พด.ผลิตน้ำหมักจากปลาหมอสีคางดำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807288

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้นำนวัตกรรมจากผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์ มาใช้แก้ปัญหาปลาหมอสีคางดำที่มีมาก โดยใช้ผลิตน้ำหมักชีวภาพผสมกับผลิตภัณฑ์สารเร่งซุปเปอร์ พด.2ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนและไขมันของซากสัตว์ ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 สถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสาคร สถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสงครามและสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี จัดการรณรงค์การทำน้ำหมักชีวภาพคุณภาพสูง (สูตรไนโตรเจนสูง) ที่วัดบ้านโคก หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมีการทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอสีคางดำ ซึ่งจากการศึกษาของกรมพัฒนาที่ดิน พบว่าน้ำหมักชีวภาพจากปลา มีไนโตรเจน 0.98% ฟอสฟอรัส 1.12% โพแทสเซียม 1.03% แคลเซียม 1.66% แมกนีเซียม 0.24% และกำมะถัน 0.20%

นอกจากนี้มีกรดอินทรีย์ และสารฮอร์โมนต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช สำหรับสูตรการผลิตให้นำปลาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เทผสมลงในถังน้ำหมักที่มีส่วนผสมของกากน้ำตาล 10 กิโลกรัม น้ำ 10 ลิตร และผลิตภัณฑ์สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 1 ซอง (25 กรัม) นำมาคนให้เข้ากัน ปิดฝาไม่ต้องสนิท และตั้งไว้ในที่ร่ม ในระหว่างการหมักจะพบเห็นฝ้าขาวซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ผิวหน้าของวัสดุหมัก ฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมีกลิ่นแอลกอฮอล์ จึงจำเป็นต้องคนน้ำหมัก ทุกๆ 2–3 ครั้งต่อวัน เพื่อระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และทำให้ส่วนผสมคลุกเคล้าได้ดียิ่งขึ้นโดยหมักไว้ประมาณ 25–30 วัน ซึ่งการพิจารณาว่าน้ำหมักชีวภาพจะพร้อมใช้งาน สามารถสังเกตได้จากคราบเชื้อฝ้าขาวที่พบลดลง ไม่พบฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง และความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) เฉลี่ย 3.5 โดยวิธีการใช้เพียงแค่นำน้ำหมักชีวภาพจากปลา 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 100-150 ลิตร

สวพส.ช่วยเกษตรกรพื้นที่สูง ปรับวิธีทำเกษตร-ลดเผาเพิ่มรายได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807287

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.เพชรดา อยู่สุข รอง ผอ.ด้านการพัฒนา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.กล่าวว่า ได้นำแนวทางการดำเนินงานของโครงการหลวง มาปรับใช้ในพื้นที่สูง ให้ชาวบ้านมีรายได้จากการปลูกพืชทางเลือก โดยใช้พื้นที่น้อย แต่มีรายได้ตอบแทนสูง และไม่ต้องเผาพื้นที่การเกษตร โดยมีวิธีการทำงาน คือการวิเคราะห์เป็นรายหมู่บ้านเป็นรายคน เลือกพืชเลือกวิธีการประกอบอาชีพที่ตรงตามกับภูมิสังคม เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีมาตรฐาน มีตลาดรองรับ เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มาสนับสนุนอย่างเช่น แหล่งน้ำ ไฟฟ้า ถนน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงานมากกว่า 30 กรม จาก 7 กระทรวง เข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนการพัฒนาร่วมกัน

จากการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาความยากจน โดยการปรับระบบเกษตรที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชทางเลือกและไม่เผาวัสดุการเกษตร สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงทั้ง 44 แห่ง พบว่า เกษตรกรกลุ่มสำรวจ 266 คน มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า (153%) จากเดิมที่มีค่าเฉลี่ยรายได้ก่อนปรับระบบเกษตรกร 68,526 บาท/ครัวเรือน/ปี ซึ่งเป็นรายได้ที่ต่ำกว่าเส้นความยากจนของประชาชนบนพื้นที่สูงจากการสำรวจโดย สวพส.120,483 บาท/ครัวเรือน/ปี เมื่อปรับระบบเกษตรแล้วเกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตผล 173,332 บาท/ครัวเรือน/ปี ทำให้มีเงินออมเพิ่มขึ้น ภาระหนี้สินภาคเกษตรลดลง

จากการทำงานแบบพุ่งเป้ามีพื้นที่ชัดเจน ประชาชนเป้าหมายชัดเจน สวพส.ใช้วิธีการทำงานที่เป็นการพัฒนาบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมจากงานวิจัยบวกกับความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทำให้มีชุมชนที่ประสบความสำเร็จ ชาวบ้านมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่มากกว่าและเป็นความต้องการของเกษตรกรทุกคน คือสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ปัจจุบันถ้าชาวบ้านอยากมีรายได้ 1 แสนบาทต่อปีแค่หันมาปลูกพืชทางเลือกพืชเศรษฐกิจที่สร้างผลตอบแทนสูงใช้พื้นที่แค่ 3-5 ไร่ ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อนอาจจะต้องใช้พื้นที่ 50-100 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือปัจจุบันชาวบ้านก็สามารถปรับมาเป็นพื้นที่สำหรับปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นให้เป็นพื้นที่สีเขียว หรือหลายชุมชนเองก็คืนพื้นที่บางส่วนเพื่อฟื้นฟูเป็นป่า

“นอกจากนี้ยังช่วยลดการเผาในพื้นที่เกษตรได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2564-2565 มีจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 44 พื้นที่ ลดลงเหลือ 703 และ 435 ตามลำดับ จากปี 2563 ที่มีจุดความร้อนมากถึง 1,477 จุด ควบคู่กับการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร เช่น การสร้างฝายชะลอน้ำ 272 ตัว แนวกันไฟ 98 ชุมชน ระยะทาง 1,200 กิโลเมตร การผลิตปุ๋ยหมักลดการเผา 1,073 ตัน ป้องกันการบุกรุกป่าและอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 1.47 ล้านไร่ ใน 463 ชุมชน และปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว 22,951 ไร่ ทำให้ประชาชนบนพื้นที่สูงสามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอปลอดภัยที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP และ Organic สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” น.ส.เพชรดา กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807285

