สุชาติ ยัน ค่าฝุ่น PM 2.5 ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว หลังร่วมมือกับ กทม. จัดมาตรการเปลี่ยนไส้กรองรถเก่า

สุชาติ ยัน ค่าฝุ่น PM 2.5 ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว หลังร่วมมือกับ กทม. จัดมาตรการเปลี่ยนไส้กรองรถเก่า

สุชาติ ยัน ค่าฝุ่น PM 2.5 ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว หลังร่วมมือกับ กทม. จัดมาตรการเปลี่ยนไส้กรองรถเก่า

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

“สุชาติ” ยัน ค่าฝุ่น PM 2.5 ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว หลังร่วมมือกับ กทม. จัดมาตรการเปลี่ยนไส้กรองรถเก่า จ่อจับควันดำบ่ายนี้ 

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงสถานการณ์ค่าฝุ่น PM 2.5 สูงขึ้นในขณะนี้ ว่า กรมควบคุมมลพิษ ได้เฝ้าติดตามและดูทิศทาง ของฝุ่น PM 2.5 ที่เข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้การเผาตอหรือซังข้าวลดลง เพราะมีมาตรการเกี่ยวกับ การนำฟางข้าวมาแลกปุ๋ย เพื่อลดการเผา ซึ่งปีที่ผ่านมา สามารถลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ได้ถึง 30% และในปีนี้ได้ตั้งเป้าให้มากกว่าเดิม โดยร่วมมือกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยให้รถยนต์เก่าสามารถนำมาเปลี่ยนไส้กรอง ในราคาถูก และในวันนี้เวลาประมาณ 14.00 น. จะมีการตรวจสอบควันดำบริเวณท่าเรือคลองเตย รวมกับผู้ว่าฯกทม. ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงพาณิชย์ ที่มีมาตรการนำเข้าข้าวโพดที่ไม่เผาจากประเทศเพื่อนบ้าน

นายสุชาติ กล่าวว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานครปริมาณค่าฝุ่น PM 2.5 จะลดลงอย่างแน่นอน เนื่องจากฝุ่น PM ส่วนใหญ่เกิดจาก ท่อไอเสียของรถยนต์เก่า

ขณะเดียวกันในส่วนของอ้อย ที่ยังเป็นปัญหานั้น ทางโรงงานต่างๆได้มีการนำรถตัดอ้อยเข้าไปช่วย เพื่อลดการเผาไหม้ เนื่องจากขาดแคลนแรงงานหลังจากมีการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา 

นายสุชาติ ยังกล่าวถึงจุด Hotspot ในขณะนี้มีเพียง 1-2 จุด ซึ่งถือว่าน้อยมาก เนื่องจากมีชุมชนต่างๆที่อยู่รอบอุทยานมาช่วยเฝ้าระวัง และมีภาคเอกชนช่วยสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ยืนยันว่ากรมควบคุมมลพิษดูแลอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีการนำดาวเทียมมาตรวจสอบจุด Hotspot ทำให้ทราบว่าลมมาในทิศทางใด จะได้สามารถเตือนภัยโดยระบุพิกัดพื้นที่ได้

นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา  ซึ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว กรมควบคุมมลพิษได้ต่อสู้เรื่อง PM 2.5 มาประมาณ 2 สัปดาห์ หากเปรียบเทียบสถิติย้อนหลังแล้ว ลดลงกว่าปีที่ผ่านมา

ขอจองเขต 1 ‘สุชาติ’ เผยนัดคุย สนธยา วางตัว 10 ว่าที่ผู้สมัคร สส. ชลบุรี

ขอจองเขต 1 'สุชาติ' เผยนัดคุย สนธยา วางตัว 10 ว่าที่ผู้สมัคร สส. ชลบุรี

ขอจองเขต 1 ‘สุชาติ’ เผยนัดคุย สนธยา วางตัว 10 ว่าที่ผู้สมัคร สส. ชลบุรี

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.50 น.

