‘กองทัพไทย’พาคณะ AOT ลงพื้นที่หนองหญ้าแก้ว ตรวจสอบข้อเท็จจริง’กัมพูชา’ยิง’ไทย’ก่อน

'กองทัพไทย'พาคณะ AOT ลงพื้นที่หนองหญ้าแก้ว ตรวจสอบข้อเท็จจริง'กัมพูชา'ยิง'ไทย'ก่อน

‘กองทัพไทย’พาคณะ AOT ลงพื้นที่หนองหญ้าแก้ว ตรวจสอบข้อเท็จจริง’กัมพูชา’ยิง’ไทย’ก่อน

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.08 น.

กองทัพไทย พาคณะ AOT ลงพื้นที่หนองหญ้าแก้ว ตรวจสอบข้อเท็จจริงกัมพูชายิงไทยก่อน หวังสร้างสถานการณ์

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว นาวาอากาศเอก สิริบูลย์ ดิษฐแย้ม เจ้าหน้าที่กรมข่าวทหาร นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน AOT ลงพื้นที่ ติดตามสถานการณ์และข้อเท็จจริง ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยมี พลจัตวา ซัมซุล ริซาล มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย เป็นหัวหน้าคณะ AOT ไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากประเทศอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ รวมทั้งหมด 3 ชาติ จำนวน 4 คน โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทย นําโดย พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 กองกําลังบูรพา ได้นําคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงในจุดแรก คือ แนวต้นไม้ที่มีร่องรอยของวิถีกระสุน ถากต้นไม้ก่อนไปทะลุบังเกอร์ ด้านหลัง

ขณะที่บริเวณบังเกอร์ด้านในของบ้านหนองหญ้าแก้ว จะเห็นรอยกระสุนปืนที่ทางฝั่งกัมพูชายิงเข้ามาอย่างชัดชัดเจน ซึ่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บพยานหลักฐานโดยรอบจุดเกิดเหตุ โดยใช้อุปกรณ์เลเซอร์ในการทดลองให้เห็นแนววิถีกระสุน โดยทาง พลจัตวา ซัมซุล ริซาล มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย และเป็นหัวหน้าคณะ AOT ไทย ได้สอบถามถึงรายละเอียดจุดที่ตั้งของทหารกัมพูชา ซึ่ง พ.อ.ชัยณรงค์ ได้อธิบายว่า ทหารกัมพูชาอยู่แนวต้นไม้ฝั่งตรงข้าม ทําจุดแนววิถีกระสุน โดยบริเวณจุดดังกล่าวจะสังเกตไม่มีบ้านคนอาศัยอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ได้ทําการนํากระสุนที่ตกค้างอยู่ในบังเกอร์ออกมา โดยทางผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย หัวหน้าคณะ AOT ได้โชว์กระสุนให้กับทางสื่อมวลชนไทยได้ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน

– 006

ครป.จับมือเครือข่ายปชช. เสนอ’อนุทิน-ผบ.ตร.’ปฏิรูปตำรวจเร่งด่วน จี้แก้ส่วย-สแกมเมอร์

ครป.จับมือเครือข่ายปชช. เสนอ'อนุทิน-ผบ.ตร.'ปฏิรูปตำรวจเร่งด่วน จี้แก้ส่วย-สแกมเมอร์

ครป.จับมือเครือข่ายปชช. เสนอ’อนุทิน-ผบ.ตร.’ปฏิรูปตำรวจเร่งด่วน จี้แก้ส่วย-สแกมเมอร์

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.05 น.

ครป.จับมือเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ เสนอ”อนุทิน-ผบ.ตร.”ปฏิรูปตำรวจเร่งด่วน จี้แก้ส่วย-สแกมเมอร์ ไฟเขียว”ปปง.-ธปท.”ตรวจสอบเส้นเงินธุรกิจสีเทา ล้างบางนักการเมือง-ตร.รับส่วยฟอกเงิน

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และคณะทำงานสันติภาพโลก จัดเวทีข้อเสนอภาคประชาชนต่อรัฐบาลไทยเรื่อง “ส่วยตำรวจ สแกมเมอร์ พนันออนไลน์ ปัญหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับการปฏิรูปตำรวจไทย” ขึ้น โดยมีตัวแทนภาคประชาชน คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) และกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศเข้าร่วม

นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และรักษาการเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า ส่วยตำรวจ ส่วยทหาร ส่วยข้าราชการ ส่วยการเมือง ใส่ซอง โกงกิน คอร์รัปชั่น มีมานานแล้วในประเทศไทย แต่รัฐราชการไทยไม่ยอมปราบให้หมดเสียที แม้จะมี ป.ป.ช. ปปง. ปปท. เกิดขึ้นมาตรวจสอบถ่วงดุล แต่โครงสร้างอำนาจของประเทศไทย เอื้อให้มีการคอร์รัปชั่นเชิงอำนาจอย่างมโหฬาร ซึ่งต้องหาทางแก้ไขด้วยการตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมาย และการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะโครงสร้างอำนาจตำรวจที่ตรวจสอบ สืบสวนและสอบสวนคดีกันเอง

สำหรับโครงสร้างส่วยจากเครือข่ายสแกมเมอร์จะมีทั้งหมด 3 ระดับ คือ 1.ระดับปฏิบัติการ ก็คือตำรวจท้องที่ ดูแลบ่อน ผับบาร์ ธุรกิจต่าง ๆ แต่ในระยะหลังเมื่อมีตำรวจไซเบอร์ก็จะรวมเว็บพนันออนไลน์เข้าไปด้วย ซึ่งส่วยที่ได้จากเว็บพนันออนไลน์นี่มหาศาลมาก 2.ระดับผู้ให้ความคุ้มครอง ก็ส่งส่วยสแกขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามลำดับชั้น เพื่อให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้ความคุ้มครอง มีปัญหาก็เคลียร์ให้ ถ้าต้องซื้อขายตำแหน่ง ระยะหลังเงินที่ใช้ก็มาจากเว็บพนันนี่แหละมหาศาล มากกว่าบ่อนหรือธุรกิจพนันแบบเดิมๆ ที่ผ่านมา แถมยังมีความแนบเนียนและซับซ้อนมากกว่า ทั้งการใช้บัญชีม้าและนอมินี ซึ่งนายตำรวจระดับนี้ก็จะเริ่มเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับนักธุรกิจจีน ทุนเทา

