‘นักวิชาการ’ชม‘รัฐบาลไทย’ เดินเกม‘ฉีกปฏิญญา’ แก้ปัญหาชายแดน‘ไทย-กัมพูชา’มาถูกทาง

‘นักวิชาการ’ชม‘รัฐบาลไทย’ เดินเกม‘ฉีกปฏิญญา’ แก้ปัญหาชายแดน‘ไทย-กัมพูชา’มาถูกทาง

‘นักวิชาการ’ชม‘รัฐบาลไทย’ เดินเกม‘ฉีกปฏิญญา’ แก้ปัญหาชายแดน‘ไทย-กัมพูชา’มาถูกทาง

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.42 น.

ปิดช่องต่างชาติแทรกแทรง! “นักวิชาการ”ชม”รัฐบาลไทย” เดินเกม”ฉีกปฏิญญา” แก้ปัญหาชายแดน”ไทย-กัมพูชา”มาถูกทาง แม้ไม่เน้นดุเดือดเอาใจกองเชียร์ แต่ยึดรอบคอบ ชี้”นายกฯ”ประกาศหนุน”กองทัพ”ทำ”เขมร”คิดหนัก

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวให้ความเห็นต่อท่าทีและมาตรการของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า แม้อาจไม่ทันใจผู้ที่ต้องการเห็นการตอบโต้แบบดุเดือดเปิดฉากรบจบในวันเดียว แต่สิ่งที่รัฐบาลดำเนินอยู่เป็นกระบวนการที่มีความละเอียดรอบคอบ มีเหตุผลรองรับ และเป็นแนวทางที่สอดกับหลักการเพื่อรักษาสันติภาพ และป้องกันผลกระทบแง่ลบที่ตามมาในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลต้องคำนึงหลายหลายมิติในการแก้ไขปัญหา เข้าใจความรู้สึกและอารมณ์ของประชาชนในขณะนี้ที่อยากจะให้รัฐบาลดำเนินการแบบเข้มข้น แต่รัฐบาลต้องประเมิน สถานการณ์จากรอบคอบ การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมมีผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า ให้เข้าใจว่า ความเป็นจริงการจะเปิดฉากหลบพุ่งด้วยเหตุผลว่า ทหารเหยียบกับระเบิดนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว มันต้องมีปัจจัยความรุนแรง และต้องเกิดความสูญเสีย ที่หนักแน่นมากๆ ถึงขั้นที่ไทยต้องเปิดศึกเช่น มีการยิงปืนใหญ่ หรือทหารกัมพูชา กรีฑาทัพเข้ามา ซึ่งตอนนี้ สถานการณ์ยังห่างไกล ที่บอกว่าการโต้ตอบของรัฐบาลเหมาะสม เพราะว่าการประกาศยกเลิกปฏิญญาที่เคยลงนามไว้ คือสัญญาณชัดเจนว่าไทยจะกลับมาแก้ปัญหาชายแดนด้วยตนเอง โดยไม่เปิดช่องให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ ซึ่งสะท้อนหลักการพื้นฐานของรัฐอธิปไตยว่าความเป็นอิสระของชาติ ต้องมาก่อนทุกอย่าง

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวอีกว่า มาตรการที่ไทยใช้ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ส่งตัวเชลยกลับ การไม่ออกใบอนุญาตแรงงานเพิ่มเติม รวมถึงการปิดด่านตลอดแนว ถือเป็นแรงกดดันทางนโยบายที่มีพลังและเป็นระบบ ไม่ใช่การตอบโต้ด้วยอารมณ์ ขณะที่การตอบโต้ด้านกำลังทหารของไทยก็เป็นไปตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนักอย่างมีหลักการ เพื่อยืนยันตนในความเป็นชาติอารยะ และควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามเกินความจำเป็น

“สิ่งที่ทำให้กัมพูชาต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น คือบทบาทของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ประกาศหนุนหลังการตัดสินใจของกองทัพอย่างชัดเจน นี่คือความแนบแน่นระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ซึ่งแตกต่างจากยุครัฐบาลก่อน ที่มีรอยร้าวปรากฏชัด การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันและกองทัพมีจุดยืนตรงกัน ทำให้ท่าทีของไทยมีเสถียรภาพและชัดเจนขึ้นอย่างมาก จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้กัมพูชาต้องประเมินผลลัพธ์ให้ละเอียดกว่าเดิมในทุกการเคลื่อนไหว” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

‘แรมโบ้’กลับมาแล้ว! เสริมทัพ’สุชาติ-ธนกร’ หลังได้รับแต่งตั้งเป็นคณะที่ปรึกษารมต.

