‘นายกฯ’เร่งแก้โควตาสลาก อผส. ย้ำ‘สั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน’

‘นายกฯ’เร่งแก้โควตาสลาก อผส. ย้ำ‘สั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน’

‘นายกฯ’เร่งแก้โควตาสลาก อผส. ย้ำ‘สั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน’

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.55 น.

‘นายกฯ’ยังไม่ได้ได้รับรายงานคืบหน้าแก้โควตาสลาก อผส. ย้ำสั่งแล้วเร่งดำเนินการเร็วที่สุด ลั่น‘สั่งวันนี้ต้องเสร็จเมื่อวาน’

เมื่อเวลา 16.55 น.วันที่ 5 พ.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้ากลับมา

เมื่อถามว่ามีการเน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษหรือไม่โดยเฉพาะโควตาขององค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) นายกฯ กล่าวว่า รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ไปดำเนินการเรื่องนี้ต่อ โดยต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเป็นความรับผิดชอบของท่าน เพราะลักษณะการทำงานของตนไม่ต้องถามถึงกรอบ เพราะก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า “สั่งวันนี้ต้องเสร็จเมื่อวาน” จะถามเรื่องกรอบทำไม ทุกคนต้องรู้ว่า ทำงานกับตนต้องทำอย่างไร

จับตา 6 พ.ย.!‘กมธ.แก้รธน.’นัดโหวตส.ส.ร.-กมธ.ยกร่างฯ ‘ชลน่าน’รับข้อเสนอ‘ภท.’ปิดจุดเสี่ยง

จับตา 6 พ.ย.!‘กมธ.แก้รธน.’นัดโหวตส.ส.ร.-กมธ.ยกร่างฯ ‘ชลน่าน’รับข้อเสนอ‘ภท.’ปิดจุดเสี่ยง

จับตา 6 พ.ย.!‘กมธ.แก้รธน.’นัดโหวตส.ส.ร.-กมธ.ยกร่างฯ ‘ชลน่าน’รับข้อเสนอ‘ภท.’ปิดจุดเสี่ยง

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.22 น.

จับตาพรุ่งนี้!‘กมธ.แก้รธน.’นัดโหวต‘ส.ส.ร.-กรรมาธิการยกร่างฯ’ หลังมีกมธ.ชง 3 แนวทาง ‘นพ.ชลน่าน’เผยลงรายมาตรา รับข้อเสนอ‘ภท.’ ปรับเกณฑ์ออกเสียง ก่อนถูกต่อรอง หวั่นเปิดจุดเสี่ยง สว.ไม่เห็นชอบ

5 พ.ย.2568 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงผลการพิจารณาของ กมธ. ซึ่งวางวาระเพื่อลงมติตัดสินต่อกระบวนการและกลไกของผู้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า เดิมที่ประชุมกำหนดให้ลงมติในประเด็นการเลือกตั้งโดยตรงหรือทางอ้อมหรือไม่ และ รูปแบบขององค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญ แต่จากการอภิปรายของ กมธ. ส่วนใหญ่มองว่าหากลงมติที่ชี้ขาดแล้วจะเท่ากับปิดกั้นการแสดงความเห็นของ กมธ. เมื่อถึงวาระพิจารณาของเนื้อหาที่ได้ลงมติไปก่อนหน้านั้น ซึ่งที่ประชุมได้ใช้พิจารณากันนาน ก่อนจะมีความเห็นว่าไม่ควรใช้ลงมติตามประเด็นที่กำหนดไว้

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า ขณะที่การพิจารณาเนื้อหานั้น ขณะนี้กมธ.ได้เข้าสู่การพิจารณาเป็นรายมาตรา แล้ว โดยที่ประชุมได้รับข้อเสนอของการแก้ไข มาตรา 256 ที่พรรคภูมิใจไทยเสนอมาพิจารณาแต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าเนื้อหาจะเป็นตามที่เสนอหรือไม่ เพราะมี กมธ.บางคนเห็นแย้งและมองว่าการปรับเรื่องสัดส่วนการลงมติของ สว.จาก 1 ใน 3  ไปเป็น 1ใน 5 นั้น อาจทำให้ สว. ไม่เห็นชอบ ซึ่งเสี่ยงกับการที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาได้ ทำให้กมธ.ต้องรอการพิจารณาไว้