3.ระดับนโยบาย ก็คือพวกนักการเมืองเบอร์ใหญ่ ๆ พวกนี้อาจไม่ได้เข้าไปรู้วิธีการหาเงินโดยตรง แต่ทำหน้าที่เคลียร์หรือปกป้องผลประโยชน์ เช่น ที่เว็บพนันเสนอเงินให้ไชยชนก บางครั้งพรรคการเมืองก็ใช้เงินจากเว็บพนันหรือสแกมเหล่านี้มาหาเสียง หรือทำนโยบาย เพื่อแลกกับการเข้าสู่อำนาจ พวกทุนเทาจะชอบเข้าหานักการเมืองพวกนี้ ทั้งซื้อเครื่องบินให้ เรือให้ สารพัด บางครั้งก็ใช้นักการเมืองพวกนี้พาไปรู้จักคนระดับสูงกว่า เพื่อครอบงำอำนาจรัฐ หรือที่เรียกว่า State Capture การแก้ไขปัญหาส่วยสแกม ต้องแก้ทุกระดับ ทั้งระดับปฏิบัติ ระดับคุ้มครอง และระดับนโยบาย แต่ตัองเป็นการเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่าง ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองในการกวาดล้างจริง ๆ ปปช. และ ปปง​. ต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้น การปฏิรูปจะต้องเริ่มมาจากรัฐบาล เพราะมีอำนาจสั่งการเด็ดขาด โดยต้องทำเป็นนโยบาย

ส่วยแสกม การหลอกลวงและการพนันออนไลน์ เพิ่งมาเติบโตมโหฬารช่วงโควิดระบาด คนข้ามไปเล่นตามบ่อนคาสิโนไม่ได้ ก็มาเล่นออนไลน์ รายได้หายไปมหาศาล จึงเกิดขบวนการสแกมเมอร์ขึ้น หลอกลวงทางออนไลน์ จนขยายกลายเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ เพราะผลประโยชน์มหาศาลหลายแสนล้านบาท แทบจะเท่า GPD ของประเทศเล็กๆ พวกเขาเข้าหาผู้มีอำนาจเพื่อใช้กลไกรัฐและอิทธิพลเข้าปกป้องผลประโยชน์ จึงเติบโตอย่างกว้างขวางในกัมพูชา พม่าและไทย เพราะนักการเมือง ข้าราชการ ทั้งทหาร ตำรวจ ต้องกินตามน้ำ ต้องรับเงินส่วยรายเดือนอยู่แล้ว แต่ได้เพิ่มอีกมหาศาล

เงินสีเทาเหล่านั้น เมื่อเข้ามาจำนวนมากก็ต้องฟอกเงิน ฟอกผ่านคนอื่นไม่ได้ก็ตั้งธนาคารขึ้นมาเสียเอง B.I.C. เป็นตัวอย่างที่สำคัญที่เกิดการรับรองโดยรัฐบาลกัมพูชา จนสามารถไปตั้งสาขาในลาว ในสิงคโปร์ แต่ต่อมาตรวจสอบเจอว่าฟอกเงิน เป็นเครือข่ายระดับโลก ทั้งสหรัฐ อังกฤษ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศจึงประกาศยึดทรัพย์ แต่ประเทศไทยอ้ำอึ้งอยู่ เพราะขนาดคนระดับ ผบ.ตร.ในอดีตยังรับส่วยเป็นขบวนการ แล้วนักการเมืองผู้มีอำนาจในรัฐบาลจะมีอีกกี่คนที่เป็นสีเทา โครงสร้างอำนาจและยศตำรวจทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นโดยระบบ และเกิดมานานแล้ว จนเกิดสถานีตำรวจเกรดเอ เกรดบี เกรดซี เพราะแต่ละท้องที่มีส่วยสะพัดรายเดือน ทั้งไนค์คลับผับบาร์ สถานบันเบิง จำเป็นต้องจ่ายถ้ามีการจำหน่ายสุราเกิดเวลา ท้องที่เกรดเอจึงมีการซื้อขายตำแหน่งผู้กำกับกันหลายสิบล้านบาท หามาจ่ายเป็นขั้นๆ กันไป จึงต้องหารายได้คืนต่อๆ มา กลายเป็นภาระประชาชนรับกรรม ซึ่งส่งผลถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับประเทศด้วย รัฐบาลผันเงินกี่แสนล้านบาทก็ไม่แข็งแรง ถ้าพื้นฐานเศรษฐกิจเป็นบ่อนทำลายตัวเอง

ผมจึงมีข้อเสนอเบื้องต้นต่อรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนี้

1.ส่วยมหาศาลในปัจจุบันมาจากเครือข่ายพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ข้ามชาติ และธุรกิจสีเทา มีคนเอาเงินมาฟอกที่เมืองไทยเป็นแสนล้านบาท กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงความมั่นคงในหลายประเทศสืบเส้นเงินได้และมีข้อมูลส่งมาให้รัฐบาลไทยบ้างแล้ว รัฐบาลไทยจะต้องไฟเขียว ให้หน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธปท. ปปง. ได้มีอำนาจตรวจสอบเส้นทางการเงินตามกฎหมายอย่างเต็มที่โดยไม่ถูกแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ เจอคนผิดก็จับกุมตามหลักฐาน คิดว่าจะพบอีกหลายคน นอกจากอดีต ผบ.ตร.แล้ว เชื่อว่ายังมีอดีตรัฐมนตรีและนักการเมืองอีกหลายคน

2.ประสานงานขอความร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศ ทั้งสหรัฐและจีน เพื่อจัดการปัญหาส่วย ธุรกิจสีเทาและการฟอกเงินภายในประเทศอย่างเด็ดขาด  ตัดตอนขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่มาใช้พื้นที่ประเทศไทยตั้งฐานปฏิบัติการ และเพื่อจัดการความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างสมดุลไม่ให้ตกเป็นเครื่องมืองของความขัดแย้งในอนาคต โดยจัดตั้งคณะทำงานพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้งไทยและต่างประเทศ โดยให้สื่อมวลชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใส เพราะที่ผ่านมามีข้อครหาว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายคน ทั้งนักการเมือง ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง โดยไม่ต้องรอให้ลงจากอำนาจก่อน

3.ขอให้รัฐบาลไย จัดตั้งศูนย์การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Cyber Scam) ในระดับประเทศและในระดับอาเซียนขึ้น เพื่อประสานงานผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีด้านสแกมเมอร์และการเงินดิจิตัลจากหลายประเทศ เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ที่กำลังบ่อนทำลายภายในภูมิภาคและเป็นเงื่อนไขบางส่วนให้เกิดสงคราม หากอาเซียนสามารถร่วมมือกันได้จะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างเอกภาพได้ โดยให้ภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วม

