2567 ณ พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ

 “นางสาวสยาม” เป็นเครื่องบินส่วนตัวของ นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ อดีตนักเรียนทุนส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ที่เดินทางไปศึกษาวิทยาการด้านการบิน ณ วิทยาลัยเซนต์หลุยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความสามารถที่โดดเด่นด้านการบิน นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ ได้รับจ้างแสดงเครื่องบินผาดโผนจนเป็นที่โด่งดังในสหรัฐอเมริกา รายได้จากการเดินสายไปแสดงในรัฐต่าง ๆ กว่า 30 รัฐ ทำให้นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ สามารถซื้อเครื่องบิน เครื่องบินรุ่น OX-5 travel Air 2000 ได้ 1 ลำ ในราคา 6,000 บาท พร้อมตั้งชื่อเครื่องบินลำนี้ว่า “นางสาวสยาม” เครื่องบินรุ่นนี้ยังเป็นรุ่นแรกที่ได้รับการรับรองจากกรมการบินของสหรัฐอเมริกาให้สามารถใช้รับส่งผู้โดยสารได้ และมีเพียง 3 ลำในโลกที่ยังทำการบินได้จนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ ได้บินเดี่ยวด้วยเครื่องบิน “นางสาวสยาม” มุ่งหน้าทำภารกิจเชื่อมสัมพันธไมตรีกับสาธารณรัฐประชาชนจีน การเดินทางท่ามกลางสงครามทางการเมือง  ในครั้งนั้นผ่านต้องพบกับอุปสรรคทั้งเสี่ยงเป็นและเสี่ยงตาย แต่ด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและกล้าหาญ นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ สามารถทำภารกิจครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้สำเร็จภายในเวลา 17 วัน

LIFE & HEALTH : รู้เท่าทันการใช้ฮอร์โมน ทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811201

LIFE&HEALTH : รู้เท่าทันการใช้ฮอร์โมน ทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือน

LIFE&HEALTH : รู้เท่าทันการใช้ฮอร์โมน ทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือน

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คุณผู้หญิงส่วนใหญ่ที่อายุมากกว่า 45 ปีแล้ว พบอาการ เช่น ปวดศีรษะปวดกล้ามเนื้อ และความรู้สึกร้อนบริเวณใบหน้าและลำตัว (hot flashes) ผิวหนังอาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น แห้ง ซีด หรือมีรอยเส้น เป็นต้น อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน

ข้อมูลจาก รศ.ดร.วิลาสินี หิรัญพานิช ซาโตะ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า Menopause
มีรากศัพท์มาจาก “men” (month) และ “pausis”(cessation) หมายถึง การขาดหายไปของเลือดประจำเดือนติดต่อกันนาน 12 เดือน ภาวะหมดประจำเดือนเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายในที่เกิดตามธรรมชาติตามอายุที่มากขึ้นทำให้เกิดความเสื่อมของรังไข่ในการผลิตฮอร์โมนเพศหญิงลดลง ซึ่งพบในหญิงอายุเฉลี่ยประมาณ 48-52 ปี และ ปัจจัยภายนอก เช่น การผ่าตัดเอารังไข่ออก การใช้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยโรคมะเร็งบางชนิดที่อาจทำลายรังไข่ซึ่งทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิงชนิดเอสโตรเจน เป็นต้น ปัจจุบันทั่วโลกพบว่าผู้หญิงมากกว่า
ร้อยละ 45 หรือประมาณ 1.5 ล้านคนประสบปัญหาอาการอันเนื่องมาจากภาวะหมดประจำเดือนที่กระทบคุณภาพชีวิตเฉลี่ยราว 2-5 ปี โดยบางรายอาการสามารถหายได้เองแต่บางรายจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการใช้ยา

ภาวะหมดประจำเดือนส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย

ภาวะหมดประจำเดือนมีลักษณะเฉพาะเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของวัยหมดประจำเดือน ก่อให้เกิดอาการแสดงหลายอย่าง เช่น อาการที่ทางการแพทย์มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า “vasomotor symptoms (VMS)” ได้แก่ อาการร้อนวูบวาบ (hot flush) โดยเฉพาะบริเวณลำตัวส่วนบน เช่น ใบหน้า ลำคอ และหน้าอกมักเกิดช่วงกลางคืนนานประมาณ 1-5 นาที ร่วมกับอาการอื่น เช่น เหงื่อออก หนาวสั่นลำตัวเย็นชื้น วิตกกังวล หรือใจสั่นได้ อาการเหล่านี้อาจรบกวนการนอนหลับได้ และส่งผลถึงการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอดแห้ง ติดเชื้อและคันในช่องคลอด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และกระดูก เป็นต้น นอกจากนั้นผลสืบเนื่องระยะยาวจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในหญิงหมดประจำเดือน ได้แก่ ความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ที่ทำให้กระดูกเปราะหักง่าย แม้เพียงอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย นอกจากนั้นอาจเกิดโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

