สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809985

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน  สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามงานพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมี นายชูชาติ รักจิตรอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายอภิชาตชุมนุมมณี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายไพฑูรย์ศรีมุก สำนักงานชลประทานที่ 6 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และสรุปความก้าวหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำ

กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนาบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ สร้างระบบเก็บกักน้ำรอบบึง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ บรรเทาปัญหาแล้ง-ท่วม 4 ตำบลในอำเภอจัตุรัส

“บึงละหาน” แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่มากถึง18,181 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) ครอบคุลมตำบลละหาน ตำบลหนองบัวใหญ่ ตำบลหนองบัวบาน และตำบลบ้านกอก อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงมีความหลากหลายของระบบนิเวศ และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอจัตุรัส นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ ทำให้บึงแห่งนี้มีประโยชน์มากมาย แต่บึงละหานมักเผชิญปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นประจำ เนื่องจากไม่มีระบบเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับบึงมีสภาพตื้นเขิน ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เต็มศักยภาพ พอถึงช่วงฤดูน้ำหลากน้ำในแม่น้ำชีจะเอ่อล้นเข้าสู่ลำห้วยคลองยายแก้วและลำคันฉู ทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรบริเวณรอบบึง

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ(ปี 2565-2570) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการแก้มลิงขนาดใหญ่ที่สำคัญที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำชี เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองทั้งระบบ โดยใช้บึงแห่งนี้เป็นพื้นที่ชะลอน้ำและรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน พร้อมเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเข้าไปพัฒนาและก่อสร้างระบบชลประทานในพื้นที่บ้างแล้ว อาทิ การขุดลอกและปรับปรุงแก้มลิง การก่อสร้างประตูระบายน้ำ อาคารบังคับน้ำ สถานีสูบน้ำ ฝาย ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์และถนนรอบบึงละหาน เป็นต้น โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งดำเนินการขุดลอกแก้มลิงบึงละหาน (ระยะที่ 1) ส่วนในระยะต่อไป จะดำเนินการเพิ่มระดับเก็บกักน้ำให้สูงขึ้น และปรับปรุงทำนบดินรอบบึงละหาน หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งระบบตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้มากขึ้นอีกประมาณ 22.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 21,500 ไร่

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ยังได้ติดตามงานก่อสร้างคลองผันน้ำลำปะทาว-สระเทวดา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลกุดตุ้ม อำเภอเมืองชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในแผนโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ (ระยะที่ 1) สามารถระบายน้ำได้ในอัตรา 150 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คืบหน้าแล้วกว่า 55% หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำหลาก โดยการตัดยอดน้ำส่วนเกินไม่ให้ไหลเข้าท่วมตัวเมืองชัยภูมิ นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำจากลำปะทาวผ่านคลองผันน้ำ ส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้อีกด้วย มีพื้นที่รับประโยชน์ 5,700 ไร่

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน และช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจังหวัดชัยภูมิ ตลอดจนเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี สร้างรายได้และอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯ-พาโกดาผลักดัน ส่งออกผลไม้จากไทยสู่ตลาดจีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809986

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานและเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือในการจัดหาผลไม้ไทยคุณภาพสู่ตลาดจีน ร่วมกับนางจาง เซียวเซียว อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง ระหว่าง Shenzhen Pagoda Industry(Group) จำกัด (บริษัทพาโกดา) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ที่เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ สำหรับพิธีการลงนามเอกสารความร่วมมือในการจัดหาผลไม้ไทยคุณภาพสู่ตลาดจีน มี 4 ฉบับ คาดว่าภายหลังลงนามจะมีการจัดซื้อทุเรียนประมาณ 13,824 ตัน และมังคุด 880 ตันมูลค่ารวม 1,650 ล้านบาท

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนคุณภาพสูงมากมายหลายชนิด จึงได้ชื่อว่าเป็น Kingdom of Fruits และเป็นประเทศที่ส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนมากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้หลักการที่สำคัญ คือ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับสินค้าภาคการเกษตร ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรโดยการสร้างแบรนด์เนมสินค้าเกษตร การสร้าง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง รวมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของผลไม้ไทยที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน

