คลิปไวรัลแชร์กระจาย น้ำตกหยุนไถ ในจีน ถูกจับโป๊ะ ‘ใช้ท่อปล่อยน้ำ’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2791191

คลิปไวรัลแชร์กระจาย น้ำตกหยุนไถ ในจีน ถูกจับโป๊ะ ‘ใช้ท่อปล่อยน้ำ’

6 มิ.ย. 2567 18:37 น.

คลิปไวรัลแชร์กระจาย น้ำตกหยุนไถ ในจีน ถูกจับโป๊ะ ‘ใช้ท่อปล่อยน้ำ’

คลิปไวรัลถูกแชร์กระจายในโซเชียลมีเดียของจีน เผยให้เห็น น้ำตกหยุนไถ น้ำตกชื่อดังในอุทยานแห่งชาติ มีการใช้ท่อปล่อยน้ำ ขณะที่ผู้จัดการอุทยานฯยอมรับ ปรับปรุงปริมาณน้ำตกเล็กน้อย ในช่วงหน้าแล้ง

สื่อต่างประเทศรายงาน ‘น้ำตกหยุนไถ’ น้ำตกชื่อดังในมณฑลเหอหนาน ทางภาคกลางของประเทศจีน กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย หลังจากมีคลิปไวรัลถูกแชร์สะพัดแล้วกว่า 70,000 ครั้ง นับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีคนบันทึกภาพ เผยให้เห็นว่า น้ำตกหยุนไถ ที่อุทยานแห่งชาติภูเขาหยุนไถ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนจัดให้เป็นอุทยานแห่งชาติระดับเกรด AAAAA นั้น ปรากฏว่า น้ำไหลออกมาจากท่อส่งน้ำ ไม่ใช่มาจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ

ภาพจากคลิปวิดีโอ แสดงให้เห็นว่ามีท่อส่งน้ำบริเวณเหนือน้ำตกหยุนไถ ซึ่งมีความสูง 314 เมตร บ่งชี้ให้เห็นว่าแหล่งน้ำของน้ำตกแห่งนี้ อาจไม่ใช่น้ำที่มาจากธรรมชาติ 

ด้านผู้จัดการอุทยานแห่งชาติหยุนไถ ได้ตอบโต้คลิปวิดีโอไวรัลนี้ ด้วยการอธิบายให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง ทำให้มีความจำเป็นต้องเสริมปริมาณน้ำ

‘(น้ำตก)ไม่สามารถรับประกันต่อนักท่องเที่ยวได้หรอกว่าจะสวยงามมากที่สุดในทุกฤดู ที่มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล’ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูเขาหยุนไถชี้แจง และยอมรับว่า มีการปรับปรุงเล็กน้อยในช่วงหน้าแล้ง

ขณะที่ผู้จัดการอุทยานแห่งชาติภูเขาหยุนไถยังได้แสดงความชื่นชมที่ผู้คนสนใจในเรื่องนี้ พร้อมทั้งสัญญาว่า น้ำตกหยุนไถในฤดูนี้สวยงามที่สุดและเป็นน้ำตกตามธรรมชาติ

ที่มา : CNN

เรือประมงฟิลิปปินส์ระเบิดไฟลุกท่วมกลางทะเล ลูกเรือดับ 6 ศพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2791113

เรือประมงฟิลิปปินส์ระเบิดไฟลุกท่วมกลางทะเล ลูกเรือดับ 6 ศพ

6 มิ.ย. 2567 14:30 น.

เรือประมงฟิลิปปินส์ระเบิดไฟลุกท่วมกลางทะเล ลูกเรือดับ 6 ศพ

เกิดอุบัติเหตุเรือประมงสัญชาติฟิลิปปินส์ระเบิดไฟลุกท่วมกลางทะเล เป็นเหตุให้คนงานเสียชีวิต 6 ศพ และได้รับการช่วยเหลือ 6 ราย

เหตุเรือประมงระเบิดกลางทะเล เกิดขึ้นห่างจากชายฝั่งจังหวัดเซบูทางตอนกลางของฟิลิปปินส์ราว 3 กิโลเมตร โดยหน่วยยามฝั่งได้รีบรุดเข้าให้ความช่วยเหลือ แต่สามารถช่วยชีวิตลูกเรือประมงได้เพียง 6 คน ในขณะที่อีก 6 คนเสียชีวิต

โดยลูกเรือที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว โดยส่วนใหญ่มีอาการช็อกจากเหตุการณ์ รวมทั้งบางคนยังอาการสาหัสเกินกว่าที่จะให้การต่อหน่วยสืบสวน ว่าสาเหตุของเหตุระเบิดเกิดจากอะไรกันแน่

ทั้งนี้ เบื้องต้นมีรายงานว่า เรือประมงไม้มีปัญหาขัดข้องทางเครื่องยนต์ ก่อนที่จะเกิดการระเบิดขึ้น และตามมาด้วยไฟไหม้ ทำให้ชาวประมงบางส่วนได้รับบาดเจ็บ และบางส่วนกระโดดลงจากเรือด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่หน่วยยามฝั่งจะไปถึงและช่วยดับไฟ รวมทั้งช่วยเหลือลูกเรือ

ทั้งนี้ อุบัติเหตุทางทะเลเกิดขึ้นบ่อยครั้งในฟิลิปปินส์ เนื่องจากมีพายุคลื่นลมแรงในทะเลบ่อยครั้ง ขณะที่เรือที่ใช้งานมีสภาพเก่า บรรทุกน้ำหนักเกิน รวมทั้งไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย

โดยเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1987 เรือเฟอร์รี่ที่มีผู้โดยสารเกินความจุได้อับปางลงหลังชนเข้ากับเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึงกว่า 4,300 คน ซึ่งนับเป็นโศกนาฏกรรมทางทะเลครั้งเลวร้ายที่สุดของโลก โดยถูกขนานนามว่าเป็นไททานิกแห่งเอเชีย.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฟิลิปปินส์

กลุ่มผู้แปรพักตร์ไม่สนคำเตือน ส่งบอลลูนไปเกาหลีเหนือ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2791085

กลุ่มผู้แปรพักตร์ไม่สนคำเตือน ส่งบอลลูนไปเกาหลีเหนือ

6 มิ.ย. 2567 14:26 น.