4.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ผบ.ตร. แก้ไขภาพลักษณ์องค์กรอาชญากรรมตำรวจ โดยการแก้ไขปัญหาส่วยทั้งระบบอย่างเด็ดขาด ยกเลิกการคอร์รัปชั่นโดยระบบ ยกเลิกการรับส่วยประจำเดือน การซื้อขายตำแหน่งผู้กำกับ ผู้การ การเรียกเก็บส่วยจากสถานประกอบการในพื้นที่ บ่อนการพนัน ธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ ให้มีการแสดงบัญชีทรัพย์สิน และขอให้เร่งปฏิรูปตำรวจโดยการกระจายอำนาจตำรวจตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญและการบังคับใช้กฎหมายไปสังกัดกระทรวงหรือกรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง  และแยกอำนาจการสอบสวนออกจากตำรวจ จัดระบบตำรวจใหม่ไม่ต้องเหมือนกองทัพ แต่ประกอบด้วยแผนกผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้น

5.เสนอให้สถานบริการ ร้านอาหาร ถ้ามีผู้ประกอบการใดจ่ายส่วยตำรวจ ขอให้หยุดจ่าย และนำหลักฐานไปมอบให้รัฐบาล ผ่านกลไกพิเศษที่จัดตั้งขึ้น เพื่อแก้โครงสร้างส่วย และอำนวยให้เกิดการแก้ไขและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเป็นระบบต่อไป เช่น การจ้างแรงงานข้ามชาติโดยไม่ขึ้นทะเบียน การใช้แรงงานเด็ก การจำหน่ายสุราเกินเวลา ซึ่่งต้องมีการแก้ไขกฎหมายและทำให้ถูกต้องต่อไปโดยเป็นหน้าที่รัฐบาล

3 ฉากทัศน์ ไทย-กัมพูชา ‘ปณิธาน’แนะสร้างกลไกบังคับโทษ

3 ฉากทัศน์ ไทย-กัมพูชา 'ปณิธาน'แนะสร้างกลไกบังคับโทษ

3 ฉากทัศน์ ไทย-กัมพูชา ‘ปณิธาน’แนะสร้างกลไกบังคับโทษ

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.27 น.

14 พ.ย. 68 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เราอยู่ในสภาวะสงคราม“ – We are at war* เมื่อปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชาถูกนายกรัฐมนตรีไทยสั่งระงับและพูดว่า “สันติภาพจบแล้ว” โดยสั่งให้เหล่าทัพเตรียมพร้อมเต็มที่ผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ ก็น่าจะเป็นไปได้ใน 3 รูปแบบ คือ:

1. รูปแบบแรก – “สงครามเต็มรูปแบบ” หรือ Total War โดยไทยและกัมพูชาเข้าสู่สงครามใหญ่ (Conventional war) อย่างเป็นทางการ ซึ่งไทยมีเป้าหมายที่จะกำจัดความเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชาให้หมดไป โดยเฉพาะทางการทหารและการเมือง ส่วนกัมพูชาต้องการให้นานาชาติ รวมทั้งจีน สหรัฐฯ สหประชาชาติ และนานาชาติ เข้ามาแทรกแซง ช่วยจัดแนวชายแดนและเส้นเขตแดนให้ได้ดินแดนมากขึ้น รวมทั้งต้องการเปิดด่าน ยุติการถูกกดดันทุกรูปแบบ รวมทั้งการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ และต้องการสอนบทเรียนให้กับไทยอย่างที่เคยทำกับหลายชาติว่ากัมพูชามีพวกพ้องในเวทีโลกที่คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ

หากสงครามใหญ่เกิดขึ้นจริง ก็จะสอดคล้องกับความต้องการของชาวไทยจำนวนมากที่ต้องการให้เรื่องความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น “จบ ๆ ไป” แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะคิดว่าไทยได้เปรียบทุกประตู แต่จะจบได้จริงหรือไม่นั้น ไทยก็จะต้องระดมสรรพกำลังของทุกภาคส่วนเข้ามาประกอบกันในการทำสงคราม โดยเฉพาะกองทัพไทยก็ต้องระดมกำลังรบทั้งหมดที่มีอยู่เคลื่อนเข้ายึดพื้นที่สำคัญทั้งทางการทหารและทางการเมืองของกัมพูชาไว้ให้ได้ทั้งหมด แล้วสถาปนาหรือกำหนดเงื่อนไข “ความเป็นมิตร” ให้กับกัมพูชาที่พ่ายแพ้สงคราม

ซึ่งก็จะคล้าย ๆ กับที่เวียดนามเคยทำอย่างเต็มรูปแบบในปีพ.ศ. 2521 ที่ได้ส่งกองกำลังทหารประมาณ 150,000 – 200,000 นาย (ที่มีประสบการณ์รบสูงมากจากการเอาชนะสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม) เข้าไปโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงพอลพตที่สนับสนุนโดยจีน จัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด ขีดเส้นปักหมุดเขตแดนใหม่ให้เวียดนามได้ดินแดนเพิ่ม และยึดครองกัมพูชาไว้ถึงกว่า 10 ปี แต่ก็ถูกต่อต้านว่าเป็นผู้รุกรานหรือไม่ได้เป็นมิตร และในที่สุดก็จำต้องถอนกำลังกลับเหตุเพราะแรงกดดันและคว่ำบาตรของสหประชาชาติ นานาชาติ รวมทั้งไทยและอาเซียน และเวียดนามก็ยังต้องปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี 2534 ที่มีชาติมหาอำนาจกำกับและหลังจากนั้น ก็มีกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UNTAC) อีกกว่า 20,000 คนเข้าไปควบคุมดูแลแทนอีกด้วย

สงครามเวียดนาม-กัมพูชาในครั้งนั้น เวียดนามสูญเสียกำลังทหารไปกว่า 30,000 นาย กัมพูชาสูญเสียไปกว่า 100,000 คน และมีหลายสิบประเทศ ทั้งมหาอำนาจรวมทั้งไทยและเพื่อนบ้านเข้าไปเกี่ยวข้องและสู้รบด้วย สุดท้ายแล้ว เวียดนามกับกัมพูชาก็ต้องเข้าสู่การเจรจาสันติภาพและทั้งสองประเทศก็ต้องกลับไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กันใหม่ซึ่งก็ใช้เวลานับสิบปีจนกว่าจะกลับมาเป็นปกติได้