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า ขณะที่ในประเด็นสำคัญ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาในรายละเอียดและเตรียมลงมติตัดสินในการประชุม กมธ. ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ คือ ประเด็นองค์กรเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  ซึ่งมี 3 ประเด็น คือ ประเด็นของพรรคภูมิใจไทย ที่กำหนดให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ประเด็นของพรรคประชาชน ที่เป็นร่างหลัก ซึ่งเสนอให้มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย  ในฐานะ กมธ. เสนอ คือ ให้มี ส.ส.ร. ที่มีจำนวน 151 คน ซึ่งเป็นไปตามรูปแบบที่พรรคเพื่อไทยเคยเสนอไว้

DNA ตรงกัน! ‘นราพัฒน์ แก้วทอง’เปิดใจ เลือกไปต่อกับ‘รวมไทยสร้างชาติ’

DNA ตรงกัน! ‘นราพัฒน์ แก้วทอง’เปิดใจ เลือกไปต่อกับ‘รวมไทยสร้างชาติ’

DNA ตรงกัน! ‘นราพัฒน์ แก้วทอง’เปิดใจ เลือกไปต่อกับ‘รวมไทยสร้างชาติ’

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.29 น.

‘นราพัฒน์ แก้วทอง’เปิดใจ! เลือก‘รวมไทยสร้างชาติ’ มั่นใจ DNA ตรงกัน มุ่งสร้างอนาคตเกษตรกร-ท่องเที่ยวไทย ชูนโยบาย‘ปุ๋ยสั่งตัด-เกษตรพาณิชย์-เกษตรท่องเที่ยว’ เสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก

5 พฤศจิกายน 2568 นายนราพัฒน์ แก้วทอง อดีต สส.หลายสมัย อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผยถึงความท้าทายทางการเมืองครั้งใหม่ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติว่า  การที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนี้ เป็นเพราะมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรคซึ่งตรงกับอุดมการณ์ของตน นั่นคือการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ นอกจากนี้ การที่หัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็จะเป็นอีกกุญแจสำคัญในการผลักดันนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย

“ผมเป็นคนชอบทำงาน และพรรครวมไทยสร้างชาติก็เป็นพรรคที่มุ่งหน้าทำงานและมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนเพื่อชาติและประชาชนเช่นกัน ดังนั้น DNA จึงตรงกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์กับการทำงานของผมด้วย ก็คือ กฎหมาย เพราะทุกเรื่องที่เราจะทำให้ชาวบ้านล้วนต้องอาศัยกฎหมายเป็นกลไกขับเคลื่อน เราต้องผลักดันกฎหมายบางฉบับให้ออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นแนวทางที่ชัดเจนของท่านพีระพันธุ์อยู่แล้ว เพราะท่านแม่นยำเรื่องกฎหมาย เมื่อนำมารวมกับนโยบายที่ผมอยากจะทำ โดยเฉพาะนโยบายด้านการเกษตร ผมมั่นใจว่าผมจะทำได้สำเร็จแน่นอน ผมก็เลยตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายนราพัฒน์ กล่าว