กลุ่มผู้แปรพักตร์ไม่สนคำเตือน ส่งบอลลูนไปเกาหลีเหนือ

กลุ่มผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ ระบุว่า ได้ส่งบอลลูนข้ามไปยังเกาหลีเหนือ พร้อมใบปลิวที่มีข้อความวิพากษ์วิจารณ์ นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

กลุ่มผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ ระบุว่า ได้ส่งบอลลูนไปยังเกาหลีเหนือพร้อมใบปลิววิพากษ์วิจารณ์ นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เพียงไม่กี่วันหลังจากที่เกาหลีเหนือส่งบอลลูนขยะหลายพันลูกข้ามมายังเกาหลีใต้

พัค ซังฮัก ผู้แปรพักตร์ที่หลบหนีออกจากเกาหลีเหนือในปี 2543 กล่าวว่า กลุ่มนักสู้เพื่อปลดปล่อยเกาหลีเหนือของเขาได้ปล่อยบอลลูน 10 ลูก จากเมืองโพชอน พร้อมใบปลิว 200,000 ใบ แฟลชไดรฟ์ 5,000 ชิ้น ที่บรรจุซีรีส์และเพลงเคป๊อป รวมถึงธนบัตร 1 ดอลลาร์ จำนวน 2,000 ใบ

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้แปรพักตร์ และนักเคลื่อนไหวชาวเกาหลีเหนือในเกาหลีใต้ ได้ปล่อยบอลลูนพร้อมใบปลิวต่อต้านรัฐบาลเกาหลีเหนือ และกล่องความช่วยเหลือ ข้ามชายแดนไปยังเกาหลีเหนือ

การเคลื่อนไหวล่าสุดของ นายพัค เกิดขึ้นหลังจากที่เกาหลีเหนือกล่าวว่า ได้ส่งบอลลูน 3,500 ลูก พร้อมขยะหนัก 15 ตัน ไปยังเกาหลีใต้ โดยพบว่าบอลลูนบางลูกบรรทุกสิ่งปฏิกูล ส่งผลให้เกาหลีใต้ระงับข้อตกลงทางทหารระหว่างสองเกาหลีในปี 2561 และกลับมาดำเนินกิจกรรมทางทหารบริเวณชายแดนอีกครั้ง

รูปภาพของ นายพัค เผยให้เห็นใบปลิวแผ่นหนึ่งซึ่งประกอบด้วยรูปถ่ายของนายคิมและน้องสาวของเขา พร้อมข้อความว่า “ศัตรูของประชาชน คิม จอง อึน ส่งความโสโครกและขยะให้กับประชาชนของสาธารณรัฐเกาหลี แต่เราผู้แปรพักตร์ส่งความจริงและความรักถึงเพื่อนร่วมชาติชาวเกาหลีเหนือของเรา” ส่วนภาพอื่นๆ แสดงให้เห็น นายพัคและกลุ่มนักเคลื่อนไหวถือบอลลูนพร้อมพัสดุในเวลากลางคืน

กลุ่มยังระบุในแถลงการณ์ว่า “คิม จอง อึน สร้างความดูถูกและความอัปยศอดสูที่เลวร้ายที่สุดต่อผู้คนของเรา 50 ล้านคน” โดยอ้างถึงบอลลูนขยะ และให้คำมั่นว่าจะส่งใบปลิวต่อไปจนกว่านายคิมจะขอโทษ

ประธานาธิบดี ยุน ซอก ยอล ของเกาหลีใต้ กล่าวสุนทรพจน์ในวันรำลึกทหารผ่านศึกวันนี้ (6 มิ.ย.) ยืนยันคำสัญญาของเขาที่จะสร้างสันติภาพอย่างเข้มแข็ง ซึ่งเขากล่าวว่าจะช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเกาหลีเหนือ ช่วยฟื้นฟูเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของประชาชน และบรรลุความสามัคคีในท้ายที่สุด

ในทางเทคนิคแล้วเกาหลีทั้งสองยังคงอยู่ในภาวะสงคราม หลังจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 สิ้นสุดลงด้วยการสงบศึก ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ และเกาหลีเหนือประณามผู้แปรพักตร์มานานแล้วว่าเป็น “ขยะมนุษย์”

หลังจากเกาหลีใต้เตือนว่าอาจนำเครื่องขยายเสียงมาเปิดตามแนวชายแดนอีกครั้ง หลังจากหยุดไปนานถึง 6 ปี เกาหลีเหนือกล่าวว่าจะหยุดส่งบอลลูนขยะ แต่ประกาศว่าจะกลับมาทำอีกครั้ง หากเกาหลีใต้ส่งใบปลิวต่อต้านเกาหลีเหนืออีก

รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุเมื่อวันพุธว่า พวกเขากำลังติดตามประเด็นการส่งใบปลิวข้ามชายแดน แม้จะตั้งข้อสังเกตว่าการปฏิบัติดังกล่าวได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น.

ที่มา Reuters

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

อิสราเอลโหด ส่งบินรบยิงจรวด ถล่ม ร.ร.UN ในกาซา-ชาวปาเลสไตน์ดับกว่า 30 ศพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2791116

อิสราเอลโหด ส่งบินรบยิงจรวด ถล่ม ร.ร.UN ในกาซา-ชาวปาเลสไตน์ดับกว่า 30 ศพ

6 มิ.ย. 2567 14:53 น.