สงครามในรูปแบบที่หนึ่งนี้ ในขณะนี้ระหว่างไทย-กัมพูชายังเป็นไปได้ไม่มาก บริบทในปัจจุบันก็ต่างกันมาก แม้ว่าทั้งสองประเทศจะเข้มแข็งทางการทหารมากขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดเพิ่มมากขึ้นหลายอย่างด้วย ในส่วนของไทย ก็ยังไม่มีการเปิด “ห้องบัญชาการรบ” (War Room) ในระดับนโยบายสูงสุดที่สภาความมั่นคง (สภาสงครามเดิม) หรือจัดตั้ง “คณะรัฐมนตรีสงคราม” (War Cabinet) เพื่อควบคุมทิศทางของสงครามสมัยใหม่ที่จะต้องรบกันในทุกทุกมิติทุกสมรภูมิ แต่ก็ต้องถือว่าในขณะนี้ แนวโน้มที่จะเกิดสงครามใหญ่มีมากขึ้นกว่าเดิม เพราะด้วยกระแสชาตินิยมที่เข้มข้นขึ้น ด้วยการเตรียมพร้อมและความตั้งใจของกองทัพที่มีมากขึ้น และด้วยการสั่งการหรือการขู่ของฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งหากมีการตัดสินใจในขั้นสุดท้ายของฝ่ายผู้นำของทั้งสองประเทศให้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว สงครามใหญ่ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

หากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อทั้งสองฝ่ายก็คงไม่น้อย การยุติความเป็นศัตรูของกันและกันและสร้างความเป็นมิตรต่อกัน ก็คงจะยุ่งยากมากขึ้น เพราะมีแนวโน้มว่าจะไม่มีใครชนะแพ้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้จริง และหนทางสู่สันติภาพที่ทุกฝ่ายต้องการจากปากกระบอกปืนนั้น ก็คงจะอีกยาวไกล

2. รูปแบบที่สอง – “ความขัดแย้งแบบจำกัดและต่อเนื่อง” (Continumm of Limited Conflict) หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือทางการทหาร ไทยและกัมพูชาก็ยังคงขัดแย้งกันต่อไปและอย่างต่อเนื่อง ทางการเมืองคงจะมีการกล่าวหาและโต้ตอบกันรายวันเช่นเดิม ทางการทหารก็จะมีการกระทบกระทั่งหรือปะทะกันตามจุดต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ตลอดแนวชายแดน โดยมีมหาอำนาจและชาติต่าง ๆ เข้ามาแทรกแซงหรือกดดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพอย่างชัดเจน

แต่ความขัดแย้งอาจจะไม่บานปลาย เหตุเพราะฝ่ายผู้นำทางการเมืองยังไม่พร้อมหรือยังไม่เห็นว่าการเข้าสู่สงครามใหญ่นั้นจะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะอาจจะเห็นแล้วว่าสงครามนั้นจะไม่ยุติลงด้วยชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่สำคัญ ความสูญเสียจริง ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้น จะเกินกว่าที่ประชาชนทั่วไปจะรับได้ และยังอาจจะเกิดกระแสตีกลับความนิยม ทำให้อำนาจทางการเมืองของตนลดน้อยถอยลง หรือถึงขั้นต้องเปลี่ยนผู้นำเพราะตัดสินใจผิดพลาดทำให้เกิดความสูญเสียหรือเพลี่ยงพล้ำ

สถานการณ์ในรูปแบบที่สองนี้ ขณะนี้ถือว่าเกิดขึ้นอยู่แล้วในปัจจุบัน เป็นแต่เป็นรูปแบบที่น่าอึดอัดขัดใจประชาชนหลายกลุ่มเป็นที่สุด เพราะทำให้ต้องอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลายคนไม่สามารถดำรงชีวิตเป็นปกติได้ โดยเฉพาะตามแนวชายแดน และทำให้เกิดบรรยากาศโดยรวมของความหวาดกลัววิตกกังวล ต้องตั้งรับต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น หรือมีความรู้สึกว่าถูกกระทำ ถูกบิดเบือน ถูกให้ร้ายจากฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เป็นธรรมอยู่ตลอดเวลา

คนไทยจำนวนมากจึงมีความต้องการให้มีการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ดังกล่างอย่างรวดเร็ว ชัดเจน เข้มแข็ง และเข้มข้นขึ้นอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อรักษาเอกราช อธิปไตย ความปลอดภัย ความได้เปรียบหรือไม่เสียเปรียบเอาไว้ อย่างเป็นระบบและตามระบบที่ดีและที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้าสู่สงครามใหญ่กับกัมพูชาโดยไม่จำเป็น

3. รูปแบบที่สาม – “กลับสู่ข้อตกลงสันติภาพ” ปัจจุบันความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงสองประเทศหรือในระดับทวิภาคีตามที่ไทยต้องการและยืนยันตั้งแต่แรกอีกต่อไป สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น สมาชิกอาเซียน หลายประเทศ และอื่น ๆ รวมทั้งสหประชาชาติ ก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แทรกแซง และชี้นำไทยและกัมพูชาให้เดินตามแนวทางของตนเอง เพราะต่างก็มีผลประโยชน์ของตนที่ต้องการรักษาไว้อย่างที่ทราบกัน

สถานการณ์ในรูปแบบที่สามนี้กำลังเกิดขึ้น และอาจจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามความเชื่อมโยงของโลกสมัยใหม่ เราจึงได้เห็นการกดดันจากชาติต่าง ๆ นับตั้งแต่แรกที่เกิดความขัดแย้งจนถึงปัจจุบัน และในขณะนี้ก็มีความชัดเจนพอสมควรในรอบไม่กี่วันที่ผ่านมาแล้วว่า สหรัฐฯ จีน และบางประเทศ จะใช้เงื่อนไขทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองกดดันให้ไทยกลับไปเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพหรือปฎิญาณร่วมกับกัมพูชาอีก

ดังนั้น ไทยควรจะต้องตั้งหลักให้ดีในครั้งนี้ หา “สมดุลใหม่” ทางยุทธศาสตร์ของตนเองให้พบ (Strategic New Equilibrium) และพึงระวังให้มากว่าไม่ควรจะไปเผชิญหน้าหรือขัดแย้งกับประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นโดยไม่จำเป็น ซึ่งบ้างก็เป็นพันธมิตรทางการทหารของเรา บ้างก็เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และส่วนใหญ่ก็เป็นมิตรประเทศและเป็นคู่ค้าที่สำคัญลำดับต้น ๆ ของเรา

ในขณะเดียวกัน ไทยก็ควรทำ “ความเข้าใจ” กับประเทศเหล่านั้นให้ชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงสันติภาพในรอบล่าสุดนี้ตั้งแต่แรก (เช่น การถอนกำลังเองฝ่ายเดียวโดยไม่มีการสังเกตการณ์อย่างเป็นทางการ การลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด การใช้อาวุธคุกคามและรุกล้ำอธิปไตยและดินแดน ฯลฯ)