“สุชาติ”เผยนัดคุย “สนธยา” วางตัว 10 ว่าที่ผู้สมัคร สส. ชลบุรี คาดจบภายใน 1-2 วันนี้ ขอจองเขต 1 ลงเอง ส่วนภาพรวมดูความเหมาะสมใครถนัดลงเขตไหน ลั่นอยากให้ภท.เป็นหนึ่งเดียวในชลบุรี บอกยังไม่มีสัญญาณยุบสภา

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมาชิกพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงการวางตัวผู้สมัครพื้นที่จ.ชลบุรี ว่า ภายใน 1-2 วันนี้ จะหารือกับนายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มพลังชล เพื่อมาคุยกันทั้งจังหวัดว่าใครเหมาะสมพื้นที่ใดมากกว่า เรามาจากที่เดียวกันมาตลอดหลาย 10 ปี แต่เราอยู่คนละพรรค เราก็ต้องหารือร่วมกันในเรื่องความเป็นจริงว่าใครถนัดพื้นที่ไหน ในส่วนนี้มั่นใจได้

เมื่อถามว่า แสดงว่าจะยึดพื้นที่เดิมตามที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าถนัดในโซนไหนบ้าง จะยึดตามนั้นหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า จะพูดแบบนั้นก็คงไม่ได้ เพราะเราทำงานการเมืองกับนายสนธยา มายาวนาน เราบังเอิญอยู่คนละพรรคกัน แข่งขันกัน แต่วันนี้ถ้าเรามีเจตนารมณ์อยู่พรรคเดียวกัน ก็จะมาแบ่งโซนกันว่าใครถนัดโซนไหน ตามสภาพความถนัดเราไม่สามารถโกหกได้ เพราะเราคนชลบุรีด้วยกัน เรารู้อยู่แล้วใครชำนาญพื้นที่ พี่น้องประชาชนเขตไหนให้ความรักและเคารพมากกว่ากัน

เมื่อถามว่า แนวโน้มเขต 1 จะเป็นอย่างไร นายสุชาติ กล่าวว่า ตนเคยเป็น สส.เขต 1 จำนวน 2 ครั้ง ปี 2554 และ 2562 ตนก็แสดงเจตจำนงไว้ว่า ตนขออนุญาตที่จะลงเขต 1 ซึ่งการเลือกตั้งปี 2566 ตนต้องไปลง สส.บัญชีรายชื่อ ตอนสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ไปตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคิดว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ตนน่าจะลงเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเอง เพราะเป็นพื้นที่ที่ตนถนัด แต่ครั้งที่แล้วเกิดฉุกละหุก ในการสังกัดพรรครทสช.ทำให้ตนต้องลง สส.บัญชีรายชื่อ เพราะต้องดูแลหลายจังหวัด แต่ครั้งนี้ตนย้ายมาสังกัดพรรคภท.แล้ว มีระบบที่ดี เป็นพรรคใหญ่ และเรามีเครือข่ายเยอะไม่จำเป็นต้องไปดูจังหวัดอื่น เพราะเรามีเพื่อน และเชื่อมั่นในศักยภาพเพื่อนแต่ละคน ครั้งนี้ลงครั้งที่ 3 ที่ 4 แล้วก็มีความชำนาญมากกว่าแรกๆ เราก็ปล่อยมือได้เพื่อนๆ เก่งอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า กระแสข่าวว่านายสนธยาจะไม่ยอมปล่อยมือจากเขต 1 นายสุชาติ กล่าวว่า “ไม่ๆ พี่แป๊ะคุยกับตนแล้ว ดูที่ความเหมาะสม ถ้าเป็นผมก็ต้องเหมาะสมสิ เพราะเป็นผู้แทนมาก่อน พี่แป๊ะ สนธยา ก็กลัวว่าคนที่จะมาทำพื้นที่ถ้าแล้วจะสู้เขาไม่ได้มากกว่า เรามองเป้าหมายผลลัพธ์มากกว่า เราต้องการให้ภูมิใจไทยในจ.ชลบุรีเป็นหนึ่งเดียว ต้องการให้ได้เยอะที่สุด” จริงๆ ภายใน 1-2 วันนี้ สำหรับ 10 เขตเลือกตั้งจ.ชลบุรี คุยกันจบ นัดนายสนธยาอยู่

เมื่อถามว่า ประมาณแบ่งกันคนละครึ่งหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า คงไม่มากขนาดนั้น แต่จะเอาตัวเลขมากางบนโต๊ะว่าใครเหมาะสมตรงไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีสัญญาณการยุบสภาหรือยัง นายสุชาติ กล่าวว่า ยังไม่มี ส่วนตัวคิดว่าสถานการณ์ต่างๆ ขณะนี้ ต้องไปถามฝ่ายค้านมากกว่า แต่ตนทำงานทุกวันอยู่แล้ว

นายกฯ​บอกขอดูรายละเอียดก่อน​ ต้องขยายพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่

นายกฯ​บอกขอดูรายละเอียดก่อน​ ต้องขยายพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่

นายกฯ​บอกขอดูรายละเอียดก่อน​ ต้องขยายพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.58 น.