'แรมโบ้'กลับมาแล้ว! เสริมทัพ'สุชาติ-ธนกร' หลังได้รับแต่งตั้งเป็นคณะที่ปรึกษารมต.

‘แรมโบ้’กลับมาแล้ว! เสริมทัพ’สุชาติ-ธนกร’ หลังได้รับแต่งตั้งเป็นคณะที่ปรึกษารมต.

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.39 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงนามในคำสั่งที่ 823/2568 แต่งตั้ง นายเสกสกล อัตถาวงศ์ เป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยปฏิบัติราชการและสนับสนุนงานในภารกิจของรัฐมนตรี และให้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ลงนาม

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ได้ลงนามในคำสั่งที่ 256/2568 แต่งตั้ง นายเสกสกล อัตถาวงศ์ เป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยให้ทำหน้าที่เสนอแนะ ติดตามงาน และประสานภารกิจราชการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงตามที่กำหนดไว้ในคำสั่ง

– 006

‘สุริยะ’ฟ้อง’ไทกร’หมิ่นประมาท กล่าวหาบีบ’อิ๊งค์’พ้นหัวหน้าเพื่อไทย

'สุริยะ'ฟ้อง'ไทกร'หมิ่นประมาท กล่าวหาบีบ'อิ๊งค์'พ้นหัวหน้าเพื่อไทย

‘สุริยะ’ฟ้อง’ไทกร’หมิ่นประมาท กล่าวหาบีบ’อิ๊งค์’พ้นหัวหน้าเพื่อไทย

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.38 น.

‘สุริยะ’ส่งทนายยื่นฟ้อง’ไทกร’หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กล่าวหาบีบ’อิ๊งค์’พ้นหัวหน้าเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้มอบหมายให้ว่าที่ ร.อ.ปรเมศวร์ สุริยวรรณ เป็นทนายความ ยื่นฟ้อง นายไทกร พลสุวรรณ ต่อศาลอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีที่นายไทกร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ใส่ความกล่าวหาว่า คนตระกูล “จึง” บีบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ให้ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

โดยว่าที่ ร.อ.ปรเมศวร์ ทนายความได้กล่าวว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2568 นายไทกร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของตนเองว่า “ตระกูล “จึง” บีบแพทองธาร ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หากไม่ลาออกจะพา 70 สส. ออกไปอยู่พรรคใหม่” ซึ่งนายสุริยะเห็นว่า ข้อความตามโพสต์ดังกล่าว นายไทกร ต้องการให้หมายถึงตนเอง ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงแล้ว ตนเองไม่ได้บีบให้ น.ส.แพทองธารลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และไม่มีใครบีบให้ น.ส.แพทองธาร ลาออก แต่เป็นการตัดสินใจของ น.ส.แพทองธารเอง โดยมีการยื่นใบลาออกต่อพรรคอย่างเป็นทางการ การกระทำของนายไทกร  ที่ใส่ความนายสุริยะดังกล่าว ทำให้นายสุริยะเสียหายอย่างมาก ซึ่งนายสุริยะก็ได้ประกาศต่อสื่อมวลชนมาก่อนแล้วว่าจะยื่นฟ้องนายไทกร วันนี้นายสุริยะ จึงได้แต่งตั้งให้ตนเองเป็นทนาย ยื่นฟ้องนายไทกรในวันนี้

‘วิชุดา’ ลูกสาว ‘ศักดิ์ดา’ เข้ารายงานตัวต่อสภาฯ ทำหน้าที่ สส. แล้ว

'วิชุดา' ลูกสาว 'ศักดิ์ดา' เข้ารายงานตัวต่อสภาฯ ทำหน้าที่ สส. แล้ว

‘วิชุดา’ ลูกสาว ‘ศักดิ์ดา’ เข้ารายงานตัวต่อสภาฯ ทำหน้าที่ สส. แล้ว

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.36 น.