ที่สำคัญ ไทยควรเสนอแนะให้มีกลไกและมาตรการเพิ่มเติมเพื่อบังคับและลงโทษกัมพูชาหากทำเช่นเดิมอีก โดยให้ชาติเหล่านั้น ช่วยนำไปกดดันและบังคับให้กัมพูชากลับเข้ามาสร้างสันติภาพอย่างจริงจัง ก่อนที่ไทยจะยอมรับหรือตกลงในเงื่อนไขต่าง ๆ ของชาติเหล่านั้นอีกครั้ง

โดยสรุป ถึงแม้ว่าไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคตได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา แต่มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมรับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขี้นอย่างรวดเร็วให้ครบถ้วนและรอบด้านในทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศและของทุกคน

* ขอบคุณสถาบันวิชาการป้องกันประเทศและการอบรมการปฐมนิเทศนายทหารชั้นนายพลของกองทัพไทย รุ่นที่ 50 ที่เชิญผมไปบรรยายเรื่อง “ระเบียบโลกใหม่ : การประเมินภัยคุกคามและโอกาสสำหรับประเทศไทย” อีกปีอย่างต่อเนื่องครับ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับความสนใจและคำถามที่น่าสนใจมากหลายคำถามครับ และขอแสดงความยินดีกับนายทหารชั้นนายพลใหม่ทุกท่านทั้ง 391 นายที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศชั้นนายพลด้วยครับ

‘หมอเปรม’กัดไม่ปล่อย จี้นายกฯตอบในราชกิจจาฯปมทำ MoU แร่หายากกับสหรัฐฯ

'หมอเปรม'กัดไม่ปล่อย จี้นายกฯตอบในราชกิจจาฯปมทำ MoU แร่หายากกับสหรัฐฯ

‘หมอเปรม’กัดไม่ปล่อย จี้นายกฯตอบในราชกิจจาฯปมทำ MoU แร่หายากกับสหรัฐฯ

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.18 น.

“สว.เปรมศักดิ์” จี้นายกฯตอบในราชกิจจานุเบกษาปมไปทำ MoU แร่หายากกับปธน.สหรัฐฯ เชื่อประชาชนยังสงสัย “สิทธิลงทุนรายแรก” กระทบอธิปไตยไทยหรือไม่ พร้อมเรียกร้องชี้แจงทุกประเด็นต่อรัฐสภาคลายข้อกังวลของคนทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีเรื่อง ความโปร่งใสและผลประโยชน์ในบันทึกความเข้าใจเรื่องแร่หายากระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐอเมริกา ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยขอให้ตอบข้อสงสัยในราชกิจจานุเบกษา สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 รัฐบาลไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเรื่อง “ความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่หายากและส่งเสริมการลงทุน” ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยนายกรัฐมนตรี กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับ บันทึกฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการสํารวจ การผลิต และการลงทุนในแร่หายากและแร่สำคัญต่าง ๆ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ และสร้างตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และมีความปลอดภัยสำหรับห่วงโซ่อุปทานโดยผู้เข้าร่วมจะ “แบ่งบันข้อมูลและความเชี่ยวชาญ” ช่วยไทยประเมินทรัพยากร และคาดหวังที่จะมีสิทธิลงทุนเป็นรายแรก” ในสินทรัพย์แร่หายากที่อาจมีการขายในไทย พร้อมทั้งมีเงื่อนไขให้ ถ่ายทอคเทคโนโลยีและพัฒนากําลังคน

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ถึงแม้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯจะชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กว่า MoU ฉบับนี้ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายและไม่กระทบต่ออธิปไตยเหนือทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละประเทศแต่มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มการลงทนในอุตสาหกรรมแปรรูปของไทยและยกระดับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแต่การลงนามเกิดขึ้นโดยไม่ได้แจ้งต่อสาธารณชนล่วงหน้า ทําให้ฝ่ายค้านและภาคประชาชนบางส่วนตั้งคำถามถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯย้ำว่า MoU นี้สร้างบนความร่วมมือที่มีมายาวนาน และจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคนิค และการร่วมทุนเพื่อแข่งขันกับประเทศที่ใช้มาตรการการค้าที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ MoU ยังเปิดโอกาลให้ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนข้อมูลโครงการแร่สำคัญและพิจารณาโครงการที่มีศักยภาพก่อนผู้ลงทุนรายอื่น

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ตนขอถามนายกรัฐมนตรีว่า 1.ขั้นตอนการตัดสินใจและความโปร่งใส การลงนาม MoU ดังกล่าวผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หรือคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เผยแพร่รายละเอียดต่อสาธารณชนก่อนลงนาม และรัฐบาลจะเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของ MoU ให้รัฐสภาและประชาชนรับทราบหรือไม่อย่างไร 2.สิทธิการลงทุน “รายแรก” และอธิปไตยเหนือทรัพยากร ข้อความใน MoU ที่ระบุว่าสหรัฐฯ จะมี “first opportunity to invest” ในสินทรัพย์แร่หายากของไทยจะมีผลกระทบอย่างไรต่อเสรีภาพของไทยในการเลือกนักลงทุนจากประเทศอื่น รัฐบาลมีมาตรการใดเพื่อรักษาอธิปไตยและป้องกันการผูกขาดหรือการครอบงำทรัพยากรแร่หายากโดยต่างชาติหรือไม่ อย่างไร

3.ผลประโยชน์และการพัฒนาภายในประเทศ MoU ระบุว่าจะสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าและการแปรรูปภายในประเทศ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะแรงงานไทย รัฐบาลมีแผนปฏิบัติการและตัวชี้วัดใดในการับประกันว่าการลงทุนของาสหรัฐฯจะเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง และจะส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศมากกว่าการส่งออกวัดตถุดิบหรือไม่ อย่างไร

4.มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและชุมชน ในเมื่อแร่หายากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน รัฐบาลจะกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างไรในโครงการที่อาจเกิดขึ้นภายได้ MoU และจะมีการให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือไม่ อย่างไร และ 5.ผลประโยชน์ทางการค้าของไทย – สหรัฐฯ ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและสนับสนุนการต่อต้านกาค้าไม่เป็นธรรม มีข้อผูกพันหรือขอแลกเปลี่ยนใดเกี่ยวกับอัตราภาษีศุลกากร การเปิดตลาดและสิทธิประโยชน์อื่นที่ไทยต้องการให้แก่สหรัฐฯ เพื่อแลกกับการลงทุนและความร่วมือนี้หรือไม่อย่างไร

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวย้ำว่า การถามนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ตนเชื่อว่า ประชาชนทั้งประเทศก็เกิดข้อสงสัยในสิ่งที่นายกฯได้ไปลงนามใน MoUฉบับนี้ไปตนจึงขอเป็นตัวแทนคนไทยทั้งประเทศถามเพื่อให้นายกฯตอบให้หายข้อสงสัย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง เพราะยังมีปัญหาใหม่ๆตามมาให้ต้องแก้ไขอีกมาก

ชมสด! กระทรวงการต่างประเทศ แถลงชี้แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ชมสด! กระทรวงการต่างประเทศ แถลงชี้แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ชมสด! กระทรวงการต่างประเทศ แถลงชี้แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.45 น.

