จีนประกาศ ประสบความสำเร็จ ซ้อมรบกระสุนจริงรอบไต้หวัน

จีนประกาศ ประสบความสำเร็จ ซ้อมรบกระสุนจริงรอบไต้หวัน

31 ธ.ค. 2568 23:23 น.

จีนประกาศ ประสบความสำเร็จ ซ้อมรบกระสุนจริงรอบไต้หวัน

จีนประกาศความสำเร็จในการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน รวมถึงการฝึกซ้อมกระสุนจริงแล้ว ขณะที่ สี จิ้นผิง ประกาศว่า การรวมชาติเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้

เมื่อวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 ทางการจีนออกมาประกาศว่า การฝึกซ้อมทางทหารของกองทัพรอบเกาะไต้หวัน ซึ่งรวมถึงการฝึกใช้กระสุนจริง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจำลองการปิดล้อมท่าเรือสำคัญ และการโจมตีเป้าหมายทางทะเล “เสร็จสมบูรณ์แล้ว”

ในการฝึกซ้อมดังกล่าวมีชื่อรหัสปฏิบัติการว่า “จัสติส มิชชัน 2025” (Justice Mission 2025) โดยกองทัพจีนทำการยิงขีปนาวุธ พร้อมทั้งส่งเครื่องบินขับไล่ เรือรบ และเรือหน่วยยามฝั่งหลายสิบลำ เข้าประจำการรอบเกาะหลักของไต้หวันในช่วงวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา

ด้านรัฐบาลไต้หวันออกมาประณามการซ้อมรบดังกล่าวว่าเป็นพฤติกรรมที่ “ยั่วยุอย่างรุนแรงและขาดความยั้งคิด” พร้อมระบุว่าจีนล้มเหลวในการพยายามปิดล้อมดินแดนปกครองตนเองแห่งนี้

ทั้งนี้ จีนยืนยันมาตลอดว่าเกาะไต้หวัน ซึ่งมีประชากร 23 ล้านคน เป็นส่วนหนึ่งในดินแดนของพวกเขา ถึงขั้นเคยขู่ว่า จะใช้กำลังทหารเพื่อผนวกดินแดนหากจำเป็น

ตามรายงานของสำนักข่าว ซินหัว ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนกล่าวในเวลาต่อมา ระหว่างการส่งสารอวยพรเนื่องในโอกาสปีใหม่ 2026 ณ กรุงปักกิ่ง ว่า “การรวมชาติของมาตุภูมิของเรา ซึ่งเป็นกระแสธารแห่งยุคสมัยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้”

นาวาเอกพิเศษ หลี่ ซี โฆษกประจำกองบัญชาการภาคตะวันออกแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) กล่าวว่า กองทัพจีนจะยังคงทำการฝึกซ้อมต่อไปเพื่อ “ขัดขวางความพยายามของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนไต้หวัน และการแทรกแซงจากภายนอกอย่างเด็ดขาด”

อีกด้านหนึ่ง นายเซี่ย ชิง-ชิน รองอธิบดีกรมยามฝั่งไต้หวัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อช่วงเช้าวันพุธว่า หน่วยยามฝั่งยังคงกำลังเรือ 11 ลำไว้ในทะเล เนื่องจากเรือยามฝั่งของจีน “ยังไม่ได้ออกจากพื้นที่ไปโดยสมบูรณ์” และ “เรายังไม่สามารถละเลยการเฝ้าระวังได้”

ส่วนประธานาธิบดี ไล่ ชิง-เต๋อ ของไต้หวันออกมาเตือนในวันพุธว่า การซ้อมรบของจีนที่มุ่งเป้ามายังเกาะไต้หวันนั้น “ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว” และทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิภาค

อนึ่ง การซ้อมรบของจีนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนด้านความมั่นคงหลักของไต้หวัน ได้อนุมัติการขายอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไทเป รวมถึงคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ระบุว่า การใช้กำลังต่อไต้หวันอาจส่งผลให้เกิดการตอบโต้ทางทหารจากกรุงโตเกียว ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลจีนอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เกาหลีใต้ชูท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ พาย้อนรอยสงคราม สร้างบทเรียนสันติภาพผ่านแหล่งประวัติศาสตร์

เกาหลีใต้ชูท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ พาย้อนรอยสงคราม สร้างบทเรียนสันติภาพผ่านแหล่งประวัติศาสตร์

31 ธ.ค. 2568 22:18 น.