นายนราพัฒน์ ยังบอกเล่าถึงเส้นทางการเมืองที่ผ่านมาว่า  ในวัยเด็กตนไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง เนื่องจากเห็นความเหนื่อยยากและเวลาที่หายไปของคุณพ่อ นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต สส. 12 สมัย ผู้ได้รับการขนานนามว่า “พ่อพระของพิจิตร” โดยหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจ สาขาบัญชี จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง  ตนก็ได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ (M.B.A) ที่มหาวิทยาลัย National University ประเทศสหรัฐอเมริกา  ก่อนกลับมาทำงานในบริษัทภาคเอกชนอยู่ช่วงหนึ่ง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2540 เมื่อรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง  ทำให้นายไพฑูรย์ ผู้เป็นบิดาได้รับการวางตัวให้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ตนจึงเบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่เดิมของคุณพ่อที่จังหวัดพิจิตร โดยเริ่มจากเป็นผู้ช่วย สส. ซึ่งต้องลงพื้นที่เพื่อพบปะชาวบ้านทุกหลังคาเรือนในเขตเลือกตั้งเป็นเวลากว่า 2 ปีก่อนการเลือกตั้ง  จนกระทั่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เขต ติดต่อกัน 3 สมัย

“ช่วง 3 เดือนแรกของการลงพื้นที่ ผมต้องเดินพบชาวบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ทำให้ผมได้สัมผัสและเข้าใจชีวิตประชาชนได้ลึกซึ้งมากขึ้น” นายนราพัฒน์ กล่าว

นายนราพัฒน์ยังได้เปิดเผยมุมมองด้านนโยบายการพัฒนาประเทศว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างรายได้หลักจาก 2 ด้าน คือ การเกษตรและการท่องเที่ยว ซึ่งต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง และควรส่งเสริมให้เป็นเสาหลักเศรษฐกิจ โดยในด้านการเกษตรนั้น เกษตรกรต้องได้กำไรที่เป็นธรรม มีการบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานให้สมดุล ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการประกันรายได้ที่มีการวางแผนเพาะปลูกอย่างมียุทธศาสตร์ และต่อยอดสู่ “เกษตรท่องเที่ยว” สร้างรายได้เพิ่มจากการเชื่อมโยงสองเสาหลักเข้าด้วยกัน  ส่วนนโยบายด้านการท่องเที่ยว ควรปรับ Mindset การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและอุทยานต่างๆ เพื่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว โดยยังคงรักษาธรรมชาติไว้

“ประเทศไทยมีจุดแข็งอีกเรื่อง คือ การท่องเที่ยว ที่สามารถผูกโยงกับการเกษตรได้ เราสามารถต่อยอดเป็นเกษตรเชิงท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะช่วยให้พ่อแม่พี่น้องมีรายได้เพิ่มได้” นายนราพัฒน์ กล่าว

นายนราพัฒน์กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ สส. เขต 3 สมัย และการเข้ารับหน้าที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ตนมองเห็นปัญหาและทางแก้ของภาคการเกษตรอย่างชัดเจน

“เราต้องมีใจ เข้าใจชีวิตพี่น้องเกษตรกร และทำหน้าที่ ‘ผู้แทน’ ของพวกเขา ในการนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขในสภา” นายนราพัฒน์กล่าว พร้อมยกตัวอย่างนโยบายเด่นที่เคยผลักดันและจะดำเนินการสานต่อ ก็คือ การลดต้นทุนปุ๋ย และผลักดันโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัด” โดยให้กรมพัฒนาที่ดินสำรวจความต้องการสารอาหารในดินเฉพาะพื้นที่ เพราะดินในแต่ละพื้นที่ต้องการสารอาหารไม่เหมือนกัน  ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้ตรงกับสภาพของดิน ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนปุ๋ยของเกษตรกรได้ 

นอกจากนี้ นายนราพัฒน์ยังกล่าวถึงนโยบายเกษตรเชิงพาณิชย์ที่ต้องผลักดันต่อไป เช่น โครงการ Young Smart Farmer เพื่อเปลี่ยนวิธีทำการเกษตรแบบเดิมให้เป็นธุรกิจการเกษตร และใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในการขายสินค้าโดยตรง ลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะทำให้ผลผลิตการเกษตรราคาดีขึ้น  และส่งเสริมการบริหารจัดการด้วยการควบคุมอุปทาน (Supply) ให้เหมาะสมกับอุปสงค์ (Demand) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกได้เป็นอย่างดี