ชมสดการแถลงข่าว เรื่อง สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา โดย นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.30 น. ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ
 

‘ไอเอฟดี’ เปิดผลโพล คนไทยถึง 50% หมดหวัง ’การเมืองไทย’ เลือกตั้งหน้าเสี่ยงกลับสู่วังวนเดิม

‘ไอเอฟดี’ เปิดผลโพล คนไทยถึง 50% หมดหวัง ’การเมืองไทย’ เลือกตั้งหน้าเสี่ยงกลับสู่วังวนเดิม

‘ไอเอฟดี’ เปิดผลโพล คนไทยถึง 50% หมดหวัง ’การเมืองไทย’ เลือกตั้งหน้าเสี่ยงกลับสู่วังวนเดิม

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.40 น.

‘ไอเอฟดี’ เปิดผลโพล คนไทยถึง 50% หมดหวัง ’การเมืองไทย’ เลือกตั้งหน้าเสี่ยงกลับสู่วังวนเดิม ขณะที่ 38% หนุนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ‘นายกฯ’

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือดร.แดน ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ร่วมแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป  เรื่อง “คนไทย 50% หมดหวังการเมือง–เลือกตั้งหน้าเสี่ยงวนเดิม 38% หนุนอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ” 1,272 ตัวอย่าง สำรวจ 12 – 13 พ.ย. 2568 ใน 6 ภูมิภาค โดยการลงภาคสนามและการโทรศัพท์ สุ่ม‍ตัวอย่างความน่าจะเป็น Stratified Four-Stage Random Sampling ค่าความผิดพลาด 3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

ไอเอฟดีโพลสำรวจความเห็นประชาชนว่า “ความหวังต่อการเมืองไทยวันนี้ “กึ่งต่อกึ่ง” ฝั่ง “น้อย/ไม่มีเลย” รวม 50.15% สูงกว่าฝั่ง “มาก/พอมี” รวม 49.85% โดย “น้อย” สูงสุด 37.26%, “พอมี” 30.27%, “มาก” 19.58%, “ไม่มีเลย” 12.89% ส่วน ความหวังว่า “เลือกตั้งครั้งหน้า” จะพาไทยเสียงอยู่ในรูปแบบการเมืองเดิมๆ โดยฝั่ง “น้อย/ไม่เลย” รวม 51.65% สูงกว่า “พอมี/มาก” รวม 48.35% และโดย “พอมี (เปลี่ยนได้บางส่วน)” 34.43%, “น้อย (เปลี่ยนได้น้อย)” 34.83%, “ไม่เลย” 16.82%, “มาก (เปลี่ยนได้ชัดเจน)” 13.92%

เมื่อสมมติถามว่า MOA ระหว่างภูมิใจไทย–พรรคประชาชนสะดุด ทางออกที่ประชาชนอยากเห็นมากที่สุดคือ 1) อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ แล้วทำตามผลโหวต (หากแพ้โหวต ครม. พ้นทั้งคณะ) 37.81% ตามด้วย 2) อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล (แพ้โหวต พ้นเฉพาะราย) 18.16% 3) ยุบสภาก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ 16.12% 4) นายกฯ นอกบัญชี” 15.33% ส่วน 5) ‍รัฐประหาร 6.05% และ 6) อยากให้อยู่ครบวาระถึงปี 2570 4.09%

ด้านคะแนนนิยมพรรคสำหรับเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า “ยังไม่ตัดสินใจ” สูงสุด 29.48% รองลงมา พรรคประชาชน 23.66%  พรรคภูมิใจไทย 9.20%  พรรคเพื่อไทย 7.47%  พรรคประชาธิปัตย์ 4.95%  พรรครวมไทยสร้างชาติ 3.38%  พรรคไทยสร้างไทย 2.36% พรรคพลังประชารัฐ 1.73%  พรรคกล้าธรรม 1.18%  พรรคอื่น/ไม่ประสงค์ลงคะแนน 11.48% และไม่ออกไปใช้‍สิทธิ์ 2.28%  ไม่สนใจ/ไม่ตอบ 2.83%

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ผลโพลชี้อารมณ์สังคมยัง “ก้ำกึ่ง”: คนไทยเกือบครึ่งหมดหวังต่อการเมือง และกว่าครึ่งยังไม่มั่นใจว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะเปลี่ยนรูปแบบเดิมได้มากนัก ขณะเดียวกัน หากข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนสะดุด ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้คลี่คลายในรัฐสภา และในภาวะทางตันมี 15.33% เสนอ “นายกรัฐมนตรีคนนอกบัญชี” ภายใต้กฎหมาย เพื่อทำหน้าที่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเมืองที่มีคุณภาพและพัฒนาประเทศให้เดินหน้า

จากผลสำรวจ ดร.แดน ยังวิเคราะห์ว่า “มีกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด” เกือบ 30% สะท้อนว่ายังไม่มีพรรคใดชนะขาด ส่งผลให้ภาพหลังเลือกตั้งน่าจะเป็นรัฐบาลผสม โดยพรรคขนาดใหญ่ เช่น ภูมิใจไทย เพื่อไทย หรือพรรคประชาชน จำเป็นต้องจับมือร่วมกับพรรคหน้าใหม่หรือพรรคขนาดเล็กต่าง ๆ เพื่อรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ผมเสนอว่าอยากให้“พรรคการเมืองใหม่ที่มีคุณภาพ” หรือผมขอเรียกว่า “พรรคการเมืองใหม่สีขาว” ที่ควรรวมตัวจับมือกัน ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ แต่การจะได้รับการเลือกตั้ง จำเป็นต้องใช้ทุน ซึ่งจะขึ้นกับการสนับสนุนของนายทุน ดังนั้นนายทุนควรมุ่งสนับสนุนพรรคที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้น โดยการเลือกตั้งครั้งหน้าสำคัญมาก เพราะประเทศไทยมี ‘หน้าต่างเวลา’ จำกัดไม่เกิน 5 ปีในการเร่งฟื้นตัวและพัฒนาประเทศ หากชะลอมากกว่านี้โอกาสแข่งขันจะลดลงอย่างรวดเร็ว  

