มทภ.2ตรวจชายแดนไทย-เขมร สั่งพร้อมรบสูงสุด ยกระดับตอบโต้ภัยคุกคาม

มทภ.2ตรวจชายแดนไทย-เขมร สั่งพร้อมรบสูงสุด ยกระดับตอบโต้ภัยคุกคาม

มทภ.2ตรวจชายแดนไทย-เขมร สั่งพร้อมรบสูงสุด ยกระดับตอบโต้ภัยคุกคาม

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มทภ.2ตรวจชายแดนไทย-เขมร สั่งพร้อมรบสูงสุด ยกระดับตอบโต้ภัยคุกคาม ‘บิ๊กกุ้ง’ชี้ป่วนสระแก้วมีนัย กลบปมทุ่นระเบิด-ตาควาย

“โฆษกรัฐบาล”ย้ำทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็น “ทุ่นระเบิดใหม่” สื่อมาเลย์ข้อมูลคลาดเคลื่อน เกิดความผิดพลาดในการแปล และแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว เตือนสื่อมาเลย์ให้ระมัดระวังในการสื่อสาร ทบ.ยกรายงาน AOT ชี้ชัดทหารไทยเหยียบทุ่นใหม่ ด้าน“มทภ.2”ลงพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร ตรวจความพร้อมกำลังพลหน่วย ฉก.2 สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยเฝ้าระวังภัยคุกคามและพร้อมรบสูงสุด ในการปกป้องอธิปไตย ด้าน“แม่ทัพกุ้ง”หนุน“นายกฯ”ระงับปฏิญญาไทย-เขมร-ปล่อย18เชลย ตั้งข้อสังเกตเหตุยิงหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว เบี่ยงความสนใจ ปมทุ่นระเบิด-ปราสาทตาควาย

จากกรณีสื่อมาเลเซียนำเสนอข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมาเลเซียให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาระบุถึงทุ่นระเบิดที่ตรวจพบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นทุ่นระเบิดเก่า ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างสองประเทศอย่างหนัก

สื่อมาเลย์เสนอข่าวทุ่นระเบิดผิดพลาด

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีสำนักข่าว Bernama ของมาเลเซีย รายงานคำกล่าวของ ดาโตะ เซอรี อูตามา ฮาจี โมฮามัด บิน ฮาจี ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย คลาดเคลื่อนจากภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นภาษามลายู โดยระบุว่า ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) รายงานว่าทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบไม่ใช่ของใหม่ ซึ่งไม่ตรงกับคำกล่าวในภาษาต้นฉบับ และไม่ตรงกับหลักฐานความจริง ซึ่งฝ่ายไทยตรวจสอบแล้วว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

เหตุแปลผิด-แก้ไขแล้วยันทุ่นใหม่

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า สำนักข่าว Bernama ได้ตรวจสอบและยืนยันว่าเกิดความผิดพลาดในการแปลถ้อยแถลงจากภาษามลายูเป็นภาษาอังกฤษจริง และได้แก้ไขถ้อยคำในย่อหน้าที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องแล้ว โดยระบุว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนในประเทศไทยและกัมพูชา รายงานว่า “พบทุ่นระเบิดใหม่” ไม่ใช่ “ไม่พบทุ่นระเบิดใหม่” ดังที่แปลคลาดเคลื่อนก่อนหน้านี้

เตือนสื่อมาเลย์ระวังการสื่อสาร

“ยืนยันว่า ไทยได้ตรวจสอบและพิสูจน์ทราบแล้วว่า ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นทุ่นระเบิดที่เกิดจากการลอบวางใหม่จากฝ่ายเขมร โดยจากการพิสูจน์ทราบพบชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN2 ในหลุมระเบิดและพื้นที่ใกล้เครื่อง และพบอีก 3 ทุ่น บริเวณรอบหลุมระเบิด ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางลาดตระเวนเดิมของไทย ซึ่งทหารเขมรเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง จึงสรุปได้ว่า ฝ่ายเขมรลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย”โฆษกรัฐบาลระบุ และย้ำว่า ขอความร่วมมือ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขอความระมัดระวังในการเผยแพร่ เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดทำให้ไทยเสียประโยชน์ รัฐบาลไทยต้องต่อสู้ถึงที่สุด

ทบ.ยกรายงานAOTชี้ชัดเหยียบทุ่นใหม่

เช่นเดียวกับ พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกออกมาชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบเป็นการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดของสำนักข่าว Bernama จนทำให้สื่อไทยและสื่อกัมพูชา นำมาเสนอข่าวจนเกิด ความผิดพลาด ซึ่งปัจจุบันได้รแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบจากเอกสารรายงานของ AOT ก็พบว่า มีการระบุว่าเป็น ทุ่นระเบิดที่วางใหม่ จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเหตุการณ์ผิดพลาดดังกล่าวเป็นเรื่องของการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน

ซัดเขมรการละครยืมปากปั่นข่าว

นายวันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กระบุ ตนได้รับการยืนยันจากรมช.กลาโหม พลโทอดุล บุญธรรมเจริญ เรื่องที่รมต.ต่างประเทศมาเลเซีย ออกข่าวว่าระเบิดที่พบในห้วยตามาเรีย ฝั่งไทยเป็น ระเบิดเก่านั้น คำตอบคือ ข่าวปลอม ฝั่งมาเลเซียไม่เคยยืนยัน จบข่าวอย่าเชื่อเขมรมาก พวกเราต้องหนักแน่น ช่วยกันจัดข่าวปลอมที่มาบั่นทอนจิตใจคนไทย

“ป.ล. เขมรการละคร ปั่นเอง เกมส์ยืมปาก (ปลอม) คนอื่นมาพูดอาจมีอีกครับ”

สื่อมาเลย์แก้ข่าวแล้วเป็นทุ่นใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันเดียวกัน ได้มีการแก้รายงานข่าวดังกล่าว โดยระบุเกิดการรายงานข่าวผิดพลาดของสื่อมาเลเซีย เป็นการผิดพลาดระหว่างสื่อภาษามาเลเซียกับสื่อภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ สื่อภาษามาเลเซีย ระบุรมว.ต่างประเทศมาเลเซียแจงว่า ทุ่นระเบิดเป็นทุ่นใหม่ ขณะที่สื่อภาษาอังกฤษ เขียนว่า ไม่น่าจะเป็นทุ่นใหม่ แต่สื่อกัมพูชา และสื่อไทยได้นำไปรายงานต่อแล้ว อย่างไรก็ตาม สื่อมาเลเซียที่รายงานข่าวผิดพลาดคือ Bernama แก้ไขข่าวดังกล่าวแล้วว่าเป็นทุ่นใหม่

