เยอรมนีสุดระทึก เขื่อนแตก ฝนตกหนัก น้ำท่วมครั้งใหญ่ ดับแล้ว 4 ราย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2790643

เยอรมนีสุดระทึก เขื่อนแตก ฝนตกหนัก น้ำท่วมครั้งใหญ่ ดับแล้ว 4 ราย

4 มิ.ย. 2567 18:47 น.

เยอรมนีสุดระทึก เขื่อนแตก ฝนตกหนัก น้ำท่วมครั้งใหญ่ ดับแล้ว 4 ราย

ระทึก เขื่อนแตก ในรัฐบาวาเรีย ทางภาคใต้เยอรมนี หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำท่วมขยายวงกว้าง เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 1 นายดับสลดขณะพยายามช่วยผู้ประสบภัย

เจ้าหน้าที่เยอรมนี เปิดเผยว่า เกิดเหตุเขื่อนแตก 2 จุด หลังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 2-3 วันที่ผ่านมา ในรัฐบาวาเรีย ทางภาคใต้ของเยอรมนี ซึ่งเขื่อนดังกล่าว เป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำ Paar ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำดานูบ กระแสน้ำไหลบ่าทะลักท่วมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทางการพยายามอพยพประชาชนหนีอุทกภัย

ประชาชนหลายพันคนในรัฐบาวาเรีย และรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ก ต้องอพยพหนีภัยน้ำท่วม ตั้งแต่เกิดฝนตกหนักเมื่อวันศุกร์ที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ส่วนเมืองที่ประสบอุทกภัยหนักที่สุดเมืองหนึ่งในรัฐบาวาเรีย คือเมืองมานชิง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองมิวนิก ไปทางตะวันเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร โดยต้องมีการอพยพประชาชนราว 800 คน หลังเขื่อนที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง แตกหลังฝนตกหนัก

นายกรัฐมนตรีโอลาฟ โชลซ์ แห่งเยอรมนี ลงพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังเกิดฝนตกหนักในรัฐบาวาเรีย ทางภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.2657

มีรายงานว่า เหตุอุทกภัยในรัฐบาวาเรีย เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย โดยพบผู้เสียชีวิต 3 ราย ที่ห้องใต้ดินของบ้านเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่วนอีกรายเป็นอาสาสมัครดับเพลิงที่เสียชีวิต เนื่องจากเรือท้องแบนพลิกคว่ำ ขณะพยายามไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ที่มา : Yahoonews ,BBC

เดือดหนัก ยูเครนโว ใช้อาวุธชาติต.ต. โจมตีระบบยิงขีปนาวุธ S-300 ในรัสเซีย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789844

เดือดหนัก ยูเครนโว ใช้อาวุธชาติต.ต. โจมตีระบบยิงขีปนาวุธ S-300 ในรัสเซีย

4 มิ.ย. 2567 15:14 น.

เดือดหนัก ยูเครนโว ใช้อาวุธชาติต.ต. โจมตีระบบยิงขีปนาวุธ S-300 ในรัสเซีย

กองทัพยูเครนโวใช้อาวุธจากชาติตะวันตก โจมตีระบบยิงขีปนาวุธ S-300 ในแผ่นดินรัสเซีย หลังจากได้รับอนุมัติจาก ปธน.ไบเดน แห่งสหรัฐฯ

สงครามยูเครนทวีความตึงเครียดหนัก CNN รายงาน กองทัพยูเครนอ้างเมื่อวันจันทร์ที่ 3 มิ.ย. 2567 ว่า ประสบความสำเร็จในการโจมตีระบบยิงขีปนาวุธ หรือมิสไซล์ S-300 ของรัสเซีย ด้วยการใช้อาวุธที่ชาติตะวันตกส่งมาให้ในการโจมตีเป้าหมายทางทหารในแผ่นดินรัสเซีย เพียงไม่กี่วัน หลังจากได้รับการอนุมัติจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ

‘มันไหม้อย่างสวยงาม S-300 บนดินแดนรัสเซีย ช่วงวันแรกๆ หลังได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธชาติตะวันตกบนแผ่นดินรัสเซีย’ Iryna Vereshchuk (อิรีนา เวเรสชุก) รัฐมนตรีในรัฐบาลยูเครน โพสต์ทางเฟซบุ๊ก พร้อมกับลงภาพความเสียหายของระบบยิงขีปนาวุธ S-300 ขณะเกิดเพลิงไหม้

สำหรับการโจมตีระบบยิงขีปนาวุธ S-300 ซึ่งเป็นระบบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลแบบภาคพื้นสู่อากาศ ของรัสเซียในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากนายโอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ได้ออกมาสนับสนุนให้ยูเครนได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธที่ชาติตะวันตกส่งไปให้ในการโจมตีเป้าหมายทางทหารในดินแดนรัสเซีย ไม่กี่วันต่อมา ประธานาธิบดีไบเดนได้อนุมัติให้ยูเครนสามารถใช้อาวุธชาติตะวันตกโจมตีเป้าหมายทางทหารของรัสเซียได้อย่างจำกัด

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียได้กล่าวเตือนฝรั่งเศส และเยอรมนีที่สนับสนุนให้ยูเครนใช้อาวุธจากชาติตะวันตกโจมตีเข้าไปในดินแดนรัสเซียได้ว่า อาจเป็นเหตุให้เกิดสงครามโลก

Cr ภาพ : Facebook  Iryna Vereshchuk

ที่มา : CNN

เผยโฉม “เวียทินา-19” วัวแพงที่สุดในโลก มูลค่า 146 ล้านบาท

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2790535

เผยโฉม "เวียทินา-19" วัวแพงที่สุดในโลก มูลค่า 146 ล้านบาท

4 มิ.ย. 2567 13:06 น.