นายกฯ​ ขอดูรายละเอียด​ ต้องขยายพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่​ หลังจว.อื่นกังวล ไม่ครอบคลุมเยียวยา 2 ล้าน โยนถาม​ “เอกนิติ”​ ดูงบฯพอหรือไม่​ หรือต้องออกพ.ร.ก.​ กู้เงิน​ 

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 09.45 น. ที่บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นำคณะ เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมกระเช้าปีใหม่สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) “GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน” โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย ร่วมด้วย 

จากนั้นนางศุภจี นำคณะประชาสัมพันธ์นายกฯ ในการจัดกิจกรรมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” พร้อมพานายกฯดูตัวอย่างสิ่งของที่จะส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่มีทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภคและเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยนายกฯได้สอบถามด้วยความสนใจว่าสิ่งของจะส่งไปถึงเมื่อไหร่และจะส่งไปที่ไหน 

ทั้งนี้ภายหลังเยี่ยมชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ผู้สื่อข่าวถามนายกฯถึงเงินเยียวยา 2 ล้านบาทจะมีการขยายออกไปนอกพื้นที่ ที่ไม่ได้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการเยียวยาไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเราจะเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ 

เมื่อถามย้ำว่า ผู้เสียชีวิตที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ครอบคลุม จะไม่ได้เงิน 2 ล้านบาทใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันมีอยู่หลายประเภท ขอไปตรวจสอบก่อน มันมีกฎเกณฑ์อยู่ แต่ในรายละเอียดก็พยายามที่จะให้  อย่างผู้ป่วยติดเตียง เดี๋ยวตนขอไปเช็คก่อน

เมื่อถามว่าจะต้องใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน มาใช้ในเรื่องของการเยียวยาหรือไม่ นายกฯชี้นิ้วไปทางนายเอกนิติ พร้อมกล่าวว่า ถามท่าน ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่ากรณีที่เงินเยียวยาไม่พอต้องออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ นายเอกนิติ โบกมือ ส่ายศรีษะ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ก่อนนายกฯและนายเอกนิติ เดินเข้าไปประชุม ครม.

โสภณ ชี้ คุณสมบัติเลขา สทนช. ต้องมีความรู้ บอก ยังไม่มีชื่อ บุคคลทำหน้าที่

โสภณ ชี้ คุณสมบัติเลขา สทนช. ต้องมีความรู้  บอก ยังไม่มีชื่อ บุคคลทำหน้าที่

โสภณ ชี้ คุณสมบัติเลขา สทนช. ต้องมีความรู้ บอก ยังไม่มีชื่อ บุคคลทำหน้าที่

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.50 น.

“โสภณ” ชี้ คุณสมบัติเลขา สทนช. ต้องมีความรู้  บอก ยังไม่มีชื่อ บุคคลทำหน้าที่

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 09.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ว่ายังไม่มีข้อมูล 

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนักวิชาการวิจารณ์ถึงการพิจารณาตั้งบุคคล มาเป็นเลขาฯ สทนช. ว่ายังไม่รู้ ว่าจะตั้งใคร 

เมื่อถามว่าท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาน้ำขณะนี้ควรรีบพิจารณาแต่งตั้งบุคคลเข้ามาทำงานหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่าต้องรีบ เรื่องสถานการณ์น้ำขณะนี้ลดลงแล้ว ตอนนี้ไปอยู่ที่การเยียวยา และเร่งฟื้นฟู และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งในอนาคตต้องวางแผนระยะยาว ทั้งภาคเหนือ กรุงเทพและภาคใต้  เรื่องน้ำท่วมน่าจะจบแล้ว เหลือแต่การฟื้นฟู เยียวยาด้านทรัพย์สิน สภาพร่างกายและจิตใจ ซึ่งการลงพื้นที่จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าน้ำท่วมหนักกว่าทุกปี แต่สามารถรับมือได้ดีมากและความเสียหายน้อย  ซึ่งใช้เป็นโมเดลหนึ่งได้เหมือนกัน 