มทภ.2สั่งยกระดับมาตรการ-พร้อมรบสูงสุด

ด้านความเคลื่อนไหวสถานการณ์ชายแดนไทยเขมร พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2(มทภ.2) / ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติของกำลังพล หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 (ฉก.2) กองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อประเมินสถานการณ์ความมั่นคงและเตรียมความพร้อมในพื้นที่ที่ยังมีความอ่อนไหวและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด โดยเน้นย้ำให้กำลังพลทุกหน่วย ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ การวิเคราะห์ข่าวกรองทางทหาร และการเตรียมความพร้อม ในการปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกมิติ พร้อมทั้งให้หน่วยดำรงสภาพความพร้อมรบขั้นสูงสุด เพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ ยังกำชับให้หน่วยทุกระดับปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และคำนึงถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนเป็นสำคัญ ยืนยันจะดูแลผืนแผ่นดินไทย ไม่เสียแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว

“กองทัพภาคที่ 2 จะดำรงความพร้อมรบสูงสุด ในการปกป้องอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างมั่นคงยั่งยืน”มทภ.2กล่าว

‘บิ๊กกุ้ง’เห็นด้วยระงับปฏิญญาไทยเขมร

พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบกและอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร ซึ่งล่าสุดดูเหมือนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บและขาขาด 1 นายว่า เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์และชี้แจงไปแล้ว ส่วนบุคคลที่เราควบคุมตัวไว้ 18 นาย และยังไม่ได้ปล่อยตัว ก็เป็นการตอบโต้ขั้นต้นโดยชัดเจนอยู่แล้วจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านกำชับฝ่ายความมั่นคงดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องไปแล้ว โดยฝ่ายความมั่นคงและเหล่าทัพ ก็คงเตรียมการส่วนนี้ตามสมควร

ส่วนเห็นด้วยกับการระงับปฏิญญา 4 ข้อ ที่เซ็นร่วมกันที่มาเลเซียหรือไม่ พลโทบุญสินมองว่า น่าจะเหมาะสม เพราะเราสูญเสียกำลังพล ต้องแสดงออกถึงความไม่พอใจในส่วนที่เราโดนกระทำ ต้องตอบโต้อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว นอกจากการประท้วงด้วยเอกสาร

มองเป็นเกมเขมรยิงที่หนองจานมีนัย

ขณะเดียวกันหากมีทหารขาขาดเพิ่มเป็นรายที่ 8 ในทางปฏิบัติสามารถยิงไปที่ฐานที่รับผิดชอบได้เลยหรือไม่ พลโท บุญสินกล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องการตอบโต้ แม่ทัพและผู้บัญชาการทหารบกให้แนวทางไปแล้ว ส่วนได้ประเมินสถานการณ์ขณะนี้ไว้อย่างไรบ้าง พลโทบุญสินกล่าวว่า ดูจากนโยบายของนายกฯน่าจะไม่พอใจการที่กัมพูชาวางทุ่นระเบิดตรงนั้น น่าจะตึงเครียดพอสมควร ต้องรอว่าจะคลี่คลายหรือไม่อย่างไร ที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว ยังมีการอ้างว่าทหารไทยเป็นฝ่ายยิงพลเรือน ซึ่งอาจเป็นเกมอย่างหนึ่ง อาจสร้างสถานการณ์เพื่อระงับตรงนี้ก็ได้

ขณะที่ส่วนตัวคิดว่าหลังจากนี้จะมีการยั่วยุอีกหรือไม่ พลโทบุญสินมองว่ามีนัยพอสมควร จะมีการยั่วยุอีกหรือไม่ต้องรอดู ต้องดูเจตนารมย์ของผู้นำกัมพูชาว่าวัตถุประสงค์ที่เขาต้องการคืออะไร เช่น เหตุการณ์ที่บ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว น่าจะมีนัยพอสมควร

หนุนระงับปฏิญญา-งดปล่อยเชลย

ส่วนเหตุการณ์ที่สระแก้วจะลุกลามไปถึงเขตพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เลยหรือไม่ พลโทบุญสินกล่าวว่า เป็นนโยบายของประเทศเดียวกัน ในความคิดของตน น่าจะมีส่วนเชื่อมโยงสถานการณ์ซึ่งกันและกัน หลายคนอาจมองพื้นที่ปราสาทตาควาย ซึ่งอาจมีส่วนหนึ่งที่อาจดึงความสนใจ สังเกตดีๆมีนัยหมด ฉะนั้นการที่รัฐบาลออกมาตอบโต้ ทั้งเรื่องการงดปล่อยตัวเชลยศึก และการประณาม ตนคิดว่าถูกต้องแล้ว

สำหรับกรณีที่ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พยายามรื้อฟื้นขอให้มีการเจรจา มองว่าไทยควรจะมีท่าทีอย่างไรนั้น พลโท บุญสิน กล่าวว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลเราก็ต้องเข้มแข็งด้วย ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลไทยเข้มแข็ง เราเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า บางอย่างก็นำมาซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติด้วยเหมือนกัน ส่วนการที่เรายังไม่ปล่อยตัวเชลยศึกจะเป็นประเด็น เป็นการแสดงออกซึ่งความไม่พอใจของรัฐบาลเราว่าการกระทำแบบนี้ พี่น้องเราเสียขา ซึ่งก็สมเหตุสมผล มันอาจกระทบการเจรจาในลำดับต่อไป แต่ก็มีหนทางที่จะคลี่คลายกัน ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ และความต้องการของผู้นำกับกัมพูชาด้วย เราพร้อมอยู่แล้ว ที่จะเจรจาเพื่อสันติ ต้องดูสถานการณ์ตามช่วงเวลาอีกครั้ง

‘อันวาร์’ยกหูคุย’อนุทิน-ฮุนมาเนต’ปมชายแดน

วันเดียวกัน นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Anwar Ibrahim ระบุ ได้คุยโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ของไทย เพื่อหารือถึงทิศทางการพัฒนาในความพยายามสร้างสันติภาพ หลังเหตุการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศช่วงที่ผ่านมา เพื่อหารือถึงพัฒนาการล่าสุดในความพยายามเพื่อสันติภาพ หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ตามแนวชายแดนร่วมกันของทั้งสองประเทศ ซึ่งผู้นำทั้งสองท่านให้การตอบรับเชิงบวก และยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นที่จะหาทางแก้ปัญหาอย่างสันติ ก็เป็นไปตามความเข้าใจที่ได้ตกลงกันภายใต้ปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การประกาศยกเลิกปฏิญญาที่เคยลงนามไว้คือสัญญาณชัดเจนว่าไทยจะกลับมาแก้ปัญหาชายแดนด้วยตนเอง โดยไม่เปิดช่องให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ ซึ่งสะท้อนหลักการพื้นฐานของรัฐอธิปไตย ว่าความเป็นอิสระของชาติต้องมาก่อนทุกอย่าง”

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

เคาะแล้วที่มา ‘35อรหันต์’ยกร่างรธน. เลือกผ่านสูตร20หยิบ1

เคาะแล้วที่มา ‘35อรหันต์’ยกร่างรธน. เลือกผ่านสูตร20หยิบ1

เคาะแล้วที่มา ‘35อรหันต์’ยกร่างรธน. เลือกผ่านสูตร20หยิบ1

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เคาะแล้วที่มา ‘35อรหันต์’ยกร่างรธน. เลือกผ่านสูตร20หยิบ1