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ  เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่บ้านไร่สวนธรรม (ทำ) บ้านหนองศาลา หมู่ 8 ต.บึงมะลูอ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เพื่อไปพบกับนายศักดา สิงห์เงิน เกษตรกรหนุ่มวัย 30 ปี อดีตลูกจ้างเมืองกรุง พลิกชะตาชีวิตจากแรงงาน กลับสู่วิถีชีวิตลูกชาวนาชาวสวน จากคิดเพียงสร้างคลังอาหารให้ครอบครัว ลองผิดลองถูก ช่างสังเกต จนพบวิธีสร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ ในพื้นที่กว่า 4 ไร่ ปลูกต้นยางนาเพาะเห็ดระโงกจำหน่าย สร้างรายได้กว่า 100,000 บาท ต่อเดือน ให้กับครอบครัว และพร้อมเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ ที่เข้ามาขอศึกษาเรียนรู้แนวทาง เพื่อนำไปประกอบอาชีพด้วย

โดยนายศักดา สิงห์เงิน เจ้าของสวนบ้านไร่สวนธรรม(ทำ) เปิดเผยว่า เดิมทีตนเองนั้นมีอาชีพเป็นลูกจ้าง ทำงานรับจ้างอยู่ที่กรุงเทพฯ จนเมื่อ 7 ปี ก่อนตนได้ตัดสินใจ หิ้วกระเป๋าเดินทางกลับบ้าน ตั้งใจจะกลับมาทำนาทำสวนสานต่ออาชีพเกษตรจากพ่อแม่ โดยในห้วงแรก ทำนา ปลูกพริก ปลูกถั่ว เพาะปลูกพืชล้มลุก เมื่อผลผลิตสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ก็นำไปจำหน่ายที่ตลาด ทำนา ทำสวนไป ไม่มีที่หลบแดด ต้นไม้ใหญ่สักต้นก็ไม่มีให้หลบจึงได้หาต้นไม้มาปลูกตามขอบๆ รอบๆ ที่ดินซึ่งก็เลือกต้นยางนา เพราะโตไวให้ร่มเงาได้ดี หลังจากปลูกก็พบว่ามี “เห็ดระโงก” เกิดใต้ต้นยางนาจำนวนมาก จึงเก็บมาประกอบอาหาร ก็พบว่ายังมีเหลืออีกจึงนำไปจำหน่ายที่ตลาดและได้ราคาดีมาก จึงมีความคิดเพิ่มรายได้ของครัวเรือน ตั้งใจศึกษาหาข้อมูลทางโซเชียลต่างๆ แต่ก็ไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก ต้องลองผิดลองถูกมาพอสมควร จนได้สูตรเฉพาะของตน แบ่งพื้นที่ปรับเปลี่ยนมาปลูกต้นยางนา สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เมื่อตนเห็นเห็ดดอกแรก เกิดขึ้นในสวนตนรู้เลยว่าตนพบช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวแล้ว

โดยในการทำนั้นเริ่มจากทีละน้อยค่อยๆทำค่อยๆ ขยาย ซึ่งในห้วงแรกๆ ครอบครัวก็ไม่ค่อยที่จะเห็นด้วย ประกอบกับคนในหมู่บ้านต่างก็มองว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะยังไม่เคยเห็นมีใครทำในละแวกบ้าน บางส่วนมองว่าตนนั้นเพี้ยนหรือบ้าไปแล้ว เนื่องจากพฤติกรรมตนนั้นหมกมุ่นจริงจังมาก เฝ้าศึกษาและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับสวนเป็นหลัก เฝ้าดูการเกิดเชื้อของเห็ด ดูธรรมชาติรอบๆ ของเขา ดูแม้กระทั่งปลวกที่มาทำรังในพื้นที่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ตนนั้นก้าวผ่านคำว่า “บ้า” จากคนรอบตัวแล้ว ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ามาก และในวันนี้ทุกคนได้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนแล้ว

ที่บ้านไร่สวนธรรม(ทำ) แห่งนี้นอกจากจะมีเห็ดระโงกจำหน่าย ยังมีเชื้อเห็ดและต้นกล้าไม้ยางนาที่ลงเชื้อเห็ดจำหน่ายด้วย ซึ่งตนใช้ช่องทางในสังคมออนไลน์ ในการจำหน่ายผ่านทางเพจ ชื่อว่า บ่าวข้าวปุ้นบ้านไร่สวนธรรม (ทำ) โดยราคาต้นกล้ายางนาลงเชื้อเห็ดแล้ว 4 รอบ อยู่ที่ราคาต้นละ 30 บาท ส่วนดอกเห็ดราคาขึ้นลงตามราคาของตลาด ซึ่งก็ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมากมีการสั่งจองต้นกล้ายางนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเดินทางมาขอศึกษาในแปลง โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการที่เกษียณแล้ว และใกล้ที่จะเกษียณ บ้านไร่สวนธรรม(ทำ) แห่งนี้พร้อมให้ข้อมูลอย่างละเอียดไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีหวง เพราะตนมองว่าถ้าปลูกต้นไม้กันมากๆ จะช่วยให้ธรรมชาติกลับคืนมา และธรรมชาติก็จะให้อาหารเรากลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ เป็นคลังอาหารธรรมชาตินั่นเอง

เสริมพงษ์ ทองสัมฤทธิ์

รองปลัดฯตรวจการในพื้นที่ ภาคกลางตอนล่าง4จังหวัด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807291

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ร่วมลงพื้นที่ตรวจการกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 (ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร) ในช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ครั้งที่ 3/2567 “ฐานเศรษฐกิจสีเขียว และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” ที่ จ.เพชรบุรี ในช่วงก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังการบรรยายและเยี่ยมชมเทคโนโลยีการกำจัดขยะและการบำบัดน้ำเสีย และปลูกป่าชายเลน ที่โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรีซึ่งมีนายเกษม จันทร์แก้ว องคมนตรีและผอ.โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระดำริ นายเทอดศักดิ์ บุณยขจร รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และนายดนุชา สินธวานนท์ รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมต้อนรับ

ทั้งนี้ นายกฯ สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ นำรูปแบบเทคโนโลยีพัฒนาสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริไปปรับใช้ตามภารกิจที่อยู่ในหน้าที่เพื่อลดต้นทุนการบำบัดน้ำเสียทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และภาคครัวเรือน

‘M Wrap Eco Bio Based’ นวัตกรรมใหม่ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจากเอ็มเอ็มพีฯ ในงาน Thaifex Anuga Asia 2024

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/807366

'M Wrap Eco Bio Based' นวัตกรรมใหม่ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจากเอ็มเอ็มพีฯ ในงาน Thaifex Anuga Asia 2024

‘M Wrap Eco Bio Based’ นวัตกรรมใหม่ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจากเอ็มเอ็มพีฯ ในงาน Thaifex Anuga Asia 2024

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.01 น.