เกาหลีใต้ชูท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ พาย้อนรอยสงคราม สร้างบทเรียนสันติภาพผ่านแหล่งประวัติศาสตร์

จากสนามรบสู่แหล่งเรียนรู้ เกาหลีใต้ชูการท่องเที่ยวเชิงสันติภาพในปูซาน เปิดพื้นที่รำลึกสงครามเกาหลี ผ่านพิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์ และหมู่บ้านผู้ลี้ภัย

แม้สงครามเกาหลีจะสิ้นสุดลงมากว่า 70 ปี แต่ร่องรอยความสูญเสียยังคงฝังลึกอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ เกาหลีใต้จึงเลือกใช้ประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวด เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดบทเรียนสันติภาพ ผ่านแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ โดยเฉพาะในเมืองปูซาน เมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศ ที่เคยทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงชั่วคราว และเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยนับล้านคนในช่วงสงคราม

โดยองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KOREA TOURISM ORGANIZATION) หรือ KTO ได้ผนวกเหตุการณ์สงครามเกาหลี เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสงครามในอดีต ขณะที่เมืองปูซาน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนในยุคสงคราม โดยเฉพาะรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่เสียสละเพื่อครอบครัว ท่ามกลางความยากลำบากจึงได้มีการพัฒนาแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ โดยมีปูซานเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวเหล่านี้

จุดหมายหลักที่ไม่อาจมองข้ามคือ พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สงครามเกาหลี (UN Memorial Hall) ซึ่งถือเป็นอนุสรณ์สถานเพียงแห่งเดียวในโลกที่อุทิศให้ทหารสหประชาชาติจาก 16 ประเทศ ที่เข้าร่วมรบและเสียชีวิตในสงครามเกาหลี ระหว่างปี 2493–2496 

ภายในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้จัดแสดงเพียงยุทโธปกรณ์หรือแผนที่การรบ หากแต่เล่าเรื่องราวชีวิตของผู้คนในช่วงเวลานั้น ผ่านจดหมาย ภาพถ่าย และบันทึกส่วนตัวของทหารแต่ละนาย ทำให้สงครามไม่ใช่เพียงตัวเลขในตำรา แต่คือความสูญเสียที่จับต้องได้

นอกจากนี้ยังมี สวนสันติภาพสหประชาชาติ (UN Peace Park) เมืองปูซาน สวนสาธารณะที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่แห่งความสงบและการรำลึก พื้นที่สีเขียวแห่งนี้มักใช้จัดพิธีรำลึกในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ บรรยากาศเรียบง่าย ที่ชวนให้ผู้มาเยือนได้หยุดคิดถึงผลพวงแห่งสงคราม ความสูญเสีย และตั้งคำถามถึงคุณค่าของสันติภาพที่โลกปัจจุบันยังต้องปกป้อง

สงครามเกาหลีเริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1950 ที่มีทั้งทหารและพลเรือนจำนวนมากที่ต้องเสียสละ แม้จะมีสถานที่ลำลึกอยู่หลายแห่งทั่วประเทศ แต่ว่าส่วนอนุสรณ์สหประชาชาติแห่งนี้ ถือว่าเป็นที่แห่งเดียวในโลกที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงสันติภาพของสหประชาชาติ

ขณะที่เรื่องราวของผู้ลี้ภัยจากสงครามถูกถ่ายทอดผ่าน หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน (Gamcheon Culture Village) หมู่บ้านบนเนินเขาที่บ้านเรือนปลูกเรียงซ้อนตามภูมิประเทศ เดิมคือชุมชนของผู้หนีภัยสงคราม ก่อนจะถูกฟื้นฟูให้กลายเป็นแหล่งศิลปะร่วมสมัย เต็มไปด้วยภาพวาด งานจัดวาง และตรอกซอกซอยสีสันสดใส เบื้องหลังความสวยงาม คือประวัติศาสตร์การดิ้นรนเอาชีวิตรอดของผู้คนในยุคที่ประเทศยังบอบช้ำจากสงคราม

ไม่ไกลกันคือ หมู่บ้านวัฒนธรรมหลุมฝังศพอามีดง (Ami-dong Tombstone Culture Village) พื้นที่ที่สะท้อนความโหดร้ายของสงครามอย่างตรงไปตรงมา เดิมเป็นสุสาน ก่อนผู้ลี้ภัยจะเข้ามาสร้างบ้านเรือนทับลงบนหลุมฝังศพเพราะไม่มีที่ไป ที่น่าแปลกคือ แผ่นป้ายสุสานบางส่วนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบ้านเรือนในปัจจุบัน หมู่บ้านแห่งนี้ถูกอนุรักษ์ไว้เพื่อเล่าเรื่องชีวิตจริงของผู้คนที่ต้องอยู่กับความสูญเสียและความขาดแคลนในช่วงสงคราม

โดยแนวคิดการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสันติภาพในปูซาน ไม่ได้เป็นเพียงการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่เป็นความพยายามของเกาหลีใต้ในการย้ำเตือนว่า สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเอง หากแต่เป็นผลจากบทเรียนอันเจ็บปวดในอดีต ที่โลกไม่ควรลืม

ขณะที่การผลักดันแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ยังตอกย้ำภาพลักษณ์เกาหลีใต้ในฐานะประเทศที่ใช้ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง เป็นบทเรียนสู่สันติภาพ ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน.