อิสราเอลโหด ส่งบินรบยิงจรวด ถล่ม ร.ร.UN ในกาซา-ชาวปาเลสไตน์ดับกว่า 30 ศพ

(ภาพประกอบ)

กองทัพอิสราเอลโหดอีก โจมตีทางอากาศถล่มโรงเรียนแห่งหนึ่งของสหประชาชาติ (UN) ซึ่งมีชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคนมาพักพิงขณะอพยพหนีภัยสงคราม ทางตอนกลางของฉนวนกาซา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 32 ศพ

กองทัพอิสราเอลแถลงเมื่อ 6 มิ.ย. 2567 ว่า ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มโรงเรียนของสหประชาชาติแห่งหนึ่ง เนื่องจากเป็น ‘บ้าน’ ของสมาชิกกลุ่มฮามาส

ด้านผู้สื่อข่าวในพื้นที่เปิดเผยกับบีบีซี ว่า เครื่องบินรบของอิสราเอลลำหนึ่งได้ยิงจรวด (มิสไซล์) 2 ลูกโจมตีโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในค่ายอพยพนูเซรัต ทำให้ชั้นบนของอาคารแห่งนี้พังเสียหาย มีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 32 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่รถพยาบาล และทีมแพทย์ พยาบาล หน่วยกู้ภัย ต่างพยายามช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

กองทัพอิสราเอลส่งเครื่องบินรบยิงจรวดโจมตีโรงเรียนแห่งหนึ่งของสหประชาชาติ (UN) ทางตอนกลางของฉนวนกาซา เมื่อ 5 มิ.ย.2567 ทำให้ชาวปาเลสไตน์ดับอีกอย่างน้อย 32 ศพ

ต่อมา สำนักงานสื่อของฮามาสได้ประณามอิสราเอลว่า ปฏิบัติการ ‘สังหารหมู่อย่างสยดสยอง’ ในขณะที่นายอิสมาอิล อัล-ธาเวบตา ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อของฮามาส ได้ปฏิเสธคำอ้างของกองทัพอิสราเอลที่ว่าโรงเรียนของ UN แห่งนี้เป็นที่หลบซ่อนของกองบัญชาการกลุ่มฮามาส

ทั้งนี้ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ได้ปฏิบัติการโจมตีที่แม่นยำต่อสถานที่ซึ่งเป็นที่หลบซ่อนของกลุ่มฮามาสที่ซ่อนอยู่ในโรงเรียนของหน่วยงานสหประชาชาติ UNRWA ในพื้นที่ค่ายอพยพนูเซรัต ในขณะที่กองทัพอิสราเอลได้หวนกลับมาปฏิบัติการโจมตีทางตอนกลางของฉนวนกาซาอีกครั้ง หลังจากเปิดฉากทำสงครามรอบใหม่ในกาซา ตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2566 เพื่อพยายามปราบปรามสมาชิกกลุ่มฮามาสที่บุกโจมตีอิสราเอล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1,200 ศพ และลักพาตัวประกันมาประมาณ 230 ราย

ที่มา :BBC, Aljazeera

ผวา องค์การอนามัยโลก ยืนยันพบคนเสียชีวิตจากไข้หวัดนก H5N2 รายแรกของโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2791086

ผวา องค์การอนามัยโลก ยืนยันพบคนเสียชีวิตจากไข้หวัดนก H5N2 รายแรกของโลก

6 มิ.ย. 2567 13:36 น.

ผวา องค์การอนามัยโลก ยืนยันพบคนเสียชีวิตจากไข้หวัดนก H5N2 รายแรกของโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยัน มีชายชาวเม็กซิโก เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธ์ุ H5N2 เป็นรายแรกของโลก 

WHO รายงานเมื่อ 5 มิ.ย. 2567 ว่าผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N2 รายแรกของโลก เป็นชายวัยกลางคน อายุ 59 ปี อาศัยอยู่ที่กรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก โดยเขาได้ถูกส่งเข้าโรงพยาบาล เมื่อ 17 เมษายน ที่ผ่านมา หลังอาการป่วยรุนแรงมากขึ้น ทั้งไข้สูงขึ้น หายใจหอบและท้องเสีย ก่อนที่จะเสียชีวิตในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา

ผู้เสียชีวิตคนดังกล่าว ไม่มีประวัติสัมผัสกับสัตว์ปีกหรือสัตว์อื่นๆ ในขณะที่เขามีปัญหาสุขภาพหลายอย่างอยู่ก่อนแล้ว โดยเขาป่วยมาแล้วประมาณ 3 สัปดาห์ ก่อนจะมีอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัดนก และต่อมา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจสอบพบว่าผู้ป่วยชายรายนี้ติดเชื้อไข้หวัดนก H5N2 เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2567

องค์การอนามัยโลก ระบุในรายงานแจ้งทั่วโลกว่า เป็นครั้งแรกที่มีการยืนยันในห้องแล็บว่าพบคนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A ( Influenza A ) H5N2 ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดนกที่ระบาดในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก 

อย่างไรก็ตาม WHO ระบุเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลที่ได้รับมาในขณะนี้ องค์การอนามัยโลกได้ประเมินถึงความเสี่ยงที่เชื้อไข้หวัดนก H5N2 จะแพร่ติดต่อสู่คนยังอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับเชื้อไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N2 นั้น เป็นไข้หวัดนก สายพันธุ์มรณะ จึงทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์ปีกในเม็กซิโกกังวลมากขึ้น 

เชื้อไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N2 เป็นหนึ่งในสายพันธุ์อันตรายที่สุด และเป็นที่รู้กันดีว่าสามารถแพร่ติดต่อจากนกหรือสัตว์ปีกเพียงตัวเดียวไปยังนกทั้งฝูงภายในเวลาเพียง 24-48 ชั่วโมง โดยเจ้าหน้าที่คาดประมาณว่าไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N2 ฆ่านกในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว ไปแล้วมากกว่า 10 ล้านตัว 

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : metro

สหรัฐฯ พบผู้ป่วยติดเชื้อซาลโมเนลลาจากแตงกวา ระบาดลามใน 25 รัฐ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2791071

สหรัฐฯ พบผู้ป่วยติดเชื้อซาลโมเนลลาจากแตงกวา ระบาดลามใน 25 รัฐ

6 มิ.ย. 2567 12:05 น.