“M Wrap Eco Bio Based” นวัตกรรมใหม่ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจากเอ็มเอ็มพีฯ แบรนด์ที่ได้รับเลือกเป็นสินค้า Future Food Experience+ : Sustainable Packaging ในงาน Thaifex Anuga Asia 2024 ระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย.67 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทชั้นนำ ผู้ผลิตฟิล์มยืดที่มีไลน์การผลิตครบวงจรตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค ภายใต้การนำของ 3 ผู้บริหารระดับสูง คุณเอนก จงเสถียร ประธานคณะกรรมการบริหาร, คุณชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการ และ คุณกมลชนก จงเสถียร กรรมการ นำบริษัทฯเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มครบวงจร “THAIFEX-ANUGA ASIA 2024” ภูมิใจเป็นแบรนด์เดียวในหมวดบรรจุภัณฑ์จากประเทศไทยที่ได้รับการคัดเลือกให้แสดงสินค้าในโซน  Future Food Experience+ : Sustainable Packaging ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2567 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเอ็มเอ็มพีพร้อมนำเสนอสินค้าที่พัฒนาต่อยอด Real Bio Compostable Food Film สู่นวัตกรรมใหม่ M Wrap Eco Bio Based สินค้าที่ช่วยลดขยะอาหาร ลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และรักษาสิ่งแวดล้อม อย่างแท้จริง

เอนก จงเสถียร ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงการดำเนินกิจการของบริษัทฯ ในปัจจุบันว่า “เอ็มเอ็มพี เป็นบริษัทผู้ผลิตอันดับหนึ่งในเรื่องฟิล์มยืดระดับ Food Grade เมื่อพูดถึงสินค้าของเอ็มแรปจะให้ความรู้สึกที่มีคุณภาพและปลอดภัย เป็นตัวเลือกให้ผู้บริโภคเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม สินค้าที่ช่วยลดขยะอาหาร Food waste และสามารถรีไซเคิลได้ โดยในขณะนี้ได้มีการต่อยอด Real-Bio Compostable Food Film ฟิล์มยืดถนอมอาหารชนิดย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ที่ใช้วัตถุดิบตั้งต้นมาจากพืช มีความปลอดภัยกับอาหาร สามารถย่อยสลายได้ภายใน 180 วัน ในสภาวะที่ควบคุมเหมาะสม การใช้งาน ใช้ได้ในอุณหภูมิ -18 องศา ถึง 80 องศา ไม่สามารถเข้าไมโครเวฟได้  พัฒนาสู่นวัตกรรมใหม่ เอ็มแรป Eco Bio Based ที่มีส่วนผสมของสารชีวมวล มากกว่า 40% สูงที่สุดในตลาดในปัจจุบัน โดยสามารถใช้ได้กับไมโครเวฟและฟรีซเซอร์ได้อย่างปลอดภัย ด้วยมาตรฐานการผลิตสินค้าสำหรับอาหาร (Food Grade) และได้รับการรับรองเรื่องการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทั้งรุ่นสำหรับใช้ในครัวเรือน ( Home Used) และรุ่นสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม (Industrial Used)”

ทางด้าน ชัยวัฒน์  อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเสริมว่า “ทางบริษัทฯ ยังคงสร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในการจัดการฟิล์มถนอมอาหารเอ็มแรป หลังการใช้งานอย่างถูกวิธี  ผ่านโครงการเก็บเพื่อกลาย Circulife By M Wrap กับผู้ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งโรงแรม รีเทล และร้านอาหาร ในการนำฟิล์มถนอมอาหารนำกลับมารีไซเคิลเป็นสินค้าใหม่ เพื่อส่งต่อให้กับสังคมต่อไป โดยครั้งนี้ บริษัทฯได้มีการจับมือกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในการวิจัยและพัฒนาสินค้ารีไซเคิลใหม่ ที่ใช้กระบวนการน้อยลง ออกแบบเป็นของตกแต่งบ้าน เพื่อให้สินค้าเหล่านี้ได้กลับนำมาใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ เอ็มเอ็มพี ยังภูมิใจที่จะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ คือ เอ็มเสตรช ฟิล์มพันพาเลท สำหรับการส่งออกสินค้า ต่อยอดนวัตกรรมสินค้า M Stretch PCR ที่มีส่วนผสมของเม็ดพลาสติกรีไซเคิล 30% เป็นการพัฒนาสินค้า จากวัตถุดิบหลังการใช้งานแล้ว 100% โดยคงคุณสมบัติ การใช้งานได้เทียบเท่ารุ่นปกติ โดยมีทั้งแบบ Hand Roll และ Machine Rollโดยที่คู่ค้าสามารถควบคุมต้นทุนได้ และทำให้เกิดการใช้ซ้ำได้อย่างไม่รู้จบ (Circular Economy)”