กมธ.แก้รธน.เคาะที่มา“กมธ.ยกร่างฯ”ต้องมี 100 คน รับรอง ก่อนสมัครผ่านกกต.เขียนแสดงวิสัยทัศน์-อุดมการณ์ เผยแพร่ประชาชนตรวจสอบ ก่อนส่ง“รัฐสภา”เลือกผ่านสูตร 20 หยิบ 1 มีข้อเสนอห้ามคนเป็นกรรมาธิการร่างฯยุ่งเกี่ยวการเมืองตลอดชีวิต ด้าน‘พท.’ชี้ไม่มีเหตุเตะถ่วงแก้รธน.เชื่อบางพรรคดึงเกม หวังใช้เป็นตัวประกัน แลกยื่นซักฟอก เปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัครสส.นนทบุรีอีก 11 คน

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา แถลงถึงความคืบหน้าของการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ที่ประชุมกมธ.เห็นชอบการกำหนดที่มาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35คน มาจากการสมัครของประชาชน ผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยผู้สมัครนั้นต้องมีประชาชนรับรองอย่างน้อย100รายชื่อ พร้อมต้องมีเอกสารแสดงวิสัยทัศน์และอุดมการณ์ความยาว 1 หน้ากระดาษ ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่า เมื่อรับสมัครแล้วจะนำข้อมูลของผู้สมัครเผยแพร่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตรวจสอบประวัติและอุดมการณ์ จากนั้นให้ส่งรายชื่อให้รัฐสภาคัดเลือก

สูตร20หยิบ1ตั้ง35อรหันต์ยกร่าง

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการเลือกโดยรัฐสภานั้น มติของกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ กำหนดให้ใช้สูตร 20หยิบ1 คือ ให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มๆละ20คน เพื่อเสนอชื่อ กมธ.1คน หากไม่สามารถหาจำนวนกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ครบ 35คน จะใช้วิธีการที่สมาชิกรัฐสภา 10คนเสนอบัญชีผู้จะได้รับการเลือกเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นจำนวน 2เท่าของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ขาด จากนั้นให้รัฐสภาลงมติ เห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก เกิน2ใน3 ทั้งนี้ กมธ.ได้กำหนดให้รัฐสภาเเลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 60วัน แต่หากครบเวลาแล้วยังได้ไม่ครบ 35คน แต่ได้เป็นจำนวน 90% หรือ 33คน ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ เมื่อถามถึงการกำหนดสูตร 20 หยิบ 1 กมธ.ได้หารือถึงวิธีการรวมกลุ่มหรือไม่ว่าจะรวมกลุ่มอย่างอิสระหรือมีเงื่อนไขนายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ในหลักการเป็นรวมกันของสมาชิกรัฐสภาที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ซึ่งกมธ.เห็นว่ามีข้อดีที่จะทำให้เกิดความหลากหลายของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

ห้ามคนยกร่างยุ่งการเมืองตลอดชีวิต

ขณะที่ นายเอกพร รักความสุข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกกมธ. กล่าวว่าสำหรับการพิจารณากำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กำหนดให้ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญถูกจำกัดการเข้าสู่ตำแหน่งการเมือง 3 ปี แต่มีข้อเสนอจากกมธ.คนอื่นว่า ควรให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตลอดชีวิต เพื่อให้เกิดความสบายใจว่าคนทำรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีผลประโยชน์ใด อย่างไรก็ดีตนยืนยันว่าการทำงานในกมธ.มีความเห็นพ้องไม่มีความขัดแย้งระหว่างกมธ.ที่มาจากต่างพรรคการเมือง

พท.ไม่มีเหตุเตะถ่วงแก้ไขรธน.

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะคณะกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดเผยว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นไปด้วยความล่าช้ามาก เพราะมีการแก้ไขทุกมาตรา จากร่างหลักที่รับหลักการมามีการเสนอรายละเอียด ในแต่ละมาตราค่อนข้างมาก ประกอบกับวิธีการพิจารณา ไม่ตกผลึกกลับไปกลับมา ส่งผลให้การพิจารณาของกมธ.ช้าลงจากเดิม จากเดิมที่มีการตกลงกันไว้ว่าการประชุมจะมีขึ้น 10 ครั้ง ซึ่งการพิจารณาในชั้นกมธ.น่าจะแล้วเสร็จทุกมาตรา แต่จนถึงขณะนี้กมธ.ประชุมไปแล้ว 9 ครั้ง เพิ่งจะพิจารณาได้เพียง 3มาตรา โอกาสที่การพิจารณาแล้วเสร็จตามกำหนดเวลาจึงเป็นไปไม่ได้

บางพรรคยึดตัวประกันแลกซักฟอก

นพ.ชลน่าน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญที่มีการกำหนดไว้ว่าการพิจารณาในวาระ 2 จะแล้วเสร็จในวันที่ 24-25พ.ย. ไม่น่าจะทันแล้ว ดังนั้นการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ2560 ในวาระที่ 2 คงเป็นไปตามที่นายภราดร ปริศนานันทกุล กมธ. จากพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงไว้ คือวันที่ 8-10 ธ.ค.68 ก่อนเปิดการประชุมสมัยสามัญ จากนั้น เมื่อสภาเปิดประชุมสมัยสามัญฯ ในวันที่ 12 ธ.ค.เป็นต้นไป จึงจะไปพิจารณาในวาระที่ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค.ซึ่งเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่พรรคภูมิใจไทยกำหนด ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าเหตุที่ทำให้การพิจารณาช้า มาจากกมธ.จากพรรคเพื่อไทย พยายามตีรวนในที่ประชุมและดึงช้าในทุกมาตรานั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง เพราะพรรคเพื่อไทยเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี2560 ตั้งแต่การเลือกตั้งปี2566 ไม่ใช่เพิ่งมาคิดกัน แต่เหตุที่ช้าหลายฝ่ายมองว่า บางพรรคจะใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกัน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคประชาชนอ้างว่า ไม่ควรยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่แล้วเสร็จทำให้ไม่สามารถยื่นอภิปรายรัฐบาลได้ จึงน่าจะเป็นเหตุผลหลัก ทำให้พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงวันนี้กมธฯ ควรเอาความจริงมาพูดกันไม่ควรมาสาดโคลนใส่กันเพราะไม่เกิดประโยชน์กับฝ่ายใดเลย

พท.เปิดผู้สมัครสส.นนทบุรีอีก11คน

ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองหัวหน้าพรรคย, นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคย, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเและนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมเปิดตัวผู้สมัคร สส.รอบที่4

โวพรรคเพื่อไทยพร้อมเลือกตั้งที่สุด

โดย นายสุริยะ กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกวันที่พรรคเพื่อไทยพยายามเติมเต็มตามเป้าหมายที่ตนได้ประกาศไว้ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งว่าจะกวาด สส.ให้ได้ 200ที่นั่ง ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้งไปแล้ว 260คน วันนี้อีก 11คน รวมเป็น 271คน เชื่อว่าบุคลากรที่พรรคเพื่อไทยพยายามคัดเลือกเข้ามามีแนวทางเดียวกับพรรค คือยึดถือประชาชนเป็นหลัก และจุดแข็งที่สุดของพรรคเพื่อไทยที่ในอดีต คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขณะนี้ถือเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ

ด้าน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกหนึ่งวาระที่มีบุคลากรที่เข้มแข็ง ทำงานใกล้ชิดพื้นที่ มีความรอบรู้ในพื้นที่ ซึ่งคนที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์กับพรรค มีการพูดคุยมาอย่างยาวนาน และพรรคได้เปิดตัวผู้สมัครไปแล้ว 3รอบ รวมทั้งหมดเปิดตัว65%ของเขตเลือกตั้งที่มีอยู่ เชื่อว่าไม่มีพรรคไหนพร้อมเท่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งบุคลากรเหล่านี้เป็นคนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ทำงานกับประชาชนจริง

สำหรับรายชื่อผู้เสนอตัวเป็นผู้สมัครสส.วันนี้ประกอบด้วย 1.นายวิทยา มาลา ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.พิจิตร 2.นายจอมจักรภพ วัชระจินดาวัฒนะ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. ชัยภูมิ 3.น.ส.ณิชาภา โกวิทานนท์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.สมุทรสงคราม 4.นายวิรัตน์ เกียรติสันติกุล ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. นนทบุรี 5.นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. นนทบุรี 6.น.ส.ดาราวรรณ อัจฉริยะประสิทธิ์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. นนทบุรี 7.นายมนตรี ตั้งเจริญถาวร ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.นนทบุรี 8.นายวัชยธนันท์ อัศวนิโครธร ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. นนทบุรี 9.นายประถมการ อ่วมอ่อง ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.นนทบุรี 10.นายภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.นนทบุรี และ11.นายจำลอง ขำสา ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.นนทบุรี

ยัน’สุดารัตน์’ลูกเฮียกุ่ย ยังไม่ย้าย

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงกรณี น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย บุตรสาวของ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือ สส.กุ่ย ออกจากไลน์กลุ่ม สส.เพื่อไทย ว่า การออกจากกลุ่มไลน์ไม่ได้สื่ออะไร เป็นเรื่องปกติ อย่าเอาเรื่องเทคโนโลยีเล็กๆน้อยๆมาเป็นประเด็น ซึ่งน.ส.สุดารัตน์ เป็นบุคลากรที่มีคุณค่าของพรรคและทำงานเต็มที่มาตลอด ตนในฐานะหัวหน้าพรรคเห็นว่าบุคลากรที่อยู่กับพรรคทุกคน ตนมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์และจุดยืนของทุกคน และตนกล้าพูดว่าในกรณีของน.ส.สุดารัตน์ มีความรักพรรคเพื่อไทย ใจอยู่ที่นี่อยู่แล้ว ดังนั้น ยังเชื่อมั่น ในการทำงานร่วมกันต่อไป

‘สุชาติ’ให้ผู้ใหญ่เคาะรับ’สนธยา’

ด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสข่าว นายสนธยา คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม จะย้ายมาอยู่กับพรรค ภท.จะแบ่งพื้นที่ส่งผู้สมัครสส.ชลบุรี คนละครึ่งจังหวัดหรือไม่ ว่า เรื่องนักการเมืองทุกค่าย ทุกกลุ่มเมื่อมีสัญญาณนับถอยหลังเลือกตั้ง เขาต้องพยายามหาสังกัดและต้องหาพรรคการเมืองที่มั่นคงที่จะนำพาประเทศให้เจริญได้ เขาก็ไปตรงนั้น ส่วน จ.ชลบุรี ตนเป็นผู้แทนไม่ได้ยึดติดว่า จะต้องไปดูแลจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ เพราะเราไม่ได้มีประชาชนที่รู้จักทั้งจังหวัด หรือทุกจังหวัด เราอาจชำนาญบางพื้นที่ อำเภอ ตำบล ซึ่งตนยินดีถ้าใครมีความรู้ความสามารถที่พร้อมทำงานในพรรคเดียวกัน แต่วันนี้เท่าที่ทราบยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่ทุกคนพูดคุยกันได้หมด สำหรับตนยินดี หากใครมีความรู้มีศักยภาพทางการเมืองที่พร้อมจะมาทำงานด้วยกัน ถึงจะเป็นจังหวัดเดียวกันก็ยินดี เพราะคนได้ประโยชน์คือประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับกลุ่ม นายสนธยา ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนเป็นผู้น้อยกว่า เรื่องนี้ขอให้ทางผู้บริหารพรรค ภท.หรือหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เป็นหลักในการที่จะพิจารณามากกว่า เพราะตนไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในพรรค ภท.แค่เป็นสมาชิกเฉยๆ และตนไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลหรือผู้บริหารในโซนไหน จึงไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงอะไรขนาดนั้น

ปชป.โวเสนอตัวลงสส.ทะลุ300คน

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยความสำเร็จอย่างล้นหลามของแคมเปญ “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ”โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาสู่บรรยากาศแห่งความคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีผู้สนใจยื่นความจำนงขอสมัครเป็นผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง นายพงศกร เปิดเผยตัวเลขอัปเดตล่าสุดว่า หลังเปิดแคมเปญเพียง 7 วัน มีผู้แสดงความจำนงขอสมัครเป็นผู้สมัคร สส. ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อรวมแล้วกว่า 300 คน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่แข็งแกร่งของพรรคในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้า บรรยากาศที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์คึกคักอย่างมาก มีผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถจากหลากหลายสาขาอาชีพ โดยเฉพาะ “คนรุ่นใหม่ที่มีโปรไฟล์ดี” ทั้งเดินทางแบบวอล์คอินเข้ามาที่พรรคฯ สมัครผ่านช่องทางไปรษณีย์และออนไลน์จากทั่วประเทศไม่ขาดสาย

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีเขตเลือกตั้งทั้งหมด 33เขต นายพงศกร เปิดเผยว่าได้รับความสนใจอย่างสูงเช่นกัน วันนี้มีผู้แสดงความจำนงขอร่วมอุดมการณ์กับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว มากกว่า 90 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนในเมืองหลวงมีต่อแนวทางและหลักการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของกรรมการบริหารชุดใหม่ สำหรับผู้สนใจร่วมอุดมการณ์กับประชาธิปัตย์ สามารถยื่นความจำนง สมัครได้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

รัฐบาลไทยย้ำข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เดินหน้าชี้แจงนานาชาติต่อเนื่อง

รัฐบาลไทยย้ำข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เดินหน้าชี้แจงนานาชาติต่อเนื่อง

รัฐบาลไทยย้ำข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เดินหน้าชี้แจงนานาชาติต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.07 น.