ซิดนีย์ฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุสุดอลังการ รักษาความปลอดภัยเข้มงวด

ซิดนีย์ฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุสุดอลังการ รักษาความปลอดภัยเข้มงวด

31 ธ.ค. 2568 21:49 น.

ซิดนีย์ฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุสุดอลังการ รักษาความปลอดภัยเข้มงวด

นครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ฉลองการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยการจัดแสดงพลุดอกไม้ไฟสุดอลังการ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของตำรวจ หลังเกิดเหตุกราดยิง

เมื่อคืนวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 นครซิดนีย์ของประเทศออสเตรเลีย เริ่มต้นปี 2026 ด้วยการแสดงพลุดอกไม้ไฟสุดอลังการ ในขณะที่ตำรวจเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ไม่กี่สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุมือปืนบุกยิงผู้คนเสียชีวิต 15 ราย ในงานเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได

การเฉลิมฉลองคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ประจำปีของนครซิดนีย์มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากความตระการตาของพลุ ซึ่งมีการใช้เทคนิคไพโรเทคนิคถึง 40,000 ชุด ทอดยาวกว่า 7 กิโลเมตรตามแนวอาคารและเรือบรรทุกสินค้าในอ่าวซิดนีย์ รวมถึงแลนด์มาร์คสำคัญอย่างสะพานฮาร์เบอร์ (Harbour Bridge) และโรงละครโอเปร่าเฮาส์ (Opera House)

แต่ในปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยในเวลา 23:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้จัดงานขอให้ผู้ที่มาร่วมงานยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาทีเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุโจมตีที่หาดบอนได ขณะที่สะพานฮาร์เบอร์ถูกประดับด้วยแสงไฟสีขาว และมีการฉายภาพ “เมโนราห์” (Menorah) หรือเชิงเทียนเจ็ดกิ่งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนายิว ลงบนเสาสะพานด้วย

นายโคลเวอร์ มัวร์ นายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ กล่าวก่อนเริ่มงานว่า “หลังจากเมืองของเราต้องเผชิญกับช่วงท้ายปีที่แสนเศร้า เราหวังว่าคืนส่งท้ายปีเก่านี้จะเป็นโอกาสให้ทุกคนได้มารวมตัวกัน และมองไปยังปี 2026 ด้วยความหวังถึงความสงบและความสุข”

ทั้งนี้ ผลกระทบจากเหตุกราดยิงดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้การฉลองคริสต์มาสตามประเพณีที่หาดบอนได (Bondi) ในปีนี้เป็นไปอย่างเงียบเหงา และกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าหลายอย่างที่วางแผนไว้ในบริเวณดังกล่าวต้องถูกยกเลิกไป

ขณะเดียวกัน ทางการออสเตรเลียระดมตำรวจกว่า 3,000 นาย ซึ่งบางส่วนพกปืนยาว ไปประจำการตามจุดต่างๆ ทั่วนครซิดนีย์ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนที่มาร่วมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งตามปกติแล้วจะมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน

นายคริส มินน์ส หัวหน้ารัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครซิดนีย์ กล่าวว่า “เราต้องแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งเมื่อเผชิญกับอาชญากรรมที่เลวร้ายนี้ และยืนยันว่าเราจะไม่ยอมจำนนต่อการก่อการร้าย และจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในเมืองที่สวยงามของเรา”

ก่อนหน้านี้ เมืองโอ๊คแลนด์ ของนิวซีแลนด์ ได้เฉลิมฉลองเข้าสู่ปี 2026 ไปก่อนแล้ว ด้วยการแสดงพลุดอกไม้ไฟใจกลางเมือง โดยถูกจุดขึ้นจาก สกายทาวเวอร์ ตึกสูงที่สุดในนิวซีแลนด์ ส่งผลให้โอ๊คแลนด์เป็นเมืองใหญ่แห่งแรกที่ต้อนรับศักราชใหม่ แม้ว่าบรรยากาศการเฉลิมฉลองจะถูกบดบังด้วยสายฝนที่ตกลงมาก็ตาม

อนึ่ง กลุ่มประเทศในแถบแปซิฟิกใต้ถือเป็นกลุ่มแรกที่กล่าวอำลาปี 2025 โดยเข็มนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนที่เมืองโอ๊คแลนด์ ก่อนที่นครนิวยอร์กของสหรัฐฯ จะได้ฉลองปีใหม่นานถึง 18 ชั่วโมง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปิดจบดราม่า เจนนี่ รัชนก คืนดี แม่เกตุ แชร์โมเมนต์น่ารักจับของขวัญปีใหม่

ปิดจบดราม่า เจนนี่ รัชนก คืนดี แม่เกตุ แชร์โมเมนต์น่ารักจับของขวัญปีใหม่

ปิดจบดราม่า เจนนี่ รัชนก คืนดี แม่เกตุ แชร์โมเมนต์น่ารักจับของขวัญปีใหม่

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.01 น.