ปัจจุบันประเทศไทย สามารถส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนได้ 22 ชนิด และอยู่ระหว่างการขออนุญาตเปิดตลาดส่งออกผลไม้ไทยเพิ่มเติมอีกหลายรายการ ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญต่อคุณภาพของผลไม้ รวมถึงมาตรฐานของกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อทำให้ผู้บริโภคชาวจีนจึงมั่นใจได้ว่าผลไม้ไทยนอกจากจะมีรสชาติที่ดีแล้ว ยังมีคุณภาพ มาตรฐาน และมีความปลอดภัย โดยในปี 2566 ประเทศไทยมีการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนกว่า 2.36 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 213,468 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทย

นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าวยังมีการจัดพิธีเปิดงานเทศกาลผลไม้ไทย ประจำปี 2567 ซึ่งฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว และบริษัท พาโกดา กำหนดจะจัดขึ้นที่ประเทศจีน เพื่อประชาสัมพันธ์คุณภาพมาตรฐานของผลไม้ไทย และการจัดจำหน่ายผลไม้คุณภาพของไทยผ่านหน้าร้านจำหน่ายผลไม้ของบริษัท พาโกดา กว่า 6,000 สาขาทั่วประเทศจีน รวมถึงมีการนำสื่อมวลชนและผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Key Opinion Leader: KOL) ของจีน เดินทางไปเยี่ยมชมสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้คุณภาพของไทย ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ด้วย

พด.ใช้สารซุปเปอร์พด.6บำบัดน้ำเสีย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809987

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า จากกรณีน้ำเค็มจากแม่น้ำบางปะกงไหลทะลักเข้าพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์และคลองสาขา ต.บางกรูด อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและพืชน้ำ รวมทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของประชาชน รวมทั้งพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะพื้นที่บ่อปลาน้ำจืด เพื่อลดผลกระทบที่เกิด สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เก็บตัวอย่างดินและตัวอย่างน้ำในพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์ไปตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินระดับความเค็มของพื้นที่

ทั้งนี้ ช่วงที่น้ำมีระดับความเค็มมากกว่า 0.5 ppt ต้องระมัดระวังในการนำมาใช้เพาะปลูก จนกว่าระดับความเค็มจะลดลง ส่วนการแก้ปัญหาน้ำเสีย ได้ให้คำแนะนำให้ช่วยกันเก็บซากพืชลอยน้ำและซากสัตว์น้ำที่ตาย พร้อมกับผลิตสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6 นำไปใช้ฉีดพ่น สำหรับการผลิตสารบำบัดน้ำเสียแบบเร่งด่วน ซึ่งสามารถใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จำนวน 1 ซอง ขยายเชื้อในกากน้ำตาล 10 กิโลกรัม และน้ำสะอาด 50 ลิตร โดยหมักเป็นเวลา 4 วัน เมื่อหมักแล้วสามารถนำไปใช้บำบัดน้ำเสียในอัตราน้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำเสีย 10 ลูกบาศก์เมตรทุกๆ 10 วัน

สำหรับการปรับปรุงดินที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม ในช่วงต้นฤดูฝน แนะนำให้ฟื้นฟูดินตามชนิดพืช โดยทั่วไปให้ทำการระบายน้ำเค็มออกก่อน ถ้าในพืชผักให้ทำการยกร่อง ใช้แกลบดิบ และปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1ในแปลงปลูกพืช เพื่อเพิ่มความร่วนซุยและความชื้นของดิน และใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ที่ขยายในปุ๋ยหมักร่วมด้วยเพื่อกำจัดโรครากเน่าโคนเน่า ส่วนนาข้าวให้ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ราด เพื่อช่วยให้ตอซังย่อยสลายได้เร็วขึ้นและทำการไถกลบ

ไทย-ซาอุฯจับมือ ส่งเสริมด้านเกษตร ร่วมวงถกUNCCD ผนึกกำลังฟื้นฟูดิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809984