เผยโฉม “เวียทินา-19” วัวแพงที่สุดในโลก มูลค่า 146 ล้านบาท

เผยโฉม “เวียทินา-19 เอฟไอวี มารา โมเวส์” วัวแพงที่สุดในโลกในบราซิล ที่มีมูลค่ามากกว่า 146 ล้านบาท ตามข้อมูลของกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด

บราซิลมีประชากรวัวกว่า 235 ล้านตัว ซึ่งนับว่ามากกว่าประชากรมนุษย์ แต่มีวัวตัวหนึ่งที่มีความพิเศษกว่าวัวตัวอื่นๆ โดยวัวเพศเมียที่มีร่างขนาดใหญ่ มีสีขาวราวหิมะ ได้รับการดูแลโดยติดกล้องวงจรปิด สัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ

“เวียทินา-19 เอฟไอวี มารา โมเวส์” (Viatina-19 FIV Mara Movéis) มูลค่า 21 ล้านเรอัล หรือราว 146 ล้านบาท ถือเป็นวัวที่แพงที่สุดเท่าที่มีการประมูล ตามข้อมูลของกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ซึ่งมากกว่าเจ้าของสถิติล่าสุดถึง 3 เท่า และด้วยน้ำหนัก 1,100 กิโลกรัม ทำให้มันหนักมากเป็นสองเท่าของวัวสายพันธุ์สายพันธ์ุเนโลเรที่โตเต็มวัย ปัจจุบันมันถูกเลี้ยงอยู่ที่ฟาร์มในเมืองอูเบอร์ราบา ในรัฐมินาเจอร์ไรส์

วัวตัวนี้เป็นผลผลิตจากสิ่งที่เรียกว่า “มู-เจนิกส์” ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงสายพันธุ์วัว ด้วยการฝังตัวอ่อนในครรภ์ของวัวตัวอื่น และนำไปขายในการประมูลที่มีการเดิมพันสูง ในขณะเดียวกันก็ทำการโคลนพวกมันด้วย

นอกจากนี้ “เวียทินา-19” ยังแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานด้านปศุสัตว์ของบราซิลในการเพิ่มการผลิตเนื้อวัว ในฐานะประเทศผู้ส่งออกเนื้อวัวรายใหญ่ที่สุดของโลก

เนย์ เพไรรา หนึ่งในเจ้าของกล่าวว่า “เวียทินา-19” เพิ่งตั้งครรภ์ ซึ่งนี่จะเป็นการช่วยรักษาวัฏจักรของฮอร์โมนได้ รวมถึงอาจช่วยสร้างรายได้ให้อย่างมหาศาล โดยไข่ของมันถูกขายไปแล้วในโบลิเวีย และเขาต้องการส่งออกไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย และสหรัฐฯ

“เวียทินา-19” คว้ารางวัลมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงรางวัล “มิสอเมริกาใต้ ในการแข่งขัน “แชมเปียน ออฟ เดอะ เวิลด์” ในเมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นการประกวดมิสยูนิเวิร์สเวอร์ชันวัว ที่มีวัวจากประเทศต่างๆ มาร่วมแข่งขันกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศเห็นพ้องกันว่าผู้คนจำเป็นต้องบริโภคเนื้อวัวน้อยลง เนื่องจากการเลี้ยงวัวเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดก๊าซเรือนกระจกทางการเกษตรปริมาณมหาศาล และเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าในเขตแอมะซอน แต่อุตสาหกรรมการเลี้ยงวัวถือเป็นแหล่งสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของบราซิล และรัฐบาลกำลังมุ่งมั่นที่จะเจาะตลาดส่งออกใหม่ เพื่อหวังให้ทั่วโลกได้รับประทานเนื้อวัวของบราซิล.

ที่มา ABC News

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

จีน-ฮ่องกงคุมเข้มความปลอดภัย ครบรอบ 35 ปีเทียนอันเหมิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2790529

จีน-ฮ่องกงคุมเข้มความปลอดภัย ครบรอบ 35 ปีเทียนอันเหมิน

4 มิ.ย. 2567 12:53 น.

จีน-ฮ่องกงคุมเข้มความปลอดภัย ครบรอบ 35 ปีเทียนอันเหมิน

ทางการจีนสั่งปิดจัตุรัสเทียนอันเหมินในวันอังคารที่ 4 มิถุนายนนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี การปราบปรามนักศึกษาที่ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ขณะที่ฮ่องกงยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย

ทางการกรุงปักกิ่งสั่งปิดจัตุรัสเทียนอันเหมินในวันนี้ตลอดทั้งวัน โดยหากใครที่ซื้อตั๋วแล้วสามารถนำตั๋วมาขอเงินคืนได้ ขณะที่รถไฟใต้ดินประกาศปิดทางเข้าออกสถานีรถไฟใต้ดินเทียนอันเหมิน ตะวันออกตั้งแต่วันที่ 2 ถึงวันที่ 5 มิถุนายนนี้ โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าว มีขึ้นในวันครบรอบ 35 ปี เหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษาประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด นอกจากนี้ ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีน ทั้งวีแชต และโต่วอินจะไม่สามารถเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ได้ในวันนี้