สหรัฐฯ พบผู้ป่วยติดเชื้อซาลโมเนลลาจากแตงกวา ระบาดลามใน 25 รัฐ

ประชาชนจาก 25 รัฐในสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการระบาดของเชื้อซาลโมเนลลาที่ทำให้มีอาการอาหารเป็นพิษ โดยพบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 162 ราย และมีอาการรุนแรงต้องหามส่งโรงพยาบาลถึง 54 ราย

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ และหน่วยงานสาธารณสุขของ 25 รัฐ รวมทั้งวอชิงตัน ดีซี กำลังเร่งสอบสวนหาต้นตอของการระบาดของเชื้อซาลโมเนลลาที่เชื่อมโยงกับแตงกวา หลังพบผู้ติดเชื้อล้มป่วยด้วยอาการอาหารเป็นพิษมากถึง 162 ราย และมี 54 รายที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยผลจากการตรวจสอบเบื้องต้นบ่งชี้ว่า เชื้อซาลโมเนลลาน่าจะมีการปนเปื้อนมากับแตงกวาของบริษัท “เฟรช สตาร์ โปรดิวซ์” จนต้องมีการเรียกคืนแตงกวาที่ส่งออกไปขายใน 14 รัฐเมื่อ 2 วันก่อน

อย่างไรก็ตาม ทางการยังคงมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาต้นตอของการติดเชื้อที่แท้จริงต่อไป โดยเชื้อซาลโมเนลลา ทำให้เกิดการติดเชื้อร้ายแรงจนถึงขั้นอาจถึงแก่ชีวิตได้ในเด็ก ผู้อ่อนแอ หรือผู้สูงอายุ ส่วนคนที่ร่างกายแข็งแรง เชื้อแบคทีเรียนี้จะทำให้มีอาการไข้ ท้องร่วง คลื่นไส้ วิงเวียน อาเจียน และปวดท้อง โดยบางรายเชื้อแบคทีเรียนี้อาจจะเข้าสู่กระแสเลือด และทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้

สำหรับเคสของผู้ป่วยที่เชื่อมโยงกับการระบาดครั้งนี้ เริ่มพบครั้งแรกเมื่อ 11 มีนาคมที่ผ่านมา และมีการระบาดต่อเนื่องมาจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม โดยพบทั้งในกรุงวอชิงตัน ดีซี แอละแบมา อาร์คันซอส์ คอนเนคติกัต ฟลอริดา จอร์เจีย ไอดาโอ อินเดียนา เคนตักกี เมน แมริแลนด์ แมสซาชูเซตส์ มิชิแกน มินนิโซตา มิสซูรี นิวเจอร์ซีย์ นิวยอร์ก นอร์ท แคโรไลนา โอไฮโอ เพนซิลเวเนีย โรด ไอส์แลนด์ เซาท์ แคโรไลนา เทนเนสซี เทกซัส เวอร์จิเนีย และเวสต์เวอร์จิเนีย
ขณะเดียวกันทั้ง CDC และ FDA ยังสืบสวนการระบาดอีกชุดหนึ่งของเชื้อซาลโมเนลลาที่ทำให้มีผู้ป่วย 158 ราย ใน 23 รัฐ เพื่อพิจารณาว่าการระบาดทั้ง 2 เหตุการณ์เชื่อมโยงกับอาหารชนิดเดียวกันหรือไม่.

ที่มา : CBS

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สหรัฐอเมริกา

3 เด็กประถมพบโครงกระดูก “ทีเร็กซ์” อายุ 67 ล้านปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2791062

3 เด็กประถมพบโครงกระดูก "ทีเร็กซ์" อายุ 67 ล้านปี

6 มิ.ย. 2567 12:00 น.

3 เด็กประถมพบโครงกระดูก “ทีเร็กซ์” อายุ 67 ล้านปี

เด็กชายชาวอเมริกัน 3 คน ค้นพบฟอสซิล “ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์” หรือ “ทีเร็กซ์” อายุ 67 ล้านปี ระหว่างเดินสำรวจพื้นที่รกร้าง ในรัฐนอร์ทดาโกตา ของสหรัฐฯ

เด็กๆ 3 คน ซึ่งประกอบด้วยพี่น้องสองคน และลูกพี่ลูกน้อง บอกว่า พวกเขาถึงกับ “พูดไม่ออก” เมื่อพบกระดูกไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ขณะออกไปท่องเที่ยวในพื้นที่รกร้างในรัฐนอร์ทดาโกตา โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 เลียมและเจสซิน ฟิชเชอร์ ซึ่งตอนนั้นอายุ 7 ขวบ และ 10 ขวบ และ ไคเดน แมดเซน ลูกพี่ลูกน้องของทั้งสอง ซึ่งตอนนั้นอายุ 9 ขวบ กำลังเดินป่าที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานจัดการที่ดินของสหรัฐฯ ใกล้เมืองมาร์มาร์ธ เมืองเล็กๆ ที่รู้จักในฐานะเมืองหลวงไดโนเสาร์ของรัฐนอร์ทดาโกตา

ทั้งสามคนประกาศการค้นพบต่อสาธารณะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 มิ.ย.) ในงานแถลงข่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์เดนเวอร์ เตรียมจัดนิทรรศการพิเศษที่เรียกว่า Discovering Teen Rex ในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ ซึ่งตรงกับวันเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง “T.REX” ที่เล่าเรื่องราวการค้นพบครั้งนี้

เด็กทั้ง 3 คน พร้อมกับ นายแซม ฟิชเชอร์ พ่อของเด็กชาย 2 คน บังเอิญพบกับกระดูกของไดโนเสาร์ ซึ่งน่าจะถูกฝังไว้เมื่อประมาณ 67 ล้านปีก่อน ในกลุ่มหินเฮลครีก ซึ่งเป็นพื้นที่สำรวจด้านบรรพชีวินวิทยายอดนิยม ที่ครอบคลุมพื้นที่รัฐมอนทานา ไวโอมิง และดาโกตา