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้ นาย Khaled Al-Alabdulkader ผู้อำนวยการใหญ่ จาก National Center for Vegetation Cover and Combatting Desertification (NCVC) ของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย พร้อมคณะ เข้าพบ เพื่อหารือความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับวัตถุประสงค์ในการหารือในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยของผู้อำนวยการใหญ่ NCVC ของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ครั้งนี้ เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ชิดและหลากหลายยิ่งขึ้น และคาดหวังว่าทั้งสองประเทศจะได้ขยายขอบเขตความร่วมมือในอนาคตอย่างแน่นอน โดยโอกาสนี้ฝ่ายซาอุดีอาระเบีย ได้เชิญผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย สมัยที่ 16(UN Convention to CombatDesertification: UNCCD COP 16) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2567 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นเวทีในการหารือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ครอบคลุมการฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของดินการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยแล้งรวมทั้งการต่อสู้การแปรสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งจะมีการจัดนิทรรศการ (pavilion) ด้านพื้นที่สีเขียว (green zone) เป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูดินด้วยเทคนิค เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ

รองปลัดฯประชุมคกก. จัดทำพ.ร.บ.ความหลากหลายฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809991

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 ที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยที่ประชุมได้รับทราบเรื่องต่างๆ ได้แก่ ความก้าวหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ, ความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขต พื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ของประเทศไทย,การจัดตั้งหน่วยที่ปรึกษาด้านวิชาการ เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการความร่วมมือพันธมิตรสำหรับการอนุรักษ์นกน้ำอพยพและถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในเส้นทางการบินเอเชียตะวันออก-ออสเตรเลีย, ผลการติดตามการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และรายงานการอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย ประจำปี 2565-2566

นอกจากนี้ได้พิจารณาประเด็นสำคัญ คือ 1.กรอบความร่วมมือทวิภาคีว่าด้วยสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพและการคุ้มครองชนิดพันธุ์ ระหว่างไทยและฝรั่งเศส 2.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี จ.สมุทรปราการ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

3.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก เป็นพื้นที่เครือข่ายนกน้ำอพยพ 4.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก เป็นอุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Park: AHP) และ 5.การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ

‘วัชระ’ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำยุคลุงตู่ ถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809997

'วัชระ'ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำยุคลุงตู่ ถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

‘วัชระ’ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำยุคลุงตู่ ถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.59 น.

“วัชระ”ส่งเรื่องค่าชดเชยเรือประมง 1,007 ลำตั้งแต่สมัยลุงตู่ พร้อมร้องขอกรรมสิทธิ์ สปก.ให้กับรร.ท่าชนะถึงมือปลัดกระทรวงเกษตรฯ

11 มิถุนายน 2567 นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายประยูร  อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องติดตามเงินเยียวยาโครงการเรือออกนอกระบบของกรมประมง ตั้งแต่พ.ศ.2562 และติดตามการขอกรรมสิทธิ์ที่ดินโรงเรียนท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี

โดยหนังสือระบุว่า ได้รับการร้องเรียนจากนางดวงเดือน (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าของเรือประมงชื่อ เอกสาธิต ว่าได้นำเรือประมง 1 ลำ เข้าโครงการเรือออกนอกระบบของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2562 สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งหน่วยงานราชการทำการสำรวจเรือประมงที่เข้าโครงการจำนวน 2,000 กว่าลำ เข้าหลักเกณฑ์จำนวน 1,007  ลำ และบัดนี้ระยะเวลาล่วงเลยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ยังไม่ได้เงินเยียวยาตามโครงการของกรมประมงแต่อย่างใด

ขอความอนุเคราะห์ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของกรมประมง โปรดหามาตรการอย่าได้หักเงินเยียวยาเหลือเพียงร้อยละ 75 โดยให้เงินเต็มจำนวนและควรเพิ่มเงินในการเสียค่าไฟฟ้าหรือค่าดูแลรักษาเรือนานถึง 5 ปี (60 เดือน) เพิ่มตามความเหมาะสมของภาวะเศรษฐกิจที่มีค่าครองชีพสูงขึ้นเป็นลำดับอีกด้วย และควรให้เงินเพิ่มเติมแก่ชาวประมงตามโครงการเรือออกนอกระบบดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและรักษาประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนชาวประมงโดยเร็วที่สุด ส่วนเรือประมงที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์อีกมากกว่า 1,000 ลำนั้นกรมประมงไม่อาจทอดทิ้ง จะเยียวยาหรือช่วยเหลืออย่างไร เพราะเขาคือชาวประมงเช่นกัน