“ขอฝากถึง กกต. และผู้มีอำนาจ ตรวจสอบ ทุนเทา-ทุนดำที่รู้กันดีว่า มีส่วนค้ำจุนพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ไม่เพียงแค่ทุนในประเทศ แต่รวมถึงทุนข้ามชาติเข้ามาจับมือทุนเทาไทย ที่เข้ามาเอาผลประโยชน์ ทำให้การเมืองจึงยังคงอยู่วังวนเดิม ประชาชนจึงควรมีส่วนตรวจสอบและหาผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งหากคนไทยมีสำนึก เป็นพลชาติ วันนั้นจะนำประเทศไทยให้ไปรอดได้” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุ

ถ่างตาดูชัดๆ !! AOT ยืนยันเป็น’ทุ่นระเบิดใหม่’ หลังสำนักข่าวของมาเลย์ นำเสนอผิด

ถ่างตาดูชัดๆ !! AOT ยืนยันเป็น'ทุ่นระเบิดใหม่' หลังสำนักข่าวของมาเลย์ นำเสนอผิด

ถ่างตาดูชัดๆ !! AOT ยืนยันเป็น’ทุ่นระเบิดใหม่’ หลังสำนักข่าวของมาเลย์ นำเสนอผิด

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

ถ่างตาดูชัดๆ !! AOT ยืนยันเป็น’ทุ่นระเบิดใหม่’ หลังสำนักข่าวของมาเลย์ นำเสนอผิดบอกเป็นทุ่นเก่า

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพบก ทันกระแส” ได้โพสต์ภาพที่มีข้อความส่วนหนึ่งของรายงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในประเทศไทย จากกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่บริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อยืนยันว่ารายงานของ AOT ระบุชัดเจนว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าตามที่สำนักข่าวแห่งหนึ่งของมาเลเซียรายงานผิดพลาด ซึ่งล่าสุดสำนักข่าวดังกล่าวได้แก้ไขใหม่เรียบร้อยแล้ว

โดยเพจได้ระบุข้อความด้วยว่า “โอ้โห ทำข่าวผิด!! ยืนยัน AOT ไทยรายงานว่าเป็น “ระเบิดใหม่” สนข. Bernama นำเสนอข่าวผิด ซึ่งได้แก้ไขใหม่เรียบร้อยแล้ว” พร้อมติดแฮชแท็ก #สันติภาพไม่มีอยู่จริง

‘เท้ง’ยัน’ปชน.’ไม่มีนโยบายใช้เงินผู้ช่วยสส.ไปจ่ายค่าสมัครสมาชิกพรรค

'เท้ง'ยัน'ปชน.'ไม่มีนโยบายใช้เงินผู้ช่วยสส.ไปจ่ายค่าสมัครสมาชิกพรรค

‘เท้ง’ยัน’ปชน.’ไม่มีนโยบายใช้เงินผู้ช่วยสส.ไปจ่ายค่าสมัครสมาชิกพรรค

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.06 น.

‘เท้ง’ยัน’ปชน.’ไม่มีนโยบายใช้เงินผู้ช่วยสส.ไปจ่ายค่าสมัครสมาชิกพรรค 

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวกรณีท่าทีของรัฐบาลไทยในการจัดการสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดระหว่างไทยและกัมพูชา หลังเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดของทหารไทยและการปะทะระหว่างทั้งสองฝ่าย

โดยในช่วงตอบคำถามสื่อมวลชน ได้มีนักข่าวสอบถามนายณัฐพงษ์ กรณีมีการนำเงินผู้ช่วย สส.ไปสมัครสมาชิกพรรค ซึ่งนายณัฐพงษ์ ได้ตอบคำถามเพียงสั้นๆ ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในประเด็นนี้ นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ได้ชี้แจงไปหมดแล้ว พรรคไม่มีนโยบายในการดำเนินการดังกล่าว ไม่ขอใช้เวทีนี้ในการชี้แจง ไปดูคำชี้แจงของนายศรายุทธิ์”

‘แม่ทัพกุ้ง’เห็นด้วย’นายกฯ’ ระงับปฏิญญากัวลาลัมเปอร์-ปล่อยตัว 18 เชลยศึก

'แม่ทัพกุ้ง'เห็นด้วย'นายกฯ' ระงับปฏิญญากัวลาลัมเปอร์-ปล่อยตัว 18 เชลยศึก

‘แม่ทัพกุ้ง’เห็นด้วย’นายกฯ’ ระงับปฏิญญากัวลาลัมเปอร์-ปล่อยตัว 18 เชลยศึก

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.46 น.

“แม่ทัพกุ้ง”เห็นด้วย”นายกฯ” ระงับปฏิญญากัวลาลัมเปอร์-ปล่อยตัว 18 เชลยศึก ตั้งข้อสังเกตเหตุยิงหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว เบี่ยงความสนใจปมทุ่นระเบิด-ปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งล่าสุดดูเหมือนจะกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บและขาขาด 1 นาย ว่า ส่วนตัวซึ่งเกษียณแล้ว และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาฯ มองว่าเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์และชี้แจงไปแล้ว

ส่วนบุคคลที่เราควบคุมตัวไว้ 18 นาย และยังไม่ได้ปล่อยตัว ก็เป็นการตอบโต้ในขั้นต้นโดยชัดเจนอยู่แล้วจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านก็ได้กำชับให้ฝ่ายความมั่นคงดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องไปแล้ว โดยฝ่ายความมั่นคงและเหล่าทัพ ก็คงเตรียมการในส่วนนี้ตามสมควร

ส่วนเห็นด้วยกับการระงับปฏิญญา 4 ข้อ ที่เซ็นร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย หรือไม่ พลโท บุญสิน มองว่า น่าจะเหมาะสม เพราะเราสูญเสียกำลังพล ต้องแสดงออกถึงความไม่พอใจในส่วนที่เราโดนกระทำ ต้องมีการตอบโต้อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว นอกจากการประท้วงด้วยเอกสาร

ขณะเดียวกันหากมีทหารขาขาดเพิ่มเป็นรายที่ 8 ในทางปฏิบัติสามารถเราสามารถยิงไปที่ฐานที่รับผิดชอบได้เลยหรือไม่ พลโท บุญสิน กล่าวว่า ตนเองคิดว่าเรื่องการตอบโต้ แม่ทัพและผู้บัญชาการทหารบกให้แนวทางไปแล้ว เพราะต้องดูว่าเหยียบทุ่นระเบิดที่ไหน เป็นของเก่าหรือของใหม่ และอยู่ในเขตอธิปไตยมีฐานทหารกัมพูชาอยู่ที่นั่นหรือไม่ วางนานแค่ไหน และสมควรแก่เหตุหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นการตัดสินใจของแม่ทัพ ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกน่าจะมอบแนวทางไปแล้ว