นายนราพัฒน์ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยการยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะรับฟังทุกความคิดเห็นและทุกปัญหาจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์นโยบายและขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติให้ประสบความสำเร็จในการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแก่พี่น้องประชาชน

‘จาตุรนต์’อ้างเหตุผลยื่นซักฟอก ดักคอรัฐบาลอย่าชิง‘ยุบสภา’หนี

‘จาตุรนต์’อ้างเหตุผลยื่นซักฟอก ดักคอรัฐบาลอย่าชิง‘ยุบสภา’หนี

‘จาตุรนต์’อ้างเหตุผลยื่นซักฟอก ดักคอรัฐบาลอย่าชิง‘ยุบสภา’หนี

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.57 น.

‘จาตุรนต์’อ้างเหตุผลยื่นซักฟอก ดักคอรัฐบาลอย่าชิง‘ยุบสภา’หนี

5 พฤศจิกายน 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

เห็นข่าวนายกฯให้สัมภาษณ์เรื่องไทม์ไลน์ยุบสภาแล้ว

ไม่แน่ใจว่าต้องการสื่อสารว่าจะยึดมั่นไทม์ไลน์ตามที่เคยประกาศไว้ หรือกำลังจะบอกว่าอาจจะเลื่อนให้เร็วขึ้นก็ได้ โดยเฉพาะถ้ามีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ความหมายก็คือนายกฯกำลังปูทางสำหรับการหนีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ นายกฯยังได้อ้างเงื่อนไขในการยุบสภาว่าอาจเกิดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีลักษณะเป็นการแก้แค้นมากกว่าการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นการยกตัวอย่างเหตุผลในลักษณะคิดเองพูดเอง ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ

ผมยังเห็นว่าหากรัฐบาลสร้างความเสียหายต่อประเทศและประชาชน ฝ่ายค้านก็ต้องยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่อาจปล่อยให้รัฐบาลสร้างความเสียหายไปไม่สิ้นสุด นายกฯจะมากล่าวหาว่าเป็นการแก้แค้นไม่ได้

แต่การจะยื่นญัตติเมื่อใดนั้น มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่สองเรื่องคือความพร้อมของข้อมูลและความคืบหน้าของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าฝ่ายค้านก็คงไม่ต้องการทำให้เกิดข้ออ้างยุบสภาแล้วมีผลให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องตกไป ดังนั้นสิ่งที่กรรมาธิการหลายส่วนกำลังพยายามอยู่คือการเร่งให้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จเร็วที่สุด จะได้เหลือเวลาสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนการยุบสภา และขณะนี้ตัวแทนของพรรคการเมืองหลัก ๆ ก็เห็นตรงกันแล้วว่าควรมีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญซึ่งสามารถทำได้โดยอาศัยสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งในสามของทั้งสองสภา

ดังนั้นจึงหวังว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ชิงยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป และหวังว่าทั้งนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยจะร่วมผลักดันและสนับสนุนให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไปได้ตามที่ได้ประกาศไว้

‘หมอเปรม’ถามแรง! รัฐบาลอุ้มใครปมตำรวจ-นักการเมืองพัวพันแก๊งสแกมเมอร์

'หมอเปรม'ถามแรง! รัฐบาลอุ้มใครปมตำรวจ-นักการเมืองพัวพันแก๊งสแกมเมอร์

‘หมอเปรม’ถามแรง! รัฐบาลอุ้มใครปมตำรวจ-นักการเมืองพัวพันแก๊งสแกมเมอร์

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.50 น.