นายวัชระ กล่าวอีกว่า ตนยังได้รับหนังสือร้องเรียนจาก นายกนกศักดิ์ ช่วยยิ้ม ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อขอความอนุเคราะห์ติดตามการขอกรรมสิทธิ์ที่ดินโรงเรียนท่าชนะ พื้นที่ 116 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวนนักเรียน 1,125  คน โดยโรงเรียนยังไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดกับนักเรียนและประชาชนชาวท่าชนะซึ่งที่ผ่านมาได้ทำเอกสารเสนอขอกรรมสิทธิ์ที่ดินของโรงเรียนตามขั้นตอนของทางราชการเพื่อรอดำเนินการตามลำดับ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

จึงขอความอนุเคราะห์ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยประสานสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) โปรดดำเนินการติดตามการขอกรรมสิทธิ์ที่ดินโรงเรียนท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี โดยเร็วที่สุดด้วย เพื่อประโยชน์สูงสุดกับนักเรียนและประชาชนชาวท่าชนะโดยเร็วที่สุด

ด้าน นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนท่าชนะ จะส่งเรื่องให้ สปก เจ้าของเรื่องพิจารณาดำเนินการ ส่วนเรื่องเรือประมงขณะนี้กรมประมงพิจารณาดำเนินการอยู่ ทางกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะส่งเรื่องให้กรมประมงเร่งรัดดำเนินการให้ และจะให้หน่วยงานตอบเป็นหนังสือแจ้งให้ทราบ

ทั้งนี้ นายวัชระ ได้กล่าวขอบคุณนายประยูรที่ได้ประสานกรมประมงช่วยดูแลประมงพื้นบ้าน จ.สุราษฎร์ธานี ก็เป็นไปด้วยดีคือเป็นไปตามที่ท่านได้ให้ความเมตตาและอธิบดีกรมประมง นายบัญชา สุขแก้ว ซึ่งได้ประสานกับท่านก็ได้ดูแลพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องฝนแล้งที่ท่านได้ประสานกรมฝนหลวงเพื่อทำฝนเทียมในเขต จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งฝนตกบ้างไม่ตกบ้าง ผมก็ขอกราบขอบคุณแทนพี่น้องเกษตรกร

‘สภาทนายความ’จับมือ’ก.เกษตรฯ’ตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหาข้อกฎหมายการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ 16 จังหวัด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809914

'สภาทนายความ'จับมือ'ก.เกษตรฯ'ตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหาข้อกฎหมายการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ 16 จังหวัด

‘สภาทนายความ’จับมือ’ก.เกษตรฯ’ตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหาข้อกฎหมายการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ 16 จังหวัด

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.38 น.

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีตัวแทนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจากสภาทนาย ความว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้มีหนังสือคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำระดับจังหวัดใน 16 จังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานคณะทำงาน ผู้แทนจากกรมประมง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา และผู้แทนจากสภาทนายความจังหวัด เป็นคณะทำงาน ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ และในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ คณะทำงานแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1.วางแผนและกำหนดมาตรการดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในการกำจัดและควบคุมในระดับพื้นที่

2.ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนติดตามและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด ของปลาหมอคางดำ

3.สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนและหน่วยงานอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

4.เชิญหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลหรือคำแนะนำทางวิชาการได้ตามที่เห็นสมควร

5.มอบหมายเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงาน ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

6.ดำเนินการปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่เกี่ยวข้อง ตามที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำมอบหมาย และรายงานผลการดำเนินการเสนอต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป

ดร.วิเชียร นายกสภาทนายความ ยังกล่าวอีกว่า หลังจากที่ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้มีคำสั่งแล้ว สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์จะพิจารณาแต่งตั้งประธานสภาทนายความจังหวัด ทั้ง 16 จังหวัด ในฐานะผู้แทนสภาทนายความจังหวัด เพื่อร่วมมือกับส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และผลกระทบความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร ชาวประมง รวมถึงระบบนิเวศน์และทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยต่อไป

LIFE & HEALTH : การดื่มนมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809941

LIFE & HEALTH : การดื่มนมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

LIFE & HEALTH : การดื่มนมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.52 น.