‘วิชุดา’ลูกสาว’ศักดิ์ดา’เข้ารายงานตัวเป็น สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย ต่อสภาฯแล้ว

14 พ.ย.2568 เมื่อเวลา11.30น. ที่รัฐสภา น.ส.วิชุดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย เข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี แทนตำแหน่งที่ว่างนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 จึงประกาศให้ น.ส.วิชุดา วิเชียรศิลป์ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสส.กาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยมีน.ส.สิริธร ลิมปพยอม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้การต้อนรับ

‘เพื่อไทย’เปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ล็อตใหม่เพิ่ม 11 คน เผย ‘นนทบุรี’ ครบทุกเขต

'เพื่อไทย'เปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ล็อตใหม่เพิ่ม 11 คน เผย 'นนทบุรี' ครบทุกเขต

‘เพื่อไทย’เปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ล็อตใหม่เพิ่ม 11 คน เผย ‘นนทบุรี’ ครบทุกเขต

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.17 น.

‘เพื่อไทย’เปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ล็อตใหม่เพิ่ม 11 คน ‘นนทบุรี’ ครบทุกเขต ‘สมนึก’โผล่ให้กำลังใจ ส่วน ‘สุริยะ’ เชื่อ บุคลากรที่คัดเลือกมามีแนวทางเดียวกับพรรค ยึดถือประชาชนเป็นหลัก ด้าน ‘จุลพันธ์’ ลั่น ไม่มีพรรคไหนพร้อมเท่าพรรคเรา มั่นใจ พท.ยังคงขายได้ บอกชื่อแคนดิเดตยังไม่มีทางหลุดออกมาวันนี้ 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 14 พ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายพงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมเปิดตัวผู้สมัครสส. เป็นรอบที่ 4 

โดยนายสุริยะ กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกวันที่พรรคเพื่อไทยพยายามเติมเต็มตามเป้าหมายที่ตนได้ประกาศไว้ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้ง ว่าจะกวาด สส.ให้ได้ 200 ที่นั่งในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้งไปแล้ว 260 คน วันนี้อีก 11 คนรวมเป็น 271 คน เชื่อว่า บุคลากรที่พรรคเพื่อไทยพยายามคัดเลือกเข้ามามีแนวทางเดียวกับพรรค คือยึดถือประชาชนเป็นหลักและจุดแข็งที่สุดของพรรคเพื่อไทยที่ในอดีต คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ถือเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ หากมองให้ดีในช่วงพรรคไทยรักไทย ตอนที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็มีปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ก็สามารถชำระหนี้ได้ก่อนเวลา ถือเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย หากผู้สมัครสามารถนำจุดต่างๆที่พรรคเพื่อไทย และไทยรักไทยเคยทำไปเสนอให้ประชาชนก็จะได้รับการตอบรับที่ดี

ด้าน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกหนึ่งวาระที่มีบุคลากรที่เข้มแข็ง ทำงานใกล้ชิดพื้นที่ มีความรอบรู้ในพื้นที่ ซึ่งคนที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์กับพรรค มีการพูดคุยมาอย่างยาวนาน และพรรคได้เปิดตัวผู้สมัครไปแล้ว 3 รอบ รวมทั้งหมดเปิดตัว 65% ของเขตเลือกตั้งที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง ที่เชื่อว่า ยังไม่มีพรรคไหนพร้อมเท่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งบุคลากรเหล่านี้ เป็นคนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ทำงานกับประชาชนจริง และการได้บุคลากรนี้มาร่วมงานกับพรรค แน่นอนว่า การตอบรับจากประชาชนย่อมเป็นไปในทางที่ดี และยังเป็นการสื่อสารสองทาง คือ วันนี้ได้ผู้สมัครมาได้พูดคุยกันอย่างเข้มข้นในเรื่องการทำนโยบายสู่การเลือกตั้ง และจะทำอย่างไรให้นโยบายตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่มทุกวัย วันนี้มีเปิดตัวผู้เสนอตัวหลายจังหวัด ซึ่งมีการหารือ และแลกเปลี่ยนแนวความคิดเรื่องอุดมการณ์ หลักการต่างๆเพื่อให้พรรครับทราบถึงปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และจะเดินหน้าสู่การทำนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่มที่อยู่ในประเทศ และพรรคจะนำพาทุกคนเข้าสู่สภาให้ได้

สำหรับรายชื่อผู้เสนอตัวเป็นผู้สมัครสส.วันนี้ประกอบด้วย

1. นายวิทยา มาลา ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. พิจิตร

2.นายจอมจักรภพ วัชระจินดาวัฒนะ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. ชัยภูมิ

3.น.ส.ณิชาภา โกวิทานนท์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.สมุทรสงคราม

4.นายวิรัตน์ เกียรติสันติกุล ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. นนทบุรี

5.นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. นนทบุรี

6.น.ส.ดาราวรรณ อัจฉริยะประสิทธิ์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. นนทบุรี