ในขณะที่ตำรวจฮ่องกงได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งที่วิคตอเรีย ปาร์ค ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนมักจะมาจุดเทียนไว้อาลัยทุกๆ ปี ก่อนที่ฮ่องกงจะประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงคุมเข้มในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่นักเคลื่อนไหวในไต้หวัน รวมไปถึงที่ต่างๆ เตรียมที่จะจัดพิธีรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเมื่อวันอังคารที่แล้วตำรวจฮ่องกงได้ใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ จับกุมประชาชน 6 คนในข้อหายุยงปลุกปั่นจากการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์วันที่ 4 มิถุนายนลงในออนไลน์

โดยประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ระบุในแถลงการณ์ในวันอังคารว่า การรำลึกถึงเหตุการณ์นองเลือดวันที่ 4 มิถุนายนจะต้องไม่หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งย้ำว่าไต้หวันจะตอบสนองต่อเผด็จการอย่างเสรี

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ปี 1989 เป็นวันที่กองทัพจีนส่งรถถังเข้าปราบปรามกลุ่มนักศึกษาและคนงานที่กำลังประท้วงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยจนถึงปัจจุบันพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็ยังไม่เคยเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงจากเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้นแต่อย่างใด ซึ่งกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและพยานที่เห็นเหตุการณ์คาดว่าตัวเลขน่าจะสูงถึงหลักพันศพ

โดยนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า เป้าประสงค์ของกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อหลายสิบปีก่อนที่ต้องการให้สื่อมีเสรีภาพ รวมทั้งให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ก็ยังคงไม่ใกล้ความจริง และเรื่องราวของวันที่ 4 มิถุนายนก็ยังคงเป็นประเด็นต้องห้ามในจีนที่ไม่สามารถหยิบยกมาพูดถึงได้จนถึงปัจจุบัน.

ที่มา : channelnewsasia

เม็กซิโกจ่อได้ประธานาธิบดีหญิงคนแรก ท้าทายสังคมปิตาธิปไตย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2790359

เม็กซิโกจ่อได้ประธานาธิบดีหญิงคนแรก ท้าทายสังคมปิตาธิปไตย

4 มิ.ย. 2567 11:47 น.

เม็กซิโกจ่อได้ประธานาธิบดีหญิงคนแรก ท้าทายสังคมปิตาธิปไตย

  • สื่อและพรรครัฐบาลเม็กซิโก ประกาศว่า คลอเดีย เชนบาม ผู้สมัครของพรรค ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ด้วยคะแนนทิ้งห่างคู่แข่ง และจะเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ
  • การเลือกตั้งครั้งนี้นับว่ารุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเม็กซิโก มีผู้สมัครถูกสังหารมากถึง 38 คน และมีคนถูกสังหาร 2 คนที่หน้าคูหาเลือกตั้ง โดยนางเชนบาม อดีตหัวหน้ารัฐบาลกรุงเม็กซิโกซิตี้ ระหว่างปี 2561-2566 จะต้องรับมือกับปัญหาความรุนแรงที่เกิดจากแก๊งอาชญากรรม และแก๊งค้ายาเสพติด
  • นักวิจารณ์บางคนในเม็กซิโกคาดหวังให้เธอไม่เดินตามรอยประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ที่ปรึกษาคนสำคัญของเธอ นางเชนบาม ก็ไม่ยอมรับข้อกล่าวหาดังกล่าว “ฉันจะปกครองด้วยหลักการเดียวกันกับ นายโลเปซ โอบราดอร์ และนั่นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับชาวเม็กซิกัน”

นับตั้งแต่วินาทีที่ คลอเดีย เชนบาม อดีตนายกเทศมนตรีกรุงเม็กซิโกซิตี้ ประกาศการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเม็กซิโก ก็แทบไม่มีใครสงสัยว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร และตลอดการรณรงค์หาเสียงอันยาวนานและทรหด ที่เธอเดินทางข้ามประเทศด้วยเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ การมีคะแนนนำเป็นเลขสองหลักของเธอได้ช่วยให้เธอมั่นใจว่าเธอกำลังอยู่บนเส้นทางที่จะสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ

ตอนนี้เธอทำได้แล้ว และกลายเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเม็กซิโกด้วยคะแนนเสียงมหาศาล

มันเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นสำหรับทั้งเม็กซิโกและตัวเธอเอง นอกจากเธอดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีหญิงคนแรกของกรุงเม็กซิโกซิตี้แล้ว ในเวลาไม่กี่เดือนนี้เธอจะได้ทำงานในทำเนียบประธานาธิบดี โดยรับช่วงต่อจากประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ที่ปรึกษาคนสำคัญของเธอ ซึ่งกำลังจะพ้นตำแหน่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อย่อของเขาว่า “แอมโล”

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอาชีพทางการเมืองของเธอ หรือการครองอำนาจอีก 6 ปีข้างหน้า จะนำเธอไปยังจุดใด เธอก็ยังคงเป็นผู้หญิงที่สามารถทลายเพดานกำแพงทางการเมืองเม็กซิโกได้เสมอ และเมื่อพิจารณาถึงระบบปิตาธิปไตยและวัฒนธรรมอำนาจแบบความเป็นชายที่ฝังแน่นและหยั่งรากลึก นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