อย่างไรก็ตาม สำหรับการวางแผนระยะยาว สทนช. ต้องหาคนที่มีความรู้ความสามารถ มาทำงาน แต่ตอนนี้ยังไม่มีชื่อ

สายดื่มเตรียมเฮ! โสภณ ยัน ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทันก่อนปีใหม่

สายดื่มเตรียมเฮ! โสภณ ยัน ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทันก่อนปีใหม่

สายดื่มเตรียมเฮ! โสภณ ยัน ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทันก่อนปีใหม่

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.42 น.

“โสภณ” ยัน ปลดล็อคขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทันก่อนปีใหม่

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 9.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เคยมีมติให้ปลดล็อคเวลาจำหน่าย ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ว่าขณะนี้กระบวนการรับฟังความเห็นที่กำหนดกรอบระยะเวลา 15 วันเสร็จสิ้นแล้ว จึงเชื่อว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ทันก่อนช่วงปีใหม่ ซึ่งขอให้ ผู้ประกอบการสบายใจได้

เมื่อถามว่าขณะนี้เกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถขายได้ทุกร้านจะชี้แจงให้เกิดความเข้าใจอย่างไร นายโสภณ กล่าวว่า ร้านที่จะขายได้และเป็นร้านที่จดทะเบียนจะสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วงเวลาตั้งแต่ 14.00 – 17.00 น. ส่วนการนั่งดื่มสามารถทำได้จนถึง 01.00 น. ขณะที่ร้านขายของชำจะขายได้กรณีที่จดทะเบียนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงจะเข้าข่ายการปลดล็อคเวลานี้

อัษฎางค์ ซัด พท.-ปชน. กลัวอะไร? อย่าดีแต่ปาก ท้าฝ่ายค้านยื่นซักฟอกรัฐบาล

อัษฎางค์ ซัด พท.-ปชน. กลัวอะไร? อย่าดีแต่ปาก ท้าฝ่ายค้านยื่นซักฟอกรัฐบาล

อัษฎางค์ ซัด พท.-ปชน. กลัวอะไร? อย่าดีแต่ปาก ท้าฝ่ายค้านยื่นซักฟอกรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.14 น.

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ  โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  เห็นขู่กันฮึ่มๆ ว่าจะจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่น่าไว้วางใจ 

แต่พอนายกฯ อนุทินขู่กลับว่าจะยุบสภา ทำไมถอยไม่เป็นขบวน ตกลงรัฐบาลไม่กลัวการยุบสภาและพร้อมเลือกตั้ง แต่เพื่อไทย-ประชาชน กลัวการยุบสภาและไม่พร้อมเลือกตั้ง นี่คือการที่เห็นกับผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนหรือไม่ ในเมื่อบอกกับประชาชนว่ารัฐบาลไม่น่าไว้วางใจและซักฟอกรัฐบาลแต่สุดท้ายถอย

ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเลยครับ ปัญหาเทาๆ และการแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ที่ว่าไม่น่าไว้วางใจจะได้นำมาพูดในสภาว่ามีจริงมั้ย หรือถ้านายกฯ จะยุบสภาจะได้คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจแทนสภาไปเลยว่าปัญหาเทาๆ และการแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ มันจริงมั้ย ผลการเลือกตั้งจะตอบทุกคำถาม

เพื่อไทย-ประชาชนกลัวอะไรอยู่

อย่าดีแต่ปาก

อย่าอ้างว่าเป็นพรรคเพื่อไทยและเป็นพรรคของประชาชนอยู่อีกต่อไปเลยถ้าประกาศว่ารัฐบาลไม่น่าไว้ว่างใจแต่ไม่กล้ายื่นญัตติไม่ไว้วางใจ

ณัฐพงษ์ ลั่น 9,000 บาท น้อยเกินไม่พอเยียวยาน้ำท่วมใต้ ชี้รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ทำไมไม่จ่าย ถ้วนหน้า

ณัฐพงษ์ ลั่น 9,000 บาท น้อยเกินไม่พอเยียวยาน้ำท่วมใต้ ชี้รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ทำไมไม่จ่าย ถ้วนหน้า

ณัฐพงษ์ ลั่น 9,000 บาท น้อยเกินไม่พอเยียวยาน้ำท่วมใต้ ชี้รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ทำไมไม่จ่าย ถ้วนหน้า

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.20 น.