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันดื่มนมโลก (World Milk Day) เนื่องจากนมและผลิตภัณฑ์จากนมนั้นมีความสำคัญต่อโภชนาการตลอดทุกช่วงชีวิตของคนเรา

ข้อมูลจาก อ.ดร.จันทร์จิรา โพธิ์สัตย์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า นม เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ เป็นแหล่งพลังงานและสารอาหารที่สำคัญสำหรับการเจริญเติบโต โดยสารอาหารสำคัญที่ประกอบอยู่ในนม เช่น น้ำตาลแล็กโตสซึ่งเป็นกลุ่มสารอาหารคาร์โบไฮเดรต โปรตีนเวย์และเคซีนซึ่งมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการ โดยนมที่ได้จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น นมวัว มักจะมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนมากกว่าผลิตภัณฑ์นมจากพืชและสารอาหารหลักอีกประเภทที่พบในนม ได้แก่ ไขมัน ซึ่งมีทั้งไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว และคอเลสเตอรอล

นอกจากนี้ นมยังประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย เช่น วิตามินเอ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการมีบทบาทในการดูแลรักษาสุขภาพตา ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง ส่งเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน ช่วยบำรุงรักษาผิวหนัง เส้นผม เล็บ ป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก ช่วยการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมัน วิตามินบี 12 มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทและสมอง ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะสมองเสื่อมโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ป้องกันการเกิดอาการโลหิตจาง ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

สำหรับแร่ธาตุสำคัญที่ประกอบอยู่ในนม เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ส่งเสริมการทำงานของระบบหัวใจและระบบประสาท มีส่วนช่วยในการส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย
ช่วยให้กล้ามเนื้อบีบและคลายตัวได้อย่างเหมาะสม ลดการบีบรัดตัวของเส้นเลือดส่งผลให้ความดันเลือดปกติ มีบทบาทในกระบวนการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อภายในร่างกาย และยังช่วยรักษาสมดุลกรด-เบส ภายในร่างกาย ทำให้ระบบการทำงานของเซลล์ต่างๆ ทำงานได้อย่างปกติ และที่สำคัญแร่ธาตุเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า นมเป็นแหล่งอาหารที่ควรบริโภคเพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญอย่างครบถ้วนและหลากหลาย เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างสมวัยและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งการบริโภคนมควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำการดื่มนมในแต่ละกลุ่ม ดังนี้

n หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรดื่มนมรสจืดทุกวัน วันละ 2-3 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกและช่วยการในเจริญเติบโตของทารก โดยหากดื่มนมแล้วมีอาการท้องอืด แน่นท้อง อาจปรับโดยดื่มทีละน้อยแล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณ หรือเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมประเภทอื่นๆ แทน เช่น โยเกิร์ตชนิดธรรมดาที่ไม่มีการปรุงแต่งรสมีปริมาณน้ำตาลน้อย

n เด็กอายุ 1-3 ปี ควรดื่มนมรสจืด วันละ 2 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) เสริมจากนมแม่ และเด็กอายุ 4-5 ปี ควรดื่มนมรสจืด วันละ 2-3 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) หลีกเลี่ยงนมที่มีการปรุงแต่งรสชาติเพื่อลดความเสี่ยงการบริโภคน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กมีน้ำหนักเกินหรืออ้วน และมีโอกาสเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคตได้

n เด็กวัยเรียน อายุ 5-18 ปี ควรดื่มนมรสจืด วันละ 2-3 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) ซึ่งอาจจัดเป็นอาหารว่างให้เด็กทุกวัน วันละ 2 มื้อเนื่องจากนมจัดเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสม ไม่หวานจัด ไม่เค็มจัด และไม่มีไขมันสูง และควรให้ดื่มก่อนอาหารมื้อหลัก 90-120 นาที

n ผู้ใหญ่ ควรเลือกดื่มนมรสจืด พร่องมันเนยหรือขาดมันเนย (ไขมัน 0%) วันละ 1-2 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) หลีกเลี่ยงการดื่มนมที่มีการปรุงแต่งรสชาติ นมเปรี้ยว ที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินความต้องการจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น