31 ธันวาคม 2568 จากกรณีดราม่านักร้องดัง เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น หรือ เจนนี่ รัชนก สุวรรณเกตุ ที่ออกมาร่ายยาวถึงปัญหาหนี้สินภายในครอบครัว โดยเธอได้ออกมาไลฟ์สดผ่านช่องทาง ติ๊กต็อกชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่ปิดบัง  ทำให้มียอดผู้ชมพุ่งต่อเนื่อง หลังจากชี้แจงดราม่าเธอเปิดขายสินค้าแบบมาราธอนจนกลายเป็น เทศกาลเจนนี่ เกิดขึ้นมีคนดัง รวมถึงเจ้าของแบรนด์มากมายอยากเข้ามาร่วมไลฟ์สดกับเธอ 

ล่าสุด เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ได้ออกมาโพสต์ภาพทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ได้เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปฉลองส่งท้ายปี โดยเจ้าตัวได้โพสต์ภาพกับ แม่เกตุ ขณะแลกของขวัญกันที่ค่ายเพลง ได้หมดถ้าสดชื่น และเขียนแคปชั่นว่า “เฮ งานแลกของขวัญที่ค่ายเพลง จับได้ของแม่ หลกจัง” ด้านแฟนๆ ก็ได้เข้ามาคอมเมนต์แสดงความยินดีกับคู่แม่ลูกและดีใจที่ทั้งสองคนปรับความเข้าใจกันแล้ว

โดม ปกรณ์ ลัม สำนึกผิด หอบกระเช้ากราบขอโทษคุณหญิงสุดารัตน์-น้องจินนี่

โดม ปกรณ์ ลัม สำนึกผิด หอบกระเช้ากราบขอโทษคุณหญิงสุดารัตน์-น้องจินนี่

โดม ปกรณ์ ลัม สำนึกผิด หอบกระเช้ากราบขอโทษคุณหญิงสุดารัตน์-น้องจินนี่

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.08 น.

31 ธันวาคม 2568  จากกรณีที่นักร้องชื่อดัง โดม ปกรณ์ ลัม ไปคอมเมนต์ข้อความลักษณะคุกคามทางเพศ น้องจินนี่ ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ลูกสาวคนสวยของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จนต่อมา โดม ปกรณ์ ลัม ได้อัดคลิปขอโทษเนื่องจากทำไปด้วยความเมาและไม่รู้ว่าน้องเป็นลูกสาวคุณหญิงสุดารัตน์ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด โดม ปกรณ์ ลัม ได้ออกมาโพสต์คลิปผ่านทางช่องทางเฟซบุ๊กส่วนตัว “Dome Pakorn Lam” หอบกระเช้าผลไม้ไปพรรคไทยสร้างไทย หลังประสานไปทางพรรคแล้ว เพื่อไปขอโทษ น้องจินนี่ ยศสุดา และ คุณหญิงสุดารัตน์ด้วยตัวเอง โดยระบุข้อความว่า …

“วันนี้ผมได้เดินทางไป ที่ทำการ พรรค ไทยสร้างไทย เพื่ออยากไปกราบขอโทษทั้ง คุณจินนี่ และ คุณหญิงสุดารัตน์ และครอบครัว ในเบื้องต้น กับสิ่งที่ผมทำผิดพลาดไป ไม่ขอมีคำแก้ตัวใดๆครับ ถึงแม้ในคืนที่โพสต์นั้น ผมจะไม่มีสติ ตื่นมายังจำไม่ได้ว่าโพสต์อะไรไป แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัวครับ ผมขอน้อมรับผิดตรงนี้ และจะไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก และหลังจะเปิดทำการปีใหม่ หากทางคุณหญิงและคุณจินนี่และครอบครัว ให้ความกรุณา ก็จะขอเข้าพบแบบเป็นทางการอีกครั้งนึงครับ”

เพลง ชนม์ทิดา โพสต์ไอจีรีแคปชีวิตปี 2025 ขอบคุณหยาดน้ำตา-บทเรียนอันล้ำค่า

เพลง ชนม์ทิดา โพสต์ไอจีรีแคปชีวิตปี 2025 ขอบคุณหยาดน้ำตา-บทเรียนอันล้ำค่า

เพลง ชนม์ทิดา โพสต์ไอจีรีแคปชีวิตปี 2025 ขอบคุณหยาดน้ำตา-บทเรียนอันล้ำค่า

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.34 น.