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – Natthaphong Ruengpanyawut ระบุว่า

อย่าผลักภาระให้ประชาชนต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อรับการเยียวยา น้ำท่วมใต้ครั้งนี้สาหัส พวกเขาสูญเสียมากเกินไปแล้ว

วันนี้ผมพร้อมทีมอาสากระจกเงาและทีมงานพรรคประชาชน ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของหาดใหญ่ สงขลา พร้อมทำภารกิจฟื้นฟูช่วยทำความสะอาดที่อยู่อาศัยพี่น้องประชาชนบริเวณชุมชนริมคลองหวะ ซอยสามัคคี และที่วัดเกาะเสือ พร้อมหารือกับสมาคมและผู้ประกอบการในพื้นที่ และพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครับ

วันนี้ ความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่ประชาชนได้รับ แม้จะแตกต่างกันบ้าง แต่ก็ได้รับผลกระทบกันทุกคน ล่าสุดที่รัฐมีมาตรการเยียวยา 9,000 บาทออกมา สร้างภาระให้ประชาชนต้องหาทางไปถ่ายเอกสารสำเนาบัตรประชาชน ทั้งที่น้ำท่วมครั้งใหญ่ทั่วเมืองขนาดนี้ ร้านถ่ายเอกสารก็คงจมน้ำไปไม่แพ้กัน ไหนจะเอกสารที่ประชาชนต้องจัดหาอีก

แม้จะมีการแจ้งแก้ไขให้ประชาชนมาลงทะเบียนพร้อมบัตรประชาชนใบเดียว หรือลงทะเบียนในระบบออนไลน์ได้ แต่กระบวนการขอรับการเยียวยาก็ยังคงเป็นภาระการพิสูจน์ของประชาชนอยู่ดี พวกเขาต้องมายืนยันตัวตนกับภาครัฐ ในขณะที่บ้านพักที่อยู่อาศัยของพวกเขาเพิ่งจมน้ำกันมาอย่างหนัก หลายคนก็ไม่สะดวก เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียสิทธิไปโดยใช่เหตุหรือไม่?

ผมขอย้ำข้อเสนออีกครั้งว่ากระบวนการเยียวยาควรมี 2 รูปแบบ

1. คือการจ่ายถ้วนหน้าให้ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ และ

2. การเยียวยาอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหายเป็นการเฉพาะ ที่ต้องมีการพิสูจน์ความเสียหาย ก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งไป

ในส่วนของการจ่ายเงินเยียวยาถ้วนหน้าเป็นสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายที่รัฐทำได้อยู่แล้ว เพราะข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านภูมิสารสนเทศจาก GISTDA ที่อาศัยภาพถ่ายดาวเทียม หรือข้อมูลทะเบียนบ้านจากไปรษณีย์ไทย สามารถบ่งชี้ได้อย่างแม่นยำว่าพื้นที่บ้านเรือนประชาชนส่วนไหนที่ได้รับผลกระทบบ้าง? เป็นระยะเวลากี่วัน? เข้าเงื่อนไขการเยียวยาที่กำหนดหรือไม่?

น่าเสียดายนะครับ ที่รัฐซึ่งมีข้อมูลอยู่ในมืออยู่แล้ว แต่กลับไม่นำข้อมูลเหล่านี้มาบูรณาการใช้ และกลับเลือกใช้ความเคยชินในการจ่ายเงินเยียวยาแบบเดิมๆ

ทำให้ประชาชนต้องเป็นผู้รวบรวมและยื่นเอกสารกับทางการเอง เป็นการผลักภาระในการพิสูจน์ไปให้กับประชาชน ทั้งที่คลังข้อมูลของหน่วยงานรัฐต่างๆ สามารถใช้เพื่อการพิสูจน์ได้ไม่ยาก และสามารถข้ามขั้นตอนที่เป็นภาระของประชาชนอย่างการรวบรวมและยื่นเอกสารได้