แต่เมื่อการหาเสียงสิ้นสุดลง ชาวเม็กซิกันอาจสงสัยว่าเธอจะเป็นประธานาธิบดีแบบไหน ในการรณรงค์หาเสียงที่เต็มไปด้วยคำพูดและสุนทรพจน์มาก กลับพบว่าเธอกล่าวถึงรายละเอียดด้านนโยบายและการจัดการปกครองอยู่เพียงเล็กน้อย เธอมักจะย้ำข้อเสนอพื้นฐานของเธอว่า เธอจะสร้าง “ชั้นที่สอง” ของ “การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 4” ซึ่งก็คือโครงการทางการเมืองของนายโลเปซ โอบราดอร์

ประธานาธิบดีโลเปซ โอบราดอร์ และผู้สนับสนุนเรียกสิ่งนี้ว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 4” หรือ “4T” เพราะพวกเขาเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของนายโอบราดอร์ ว่าเทียบเท่ากับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงสามช่วงเวลาในประวัติศาสตร์เม็กซิโก ได้แก่การประกาศอิสรภาพในปี 1810 สงครามปฏิรูป (และการแยกคริสตจักรและรัฐ) ในปี 1858 และการปฏิวัติเม็กซิโกในปี 1910

จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ฝ่ายตรงข้ามมักพูดว่า นายโลเปซ โอบราดอร์ และเชนบาม มีอาการหลงผิดในการโปรโมตเรื่องดังกล่าวอย่างยิ่งใหญ่ แต่ 4T กลายมาเป็นวาระทางสังคมเกี่ยวกับเงินบำนาญ ทุนสนับสนุนนักเรียนนักศึกษา และค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมหาศาลทั่วเม็กซิโก โครงการดังกล่าวช่วยให้ผู้คนประมาณ 5 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนทั่วประเทศ แม้ว่ายังคงมีปัญหาความยากจนในวงกว้างในหลายภูมิภาคก็ตาม

เธอกล่าวว่า “สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ คือการแยกอำนาจทางเศรษฐกิจออกจากอำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจมีหนทางของมัน แต่รัฐบาลจะต้องมุ่งความสนใจไปที่คนยากจนในเม็กซิโก”

เชนบาม ระบุว่า ประธานาธิบดีโลเปซ โอบราดอร์ วางรากฐานและสร้างชั้นแรกของโครงการ “ตอนนี้เราจะต่อยอดจากการเปลี่ยนแปลงที่เขาทำต่อประเทศ ซึ่งหมายถึงสิทธิที่มากขึ้น รัฐสวัสดิการ การศึกษา สุขภาพ การเข้าถึงที่อยู่อาศัย และค่าครองชีพเป็นสิทธิ ไม่ใช่สิทธิพิเศษ” เธอกล่าวเสริมว่า “นั่นคือความแตกต่างระหว่างลัทธิเสรีนิยมใหม่กับแบบจำลองของเรา ซึ่งเราเรียกว่าลัทธิมนุษยนิยมเม็กซิกัน”

โดยพื้นฐานแล้วเธอยืนอยู่บนแพลตฟอร์มเพื่อการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยให้คำมั่นที่จะจัดการวาระต่างๆ ภายใต้ประธานาธิบดีโลเปซ โอบราดอร์ อีกเป็นสองเท่า ชัยชนะของเธอแสดงให้เห็นว่านั่นเป็นข้อเสนอที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวเม็กซิกันส่วนใหญ่

ประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์

ถึงกระนั้นข้อกล่าวหาจากนางโซชิตล์ กัลเวซ คู่แข่งของเธอ ก็คือ 4T เป็นเพียงนโยบายประชานิยมเท่านั้น นอกจากนี้เธอยังชี้ว่าเชนบามจะไม่ได้ทำงานด้วยตัวเอง และจะต้องอยู่ภายใต้เงาของประธานาธิบดีโลเปซ โอบราดอร์

แต่ในขณะที่นักวิจารณ์บางคนในเม็กซิโกดูเหมือนจะคาดหวังให้เธอไม่ต้องคอยเดินตามรอยประธานาธิบดีโลเปซ โอบราดอร์ และเธอไม่จำเป็นว่าจะต้องทำตามนั้นเสมอไป นางเชนบามเองก็ไม่ยอมรับข้อกล่าวหาดังกล่าว “ฉันจะปกครองด้วยหลักการเดียวกันกับนายโลเปซ โอบราดอร์ และนั่นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับชาวเม็กซิกัน”

นางเชนบาม เป็นนักวิชาการจากครอบครัวชาวยิวที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งตาและยายของเธอหนีจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เธอสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงให้กับ นายโลเปซ โอบราดอร์ ขณะที่รูปแบบวาทศิลป์ของทั้งสองแตกต่างกันมาก นายโลเปซ โอบราดอร์ มักพูดจาโผงผางและตรงไปตรงมา ในขณะที่เธอมีแนวโน้มที่จะประนีประนอมมากกว่า

เธอพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่จะเข้าสู่การเมือง เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเคยทำหน้าที่ในคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของสหประชาชาติ

ด้วยเหตุนี้เธอจึงมีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่ได้อย่างคล่องแคล่วบนเวทีโลกมากกว่า นายโลเปซ โอบราดอร์ ซึ่งความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการเข้าถึงคนธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่มีชนพื้นเมืองและรัฐทาบาสโก ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา

ในส่วนของ นายโลเปซ โอบราดอร์ เขายืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานของเธอ เขาตั้งตารอที่จะเกษียณอายุในฟาร์มปศุสัตว์ของเขาในรัฐเชียปัส

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะพัฒนาไปอย่างไรเมื่อเขาพ้นจากตำแหน่ง คนส่วนใหญ่ก็อยากเห็นการพัฒนาที่ชัดเจนจาก นางเชนบาม