7.นายมนตรี ตั้งเจริญถาวร ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. นนทบุรี

8.นายวัชยธนันท์ อัศวนิโครธร ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. นนทบุรี

9.นายประถมการ อ่วมอ่อง ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. นนทบุรี

10.นายภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส.นนทบุรี

11.นายจำลอง ขำสา ผู้เสนอตัวลงสมัครเลือกตั้ง สส. นนทบุรี

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครในครั้งนี้ มีนายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี ซึ่งอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวมากว่า 45 ปี นอกจากนี้ มีความสนิทสนมกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกด้วย ก็ได้มาร่วม สังเกตการณ์การเปิดตัวในครั้งนี้ด้วย 

จากนั้น เวลา 10.50 น. นายจุลพันธ์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม กรณีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสส.พรรคเพื่อไทย จะเปิดให้ครบ 400 เขต ว่า วางกรอบไว้ว่าภายในเดือนธ.ค.จะเปิดตัวให้ครบ ซึ่งปลายเดือน พ.ย.คาดว่าเกือบจะเรียบร้อย ทั้งนี้ บางพื้นที่มีความละเอียดอ่อน และมีความยาก ทำให้อาจใช้เวลามาก โดยวันนี้ 14 พ.ย. มีการเปิดตัวว่าที่สส.นนทบุรี ทั้ง 8 เขต เป็นบุคลากรที่มีความเข้มแข็งทั้งอดีตสส. สจ.ในปัจจุบัน และเป็นเครือข่ายที่ทำงานให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับ การเลือกตั้งท้องถิ่นก็ชนะมาอย่างถล่มทลาย เพราะความเป็นพรรคเพื่อไทยยังคงขายได้ และได้รับการตอบรับจากประชาชน อีกทั้งกลุ่มการเมืองเหล่านี้ก็ให้การต้อนรับพรรคเพื่อไทยที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนานขอบพระคุณทุกท่าน เชื่อว่าพื้นที่นนทบุรี พรรคเพื่อไทย จะประสบชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ในส่วนของ จ.สมุทรปราการ จะมีการเปิดตัวเร็วๆนี้ แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียดการแบ่งพื้นที่ในจังหวัดหลังดึงบ้านอัศวเหมมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยขอให้ถึงวันเปิดตัวก่อน 

เมื่อถามว่า มีการทาบทามบุคคลที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยบ้างหรือยัง เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในรายชื่อที่จะเป็นแคนดิเดตด้วย นายจุลพันธ์ กล่าวว่า รายชื่อที่ปรากฎออกมาขอยืนยันว่า ยังไม่ผ่านกระบวนการในส่วนของคณะกรรมการบริหารพรรคแต่อย่างใด ยังคงมีขั้นตอนที่พูดคุยกัน วันนี้สื่อยังสนใจรายชื่อที่วนเวียนอยู่ แสดงว่าพรรคเพื่อไทยยังอยู่ในความสนใจของสังคม และประชาชน ส่วนท้ายที่สุดจะมีรายชื่อใดบ้าง อย่างแรกพรรคต้องไปเชื่อเชิญ สองเขาต้องตอบรับ และสามต้องผ่านกระบวนการของพรรค จะเห็นว่ายังมีขั้นตอนอีกมากยังไม่มีการพูดคุยกันถึงรายละเอียดในส่วนนี้ ย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการเชิญบุคคลใด แต่มีการมองไว้เยอะ โดยมองบุคลากรที่มีความพร้อม มีแนวคิด และอุดมการณ์ตรงกัน แต่ยังไม่มีรายชื่อออกมาและไม่มีทางหลุดวันนี้เด็ดขาด 

‘ราชภัฏบุรีรัมย์’แปรอักษร น้อมรำลึก’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'ราชภัฏบุรีรัมย์'แปรอักษร น้อมรำลึก'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘ราชภัฏบุรีรัมย์’แปรอักษร น้อมรำลึก’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.02 น.

คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ร่วม 2,000 คน ทำกิจกรรมจุดเทียนแปรอักษร เป็นภาพริบบิ้น พร้อมข้อความ”พระพันปีหลวง มรภ.บุรีรัมย์” เพื่อแสดงความจงรักภักดี และถวายความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยระลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.ศิราณี จุโฑปะมา รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีจุดธูปเทียน บูชาเครื่องทองน้อย และอ่านคำกล่าวถวายความอาลัย ต่อหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการจัดกิจกรรม “แปรอักษร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ที่บริเวณสนามกีฬากลางมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

จากนั้น รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ได้นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ที่แต่งกายด้วยชุดปกติขาว และชุดนักศึกษาไว้ทุกข์สีขาวดำ พร้อมใจกันยืนสงบนิ่งก้มศีรษะเป็นระยะเวลา 93 วินาที เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความอาลัย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ก่อนจะร่วมกันจุดเทียน แปรอักษรเป็นภาพริบบิ้น พร้อมข้อความ “พระพันปีหลวง มรภ.บุรีรัมย์” และขับร้องเพลงสดุดีแม่พระไทย เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงอาศริวาทราชภัฎ เพลงสดุดีพระแม่ไทย และเพลงชาติไทย จนเสียงดังกึกก้องทั่วพื้นที่ เป็นภาพที่สวยงามและยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยพลังแห่งความจงรักภักดี

โดยรักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กล่าวถวายความอาลัยความตอนหนึ่งว่า “แม้การเสด็จสวรรคตของพระองค์ จะเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวง แต่พระราชจริยวัตร อันงดงามและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าจะยังคงสถิต อยู่ในใจของปวงข้าพระพุทธเจ้าตลอดไป ขอพระองค์เสด็จสู่แดนสรวง ไทยทั้งปวงน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์”

– 006

รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา “ช่วงมีประจำเดือน” แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา "ช่วงมีประจำเดือน" แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

14 พ.ย. 2568 16:31 น.

รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา “ช่วงมีประจำเดือน” แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

รัฐกรณาฏกะ ทางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทไอทีขนาดใหญ่ระดับโลกหลายแห่ง ได้กลายเป็นรัฐแรกในประเทศที่เสนอให้ สตรีวัยทำงานทุกคนในตำแหน่งงานที่เป็นทางการ สามารถลาหยุดช่วงมีประจำเดือนโดยยังได้รับค่าจ้างได้

ภายใต้นโยบายใหม่นี้ สตรีอายุระหว่าง 18 ถึง 52 ปี ที่ทำงานในบริษัทรัฐบาลและบริษัทเอกชน สามารถลาหยุดช่วงมีประจำเดือนได้เดือนละ 1 วัน โดยไม่สามารถสะสมวันลาได้ และที่สำคัญคือไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ เพื่อขอใช้สิทธิ์วันลาดังกล่าว

นโยบายนี้ครอบคลุมสตรีในภาคส่วนที่เป็นทางการราว 350,000 ถึง 400,000 คน แม้ว่าจะยังไม่รวมกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่กว่า ซึ่งคาดว่ามีจำนวนถึง 6 ล้านคน ที่ทำงานเป็นคนงานในบ้าน แรงงานรายวัน และแรงงานอิสระ ในภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นโยบายควรขยายไปยังภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการด้วย แต่ถึงกระนั้น นโยบายการลาประจำเดือนของรัฐกรณาฏกะก็ยังถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นนโยบายแรกที่ครอบคลุมไปถึงภาคเอกชน โดยใช้กับลูกจ้างโดยไม่คำนึงถึงประเภทงานหรือสัญญาจ้าง

แนวคิดเรื่องการลาประจำเดือนไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศต่าง ๆ เช่น สเปน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ได้เสนอนโยบายนี้แล้ว นอกจากนี้ บางรัฐของอินเดียก็มีวันลาขณะมีประจำเดือนที่จำกัดอยู่แล้ว โดยรัฐพิหารและรัฐโอริสสาให้วันลา 2 วันต่อเดือนสำหรับพนักงานของรัฐบาล ขณะที่รัฐเกรละมอบสิทธิ์นี้ให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยและสถาบันฝึกอบรมอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ในอินเดีย ความเคลื่อนไหวในการให้วันหยุดพิเศษแก่สตรีกำลังจุดชนวนให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดอคติทางเพศและความกังวลด้านความเท่าเทียมกัน ในขณะที่คนอื่น ๆ โต้แย้งว่านี่คือสิทธิ์ที่จำเป็น ซึ่งช่วยให้สตรีไม่ต้องสูญเสียรายได้ หรือต้องทำงานภายใต้ความเจ็บปวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงมีประจำเดือน

นาย สันโตษ ลาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของรัฐกรณาฏกะ กล่าวว่า “นี่เป็นหนึ่งในนโยบายที่ก้าวหน้าที่สุดสำหรับสตรีที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ” เจ้าหน้าที่จาก Nasscom หรีอสมาคมการค้าของอุตสาหกรรมไอที ระบุว่า บริษัทหลายแห่งในกรณาฏกะได้ให้สิทธิ์ลาขณะมีประจำเดือนอยู่แล้ว ดังนั้นการดำเนินการตามคำสั่งของรัฐบาลจึงไม่น่าจะเป็นปัญหา

ประติภา อาร์. ประธานสหภาพแรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าและสิ่งทอในท้องถิ่น แสดงความยินดีกับการตัดสินใจนี้ โดยชี้ว่าคนงานหญิงในโรงงานตัดเย็บส่วนใหญ่ได้รับวันลาต่อปีเพียง 11 วันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สตรีบางคนรู้สึกว่านโยบายนี้ยากต่อการนำไปปฏิบัติ เนื่องจากประจำเดือนยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในหลายพื้นที่ของอินเดีย โดยสตรีมักถูกห้ามไม่ให้เข้าวัด หรือถูกแยกให้อยู่คนเดียวที่บ้านในฐานะ “ผู้ไม่สะอาด” ในช่วงมีประจำเดือน

อานุนิตา กุนดู ผู้จัดการบริษัทซอฟต์แวร์ ให้ความเห็นว่า “เราจะไปขอวันลาขณะมีประจำเดือนได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่แม้แต่จะพูดถึงมัน สังคมของเรายังไม่ถึงระดับนั้น” อรุณา ปาปิเรดดี พนักงานไอทีอีกคนกล่าวว่า “ถ้าถามฉัน ไม่จำเป็นต้องมีวันลา ผู้หญิงก็ประสบความสำเร็จในตำแหน่งสูง ๆ ได้ โดยไม่ต้องเอ่ยถึงคำว่า ‘ม.’ (ประจำเดือน) ด้วยซ้ำ”

ปุชเพนทรา นักสังคมศาสตร์ กล่าวว่าความท้าทายที่แท้จริงคือการต่อสู้กับการตีตราที่ฝังลึกเกี่ยวกับประจำเดือน “หากผู้หญิงขอลาสองวันในรัฐพิหาร ก็จะเข้าใจกันว่าเกิดจากการมีประจำเดือน มันเอื้ออำนวยความสะดวกให้ผู้หญิง แต่มันไม่ได้ให้อำนาจแก่พวกเธอ”

เขาระบุว่า ในหลายพื้นที่ของอินเดีย รวมถึงรัฐพิหาร ซึ่งให้วันลาขณะมีประจำเดือนมานานหลายทศวรรษ ร้านค้ายังคงห่อผ้าอนามัยในกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ๆ แต่สตรีบางคนในรัฐกรณาฏกะกล่าวว่า นโยบายการลาขณะมีประจำเดือนของรัฐบาลอาจทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยเกี่ยวกับประจำเดือนมากขึ้น

ศรียา ศรี ครูในเมืองเบงคาลูรู กล่าวว่า “การเรียกมันว่าวันลาขณะมีประจำเดือนจะช่วยต่อสู้กับการตีตราได้” สัปนา เอส. คณบดีร่วมที่ Christ University และหัวหน้าคณะกรรมการวันลาประจำเดือนของรัฐกรณาฏกะ เรียกร้องให้สตรีใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ “สิ่งที่จำเป็นคือการโจมตีการปรับสภาพทางสังคมที่มีอยู่ ผู้หญิงไม่ควรขอโทษหรืออายที่จะขอวันลาขณะมีประจำเดือน”.

ที่มา BBC

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ “ปราสาทตาควาย”

"บิ๊กกุ้ง" เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ "ปราสาทตาควาย"

14 พ.ย. 2568 15:58 น.

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ “ปราสาทตาควาย”

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วยยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ – ระงับปล่อยตัว 18 เชลยศึกตอบโต้กัมพูชา ชี้เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เชื่อกัมพูชาสร้างสถานการณ์ที่สระแก้ว หวังกลบข่าวทหารไทยเหยียบกับระเบิด แนะจับตาบริเวณ “ปราสาทตาควาย” เป็นพิเศษ ซึ่งอาจถูกเบี่ยงประเด็นจากพื้นที่ จ.สระแก้ว

วันที่ 14 พ.ย. 68 เวลา 13.00 น. พลโทบุญสิน พาดกลาง หรือ แม่ทัพกุ้ง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมายังวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลังได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษ บรรยายเรื่อง “การบัญชาการและการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ กรณีศึกษาการป้องกันชายแดน กองทัพภาคที่ 2” ให้กับนายพลที่ได้รับตำแหน่งใหม่ 391 นาย