นอกจากนี้ จำนวนเงินเยียวยาเพียง 9,000 บาทต่อหัว นับว่าน้อยเกินไปมากสำหรับความเสียหายที่ประชาชนได้รับจากอุทกภัยในครั้งนี้ หลังจากการที่ผมได้เข้าพื้นที่สำรวจความเสียหายร่วมกับอาสาสมัครมูลนิธิกระจกเงาวันนี้ ผมได้เห็นภาพความเสียหายที่อย่างไรเสีย เงิน 9,000 บาทไม่พอที่จะชดเชยเยียวยาได้แน่นอน

ไม่ต้องพูดถึงส่วนที่ได้รับความเสียหายเฉพาะด้านที่ต้องมีการพิสูจน์ ความเสียหายของประชาชนทั่วไปที่ขาดโอกาสในการหารายได้ หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินและบ้านเรือน เงิน 9,000 บาทถือว่ายังน้อยเกินไปจริงๆ

#น้ำท่วมใต้ #น้ำท่วมหาดใหญ่#เยียวยาน้ำท่วม #ณัฐพงษ์ #สิทธิประชาชน #พรรคประชาชน #อุทกภัยใต้ #ข่าวการเมือง

ภาพประทับใจ เจ้าอาวาสเยี่ยมบาบอ ห่วงใยวิกฤตน้ำท่วมใต้

ภาพประทับใจ เจ้าอาวาสเยี่ยมบาบอ ห่วงใยวิกฤตน้ำท่วมใต้

ภาพประทับใจ เจ้าอาวาสเยี่ยมบาบอ ห่วงใยวิกฤตน้ำท่วมใต้

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.06 น.

2 ธันวาคม 2568 เพจ ชายแดนใต้ เผยภาพที่สร้างความประทับใจในโลกออนไลน์ เมื่อ เจ้าอาวาสวัดห้วยยอด จ.ตรัง ได้เดินทางลงพื้นที่ไปยัง ปอเนาะทางควาย อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ บาบอ และชาวมุสลิมในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา

โดยเพจได้เขียนข้อความว่า ต่างศาสนา… แต่อยู่ข้างกันเสมอ

       ภาพประทับใจในวันที่ทุกคนต้องการกำลังใจ เจ้าอาวาสวัดห้วยยอด จ.ตรัง เดินทางไปเยี่ยมบาบอ ปอเนาะทางควาย อ.จะนะ จ.สงขลา หลังจากประสบภัยน้ำท่วม

ภาพที่สะท้อน มิตรภาพระหว่างศาสนา—พระสงฆ์และบาบอที่โอบกอดกันด้วยความห่วงใย ในวันที่ยากลำบาก ความต่างทางศาสนากลายเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆ

       เพราะหัวใจของมนุษย์นั้นเหมือนกันเสมอน้ำใจที่ไร้พรมแดน สันติสุขที่เกื้อกูลกันช่วยเหลือกันด้วยความเข้าใจ…และย้ำให้เราเห็นว่า ความดีนั้นเชื่อมโยงทุกศาสนาเข้าด้วยกัน

ภาพจาก THE MEDIA

จับตา! ประภัตร เข้าค่ายภูมิใจไทย หลังคล้องแขนร่วมเฟรม อนุทิน-วราวุธ

จับตา! ประภัตร เข้าค่ายภูมิใจไทย หลังคล้องแขนร่วมเฟรม อนุทิน-วราวุธ

จับตา! ประภัตร เข้าค่ายภูมิใจไทย หลังคล้องแขนร่วมเฟรม อนุทิน-วราวุธ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.52 น.

จับตา!“ประภัตร”เข้าค่ายภท.หลังคล้องแขนร่วมเฟรม“อนุทิน-วราวุธ”

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 21.50 น.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โศกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ได้โพสต์ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยในฐานะหัวหน้าพรรคภท. พร้อมด้วยนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) ที่เพิ่งเปิดตัวเตรียมร่วมงานพรรคภท.ในการเลือกตั้งไปเมื่อเร็วๆนี้ 
คล้องแขนถ่ายภาพร่วมกับนายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี ในฐานะเลขาธิการพรรคชทพ. พร้อมข้อความว่ารักครับ และอิโมจิรูปหัวใจสีน้ำเงิน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวนายประภัตร อาจจะไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม(กธ.) ขณะที่การเปิดตัวของนายวราวุธที่พรรคภท.ในวันนั้น มาพร้อมกับนายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส. สุพรรณบุรี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด และนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรค ชทพ.