ตั้งแต่การเปิดตัวแคมเปญหาเสียงของเธอไปจนถึงงานฉลองชัยชนะ ซึ่งทั้งสองงานจัดขึ้นที่จัตุรัสโซกาโล ซึ่งเป็นจัตุรัสสำคัญในกรุงเม็กซิโกซิตี้ แม้แต่ผู้สนับสนุนที่กระตือรือร้นที่สุดของเธอยังบอกว่า พวกเขาต้องการเห็นการดำเนินการที่มากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อจัดการกับเหตุอาชญากรรมรุนแรงในประเทศ ที่มีสาเหตุมาจากการค้ายาเสพติด

นางเชนบามกล่าวว่า เธอหวังที่จะลดอัตราการเกิดเหตุอาชญากรรมจาก 23.3 คดีต่อประชากร 100,000 คน เหลือประมาณ 19.4 ต่อ 100,000 คน ภายในปี 2570 นั่นจะทำให้เม็กซิโกอยู่ในระดับเดียวกับบราซิล เธอชี้ให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมที่ลดลง ขณะที่เธอดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีกรุงเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งสถิติชี้ให้เห็นว่าอัตราการเกิดอาชญากรรมลดลงถึง 50%

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการคนหนึ่งที่ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยในการรณรงค์หาเสียงของเธอกล่าวว่า ทีมงานของเธอรับทราบว่ากลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลในการบริหารระดับเมือง อาจไม่สามารถนำมาใช้ในระดับชาติได้

และเพื่อแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีเดิมพันที่สูงเพียงใด เราพบว่านี่คือการเลือกตั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เม็กซิโกสมัยใหม่

ในช่วงสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงนายกเทศมนตรีของเมืองโคยูกา เบนิเตซ นายอัลเฟรโด กาเบรรา กำลังจับมือกับผู้สนับสนุนขณะที่เขาเดินเข้าใกล้เวทีเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ปิดงาน ทันใดนั้นมือปืนก็ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังเขาและเข้าที่ด้านหลังศีรษะ ทำให้เขาเสียชีวิตทันที

ขณะที่ฝูงชนหลบหนีด้วยความตื่นตระหนก เสียงปืนราว 15 นัดก็ดังขึ้น มือปืนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสังหารในที่เกิดเหตุ

นายกาเบรรา เป็นผู้สมัครคนสุดท้ายจากหลายสิบคนที่ถูกสังหารในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง การเสียชีวิตของเขาเป็นการปิดท้ายการลงคะแนนเสียงที่น่าสะพรึงกลัวและนองเลือด และในขณะที่เขานอนจมกองเลือดอยู่ทางตะวันตกของเม็กซิโก นางเชนบาม ได้อยู่บนเวทีในกรุงเม็กซิโกซิตี้เพื่อกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนของเธอ “สร้างประวัติศาสตร์”

เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง ในเร็วๆ นี้สิ่งที่เธอจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ก็คือการควบคุมความรุนแรงที่เกิดจากแก๊งค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นสิ่งที่ ประธานาธิบดีโลเปซ โอบราดอร์ ยังคงทำไม่สำเร็จ.

ที่มา BBC

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

“ฮันเตอร์” ลูกชายไบเดนขึ้นศาลวันแรก ในคดีให้ข้อมูลเท็จซื้ออาวุธปืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2790478

"ฮันเตอร์" ลูกชายไบเดนขึ้นศาลวันแรก ในคดีให้ข้อมูลเท็จซื้ออาวุธปืน

4 มิ.ย. 2567 11:09 น.

“ฮันเตอร์” ลูกชายไบเดนขึ้นศาลวันแรก ในคดีให้ข้อมูลเท็จซื้ออาวุธปืน

“ฮันเตอร์ ไบเดน” บุตรชายของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ เดินทางไปขึ้นศาลนัดแรก ในข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารลงทะเบียนซื้ออาวุธปืน เมื่อปี 2561 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ที่ทายาทของประธานาธิบดีซึ่งยังอยู่ในตำแหน่ง ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

สำนักข่าว CNN รายงานว่า วันที่ 3 มิ.ย. 2567 นายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายของ นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางไปขึ้นศาลนัดแรก ที่ศาลรัฐบาลกลางในเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ ในข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารลงทะเบียนซื้ออาวุธปืน เมื่อปี 2561 รวมถึงการครอบครองอาวุธปืนโดยบุคคลที่เป็นผู้ใช้หรือเสพสารควบคุมโดยผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ที่ทายาทของประธานาธิบดีซึ่งยังอยู่ในตำแหน่ง ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

รายงานข่าวระบุว่า การพิจารณาคดีวันแรกเริ่มด้วยกระบวนการแต่งตั้งคณะลูกขุน 12 คน และคณะลูกขุนผลัดเปลี่ยนอีก 4 คน ขณะที่ศาลนัดจะอ่านคำแถลงเปิดการไต่สวนคดีอย่างเป็นทางการในวันนี้

ทั้งนี้ นายฮันเตอร์ วัย 54 ปี เดินทางมาขึ้นศาลด้วยตัวเองตามหมายเรียก โดยมี นางจิล ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และนางเมลิซซา โคเฮน ไบเดน ภรรยาของเขาไปร่วมให้กำลังใจ การพิจาณณาคดีมีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงของสองตัวเต็งผู้แทนพรรคการเมืองใหญ่ สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้.