ก่อนเข้าบรรยาย พลโทบุญสิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ช่องตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ และสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า ขณะนี้เกษียณแล้วและไม่อาจให้ความเห็นเชิงลึกได้ แต่ยืนยันว่า ควรยึดคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก

ในส่วนของเชลยศึกกัมพูชาจำนวน 18 คน แม่ทัพกุ้งกล่าวว่า ทหารปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทัพอย่างเคร่งครัด และการระงับปล่อยตัว ถือเป็นสัญญาณตอบโต้ที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่ากองทัพมีความพร้อมในด้านอื่น ๆ ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้

สำหรับการยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ พลโทบุญสิน เห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เพราะกัมพูชาละเมิดข้อตกลง และยังมีการวางกับระเบิดตามแนวชายแดนจนทำให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขา จึงจำเป็นต้องแสดงออกถึงความไม่พอใจ ทั้งในเชิงเอกสารและมาตรการอื่น ๆ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากกัมพูชายิงข้ามแดนมาทางฝั่งไทย ไทยมีสิทธิ์ตอบโต้ที่ฐานกัมพูชาหรือไม่ พลโทบุญสินระบุว่า แนวทางตอบโต้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแม่ทัพภาค และผู้บัญชาการทหารบก โดยจะพิจารณาจากการตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา หรือเหตุการณ์วางระเบิดในพื้นที่ก่อนตัดสินใจ 

ด้านท่าทีรัฐบาล พลโทบุญสิน มองว่า นายกรัฐมนตรีเองก็ไม่พอใจต่อเหตุวางกับระเบิดของกัมพูชา และต้องติดตามพัฒนาการตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด 

พลโทบุญสิน ยังกล่าวถึงกรณีกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลว่า ทหารไทยยิงชาวบ้านกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ โดยมองว่า อาจเป็นการสร้างสถานการณ์หรือเกม เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น จากกรณีทหารไทยเหยียบระเบิด ซึ่งอาจมีนัยทางการเมืองจากฝั่งกัมพูชา และต้องจับตาเจตนาที่แท้จริงของผู้นำกัมพูชา

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงผลกระทบระหว่างพื้นที่ชายแดนภาค 1 จะลุกลามไปยังพื้นที่ภาค 2 หรือไม่ พลโทบุญสินตอบว่า ทั้งหมดเป็นประเทศไทย และเป็นพื้นที่เชื่อมโยงกัน มันจึงเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว และจุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งอาจถูกเบี่ยงประเด็นจากพื้นที่ จ.สระแก้ว

ส่วนกรณีมาเลเซียซึ่งเป็นตัวกลางอยากให้สงบศึก พลโทบุญสินระบุว่า ต้องรอดูท่าทีรัฐบาลไทยเป็นหลัก พร้อมฝากให้นายกรัฐมนตรีแสดงความเข้มแข็ง เพราะประชาชนต้องการเห็นรัฐบาลที่มีศักยภาพ และย้ำว่าไทยเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า การตัดสินใจใด ๆ จะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ

รัสเซียโจมตียูเครน “แบบคำนวณไว้แล้ว” “หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

รัสเซียโจมตียูเครน "แบบคำนวณไว้แล้ว" "หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

14 พ.ย. 2568 15:31 น.

รัสเซียโจมตียูเครน “แบบคำนวณไว้แล้ว” “หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

ยูเครนเปิดเผยว่า การโจมตีของรัสเซียในช่วงข้ามคืน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่กรุงเคียฟ คร่าชีวิตประชาชน 4 คน และสร้างความเสียหายต่ออาคารหลายแห่งทั่วเมือง ท่ามกลางการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่รุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า ระบบรถไฟ และพื้นที่อยู่อาศัย

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่า “นี่เป็นการโจมตีที่ผ่านการคำนวณมาแล้วโดยหวังสร้างความเสียหายสูงสุดต่อประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน” โดยการโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 26 คน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์หนึ่งราย

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียยิงโดรนประมาณ 430 ลำ และขีปนาวุธ 18 ลูกในการโจมตีครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในพื้นที่เผยถึงการยิงกระสุนส่องวิถีเพื่อสกัดโดรน และมีการใช้ระบบต่อต้านขีปนาวุธหลายจุด