“ส.ว.เปรมศักดิ์”ยื่นกระทู้ถามนายกฯ ให้ตอบในราชกิจจานุเบกษาเหตุใดรัฐบาลยังจัดการขบวนการสแกมเมอร์และเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมขบวนไม่ได้อย่างเด็ดขาดทั้งที่เป็นวาระแห่งชาติ หลัง “บิ๊กโจ๊ก” ออกมาแฉเครือข่ายแก๊งจีนสีเทาและเปิดข้อมูลมีนักการเมืองไทยอย่างน้อย 7 คนเอี่ยว

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ได้ยื่นกระทู้ถามต่อนายกรัฐมนตรีโดยให้ตอบข้อสงสัยในราชกิจจานุเบกษา ถึงสาเหตุที่รัฐบาลยังไม่สามารถจัดการปัญหาการทุจริตภายในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่รัฐบาลประกาศให้การปราบสแกมเมอร์เป็น “วาระแห่งชาติ”

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยว่า “แก๊งจีนสีเทา” ใช้ธุรกิจบังหน้า เช่น ผับและบาร์ เพื่อฟอกเงินและค้ายาเสพติดในไทย  หากคนไทยไม่ให้ความร่วมมือ และเจ้าหน้าที่รัฐไม่คอร์รัปชัน พวกนี้อยู่ในไทยไม่ได้แน่

ทั้งนี้ ต้นเหตุของปัญหาเกิดจาก “เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน” ที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับขบวนการ โดยเฉพาะตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ถูกดำเนินคดีแล้วกว่า 110 นาย ตั้งแต่ระดับพลตำรวจโทถึงสิบตำรวจตรี ฐานอำนวยความสะดวกให้ชาวจีนหลบหนีเข้าเมืองในรูปแบบวีซ่านักเรียนหรือมูลนิธิ เพื่อใช้เป็นฐานประกอบอาชญากรรมในไทย

นพ.เปรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาดังกล่าวมี “รากเหง้าจากการเมือง” เพราะมีรายงานว่า นักการเมืองไทยอย่างน้อย 7 คน ถูกพาดพิงว่า เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาและจีน ซึ่งมีการเปิดเผยชื่อย่อ “ช.” อยู่ในข้อมูลที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เคยกล่าวถึง แต่จนถึงขณะนี้ หน่วยงานรัฐยังไม่มีการตรวจสอบอย่างเปิดเผย

“รัฐบาลประกาศปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ แต่กลับไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ทั้งที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากขบวนการนี้สูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี ประชาชนต้องการเห็นความโปร่งใสในการสอบสวน และมาตรการป้องกันไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง”นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ ส.ว.เปรมศักดิ์ ได้ตั้งกระทู้ถามเชิงนโยบายต่อรัฐบาลรวม 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความคืบหน้าการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่รับผลประโยชน์จากขบวนการสแกมเมอร์ และนโยบายคัดกรองบุคลากร รวมถึงการตรวจสอบทรัพย์สินภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ,การตั้งคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบ “เส้นสาย” ระหว่างตำรวจ ตม. และแก๊งสแกมเมอร์ตามข้อมูลของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ,ความเกี่ยวพันของนักการเมืองไทยอย่างน้อย 7 คน ที่ถูกพาดพิงถึง และเหตุผลที่รัฐบาลยังไม่ตรวจสอบอย่างเปิดเผย,มาตรการป้องกันการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ ไม่ให้ใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์แก่ขบวนการ ,การปรับโครงสร้างหรือเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานปราบสแกมเมอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างความร่วมมือระดับนโยบายกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เมียนมา และลาว เพื่อทลายฐานปฏิบัติการสแกมเมอร์ และส่งตัวผู้ต้องหากลับไทย

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลต้องกล้าเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะ และผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อ “ตัดวงจรคอร์รัปชัน” และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศไทยจริงจังกับการปราบอาชญากรรมข้ามชาติอย่างแท้จริง

อบจ.พิษณุโลก เปิดโครงการ ‘ห้องสมุดดิจิทัล’ e-Library by SE-ED ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ทุกกลุ่มวัย

อบจ.พิษณุโลก เปิดโครงการ ‘ห้องสมุดดิจิทัล’ e-Library by SE-ED ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ทุกกลุ่มวัย