กมลชนก จงเสถียร กรรมการ บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงกิจกรรมภายในงาน “THAIFEX-ANUGA ASIA 2024” ว่า “ที่บูธของเอ็มเอ็มพีนอกจากจะมีทัพสินค้ามาจัดแสดงมากมาย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน สินค้า Food Wrap และ Food Grade แล้วยังมีกิจกรรมสนุก ให้ผู้ร่วมงานได้เล่น ตู้คันโยกผลไม้ ที่แรปรักษาความสดไว้ด้วย M Wrap ECO BIO BASED เพื่อพิสูจน์ความสดใหม่ของผลไม้ว่าจะถูกรักษาไว้อย่างดี ทำให้ไม่เกิดเป็นขยะอาหาร พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษเฉพาะผู้เข้าชมงาน Cooking Show จากเชฟอ๊อตโต้ Top Chef Thailand คนที่ 2 ของเมืองไทย มาโชว์ แรป & โรล สร้างสรรค์เมนูพิเศษ เช่น ข้าวไก่ย่างน้ำจิ้มแจ่ว, เค้กเนยสดลอดช่อง, หมูแดงอบน้ำผึ้งซอสบาร์บีคิว, กล้วยทอดกรอบกับซอสคาราเมล, สลัดสันในไก่กับซอสครีมงาญี่ปุ่น, แซนวิชโรลแฮม&ชีสขนมปังไส้ถั่วแดงซอสครีมมัทฉะ, ข้าวห่อสาหร่ายแกงกะหรี่หมู, ข้าวหมูกระเทียมไข่ห่อ, เครปเย็นมะม่วงน้ำดอกไม้กับซอสกะทิ พร้อมเสิร์ฟให้ชิมฟรี! และโปรโมชั่นสินค้าราคาพิเศษเฉพาะในงาน ให้เหล่านักช้อปได้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ”

ด้านเชฟอ๊อตโต้-ประภาศน์ ปาณะวีระ ดีกรีระดับ แชมป์ ท็อปเชฟ ไทยแลนด์ ซีซั่น 2  ผู้มีลายเซนต์เป็นที่รู้จักกันดี ในชื่อเชฟสายม้วน ได้รังสรรค์เมนูพิเศษหลากหลายเมนูโดยใช้ M Wrap ECO BIO BASED ได้พูดถึงผลิตภัณฑ์ว่า “ฟิล์มถนอมอาหารเอ็มแรป ใช้งานง่าย มีใบมีดสไลด์ตัดฟิล์มง่าย ช่วยกักเก็บรสชาติของอาหารและเครื่องปรุงไว้ไม่ให้สูญเสียรสชาติ ทำให้อาหารมีความอร่อยกลมกล่อม มีความชุ่มฉ่ำ Juicy เช่น เมนูไก่ย่างน้ำจิ้มแจ่ว เมนูที่คนไทยได้ยินชื่อก็นึกภาพออก การปรุงเมนูนี้ได้ใช้เทคนิค การแรป&โรล ด้วยฟิล์มถนอมอาหาร เอ็มแรป ช่วยเพิ่มมูลค่าอาหารให้น่าทานมากขึ้น เมนูที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่มีตัวช่วยดีๆอย่างฟิล์มยืดถนอมอาหารเอ็มแรปเป็นตัวช่วย ซึ่งมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก คือ นำน่องไก่ติดสะโพกไปปรุงรสและนำไปม้วนด้วยเอ็มแรป  หลังจากนั้นนำไปนึ่งประมาณ 20 นาที แล้วก็นำมาจี่บนกระทะจนไก่มีสีเหลืองสวย นำน้ำจิ้มแจ่วเทลงกลางจาน แล้วจึงวางข้าวและไก่ที่สุกแล้วลงไป แค่นี้ก็ได้เมนูไก่ย่างน้ำจิ้มแจ่วที่เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำน่ารับประทานแล้ว ข้อดีของเอ็มแรป คือ เป็นสินค้าที่เหล่าเชฟเลือกใช้ รวมถึงคนทำอาหาร ร้านอาหาร ผู้ประกอบธุรกิจอาหาร มีมาตรฐาน ได้รับการรับรองว่าเป็นสินค้าฟู้ดเกรด สัมผัสอาหารได้ปลอดภัย 100% และเมื่อใช้วัตถุดิบไม่หมดก็สามารถแรปเก็บไว้ ช่วยลด food waste อีกทั้งยังสามารถทนความร้อนได้ดี จึงเชื่อมั่นว่าสินค้าทุกตัวของเอ็มแรป ปลอดภัยและห่วงใยผู้บริโภคอย่างแท้จริง”

พบกับบูธ บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด แบบครบเครื่องได้ในงาน “THAIFEX-ANUGA ASIA 2024” ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2567 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Website : https://www.mmpcorp.co.th/

-(016)

‘เดชพล’ นำนักศึกษา พตส.14 ดูงานภารกิจ การบริหารงานภายใน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/807355

'เดชพล' นำนักศึกษา พตส.14 ดูงานภารกิจ การบริหารงานภายใน

‘เดชพล’ นำนักศึกษา พตส.14 ดูงานภารกิจ การบริหารงานภายใน

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.27 น.

เมื่อเร็วๆนี้ พ.ต.ต.เดชพล กอสนาน ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง นำนักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 14 (พตส.14) ศึกษาดูงานใน”ภารกิจ การบริหารงานภายใน และการดำเนินกิจกรรมของพรรคการ เมือง”ของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ซึ่งหวังให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ตามบทบาทและหน้าที่ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ รวมทั้งขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในการพัฒนา การเมืองและการเลือกตั้งให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน

ในการนี้ในนามตัวแทนนักศึกษานายจิตจรูญ ตันติวาลา พร้อมด้วย นายประกอบ ลีนะเปสนันท์ นางสาวปริษา เตชะกรเมธากุล และ นายบุญเกียรติ การะเวกพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณและมอบของที่ระลึกให้กับผู้แทนบริหารพรรค ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่  กรุงเทพมหานคร และ อาคารอนาคตใหม่ ซอยรามคำแหง 42 เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

-(016)

LIFE & HEALTH : กลิ่นตัว ปัญหากวนใจที่แก้ไขได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/807234

LIFE & HEALTH : กลิ่นตัว ปัญหากวนใจที่แก้ไขได้

LIFE & HEALTH : กลิ่นตัว ปัญหากวนใจที่แก้ไขได้

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.30 น.

ในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าว โดยเฉพาะเมืองไทยในขณะนี้ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส หลายคนอาจสังเกตได้ว่า เราเองและคนรอบข้างมีกลิ่นตัวที่แรงมากขึ้น ซึ่งตามธรรมชาตินั้นทุกคนจะมีกลิ่นตัวโดยเป็นกลิ่นจางๆ แต่เมื่อมีสิ่งกระตุ้นบางอย่างก็จะทำให้กลิ่นตัวนั้นแรงขึ้น ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่กวนใจใครหลายคน ทำให้บั่นทอนความมั่นใจในการเข้าสังคมไปด้วย 

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ภญ.จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าในผิวหนังของมนุษย์ประกอบไปด้วยต่อมเหงื่อที่สำคัญ 2 ต่อม คือ ต่อมเอกไครน์(eccrine gland) และต่อมอะโพไครน์(apocrine gland) ซึ่งแต่ละต่อมมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.ต่อมเอกไครน์ เป็นต่อมที่อยู่บนผิวหนัง มีหน้าที่ผลิตเหงื่อเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นเพื่อคลายความร้อนในร่างกาย ในเหงื่อจะมีน้ำและเกลือเป็นส่วนประกอบหลัก และจะระเหยเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเย็นตัวลง โดยปกติแล้วเหงื่อที่ออกมานั้นจะไม่มีกลิ่น แต่ในบางกรณี เช่น การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง ได้แก่ กระเทียม เครื่องเทศ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้เหงื่อมีกลิ่นซึ่งส่งผลต่อกลิ่นตัวได้

2.ต่อมอะโพไครน์หรือต่อมกลิ่น เป็นต่อมที่อยู่ในบริเวณที่มีขนขึ้นมาก เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือหัวหน่าว เป็นต้น ต่อมกลิ่นพบได้ตั้งแต่เกิด แต่จะเริ่มทำงานในช่วงวัยรุ่น มีหน้าที่ในการสร้างกลิ่นซึ่งเป็นลักษณะทางเพศแบบหนึ่ง สารที่หลั่งจากต่อมกลิ่นประกอบด้วยกรดไขมันหลายชนิด (fatty acid, sulfanylalkanols และ steroid) มีลักษณะเหลวข้นไม่มีกลิ่น เมื่อหลั่งออกมาด้านนอกของผิวหนัง สารดังกล่าวจะถูกเชื้อแบคทีเรีย (Corynebacteria spp.) เปลี่ยนให้เป็นสารที่มีกลิ่นซึ่งคือแอมโมเนียและกรดไขมันสายสั้น

จากข้อมูลข้างต้น “กลิ่นตัว” เป็นกลิ่นที่ร่างกายขับออกมาทางต่อมเหงื่อ ซึ่งสาเหตุของการเกิดกลิ่นตัวนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.สาเหตุภายนอก คือ ปัจจัยความร้อนกระตุ้นเชื้อแบคทีเรีย หรือการเป็นเชื้อราที่ผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีต่อมกลิ่น

2.สาเหตุภายในร่างกาย คือ มีการขับสารบางอย่างออกมาจากต่อมกลิ่นและต่อมเหงื่อเช่น ความเครียด การมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน การกินอาหารที่มีกลิ่นแรง รสจัดไม่ว่าจะเป็นเค็มจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรืออาหารที่มีเครื่องเทศเยอะๆ ผักและผลไม้ที่มีสารกำมะถันอย่างทุเรียน สะตอ ชะอม หัวหอมผักตระกูลกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง กระเทียม เป็นต้น การดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะถูกเผาผลาญในตับและแตกตัวเป็นแอซีทาลดีไฮด์ (acetaldehyde) การใช้ยาบางชนิด ได้แก่ มอร์ฟีน ยาแก้ไข้ และยารักษาภาวะซึมเศร้า เป็นต้น ภาวะร่างกายหลั่งเหงื่อมากผิดปกติ หรือภาวะสุขภาพบางอย่างก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดกลิ่นตัวที่แตกต่างกันออกไปได้เช่น โรคเบาหวาน โรคตับ หรือโรคไต เป็นต้น

การรักษาและป้องกันการมีกลิ่นตัว 

การกำจัดกลิ่นตัวให้หมดจากร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เนื่องจากกลิ่นตัวเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี อย่างไรก็ตาม เรามีแนวทางการป้องกันและดูแลตัวเองเพื่อลดกลิ่นตัวอันไม่พึงประสงค์ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

l การรักษาสุขอนามัยให้สะอาด การล้างทำความสะอาดบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ด้วยน้ำสะอาดบ่อยๆ จะลดปริมาณสารก่อกลิ่นที่หลั่งจากต่อมกลิ่นได้ การล้างด้วยสบู่ฆ่าเชื้อจะช่วยลดปริมาณแบคทีเรีย แต่ไม่ควรล้างบ่อยเพราะอาจทำให้ผิวแห้งและเกิดการระคายเคืองได้

l หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่ร้อนจัด อบอ้าว อับชื้น อากาศไม่ถ่ายเทหรือถ่ายเทไม่สะดวก

l หลีกเลี่ยงความเครียดและเรื่องตื่นเต้น โดยเมื่อร่างกายเกิดความเครียดจะหลั่งฮอร์โมนออกมา ทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกและทำให้รักแร้มีเหงื่อออกมา ทั้งนี้ เหงื่อที่ออกมาจากความเครียดจะมีความแตกต่างจากเหงื่อทั่วไป เพราะเหงื่อจากความเครียดจะมีปริมาณของโปรตีนและไขมันมากเป็นพิเศษ เมื่อเหงื่อประเภทนี้ทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียจะทำให้เกิดกลิ่นตามมาได้

l หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและผลไม้บางชนิดที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม สะตอ ทุเรียน พริกป่น เนย ตับ ถั่ว ซึ่งเป็นแหล่งของสาร trimethylamine โดยจะถูกขับออกมาพร้อมกัน

l การใช้ผลิตภัณฑ์ยาระงับเหงื่อ (antiperspirants) โดยองค์ประกอบหลักของผลิตภัณฑ์ คือ น้ำหอม แต่จะมีสารเคมีที่ทำหน้าที่อุดต่อมเหงื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เหงื่อออกมาจากรูขุมขน เมื่อไม่มีเหงื่อ ก็จะไม่เกิดกลิ่นสารเคมีที่นิยมใช้คือ เกลือของโลหะหนักอะลูมิเนียมชนิดต่างๆ เช่น อะลูมิเนียมคลอไรด์(aluminium chloride) ที่มีประสิทธิภาพในการจับกับเกลือของน้ำเหงื่อให้กลายเป็นเจล มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว จากนั้นจะไปอุดต่อมเหงื่อไม่ให้เหงื่อออก เมื่อสะสมมากๆ ร่างกายจะกำจัดออกโดยการผลัดเซลล์ผิว

l หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารบางชนิดที่ช่วยกระตุ้นการขับเหงื่อ เช่น อาหารรสเผ็ด อาหารแปรรูปที่มีไขมัน เนื้อสัตว์ และกาเฟอีนเนื่องจากอาหารเหล่านี้มีส่วนกระตุ้นให้เหงื่อออกได้

l แนะนำให้รับประทานอาหารที่ช่วยลดการผลิตเหงื่อ ได้แก่ อาหารที่มีแคลเซียม นอกจากนี้ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอจะช่วยแก้ปัญหากลิ่นตัวได้

l การใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย (deodorants) ทำหน้าที่หลักในการลดกลิ่นของร่างกายที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยองค์ประกอบหลักของผลิตภัณฑ์ คือ น้ำหอมและยากำจัดเชื้อแบคทีเรีย มีแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย โดยเมื่อเราใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย เหงื่อจะยังคงออกตามปกติ

l การใช้น้ำหอมฉีดพ่นเพื่อกลบกลิ่นตัวแต่ต้องระวังอาการผื่นแพ้น้ำหอม หรือส่วนประกอบในน้ำหอมที่อาจเกิดขึ้นได้

l เลือกใช้เครื่องแต่งกายที่ระบายอากาศและความร้อนได้ดี เช่น เครื่องแต่งกายที่เนื้อผ้าทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ ได้แก่ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน เป็นต้น

l การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินกำหนด ยิ่งน้ำหนักตัวเยอะ ก็ทำให้มีกลิ่นตัวมาก อาจจะเกิดจากการที่ร้อนง่ายเหนื่อยง่าย รวมทั้งบริเวณซอกต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากผิวหนังที่ย้อยไปปิด ทำให้อับชื้น ต้องดูแลดีๆ เพราะเกิดเชื้อราได้ง่ายมาก

l การโกนขนบริเวณรักแร้หรือทำเลเซอร์กำจัดขน เพื่อป้องกันแบคทีเรียและการสะสมของสารก่อกลิ่น

l การฉีดสารโบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum toxin) ที่ใต้ผิวหนังบริเวณรักแร้ เพื่อลดการสร้างสารก่อกลิ่น เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี แต่มีราคาสูง อีกทั้งไม่ใช่การรักษาปัญหากลิ่นตัวแบบถาวร เนื่องจากจะมีฤทธิ์อยู่แค่ 3-6 เดือนทำให้ต้องฉีดซ้ำอย่างสม่ำเสมอ

l การผ่าตัดเอาต่อมกลิ่นออก เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี แต่อาจมีผลข้างเคียงหลังการรักษา เช่น มีแผลเป็น เกิดการติดเชื้อ เป็นต้น และต้องทำการรักษาโดยศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

โดยสรุป กลิ่นตัวเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากต่อมเหงื่อและต่อมกลิ่นในร่างกาย กลิ่นตัวแรงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตทั้งต่อตัวเองและผู้คนที่อยู่รอบข้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่ควรเร่งหาสาเหตุ รวมไปถึงหาแนวทางแก้ไขและป้องกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาเล็กๆ หรือจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ กลายไปเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นในอนาคตได้ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/686

ผศ.(พิเศษ)ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

‘โรคจิตเภท’ 1 ใน 5 โรคจิตเวชที่พบบ่อยในวัยทำงาน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/807232

‘โรคจิตเภท’ 1 ใน 5 โรคจิตเวชที่พบบ่อยในวัยทำงาน

‘โรคจิตเภท’ 1 ใน 5 โรคจิตเวชที่พบบ่อยในวัยทำงาน

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.05 น.

ทุกๆ วันที่ 24 พฤษภาคมของทุกปีองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้เป็นวันจิตเภทโลก เพื่อรณรงค์ให้ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตเภทอย่างถูกต้องและลดการตีตราผู้ป่วยโรคจิตเภทจากสังคมซึ่งจากสถิติพบว่าโรคจิตเภท มักเกิดขึ้นในกลุ่มวัยทำงานมากกว่าวัยอื่นๆ เนื่องจากความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุการก่อโรค

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH-Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า วัยทำงานเป็นวัยที่ต้องเผชิญกับสภาวะความเครียดจากปัญหาต่างๆ ในชีวิตมากกว่าวัยอื่นๆ ทั้งเรื่อง การทำงาน การเข้าสังคม หรือการแบกความรับผิดชอบในวัยที่มากขึ้น ดังนั้น วัยทำงานจึงเป็นช่วงอายุที่พบโรคทางจิตเวชได้มากที่สุด

“โรคจิตเภท” หรือ Schizophreniaเป็น 1 ใน 5 โรคทางจิตเวชที่พบบ่อยในวัยทำงาน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง ส่งผลให้มีความคิดและการรับรู้ที่ผิดปกติไปจากเดิม โดยมักจะมีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน พูดไม่รู้เรื่องหรือมีพฤติกรรมแปลก ๆ สาเหตุของการเกิดโรคแบ่งเป็น 3 สาเหตุ ได้แก่ พันธุกรรม, ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง, และภาวะทางด้านจิตใจ ซึ่งโรคจิตเภทเป็นโรคที่มีความรุนแรงจำเป็นต้องรีบรักษา

นอกจากนี้ โรคอื่นๆ ที่สามารถพบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงาน ได้แก่ ติดสารเสพติดพบมากในวัยผู้ใหญ่ แต่ก็พบเพิ่มมากขึ้นในเยาวชนตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ยาเสพติดที่ถูกใช้มากที่สุดในประเทศไทย คือ สุรา ร้อยละ 18บุหรี่ ร้อยละ 14.9 และติดยาเสพติดอื่นๆ เช่น กัญชา ยาบ้า ยาไอซ์ ร้อยละ 2.8

พญ.ณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล

โรคซึมเศร้า มีคนจำนวนมากที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ทำให้ไม่ได้เข้ารับการรักษาหรือบางคนอาจรู้ตัวแต่ไม่ยอมรักษาจนทำให้มีอาการที่รุนแรงขึ้น