รัฐบาลไทยย้ำข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เดินหน้าชี้แจงนานาชาติต่อเนื่อง หลัง AOT ลงพื้นที่ตรวจพิสูจน์หลักฐาน – เผยทุ่นระเบิดและการใช้อาวุธชี้ชัดการละเมิดของกัมพูชา

วันนี้ (14 พฤศจิกายน 2568) เวลา 20.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงต่อสาธารณชนในวันนี้ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยยังคงเดินหน้าเผยแพร่ข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างถูกต้องตามข้อเท็จจริง

กองบัญชาการกองทัพไทยได้บรรยายสรุปสถานการณ์ให้คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทยรับทราบ โดยได้ชี้แจงเหตุการณ์ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งไทย ไม่มีในครอบครอง พร้อมหลักฐานยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางใหม่ในเขตไทย โดยเฉพาะเหตุล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงรายละเอียดเหตุปะทะบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว รวมถึงตัวอย่างข่าวบิดเบือนที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่
สำหรับการตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในวันนี้ ซึ่งกองบัญชาการกองทัพไทยอำนวยความสะดวกในการลงพื้นที่ มีการตรวจสอบทั้งสองจุดสำคัญ ได้แก่

1. ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ – คณะ AOT ตรวจจุดที่ทหารไทยประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด ตรวจดูชิ้นส่วนทุ่นที่ระเบิดแล้ว และพบทุ่นระเบิดใหม่จำนวน 3 ทุ่นที่ถูกลอบวางใกล้กัน

2. บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว – คณะ AOT ตรวจบังเกอร์ที่ถูกฝ่ายกัมพูชายิงอาวุธใส่ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ

การลงพื้นที่ทั้งสองจุดช่วยให้คณะผู้สังเกตการณ์สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐานเกี่ยวกับทุ่นระเบิดและการใช้อาวุธได้โดยตรง

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ดำเนินมาตรการทางการทูตอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทำหนังสือประท้วงต่อกัมพูชาแล้วหลายฉบับ และได้รายงานไปยังญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงแจ้งต่อเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อให้รัฐภาคีและประชาคมโลกได้รับทราบการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในฐานะสักขีพยาน Joint Declaration เพื่อแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังแสดงความกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและข่าวบิดเบือนจากฝ่ายกัมพูชา เช่น การกล่าวหาไทยวางทุ่นระเบิดเอง หรือเป็นฝ่ายเริ่มใช้กำลังก่อน ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏในพื้นที่ รวมถึงกรณีมีการนำภาพศพชาวกัมพูชาที่เสียชีวิตจากโรคประจำตัวในโรงพยาบาลในไทยไปบิดเบือนว่าเป็นศพทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัว

นอกจากนี้ ยังพบกรณีสำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่ข้อมูลผิดพลาดเกี่ยวกับทุ่นระเบิด ซึ่งไทยได้ประสานให้แก้ไขแล้วเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ในสถานการณ์อ่อนไหวเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายต้องใช้ข้อมูลที่ถูกต้องผ่านการตรวจสอบ พร้อมขอให้ประชาชนระมัดระวังการส่งต่อข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ทั้งนี้ หน่วยงานไทยทุกภาคส่วนยังคงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาอธิปไตย ความปลอดภัยของประชาชน และบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาคมโลกว่า ประเทศไทยยึดมั่นในหลักสันติวิธี หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และความร่วมมือในภูมิภาค ขณะเดียวกันไทยจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อการละเมิดที่เกิดขึ้น และเฝ้าติดตามข้อมูลบิดเบือนที่อาจส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของนานาชาติ

“ประเทศไทยยังคงดำเนินการด้วยความรอบคอบ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมประสานงานกับพันธมิตรและองค์กรระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกัน ไทยจะรักษาอธิปไตยและคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ และจะไม่ละเลยต่อการละเมิดที่กระทบต่อเสถียรภาพของประเทศ” นายสิริพงศ์ กล่าวว่า

​ปิดรับสมัคร’ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ’ ยอดรวม 3 คน

​ปิดรับสมัคร'ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ' ยอดรวม 3 คน

​ปิดรับสมัคร’ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ’ ยอดรวม 3 คน

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.20 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (แทนตำแหน่งที่ว่าง) จำนวน 1 คน ระหว่างวันที่ 27 ต.ค. – 14 พ.ย.2568 สรุปผลการรับสมัคร มีผู้สมัครจำนวนทั้งสิ้น 3 คน ได้แก่

1.นายธงพล พรหมสาขา ณ สกลนคร อายุ 48 ปี ศาสตราจารย์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ อนุสาขาการบริหารองค์การ ประจำสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร

2.พล.ต.ต.ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ อายุ 54 ปี ศาสตราจารย์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สังกัดคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

3.พล.ต.ต.พงศ์กุลธร โรจน์วิรุฬห์ อายุ 54 ปี ศาสตราจารย์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สังกัดคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการส่งรายชื่อผู้สมัครไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 รวมทั้งตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ของผู้สมัครแล้วรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าว พร้อมทั้งรายชื่อผู้สมัคร แบบใบสมัคร รวมทั้งเอกสารและหลักฐานประกอบการสมัครต่อคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นจะเชิญผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือสัมภาษณ์ผู้สมัครต่อไป

ทั้งนี้ ขอเชิญส่งข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้สมัครมายังคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ที่ ประธานคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และที่เว็บไซต์ www.senate.go.th ภายในวันที่ 1 ธ.ค.2568

เฟส 2 ยังไม่เริ่ม! ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 1’ใช้จ่ายยาวถึง 31 ธ.ค.68

เฟส 2 ยังไม่เริ่ม! 'คนละครึ่งพลัส เฟส 1'ใช้จ่ายยาวถึง 31 ธ.ค.68

เฟส 2 ยังไม่เริ่ม! ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 1’ใช้จ่ายยาวถึง 31 ธ.ค.68

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.49 น.

เฟส 2 ยังไม่เริ่ม! โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 ใช้จ่ายยาวถึง 31 ธันวาคม 68 นี้ ขณะที่โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 รอเคาะรายละเอียด

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยัน โครงการคนละครึ่ง พลัส ปัจจุบัน ยังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการในเฟส 1 และยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดของการดำเนินโครงการในเฟส 2 ตามที่มีกระแสข่าวออนไลน์ ว่ารัฐบาลประกาศเริ่มโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 แล้วนั้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการดำเนินโครงการเฟส 2 ยังไม่มีการกำหนดรายละเอียด อยู่ระหว่างการออกแบบระบบและแนวทางจัดสรรสิทธิ โดยหากมีข้อมูลที่ชัดเจนจะมีการประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการต่อไป เช่น เว็บไซต์ กระทรวงการคลัง mof.go.th หรือเว็บไซต์โครงการคนละครึ่งพลัส www.คนละครึ่งพลัส.com

ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง พลัส ที่เริ่มให้ใช้ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนตุลาคม 2568 ดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เนื่องจากคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้จากนโยบายคนละครึ่ง พลัส รวมกับนโยบายอื่น โดย 16 วันแรกของเฟส 1 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น.มียอดการใช้จ่ายสะสม รวมทั้งสิ้นกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท และมีประชาชนใช้สิทธิครบเต็มจำนวนแล้ว 626,036 ราย