n ผู้สูงอายุ ควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) โดยเลือกดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนย หรือในบางรายที่ไม่สามารถดื่มผลิตภัณฑ์นมจากสัตว์ได้ อาจเลือกดื่มนมถั่วเหลืองที่มีน้ำตาลน้อย เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพ ลดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ป้องกันกล้ามเนื้อลีบ ลดการได้รับปริมาณไขมันและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย ป้องกันการเกิดภาวะอ้วนและความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ ป้องกันภาวะกระดูกพรุนอีกด้วย

n ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูงโรคเบาหวาน ควรเลือกดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย หรือเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่มีการปรุงแต่งรสชาติและมีปริมาณไขมันต่ำ

สำหรับการเลือกนมและผลิตภัณฑ์จากนมในการบริโภคเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ผู้บริโภคควรอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อทุกครั้งหรืออาจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์อาหารไทยหัวใจดี ที่ส่งเสริมให้ลดความหวาน ความเค็ม และไขมัน จึงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ได้

สำหรับ ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทยหัวใจดี ของมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดี ได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ มองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่ผลิตภัณฑ์

ข่าวประชาสัมพันธ์จาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ และหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99ต่อ 1101, 1760, 1761

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

เครียดมากเกินไป ระวังหมดไฟก่อนวัยอันควร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809939

เครียดมากเกินไป ระวังหมดไฟก่อนวัยอันควร

เครียดมากเกินไป ระวังหมดไฟก่อนวัยอันควร

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.30 น.

“ความเครียด” เป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำกัดเพศหรือวัยแต่การ “เครียดเรื้อรัง” สะสมไปเรื่อยๆ สามารถส่งผลกระทบกับสุขภาพกาย สุขภาพจิตได้ ซึ่งสาเหตุของความเครียด มีได้มากมาย ตั้งแต่เรื่องการงาน การเรียน เพื่อนฝูง ครอบครัว หรือความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านบวก หรือด้านลบ สำหรับบางคน การวางแผนไปเที่ยววันหยุด ก็อาจทำให้เครียดขึ้นมาได้

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์โรงพยาบาลBMHH-Bangkok Mental Health Hospitalให้ข้อมูลว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องพบเจอกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย ทั้้งด้านร่างกาย จิตใจ รวมถึงวิถีชีวิต การเข้าสังคม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ย่อมมาพร้อมกับความเครียด ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว หากไม่สามารถปรับตัวให้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ อาจจะทำให้เกิดการท้อแท้ สิ้นหวัง หมดไฟก่อนวัยซึ่งปัญหาเหล่านี้ พ่อแม่ผู้ปกครองควรเอาใส่ใจติดตามสังเกต และดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยลูกจัดการ ระบายความเครียด

นพ.ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์

สาเหตุความเครียดของวัยรุ่น “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด”

โดยธรรมชาติแล้ว วัยรุ่น เป็นวัยที่แสวงหาตัวตน การได้รับการยอมรับซึ่งบ่อยครั้งสิ่งนี้ทำให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบกับเพื่อนพี่น้อง หรือบุคคลอื่นๆ และในสมัยนี้มีการใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น ซึ่งยิ่งเป็นการทำให้เกิดการเปรียบเทียบได้ง่าย และเด่นชัดยิ่งขึ้น จนสามารถก่อให้เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ คิดว่าตัวเองไม่ดีเท่าคนอื่น สิ่งเหล่านี้ สามารถก่อให้เกิดความเครียด เพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน ที่วัยรุ่นต้องเจออยู่แล้ว สังเกตวัยรุ่นที่บ้าน เข้าสู่ความเครียดมากเกินไปหรือไม่

สุขภาพทางใจ : พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป เช่น จากเป็นคนร่าเริง เปลี่ยนเป็นคนเก็บตัว เหม่อลอย ไม่มีสมาธิ เบื่อท้อ เศร้า อาจมีการพูดในเชิงลบ ด้อยค่า กับตัวเองหรือผู้อื่นมากขึ้น รวมถึงการเขียนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ลงโซเชียลมีเดีย