โรควิตกกังวลในกลุ่มวิตกกังวลมีหลายชนิดที่พบมาก ได้แก่ โรคแพนิค โรคกลัวสถานที่ โรควิตกกังวลไปทั่ว และโรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์รุนแรง

โรคอารมณ์แปรปรวนหรือโรคไบโพลาร์ ผู้ป่วยจะมีลักษณะอารมณ์เปลี่ยนไป-มา ระหว่างซึมเศร้าสลับกับช่วงอารมณ์ดีมากกว่าปกติ

ไม่เพียงแต่วัยทำงานเท่านั้นที่เป็นโรคทางจิตเวชได้ ในวัยอื่นๆ ก็สามารถเกิดโรคทางจิตเวชได้เช่นกัน โดยจะแบ่งเป็นตามกลุ่มวัยดังนี้ วัยเด็กและวัยรุ่น มักได้รับการวินิจฉัยโรคในช่วงอายุ 7-14 ปี โดยในช่วงวัยนี้พบความชุกของโรคตามลำดับ ดังนี้ โรคสมาธิสั้น, โรคออทิสติก, โรคพฤติกรรมเกเรก้าวร้าว และสติปัญญาต่ำกว่าวัย

วัยสูงอายุ เป็นวัยที่มักเกิดโรคสมองเสื่อมซึ่งเป็นภาวะที่สมองทำงานผิดปกติส่งผลให้มีอาการหลงลืม ความจำเสื่อม บุคคลิกภาพเปลี่ยนแปลงหรือผิดปกติ จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต โดยส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป

ทั้งนี้ โรคทางจิตเวช หลายโรครักษาให้หายได้ หลายโรครักษาให้ดีขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องและต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยและคนใกล้ชิดควรต้องให้ความร่วมมือ เพื่อผู้ป่วยจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติสุข

คุณแหน : 29 พฤษภาคม 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/807257

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● มิตรสหายร่วมชื่นชมกับผลงานของ ศ.นพ.อนันต์ ศรีเกียรติขจร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)ที่แพทยศาสตรบัณฑิตรุ่นแรกของ สจล.จบแล้ว 17 คน…

●● ในงานการนำเสนอโครงงาน Thailand Digital Transformation in 2028 ของหลักสูตร Digital CEO#7 มีผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมรับฟังกว่า 40 คน เช่น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง, ม.ร.ว.จัตุมงคลโสณกุล, รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม, ธีรนันท์ ศรีหงส์, ยู่สิน จินตภากร, อโรชา นันทมนตรี,ปิยพงศ์ ชูวงศ์, พล.ท.ธงชัย รอดย้อย, พล.ท.เจียรนัย วงศ์สอาด, นพ.สกานต์ บุนนาค, ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ, ณัฐพงศ์ ดิษยบุตร, พญ.ลลิตยา กองคำ, จารุพรรณ อินทรรุ่ง, ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย, ดร.จิราพรศิริคำ, โอม ศิวะดิตถ์, ผศ.ดร.จิระเสกข์ ตรีเมธสุนทร, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, ดร.ปิยะนุช สัมฤทธิ์, ดร.กรรณิการ์ เฉิน, ปฐมภพ สุวรรณศิริ, กำพล โชคสุนทสุทธิ์…

●● เพื่อนๆ ชาว CDA#1 ยินดีกับ แดน ปฐมวาณิชย์ ที่ บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ (NRF) คว้ารางวัลระดับโลก จากเวที Global Brand Awards 2024 สาขา Most Innovative Sustainable Food Producer ตอกย้ำการเป็นผู้ผลิตอาหารที่ยั่งยืน…

●● ช่วงว่างนี้ ดร.วัฒนา พุฒิชาติ ได้ไปขี่บิ๊กไบค์ที่ประเทศเวียดนามร่วมทริปกับทีมบิ๊กไบค์อุดร…

●● แม้จะมีภารกิจเดินทางมาก วลี กิตติรัตนวิวัฒน์ วันเกิดปีนี้ได้ไปทำบุญที่วัดหลวงพ่อโอภาสี…

●● สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทยขอแสดงความเสียใจ ด้วยรักและอาลัยยิ่งต่อการจากไปของ อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย กรรมการสมาคมนักกำหนดอาหารฯ ผู้ซึ่งมีส่วนร่วมในการบุกเบิกและสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพนักกำหนดอาหารในประเทศไทยอย่างแข็งขันตลอดมา…

●● เชิญรับชมสัมภาษณ์ ดร.พะโยม ชิณวงศ์ ผอ.สถาบันพัฒนารร.คุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ เรื่อง โรงเรียนคุณธรรม…สร้างคนดีให้บ้านเมือง ได้ที่https://youtu.be/t0KLz-o3c6o?si=3ToSzW3ca2rclLyl…

●● ชื่นชม ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ และราชิต ไชยรัตน์ที่จัดงาน Makers United 2024 ครบรอบ10 ปี สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย พร้อมวิทยากรชื่อดังมากมาย เช่น จิรายุสทรัพย์ศรีโสภา, ชัชชาติ สิทธิพันธ์ และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์…

●● depa เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการและผู้ผลิต Hardwareและ Smart Device สัญชาติไทยที่ยื่นขอรับตราสัญลักษณ์ dSURE สู่มาตรฐานสากลเปิดรับสมัครถึง 15 ส.ค. รายละเอียดที่ https://short.depa.or.th/IN-01950-2567…●●

น้องใหม่

อาลัย ‘พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร’ อดีตนายทหารและนักการเมือง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/807209

อาลัย ‘พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร’ อดีตนายทหารและนักการเมือง

อาลัย ‘พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร’ อดีตนายทหารและนักการเมือง

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

รศ.ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี ประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร โดยมี ท่านผู้หญิงอรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา, ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์,พล.อ.อ.ยุทธพงศ์-ทิพยา กิตติขจร, ดร.สุวิทย์-คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี, คุณหญิงทรงสมร คชเสนี, พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์,คุณหญิงอรพรรณ ศศิประภา และ ร.อ.หญิงสุมิตรา จารุเสถียร ร่วมในพิธี