31 ธันวาคม 2568 เป็นอีกหนึ่งสาวแกร่งที่เจอเรื่องราวมาหนักหนาในปี 2025 สำหรับ เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม ที่ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมา Recap ชีวิตของตนเองตลอดปี 2025 ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว “plengasavahame” โดยเขียนเป็นข้อความภาษาอังกฤษซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า

” ถึงปี 2025 ,

ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเสียงหัวเราะ หยาดน้ำตา และบทเรียนล้ำค่าที่ต้องใช้เวลาเท่านั้นจึงจะเข้าใจ

ในปีนี้ ฉันได้เผชิญหน้ากับตัวตนในมุมที่แตกสลายและอ่อนแอที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ได้พบกับตัวตนที่เข้มแข็งที่สุดด้วยเช่นกัน ฉันผ่านการต่อสู้ในสมรภูมิที่ไม่มีใครมองเห็น และมีหลายวันที่ต้องใช้พลังใจทั้งหมดที่มี เพียงเพื่อให้ก้าวเดินต่อไปได้

แต่สุดท้ายฉันก็ผ่านมาได้… ฉันภูมิใจในตัวเองเหลือเกินที่ยังยืนอยู่ตรงนี้ แม้จะมีหลายช่วงเวลาที่ยากจนแทบไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้

ฉันรู้แล้วว่าฉันมีทางเลือก ระหว่างการจมปลักอยู่กับเศษซากของความเจ็บปวด หรือจะหยัดยืนขึ้นมาเหนือมัน บาดแผลเหล่านั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่ฉันก่อ แต่การเยียวยามันคือหน้าที่ของฉันเอง มันขึ้นอยู่กับตัวฉันที่จะทวงคืนความสุข สร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ และก้าวข้ามมันไป เพราะคนที่ทำลายเรา ไม่มีวันเป็นคนที่จะมาซ่อมแซมเราได้

เมื่อฉันยอมรับความจริงข้อนั้นได้ ฉันก็เลิกเฝ้ารอคำขอโทษหรือบทสรุปจากคนอื่น แต่ฉันมอบมันให้กับตัวเอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของอิสรภาพที่แท้จริง

ขอบคุณนะ 2025 ที่สอนให้รู้ว่า แค่มีชีวิตรอดมาได้ ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แล้ว ขอบคุณที่ทำให้เห็นว่าการใจดีกับตัวเองไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการเติบโต และขอบคุณที่บอกกันว่า ในบางวัน… สิ่งที่กล้าหาญที่สุดที่ฉันทำได้ คือการพาตัวเองผ่านพ้นวันนั้นมาให้ได้ก็พอ

ฉันซาบซึ้งใจที่มีผู้คนคอยเคียงข้าง ทั้งในวันที่ฟ้าสดใสและวันที่พายุโหมกระหน่ำ ขอบคุณที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย และพวกคุณจะอยู่ในใจของฉันตลอดไป

ในปี 2026 นี้ ฉันหวังว่าตัวเองจะมีเวลาให้กับ ความสุข มากพอๆ กับการ เข้มแข็ง ขอให้พบความสงบในใจมากขึ้น ขอให้เป็นวันเวลาที่อ่อนโยน และขอให้ได้เป็นตัวเองในแบบที่รักตัวเองมากขึ้น HAPPY 2026 EVERYONE”

ซึ่งหลังจากที่ ‘เพลง ชนม์ทิดา’ ได้ออกมาโพสต์รีแคปชีวิตในปี 2025 นี้นั้นก็มีแฟนๆ เข้ามาคอมเมนต์ส่งหัวใจให้กับ เพลง กันจำนวนมาก ทางด้าน เป๊ก เศรณี อดีตแฟนหนุ่ม ก็ได้เข้ามากดหัวใจให้กับโพสต์นี้เช่นกัน 

ข่าวดีรับปีใหม่ แมท ภีรนีย์ สุดแกร่งคลอดธรรมชาตินาน19ชม. ตั้งชื่อน้องภีรันทร์

ข่าวดีรับปีใหม่ แมท ภีรนีย์ สุดแกร่งคลอดธรรมชาตินาน19ชม. ตั้งชื่อน้องภีรันทร์

ข่าวดีรับปีใหม่ แมท ภีรนีย์ สุดแกร่งคลอดธรรมชาตินาน19ชม. ตั้งชื่อน้องภีรันทร์

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.02 น.

ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุด! ‘แมท ภีรนีย์’ คลอดลูกชาย ‘น้องภีรันทร์’ หลังใช้เวลาคลอดธรรมชาติมาราธอน 19 ชั่วโมง

31 ธ.ค.68 เป็นข่าวดีส่งท้ายปีที่ทำเอาแฟนคลับและคนบันเทิงยิ้มแก้มปริ เมื่อนางเอกสาวชื่อดัง “แมท ภีรนีย์” ได้ให้กำเนิดลูกชายคนแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้วในเช้าวันนี้ (31 ธ.ค. 2568) ท่ามกลางบรรยากาศสุดชื่นมื่นของครอบครัว