ส่วนได้ประเมินสถานการณ์ขณะนี้ไว้อย่างไรบ้าง พลโท บุญสิน กล่าวว่า ดูจากนโยบายของนายกรัฐมนตรี น่าจะไม่พอใจในการที่กัมพูชาวางทุ่นระเบิดตรงนั้น น่าจะมีความตึงเครียดพอสมควร ต้องรอว่าจะคลี่คลายหรือไม่อย่างไร ที่ชายแดน จังหวัดสระแก้วยังมีการอ้างว่าทหารไทยเป็นฝ่ายยิงพลเรือน ซึ่งอาจจะเป็นเกมอย่างหนึ่ง อาจสร้างสถานการณ์เพื่อระงับตรงนี้ก็ได้

ขณะที่ส่วนตัวคิดว่าหลังจากนี้จะมีการยั่วยุอีกหรือไม่ พลโท บุญสิน มองว่ามีนัยพอสมควร จะมีการยั่วยุอีกหรือไม่ต้องรอดู ต้องดูเจตนารมย์ของผู้นำกัมพูชา ว่าวัตถุประสงค์ที่เขาต้องการคืออะไร เช่น เหตุการณ์ที่บ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว น่าจะมีนัยพอสมควร

ส่วนเหตุการณ์ที่จังหวัดสระแก้ว จะลุกลามไปถึงเขตพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เลยหรือไม่นั้น พลโท บุญสิน กล่าวว่า เป็นนโยบายของประเทศเดียวกัน ในความคิดของตนน่าจะมีส่วนที่จะเชื่อมโยงสถานการณ์ซึ่งกันและกัน หลายคนอาจจะมองพื้นที่ปราสาทตาควาย ซึ่งอาจจะมีส่วนหนึ่งที่อาจจะดึงความสนใจ สังเกตดีๆ มีนัยหมด เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลออกมาตอบโต้ ทั้งเรื่องการงดปล่อยตัวเชลยศึก และการประณามต่าง ๆ ตนคิดว่าถูกต้องแล้ว

สำหรับกรณีที่ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พยายามรื้อฟื้นขอให้มีการเจรจา มองว่าไทยควรจะมีท่าทีอย่างไรนั้น พลโท บุญสิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลเราก็ต้องเข้มแข็งด้วย ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลไทยมีความเข้มแข็ง เราเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า บางสิ่งบางอย่างก็นำมาซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติด้วยเหมือนกัน

ส่วนการที่เรายังไม่ปล่อยตัวเชลยศึกจะเป็นประเด็น ที่ทำให้เราได้เปรียบหรือเสียเปรียบหรือไม่ พลโท บุญสิน กล่าวว่า เป็นการแสดงออกซึ่งความไม่พอใจของรัฐบาลเรา ว่าการกระทำแบบนี้พี่น้องเราเสียขา ซึ่งก็สมเหตุสมผล มันอาจกระทบการเจรจาในลำดับต่อไป แต่ก็มีหนทางที่จะคลี่คลายกัน ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ และความต้องการของผู้นำ กับทางกัมพูชาด้วย เราพร้อมอยู่แล้ว ที่จะเจรจาเพื่อสันติ ต้องดูสถานการณ์ตามช่วงเวลาอีกครั้ง

จากนั้น พลโท บุญสิน ได้เป็นวิทยากร บรรยายในงานปฐมนิเทศ นายทหารชั้นนายพลของกองทัพไทย รุ่น 50 ซึ่งมีนายทหารเข้าฟัง ทั้งสิ้น 391 นาย หัวข้อ “การบัญชาการการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ กรณีศึกษา จากประสบการณ์ป้องกันชายแดนของกองทัพภาคที่ 2”

‘สนธิ’จัดหนัก’บิ๊กโจ๊ก’ ถ้าเป็น’ผบ.ตร.’เมืองไทยเรือหายแน่ ลั่น’โจ๊ก-ต่อ’หาดีไม่ได้ทั้งคู่

'สนธิ'จัดหนัก'บิ๊กโจ๊ก' ถ้าเป็น'ผบ.ตร.'เมืองไทยเรือหายแน่ ลั่น'โจ๊ก-ต่อ'หาดีไม่ได้ทั้งคู่

‘สนธิ’จัดหนัก’บิ๊กโจ๊ก’ ถ้าเป็น’ผบ.ตร.’เมืองไทยเรือหายแน่ ลั่น’โจ๊ก-ต่อ’หาดีไม่ได้ทั้งคู่

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ในรายกาน SONDHITALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง ตอนล่าสุด นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เล่าย้อนถึงความสัมพันธ์กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.หรือ บิ๊กโจ๊ก โดยระบุว่า ตอนนั้นตนก็เห็นว่าเป็นคนหนุ่มไฟแรง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เคยบอกกับตนว่าให้สนับสนุนเป็น ผบ.ตร.ซึ่งตอนนั้นมีอายุราชการอีก 7 ปี แล้วจะให้เดือนละ 15 ล้านบาท แต่ตนบอกไปว่า “ไม่ต้อง พี่ไม่ได้เดือดร้อนอะไร”

“ถ้าเขาได้เป็น ผบ.ตร.เมืองไทยเรือหายแน่นอน” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ กล่าวอีกว่า ตนเคยเตือน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หลายเรื่อง โดยเฉพาะเตือนว่าอย่าเร่งรีบขึ้นเป็น ผบ.ตร.เพราะยังเหลืออายุราชการอีก 7 ปี แต่ก็ไม่เชื่อ โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ขึ้นลิฟท์ ได้รับการแต่งตั้งข้ามหัวคน อะไรเป็นข้อจำกัดก็ให้ พล.อ.ประวิตร ยกเลิกข้อจำกัดนั้นไป เพื่อเสียบในตำแหน่งนั้น พอเสียบไปแล้ว ตลกที่สุดคือข้อจำกัดนั้นก็กลับมาเหมือนเดิม

นายสนธิ กล่าวอีกว่า ถ้ามีคนจะแข่งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ ก็มีคนเดียวคือ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล

“ทั้งสองคนขยันขันแข็งเหยียบตีนกันตลอดเวลา เพราะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รู้ว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ต้องเป็น ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ก็ไม่ชอบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีแก๊งของตัวเอง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ก็มีแก๊งของตัวเอง ผมไม่ได้พูดว่าใครดีใครเลว เอาเป็นว่า หาดีไม่ได้ทั้งคู่ แต่ละคนวีรกรรมไม่ใช่ธรรมดา” นายสนธิ กล่าว