ยาชนิดใดใช้รักษาอาการที่เกิดในหญิงวัยหมดประจำเดือน

การรักษาสามารถแบ่งเป็นการรักษาโดยการไม่ใช้ยา เช่น การทำจิตบำบัด และการรักษาแบบใช้ยา ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

l การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน (hormone replacement therapy : HRT) ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้เฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรงและไม่มีข้อห้ามใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนเท่านั้น

l กลุ่มยาที่ไม่ใช่ฮอร์โมนเพศหญิง เช่น clonidine, fluoxetine, tamoxifen,raloxifene, tibolone และ androgen เป็นต้น

ผลของฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนในการรักษาอาการที่เกิดจากภาวะหมดประจำเดือน

ฮอร์โมนทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือนจัดว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการรักษาอาการซึ่งเป็นผลจากภาวะหมดประจำเดือน เช่น อาการร้อนวูบวาบโดยเฉพาะเวลากลางคืนอารมณ์แปรปรวน ปัญหาช่องคลอดแห้ง เป็นต้น โดยแพทย์จะพิจารณาใช้ฮอร์โมนชนิดรวมประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ในผู้ที่มีมดลูก และใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเฉพาะในผู้ที่ผ่าตัดมดลูกออกไปแล้ว การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบแล้ว ยังมีช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนอันเนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่จะมีทำให้แคลเซียมถูกดูดซึมได้ลดลงอีกด้วย เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนมีหลายรูปแบบ เช่น เม็ดรับประทานที่ต้องรับประทานทุกวัน แผ่นแปะผิวหนัง เจลหรือครีมใช้ทาเฉพาะที่ช่วยบรรเทาอาการช่องคลอดแห้งและคัน เป็นต้น แพทย์จะเลือกรูปแบบให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด

ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนจำเป็นสำหรับใคร

ในผู้ที่มีอาการแสดงเล็กน้อยและมีสุขภาพกายและใจแข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฝึกสมาธิ ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน และไม่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนเพราะร่างกายจะค่อยๆปรับตัวและอาการแสดงต่างๆ จะทุเลาลงไปได้เอง บุคคลที่ควรใช้ยาได้แก่หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีอาการแสดงรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่เนื่องจากยากลุ่มนี้มีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยเคยเป็นหรือประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งชนิดที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น มะเร็งมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งเต้านมรวมทั้งผู้ที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน โรคตับอักเสบรุนแรง มีภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้อย่างเด็ดขาด

สิ่งที่สำคัญคือฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน มีทั้งประโยชน์และอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ ผู้ป่วยไม่ควรหาซื้อฮอร์โมนทดแทนมาใช้เอง ต้องให้แพทย์ตรวจร่างกายและวินิจฉัยเลือกชนิดของฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละรายเท่านั้น

ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนในหญิงวัยหมดประจำเดือนก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์อย่างไร

อาการที่พบส่วนใหญ่ได้แก่ คลื่นไส้คัดตึงเต้านม น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดศีรษะไมเกรน ปวดหลัง เป็นต้น โดยกรณีใช้ฮอร์โมนแบบแปะผิวหนังอาจพบการระคายเคืองได้ นอกจากนั้นอาการไม่พึงประสงค์ที่ต้องระวังซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ฮอร์โมนเพศหญิงที่แม้มีโอกาสเกิดได้น้อยแต่หากเกิดขึ้นแล้วจะก่อให้เกิดอันตรายมาก ได้แก่ ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน และการเกิดมะเร็งเต้านม เป็นต้น

วิธีปฏิบัติตนขณะที่ได้รับการรักษาโดยฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน

ขณะใช้ยาควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญระหว่างรับประทานยาต้องมีการตรวจสุขภาพอย่างน้อยทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อติดตามผลการรักษาและเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากยาร่วมด้วย

มีวิธีการอื่นในการรักษาอาการแสดงจากภาวะหมดประจำเดือนหรือไม่

นอกจากการใช้ยาชนิดที่ไม่ใช่ฮอร์โมนเพศหญิงแล้ว สามารถรักษาอาการได้โดยไม่ใช้ยา โดยทำการปรับพฤติกรรมลดความเสี่ยงต่างๆ เช่น การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มสุรา พักผ่อนให้เพียงพอ ฝึกสมาธิทำจิตใจให้แจ่มใส ควบคุมและเลือกชนิดการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไขมันสูง การสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ เพื่อให้ได้รับวิตามิน ดี อย่างน้อย 800-1,000 U ต่อวัน ควรรับประทานแคลเซียม ในปริมาณ 1,000-1,200 มก. และการพยายามไม่ให้หกล้มเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกหัก เป็นต้น

ผู้สนใจเรื่องการใช้ยาและสุขภาพ สามารถหาข้อมูลได้ เพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