สุขภาพทางกาย : สิ่งที่สังเกตได้ง่ายๆ คือ พฤติกรรมการกินและการนอนบางคนอาจจะกินมากขึ้น กินจนควบคุมไม่ได้ หรือ บางคนอาจจะเบื่ออาหารซึ่งทำให้น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงไปจนผิดปกติ สำหรับการนอน บางคนอาจจะนอนมากขึ้น แต่ตื่นมาไม่สดใส หรือบางคนก็อาจจะมีอาการนอนไม่หลับ นอกจากนี้ ความเครียดยังสามารถก่อให้เกิดอาการทางกายอื่นๆ เช่น ปวดหัว ปวดตามตัว ใจสั่น อ่อนเพลีย เป็นต้น

พ่อแม่ รับบท ผู้รับฟัง ไม่ใช่“ผู้ตัดสิน”

คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ควรตระหนักถึงความสำคัญของการรู้จักเป็นผู้ฟังที่ดี และควรพยายามเปิดใจฟัง โดยไม่ตัดสินว่าสิ่งที่ลูกพูดหรือทำนั้น ผิดหรือถูก การที่ลูกมาพูดคุยด้วย เขาอาจจะแค่อยากมีคนรับฟัง โดยไม่ได้อยากได้คำแนะนำ หรือ คำสั่งสอน บ่อยครั้ง พ่อแม่มักจะหวังดี อยากช่วย จึงด่วนให้คำแนะนำไปโดยที่ลูกยังไม่ได้รู้สึกว่าได้รับการรับฟัง ซึ่งสิ่งนี้ อาจจะทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกตัดสิน และรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะพูดออกไปสิ่งสำคัญ คือ การสื่อสารออกไปว่าพ่อแม่อยู่พร้อมตรงนี้ และคอยสนับสนุนในบางกรณี พ่อแม่อาจจะกระตุ้นให้ลูกคิดถึงแง่มุมต่างๆ ของปัญหา ชวนให้ลูกคิด ช่วยร่วมวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา และวิธีการแก้ไข โดยที่ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วก็ตาม แต่ควรให้โอกาสลูกได้คิดได้ตัดสินใจด้วยตนเองด้วย

ความเครียด ถือได้ว่าเป็นภาวะที่ต้องให้ความใส่ใจและถึงแม้ว่าจะไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเหมือนอาการบาดเจ็บภายนอกร่างกาย แต่ก็สามารถส่งผลกระทบได้ ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

วิธีการดูแลเบื้องต้น มีดังนี้ พยายามแยกแยะว่า เรื่องที่เครียดนั้น เป็นเรื่องที่ควบคุมได้ หรือ ควบคุมไม่ได้ การคิดต่อไป เกิดประโยชน์แค่ไหน, หากเริ่มรู้สึกว่าจมอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป พยายามดึงตัวเองออกมา ผ่านการทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ออกไปเดินเล่น ออกไปเจอเพื่อน, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที เพื่อช่วยบรรเทาความเครียด รวมถึงช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น, นอนหลับพักผ่อน ทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลายความเครียดและอารมณ์แจ่มใสขึ้น และรับประทานอาหารมีประโยชน์

หากใครสงสัยว่าตนเองมีภาวะเครียดสะสม เครียดเรื้อรัง และยังจัดการไม่ได้ ควรปรึกษาจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา เพื่อรับการประเมิน และการดูแลรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

จากเกษตรสู่วงการแฟชั่น แบรนด์ Mr.Leaf บนเส้นทางสู่การเป็นแบรนด์รักษ์โลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809950

จากเกษตรสู่วงการแฟชั่น แบรนด์ Mr.Leaf  บนเส้นทางสู่การเป็นแบรนด์รักษ์โลก

จากเกษตรสู่วงการแฟชั่น แบรนด์ Mr.Leaf บนเส้นทางสู่การเป็นแบรนด์รักษ์โลก

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อดีตคุณครูที่เติบโตมากับการทำเกษตรกรรมจนได้ผันตัวมาสู่การเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่ายแต่สร้างสรรค์ จากการแปรรูปใบไม้ที่ร่วงหล่นแล้ว รวมถึงผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตร ธุรกิจเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2541 โดยเกิดจากการที่ ปรเมศร์ สายอุปราช ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Mr.Leaf กับเพื่อนชาวญี่ปุ่น เพื่อคิดค้นและสร้างผลิตภัณฑ์ทำมือที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่าง กระเป๋าเครื่องประดับ และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งใช้นวัตกรรมการผลิตและวัสดุทางเลือกที่ทำจากพืชแทนหนังสัตว์ นั่นคือ ใบสัก ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความคงทนและประสิทธิภาพในการกันน้ำได้อย่างดี