เลียม ฟิชเชอร์ กล่าวว่า เขาคิดว่ากระดูกที่ยื่นออกมาจากหินเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “ก้อนกระดูกไดโนเสาร์” ซึ่งเป็นชื่อเรียกเศษฟอสซิลที่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะระบุได้ โดยนายเลียมได้แชร์รูปภาพดังกล่าวให้เพื่อนดู

ในตอนแรก ไทเลอร์ ไลสัน ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ด้านบรรพชีวินวิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลังที่ทำงานในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์เดนเวอร์ กล่าวว่า เขาคิดว่ามันเป็นไดโนเสาร์ปากเป็ดที่ค่อนข้างธรรมดา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ฮาโดรซอร์ แต่ระหว่างการขุดหินทรายในปีถัดมา พวกเขาไม่พบกระดูกคอของปากเป็ดอย่างที่คาดไว้ กลับกลายเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงแทน โดยพบว่าขากรรไกรล่างมีฟันหลายซี่ยื่นออกมา ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นของไทแรนโนซอรัส เร็กซ์

เมื่อพิจารณาจากขนาดของกระดูกหน้าแข้ง ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าไดโนเสาร์ตัวนี้มีอายุ 13-15 ปี ตอนที่มันตาย และน่าจะมีน้ำหนักประมาณ 1,587.6 กิโลกรัม

พิพิธภัณฑ์ฯ ประเมินว่า ฟอสซิลของทีเร็กซ์จะใช้เวลาประมาณหนึ่งปีกว่าที่เจ้าหน้าที่จะสามารถขุดขึ้นมาได้ทั้งหมด จนถึงขณะนี้พบกระดูกส่วนขา สะโพก เชิงกราน กระดูกก้นกบ 2-3 ชิ้น และกะโหลกศีรษะบางส่วน มากกว่า 100 ชิ้น และยังไม่ชัดเจนว่าตัวอย่างนี้มีความสมบูรณ์เพียงใด

พื้นที่ที่มีการค้นพบนี้อยู่ห่างจากเขตสงวนแม่น้ำไชแอนน์ ซึ่งเป็นสถานที่ค้นพบฟอสซิลของหนึ่งในทีเร็กซ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดเมื่อปี 2533.

ที่มา The Guardian

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

เลือกตั้งอินเดียสุดผิดคาด ทำไมพรรคโมดีได้ สส.น้อยลงอย่างน่าตกใจ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2791013

เลือกตั้งอินเดียสุดผิดคาด ทำไมพรรคโมดีได้ สส.น้อยลงอย่างน่าตกใจ

6 มิ.ย. 2567 09:15 น.

เลือกตั้งอินเดียสุดผิดคาด ทำไมพรรคโมดีได้ สส.น้อยลงอย่างน่าตกใจ

  • การเลือกตั้งใหญ่ของอินเดียสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว ด้วยชัยชนะของพรรค BJP กับกลุ่มพันธมิตรของพวกเขา แต่พวกเขากลับได้ สส.น้อยลงอย่างน่าตกใจ
  • นักวิเคราะห์มองว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะปัญหาความเป็นอยู่และเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ส่งผลต่อการเลือกตั้งมากกว่าที่เคยคิดเอาไว้
  • ขณะเดียวกันก็มีการตั้งคำถามว่า นายโมดี จะสามารถปกครองรัฐบาลผสมที่ต้องจับมือร่วมกับพรรคอื่นๆ ต่างจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่ BJP ครองเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียวได้หรือไม่

การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศอินเดีย ซึ่งจัดมาราธอนนานร่วม 6 สัปดาห์ ถึงจุดสิ้นสุดอย่างแท้จริงแล้วในวันอังคารที่ 4 มิ.ย. 2567 ที่ผ่านมา หลังผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการชี้ว่า พรรคภารตียชนตา (BJP) ของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี กับกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (NDA) ของเขา คว้าชัยชนะตามความคาดหมาย

แต่ที่ผิดคาดคือ พรรค BJP คว้าเสียงข้างมากในสภาไม่สำเร็จเป็นครั้งแรกรอบ 10 ปี จำนวน สส.หายไปมากกว่า 50 คน ทำให้พวกเขาต้องพึ่งพาพรรคอื่นๆ ในกลุ่มพันธมิตร เพื่อให้สามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ สวนทางกับกลุ่มฝ่ายค้านที่ทำผลงานได้ดีกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนมาก

อะไรเป็นสาเหตุให้พรรคของ นายโมดี ที่ดูเหมือนจะครองอำนาจอย่างมั่นคงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สูญเสีย สส.ในสภาไปมากมายขนาดนี้ ถึงขั้นทำให้พวกเขาคว้าเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดไม่สำเร็จ และเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 3 ของเขาอย่างไรบ้าง?

ผลการเลือกตั้งสุดผิดคาด

ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเสร็จเมื่อวันอังคารชี้ว่า พรรค BJP และกลุ่ม NDA ของนายโมดี ได้เก้าอี้ สส.ในสภาผู้แทนราษฎรมากพอจะจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไปเพื่อบริหารอินเดียได้ แต่พรรค BJP กลับได้ สส.ในสภาเพียง 240 คน จากทั้งหมด 543 คน ไม่ถึงครึ่ง หรือ 272 คน ซึ่งจำเป็นต่อการคว้าเสียงข้างมาก

ก่อนการเลือกตั้งจะเริ่มขึ้น นายโมดี ตั้งเป้าหมายว่ากลุ่มพันธมิตรของเขาจะต้องคว้าเก้าอี้ สส.ให้ได้ถึง 400 ที่นั่ง แต่ผลที่ออกมานอกจากจะผิดเป้าไปเยอะแล้ว พรรค BJP ของเขาจะได้ สส.ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ในปี 2562 ถึง 63 ที่นั่ง ทำให้เขาต้องพึ่งพาพรรคอื่นในกลุ่ม NDA เพื่อให้สามารถครองเสียงข้างมาในสภาได้