รศ.ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ พันเอกณรงค์ กิตติขจร โดยมี ท่านผู้หญิงอรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา, ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์, พลอากาศเอกยุทธพงศ์-ทิพยา กิตติขจร,ดร.สุวิทย์-คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี, คุณหญิงทรงสมร คชเสนี, พลเอกสมทัต อัตตะนันทน์, คุณหญิงอรพรรณ ศศิประภาและ ร้อยเอกหญิงสุมิตรา จารุเสถียร ร่วมงาน โดยที่ผ่านมาได้กำหนดพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ในวันที่ 15-21 พฤษภาคม 2567 ณ ศาลา100 ปี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เขตดุสิต และพิธีพระราชทานเพลิงศพณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม เขตพระนคร เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567

พันเอกณรงค์ กิตติขจร เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2476 เป็นบุตรชายคนโตของจอมพล ถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี กับท่านผู้หญิงจงกลกิตติขจร และเป็นบุตรเขยของจอมพล ประภาส จารุเสถียร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอดีตอธิบดีกรมตำรวจ สมรสกับ สุภาพรกิตติขจร บุตรสาวคนที่ 3 ของจอมพล ประภาส ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันมาตั้งแต่อายุได้ 5-6 ขวบ มีบุตร-ธิดารวม 4 คน ได้แก่ พลเอกเกริกเกียรติ กิตติขจรสมรสกับ นัฎฐา กิตติขจร (มีบุตรทั้งหมด 2 คน คือ กนกรส กิตติขจร,กฎเกณฑ์ กิตติขจร), กรกาจ กิตติขจร (เสียชีวิตแล้ว) สมรสกับ ประพจนีย์กิตติขจร (มีบุตร 1 คน คือ กิตติพจน์ กิตติขจร), พลโทกิจก้อง กิตติขจร,กรองกาญจน์ ดิศกุล ณ อยุธยา สมรสกับ พลเอก หม่อมหลวงกุลชาติ ดิศกุล(มีบุตร 2 คน คือ ดิศพงษ์ ดิศกุล ณ อยุธยา, กรกมล ดิศกุล ณ อยุธยา)

ประธานในพิธี รศ.ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี โดยมีน้องสาวผู้วายชนม์ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี และสองบุตรชาย ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการกีฬาฯ และ ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน และบุตรสาวผู้วายชนม์ กรองกาญจน์ ดิศกุล ณ อยุธยา และ พล.อ.ม.ล.กุลชาติ ดิศกุล ต้อนรับ

ด้านการศึกษา พันเอกณรงค์ กิตติขจร จบการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แล้วไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จปร.รุ่นที่ 5 และโรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ สหราชอาณาจักร (Royal Military Academy Sandhurst) ซึ่งเป็นโรงเรียนนายร้อยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในอังกฤษ ด้านรับราชการ พันเอกณรงค์ กิตติขจร ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐประหาร (รัฐประหารในประเทศไทย17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514) เมื่อการรัฐประหารเสร็จสิ้นลง ได้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิวัติราชการ (ก.ต.ป.) และเป็นผู้บังคับบัญชากองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 พัน.2 รอ.) และเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งหลังเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาต้องออกจากประเทศ เมื่อสถานการณ์สงบลง พันเอกณรงค์กลับมาลงเล่นการเมือง โดยในปี 2526 ลงเลือกตั้ง สส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดพรรคชาติไทย และเข้าร่วมกับพรรคเสรีนิยม ซึ่งต่อมาเขาได้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคและลงสมัคร สส.ในจังหวัดเดิม จนได้รับเลือก 2 สมัย คือในปี2529 และ 2531 รวมทั้งได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ช่วงปี 2534-2535

พันเอกณรงค์ กิตติขจร ถึงแก่อนิจกรรมในวัย 90 ปี ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

น้องสาว-น้องชายผู้วายชนม์ คุณหญิงนงนุช จิรพงศ์, คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี, คุณหญิงทรงสมร คชเสนี, พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ กิตติขจร พร้อมด้วยลูกๆ หลานๆ และเครือญาติตระกูล “กิตติขจร”

น้องสาว-น้องชายผู้วายชนม์ คุณหญิงนงนุช จิรพงศ์, คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี, คุณหญิงทรงสมร คชเสนี, พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ กิตติขจร พร้อมด้วยลูกๆ หลานๆ และเครือญาติตระกูล “กิตติขจร”

คุณหญิงนงนุช จิรพงศ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และผู้มาร่วมไว้อาลัย

คุณหญิงนงนุช จิรพงศ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และผู้มาร่วมไว้อาลัย

น้องชายผู้วายชนม์ พล.อ.อ.ยุทธพงศ์-ทิพยา กิตติขจร

น้องชายผู้วายชนม์ พล.อ.อ.ยุทธพงศ์-ทิพยา กิตติขจร

อมเรศ-ภัทรา ศิลาอ่อน และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

อมเรศ-ภัทรา ศิลาอ่อน และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

บุตรชายคนโตของผู้วายชนม์ พล.อ.เกริกเกียรติ กิตติขจร ต้อนรับแขกผู้มาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ

บุตรชายคนโตของผู้วายชนม์ พล.อ.เกริกเกียรติ กิตติขจร ต้อนรับแขกผู้มาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ

บุตรชายคนโตของผู้วายชนม์ พล.อ.เกริกเกียรติ กิตติขจร ต้อนรับแขกผู้มาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ

บุตรชายคนโตของผู้วายชนม์ พล.อ.เกริกเกียรติ กิตติขจร ต้อนรับแขกผู้มาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ

น้องสาวผู้วายชนม์ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี และ คุณหญิงทรงสมร คชเสนี ต้อนรับ ผาณิต พูนศิริวงศ์, นันทวัน เมฆใหญ่, สุประวัติ-นีรนุช ปัทมสูต และ ผศ.วรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

น้องสาวผู้วายชนม์ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี และ คุณหญิงทรงสมร คชเสนี ต้อนรับ ผาณิต พูนศิริวงศ์, นันทวัน เมฆใหญ่, สุประวัติ-นีรนุช ปัทมสูต และ ผศ.วรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

ม.ล.ปริยดา ดิศกุล กับลูกชาย นดล ไชยเจริญ

ม.ล.ปริยดา ดิศกุล กับลูกชาย นดล ไชยเจริญ