“ปัจจุบันมีข่าวปลอมเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการของรัฐจำนวนมาก สร้างความสับสนให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง ขอให้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการที่เชื่อถือได้ สำหรับเฟส 1 ประชาชนสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2568 ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น.ผ่าน G Wallet ในแอปฯ “เป๋าตัง” ทั้งกับร้านค้าปกติหรือผ่าน Food Delivery Platform โดยในแต่ละวันไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายให้เต็มสิทธิ 200 บาท” นายสิริพงศ์ กล่าว

‘ดร.ณัฏฐ์’ฟันเปรี้ยง ‘พยาน’โร่กลับคำให้การคดี‘ฮั้ว สว.’แต่ไร้ผลกระทบต่อรูปคดี

‘ดร.ณัฏฐ์’ฟันเปรี้ยง ‘พยาน’โร่กลับคำให้การคดี‘ฮั้ว สว.’แต่ไร้ผลกระทบต่อรูปคดี

‘ดร.ณัฏฐ์’ฟันเปรี้ยง ‘พยาน’โร่กลับคำให้การคดี‘ฮั้ว สว.’แต่ไร้ผลกระทบต่อรูปคดี

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.41 น.

ภัยหลุดพ้นเพราะการเมืองเปลี่ยนขั้ว! “ดร.ณัฏฐ์”ฟันเปรี้ยง “พยาน”โร่กลับคำให้การคดี”ฮั้ว สว.”แต่ไร้ผลกระทบต่อรูปคดี

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 สืบเนื่องจากมีพยานบางปากกลับคำให้การในชั้นสอบสวน ในคดีฟอกเงินที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สอบสวน ตามหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอให้การเพิ่มเติมลงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 โดยได้เอกสารเผยแพร่สู่สาธารณะ ทำให้มีการข้อถกเถียงกันว่า เป็นเกมการเมืองหรือไม่ ผลกลับคำให้การจะมีผลกระทบต่อคดีเป็นอย่างไร มีผลเชื่อมโยงถึงคดีที่ กกต.ดำเนินการสืบสวนและไต่สวน วินิจฉัยชี้ขาดหรือไม่อย่างไร

โดย ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง หรือ ดร.ณัฏฐ์ ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ปมพยานกลับคำให้การ ทำให้สังคมสับสนว่า จะมีผลล้มคดีฮั้ว สว.หรือไม่อย่างไร ต้องทำความเข้าใจต่อระบบสอบสวนก่อนว่า อำนาจสอบสวนของดีเอสไอกับ กกต.ในคดีฮั้ว สว.แยกต่างหากจากกัน แต่กลเกม เทคนิค เป้าหมายเพื่อล้มคดีฮั้ว สว.เพื่อทำลายน้ำหนักพยานในสำนวน หากพยานรายดังกล่าวเป็นประจักษ์พยานสำคัญในคดี จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดย กกต.และดีเอสไอ ช้กฎหมายคนละฉบับ โดยใช้ระบบการแสวงหาข้อเท็จจริงต่างกัน  โดย กกต.ใช้ระบบไต่สวน ส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษใช้ระบบกล่าวหา โดยมีเขตอำนาจศาลต่างกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ต้องส่งสำนวนคดีอาญาไปยังพนักงานอัยการคดีทุจริตฯว่า มีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ หากสั่งฟ้อง ต้องนำตัวผู้ต้องหาไปฟ้องต่อ “ศาลอาญา”

ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วน ที่ กกต.ไต่สวน มีหลักฐานอันควรเชื่อว่า ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทะจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อ “ศาลฎีกา” เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ตาม พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา หากผู้ถูกกล่าวหามีสมาชิกภาพเป็น สว.ให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษา ตาม พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 วรรคสอง คดีฮั้ว สว.มีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย อยู่ในขั้นตอนพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 เมื่อกลั่นกรองความเห็นต้องส่งสำนวนไปยัง กกต.มีระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่ได้รับสำนวนจากเลขาธิการ กกต.

“หาก กกต.มีมติเสียงข้างมาก วินิจฉัยชี้ขาดยืนตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 เป็นการกระทำทุจริตการเลือก สว.ฝ่าฝืน พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) โดยบทบัญญัติ มาตรา 77 วรรคสอง ตามพระราชบัญญัติเดียวกัน ให้ถือว่า การทุจริตการเลือก สว.เป็นความผิดฐานฟอกเงินไปในตัว กกต.มีหน้าที่ส่งเรื่องให้ ปปง.ดำเนินการยึดทรัพย์ ​พูดภาษาชาวบ้าน คือ คดีทุจริต เลือก สว.สีน้ำเงิน เป็นอำนาจ กกต.ถือสำนวน กกต.เป็นหลัก หาก กกต.ชี้ขาดว่า ผิด สว.กับพวก กระทำผิดร่วมกันฮั้ว สว.ถูกคดีอาญาและถูกยึดทรัพย์เป็นของแถมด้วย ส่วนจะเหมาแข่ง หรือว่ารอดคดียกเข่งหรือรอดคดีบางส่วน ผลคดีต้องไปลุ้น อยู่ที่กกต.เป็นหลัก” ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว

ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ส่วนคดีอาญา ในความผิดฐานฟอกเงิน หรือสมคบกันฟอกเงิน ตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน ที่อยู่ในอำนาจาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อคณะกรรมการคดีพิเศษรับเป็นคดีแล้ว เป็นหน้าที่ของ คณะทำงานพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษที่มีองค์ประกอบพนักงานอัยการร่วมสอบสวนด้วย ย่อมนำผลคดีที่ กกต.วินิจฉัยชี้ขาด ไปแจ้งข้อหากับผู้ถูกกล่าวหา 229 คนด้วยส่วนพยานรายกลับคำให้การชั้นสอบสวน เป็น “กลลวง” โยนหินถามทางและกระแสสังคม เดิมพยานรายดังกล่าว เป็นผู้ต้องหาผู้ร่วมกันกระทำความผิด ต่อมาให้การเป็นประโยชน์ในชั้นสอบสวน ย่อมเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษกันไว้เป็นพยานได้ หากเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ตาม พรบ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 โดยหลักในคดีอาญา ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน ส่วนชั้นพิจารณา หน้าที่นำสืบก่อน เป็นหน้าที่ของโจทก์ โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและศาลเชื่อว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า หาก พยานกลับคำให้การอ้างว่า ได้ถูกวางงาน โดย “ท่องบท” ให้ร้ายต่อพรรคภูมิใจไทย เพราะถูกบังคับขู่เข็ญ เมื่อการเมืองเปลี่ยน มาให้ถ้อยคำใหม่ ต้องพิจารณาว่า ถูกคณะพนักงานสอบสวนขู่เข็ญจริง หรือ ตัวแปรภายหลัง เป็นเพียงแลกผลประโยชน์ทางการเมือง เพราะย้ายสังกัดพรรครัฐบาล เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะหากการกลับคำให้การ เพราะถูกขู่เข็ญจะต้องเกิดจากพนักงานสอบสวน มิใช่เกิดจากบุคคลภายนอก การกลับคำให้การจะต้องสมเหตุสมผล เพราะการให้ถ้อยคำทันทีโดยพลันแต่แรกต่อเจ้าพนักงาน ศาลเชื่อว่าเป็นจริง ส่วนกลับคำให้การภายหลังอ้างเพราะภัยหมดไป เพราะเหตุการเมืองเปลี่ยน ย่อมมีน้ำหนักน้อย โดยเฉพาะการท่องบท การพูด เหมือนแกงค์สแกรมเมอร์ หรือแกงค์คอลเซนเตอร์ ไม่สมเหตุสมผล กับการให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน มีความแตกต่างกัน เพราะคำให้การ เอกสารท่อนตอนท้าย ระบุว่า “ข้าฯให้การต่อความเป็นจริงทุกประการ” และลงชื่อในคำให้การพยานเหตุที่เป็นเช่นนี้ คณะพนักงานสอบสวน กระทำเป็นองค์คณะ มิได้กระทำเพียงคนเดียว มีพนักงานอัยการร่วมสอบสวนด้วย การบังคับขู่เข็ญ จะต้องได้ความว่า คณะพนักงานสอบสนวนคดีพิเศษ รายใด บังคับขู่เข็ญ ทั้ง ไม่มีผลต่อคดีของ กกต.เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ กกต.ต้องถือผลคดีตามคดีฟอกเงินของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ แม้ผู้ต้องหาที่กันไว้เป็นพยานกลับคำให้การ คณะพนักงานสอบสวนย่อม สามารถมีความเห็นสั่งฟ้องในฐานะผู้ต้องหาได้เพราะยังไม่สรุปผลการสอบสวนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ เพราะตัวผู้ต้องหากันไว้เป็นพยาน ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดี สำเนา “บันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน” สภ.ขอนแก่น มิใช่เป็นการ “ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษรายใด” พยานปากดังกล่าว อ้างว่า ถูกข่มขู่ หรือ ขู่เข็ญ เพื่อบังคับเพื่อให้การปรักปรำให้ร้ายพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างถึงบุคคลภายนอกคดี มิใช่พนักงานสอบสวนในคดี ย่อมทำให้มีน้ำหนักน้อย รับฟังไม่ได้อีกทั้ง พยานปรปักษ์เช่นนี้ ในชั้นพิจารณา พนักงานอัยการย่อมถามความแบบ “ปรปักษ์” และใช้ “คำถามนำ” ได้ เพื่อทำลายน้ำหนักของพยานปากดังกล่าว

“ศาลฎีกาได้วางแนวคำพิพากษาไว้เป็นบรรทัดฐานว่า “ถ้อยคำของพยานหรือผู้กล่าวหาแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบโดยพลัน แม้กลับให้การในภายหลัง ไม่สมเหตุสมผล” ย่อมมีน้ำหนักรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นลงโทษจำเลยได้ชั้นพิจารณา หากพยานฝ่ายโจทก์กลับคำให้การ เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการ ถามความแบบปรปักษ์เพื่อค้นหาความจริงและภายหลังเบิกความแล้ว ต้องแจ้งให้พนักงานสอบสวน ดำเนินคดีอาญาฐานแจ้งความเท็จแก่พนักงานสอบสวน ตาม ปอ.มาตรา 172,173,174 ส่วนเทคนิค หากเป็นพยานในสำนวน กกต.ด้วย พยานปากดังกล่าว จะใช้เทคนิคเดียวกัน ยื่นคำร้องต่อประธาน กกต.ในลักษณะเดียวกัน เพื่อเปิดช่องให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 มีความเห็นสั่งสอบพยานบุคคลปากดังกล่าวเพิ่มเติม แม้พยานปากดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือ แต่เป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน หากมีการตั้งธงเป่าคดี อาจนำเหตุผลนี้ไประบุว่า มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน พยานกลับคำให้การ มีผลทำให้น้ำหนักคดีเปลี่ยนไป หากเป็นประจักษ์พยานสำคัญเพียงปากเดียว ย่อมทำให้โอกาสน้ำหนักคดีลดน้อยลง ส่งผลต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีในชั้นที่ประชุม กกต.ด่านสุดท้าย” ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว

‘บิ๊กดุลย์’เชื่อนายกฯ ระงับปฎิญญาสันติภาพไม่ใช่การละคร วอนนักวิจารณ์ระวังความเห็นด้านความมั่นคง อาจกดดันทหารในพื้นที่

'บิ๊กดุลย์'เชื่อนายกฯ ระงับปฎิญญาสันติภาพไม่ใช่การละคร วอนนักวิจารณ์ระวังความเห็นด้านความมั่นคง อาจกดดันทหารในพื้นที่

‘บิ๊กดุลย์’เชื่อนายกฯ ระงับปฎิญญาสันติภาพไม่ใช่การละคร วอนนักวิจารณ์ระวังความเห็นด้านความมั่นคง อาจกดดันทหารในพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.10 น.

รมช.กลาโหม เชื่อนายกฯแสดงท่าทีต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชาชัดเจน ย้ำระงับปฎิญญาสันติภาพไม่ใช่ยกเลิก และ ไม่ใช่การละคร พร้อมขออดีตทหาร -นักวิจารณ์ ระวังการแสดงความเห็นด้านความมั่นคง อาจกดดันทหารในพื้นที่ทำงานยากขึ้น 

14 พ.ย. 68 ที่กระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุหลังเป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตามแนวคิด “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์”ว่า นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเรื่องคุณภาพชีวิตของกำลังพลในพื้นที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา จึงนำมาสู่การผลักดันโครงการ เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะการเข้าถึงพื้นที่ให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้นจึงต้องเน้นในเรื่องการปรับปรุงเส้นทางให้สอดคล้องกับการปฏิบัติภารกิจและการส่งกำลังบำรุง 

ขณะเดียวกันในยามปกติ ก็สามารถ สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของป่าไม้ในการป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า ถือเป็นการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงทั้งในยามปกติและในช่วงที่มีสถานการณ์ 

ทั้งนี้จะจัดลำดับความเร่งด่วนในพื้นที่ชายแดนกองกำลังสุรนารี กองกำลังบูรพา และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดก่อน 

โดยยืนยันว่า เป็นการปรับปรุงเส้นทางในพื้นที่อธิปไตยไทย ยึดโยงกับแผนที่ 1 ต่อ 50,000 ซึ่งทุกตารางนิ้วเป็นของไทย ทั้งนี้จะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมภายใน 4-5 เดือนนี้ช่วงรัฐบาลนี้

พร้อมย้ำถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ว่า การดำเนินการต่างๆเป็นไปตาม นโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ได้มีการ ระงับปฏิญญาสันติภาพไทย- กัมพูชา หลังเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด โดยระงับไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การยกเลิก และ เชื่อว่า ไม่ใช่การละครตามที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ เพราะข้อตกลงในปฎิญญาสันติภาพเป็นเรื่องระหว่าง 2 ประเทศ และข้อตกลงทั้ง 4 ข้อ ฝ่ายไทยเป็นผู้กำหนดทั้งหมด