แต่ผลรวมที่ออกมาพบว่า BJP กับ NDA ได้ สส.รวมกันทั้งสิ้น 293 ที่นั่ง ลดลงจากการเลือกตั้งเมื่อ 5 ปีก่อน ที่พวกเขาได้เก้าอี้ในสภาไปถึง 353 ที่นั่ง และไม่เพียงพอที่จะคว้าเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด

ในขณะเดียวกัน INDIA กลุ่มพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านซึ่งนำโดยพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย ของนายราหุล คานธี ได้ สส.รวมมากถึง 234 คน โดยแค่พรรคคองเกรสฯ ก็ครองเก้าอี้ สส.ถึง 99 ที่นั่งแล้ว เพิ่มจาก 52 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งปี 2562 นอกจากนั้นพวกเขายังสามารถเบียดแทรกแย่ง สส.จากรัฐคุชราต บ้านเกิดของนายโมดี ที่ BJP ครองมาตลอดได้ 1 ที่นั่ง

ทำไมพรรคโมดีได้ สส.น้อยลงอย่างน่าตกใจ?

นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า สาเหตุที่ผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้ เป็นเพราะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่พอใจในปัญหาต่างๆ เช่น อัตราว่างงานสูง รวมถึงเทคนิคที่พรรค BJP ใช้เพื่อกดพรรคฝ่ายค้าน

ดร.อีร์ฟาน นูรุดดิน ศาสตราจารย์วิชาการเมืองอินเดีย จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ บอกกับสำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA) ว่า ปัญหาเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้มากกว่าที่พรรค BJP คาดเอาไว้ “เศรษฐกิจของอินเดียไม่ได้บูมอย่างที่ตัวเลขสถิติหลายๆ ตัวบ่งชี้ ค่าจีดีพีก็ดูดีเกินไปมากๆ”

นอกจากนั้นอินเดียก็กำลังเผชิญวิกฤติอัตราว่างงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยจากจำนวนประชากรมหาศาลถึง 1.4 พันล้านคน มีชาวอินเดียไม่ถึง 10% ที่ทำงานในระบบ (Formal Sector) และเกือบ 83% ของผู้ว่างงานในอินเดียเป็นกลุ่มคนอายุน้อย

“ความไม่พอใจในพื้นที่ชนบทนั้นสูงมาก และประชากรส่วนใหญ่ในอินเดียยังต้องหารายได้จากการทำเกษตรกรรมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นไปโดยไม่ค่อยดีนัก ความมั่นคงทางอาหารก็กำลังสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น” ดร.นูรุดดิน กล่าว

เขาเสริมด้วยว่า ถึงแม้บุคคลร่ำรวยผู้ครอบครองทรัพย์สินมหาศาลจะผุดขึ้นในอินเดียเป็นดอกเห็ด แต่นั่นไม่ใช่ความเป็นจริงสำหรับชาวอินเดียอีกหลายร้อยล้านคนที่เหลือ

“ผมคิดว่าพวกเขา… พบว่าการเน้นย้ำเรื่องปัญหาความยุติธรรมในสังคม และปัญหาเศรษฐกิจของกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้านนั้นน่าดึงดูดกว่า และบางทีพวกเขาอาจรู้สึกว่า BJP ขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องความปรารถนาและความต้องการของพวกเขา” ดร.นูรุดดิน ระบุ

ด้านนายนีรันจาน ซีร์การ์ สมาชิกอาวุโสจากศูนย์วิจัยนโยบาย ในกรุงนิวเดลี เน้นย้ำถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้จะมาถึง นั่นคือการที่ BJP ใช้สถาบันต่างๆ ของรัฐ เล่นงานและกดพรรคฝ่ายค้าน ทั้งการจับกุมมุขมนตรี, หลายคนถูกเจ้าหน้าที่ภาษีเข้าตรวจสอบ และบัญชีธนาคารถูกอายัด ทำให้ไม่สามารถหาเสียงได้อย่างที่ควร

“ผมคิดว่ามีการยอมรับการอย่างกว้างขวางกว่าที่คิดว่านี่อาจไม่ใช่การเลือกตั้งที่ยุติธรรมนัก และสำหรับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีการใช้วาทกรรมว่า นี่คือการเลือกตั้งเพื่อช่วยประชาธิปไตย” นายซีร์การ์ กล่าว

ขณะที่ ดร.นูรุดดิน บอกอีกว่า สิ่งที่น่าประหลาดใจอีกอย่างคือ พรรค BJP ทำผลงานในภาคเหนือของประเทศได้แย่มาก โดยเฉพาะที่รัฐอุตตรประเทศซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ และเป็นฐานเสียงที่ช่วยให้พวกเขาชนะการเลือกตั้งในปี 2557 และปี 2562

“ถ้อยคำรุนแรงมากมายที่ BJP เริ่มใช้ในการหาเสียงครั้งนี้ เกี่ยวกับการต่อต้านมุสลิมและเน้นย้ำเรื่องสัญลักษณ์นิยมทางศาสนานั้น ไม่โดนใจประชาชนเลย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นฐานเสียง ซึ่งนั่นค่อนข้างน่าประหลาดใจ และน่าตกใจสำหรับผู้สังเกตการณ์หลายคน” ดร.นูรุดดิน กล่าวเสริม

“คุณไม่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจของคนยากจนที่กำลังหิวโหย ด้วยการพูดถึงพระเจ้าและศาสนาตลอดได้”

BJP ไม่ได้เสียงข้างมาก ส่งผลกับโมดีอย่างไร?

ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พรรค BJP ครองเสียงข้างมากในสภาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใครมาตลอด ทำให้ นายโมดี สามารถสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่เด็ดขาด และน่าดึงดูดมาได้ตลอด แต่ตอนนี้เขาต้องพึ่งพาพรรคอื่นในการบริหารแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า เขาจะสามารถปกครองรัฐบาลได้หรือไม่

นายซีร์การ์ กล่าวว่า นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ เพราะเรารู้จัก นายโมดี เพียงในฐานะผู้ที่ปกครองด้วยอำนาจเด็ดขาดเท่านั้น และ ‘ปรากฏการณ์โมดี’ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็มีรากฐานมาจากการปกครองแบบนั้น โมดีที่ต้องประนีประนอมกับพรรคพวก ไม่ใช่โมดีที่ทุกคนรู้จักเลย

เมื่อวันอังคาร นายโมดี ให้เครดิต นายนิติช กุมาร ผู้นำพรรค JD(U) ที่พากลุ่มพันธมิตรชนะครั้งใหญ่ที่รัฐพิหาร แต่ 2 คนนี้มีความสัมพันธ์ที่ทั้งรักทั้งชังมานานแล้ว และพรรค JD(U) กับพรรค TDP ก็เคยสลับขั้วไปมาระหว่าง BJP กับพรรคฝ่ายค้านหลายครั้ง ทั้งสองพรรคยังพึ่งพาผู้โหวตชาวมุสลิม และเว้นระยะห่างจากนโยบายฮินดูเป็นใหญ่ของ BJP ด้วย

นายราชีด คิดไว นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวว่า นี่จะเป็นเรื่องยากสำหรับ นายโมดี เพราะกลุ่มพันธมิตรมาด้วยความคาดหวังบางอย่าง รวมถึงการนั่งตำแหน่งสำคัญ ซึ่งความสามารถในการต่อรองของเขาจะได้รับการทดสอบภายใต้รัฐบาลผสม ซึ่งไม่เกิดขึ้นในอินเดียมานานตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2557

“เกมที่เขาต้องเล่นคือ การทำให้พันธมิตรพอใจ และยอมสละเก้าอี้รัฐมนตรีบ้าง แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีความหมายมากนักในรัฐบาลอินเดีย อย่างที่เราเห็นมาตลอด” นายซีร์การ์ กล่าว

ขณะที่ นายนิลานจาน มุโคปัทยาย (Nilanjan Mukhopadhyay) ผู้เขียนอัตชีวประวัติของนายโมดี กล่าวว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม โมดี จำเป็นต้องจัดการข้อเรียกร้องของพันธมิตรอย่างพอเหมาะ หากเขาต้องการรักษารัฐบาลผสมของเขาเอาไว้

“โมดี ไม่มีทางเลือกอื่น หากเขาอยากปฏิบัติตัวเหมือนกับที่เขาทำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขาก็คงต้องออกจากตำแหน่ง” นายมุโคปัทยาย ระบุ “โมดี จะต้องมองหาอุปนิสัยใหม่ที่ถ่อมตัวและเปิดกว้าง พร้อมทำงานร่วมกับคนอื่น ซึ่งเป็นด้านที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากชายคนนี้”.


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : cna, aljazeera

จับตามติ กกต. พรุ่งนี้! หวั่นโมฆะ 7 มิ.ย. ส่อเลื่อนเลือก สว. ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576287

06 มิ.ย. 2567

19:00 น.

จับตามติ กกต. พรุ่งนี้! หวั่นโมฆะ 7 มิ.ย. ส่อเลื่อนเลือก สว. ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่

จับตา กกต. หารือพรุุ่งนี้ (7 มิ.ย.) หาทางออกปมโดน ศาล รธน. รับคำร้องชี้ขาด 4 มาตราในกฎหมาย เผย 2 ทางเลือก ถ้าเดินหน้าจัดต่อแล้วขัด รธน. ส่อโดนฟ้องให้โมฆะ ถูกเรียกค่าเสียหาย

6 มิ.ย. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่าในการประชุมของคณะกรรมการ กกต. จะมีการประชุมวันพรุ่งนี้ (7 มิ.ย.) เพื่อหารือในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย 4 มาตรา ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.2561 ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิธีการเลือก สว.ทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 107 หรือไม่ โดยคาดว่า สำนักงาน กกต. มีการประเมินข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และจะเสนอทางเลือกให้ กกต. 2 ทางด้วยกัน

มีรายงานว่า ทางเลือกแรก กกต.จะเสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 35 พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.2561 ประกาศเลื่อนการเลือก สว.ที่ระดับอำเภอกำหนดไว้ในวันที่ 9 มิ.ย. นี้ ออกไปก่อน เพื่อรอความชัดเจนการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจากศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการประเมินว่า หาก กกต.ยังคงยืนยันเดินหน้าจัดการเลือก สว.ตามแผนงานเดิมที่วางไว้ ย่อมเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นทั้งกับตัวผู้สมัคร และ กกต.

และอาจนำไปสู่การร้องให้การเลือก สว.เป็นโมฆะได้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่าการที่ทั้ง 4 มาตราของกฎหมายดังกล่าวกำหนดวิธีการเลือกว่า ผู้สมัคร สว.จะลงคะแนนเลือกตนเองก็ได้ แต่จะลงคะแนนให้บุคคลใดเกิน 1 คะแนน มิได้ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 107 ซึ่งก็จะทำให้ กกต.หนีไม่พ้นการถูกฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายเหมือนการเลือกตั้งในอดีต

นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญ เคยวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นโมฆะ สิ่งที่ตามมาคือ การฟ้องร้องหาผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย ทั้ง กกต. สำนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ต้องสู้คดีกันหลายปี ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นอีก เมื่อขณะนี้ขั้นตอนของการเลือก สว.ยังไม่เกิดขึ้น กระบวนการจัดการเลือกก็ยังอยู่ ผู้สมัครก็ยังถือว่าไม่เสียหาย