โดยคุณแม่มือใหม่ได้โพสต์ภาพแรกสุดประทับใจผ่านโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นใบหน้าของสมาชิกใหม่ที่ชื่อว่า “น้องภีรันทร์” ซึ่งมีใบหน้าหล่อเหลาและดูแข็งแรงมาก โดยมีน้ำหนักแรกเกิดสูงถึง 3,845 กรัม

ความอึดระดับตัวแม่ คลอดธรรมชาตินาน 19 ชั่วโมง แมท ภีรนีย์ ได้เผยเบื้องหลังความทุ่มเทครั้งนี้ว่า เธอใช้เวลาในการรอคลอดตามธรรมชาติยาวนานถึง 19 ชั่วโมง หลังจากอุ้มท้องมาเต็มกำหนดกว่า 40 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นวินาทีวัดใจของคุณแม่ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดยมีคุณพ่อคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ไม่ห่าง

‘ฮยอนบิน’ คัมแบคในรอบ 5 ปีกับ ‘MADE IN KOREA’

‘ฮยอนบิน’ คัมแบคในรอบ 5 ปีกับ ‘MADE IN KOREA’

‘ฮยอนบิน’ คัมแบคในรอบ 5 ปีกับ ‘MADE IN KOREA’

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่! Disney+  ปล่อย Made In Korea’ ซีรีส์ฟิล์มนัวร์สัญชาติเกาหลีฟอร์มยักษ์แห่งปี พร้อมยืนยันการเดินหน้าถ่ายทำซีซัน 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของซีรีส์ด้วย การกลับมาของ ฮยอนบิน” นักแสดงระดับท็อปแห่งวงการบันเทิงเกาหลีผู้หวนคืนสู่บทบาทที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในผลงานการแสดงที่เข้มข้นและท้าทายที่สุดของเขา ในบท Baek Kitae เจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ผู้มีคาแรกเตอร์ลึกซึ้ง ซับซ้อน และยากจะคาดเดา

เรื่องราวในซีซัน 1 นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีช่วงปี 1970 เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของ Baek Kitae เจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางแห่งสาธารณรัฐเกาหลี หรือ Korea Central Intelligence Agency (KCIA) ชายผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน และดำเนินชีวิตอยู่ในโลกสองใบที่แตกต่างกันสุดขั้ว ในตอนกลางวันเขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่ในตอนกลางคืน เขาผันตัวเป็นนักลักลอบค้าของผิดกฎหมายตัวฉกาจ

Baek Kitae โดดเด่นด้วยความเฉลียวฉลาด สุขุม และเปี่ยมด้วยเล่ห์เหลี่ยม เขาทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงอย่างรวดเร็ว จากการใช้เครือข่ายลักลอบค้าของผิดกฎหมายเป็นเครื่องมือเสริมสร้างฐานอำนาจ พร้อมกับภารกิจการปกป้องน้องชาย และเขายังสามารถดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่องค์กร แต่แล้วเส้นทางอันราบรื่นของเขากลับต้องสะดุด เมื่อได้เผชิญหน้ากับอัยการผู้ยืนหยัดในความถูกต้อง ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจมืด และไม่อ่อนข้อให้กับติดสินบนอีกต่อไป จึงนำไปสู่ เกมไล่ล่าที่เข้มข้นระหว่างสองฝ่าย พร้อมเดิมพันที่สูงกว่าครั้งไหน ๆ

ซีรีส์ Made In Korea นำแสดงโดย ฮยอนบิน (Crash Landing on You, Confidential Assignment) รับบท Baek Kitae, จองอูซอง (12.12: The Day, Hunt) รับบทอัยการ Jang Geonyoung และอูโดฮวาน (My Puppy, Bloodhounds, Mr. Plankton) รับบท Baek Kihyun น้องชายของ Baek Kitae และเป็นซีรีส์ที่ได้รับการรังสรรค์การเขียนบทโดย พัคอึนคโย (Sea of Tranquility, Mother) และ พัคจุนซอก (A Normal Family) พร้อมทีมงานมากความสามารถ อย่างการได้ อูมินโฮ (The Man Standing Next, Inside Men) มาเป็นผู้กำกับและผลิตโดย Hive Media Corp ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานคุณภาพอย่าง Inside Men, The Man Standing Next และ 12.12: The Day

พิเศษไปกว่านั้น ซีรีส์ Made In Korea ยังยกกองถ่ายไปยังหลากหลายโลเคชันทั่วเอเชีย เพื่อถ่ายทอดบรรยากาศให้สมจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองปูซานช่วงเวลานั้น ที่ช่วยสะท้อนความเข้มข้นและสเกลความยิ่งใหญ่ของซีรีส์เรื่องนี้

‘ดร.ส้ม’ ลั่นไม่เคยเคลมผลงานใคร ยันลุยดัน กม.คุกคามทางเพศมาตั้งแต่ปี62

'ดร.ส้ม' ลั่นไม่เคยเคลมผลงานใคร ยันลุยดัน กม.คุกคามทางเพศมาตั้งแต่ปี62

‘ดร.ส้ม’ ลั่นไม่เคยเคลมผลงานใคร ยันลุยดัน กม.คุกคามทางเพศมาตั้งแต่ปี62

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.00 น.