ทิมูร์ ตคาเชนโก หัวหน้าการบริหารการทหารกรุงเคียฟระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “มีอาคารชุดหลายแห่งทั่วกรุงเคียฟได้รับความเสียหาย แทบทุกเขตของเมืองได้รับผลกระทบ” หน่วยกู้ภัยยูเครนช่วยประชาชนหลายสิบคนออกจากพื้นที่ไฟไหม้และซากปรักหักพัง ขณะที่ตำรวจระบุว่ามีอาคารพักอาศัย 30 แห่งใน 9 เขตได้รับความเสียหาย

นายกเทศมนตรี วิตาลี คลิตช์โก กล่าวว่า บางพื้นที่ในเขตเดสเนียนสกีและโพดิลประสบปัญหาระบบทำความร้อนหยุดชั่วคราว แต่ยืนยันว่าการหยุดจ่ายพลังงานฉุกเฉินที่เกิดจากการโจมตีได้รับการแก้ไขแล้วในช่วงเช้า การคมนาคมบางส่วนยังถูกจำกัด โดยรถบัสและรถรางล่าช้า

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่ชาติตะวันตกเพิ่มต่อรัสเซีย โดยแคนาดาประกาศคว่ำบาตรรอบใหม่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่การผลิตโดรนและพลังงานของรัสเซีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้โจมตีทางไซเบอร์

ในวันเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มจี7 เรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที พร้อมยืนยันการสนับสนุนอย่าง “ไม่หวั่นไหวฃ” ต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังพิจารณานำทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดหลังการรุกรานส่วนหนึ่งมาใช้ให้กู้ยูเครนเพื่อสนับสนุนงบประมาณและการทหารในสองปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หลังสงครามยืดเยื้อเกือบ 4 ปี ทั้งสองฝ่ายต่างตั้งแนวป้องกันแน่นหนา ขณะที่รัสเซียปฏิเสธการเรียกร้องให้หยุดยิง รวมถึงความพยายามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการฟื้นการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักมานาน

กองกำลังรัสเซียยังคงรุกคืบในภาคตะวันออกของยูเครนหลายเดือนติดต่อกัน โดยมุ่งยึดเขตโดเนตสก์และลูฮันสก์ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรอบล่าสุดของรัสเซียทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อปัญหาความร้อนขัดข้องในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

ยูเครนเองได้เพิ่มปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซีย และขยายเป้าหมายออกไปไกลกว่าพื้นที่แนวหน้า กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าสามารถสกัดโดรนยูเครนได้กว่า 200 ลำในคืนวันศุกร์ รวมถึง 66 ลำเหนือเขตคราสโนดาร์ และ 45 ลำเหนือเขตซาราตอฟทางใต้

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันเชชคารีส หนึ่งในโรงกลั่นใหญ่ของรัสเซียในท่าเรือโนโวโรสซิสค์ริมทะเลดำ ก่อนควบคุมเพลิงไว้ได้ ทางการคราสโนดาร์ระบุว่า เรือพาณิชย์ลำหนึ่งในพื้นที่ได้รับความเสียหาย และมีลูกเรือสามคนบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล.

ที่มา AFP

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

14 พ.ย. 2568 14:42 น.

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

วันศุกร์ (14 พ.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงความปรารถนาในการสร้างความพยายามร่วมกันเพื่อเดินหน้าการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

สีจิ้นผิงกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกจีนเป็นประเทศใหญ่แห่งแรกในการเสด็จพระราชดำเนินเยือน และยังเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนนับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญยิ่งกับความสัมพันธ์จีน-ไทย และมิตรภาพอันลึกซึ้งที่ว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงแสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกล่าวว่าราชวงศ์ไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับจีนมาอย่างยาวนาน และมีคุณูปการสำคัญต่อการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ซึ่งจีนซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

สีจิ้นผิงระบุว่าปี 2025 ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย โดยตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จีนและไทยได้ทำงานร่วมกันและสนับสนุนกันและกันเสมอมา ท่ามกลางภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ทั้งสองประเทศเป็นดังญาติที่ดี มิตรที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี

สีจิ้นผิงแสดงความประสงค์จะทำงานร่วมกับพระมหากษัตริย์ไทย ณ จุดเริ่มต้นครั้งประวัติศาสตร์ใหม่นี้ เพื่อเดินหน้าการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันในช่วง 50 ปีข้างหน้า และร่วมเขียนบทใหม่ของมิตรภาพจีน-ไทย.

ที่มา Xinhua