ดังนั้น ถ้า กกต.จะมีมติเลื่อนการเลือก สว.รอศาลฯ วินิจฉัยให้ชัดเจนเสียก่อนก็น่าจะเป็นผลดีกว่า เพราะก็คาดว่าไม่น่าเกิน 2 สัปดาห์ นับจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจากสำนักงานฯ ได้รับหนังสือแจ้งจากศาล รธน. ตั้งแต่ 5 มิ.ย. และกำลังเร่งทำคำชี้แจงส่งกลับไปอยู่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุม กกต.ว่าจะเห็นอย่างไร

ส่วนทางเลือกที่สอง สำนักงาน กกต. ยังจะเสนอในทีประชุม กกต.ถึงแนวทางการเลือก สว.ต่อไปหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทั้ง 4 มาตราไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า ในทางปฎิบัติสำนักงานฯ สามารถเริ่มกระบวนการเลือก สว.ได้ภายใน 7 วัน นับแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย แต่ถ้าศาล รธน. มีคำวินิจฉัยว่า ขัดรัฐธรรมนูญก็จะต้องมีการไปแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยกันได้มาซึ่งวุฒิสภา 2561 เสียก่อน ซึ่งก็จะใช้เวลานานพอสมควร โดย สว.ชุดปัจจุบัน จะยังคงรักษาการต่อไป
 

สำหรับมาตรา 35 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.2561 กำหนดว่า กรณีที่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการเลือก ระดับอำเภอ ระดับจังหวัดหรือระดับประเทศพร้อมกันทั่วราชอาณาจักรตามวันที่คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 12 (1) อันมิใช่เป็นกรณีตามมาตรา 34 และคณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ (5 เสียง) ว่าการดำเนินการเลือกต่อไปตามกำหนดวันเดิม จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือเรียบร้อย คณะกรรมการจะประกาศกำหนดวันเลือกใหม่ก็ได้ ในกรณีที่มีเหตุตามวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนน คณะกรรมการจะสั่งยกเลิก การเลือก และประกาศกำหนดวันเลือกใหม่ก็ได้

มีรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (7 มิ.ย.) สำนักงาน กกต.จะจัดงานเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงาน กกต.ครบรอบ 26 ปี โดยสำนักงานได้แจ้งนัดหมายสื่อมวลชนว่า ในเวลา 13.30 น. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. จะแถลงผลงาน กกต.ในโอกาสครบรอบ 26 ปี ซึ่งคาดว่าก็จะได้มีการชี้แจงถึงผลการประชุมในกรณีดังกล่าวด้วย

เริ่ม 1 พ.ค. มาตรการ กระตุ้นเที่ยวเมืองรอง – จัดสัมนา ลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576275

06 มิ.ย. 2567

17:19 น.

เริ่ม 1 พ.ค. มาตรการ กระตุ้นเที่ยวเมืองรอง - จัดสัมนา ลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000

ครม.เคาะ 2 มาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง ช่วงโลว์ซีซั่นตั้งแต่ 1 พ.ค.-30 พ.ย. นี้ จัดสัมมนาเมืองรองหักรายจ่ายได้ 2 เท่า

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (4 มิ.ย.) เห็นชอบมาตรการทางภาษีกระตุ้นการสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว ในเมืองรองช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว (Low Season) เพื่อเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวและจัดสัมมนาในเมืองรอง ในช่วงที่เข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นของประเทศไทย โดยเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในส่วนของประชาชนและบริษัทที่เป็นนิติบุคคล 

ทั้งนี้คาดว่ามาตรการนี้จะสูญเสียรายได้ตามที่กระทรวงการคลังประเมิน 1,500 ล้านบาท แต่คาดว่ามูลค่าที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจจะได้มากกว่า 1,500 ล้านบาทอย่างแน่นอน

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ครม.มีมติอนุมัติมาตรการทางภาษี เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวในเมืองรองช่วง Low Season ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ 2 มาตรการ ประกอบด้วย 

มาตรการภาษีกระตุ้นสัมมนาในประเทศ

สำหรับนิติบุคคล ให้สามารถนำรายจ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดขึ้นให้แก่ลูกจ้าง หรือค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเพื่อการอบรมสัมมนาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. – 30 พ.ย. 2567

โดยสามารถหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้

  1. หักรายจ่ายได้ 2 เท่า สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดใน “จังหวัดท่องเที่ยวรอง” หรือในเขตพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นใดที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
  2. หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ 1 
  3. ในกรณีที่การสัมมนาเกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ 1 และข้อ 2 ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้ว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ 1 หรือข้อ 2 และถ้าแยกไม่ได้ให้หัก 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

มาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง

สำหรับบุคคลธรรมดา สามารถนำค่าบริการที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทยหรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวใน “จังหวัดท่องเที่ยวรอง” ได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15,000 บาท หักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตั้งแต่ 1 พ.ค. ถึง 30 พ.ย. 2567 ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว (Low Season)

โดยทั้ง 2 มาตรการ ต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) 

“ทั้งนี้เชื่อว่า 2 มาตรการนี้จะตอบโจทย์ 2 อย่างพร้อมๆกัน นั่นคือ กระตุ้นการเที่ยวเมืองรอง และกระตุ้นการเที่ยวในประเทศในช่วง Low Season” นายเผ่าภูมิ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า การดำเนินมาตรการข้างต้นจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ 1,781.25 ล้านบาท ประกอบด้วย การดำเนินมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ประเภทภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจัดเก็บ 1,200 ล้านบาท โดยคำนวณจากจำนวนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่คาดว่าจะใช้สิทธิ์จำนวน 2,000 ราย ขณะที่ประมาณการค่าใช้จ่ายในการสัมมนารายละ 3 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท

ส่วนมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศสำหรับบุคคลธรรมดาคาดว่าจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 581.25 ล้านบาท โดยคำนวณจากจำนวนบุคคลธรรมดาที่คาดว่าจะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 250,000 ราย