“พัชรินทร์” งง ถูกกล่าวหาเคลมผลงาน หลัง ขอบคุณ “อนุทิน-สส.ภูมิใจไทย“ ดันกม.คุกคามทางเพศ มีผลบังคับใช้แล้ว  ชี้ “Digital Footprint” มีอยู่ ขับเคลื่อนมาตั้งแต่  ฉีดไข่ฝ่อ ปี 62 สส.สมัยแรก ขอสังคม-โซเชียล ร่วมรณรงค์ปกป้องสิทธิ ไม่ละเมิดผู้อื่น ยันทำการเมืองสร้างสรรค์ พูดความจริง ไม่ใช้วิธีที่ให้ร้ายใคร

ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัครสส.กทม.เขต 2 พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุหลังจากที่ส้มได้โพสต์ ขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และสส.ภูมิใจไทยไปเมื่อวานนี้ วันนี้ตื่นเช้ามาก็รู้สึกแปลกใจ ที่กลายเป็นมีประเด็นในโซเชียลมีเดีย และมีการตั้งคำถามจากสื่อมวลชน ว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับเรื่องการคุกคามทางเพศ และการกระทำชำเรา นั้นเป็นผลงานของใคร บ้างก็ว่าส้มไปเคลมผลงานบุคคลอื่นมา

ตนขอนำเรียน ว่า สิ่งที่ส้มได้กล่าวถึงเมื่อวานนี้ เพียงต้องการบอกเล่าข้อเท็จจริง ขอบคุณท่านนายกฯอนุทิน และท่านสส.พรรคภูมิใจไทย จากใจจริง หากท่านที่เคยติดตามการทำงานของส้ม ตั้งแต่ที่ส้มเป็นสส.ในปี62 จะทราบดีค่ะว่า ส้มมุ่งมั่นตั้งใจทำงานในด้านสภาฯอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของการป้องกันและแก้ไขปัญหาการถูกข่มขืนกระทำชำเรา โดยการเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องนี้ จากนั้นหลังจากการศึกษา ตนจึงได้ร่วมกับเพื่อน สส.ในขณะนั้น เสนอกฎหมาย 2 ฉบับด้วยกัน ฉบับแรก คือ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในคดีทางเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือรู้จักกันว่า “กฎหมายฉีดไข่ฝ่อ” ซึ่งปัจจุบันได้บังคับใช้แล้ว และกฎหมายอีกฉบับ คือ “แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เกี่ยวกับเรื่องการกระทำชำเราและการคุกคามทางเพศ” แต่น่าเสียดาย ที่กฎหมายฉบับนี้ไม่ทันที่จะได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพราะยุบสภาเสียก่อน ต่อมาในสภาฯยุคล่าสุด ส้มเองไม่ได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นสส.ในสภา แต่ส้มมีความตั้งใจอย่างยิ่ง ที่ยังคงอยากจะผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้ให้สำเร็จ เพื่อที่จะได้เป็นเกราะป้องกันทางสังคมให้กับประชาชน ส้มจึงได้ปรึกษากับทางพรรคภูมิใจไทย ที่ส้มเป็นสมาชิกอยู่ โดย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค และท่านสส.ของพรรค ได้นำกฎหมายฉบับนี้หารือกัน และได้ช่วยเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร นี่จึงเป็นที่มาที่ไป ที่ส้มต้องขอบคุณท่านนายกฯอนุทิน และสส.ของพรรคภูมิใจไทย ในวันที่กฎหมายนี้ขับเคลื่อนจนสำเร็จ เพราะหากท่านเพิกเฉยกับกฎหมายฉบับนี้ ส้มเองก็คงไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนได้เพียงคนเดียวในเวลานั้น 

และเวลานี้ กฎหมายก็สำเร็จแล้ว บังคับใช้แล้ว เราคนไทยทุกคนเป็นผู้ได้รับประโยชน์ร่วมกัน  ควรช่วยกันที่จะสร้างความตระหนักรู้ ให้ความรู้ ความเข้าใจในกฎหมายที่เกิดขึ้นใหม่ นำมาใช้เป็นเกาะป้องกันทางสังคม แล้วช่วยกันรณรงค์ให้ทุกคนรู้จักปกป้องสิทธิของตนเอง รวมทั้งการที่จะไม่ละเมิดในสิทธิของผู้อื่นด้วยเช่นกัน ฝากพี่ๆสื่อมวลชน และพี่ๆในโซเชียลมีเดีย ช่วยกันสร้างสังคมของเราให้น่าอยู่กันนะคะ