อบจ.พิษณุโลก เปิดโครงการ ‘ห้องสมุดดิจิทัล’ e-Library by SE-ED ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ทุกกลุ่มวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก (อบจ.พิษณุโลก) เดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนทุกกลุ่มวัย ผ่านโครงการ “ห้องสมุดดิจิทัล e-Library by SE-ED” เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยเลือกใช้แพลตฟอร์ม e-Library ของบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นระบบหลักในการให้บริการประชาชนในพื้นที่ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รวบรวมหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลากหลายหมวดหมู่ ทั้งด้านวิชาการ การพัฒนาตนเอง และความรู้ทั่วไป พร้อมรองรับทุกระบบปฏิบัติการ ทั้ง Windows, iOS และ Android เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ได้สะดวกและทั่วถึง

เมื่อเร็วๆนี้ อบจ.พิษณุโลก ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้งานระบบ e-Library by SE-ED” แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ ห้องประชุมสุพรรณกัลยา เพื่อเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการเรียนการสอน และต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่

นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายก อบจ.พิษณุโลก กล่าวว่า การมีห้องสมุดดิจิทัลในรูปแบบแอปพลิเคชันจะช่วยให้ประชาชนและเยาวชนเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา สอดคล้องกับนโยบายจังหวัดในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา

นางภาสพรรณี มหายศ ผู้อำนวยการธุรกิจดิจิทัล บมจ.ซีเอ็ดยูเคชั่น กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขยายโอกาสทางการศึกษาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และส่งเสริมให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ด้วยตนเอง

โครงการห้องสมุดดิจิทัล e-Library by SE-ED นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ และสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืนให้กับคนพิษณุโลก

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เปิดตัวนวัตกรรมฆ่าเชื้อระดับนาโน ‘Electron Beam Irradiation’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานสากล

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เปิดตัวนวัตกรรมฆ่าเชื้อระดับนาโน ‘Electron Beam Irradiation’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานสากล

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เปิดตัวนวัตกรรมฆ่าเชื้อระดับนาโน ‘Electron Beam Irradiation’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สทน. เปิดตัว ‘ลำอิเล็กตรอน’ ฆ่าเชื้อระดับนาโน ปฏิวัติวงการสมุนไพรไทยสู่ Medical Grade เทคโนโลยีรังสีขั้นสูง ปลอดเชื้อ 100% โดย ‘ไม่ใช้ความร้อน’ แก้ปัญหาเชื้อดื้อความร้อน ยกระดับ สมุนไพรไทยสู่มาตรฐานสากล

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.  ประกาศความพร้อมในการนำ “เทคโนโลยีลำอิเล็กตรอน (Electron Beam Irradiation)” ซึ่งเปรียบเสมือน นวัตกรรมฆ่าเชื้อระดับนาโน มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย โดยชี้ว่านี่คือ ทางออกเดียวที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ที่จะช่วยผลักดันสมุนไพรไทยให้ก้าวสู่ระดับ Medical Grade

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยถึงศักยภาพของตลาดสมุนไพรไทย ซึ่งก้าวขึ้นเป็น อันดับ 1 ในอาเซียน และมีมูลค่าตลาดเมื่อปี 2567 กว่า 60,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจนี้ สถาบันฯ เน้นย้ำว่า การยกระดับความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ

“เราต้องยอมรับว่า วัตถุดิบสมุนไพรมีความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์สูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการตรวจวิเคราะห์เชื้อในห้องปฏิบัติการของ สทน. เราพบว่าปัญหาหลักคือการพบเชื้อทนทานต่อความร้อนสูง (Heat-Resistant Spores) เช่น Clostridium spp. และ Bacillus spp. ซึ่งเป็นเชื้อที่ฆ่าไม่ตายด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม การยกระดับมาตรฐานจึงเป็นวาระแห่งชาติ” รศ.ดร. ธวัชชัย กล่าว