ศรีลังกาอ่วม ฤดูมรสุมปีนี้เปิดตัวแรง ฝนตกหนักน้ำท่วมคร่าแล้ว 16 ศพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2790488

ศรีลังกาอ่วม ฤดูมรสุมปีนี้เปิดตัวแรง ฝนตกหนักน้ำท่วมคร่าแล้ว 16 ศพ

4 มิ.ย. 2567 11:08 น.

ศรีลังกาอ่วม ฤดูมรสุมปีนี้เปิดตัวแรง ฝนตกหนักน้ำท่วมคร่าแล้ว 16 ศพ

ทางการศรีลังกาสั่งปิดโรงเรียนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ หลังเข้าสู่ฤดูมรสุมทำให้มีฝนตกหนัก น้ำท่วมดินโคลนถล่ม มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ศพ

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2567 กระทรวงศึกษาธิการของศรีลังกาสั่งปิดการเรียนการสอนในโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ หลังจากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนถล่ม ในช่วงเข้าสู่ฤดูมรสุมปีนี้ โดยระบุว่าการเปิดเรียนอีกครั้งจะต้องพิจารณาจากปัจจัยสภาพอากาศเป็นสำคัญ

รายงานข่าวระบุว่า เหตุน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ศพ ในกรุงโคลัมโบ และเขตรัตนปุระ มัทรา และกัลลี ที่อยู่ห่างไกล บ้านเรือนของประชาชนมากกว่า 12,000 หลังได้รับความเสียหาย ขณะเดียวกันทางการมีคำสั่งอพยพประชาชนกว่า 6,000 คนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ทางการจัดเตรียมไว้ให้

ทางด้านโฆษกกองทัพเรือ แถลงว่า ได้ออกเดินทางไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมดินถล่ม โดยมีเจ้าหน้าที่จัดหาอาหารและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ให้กับผู้ประสบภัย

ทั้งนี้ ศรีลังกาต้องต่อสู้กับสภาพอากาศเลวร้ายตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่เกิดจากฝนตกหนักในฤดูมรสุม ก่อนหน้านี้ลมแรงต้นไม้โค่นหลายพื้นที่ คร่าประชาชนไปอย่างน้อย 9 ศพ.

“พิธา” เผย 8 ประเด็นข้อต่อสู้ยุบพรรคก้าวไกล นัดแถลงใหญ่ 9 มิ.ย. นี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576110

04 มิ.ย. 2567

18:12 น.

"พิธา" เผย 8 ประเด็นข้อต่อสู้ยุบพรรคก้าวไกล นัดแถลงใหญ่ 9 มิ.ย. นี้

“พิธา” เผย 8 ประเด็นข้อต่อสู้ยุบพรรคก้าวไกล นัดแถลงใหญ่ 9 มิ.ย. นี้ ด้าน “ชัยธวัช” เผย ส่งคำชี้แจงกว่า 100 หน้า ให้ศาล รธน. แล้ว หวังต่อสู้ทุกเม็ดให้ถึงที่สุด

4 มิ.ย. 2567 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงประเด็นการต่อสู้คดียุบพรรค ว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายทำงานเต็มที่ทำคำชี้แจงต่อศาลรับธรรมนูญ โดยวันที่ 9 มิ.ย. 2567 จะมีการแถลงใหญ่ที่พรรค ซึ่งเตรียมคำชี้แจงไว้ 8 ประเด็น เช่น 1.ขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ 2.ข้อกฎหมายในมาตรา 92,93 ที่เหลือจะแถลงเพิ่มเติม วันที่ 9 มิ.ย.

นายพิธา ยืนยันว่า กกต. ยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคครั้งนี้ เป็นคนละคดีกับเมื่อ ม.ค. 67 ดังนั้น ผลของคำวินิจฉัยศาลรับธรรมนูญคราวก่อน ไม่ผูกพันกันกับคดีนี้

\"พิธา\" เผย 8 ประเด็นข้อต่อสู้ยุบพรรคก้าวไกล นัดแถลงใหญ่ 9 มิ.ย. นี้

ด้าน นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวด้วยว่า ทีมกฎหมายพรรคได้จัดทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่ กกต. ยื่นคำร้องให้ยุบพรรคก้าวไกลเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อค่ำวานนี้ ชนิดไม่ได้หลับไม่ได้นอน ก่อนที่เมื่อเช้าวันนี้ได้ส่งคำชี้แจงไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว โดยคำชี้แจงมีจำนวน 100 กว่าหน้า และได้ทำสำเนา 10 ชุด เพื่อมอบให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

การต่อสู้คดียุบพรรคก้าวไกล เราวางประเด็น ต่อสู้ไว้หลายระดับมาก ตั้งแต่ภาพใหญ่ และค่อยๆย่อยลงมา เดี๋ยวรอคุณพิธา แถลงวันที่ 9 มิถุนายน  และจะมีการเผยแพร่เอกสารการต่อสู้ เอกสารหลายร้อยหน้า คำชี้แจง เอกสารประกอบ เราสู้ทุกมุมทุกเหลี่ยมประตู ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง นับจากตรงนี้ พรรคก้าวไกลจะยื่นคำร้องขอให้มีการไต่สวน และสืบพยานเพิ่มขึ้นอีก

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกลนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล

“สุดท้ายต้องรอฟังศาลรัฐธรรมนูญ มีความเห็นอนุญาตให้ไต่สวนเพิ่มเติม เรียกพยานเอกสารหลักฐาน ได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร  ถ้าเปิดให้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ น่าจะมีการไต่สวน แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ข้อเท็จจริงเท่านี้เพียงพอแล้ว  ก็ไม่ต้องไต่สวน” นายชัยธวัช กล่าว

หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวอีกว่า ผู้บริหารพรรคเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ ตอนนี้เร็วไปที่จะหาพรรคใหม่ เรายังต่อสู้อย่างเต็มที่ และคิดว่าไม่สมเหตุสมผลที่จะยุบก้าวไกล แม้ว่าจะมีคำวินิจฉัย ก่อนหน้านี้เป็นไปตามมาตรา 49 เป็นคดีที่วินิจฉัยคนละประเด็นกัน เพียงเพื่อให้หยุดการกระทำ ดังนั้นการพิจารณาข้อเท็จจริง การวางหลักกฎหมายวินิจฉัยคดีใหม่ ซึ่งมีความมุ่งหมายร้ายแรง ในการยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมือง เป็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคดีก่อนหน้านั้น

‘เศรษฐา มั่นใจ’ ทักษิณ ยังอยู่ไทยไม่หนีออกนอกประเทศ เชื่อพร้อมสู้คดี 112

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576075

04 มิ.ย. 2567

13:45 น.

'เศรษฐา มั่นใจ' ทักษิณ ยังอยู่ไทยไม่หนีออกนอกประเทศ เชื่อพร้อมสู้คดี 112

‘เศรษฐา’ มั่นใจ ‘ทักษิณ’ ยังอยู่ในไทยไม่หนีออกนอกประเทศ เชื่อพร้อมสู้คดี ม.112 ยันไม่มีสัญญาใจกับอดีตผู้นำ

4 พ.ค.2567 “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงจุดยืนเรื่องมาตรา 112 ว่า ผมเคยบอกไปแล้ว และไม่อยากตอบเรื่องนี้อีก ส่วนที่มีการเชื่อมโยงไปถึง “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะถูกสั่งฟ้องในคดีนี้ด้วยนายเศรษฐา ย้ำเหมือนเดิมว่า พูดไปเยอะแล้ว ขอไม่พูดเรื่องนี้ครับ

เมื่อถามว่าจะซ้ำรอยกับกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนสุดท้ายต้องสูญเสียอำนาจ นายเศรษฐา ระบุว่า จุดยืนชัดเจนครับ ผมพูดไปแล้วเรื่องนี้

เมื่อถามว่านอกจาก นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีแล้ว มีสัญญาใจกับใครอีกหรือไม่ โดยเฉพาะผู้นำในอดีต นายเศรษฐา ได้หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า ผมไม่มีสัญญาใจกับทุกท่านในอดีต แต่เรามาตรงนี้เรามาช่วยประเทศ ใครเสนออะไรดีดีผมก็น้อมรับ เพราะตนไม่เคยไม่รับฟัง แต่ขีดจำกัดการเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้กับ 17 ปีที่ผ่านมามันก็มีขีดจำกัดที่แตกต่างกันไป เรื่องต่างๆ มันก็ต่างกันไป แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว

ถ้าใครมีข้อแนะนำดีๆ ใครมีข้อติเราควรจะรับฟัง เพราะถ้าได้ยินเสียงที่ตัวเองอยากได้ยินตลอดก็จะไม่มีการพัฒนา แต่ส่วนตัวตนมั่นใจว่าที่มาอยู่ตรงนี้ได้ ผมทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว และไม่เลือกอยากได้ยินเฉพาะเสียงที่ตนอยากได้ยิน เพราะเสียงที่เราไม่อยากได้ยินอาจจะเป็นเสียงที่ประเสริฐที่สุด ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุง ไม่ว่าเสียงนั้นมาจากนายกฯ ทักษิณ นายกฯ อนันต์ ปันยารชุน  หรือ นายกฯ ชวน หลีกภัย ถ้าเป็นเรื่องที่ตนคิดว่า เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันตนก็รับฟังนำไปแก้ไขปรับปรุง

เมื่อถามว่าสัญญาใจกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีหรือไม่ นายเศรษฐา เชื่อว่า ใจต่อใจที่ผมมีต่อท่านนายกฯ ประยุทธ์ ผมว่าชัดเจนว่าจุดมุ่งหมายเราเดียวกัน ท่านฝากบ้านเมืองไว้ให้ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ต่อจากท่านคนที่ 29 ก็พยายามจะดูแลพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด

วิธีการที่เราทำงานแน่นอนว่าแบล็คกราวน์ของแต่ละท่าน ก็แตกต่างกันไป ตนมาจากภาคธุรกิจ ท่านมาจากฝ่ายความมั่นคง ตนจึงเชื่อว่า วิธีการหรือแนวทางต่างกันแต่จุดมุ่งหมายเดียวกัน เพราะตนมั่นใจว่าท่านเองก็มีความปรารถนาดีกับบ้านเมือง วิธีการทำงานอาจจะแตกต่างกันไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือจุดมุ่งหมาย

เมื่อถามว่านายทักษิณยังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เมื่อซักครู่ที่ผ่านมาได้เจอกับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะบุตรสาวของนายทักษิณ ก็บอกว่า ท่านสบายดี

ผมจึงมั่นใจว่าท่านไม่ได้ออกนอกประเทศ และตนคิดว่าท่านก็พร้อมสู้ และท่านไปอยู่ต่างประเทศมา 17 ปีแล้ว มันนานพอแล้วละครับ และวันนี้ท่านก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว และเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นขวากหนามที่มันต้องเข้ามา ก็ว่ากันไป ตนพูดแทนท่านไม่ได้ แต่คิดว่าท่านคงไม่คิดจะไปไหนหรอกครับ

‘วิษณุ​’ ปัด นั่งที่ปรึกษานายกฯ​ แลกเปลี่ยนไตฟรี​ รพ.​พระราม​ 9

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576070

04 มิ.ย. 2567

13:26 น.