ทำไม? เพื่อไทย ไม่กล้ายื่นซักฟอก อนุทิน ทั้งที่ตัวเองได้เปรียบ

ทำไม? เพื่อไทย ไม่กล้ายื่นซักฟอก อนุทิน ทั้งที่ตัวเองได้เปรียบ

ทำไม? เพื่อไทย ไม่กล้ายื่นซักฟอก อนุทิน ทั้งที่ตัวเองได้เปรียบ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.43 น.

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า ทำไม? เพื่อไทย ไม่กล้ายื่นซักฟอก อนุทิน

มีการปล่อยกระแสข่าวลือว่า ครูใหญ่แห่งบ้านบุรีรัมย์ได้พูดคุยกับผู้มีอำนาจของพรรคเพื่อไทย จับมือกันจะยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 จนนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาปฏิเสธข่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่แนวความคิดที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังจากวันที่ 12 ธันวาคม 2568  นั่นแสดงว่าการจะยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ตามที่นายอนุทินได้ส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลให้เตรียมพร้อม และดูความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ประกอบกับมีกระแสข่าวว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้มีการพูดคุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต้องการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านวาระสามไปก่อน แล้วค่อยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล จะยุบสภา ก็ให้ยุบสภาหลังจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านไปแล้ว

ถ้าพูดถึงการได้เปรียบทางการเมือง การที่พรรคเพื่อไทยทอดเวลาออกไป ไม่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอนุทิน ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ก็เป็นโอกาสดีของรัฐบาล ที่กำลังเพลี้ยงพล้ำจากความล้มเหลวในการแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งมีผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจภูมิใจไทยในวงกว้าง แต่ถ้าทอดเวลาออกไปอีกซักระยะหนึ่ง ก็อาจจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้แก้ตัว เรียกศรัทธาคืนมา อาจจะใช้กลไกของรัฐบาลในการเยียวยา ในการแก้ปัญหา ในการซื้อใจประชาชน ซึ่งจะทำให้ประชาชนกลับมาชื่นชอบการทำงานของรัฐบาลได้

ถ้าผมเป็นพรรคเพื่อไทย จะตีเหล็กตอนร้อน เมื่อรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยเพลี้ยงพล้ำเช่นนี้ ก็จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที เพื่อแลกกับการยุบสภาของนายอนุทินในทันที ทำให้นายอนุทินเสียเปรียบทางการเมือง เว้นแต่พรรคเพื่อไทยก็ไม่มีความพร้อมทางการเมืองเช่นเดียวกัน เพราะในขณะนี้พรรคการเมืองอื่นๆ มีตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังเหลือแต่พรรคเพื่อไทยกำลังสรรหาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคยังได้

จึงแสดงให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีความพร้อมที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง การที่ออกมาขู่นายอนุทินว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที กลับถูกนายอนุทินขู่กลับว่า จะยุบสภาทันทีเช่นเดียวกัน ทำให้พรรคเพื่อไทยเกิดอาการปากกล้าขาสั้น และถ้าหากทอดเวลาให้กับรัฐบาลอนุทินบริหารประเทศต่อไป จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ก็เป็นโอกาสทำให้กระแสนิยมกลับคืนมาได้ความนิยมของรัฐบาลนายอนุทินฟื้นมาเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เกิดเหตุการณ์คนเสื้อแดงเผาบ้านเผา ตอนนั้นถ้าหากนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจยุบสภา ก็อาจจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เพราะกระแสกำลังดีอยู่ แต่พอทอดเวลาออกเป็นเวลา1ปี กระแสก็พลิกกลับ ยุบสภาช้าไป รัฐบาลก็แพ้เลือกตั้ง 

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าพรรคเพื่อไทยทอดเวลาให้รัฐบาลนายอนุทินแก้ตัวได้ ตั้งหลักได้ ก็เป็นผลดีกับรัฐบาลของนายอนุทิน และอาจจะเป็นผลเสียกับพรรคเพื่อไทยก็เป็นไปได้