“ส้มขอยืนยังอีกครั้งนะคะ ว่าส้มไม่เคยเคลมผลงานใคร Digital Footprint มีอยู่ค่ะ เราไม่สามารถจะโกหกใครได้อยู่แล้ว และทุกครั้งที่ส้มให้สัมภาษณ์ในพ.ร.บ.ฉบับนี้ ส้มก็จะพูดตามความจริงเสมอค่ะ และส้มยึดเสมอว่าส้มมาทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช้วิธีที่จะให้ร้ายใครค่ะ” ดร.พัชรินทร์ กล่าว 

ในการทำงานของส้ม ส้มต้องศึกษาเรื่องนั้นๆให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และส้มเห็นถึงปัญหาของสังคม และให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ส้มเรียนปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านอาชญาวิทยา ซึ่งเกี่ยวข้องกับด้านนี้โดยตรง 

มีหนาว! คุกคามทางเพศผ่านโซเชียลมีเดีย มีผลบังคับใช้แล้ววันนี้

มีหนาว! คุกคามทางเพศผ่านโซเชียลมีเดีย มีผลบังคับใช้แล้ววันนี้

มีหนาว! คุกคามทางเพศผ่านโซเชียลมีเดีย มีผลบังคับใช้แล้ววันนี้

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.50 น.

มีหนาว! คุกคามทางเพศผ่านโซเชียลมีเดีย มีผลบังคับใช้แล้ววันนี้ ‘พัชรินทร์’ ผู้สมัครสส.กทม. ภูมิใจไทย ยกเครดิต ‘อนุทิน-สส.ภท.’ ช่วยทำคลอด ฉีดวัคซีนป้องอาชญากรรมทางเพศ นับเป็นของขวัญส่งท้ายปีให้ประชาชน ทุกคนทุกเพศทุกวัย 

30 ธันวาคม 2568 ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต2 พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้ผลักดันกฎหมายป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศ ขอบคุณสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เห็นชอบร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพื่อแก้ไขนิยาม “กระทำชำเรา” พร้อมเพิ่มบทกำหนดโทษการคุกคามทางเพศ 

ดร.พัชรินทร์  ระบุว่า เรื่องนี้ ต้องยกเครดิตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคภูมิใจไทย ที่ยื่นเสนอแก้กฎหมายฉบับนี้ ในสภาฯ เป็นร่างหลักในการพิจารณา จนบัดนี้กฎหมายฉบับนี้ได้ประกาศราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้วันนี้ 30 ธันวาคม 2568 

“กฎหมายดังกล่าว ถือว่าจะเป็นประโยชน์ กับทุกคนในสังคม ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศ ในทุกรูปแบบ ทั้งต่อหน้า และผ่านทางโซเชียลมีเดีย ให้มีโทษทางอาญา จากเดิมอาจเป็นเพียงลหุโทษ เกี่ยวกับความเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งหลายครั้ง การถูกคุกคามทางเพศนั้น จะเป็นที่มาของอาชญากรรมที่หนักขึ้นและอาชญากรรมที่ร้ายแรง เช่น การถูกข่มขืนกระทำชำเรา จนไปถึงการถูกฆาตกรรม ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้ก็จะช่วยยับยั้งมิให้เกิดเหตุที่รุนแรงมากขึ้นได้ด้วยเช่นกัน” ดร.พัชรินทร์ กล่าว  

นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าว ยังนิยามใหม่ คำว่า “กระทำชำเรา” ที่มีความครอบคลุมในรูปแบบมากขึ้น ไม่เพียงเฉพาะสุภาพสตรีที่จะตกเป็นเหยื่อเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงกลุ่มเปราะบาง LGBTQ+ ด้วยเช่นกัน

ดร.พัชรินทร์ กล่าว  กฎหมายหมายฉบับนี้ นับเป็นกฎหมายฉบับที่ 2 ในการผลักดันงานด้านกฎหมายของตน ต่อจากกฎหมาย “ฉีดไข่ฝ่อ” ร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือความรุนแรง พ.ศ. 2565 ตนรู้สึกดีใจ ที่กฎหมายฉบับนี้ ได้รับการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ในทุกครั้ง ที่มีวาระเข้าสภาฯ ตั้งแต่สมัยที่แล้ว ที่ตนเป็น สส. เพื่อนสมาชิก ก็ให้ความเห็นอย่างกว้างขวาง และเห็นชอบ จนสามารถคลอดเป็นกฎหมายออกมาได้สำเร็จ ยิ่งสะท้อนว่า สภาฯ แห่งนี้ ให้ความสำคัญกับปัญหาทางเพศ  เสมือนฉีดวัคซีน ป้องกันปัญหาอาชญากรรมทางเพศ อย่างจริงจัง และจริงใจกับประชาชน นับเป็นของขวัญปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะถึงนี้ให้กับประชาชนคนไทย ทุกคนทุกเพศ ทุกวัย