Mr.Leaf ถูกสร้างขึ้นจากแนวคิดหลัก4 อย่าง คือ ความสอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน ควบคู่ไปกับนวัตกรรม การออกแบบ และธรรมชาติ ในฐานะที่เป็นวิสาหกิจชุมชน จึงมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่ชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ โดยในปัจจุบันแบรนด์ Mr.Leaf ได้มีการส่งเสริมอาชีพผ่านการจ้างงานช่างฝีมือท้องถิ่นกว่า 40 คน บริษัทยังสนับสนุนการสร้างอาชีพจากงานฝีมือและผลักดันการพัฒนาความสามารถที่พวกเขามีอยู่อย่างต่อเนื่อง

ในช่วงแรกของการสร้างธุรกิจ เน้นไปที่การเจาะตลาดภายในประเทศเท่านั้น แต่ด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความคิดสร้างสรรค์ทำให้แบรนด์ Mr.Leaf ได้รับความนิยมในหมู่ลูกค้าที่รักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลก แบรนด์ Mr.Leaf มีการออกแบบสินค้าที่มีเอกลักษณ์และทันสมัย ซึ่งนอกจากจะมีความคงทนแล้วยังดูดีมีสไตล์ใช้งานได้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย ปัจจุบันบริษัทได้ขยายตลาดไปไกลกว่า 17 ประเทศทั่วโลก โดยมียอดสั่งซื้อที่เป็นการส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน เยอรมนี และประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 95% จากยอดขายสินค้าทั้งหมด

และด้วยความต้องการจากลูกค้าทั่วโลกที่เติบโตมากขึ้น จากวิสาหกิจชุมชน แบรนด์ Mr.Leaf ได้พัฒนาธุรกิจให้เติบโตต่อยอดสู่ระดับโลกด้วยความช่วยเหลือจาก เฟดเอ็กซ์ (FedEx) เนื่องจากตลาดที่สำคัญของ Mr. Leaf เริ่มขยายไปสู่ต่างประเทศ การร่วมมือกับพันธมิตรด้านการขนส่งที่เชื่อถือได้และมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง มีส่วนสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน Mr.Leaf จึงตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าของ เฟดเอ็กซ์ เพื่อประสบการณ์การขนส่งสินค้าที่ราบรื่นส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจและการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซให้เป็นไปตามความคาดหวังของ Mr.Leaf และลูกค้าของแบรนด์

ปรเมศร์ สายอุปราช กรรมการผู้จัดการ Mr.Leaf กล่าว “เฟดเอ็กซ์ ช่วยเสนอแนวทางเพื่อแก้ปัญหา และสามารถสนับสนุนการจัดส่งสินค้าไปยังต่างประเทศให้แก่เราได้เป็นอย่างดี ด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ ช่วยเหลือเราได้ ตั้งแต่การเตรียมเอกสารไปจนถึงการจัดการด้านศุลกากร ฯลฯ เฟดเอ็กซ์ ทำให้การขนส่งสินค้าไปยังต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายสำหรับเรา ในขณะที่ยังทำให้ลูกค้าของเราประทับใจ และที่สำคัญไปมากกว่านั้น ด้วยความช่วยเหลือของเฟดเอ็กซ์ ทำให้เรามีเวลาไปมุ่งเน้นด้านการพัฒนาธุรกิจได้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เฟดเอ็กซ์ ได้ช่วยนำส่งผลิตภัณฑ์ของเราไปยังหน้าร้านแบรนด์ Mr.Leaf แห่งแรกในประเทศจีน นอกจากนี้เรายังได้เปิดสาขาเพิ่มอีก 7 แห่งในปีนี้ และเราตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้ขยายธุรกิจของเราไปยังประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ในปลายปีนี้ด้วยความช่วยเหลือของ เฟดเอ็กซ์”