'วิษณุ​' ปัด นั่งที่ปรึกษานายกฯ​ แลกเปลี่ยนไตฟรี​ รพ.​พระราม​ 9

‘วิษณุ​’ ปัด​ นั่งที่ปรึกษาของนายกฯ​ แลกเปลี่ยนไตฟรี​ รพ.​พระราม​ 9 เผย​ ครม.นัดแรกนายกฯ​ ยังไม่มอบหมายงานพิเศษ​ ชี้​ ยังไม่เห็นคำร้องเศรษ​ฐา​ แจงปม​ 40 สว.​ ก่อนส่งศาล​รัฐธรรมนูญ​

นายวิษณุ​ เครือ​งาม​ ที่ปรึ​กษาของ​นายก​รัฐมนตรี​ กล่าวภายหลังการประชุม​คณะ​รัฐมนตรี​  ว่า​ บรรยากาศการประชุมในวันนี้ยังไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องปรึกษาตนเอง​ โดยเลขาคณะรัฐมนตรี​ ​ก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองได้เรียบร้อยดี​ และในการประชุมคณะรัฐมนตรี​ นายก​รัฐมนตรี​ ก็ได้ให้นโยบายการประชุมไม่ให้มีวาระจร​เข้ายังที่ประชุม​

เมื่อถามว่าได้ดูคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรี​ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ​ แล้วหรือไม่​ นายวิษณุ​ กล่าวว่า​ จะมีการส่งให้ตนในวันนี้​ แต่ยังไม่ได้ดู​ เพราะไม่รีบส่ง​ เนื่องจากจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ​ให้ทันวันที่​ 7 มิถุนายน​นี้​ 

ส่วนได้มีการพูดคุยกับเลขาคณะรัฐมนตรี​ เกี่ยวกับการทำคำชี้แจงดังกล่าวหรือไม่​ นายวิษณุ​ กล่าวว่า​ ไม่รู้​ ตนยังไม่ได้ดู​เลย​ ซึ่งเดี๋ยวจะเข้าไปดู​ เพราะจะมีการส่งมาให้ตนในวันนี้​ และไม่ทราบว่าตนเองจะต้องดูคำชี้แจงคนเดียว​ หรือร่วมกับเลขาคณะรัฐมนตรี​หรือไม่​  ซึ่งขณะนี้คำชี้แจงยังมาไม่ถึงตนเอง​

ส่วนการประชุมคณะ​รัฐมนตรี​วันนี้​ นายกรัฐมนตรี​ได้มีการฝากงานอะไรหรือไม่​ นาย​วิษณุ​ กล่าวว่าไม่ได้ฝากตนเอง​ แต่ฝากที่ประชุมคณะ​รัฐมนตรี​ เพราะครม.เขาก็รู้ว่าเรื่องไหนเกี่ยวกับใครคนนั้นก็ไปจัดการ​ ส่วนเรื่องรายละเอียดให้ทางโฆษกรัฐบาลเป็นผู้แถลง 

อย่างไรก็ตาม​ นายวิษณุ​ ระบุว่า​ จะเข้าร่วมคณะรัฐมนตรีทุกวันอังคารแต่ของเว้นการประชุมคณะรัฐมนตรี​สัญจรต่างจังหวัด​ ส่วนห้องทำงานตนได้เข้าไปดูแล้วเรียบร้อยดีไม่มีปัญหา​ เป็นห้องทำงานเดิมของรองเลขาธิการ​คณะรัฐมนตรี​ ที่เกษียณอายุ​ราชการ​

เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายวิษณุ​ รับมาช่วยงานรัฐบาล​ โดยมีเงื่อนไขว่าจะได้รับการเปลี่ยนไต​ ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า​ นายวิษณุ​ ระบุว่า​ ไม่มี​ ไม่จริง ​เพราะตนไม่เปลี่ยนไต​ ตนบอกกับหมอแล้ว​ และหมอก็เห็นด้วยว่ายังไม่ควรจะเปลี่ยนไต​ เพราะการเปลี่ยนไต​ทำให้ต้องกินยากดภูมิ​ต้านทาน​ ซึ่งเมื่อสักครู่ตนได้พูดคุยกับนายภูมิธรรม​ เวช​ย​ชัย​  รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พาณิชย์​ ว่าต้องกินยากดภูมิต้านทาน ซึ่งคนเราเมื่อภูมิต้านทานลด​ลง​ โรคอื่นก็แทรกได้ง่าย​ 

นอกจากนี้​ การที่จะหาไตมาให้แมตไม่ใช่เรื่องง่าย​ แต่ในกรณีของนายภูมิธรรม​นั้นได้​ เพราะเป็นไตของลูก​ แต่ส่วนตนไม่อยากเอาไตลูก​  ทุกวันนี้ก็อยู่สบายปกติดี​ ตนก็ฟอกไตทุกวันเป็นระเบียบเรียบร้อย​ดี​ แต่อยากยุ่งนิดหน่อยตรงที่วันอังคารต้องคื่นเช้า​ เพราะปกติถ้าอยู่บ้านตนจะตื่นประมาณเที่ยง ๆ บ่าย ๆ ​