ส่วนที่สื่อหลักของประเทศมาเลเซียนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา เป็น ทุ่นระเบิดเก่านั้นอาจจะเป็นเรื่องของความเข้าใจผิด พร้อมเชื่อว่า คณะผู้สังเกตการณ์ หรือ AOT ของทุกประเทศมีความเป็นธรรมและจะพูดแต่ความจริง 

ทั้งนี้ยังฝากไปถึงอดีตนายทหาร และนักวิเคราะห์ต่างๆ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ระมัดระวังการให้ข้อมูล ด้านความมั่นคง เพื่อไม่เป็นการกดดันทหารในพื้นที่ให้ทำงานยากขึ้น โดยขอให้ผู้บังคับหน่วยระดับต่างๆ ได้ทำงานด้วยความพร้อม อย่าไปกดดันเรื่องเงื่อนไขเวลา เพราะสงครามรูปแบบใหม่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นสงครามข้อมูลข่าวสารในลักษณะที่กดดันกันเอง หรือฝ่ายตรงข้ามกดดัน 

พร้อมย้ำว่า รัฐบาลแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา และไม่ได้กดดันทหาร ส่วนทหารก็ทำหน้าที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้น ขอให้ทหารได้ทำหน้าที่ อย่างดีที่สุด

‘วัชระ’บุกสภาอีกรอบ นำเศษพื้นไม้ผุพังยื่น’วันนอร์’เป็นหลักฐาน ยันไม่ใช่ไม้ตะเคียนทอง

'วัชระ'บุกสภาอีกรอบ นำเศษพื้นไม้ผุพังยื่น'วันนอร์'เป็นหลักฐาน ยันไม่ใช่ไม้ตะเคียนทอง

‘วัชระ’บุกสภาอีกรอบ นำเศษพื้นไม้ผุพังยื่น’วันนอร์’เป็นหลักฐาน ยันไม่ใช่ไม้ตะเคียนทอง

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.05 น.

“วัชระ”นำเศษพื้นไม้สภาผุพังยื่นประธานสภาฯเป็นหลักฐาน ยันไม่ใช่“ไม้ตะเคียนทอง”ตามสัญญา

14 พฤศจิกายน 2568 นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปที่อาคารสัปปาปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พบพื้นไม้อาคารรัฐสภาผุพัง จึงนำเศษไม้ดังกล่าวเป็นหลักฐานส่งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมหนังสือระบุว่า ตามที่ข้าพเจ้าได้ร้องเรียนต่อท่านเรื่องการไม่ใช่ไม้ตะเคียนทองมาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ตามข้อกำหนดในสัญญาและได้ยื่นเรื่องเดียวกันนี้ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ตรวจสอบพร้อมแนบใบเสร็จโรงไม้ที่ระบุว่าเป็นไม้เบญจพรรณกว่า 7,000 ท่อน ให้ท่านตรวจสอบคู่ขนานกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น

“บัดนี้ข้าพเจ้าได้พบพื้นไม้อาคารรัฐสภาแห่งใหม่มีสภาพผุพัง จึงได้นำเศษตัวอย่างไม้พื้นผุดังกล่าวนำส่งให้ท่านประธานรัฐสภาเก็บไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งจากการดูด้วยตาเปล่าไม่ใช่ไม้ตะเคียนทองตามที่กำหนดไว้ในข้อสัญญาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมอาคารประกอบอย่างแน่นอน ทั้งนี้ขอให้ท่านเก็บตัวอย่างไม้ผุพังนี้ไว้เป็นหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ทราบไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ต่อไป”นายวัชระ ระบุ

‘กองทัพไทย’ชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมแสดงหลักฐาน ต่อคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ 18 ประเทศ

'กองทัพไทย'ชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมแสดงหลักฐาน ต่อคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ 18 ประเทศ

‘กองทัพไทย’ชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมแสดงหลักฐาน ต่อคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ 18 ประเทศ

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.56 น.

กองทัพไทย ชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมแสดงหลักฐาน ต่อคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ 18 ประเทศ ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดซ้ำหลายครั้ง ส่งผลให้ความขัดแย้งตึงเครียดมากขึ้น หวังนานาชาติเข้าใจการดำเนินการของไทย

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมออดิทอเรียม อาคาร 9 กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกองทัพไทย ได้จัดการประชุมชี้แจงและแสดงหลักฐานต่างๆ ในสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมีผู้บังคับบัญชาของกองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมกับ ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ให้ข้อมูลสำคัญต่อคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย (Military Attache Corps to Thailand : MAC-T) จำนวน 18 ประเทศ

การชี้แจงมุ่งเน้นประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดน โดยเฉพาะกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่พิสูจน์ทราบแล้ว ทั้งหลักฐานเชิงประจักษ์และทางนิติวิทยาศาสตร์ว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจจากนานาประเทศ

โดยทางเจ้ากรมข่าวทหาร ได้กล่าวถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของไทย ในการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) อย่างใกล้ชิด รวมถึงการอำนวยการและประสานงานร่วมกับคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ซึ่งต่อมาได้ปรับเป็นคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เพื่อให้การเจรจาดำเนินไปตามข้อตกลงการหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดต่อ Joint Declaration หรือถ้อยแถลงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทย และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นเอกสารที่ไทยยืนยันเสมอว่าเป็นแนวทางสำคัญในการมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

สำหรับเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง ส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งเผชิญกับความตึงเครียดและซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงการที่กัมพูชา ขาดความจริงใจ และไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งนำไปสู่การดำเนินมาตรการตอบโต้ของรัฐบาลไทยในที่สุด โดยฝ่ายไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศต่างๆ จะเข้าใจบริบทและเหตุผลของการดำเนินมาตรการดังกล่าว

โดยการชี้แจงครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ครอบคลุมภาพรวมสถานการณ์ หลักฐาน และผลพิสูจน์ทางเทคนิค ได้แก่

1.พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงภาพรวมสถานการณ์ความขัดแย้งไทย – กัมพูชา โดยเฉพาะเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดหลายครั้งตลอดระยะเวลา 2–3 เดือนที่ผ่านมา จนนำไปสู่เหตุผลในการตอบโต้ของรัฐบาลไทย

2.พ.อ.ดนัย จำนงชอบ ผู้แทนกรมข่าวทหารบก นำเสนอหลักฐานและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการปะทะครั้งล่าสุด

3.พ.อ.สัณฐิชัย ชมภูจันทร์ ผู้แทนศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ชี้แจงผลการตรวจสอบและพิสูจน์ทราบทั้งทางหลักฐานเชิงประจักษ์และทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่วางใหม่ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศเข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และเห็นบริบทของความจำเป็นในการดำเนินการของรัฐบาลไทย

ในช่วงท้าย เจ้ากรมข่าวทหาร ได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ที่ให้เกียรติสละเวลาเข้ารับฟังการชี้แจง พร้อมทั้งให้ความสนใจ ซักถาม และแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค

“กองทัพไทย ได้ย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวคือการทูตด้านความมั่นคงอย่างแท้จริง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันในระดับสากลและสนับสนุนความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน”

– 006