ทั้งนี้ สทน. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของ ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา ภายในศูนย์ฉายรังสี ที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้ออย่างแม่นยำทั้งก่อนและหลังการฉายรังสี ข้อมูลเชิงลึกจากการตรวจวิเคราะห์พบว่า ปัญหาที่พบบ่อยและเป็นอุปสรรคต่อการผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ได้แก่ จำนวนเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด (Total Plate Count) , จำนวนยีสต์และราทั้งหมด, และ จำนวนเชื้อชนิด Coliform ที่เกินค่ามาตรฐาน

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ การพบเชื้อทนทานต่อความร้อนสูง ซึ่งได้แก่ เชื้อก่อโรคชนิด Clostridium spp. และ Bacillus spp. ที่มักพบมากในสมุนไพร รศ.ดร. ธวัชชัย ชี้ว่า เชื้อเหล่านี้มีความสามารถในการอยู่รอดภายใต้กระบวนการฆ่าเชื้อทั่วไปแบบดั้งเดิม เช่น การตากแดด การอบด้วยความร้อน หรือการฆ่าเชื้อด้วยยูวี ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ไม่สามารถกำจัดสปอร์ของเชื้อเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่ในบางกรณีที่ผลการตรวจวิเคราะห์พบค่าจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดต่ำ (น้อยกว่า 10 CFU/g) แต่ยังคงตรวจพบเชื้อชนิด Clostridium spp. อยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นของการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เช่น การฉายรังสี มาใช้เพื่อฆ่าเชื้อในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

“เทคโนโลยีการลำอิเล็กตรอน คือวิธีที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด ณ ปัจจุบันสำหรับการฆ่าเชื้อสมุนไพร เพราะได้เปรียบเหนือกว่าทุกเทคโนโลยีที่มีอยู่” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวและว่า

รักษาคุณภาพได้ 100% : เป็นการฆ่าเชื้อแบบ “ไม่ใช้ความร้อน” ทำให้ไม่ทำลายคุณค่าทางยา สี กลิ่น และสารสำคัญของสมุนไพร ซึ่งแตกต่างจากการใช้ความร้อนแบบดั้งเดิม , ไม่มีรังสีตกค้าง/ปลอดภัยสูง กระบวนการนี้สะอาดและปลอดภัยเหมือนกับการฆ่าเชื้อด้วยรังสี X-ray ไม่มีสารเคมี หรือรังสีตกค้างใดๆในผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้อย่างแท้จริง , ใบเบิกทางสู่ตลาดโลก การฆ่าเชื้อด้วยลำอิเล็กตรอนเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายจากองค์การระดับโลก เช่น WHO, FAO และ IAEA การใช้เทคโนโลยีนี้จึงเป็นการรับประกันมาตรฐานสากลให้แก่ผู้ซื้อทั่วโลก และต้นทุนคุ้มค่าต่อผลตอบแทน  การลงทุนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและยกระดับมาตรฐานสินค้าส่งออกนี้ เพิ่มต้นทุนเพียงเล็กน้อย (ไม่เกิน 5%) แต่เพิ่มความเชื่อมั่นและโอกาสทางธุรกิจได้มหาศาล

ปัจจุบันผลการดำเนินงานของ สทน. ปัจจุบัน ศูนย์ฉายรังสี สทน. ให้บริการฉายรังสีสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 200–500 ตัน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน และยาดมสมุนไพร โดยมีการใช้ปริมาณรังสีที่ผ่านการวิจัยมาแล้ว (อย่างน้อย 15–20 kGy) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด

“ตนเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีลำอิเล็กตรอนนี้คือทางเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยมีความปลอดภัยและมีมาตรฐานระดับโลก ผมจึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกท่านมาใช้บริการ หากท่านยังไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หรือมีข้อสงสัยใดๆ สามารถปรึกษาหารือกับทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้ทันที เรามีห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาที่พร้อมให้บริการตรวจวิเคราะห์เชื้ออย่างแม่นยำ และสามารถฉายรังสีด้วยลำอิเล็กตรอนได้ปริมาณมากกว่า 5 ตันต่อวัน สทน. พร้อมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของท่าน และสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับสมุนไพรไทย” รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

บริการรถรับ-ส่งฟรี ร่วมถวายความอาลัยและสักการะ’พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

บริการรถรับ-ส่งฟรี ร่วมถวายความอาลัยและสักการะ'พระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

บริการรถรับ-ส่งฟรี ร่วมถวายความอาลัยและสักการะ’พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.57 น.

กลุ่มแบงคอกเฟิร์ส ร่วมกับ สมาคมวินจักรยานยนต์ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน ที่ตั้งใจเดินทางไปถวายสักการะ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระบรมมหาราชวังและท้องสนามหลวง เนื่องในโอกาสสำคัญที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมีการจัดรถจักรยานยนต์ จำนวน 50 คัน บริการรับ-ส่งฟรี ในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา14:00 น. เป็นต้นไป บริเวณจุดรับ-ส่ง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (จุดรวมพล)  สนามหลวง (จุดส่งใกล้บริเวณงาน) เพื่อแสดงความอาลัยและน้ำใจของคนไทย ทีมงานและรถทุกคันจะสวมใส่เสื้อ “แบงค็อกเฟิร์ส” สีดำ และพร้อมให้บริการทุกท่านด้วยความเต็มใจ

เรียนเชิญพี่น้องประชาชนทุกท่านมารับบริการได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พวกเราขอทำหน้าที่เป็นส่วนเล็ก ๆ ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เดินทางได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยที่สุด

ลอยกระทงคึกคัก! ประชาชนร่วมงานสืบสานประเพณีไทยอย่างเรียบง่าย

ลอยกระทงคึกคัก! ประชาชนร่วมงานสืบสานประเพณีไทยอย่างเรียบง่าย

ลอยกระทงคึกคัก! ประชาชนร่วมงานสืบสานประเพณีไทยอย่างเรียบง่าย

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.19 น.

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในงาน ลอยกระทงประจำปี 2568 ที่จัดขึ้น ณ วัดบัวแก้วศรัทธาธรรม เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางประชาชนที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมด้วยความเคารพและระลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

บรรยากาศภายในวัดเต็มไปด้วยความอบอุ่นเรียบง่าย โดยกิจกรรมต่างๆ ถูกจัดขึ้นอย่างเหมาะสมในห้วงเวลาแห่งการถวายความอาลัย เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่ต่อไป

‘แม่ทัพกุ้ง’รับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก

'แม่ทัพกุ้ง'รับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก

‘แม่ทัพกุ้ง’รับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.51 น.

“แม่ทัพกุ้ง” รับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เชิดชู “นักรบผู้พิทักษ์ชาติ-นักพัฒนา” ผู้มีความรู้ด้านวิศวกรรมและการบริหารงานก่อสร้าง

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.68 พล.ท.ดร. บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เข้ารับพระราชทาน ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมโยธาและการบริหารงานก่อสร้าง จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ (วิทยาเขตอุเทนถวาย) จากนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี  ที่หอประชุมภายในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (คณะเกษตรศาสตร์บางพระ) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 

พล.ท.บุญสิน จบปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกลจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ ทางสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวายมีมติมอบ ปริญญา สาขาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิศวกรรมและการบริหารงานก่อสร้าง) เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติในคุณูปการที่ได้ทำให้แก่ประเทศชาติ และประชาชน ไม่ใช่เพียงบทบาท “นักรบผู้พิทักษ์ชาติ” แต่ยังเป็น “นักพัฒนา” ที่มีความรู้ความสามารถในด้านวิศวกรรมและการบริหารงานก่อสร้างอีกด้วย